Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความเตรียมตัวตั้งครรภ์ | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

คุณแม่สามารถใช้ครีมทาตัวเดิมที่เคยใช้ก่อนตั้งครรภ์ได้ไหม?

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ร่างกายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการใช้ชีวิต อาหาร หรือแม้แต่ในเรื่องของผิวพรรณ และเพื่อให้คุณแม่ได้มั่นใจว่าครีมบำรุงที่คุณแม่ใช้อยู่มีความปลอดภัยสำหรับช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ วันนี้เราจึงนำข้อมูลที่สำคัญมาฝากกันค่ะเหตุผลที่คุณแม่ควรใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับคนท้องโดยเฉพาะความปลอดภัยคืออับดับ 1อย่างแรกเลยที่จะต้องให้ความสนใจแน่นอนว่าจะต้องเป็นเรื่องของความปลอดภัยว่าครีมที่ใช้อยู่นั้นอ่อนโยนและปลอดภัยพอที่จะสามารถทาลงบนผิวหนังของคุณแม่ตั้งครรภ์🤰ได้หรือไม่การเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ สภาพผิวของคุณแม่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมตาบอลิซึม ระบบต่อมไร้ท่อ และหลอดเลือด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความมัน สิว แห้งกร้าน จุดด่างดำได้ด้วย รวมถึงเรื่องของเกราะป้องกันผิวก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ความสนใจกับสารประกอบที่อยู่ในครีม🧴ที่ใช้นั่นเองค่ะ วิธีการเลือกซื้อครีมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มองหาผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก คุณแม่สามารถมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากออร์แกนิก🍃 และ มีการรับรองว่าสามารถใช้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ ก็จะสามารถทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการผสมสารที่เป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่และทารก รวมถึงหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้หลีกเลี่ยงสารเรตินอยต์สารเรตินอยต์นั้นเป็นสารที่สามารถพบได้ในมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านริ้วร้อย แต่ในช่วงเวลาตั้งครรภ์นั้น คุณแม่ควรจะหลีกเลี่ยงมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของเรตินอยต์ไปก่อนจะดีที่สุดค่ะ เพราะเรตินอยต์ มีอนุพันธ์ของวิตามินเอบางชนิด เช่น แอคคิวเทน หรือ เทรติโนอิน ที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์🤰ได้นั่นเองวิธีการเลือกซื้อครีมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์การเลือกซื้อครีมกันแดด🌞ในการเลือกซื้อครีมกันแดดคุณแม่สามารถมองหารุ้นที่มีผสมของซิงค์ออกไซด์และไททาเนียมไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำงานโดยการผลักแสง UV ออกไป มีความปลอดภัยสำคัญคุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰 แต่มีข้อเสียตรงที่จะค่อนข้างซึมซับได้ดีไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และมีความขาววอกได้ แต่สามารถทำงานป้องกันรังสีจาก UVA และ UVB ได้โดยไม่ต้องรอนานหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่มีความรุนแรงส่วนผสมที่คุณแม่ควรเลี่ยงในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้แก่✨กรดซาลิไซลิก ✨ไฮโดนควิโนน✨พาทาเลต✨ฟอร์มาลดีไฮด์✨ออกซีเบนโซน✨เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์และเรตินอยด์ตามที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากสารเหล่านี้มีโอกาสอาจส่งผลเสียต่อคุณแม่และลูกน้อยได้มากกว่าสารประเภทอื่นๆนั่นเองค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

อาการที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ระยะแรก

คุณแม่แต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันออกไปบางคนอาจไม่มีอาการใด ๆเลย แต่ในบางคนก็มีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้น ดังนั้น ในระยะแรกอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูออกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ แต่ในทางการแพทย์จะมีลักษะอาการบางอย่างที่เราพอจะสังเกตุได้ มาดูกันว่าคุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่นะคะอาการของคนท้องระยะแรก 1-2 สัปดาห์ 🤰 อาการขาดประจำเดือนประจำเดือนของผู้หญิงจะมาห่างกันประมาณ 28 วัน แต่หากประจำเดือนของคุณไม่มาเกิน 10 วัน 🩸 ก็อาจเป็นสัญญาณบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ แต่การขาดประจำเดือนก็อาจมาจากสาเหตุอื่นได้ 📅 เช่น ร่างกายอ่อนเพลีย การใช้ยาคุม หรือ การมีโรคบางอย่างก็เป็นได้🤰 ตกขาวมามากผิดปกติฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อตั้งครรภ์ และส่งผลให้มีอาการตกขาวมีปริมาณมากขึ้น  หากตกขาวของคุณมีสีขาวขุ่นก็อย่าเพิ่งตกใจไป 🙂 เพราะร่างกายของคุณสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้ปากช่องคลอดมีการหล่อลื่นนั่นเอง แต่คุณแม่ควรดูแลรักษาความสะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา และหากมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ต่างไปจากนี้ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการนะคะ👩‍⚕️ 🤰 อาการเลือดซึมทางช่องคลอดเนื่องจากร่างกายของคุณแม่กำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาวะใหม่ที่เกิดจากการปฎิสนธิภายในมดลูก หากคุณแม่พบว่ามีเลือดสีแดงจางๆ🩸ออกเล็กน้อยบริเวณช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ก็เป็นได้ โดยเลือดจะหยุดไหลไปเองภายในหนึ่งถึงสองวัน และจะไม่มีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย หากเลือดไม่หยุดไหล และมีอาการปวดท้องเกร็ง👩‍⚕️ควรไปพาแพทย์ทันทีนะคะ🤰 พบการเปลี่ยนแปลงของเต้านมคุณอาจพบว่าหัวนมของคุณมีเข้มหรือคล้ำขึ้น รวมถึงเต้านมของคุณอาจขยายขึ้น และมีอาการเจ็บตึงเต้านมด้วย🧐  การเปลี่ยนแปลงนี้จะเห็นชัดในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก 🤰 ไวต่อกลิ่นคุณอาจพบว่าจมูกไวต่อกลิ่นมากเป็นพิเศษ โดยจะเรียกว่า Super Smell 👃  เช่น บางคนอาจเห็นกลิ่นยาสีฟันที่ใช้เป็นประจำ หรือบางคนอาจเหม็นกลิ่นตัวของสามี เป็นต้นสัญญาณอื่น ๆ ของการตั้งครรภ์🤰 เวียนหัว ปวดศีรษะคุณอาจพบอาการปวดหัวซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนภายในร่างกายขณะตั้งครรภ์นั่นเอง ซึ่งในสัปดาห์แรกคุณแม่บางคนอาจมีอาการปวดมากหรือน้อย 🥴☹️ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนนะคะ🤰 การคัดเต้าและเจ็บหัวนมหากคุณรู้สึกคัดบริเวณเต้นนมและเจ็บหัวนม🥺 พร้อมกับเกิดอาการขาดประจำ🩸 ก็อาจเป็นอาการที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์ โดยอาการคัดเต้าและเจ็บหัวนมนี้ก็มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายนั่นเอง เมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้น ขนาดของเต้านมจะขยายใหญ่มากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมผลิตนมให้กับลูกน้อยต่อไป👶🤰 ปวดหลังอาการปวดหลังช่วงล่างอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ โดยอาจมีอาการร่วมกับการเป็นตะคริว☹️ สาเหตุเกิดจากการขยายของมดลูกส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนกลางมีการขยายด้วย อาการปวดหลังอาจเกิดขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ของคุณแม่🥺  ลองเลือกหมอนสำหรับรองหลังและหมอข้างสำหรับวางขาดูนะคะ🤰 ปัสสาวะบ่อยหากคุณพบว่าช่วงนี้ตัวเองเข้าห้องน้ำ🚻 ปัสสาวะบ่อย ๆ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ โดยการตั้งครรภ์ในช่วงแรกนั้นร่างกายของคุณแม่จะสร้างของเหลวในร่างกายมากขึ้น อุ้งเชิงกรานของคุณแม่มีเลือดมาไหลเวียนมาขึ้น มดลูกคุณแม่ขยายตัว ส่งผลให้เบียดกระเพาะปัสสาวะอาหาร จึงทำให้คุณแม่เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นนั่นเองคะ 🚽🤰 อยากกินของเปรี้ยว หรือของอื่นๆ คุณอาจอยากกินอาหารที่ต่างออกไปจากเดิมที่เคยกิน.🥘  บางคนอยากกินรสเปรี้ยว หรือ อาหารแปลก ๆ บางคนอาจมีอาการเบื่ออาหาร และไม่อยากกินอะไรเลย โดยมีสาเกตุจากการรับรู้รสชาติของคุณแม่เปลี่ยนแปลงไปจากการที่ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นนั่นเอง  

Content Image

ทำไมโฟลิกจึงมีความจำเป็น? ต้องทานเท่าไหร่?

คุณแม่หลายๆท่านทั้งรวมทั้งคุณผู้อ่านคงเคยได้ยินมาว่า กรดโฟลิกเป็นหนึ่งในสารอาหารที่คุณแม่ที่กำลังจะมีเจ้าตัวน้อยควรรับประทาน แต่จริงๆแล้วกรดโฟลิกสามารถกินได้เพียงในขณะอุ้มท้องหรือไม่ มีปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ กินมากไปเป็นอันตรายหรือเปล่า บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านอย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับกรดโฟลิกกันก่อนค่ะทำไมคุณแม่ถึงต้องทานกรดโฟลิกกรดโฟลิกคืออะไรขึ้นชื่อว่ากรดแต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด กรดโฟลิกเป็นสารอาหารประเภทหนึ่ง (วิตามินบี 9 ชนิดหนึ่ง) บางท่านอาจเคยได้ยินอีกชื่อ คือ โฟเลต ให้รับรู้ไว้ว่าล้วนเป็นสารอาหารตัวเดียวกัน โฟลิกเป็นสารอาหารที่สามารถพบได้ตามอาหารจากธรรมชาติที่หารับประทานได้ไม่ยากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ไข่แดง🥚 ตับ ผักใบเขียว ผักสีส้ม และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ค่ะประโยชน์ของโฟลิกกรดโฟลิกมีส่วนช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยในท้องคุณแม่เป็นหลัก ช่วยตั้งแต่ในระยะแรกที่เกิดการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ การพัฒนาระบบประสาท สมอง และไขสันหลัง ช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดง🩸ให้แข็งแรง และยังช่วยเสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของเจ้าตัวน้อยอีกด้วย แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกันค่ะ หากคุณแม่รับประทานกรดโฟลิกมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาโลหิตจางทั้งกับตนเองและกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะรับประทานแค่ไหนจึงจะพอดี?อันที่จริงแล้วกรดโฟลิกสามารถรับประทานได้ตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวจะตั้งครรภ์ซึ่งก็คือก่อนตั้งครรภ์จะดีที่สุดค่ะ และควรรับประทานต่อไปในปริมาณที่เหมาะสมจนกว่าจะคลอดบุตรเลย สำหรับช่วงก่อนตั้งครรภ์แนะนำว่าควรได้รับโฟลิกไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน หากตั้งครรภ์แล้วให้เพิ่มปริมาณเป็น 0.8 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรรับประทานเกิน 1 มิลลิกรัมต่อวัน💊 จะเห็นว่าไม่ใช่ปริมาณที่เยอะเลยใช่ไหมคะ เพียงแค่คุณผู้อ่านกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิกตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น ก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับกรดโฟลิกตามเกณฑ์อยู่แล้ว แต่หากไม่มั่นใจก็สามารถรับประทานโฟลิกในรูปแบบของอาหารเสริมได้ค่ะหากรับประทานโฟลิกไม่พอ จะเกิดอะไรขึ้น ?การขาดกรดโฟลิกจะส่งผลอย่างชัดเจนในคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยค่ะ👶 เด็กในท้องอาจมีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญที่ไม่เต็มที่ของระบบประสาทและสมอง กะโหลกศีรษะไม่ปิดจนผิดปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน        จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความเสี่ยงจากการขาดกรดโฟลิกค่อนข้างน่ากลัวเลยใช่ไหมคะ ดังนั้นการควบคุมเรื่องสารอาหารที่คุณแม่หรือกระทั่งคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยจึงสำคัญมาก หากไม่มั่นใจว่าสามารถทำได้เอง แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านของการตั้งครรภ์ รวมไปถึงนักโภชนาการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับความรู้ในด้านการกินอาหาร และได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เป็นประโยชน์กับทั้งลูกน้อยและตัวของคุณแม่เองค่ะ

👉 List บทความเตรียมตัวตั้งครรภ์

Content Image

อายุขนาดนี้ไข่ของเราจะมีอยู่ไหม?

      ค่อนข้างเป็นที่เข้าใจตรงกันใช่ไหมคะว่า สภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันอาจไม่ได้ส่งเสริมให้คุณผู้หญิงมีความพร้อมที่จะตั้งครรภ์ในวัยเจริญพันธุ์มากนัก สำหรับคุณผู้หญิงที่อยากมีเจ้าตัวน้อยแต่ตนเองยังไม่พร้อม อาจกำลังกังวลว่าในอนาคตที่เราพร้อมแล้ว ไข่ของเราจะยังมีคุณภาพที่ดีพอที่จะมีเจ้าตัวน้อยได้หรือไม่ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าไข่ของเราพร้อมหรือไม่พร้อม บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่าน เรามารู้จักวิธีการทางการแพทย์ที่เรียกว่า 'การตรวจ AMH กันเลยค่ะ'ทำความรู้จักกับ AMHAMH นั้นย่อมาจากคำว่า...'Anti-Mullerian Hormone' หากพูดง่ายๆ มันคือชื่อย่อของเจ้าฮอร์โมนตัวหนึ่งในร่างกายของคุณผู้หญิง👩นั่นเองค่ะ ความพิเศษของเจ้าฮอร์โมนตัวนี้ก็คือ มันสามารถบอกระดับหรือประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ได้ค่ะ เนื่องจากเป็นฮอร์โมนที่ถูกสร้างขึ้นจากไข่ของคุณผู้หญิงเอง หากมีมากก็แปลว่าไข่ของคุณผู้หญิงมีจำนวนมาก มีน้อยก็แสดงว่าไข่ของคุณผู้หญิงมีจำนวนน้อย📉 ฮอร์โมนตัวนี้จึงสื่อถึงจำนวนของไข่ในร่างกายของคุณผู้หญิงอย่างตรงตัวค่ะการตรวจ AMH ทำได้อย่างไรเนื่องจากเจ้าฮอร์โมนตัวนี้มีประโยชน์ในแง่ของการบอกประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่และจำนวนไข่ของคุณผู้หญิง และสามารถพบได้ในกระแสเลือด🩸ของคุณผู้หญิงเอง แพทย์จึงสามารถทำการเจาะเลือดเพื่อวัดระดับเจ้าฮอร์โมนตัวนี้ได้ เมื่อทราบระดับของฮอร์โมนตัวนี้ ก็จะสามารถวินิฉัยได้ว่าคุณผู้หญิงมีภาวะเสี่ยงที่จะมีบุตรยากหรือไม่ หากมีความเสี่ยงต้องดูแลรักษาอย่างไร นอกจากการดูแลรักษาก็จะเป็นส่วนของการวางแผนใช้วิธีการผสมเทียม ว่าเงื่อนไขทางสุขภาพของคุณผู้หญิงเหมาะที่จะใช้วิธีใดในการผสมเทียมการตรวจ AMH เหมาะกับใคร✨เหมาะกับคุณแม่ที่พยายามตั้งครรภ์ด้วยวิธีตามธรรมชาติมานานกว่า 6 เดือนแล้วยังไม่สำเร็จ การตรวจ AMH จะช่วยให้คุณแม่สามารถทราบได้ว่าตนเองเข้าข่ายเป็นคุณผู้หญิงที่กำลังประสบกับภาวะมีบุตรยากหรือไม่ หากเข้าข่ายจะได้พิจารณาเทคโนโลยีทางการแพทย์👩‍⚕️ต่างๆเข้ามาช่วยค่ะ✨เหมาะกับคุณแม่ที่วางแผนจะใช้วิธีการผสมเทียมในอนาคต เนื่องจากการตรวจระดับ AMH จะบ่งบอกถึงจำนวนไข่ได้ จึงบ่งบอกได้ว่ากระบวนการกระตุ้นให้ไข่ตกระหว่างการผสมเทียมนั้นเป็นไปได้ด้วยดีและราบรื่นหรือไม่ค่ะ✨เหมาะกับคุณแม่ที่มีประวัติการรักษามะเร็ง🦠ด้วยเคมีบำบัดหรือการผ่าตัดรังไข่ค่ะ เพราะการตรวจวัดระดับ AMH จะสามารถช่วยบอกได้ว่า การรักษาที่ผ่านมาของคุณแม่นั้น มีผลข้างเตียงต่อการมีบุตรในอนาคตหรือไม่ค่ะจะเห็นแล้วนะคะว่าเจ้าฮอร์โมน AMH นั้นมีประโยชน์มาก นอกจากจะช่วยวินิฉัยและวางแผนการรักษาภาวะมีบุตรยากในร่างกายคุณผู้หญิงแล้ว ยังช่วยในแง่ของการวินิฉัยความผิดปกติอื่นๆของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ยกตัวอย่างเช่น ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบค่ะ ช่วงเวลาที่เหมาะกับการตรวจก็ไม่ได้มีการกำหนดชัดเจน เนื่องจากระดับของ AMH นั้นไม่ได้สัมพันธ์กับวงจรรอบเดือน และไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหารล่วงหน้าก่อนตรวจอีกด้วยค่ะ รับเป็นการตรวจที่ไม่ยุ่งยากเลยทีเดียว ดังนั้นการตรวจระดับ AMH จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจสำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคตค่ะ

Content Image

อยากมีมดลูกแข็งแรง มาทางนี้!

         เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่าน ส่วนหนึ่งคือคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีบุตร หรืออย่างน้อยต้องสนใจเรื่องการมีลูกใช่ไหมคะ และแน่นอนว่า ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตรก็คือสุขภาพของมดลูกค่ะ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงการบำรุงรักษามดลูกอย่างถูกต้องและเหมาะสมของคุณผู้หญิง ว่าสามารถปฏิบัติอย่างไรได้บ้าง ไปดูกันเลยค่ะอยากมีมดลูกแข็งแรงทำแบบนี้ออกกำลังกายช่วยได้นะการออกกำลังกายในที่นี้ครอบคลุมถึงการออกกำลังกายทั่วไปอย่างการวิ่ง การว่ายน้ำ🏊 โยคะ ซึ่งควรทำเป็นปกติอยู่แล้วอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน อย่างต่ำครั้งละประมาณ 30 นาที และยังรวมไปถึงการออกกำลังกายเฉพาะส่วน นั่นก็คือการออกกำลังกายบริหารบริเวณอุ้งเชิงกรานค่ะ ทำได้โดยคุณผู้หญิงจะต้องขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานค้างไว้ประมาณ 5 วินาที จากนั้นปล่อย 5 วินาที ทำวนไปเช่นนี้ 4-5 รอบ หลังจากนั้นอาจเพิ่มระยะเวลาในการขมิบและปล่อย วิธีนี้จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานของคุณผู้หญิงแข็งแรงขึ้นค่ะการนวดช่วยได้นะการนวดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการนวดร่างกายทั่วไป แต่เป็นการนวดเฉพาะส่วน นั่นก็คือการนวดมดลูกนั่นเองค่ะ ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด🩸ให้ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆภายในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกันแล้ว ในช่วงที่คุณผู้หญิงมีประจำเดือน ยังสามารถช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้ วิธีการก็ทำได้ง่ายๆค่ะ อาจใช้น้ำมันหอมระเหยที่่ใช้นวด (หากไม่มีน้ำมัน ไม่ต้องใช้ก็ได้ค่ะ) ทาลงบริเวณหน้าท้องขณะนอนหงาย ชันเข่าสองข้างแล้วใช้หมอนหนุนยกสะโพกขึ้น ประสานนิ้วให้นิ้วโป้งของสองมือชนกัน แล้วกดนวดบริเวณท้องน้อย (ชิดกับกระดูกหัวหน่าว) กดเบาๆแล้วโกยขึ้นมา ระหว่างนี้สามารถใช้นิ้วอื่นๆกดนวดเป็นบริเวณกว้างแถวๆอุ้งเชิงกราน ทำแบบนี้วนไปก็จะเป็นการนวดบริหารระบบสืบพันธุ์ของคุณผู้หญิงได้แล้วค่ะอยากมีมดลูกแข็งแรงทำแบบนี้การกินช่วยได้นะแน่นอนว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ส่งผลแก่ตัวเราเองโดยตรงในทุกๆระบบ รวมถึงระบบสืบพันธุ์ด้วยค่ะ กลุ่มอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงมดลูก ได้แก่ ผักผลไม้🥬ที่อุดมไปด้วยกากใยอาหาร อาหารที่มีส่วนผสมของนม หรือผลิตภัณฑ์จากนมล้วนๆ อาหารทะเลประเภทปลาน้ำลึก รวมถึงเมล็ดถั่วและธัญพืชชนิดต่างๆ ในส่วนของกลุ่มอาหารที่ควรเลี่ยง ได้แก่ ของหมักของดองทุกประเภท ของทอด ขนมกรุบกรอบ ขนมหวาน อาหารที่มีรสจัดที่ไม่ได้หมายถึงรสเผ็ดเพียงอย่างเดียว อาหารที่มีไขมันสูงเกินไปทั้งไขมันดีและไม่ดี รวมไปถึงสารเสพติดทั้งถูกกฏหมายและผิดกฎหมายด้วยค่ะบริหารอารมณ์ให้ดีความเครียดเป็นอารมณ์หนึ่งที่เป็นผลของชนิดและระดับของฮอร์โมนหรือสารเคมีในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกัน อารมณ์เครียดนี้ก็ย้อนกลับไปส่งผลกระทบต่อระดับสารเคมีในร่างกายได้อีกด้วย เป็นผลกระทบที่กลายเป็นวงจรอย่างไม่รู้จบ เนื่องจากความเครียดมีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง📈 หากคุณผู้หญิงเครียดก็อาจทำให้ตนเองมีภาวะความผิดปกติของประจำเดือนและการตกไข่ รวมไปถึงความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของรังไข่ ดังนั้น หากรู้ตัวว่าตนเองมีอาการเครียดไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ควรปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้ได้มีโอกาสผ่อนคลายมากขึ้นค่ะไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆเป็นที่ทราบกันดีว่าการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆนั้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์😨 ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อของระบบสืบพันธ์ หรือแม้กระทั่งโรคเอดส์ ซึ่งโรคเหล่านี้มีผลแก่ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์โดยตรงอยู่แล้วทั้งในคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย หากมีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างน่าตื่นเต้น ต้องการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ควรมั่นใจในคู่ของตน สวมถุงยางอนามัย ลดการสัมผัสน้ำคัดหลั่ง และควรตรวจสุขภาพบ่อยๆด้วยค่ะ    เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับวิธีบำรุงมดลูกเบื้องต้นสำหรับคุณผู้หญิง ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ นอกจากวิธีการเหล่านี้จะส่งเสริมให้มดลูกของคุณผู้หญิงสุขภาพดีแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบอื่นๆภายในร่างกายของคุณผู้หญิงอีกด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น หากประยุกต์ใช้วิธีการเหล่านี้ให้เข้ากับกิจวัตรประจำวันของตนเอง ไม่ว่าคุณผู้หญิงวางแผนที่จะมีเจ้าตัวน้อยหรือไม่ ก็จะทำให้เกิดผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวได้ค่ะ 

Content Image

เด็กหลอดแก้วเสี่ยงแท้งจริงหรือ?

           การทำเด็กหลอดแก้วหรือ IVF 🧪เป็นวิธีที่ได้รับความสนใจและเป็นหนึ่งในทางเลือกของคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายที่กำลังประสบภาวะมีบุตรยาก แต่เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้าช่วย ไม่ใช่การตั้งครรภ์ตามวิธีธรรมชาติ จึงอาจทำให้คุณผู้อ่านหลายๆท่านกังวลถึงผลที่จะตามมา และผลที่จะตามมาอย่างร้ายแรงที่สุดก็คือภาวะแท้งบุตร ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อชีวิตเด็กเอง แต่ยังอาจส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อร่างกายของคุณแม่ด้วยแต่การทำเด็กหลอดแก้วจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งบุตรจริงหรือไม่ เราไปดูกันค่ะสุขภาพของเด็กหลอดแก้วอ้างอิงจากงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์จากหลายๆสำนัก           คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เด็กหลอดแก้วนั้นจะมีอัตราการคลอดก่อนกำหนดที่สูงกว่าปกติ ส่งผลให้น้ำหนักตัวของเด็กค่อนข้างต่ำกว่าปกติเมื่อเทียบกับเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติ จึงมีแนวโน้มว่า เด็กที่เกิดมาจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว 'มีโอกาส' ที่จะมีปัญหาสุขภาพมากกว่าเด็กที่เกิดจากวิธีธรรมชาติ🍃นั่นเองอย่างไรก็ตาม มีผลการวิจัยออกมาว่า แม้เด็กหลอดแก้วจะมีความเสี่ยงในด้านสุขภาพต่อทั้งตนเองและคุณแม่ผู้ตั้งครรภ์สูงกว่าเด็กจากวิธีการตั้งครรภ์แบบปกติ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าคู่สมรสที่มีภาวะมีบุตรยากแล้วแก้ปัญหาด้วยการพยายามตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ🤰อย่างเห็นได้ชัดค่ะท้องเด็กหลอดแก้วเสี่ยงแท้งมากกว่าท้องปกติจริงหรือ ?            การตั้งครรภ์เด็กหลอดแก้ว🧪 นั้นละเอียดอ่อนกว่าการตั้งครรภ์ปกติเพียงระยะแรกๆของการตั้งครรภ์เท่านั้นเนื่องจากเป็นช่วงที่รอให้ตัวอ่อนฝังตัวในมูดลูกอย่างมั่นคง ดังนั้นคุณผู้หญิงอาจต้องใช้ความระมัดระวังในเคลื่อนไหวร่างกายค่อนข้างมาก รวมไปถึงการเลือกรับประทานอาหารด้วย เพราะเป็นระยะที่ตัวอ่อนหลุดจากมดลูกง่าย ทำให้การฝังตัวไม่สำเร็จและไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่หากคุณแม่ผ่านช่วงรอตัวอ่อนฝังตัวไปได้ ความเสี่ยงในการแท้งก็จะมีระดับที่พอๆกับการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติค่ะ การแท้งนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก ไม่ได้มาจากวิธีการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสแท้งบุตรปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้เช่นโรคประจำตัวหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ของคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติในครรภ์ ความปิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์หลังการตั้งครรภ์ เนื้องอกในมดลูก ภาวะถุงน้ำในรังไข่รวมไปถึงความผิดปกติทางพันธุกรรม🧬จากตัวคุณแม่และคุณพ่อเองปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ เช่น การที่คุณแม่ไม่ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การไม่ควบคุมอาหารรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมหรือสารอาหารไม่เพียงพอ ขาดการพักผ่อน💤ที่เหมาะสมและเพียงพอ การที่คุณแม่มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดและไม่สามารถเลิกได้ ขาดสุขอนามัยที่ดีในการใช้ชีวิตและในสิ่งแวดล้อมที่คุณแม่อาศัยอยู่        จะเห็นได้ว่า เด็กที่เกิดจากกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วนั้นมีความเสี่ยงในด้านปัญหาสุขภาพมากกว่าเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติจริง แต่ก็ยังเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาที่ดีสำหรับผู้มีบุตรยาก และความเชื่อที่ว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เด็กหลอดแก้วนั้นเสี่ยงที่จะแท้งมากกว่าคุณแม่ทั่วไปนั้นก็ไม่เป็นความจริงเสมอไป ภาวะแท้งบุตรนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลตนเองของคุณแม่และการดูแลคุณแม่จากคนในครอบครัวหรือคุณหมอผู้รับฝากครรภ์ค่ะ

Content Image

ทำไมโฟลิกจึงมีความจำเป็น? ต้องทานเท่าไหร่?

คุณแม่หลายๆท่านทั้งรวมทั้งคุณผู้อ่านคงเคยได้ยินมาว่า กรดโฟลิกเป็นหนึ่งในสารอาหารที่คุณแม่ที่กำลังจะมีเจ้าตัวน้อยควรรับประทาน แต่จริงๆแล้วกรดโฟลิกสามารถกินได้เพียงในขณะอุ้มท้องหรือไม่ มีปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ กินมากไปเป็นอันตรายหรือเปล่า บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านอย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับกรดโฟลิกกันก่อนค่ะทำไมคุณแม่ถึงต้องทานกรดโฟลิกกรดโฟลิกคืออะไรขึ้นชื่อว่ากรดแต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด กรดโฟลิกเป็นสารอาหารประเภทหนึ่ง (วิตามินบี 9 ชนิดหนึ่ง) บางท่านอาจเคยได้ยินอีกชื่อ คือ โฟเลต ให้รับรู้ไว้ว่าล้วนเป็นสารอาหารตัวเดียวกัน โฟลิกเป็นสารอาหารที่สามารถพบได้ตามอาหารจากธรรมชาติที่หารับประทานได้ไม่ยากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ไข่แดง🥚 ตับ ผักใบเขียว ผักสีส้ม และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ค่ะประโยชน์ของโฟลิกกรดโฟลิกมีส่วนช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยในท้องคุณแม่เป็นหลัก ช่วยตั้งแต่ในระยะแรกที่เกิดการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ การพัฒนาระบบประสาท สมอง และไขสันหลัง ช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดง🩸ให้แข็งแรง และยังช่วยเสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของเจ้าตัวน้อยอีกด้วย แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกันค่ะ หากคุณแม่รับประทานกรดโฟลิกมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาโลหิตจางทั้งกับตนเองและกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะรับประทานแค่ไหนจึงจะพอดี?อันที่จริงแล้วกรดโฟลิกสามารถรับประทานได้ตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวจะตั้งครรภ์ซึ่งก็คือก่อนตั้งครรภ์จะดีที่สุดค่ะ และควรรับประทานต่อไปในปริมาณที่เหมาะสมจนกว่าจะคลอดบุตรเลย สำหรับช่วงก่อนตั้งครรภ์แนะนำว่าควรได้รับโฟลิกไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน หากตั้งครรภ์แล้วให้เพิ่มปริมาณเป็น 0.8 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรรับประทานเกิน 1 มิลลิกรัมต่อวัน💊 จะเห็นว่าไม่ใช่ปริมาณที่เยอะเลยใช่ไหมคะ เพียงแค่คุณผู้อ่านกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิกตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น ก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับกรดโฟลิกตามเกณฑ์อยู่แล้ว แต่หากไม่มั่นใจก็สามารถรับประทานโฟลิกในรูปแบบของอาหารเสริมได้ค่ะหากรับประทานโฟลิกไม่พอ จะเกิดอะไรขึ้น ?การขาดกรดโฟลิกจะส่งผลอย่างชัดเจนในคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยค่ะ👶 เด็กในท้องอาจมีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญที่ไม่เต็มที่ของระบบประสาทและสมอง กะโหลกศีรษะไม่ปิดจนผิดปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน        จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความเสี่ยงจากการขาดกรดโฟลิกค่อนข้างน่ากลัวเลยใช่ไหมคะ ดังนั้นการควบคุมเรื่องสารอาหารที่คุณแม่หรือกระทั่งคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยจึงสำคัญมาก หากไม่มั่นใจว่าสามารถทำได้เอง แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านของการตั้งครรภ์ รวมไปถึงนักโภชนาการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับความรู้ในด้านการกินอาหาร และได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เป็นประโยชน์กับทั้งลูกน้อยและตัวของคุณแม่เองค่ะ

Content Image

อัปเดตกฎหมายอุ้มบุญ ปี 2567

         เนื่องเด็กไทยมีอัตราการเกิดน้อยลงมาก ปี 2565 ที่เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา กรมสบส.จึงดำเดินหน้าพิจารณาแนวทางดูแลหญิงตั้งครรภ์แทน แก้ไข "กฎหมายอุ้มบุญ"🤰 ให้มีระบบประกันสุขภาพรองรับ โดยเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร เราไปดูกันเลยค่ะ (ขอบคุณข้อมูลจากกรุงเทพธุรกิจ)แก้กฎหมายอุ้มบุญ✅เกิดอะไรขึ้น?เนื่องจากในปี 2565 ที่ผ่านมานี้มีจำนวนเดิกที่เกิดใหม่👶 เพียง 485,085 ราย ซึ่งนับว่าน้อยที่สุดในรอบกว่า 70 ปี กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) จึงปรับปรุงพรบ.อุ้มบุญ โดยเปิดให้คู่สมรสที่มีทะเบียนสมรสตามกฎหมายสามารถอุ้มบุญได้ รวมถึง คู่สมรสเพศเดียวกัน โดยเมืองไทยได้อนุญาตให้อุ้มบุญแล้วกว่า 700 คน เตรียมปรับคนต้องรับดูแลเด็กต่อ กรณีคู่สมรสเสียชีวิต จะต้องไม่ผลักภาระให้หญิงรับอุ้มบุญโดยหากย้อนไปตั้งแต่ปี 2561 จะพบได้มีการเกิดใหม่ของประชากรไทยลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปีข้อมูลการเกิดใหม่ของประชากรไทย จำนวนเด็กเกิดใหม่ 5 ปีย้อนหลังมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง✨ปี  2561 จำนวน 666,357 คน✨ปี  2562 จำนวน 618,193 คน✨ปี 2563 จำนวน  587,368 คน✨ปี 2564 จำนวน  544,570 คน✨ปี 2565 จำนวน 485,085 คน (น้อยที่สุดในรอบกว่า 70 ปี)โดยเป็นตัวเลขที่สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังมีการพิจารณาอะไรบ้าง?✅คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถทำการอุ้มบุญได้?นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) ได้กล่าวว่า "กรมกำลังดำเนินการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 หรือกฎหมายอุ้มบุญ โดยมีการกำหนดให้สามารถดำเนินการได้ในคู่สมรส💍 ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเพศชายกับเพศหญิง ดังนั้น หากเป็นคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายก็สามารถทำอุ้มบุญได้แต่ต้องบอกรายละเอียด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการทบทวนของกรม ก่อนนำเสนอครม.อีกครั้ง" (กุมภาพันธ์ 2567)✅หญิงอายุมากกว่า 55 ปีก็สามารถให้หญิงอื่นอุ้มบุญแทนได้ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีสบส. เผย ประเทศไทยมีอัตราความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์เพิ่มขึ้นจาก 46 % ในปี 2566 เป็น 48 % ในปี 2567 ดยสบส.อยู่ระหว่างการจัดทำ ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. … ฉบับใหม่  ได้แก่📜การปรับแก้ไขคุณสมบัติผู้รับบริจาคไข่ ให้ญาติสืบสายโลหิตของภริยา ที่มีอายุระหว่าง 20 – 40 ปี และไม่จำเป็นจะต้องผ่านการสมรสสามารถเป็นผู้บริจาคไข่ได้📜การตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมในตัวอ่อนของภริยาที่มีอายุ 35 ปี  สามารถตรวจวินิจฉัยได้ตามที่แพทย์หรือผู้ให้บริการเห็นว่ามีความจำเป็นและสมควร📜การปรับแก้เพดานอายุหญิงที่เป็นภรรยาที่ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทนโดยหญิงอื่น หรือการให้หญิงอื่นอุ้มท้องแทน จากเดิมหญิงอายุเกิน 55 ปี ไม่สามารถให้หญิงอื่นอุ้มบุญแทนได้ ตอนนี้มีการปลดล็อคให้อายุมากกว่า 55 ปี สามารถดำเนินการได้ต่างชาติสามารถมาทำอุ้มบุญในไทยได้✅เดิมในกฎหมายมีการระบุไว้ว่า...หญิงหรือชายที่จะเข้ารับบริการอุ้มบุญนั้นจะต้องเป็นคนไทยเท่านั้น แต่อนุกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ รายมาตรา ได้มีการเสนอให้สามารถอนุญาตให้ชาวต่างชาติ🛬 ที่เป็นคนต่างชาติทั้งคู่ เข้ามารับบริการทำอุ้มบุญในประเทศไทยได้ โดยคู่สมรสสามารถพาซึ่งหญิงที่จะให้ตั้งครรภ์แทนมาเองได้  หรือจะเป็นหญิงไทยก็ได้ แต่จะต้องเป็นไปตามกลไกกฎหมาย และตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด✅ทพ.อาคมกล่าวว่า... 'ขณะนี้เป็นที่จับตาของชาวต่างชาติ หาก ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่สำเร็จและเปิดให้ต่างชาติมาทำอุ้มบุญแบบถูกกฎหมาย กลไกของเศรษฐกิจสุขภาพน่าจะเข้ามาพอสมควร อย่างไรก็ตาม จะมีแนวทางป้องกันการลักลอบค้ามนุษย์ จะมีรายละเอียดแนวทางต่างๆ ที่จะป้องกัน การค้ามนุษย์ในประเทศไทยหรือการส่งออกมนุษย์ไปต่างประเทศ'🗺️(ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ) 

Content Image

มาเพิ่มคุณภาพอสุจิของคุณผู้ชายกันเถอะ

          คุณผู้อ่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ หลายๆท่านคงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมคะว่า ส่วนใหญ่เรามักเห็นบทความในเชิงแนะนำวิธีการปฏิบัติตัว และการบำรุงสุขภาพของคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคต แต่เนื้อหาเกี่ยวกับการเตรียมตัวและปฏิบัติตัวของคุณผู้ชายนั้นค่อนข้างพบเจอได้น้อยกว่า ทั้งที่การมีเจ้าตัวน้อยก็ต้องอาศัยความสมบูรณ์ของทั้งไข่จากคุณแม่และตัวอสุจิจากคุณพ่อ บทความนี้จะให้ความสำคัญกับการบำรุงตัวอสุจิของคุณพ่อเป็นพิเศษค่ะทำความรู้จักอสุจิตัวอสุจิคืออะไรอสุจิเป็นหนึ่งในเซลล์ที่เคลื่อนที่ได้ ผลิตจากอวัยวะสืบพันธุ์ของคุณพ่อ หลายท่านเข้าใจว่าน้ำเชื้อ💦ที่ปล่อยออกมาหลังเสร็จกิจกรรมเพศสัมพันธ์หรือการฝันเปียกของคุณผู้ชายก็คือตัวอสุจิ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ถูก แต่ยังไม่ถูกทั้งหมด เพราะน้ำเชื้อของคุณผู้ชายนั้นไม่ได้มีเพียงตัวอสุจิ แต่ยังมีอาหารเลี้ยงเจ้าอสุจิหลายล้านตัว🕺 และสารเคมีที่ช่วยในการรักษาสภาพ ความอยู่รอด และคุณภาพของตัวอสุจิของคุณผู้ชายอีกด้วยค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านบางท่านอาจเกิดความสงสัยว่า แล้วตัวอสุจิที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับอย่างอื่นในน้ำเชื้อหรือไม่ เราไปดูกันต่อเลยค่ะอสุจิที่ดีคืออะไรแน่นอนว่าอย่างแรกจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปริมาณของอสุจิค่ะ โดยปกติแล้วคุณผู้ชายจะมีตัวอสุจิต่อการปล่อยน้ำเชื้อ 1 ครั้งได้ถึงประมาณ 300-500 ล้านตัว💦  หากมีมากกว่านี้ก็เป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่หากน้อยกว่านี้ก็เป็นเรื่องเสี่ยงต่อการเกิดภาวะมีบุตรยาก แต่แน่นอนค่ะว่าจะเน้นปริมาณอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเน้นคุณภาพด้วย ในอสุจิกว่า 300 ล้านตัวนั้น ไม่ใช่ทุกตัวที่จะมีความสามารถมากพอในการเดินทางไปเจอไข่ของคุณแม่ค่ะ👩 สิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าอสุจิมีคุณภาพคือการที่ตัวอสุจิมีลักษณะภายนอกที่ปกติ หัวไม่หาย หางไม่ขาด กระตือรือร้นที่จะว่ายน้ำ แต่เนื่องจากเราไม่สามารถมองเห็นลักษณะของเจ้าอสุจิด้วยตาเปล่าได้ จึงควรใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการช่วยตรวจค่ะทำยังไงให้อสุจิแข็งแรงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสม เน้นไปที่สารอาหารจำพวกโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นไข่ เนื้อสัตว์🍖 หอยนางรม หรือแม้กระทั่งโปรตีนจากพืชอย่างเช่นถั่ว ซึ่งนอกจากอาหารเหล่านี้จะให้โปรตีนแล้วยังให้สารอาหารในกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุด้วย และควรกินผักใบเขียวทั่วไปหรือผลไม้ตามปกติค่ะออกกำลังกายด้วยความเข้มข้นที่เหมาะสมกับร่างกายตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมน้ำหนักและป้องกันการเกิดโรค คุณพ่อที่มีร่างกายที่แข็งแรงและสุขภาพดีจากการออกกำลังกายก็จะทำให้เจ้าตัวอสุจิแข็งแรงไปด้วย อย่างไรก็ตาม หากคุณผู้ชายมีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดทางด้านสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ถึงลักษณะการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองก่อนเสมอ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดค่ะลด ละ เลิกสารเสพติดทั้งในในกลุ่มที่ถูกกฎหมายในปัจจุบันหรือไม่ถูกกฎหมายก็ตามพยายามจัดการกับอารมณ์ของตนเองไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไป พักผ่อนด้วยกิจกรรมและงานอดิเรกที่ชอบ นอนหลับให้เพียงพอ เพราะการนอน💤คือการพักผ่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ค่ะหลีกเลี่ยงสถานการณ์สุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคทางเพศสัมพันธ์ถึงแม้ว่าเจ้าอสุจิของเราจะแข็งแรงเพียงใด หากมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็จะทำให้การมีบุตรอย่างปลอดภัยเป็นไปได้ยากมากขึ้นค่ะ        จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติตัวในการเสริมความแข็งแรงของเจ้าอสุจิในร่างกายของคุณผู้ชายนั้นไม่ได้ยากเลยใช่ไหมคะ  ปัจจัยเหล่านี้นอกจากจะทำให้ตัวอสุจิของคุณผู้ชายแข็งแรงโดยตรงแล้ว ยังทำให้อาหารเลี้ยงเจ้าอสุจิมีคุณภาพด้วย อันที่จริงเป็นข้อควรปฏิบัติที่มีประโยชน์กับทั้งคุณผู้ชาย คุณผู้หญิง รวมไปถึงคนทั่วไปที่ไม่ได้วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อย เพียงแต่ต้องใช้ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และวินัย เพียงเท่านี้คุณผู้ชายก็มีโอกาสจะได้เป็นคุณพ่อในอนาคตตามที่ฝันไว้แน่นอนค่ะ

Content Image

อายุ 35 ปี ตั้งครรภ์ได้ไหม

 การตั้งครรภ์🤰เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับผู้หญิงหลายๆคนที่อยากเป็นคุณแม่ เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้น ภาวะการเจริญพันธุ์จะค่อยๆ ลดลงเนื่องจากจำนวนและคุณภาพของไข่ลดลงไปทีละนิด ยิ่งกว่านั้นเมื่ออายุ 35 ปี ภาวะเจริญพันธุ์ของผู้หญิงเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะยังตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้ในวัยนี้ แต่โอกาสในการตั้งครรภ์อาจลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอายุที่น้อยกว่าค่ะ ผู้หญิงหลายคนในวัยสามสิบกลางๆ มีข้อสงสัยและกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการตั้งครรภ์ว่าจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้หรือไม่ และถ้ามีได้ ลูกจะปลอดภัยไหม💁‍♀️สาเหตุส่วนใหญ่ที่ผู้หญิงยุคนี้มีลูกช้ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงหลายๆคนตัดสินใจที่จะมีลูกตอนอายุเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสวงหาการศึกษาและอาชีพ👩‍💻 นี่ก็เป็นเหตุผลหลักข้อหนึ่งที่ผู้หญิงมีลูกในภายหลังคือความปรารถนาที่จะศึกษาต่อในระดับสูงและสร้างอาชีพที่ประสบความสำเร็จ ปัจจุบัน ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับการเติบโตในสายอาชีพ โดยตั้งเป้าไปที่ความมั่นคงทางการเงิน💰และการเติมเต็มชีวิตส่วนตัวก่อนที่จะเริ่มสร้างครอบครัว👨‍👩‍👧 หลายคนเลือกที่จะชะลอการเป็นแม่ออกไปจนกว่าพวกเขาจะรู้สึกมั่นใจในเส้นทางอาชีพมากขึ้น หรือแม้แต่กังวลเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความท้าทายทางเศรษฐกิจยังส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกในภายหลัง ผู้หญิงอาจเลือกที่จะชะลอการเริ่มต้นครอบครัวจนกว่าพวกเธอจะรู้สึกมั่นคงทางการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเธอสามารถจัดหาสภาพแวดล้อมที่มั่นคงสำหรับลูกๆ ความจำเป็นในการออมเงิน ชำระหนี้ หรือสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคงอาจส่งผลต่อระยะเวลาการคลอดบุตรอย่างมากค่ะ 👉อายุเยอะจะมีลูกได้จริงหรือไม่ ลูกจะปลอดภัยไหมในทางธรรมชาติโอกาสของการตั้งครรภ์ยังมีสำหรับผู้หญิงทุกคนที่มีประจำเดือน🩸อยู่นะคะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละบุคคลเช่นกันค่ะ นอกเหนือจากนี้ความเป็นไปได้ที่แต่ละคนจะมีลูกเมื่ออายุมากขึ้นผ่านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่างๆ เช่น การปฏิสนธินอกร่างกาย💉(IVF) หรือการใช้ไข่/สเปิร์มของผู้บริจาค อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่ามีความเสี่ยงบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้นของแม่และพ่อค่ะ👫ความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ในกรณีของผู้หญิง👩‍🦳 เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง🩸การคลอดก่อนกำหนด และความผิดปกติของโครโมโซม เช่น กลุ่มอาการดาวน์ ให้เพิ่มขึ้นตามวัย นอกจากนี้ อาจมีความเป็นไปได้สูงกว่าที่จะต้องได้รับการผ่าตัดคลอด ในกรณีของผู้ชาย👨‍🦳 อายุที่มากขึ้นอาจทำให้คุณภาพของสเปิร์มและการเจริญพันธุ์ลดลง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่จะเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม🧬บางอย่างในเด็กที่เกิดจากพ่อที่มีอายุมาก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคคลที่พิจารณาการเป็นพ่อแม่ที่มีอายุมากขึ้นในการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️ด้านสุขภาพที่สามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมและหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นตาม ในสถานการณ์เฉพาะนะคะ ✨การตั้งครรภ์ให้ปลอดภัย                                                     การตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ แต่มีข้อควรพิจารณาบางประการที่ต้องคำนึงถึง โดยทั่วไป แนะนำให้วางแผนตั้งครรภ์ก่อนอายุ 35 ปีนะคะ เนื่องจากภาวะเจริญพันธุ์จะลดลงเมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตาม หากคุณผู้หญิงอายุเกิน 35 ปีและกำลังวางแผนตั้งครรภ์ ก็ยังมีความเป็นไปได้ แต่ต้องดูแลเป็นพิเศษค่ะ ใส่ใจรายละเอียดในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษากับผู้ให้บริการด้านสุขภาพ สามารถนัดหมายก่อนตั้งครรภ์กับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของคุณเพื่อหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ประวัติทางการแพทย์📑 และเพื่อให้แน่ใจว่าคุณมีสุขภาพที่ดีสำหรับการตั้งครรภ์ค่ะ และควรพิจารณาการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรม🧬เพื่อประเมินความเสี่ยงของความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ด้วยนะคะ ที่สำคัญควรดูแลรักษาสุขภาพ มุ่งเน้นไปที่การรักษาน้ำหนักให้สมดุลกับ ร่างกายให้มั่นใจว่าสุขภาพแข็งแรง💪 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่🚬 แอลกอฮอล์🥃 และยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์อย่างมีสุขภาพดีเลยค่ะ เรื่องของการกินวิตามิน💊ก่อนคลอดก็สำคัญ เริ่มกินวิตามินก่อนคลอดกับกรดโฟลิกอย่างน้อยสามเดือนก่อนที่จะพยายามตั้งครรภ์ กรดโฟลิกช่วยป้องกันความพิการแต่กำเนิดได้ค่ะ และที่ขาดไม่ได้คือการตรวจสุขภาพเป็นประจำ นัดหมายการตรวจสุขภาพก่อนคลอดเป็นประจำกับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเพื่อติดตามสุขภาพและความก้าวหน้าของการตั้งครรภ์นะคะ ขอให้ทุกคนสมหวังกับการตั้งครรภ์นะคะ

Content Image

ฝันบอกเพศลูกในครรภ์ได้?

       คุณผู้อ่านหลายท่านคงคุ้นเคยกับบทความเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของเราในเชิงวิทยาศาสตร์และการแพทย์ใช่ไหมคะ แต่สำหรับบทความนี้ เราจะมานำเสนอในมุมมองของความเชื่อกันค่ะ ในการตั้งครรภ์ช่วงแรกๆ เป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยในครรภ์ยังเจริญเติบโตน้อยมาก และยังไม่สามารถใช้วิธีการอัลตร้าซาวนด์เพื่อหาเพศบุตรได้ หลายท่านคงอยากรู้เพศของลูกๆกัน จึงมีความเชื่อว่า ความฝันบางอย่างอาจบ่งบอกถึงเพศของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ แต่ฝันว่าอะไรจะบ่งบอกเพศของเจ้าตัวน้อยได้บ้าง และบ่งบอกอะไรนอกจากเพศได้ เราไปดูกันเลยค่ะฝันแบบนี้อาจได้ลูกสาวฝันเห็นสัตว์เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ปลาคาร์ฟ🎏 บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่ทั้งสวยทั้งเก่ง ฝันเห็นวัวบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและเป็นคนน่ารัก ฝันเห็นม้าโดยเฉพาะม้าสีขาว บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ฝันเห็นผีเสื้อบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวเป็นคนสวยงาม ฝันเห็นนกพิราบบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฝันเห็นเป็ดแมนดาริน จะได้ลูกสาวที่เป็นคนสวยและมั่นคงในความรัก ฝันเห็นนกกระจอกมาหลบแถวแขนตนเองก็บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวเช่นเดียวกัน ฝันเห็นมังกรบ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่สวยและนำความเจริญมาสู่ชีวิตครอบครัว และสุดท้าย ฝันเห็นเสือ บ่งบอกว่าจะได้ลูกสาวที่ฉลาด ไหวพริบดี มีอนาคตไกลค่ะฝันเห็นสิ่งเหล่านี้หรือสถานการณ์ดังนี้ไม่ว่าจะเป็น ฝันเห็นสร้อย📿 ฝันเห็นสตรอว์เบอรรี่ ฝันเห็นทะเล ฝันว่าได้แหวนทอง เครื่องสำอาง พวงมาลัยและดอกไม้ ล้วนบ่งบอกว่าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสได้ลูกสาวทั้งสิ้นค่ะฝันแบบนี้อาจได้ลูกชายฝันเห็นสัตว์เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ฝันเห็นมังกรบิน🐉เข้าห้อง บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความอดทนและมีชื่อเสียง ฝันเห็นงูบ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความสามารถ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ภาคภูมิใจ ฝันเห็นวัว(ที่มีเขา) บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความกตัญญูมากๆ ฝันเห็นหมูป่า บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่เติบโตแล้วมีชื่อเสียง ฝันเห็นเต่าบ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีความอดทน เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ฝันว่าตนเองได้ขี่เสือก็บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่เป็นคนมีชื่อเสียงในอนาคตเช่นเดียวกัน ฝันเห็นนกกระเรียน บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่ผู้อื่นให้ความเคารพและนับหน้าถือตา ฝันเห็นไก่ตัวผู้ก็บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน ฝันเห็นช้าง โดยเฉพาะช้างเผือก บ่งบอกว่าจะได้ลูกชายที่เกิดมาเต็มเปี่ยมทางด้านบุญวาสนาค่ะฝันเห็นสิ่งเหล่านี้หรือสถานการณ์ดังนี้ไม่ว่าจะเป็น ฝันว่ามีคนเอาแก้วมาให้ ฝันว่าได้เพชรพลอย ได้ผ้าไหม ได้แหวนคู่💍 รวมไปถึงฝันว่าได้สัมผัสกับดิน ฝันว่าได้ขึ้นเขาหรือเห็นยอดเขาสูง สิ่งเหล่านี้ก็บ่งบอกว่าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสได้ลูกชายเช่นเดียวกันค่ะ    อย่างไรก็ตาม ความฝันที่บ่งบอกถึงเพศลูกนั้นเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น ตำราแต่ละแหล่งอาจทำนายเอาไว้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่จะเชื่อและศรัทธาในตำราแหล่งไหน อย่างไรก็ตาม ควรใช้วิจารณญาณในการตัดสิน เพราะสุดท้ายแล้ว วิธีการที่สามารถบ่งบอกเพศของเจ้าตัวน้อยได้ดีและแม่นยำมากที่สุดก็คือวิธีการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์นั่นเองค่ะ

Content Image

วิธีประกาศข่าวดีเรื่องการตั้งครรภ์ให้น่าตราตรึงใจ

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตั้งครรภ์นั้นถือเป็นข่าวดีอันยิ่งใหญ่ของหลายๆครอบครัว🎊 หลายๆท่านจึงอยากใช้โอกาสนี้ในการประกาศแก่คนสำคัญให้น่าจดจำมากที่สุด วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาดูไอเดียต่างๆในการแจ้งข่าวการตั้งครรภ์ให้ทุกคนที่คุณรักทราบและน่าประทับใจ แต่ในความเป็นจริงคงไม่ได้มีแต่ญาติสนิทมิตรสหายที่จะได้รับรู้ข่าวดีข่าวใหญ่ดังกล่าว อีกหนึ่งคนสำคัญก็คือหัวหน้าหรือองค์กรที่คุณแม่ทำงานอยู่นั่นเอง บทความนี้จึงขอแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วน แต่ละส่วนจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️วิธีแจ้งข่าวดีในการตั้งครรภ์กับคนรอบตัวให้น่าประทับใจโพสต์รูปที่สื่อถึงการตั้งครรภ์ของตัวเองในเชิงผลตรวจ ยกตัวอย่างเช่น การโพสต์รูปที่ตรวจครรภ์ที่แสดงผลว่าเรากำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์แล้วนะ🤳🏻 หรือการโพสต์รูปจากการอัลตร้าซาวนด์พร้อมแคปชั่นหรือไม่จำเป็นต้องมีแคปชั่นก็ได้ เพียงเท่านี้คนรอบตัวที่ติดตามเราอยู่ในโซเชียลมีเดียก็จะรู้อย่างชัดเจนแล้วค่ะ ว่าคุณผู้หญิงกำลังจะเป็นคุณแม่โพสต์รูปข้าวของเครื่องใช้ที่สื่อถึงการมีลูก ยกตัวอย่างเช่นเครื่องแต่งกายสำหรับเด็ก ข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็ก🍼 จนไปถึงหนังสือที่สื่อถึงการมีลูกใช้สเตตัสหรือแคปชั่นใต้รูปแจ้งข่าวดีกับผู้ติดตามไปตรงๆอย่างชัดเจนวิธีแจ้งข่าวดีในการตั้งครรภ์กับสมาชิกที่ทำงานรวมไปถึงองค์กรที่ทำงานด้วยสิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำก่อนแจ้งข่าวนั่นก็คือการวางแผนงานค่ะ องค์กรส่วนใหญ่มักมีวันลาพิเศษให้คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือที่เรียกว่าลาคลอด ลาเลี้ยงบุตร (Maternal leave) อยู่แล้ว แต่การที่คุณแม่หายไปหนึ่งคนนั่นหมายความว่า ช่วงที่คุณแม่หายไป ภาระหน้าที่และงานต่างๆของคุณแม่จำเป็นต้องมีคนทำแทน ดังนั้นคุณแม่ควรวางแผนว่าจะต้องติดต่อกระจายงานของตนเองไปให้ใครรับผิดชอบชั่วคราวได้บ้าง จำเป็นต้องนำบางส่วนมาทำเองแบบ work from home หรือไม่👩‍💻แจ้งข่าวการตั้งครรภ์กับผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าแผนก รวมไปถึงปรึกษาแผนการกระจายงานเพื่อให้หัวหน้ารับทราบ👨🏻‍💼 ช่วยปรับเปลี่ยนแก้ไข และติดต่อกระจายงานให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆตามที่เหมาะสมอีกทีแจ้งข่าวการตั้งครรภ์กับเพื่อนร่วมงานที่จำเป้นต้องทำงานด้วยกันบ่อยๆ หรือมีภาระงานที่ขึ้นต่อกันบ่อยๆ เพื่อให้เพื่อนร่วมงานวางแผนจัดการภาระงานที่ตนเองทำอยู่และกำลังจะได้รับในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ🗂️ ทำไมจึงควรแจ้งข่าวการทำงานให้ที่ทำงานรับรู้    คุณแม่บางท่านอาจมีความคิดเห็นที่ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับภาวะทางสุขภาพของตนเอง หรือเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวนั้นถือเป็นเรื่องส่วนตัว แต่สำหรับการตั้งครรภ์นั้น ถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ส่งผลกระทบต่อคนรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับองค์กรที่คุณแม่ทำงานด้วย แม้คุณแม่บางท่านจะมีลักษณะการทำงานที่เป็นการ work from home 100% อยู่แล้ว แต่ก็ยังส่งผลกระทบต่อเพื่อนร่วมงานอยู่ดี ดังนั้น เราไปดูประโยชน์ของการแจ้งข่าวการทำงานให้สมาชิกที่ทำงานทราบกันดีกว่าค่ะได้ใช้สิทธิ์พักผ่อนในการลาคลอด ลาเลี้ยงบุตร🤱 ตามโควต้าที่ทางบริษัทกำหนดให้ เพื่อการพักผ่อนร่างกายให้ฟื้นตัวหลังคลอด รวมไปถึงได้ใช้เวลาในการดูแลเจ้าตัวน้อยด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความรักความผูกพันอีกด้วยค่ะผู้บังคับบัญชารวมไปถึงเพื่อนร่วมงานสามารถวางแผนการทำงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะโดยปกติแล้วภาระงานของคุณแม่จะถูกกระจายงานไปให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆอยู่แล้วต่อให้คุณแม่ไม่ใช้สิทธิ์ลา เพราะคุณแม่ต้องให้เวลาและแรงกายแรงใจไปกับเจ้าตัวน้อยมากขึ้น👶 เป็นปกติที่คุณแม่จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่าเดิมค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่า ไม่ว่าในกรณีไหน การแจ้งข่าวการตั้งครรภ์ของคุณแม่ก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้มีประโยชน์ในแง่ของการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังทำให้คนรอบตัวของคุณแม่สามารถวางแผนการใช้ชีวิต เพื่อที่จะปรับตัวตามความจำเป็นเมื่อคุณแม่ต้องดูแลเอาใจใส่เจ้าตัวน้อยอีกด้วย เพราะฉะนั้นคุณผู้หญิงทุกท่านที่มีโอกาสได้เป็นคุณแม่ อย่าลืมพิจารณาถึงเรื่องแจ้งข่าวการตั้งครรภ์🤰ให้คนรอบตัวทราบกันนะคะ

Content Image

ประกันการตั้งครรภ์ จำเป็นต้องทำไหม?

     ในช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่าที่สุดของคุณแม่ทุกท่าน คุณแม่ทุกท่านมีความหวังอยากให้ทารกในครรภ์มีสุขภาพที่ดีและปลอดภัย จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าหากต้องคำนวณค่าใช้จ่าย💸ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทั้งช่วงตั้งครรภ์และหลังจากคลอดบุตรจะมีมูลค่าเท่าไหร่กันเชียวนะ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลของการทำประกันสุขภาพในระหว่างตั้งครรภ์ที่สามารถครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์จนไปถึงช่วงที่คุณแม่คลอดบุตร จะมีแผนประกันแบบไหนบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ประโยชน์ของการซื้อประกันการตั้งครรภ์☑️ คุ้มครองค่าใช้จ่ายสำหรับในช่วงตั้งครรภ์การทำประกันขณะตั้งครรภ์จะเป็นการคุ้มครองทางการเงินสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในระหว่างตั้งครรภ์และครอบคลุมไปถึงช่วงที่คุณแม่คลอดบุตร โดยวงเงินประกันจากครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล🏥ทั้งหมดตั้งแต่ช่วงดูแลก่อนตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์ และช่วงดูแลหลังคลอดค่ะ☑️ คุ้มครองการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ในช่วงตั้งครรภ์อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ การทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อตัวคุณแม่และต่อสุขภาพทารกในครรภ์🤰☑️ สามารถทำให้คุณแม่อุ่นใจได้มากขึ้นแน่นอนว่าการทำประกันตั้งครรภ์จะสามารถทำให้คุณแม่อุ่นใจได้มากขึ้น🥰 เพราะคุณแม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะก่อนตั้งครรภ์ไปจนถึงระยะหลังตั้งครรภ์ ตัวอย่างเช่น ค่ารักษาในห้องฉุกเฉิน🚨 และค่าหัตถการทางการแพทย์ต่างๆ☑️ จัดว่าเป็นการลงทุนสำหรับครอบครัวการทำประกันตั้งครรภ์ก็เหมือนเป็นการลงทุนสำหรับครอบครัว👨‍👩‍👦 สำหรับคุณแม่ที่วางแผนจะมีบุตร การซื้อประกันตั้งครรภ์จึงถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะประกันชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินในขณะตั้งครรภ์ และคุ้มครองไปตลอดระยะเวลาที่คุณแม่ทำการตั้งครรภ์จนถึงช่วงคลอดบุตรค่ะสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกซื้อประกันการตั้งครรภ์👉 วงเงินคุ้มครองคุณแม่ควรเลือกแผนประกันที่มีวงเงินความคุ้มครองเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย💸ที่อาจจะเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงหลังคลอดบุตร👉 ระยะเวลาที่คุ้มครองคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกท่านควรให้ความสำคัญกับการเลือกแผนประกันที่มีระยะเวลาคุ้มครองเพียงพอและครอบคลุมตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอด🤱👉 เงื่อนไขความคุ้มครอง ก่อนตัดสินใจซื้อประกันใดๆ คุณแม่ควรศึกษา🤓ให้ละเอียดรอบคอบถึงเงื่อนไขความคุ้มครองที่จะได้รับจากการทำประกันการตั้งครรภ์ของบริษัทนั้นๆ👉 เบี้ยประกันที่จะได้รับก่อนตกลงซื้อประกันการตั้งครรภ์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คุณแม่อย่าลืมถามบุคคลขายประกันเกี่ยวกับเบี้ยประกัน💰ที่คุณแม่จะได้รับจากบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีและเหมาะสมค่ะ✨ ตารางเปรียบเทียบประกันการตั้งครรภ์ของ 3 บริษัทหลัก     เพียงเท่านี้คุณแม่ก็ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าการทำประกันตั้งครรภ์นั้นมีความสำคัญอย่างมาก💯 โดยเฉพาะต่อการควบคุมค่าใช้จ่าย💸ตลอดระยะเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงคลอดบุตร ทางเราแนะนำให้คุณแม่ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลก่อนที่จะตกลงซื้อประกันจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งให้ดีก่อนค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.