Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความเตรียมตัวตั้งครรภ์ | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

คุณแม่สามารถใช้ครีมทาตัวเดิมที่เคยใช้ก่อนตั้งครรภ์ได้ไหม?

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ร่างกายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการใช้ชีวิต อาหาร หรือแม้แต่ในเรื่องของผิวพรรณ และเพื่อให้คุณแม่ได้มั่นใจว่าครีมบำรุงที่คุณแม่ใช้อยู่มีความปลอดภัยสำหรับช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ วันนี้เราจึงนำข้อมูลที่สำคัญมาฝากกันค่ะเหตุผลที่คุณแม่ควรใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับคนท้องโดยเฉพาะความปลอดภัยคืออับดับ 1อย่างแรกเลยที่จะต้องให้ความสนใจแน่นอนว่าจะต้องเป็นเรื่องของความปลอดภัยว่าครีมที่ใช้อยู่นั้นอ่อนโยนและปลอดภัยพอที่จะสามารถทาลงบนผิวหนังของคุณแม่ตั้งครรภ์🤰ได้หรือไม่การเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ สภาพผิวของคุณแม่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมตาบอลิซึม ระบบต่อมไร้ท่อ และหลอดเลือด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความมัน สิว แห้งกร้าน จุดด่างดำได้ด้วย รวมถึงเรื่องของเกราะป้องกันผิวก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ความสนใจกับสารประกอบที่อยู่ในครีม🧴ที่ใช้นั่นเองค่ะ วิธีการเลือกซื้อครีมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มองหาผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก คุณแม่สามารถมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากออร์แกนิก🍃 และ มีการรับรองว่าสามารถใช้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ ก็จะสามารถทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการผสมสารที่เป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่และทารก รวมถึงหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้หลีกเลี่ยงสารเรตินอยต์สารเรตินอยต์นั้นเป็นสารที่สามารถพบได้ในมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านริ้วร้อย แต่ในช่วงเวลาตั้งครรภ์นั้น คุณแม่ควรจะหลีกเลี่ยงมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของเรตินอยต์ไปก่อนจะดีที่สุดค่ะ เพราะเรตินอยต์ มีอนุพันธ์ของวิตามินเอบางชนิด เช่น แอคคิวเทน หรือ เทรติโนอิน ที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์🤰ได้นั่นเองวิธีการเลือกซื้อครีมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์การเลือกซื้อครีมกันแดด🌞ในการเลือกซื้อครีมกันแดดคุณแม่สามารถมองหารุ้นที่มีผสมของซิงค์ออกไซด์และไททาเนียมไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำงานโดยการผลักแสง UV ออกไป มีความปลอดภัยสำคัญคุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰 แต่มีข้อเสียตรงที่จะค่อนข้างซึมซับได้ดีไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และมีความขาววอกได้ แต่สามารถทำงานป้องกันรังสีจาก UVA และ UVB ได้โดยไม่ต้องรอนานหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่มีความรุนแรงส่วนผสมที่คุณแม่ควรเลี่ยงในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้แก่✨กรดซาลิไซลิก ✨ไฮโดนควิโนน✨พาทาเลต✨ฟอร์มาลดีไฮด์✨ออกซีเบนโซน✨เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์และเรตินอยด์ตามที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากสารเหล่านี้มีโอกาสอาจส่งผลเสียต่อคุณแม่และลูกน้อยได้มากกว่าสารประเภทอื่นๆนั่นเองค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

อาการที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ระยะแรก

คุณแม่แต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันออกไปบางคนอาจไม่มีอาการใด ๆเลย แต่ในบางคนก็มีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้น ดังนั้น ในระยะแรกอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูออกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ แต่ในทางการแพทย์จะมีลักษะอาการบางอย่างที่เราพอจะสังเกตุได้ มาดูกันว่าคุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่นะคะอาการของคนท้องระยะแรก 1-2 สัปดาห์ 🤰 อาการขาดประจำเดือนประจำเดือนของผู้หญิงจะมาห่างกันประมาณ 28 วัน แต่หากประจำเดือนของคุณไม่มาเกิน 10 วัน 🩸 ก็อาจเป็นสัญญาณบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ แต่การขาดประจำเดือนก็อาจมาจากสาเหตุอื่นได้ 📅 เช่น ร่างกายอ่อนเพลีย การใช้ยาคุม หรือ การมีโรคบางอย่างก็เป็นได้🤰 ตกขาวมามากผิดปกติฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อตั้งครรภ์ และส่งผลให้มีอาการตกขาวมีปริมาณมากขึ้น  หากตกขาวของคุณมีสีขาวขุ่นก็อย่าเพิ่งตกใจไป 🙂 เพราะร่างกายของคุณสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้ปากช่องคลอดมีการหล่อลื่นนั่นเอง แต่คุณแม่ควรดูแลรักษาความสะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา และหากมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ต่างไปจากนี้ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการนะคะ👩‍⚕️ 🤰 อาการเลือดซึมทางช่องคลอดเนื่องจากร่างกายของคุณแม่กำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาวะใหม่ที่เกิดจากการปฎิสนธิภายในมดลูก หากคุณแม่พบว่ามีเลือดสีแดงจางๆ🩸ออกเล็กน้อยบริเวณช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ก็เป็นได้ โดยเลือดจะหยุดไหลไปเองภายในหนึ่งถึงสองวัน และจะไม่มีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย หากเลือดไม่หยุดไหล และมีอาการปวดท้องเกร็ง👩‍⚕️ควรไปพาแพทย์ทันทีนะคะ🤰 พบการเปลี่ยนแปลงของเต้านมคุณอาจพบว่าหัวนมของคุณมีเข้มหรือคล้ำขึ้น รวมถึงเต้านมของคุณอาจขยายขึ้น และมีอาการเจ็บตึงเต้านมด้วย🧐  การเปลี่ยนแปลงนี้จะเห็นชัดในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก 🤰 ไวต่อกลิ่นคุณอาจพบว่าจมูกไวต่อกลิ่นมากเป็นพิเศษ โดยจะเรียกว่า Super Smell 👃  เช่น บางคนอาจเห็นกลิ่นยาสีฟันที่ใช้เป็นประจำ หรือบางคนอาจเหม็นกลิ่นตัวของสามี เป็นต้นสัญญาณอื่น ๆ ของการตั้งครรภ์🤰 เวียนหัว ปวดศีรษะคุณอาจพบอาการปวดหัวซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนภายในร่างกายขณะตั้งครรภ์นั่นเอง ซึ่งในสัปดาห์แรกคุณแม่บางคนอาจมีอาการปวดมากหรือน้อย 🥴☹️ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนนะคะ🤰 การคัดเต้าและเจ็บหัวนมหากคุณรู้สึกคัดบริเวณเต้นนมและเจ็บหัวนม🥺 พร้อมกับเกิดอาการขาดประจำ🩸 ก็อาจเป็นอาการที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์ โดยอาการคัดเต้าและเจ็บหัวนมนี้ก็มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายนั่นเอง เมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้น ขนาดของเต้านมจะขยายใหญ่มากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมผลิตนมให้กับลูกน้อยต่อไป👶🤰 ปวดหลังอาการปวดหลังช่วงล่างอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ โดยอาจมีอาการร่วมกับการเป็นตะคริว☹️ สาเหตุเกิดจากการขยายของมดลูกส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนกลางมีการขยายด้วย อาการปวดหลังอาจเกิดขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ของคุณแม่🥺  ลองเลือกหมอนสำหรับรองหลังและหมอข้างสำหรับวางขาดูนะคะ🤰 ปัสสาวะบ่อยหากคุณพบว่าช่วงนี้ตัวเองเข้าห้องน้ำ🚻 ปัสสาวะบ่อย ๆ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ โดยการตั้งครรภ์ในช่วงแรกนั้นร่างกายของคุณแม่จะสร้างของเหลวในร่างกายมากขึ้น อุ้งเชิงกรานของคุณแม่มีเลือดมาไหลเวียนมาขึ้น มดลูกคุณแม่ขยายตัว ส่งผลให้เบียดกระเพาะปัสสาวะอาหาร จึงทำให้คุณแม่เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นนั่นเองคะ 🚽🤰 อยากกินของเปรี้ยว หรือของอื่นๆ คุณอาจอยากกินอาหารที่ต่างออกไปจากเดิมที่เคยกิน.🥘  บางคนอยากกินรสเปรี้ยว หรือ อาหารแปลก ๆ บางคนอาจมีอาการเบื่ออาหาร และไม่อยากกินอะไรเลย โดยมีสาเกตุจากการรับรู้รสชาติของคุณแม่เปลี่ยนแปลงไปจากการที่ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นนั่นเอง  

Content Image

ทำไมโฟลิกจึงมีความจำเป็น? ต้องทานเท่าไหร่?

คุณแม่หลายๆท่านทั้งรวมทั้งคุณผู้อ่านคงเคยได้ยินมาว่า กรดโฟลิกเป็นหนึ่งในสารอาหารที่คุณแม่ที่กำลังจะมีเจ้าตัวน้อยควรรับประทาน แต่จริงๆแล้วกรดโฟลิกสามารถกินได้เพียงในขณะอุ้มท้องหรือไม่ มีปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ กินมากไปเป็นอันตรายหรือเปล่า บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านอย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับกรดโฟลิกกันก่อนค่ะทำไมคุณแม่ถึงต้องทานกรดโฟลิกกรดโฟลิกคืออะไรขึ้นชื่อว่ากรดแต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด กรดโฟลิกเป็นสารอาหารประเภทหนึ่ง (วิตามินบี 9 ชนิดหนึ่ง) บางท่านอาจเคยได้ยินอีกชื่อ คือ โฟเลต ให้รับรู้ไว้ว่าล้วนเป็นสารอาหารตัวเดียวกัน โฟลิกเป็นสารอาหารที่สามารถพบได้ตามอาหารจากธรรมชาติที่หารับประทานได้ไม่ยากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ไข่แดง🥚 ตับ ผักใบเขียว ผักสีส้ม และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ค่ะประโยชน์ของโฟลิกกรดโฟลิกมีส่วนช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยในท้องคุณแม่เป็นหลัก ช่วยตั้งแต่ในระยะแรกที่เกิดการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ การพัฒนาระบบประสาท สมอง และไขสันหลัง ช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดง🩸ให้แข็งแรง และยังช่วยเสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของเจ้าตัวน้อยอีกด้วย แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกันค่ะ หากคุณแม่รับประทานกรดโฟลิกมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาโลหิตจางทั้งกับตนเองและกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะรับประทานแค่ไหนจึงจะพอดี?อันที่จริงแล้วกรดโฟลิกสามารถรับประทานได้ตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวจะตั้งครรภ์ซึ่งก็คือก่อนตั้งครรภ์จะดีที่สุดค่ะ และควรรับประทานต่อไปในปริมาณที่เหมาะสมจนกว่าจะคลอดบุตรเลย สำหรับช่วงก่อนตั้งครรภ์แนะนำว่าควรได้รับโฟลิกไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน หากตั้งครรภ์แล้วให้เพิ่มปริมาณเป็น 0.8 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรรับประทานเกิน 1 มิลลิกรัมต่อวัน💊 จะเห็นว่าไม่ใช่ปริมาณที่เยอะเลยใช่ไหมคะ เพียงแค่คุณผู้อ่านกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิกตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น ก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับกรดโฟลิกตามเกณฑ์อยู่แล้ว แต่หากไม่มั่นใจก็สามารถรับประทานโฟลิกในรูปแบบของอาหารเสริมได้ค่ะหากรับประทานโฟลิกไม่พอ จะเกิดอะไรขึ้น ?การขาดกรดโฟลิกจะส่งผลอย่างชัดเจนในคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยค่ะ👶 เด็กในท้องอาจมีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญที่ไม่เต็มที่ของระบบประสาทและสมอง กะโหลกศีรษะไม่ปิดจนผิดปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน        จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความเสี่ยงจากการขาดกรดโฟลิกค่อนข้างน่ากลัวเลยใช่ไหมคะ ดังนั้นการควบคุมเรื่องสารอาหารที่คุณแม่หรือกระทั่งคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยจึงสำคัญมาก หากไม่มั่นใจว่าสามารถทำได้เอง แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านของการตั้งครรภ์ รวมไปถึงนักโภชนาการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับความรู้ในด้านการกินอาหาร และได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เป็นประโยชน์กับทั้งลูกน้อยและตัวของคุณแม่เองค่ะ

👉 List บทความเตรียมตัวตั้งครรภ์

Content Image

คุณแม่ดื่มเหล้ามีผลต่อทารกในครรภ์ขนาดไหน?

สาวสายปาร์ตี้ที่กลายเป็นคุณแม่ อาจมีข้อสงสัยมากมายว่าสามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้หรือไม่ จิบเหล้าเบาๆได้หรือไม่? หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าแอลกอฮอล์ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่หากดื่มแอลกอฮอล์แล้วจะส่งผลต่อทารกในครรภ์อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ ทำไมคุณแม่ถึงไม่ควรดื่มเหล้า?งานวิจัยพบแอลกอฮอล์ส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์งานวิจัยมากมายพบว่าคุณแม่ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากระหว่างการตั้งครรภ์สามารถส่งผลให้ทารกพิการแต่กำเนิดได้ แต่การดื่มจิบๆ🍷เพียงเล็กน้อยนั้น ยังไม่มีผลชัดเจนว่ามีการส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์หรือไม่คุณแม่ควรเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกเพราะในช่วง 3 เดือนแรกนั้นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการพัฒนาระบบประสาท🧠และอวัยวะต่างๆของลูกน้อยในครรภ์ จึงมีความเสี่ยงสูงที่ลูกน้อยจะมีความผิดปกติที่เรียกว่า Fetal Alcohol Spectrum Disorder (FASD) โดยแอลกอฮอล์🍺ยังรบกวนการรับสารอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของสมองของลูกน้อยรวมถึงอวัยวะต่างๆของลูก และยังไปรบกวนการรับออกซิเจนอีกด้วยซึ่งความรุนแรงของผลกระทบนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่คุณแม่ดื่ม ความผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทารกเมื่อคุณแม่ดื่มแอลกอฮอล์มีดังนี้ความผิดปกติของใบหน้าทารก✨ช่องระหว่างตาสั้น หรือแคบ✨ริมฝีปากบนยาว และบาง✨ร่องริมฝีปากบน (Phil rum) เรียบ✨หนังคลุมหัวตามาก (epicanthal folds)✨ปลายจมูกเชิดขึ้น✨จมูกแบน✨บริเวณส่วนกลางใบหน้า มีการพัฒนาน้อยกว่าปกติ (midface hypoplasia)นอกจากนั้นเด็กก็อาจมีความผิดปกติทางสมองหรือสติปัญญาได้ความผิดปกติทางสมองและสติปัญญาความผิดปกติของสมองแอลกอฮอล์จะทำให้เกิดการทำลายของเซลล์ประสาท และส่งผลให้การเจริญเติบโตของทารกบกพร่อง ทำให้ทารกเกิดมามีน้ำหนักน้อย ตัวเล็ก และอาจมีความผิดปกติทางโครงสร้างสมอง🧠 เช่น สมองใหญ่มีร่องผิดปกติ ไม่มีสมองใหญ่ เนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมองเลื่อน เป็นต้นความบกพร่องทางสติปัญญาทารกอาจมีความบทพร่องทางสติปัญญา เช่น พัฒนาการล่าช้า ปัญญาอ่อน มีปัญหาด้านความจำ มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ รวมถึงอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวช อย่างภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล😞 หรือมีปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ เช่น สมาธิสั้น ไม่อยู่นิ่ง อาการซุกซนเป็นต้น แม้ว่าการจิบแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์นิดหน่อยอาจจะยังไม่เห็นผล แต่หากดื่มในปริมาณมาก นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณแม่แล้วยังส่งผลต่อ พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย ดังนั้นคุณแม่อาจจะต้องระวังสุขภาพในช่วงนี้กันสักนิดเพื่อลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์🤰นะคะ

Content Image

ภาวะท้องลมคืออะไร

"ภาวะท้องลม" หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินหรือรู้จักกันมาบ้างแล้ว หรือบางคนอาจจะยังไม่รู้จัก วันนี้เราจะหาคำตอบกันว่าภาวะนี้คืออะไรและใครมีความเสี่ยงกันบ้างนะคะ ภาวะท้องลม✨ภาวะท้องลมคืออะไรภาวะท้องลม (Blighted Ovum) คือการตั้งครรภ์โดยที่ไม่มีตัวอ่อน หรือตัวอ่อนเกิดการสลายตัวไปมีเพียงถุงการตั้งครรภ์ตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์😔  ✨สัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะท้องลมท้องลมสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่ท้องครั้งแรก🤰 หรือเคยท้องมาหลายครั้งแล้วก็ตาม โดยจะมีอาการเหมือนคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วไป เช่น แพ้ท้อง อาเจียน มีอาการคัดเต้า และมีขนาดหน้าอกที่ใหญ่ขึ้น แต่อาการเหล่านี้จะหายไปอย่างรวดเร็วภายใน 2 เดือน ซึ่งหากเป็นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทั่วไปอาจแพ้ท้องนานหลายเดือนหรือจนกว่าจะคลอดท้องของคุณแม่จะไม่ขยายใหญ่ขึ้น🤰 และอาจพบเลือดออกทางช่องคลอดผิวปกติ หรืออาจปวดท้องน้อยและอาจมีประจำเดือนมา หากตรวจจะพบว่าถุงครรภ์ของคุณแม่มีลักษณะบิดเบี้ยวผิดรูปร่างและไม่พบตัวอ่อนในถุงครรภ์ เมื่ออัลตร้าซาวต์จะไม่พบสัญญาณการเต้นของหัวใจ และพบว่าถุงตั้งครรภ์นั้นว่างเปล่า😔ภาวะท้องลมเกิดจาก✨ท้องลมเกิดจากอะไรท้องลม คือการแท้งลูกในระยะแรกของการตั้งครรภ์🤰 โดยจะไม่มีทารกในถุงตั้งครรภ์ เกิดจากการผิดปกติของสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งทำให้เซลล์ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตต่อเป็นทารกได้😔 โดยปกติแล้วภาวะนี้จะเกิดในช่วงสัปดาห์ที่ 8-12 โดยประมาณ✨เคยเป็นท้องลมแล้วจะมีลูกอีกไหมการท้องลมนั่นมีความคล้ายกับการทำแท้ง แม้ว่าคนที่เคยเป็นท้องลมหรือทำแท้งแล้วจะสามารถมีลูกได้ตามปกติ แต่ไม่มีอะไรมารับรองได้ว่าจะไม่เกิดภาวะท้องลมซ้ำอีก ดังนั้นหากเกิดภาวะท้องลมควรพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงนะคะ✨สามารถป้องกันได้หรือไม่จริงๆแล้วคุณแม่ไม่สามารถป้องกันภาวะท้องลมได้ เนื่องจากเป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและเกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือให้ไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากเกิดภาวะท้องลม แพทย์👩‍⚕️จะสามารถตรวจเจอได้ตั้งแต่เนิ่นๆและจะสามารถรับการรักษาได้อย่างเหมาะสมค่ะ

Content Image

ภาวะแท้งซ้ำซาก คืออะไร?

           ในปัจจุบันภาวะแทรกซ้อนต่างๆในระหว่างการตั้งครรภ์นั้นมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงความอันตรายไว้ในระดับเดิม หนึ่งในภาวะที่แย่ที่สุดที่ทุกครอบครัวคงไม่อยากให้เกิดก็คือภาวะแท้งนั่นเอง แต่คุณผู้อ่านหลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า อีกหนึ่งสิ่งที่น่ากังวลกว่าการแท้งปกติ คือ 'ภาวะแท้งซ้ำซาก' แต่ภาวะแท้งซ้ำซากนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร จำเป็นต้องเกิดกับคุณแม่ทุกคนที่มีประวัติการแท้งหรือไม่ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้กันเลยค่ะอะไรคือภาวะแท้งซ้ำซาก    อันที่จริงแล้ว คุณผู้อ่านจะสังเกตว่า ชื่อภาวะสามารถบอกอาการของภาวะได้ค่อนข้างตรงตัวเลยใช่ไหมคะ แต่ในเชิงการแพทย์ ได้มีการให้ความหมายกับภาวะนี้อย่างชัดเจนไว้ว่า เป็นภาวะที่คุณผู้หญิงผ่านการแท้งบุตรมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป หรือบางโรงพยาบาล🏥อาจขยายขอบเขตเป็น 3 ครั้งขึ้นไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนมากนัก และควรเร่งหาสาเหตุของการแท้งเพื่อป้องกันการแท้งครั้งต่อไปในอนาคตค่ะอะไรเป็นสาเหตุให้คุณแม่มีภาวะแท้งซ้ำซากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่อาจมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ผิดปกติระบบภูมิคุ้มกันของเรา หลักๆแล้วประกอบไปด้วยเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีหน้าที่ตรวจเช็คและกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย ซึ่งทารกก็ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมเช่นเดียวกันค่ะ แต่โดยปกติแล้ว เม็ดเลือดขาวของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จะเข้าไปทำความรู้จักกับเจ้าทารกที่พึ่งมาฝังตัว และจดจำใหม่ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมอีกต่อไป แต่หากกระบวนการนี้มีความผิดปกติ คือเกิดมากเกินไป เม็ดเลือดขาวอาจเข้าใจว่าสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อโรคอื่นๆก็ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมด้วย🦠 คุณแม่และทารกจึงเสี่ยงติดเชื้อ แต่หากเม็ดเลือดขาวขาดกระบวนการนี้ เม็ดเลือดขาวก็จะต่อต้านทารก ซึ่งผลเสียต่อทั้งตัวทารกเองและตัวคุณแม่เช่นเดียวกันค่ะคุณแม่อาจมีเลือดที่แข็งตัวผิดปกติความผิดปกติในที่นี้หมายถึงความหนืดของเลือด🩸 หากคุณแม่ท่านใดมีเลือดที่ค่อนข้างหนืด ก็มีโอกาสในการที่เลือดจะกลายเป็นลิ่มมาอุดตันเส้นเลือดแดงที่ทำหน้าที่ส่งอาหารแก่ทารก ทำให้เด็กในท้องขาดสารอาหารหรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น คลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ หรือแม้กระทั่งการที่ทารกพิการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ค่ะคุณแม่ท่านใดควรเข้ารับการตรวจภาวะแท้งซ้ำบ้าง🌿คุณแม่ที่ผ่านการแท้งบุตร 2 ครั้งขึ้นไป (อาจเปลี่ยนหลักเกณฑ์เป็น 3 ครั้งตามดุลยพินิจของแต่ละโรงพยาบาล)🌿คุณแม่ที่ประสบกับภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ 3 ปีขึ้นไป🌿คุณแม่ที่เคยมีประวัติตั้งครรภ์หรือคลอดผิดปกติมาก่อน🌿คุณแม่ที่เคยมีประวัติปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย🌿คุณแม่ที่เคยถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะแท้งซ้ำ และยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ อีกทั้งยังไม่มั่นใจว่าหายดีหรือยัง    อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะแท้งซ้ำจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวและน่ากังวลสำหรับคุณแม่ รวมไปถึงคู่สมรสหลายๆคู่ แต่หากคุณแม่และคนรอบตัวช่วยกันสังเกตถึงความผิดปกติของร่างกายตนเอง ไม่เพียงแต่ในส่วนของการตั้งครรภ์ แต่รวมถึงสุขภาพร่างกายทั่วไปด้วย หากพบความผิดปกติและรีบพบแพทย์ ภาวะต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อการมีเจ้าตัวน้อย รวมถึงภาวะแท้งซ้ำ ก็จะสามารถถูกวินิจฉัยหาสาเหตุและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีค่ะ

Content Image

โรคธาลัสซีเมีย โรคที่หญิงวางแผนมีบุตรไม่ควรมองข้าม!

    การตรวจสุขภาพก่อนวางแผนมีบุตรนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การตรวจโรคธาลัสซีเมียสำหรับคู่สมรส👰‍♀️🤵‍♂️จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับลูกหากคุณพ่อคุณแม่มีพาหะธาลัสซีเมียแฝงอยู่ในพันธุกรรม เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️โรคธาลัสซีเมียคืออะไร และมีกี่แบบโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) จัดว่าเป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม🧬จากรุ่นพ่อรุ่นแม่ไปสู่รุ่นลูกได้ โรคธาลัสซีเมียเป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายในกระบวนการสร้างฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญในเม็ดเลือดแดง🩸  หน้าที่หลักของเม็ดเลือดแดงคือทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ เมื่อเม็ดเลือดแดงมีปริมาณที่ไม่ปกติจะส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เช่น อาการเหนื่อยล้าได้ง่าย😰 อาการผิวเหลือง และอาการมีปัสสาวะสีเข้ม เป็นต้นโรคธาลัสซีเมียที่ส่งผลรุนแรงต่อทารกมีอยู่ 2 ชนิดหลัก คือ 1️⃣ Alpha Thalassemia : รุนแรงจนสามารถทำให้ทารกเสียชีวิตได้💀2️⃣ Beta Thalassemia :  ไม่มีผลรุนแรงต่อทารกสักเท่าไหร่ แต่จะทำให้ทารกเกิดอาการอื่นๆที่ตามมาได้3 วิธีการตรวจธาลัสซีเมียก่อนตั้งครรภ์👉การตรวจคัดกรอง (Screening test)ถือว่าเป็นวิธีการตรวจธาลัสซีเมียที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีวิธีการตรวจที่ไม่ซับซ้อน และสามารถรู้ผลได้อย่างรวดเร็ว✅👉การตรวจชนิดของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin typing)การตรวจวิธีนี้ถือว่าเป็นการตรวจที่ละเอียดและมีราคาสูงมากกว่าการตรวจชนิดแรก เพราะการตรวจชนิดของฮีโมโกลบินจะสามารถทำให้ระบุชนิดของโรคได้ แต่มีข้อจำกัดอยู่ 1 อย่างคือ หากผู้ที่เข้ารับการตรวจยีนมีธาลัสซีเมียแบบแฝงมากกว่า 1 ชนิด การตรวจลักษณะนี้จะสามารถตรวจได้ผ่านโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น🏥👉การตรวจ DNA (DNA analysis)การตรวจ DNA จัดว่าเป็นการตรวจที่ละเอียดแม่นยำที่สุด เพราะต้องใช้เครื่องมือแพทย์ในระดับสูง และยังต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ จึงทำให้ค่าใช้จ่าย💰ในการตรวจ DNA สูงที่สุด เมื่อเทียบกับการตรวจทั้ง 3 แบบความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับพาหะธาลัสซีเมียจากพ่อแม่✨กรณีที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นธาลัสซีเมียทั้งคู่ทารกจะมีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมียแน่นอน 100% ค่ะ✨กรณีที่มีคนใดคนหนึ่งเป็นธาลัสซีเมีย แต่อีกคนไม่ได้เป็นและไม่มีพาหะทารกจะมียีนแฝง หรืออาจจะเป็นพาหะธาลัสซีเมียได้ 100%✨กรณีที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่มียีนแฝงทั้งคู่ หรือคนใดคนหนึ่งมีพาหะ แต่อีกคนปกติทารกจะมีโอกาสเป็นปกติ 50% และมีโอกาสเป็นพาหะธาลัสซีเมีย 50%✨กรณีที่คุณพ่อหรือคุณแม่เป็นธาลัสซีเมีย ส่วนอีกคนมียีนแฝงอยู่หรือเป็นพาหะ ทารกจะมีโอกาสเป็นธาลัสซีเมีย 50% และมีโอกาสเป็นพาหะ 50%✨กรณีที่คนใดคนหนึ่งมียีนแฝง หรือเป็นเพียงพาหะทั้งคู่ ทารกจะมีโอกาสเป็นปกติ 25% มีโอกาสเป็นเป็นธาลัสซีเมีย 25% และมีโอกาสที่จะเป็นพาหะ 50%     สรุปได้ว่าการตรวจธาลัสซีเมียก่อนวางแผนมีบุตร👶นั้นจัดว่าเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคธาลัสซีเมีย ยังสามารถมีลูกได้ตามปกติ เพียงแต่ลูกจะมีโอกาสเป็นพาหะได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความเสี่ยงจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่ในแต่ละเคส แต่ในปัจจุบันนั้นการทำเด็กหลอดแก้ว🧪ร่วมกับการตรวจยีนตัวอ่อน เป็นวิธีที่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ทารกเป็นโรคธาลัสซีเมียขั้นรุนแรงได้ หากคุณพ่อคุณแม่สนใจวิธีดังกล่าว สามารถปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ได้ทันทีค่ะ

Content Image

10 ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งครรภ์

     เมื่อตัดสินใจอยากมีลูก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่👫สนใจและศึกษาหาข้อมูลทุกอย่าง ก็เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการมีลูกน้อย👶 ในบางคู่การตั้งครรภ์อาจเกิดขึ้นได้ง่าย แต่มันก็ไม่ได้เป็นง่ายเสมอไปทุกคู่นะคะ เพราะในบางคู่ที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่ ลองทุกทาง ทำมาทุกอย่างแล้ว ก็ยังไม่ได้มีลูกน้อยสมใจ วันนี้เรามี 10 ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งครรภ์มาฝาก โดยแบ่งเป็น 5 ปัจจัยด้านสุขภาพและ 5 ปัจจัยด้านการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการตั้งครรภ์เพื่อความเข้าใจง่ายค่ะ💁‍♀️5 ปัจจัยด้านสุขภาพที่มีผลต่อการตั้งครรภ์💫อายุการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อย หากคุณแม่ตั้งครรภ์เมื่ออายุยังน้อย👱‍♀️ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคโลหิตจางในขณะตั้งครรภ์ ทารกน้ำหนักตัวน้อย การคลอดก่อนกำหนดและการแท้งบุตร การตั้งครรภ์ที่อายุมากเมื่อคุณแม่เกิน 35 ปี👩‍🦳 เมื่ออายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพและความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ เพิ่มขึ้นตามอายุด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง🩸ในขณะตั้งครรภ์ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การแท้งบุตร การตั้งครรภ์นอกมดลูก เลือดออกมากขณะคลอด และอาจเพิ่มความเสี่ยงว่าทารกอาจมีความผิดปกติทางพันธุกรรม🧬 เช่น ดาวน์ซินโดรม💫โรคต่อมไทรอยด์ โรคของต่อมไทรอยด์เป็นโรคของต่อมไร้ท่อ หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ค่ะ โรคต่อมไทรอยด์อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะหัวใจล้มเหลว💔 ทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำ และปัญหาการพัฒนาสมองไม่ดี🧠ดังนั้นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และมีภาวะผิดปกติของต่อมไทรอยด์อยู่เดิม จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้รับการดูแลและควบคุมโรคได้อย่างเหมาะสม เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ 💫ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ หรือเรียกสั้นๆว่าภาวะ PCOS จะส่งผลให้การทำงานของรังไข่🥚ผิดปกติค่ะ เมื่อไม่มีไข่ให้ตกมาผสมกับสเปิร์ม ก็ไม่มีตัวอ่อนหรือไม่เกิดการตั้งครรภ์🙅‍♀️ จึงส่งผลโดยตรงว่าคุณแม่ที่มีภาวะ PCOS จึงมีผลต่อการมีบุตรยากค่ะ💫เนื้องอกในมดลูกเนื้องอกมดลูก (Myoma or Fibroids) พบได้ 30-70% ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เป็นเนื้องอกที่ไม่ใช่เนื้อร้าย ในบางรายมีก้อนแต่ไม่มีอาการ ทำให้ไม่ทราบมาก่อนว่ามีเนื้องอกในมดลูก อย่างไรก็ตามเนื้องอกนี้ก็ทำให้เกิดอาการผิดปกติได้ เช่น ปวดท้องประจำเดือน มีประจำเดือนมากผิดปกติ🩸 ซึ่งส่งผลให้เกิด ภาวะมีบุตรยาก💫เอชไอวี/เอดส์ คุณแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีสามารถส่งต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ได้ในระหว่างตั้งครรภ์ อีกทั้งการให้นมบุตร🤱 อาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพทารกในอนาคต เช่น ทารกเจริญเติบโตช้า ระบบหายใจผิดปกติ😷 ภาวะขาดออกซิเจน หรือติดเชื้อเอชไอวีจากคุณแม่ได้ ดังนั้นคุณแม่ควรตรวจสุขภาพในช่วงการวางแผนการตั้งครรภ์ค่ะ5 ปัจจัยด้านการใช้ชีวิตที่มีผลต่อการตั้งครรภ์🚬สูบบุหรี่เป็นประจำ การสูบบุหรี่เป็นประจำทำให้คุณแม่มีภาวะมีบุตรยากค่ะ เพราะในบุหรี่มีสารนิโคตินที่มีผลต่อการคลั่งของเซลล์ที่เพิ่มขึ้นในเซลล์ของท่อนำไข่ และยังมีผลต่อการหมุนเวียนของเลือดไปยังมดลูกและยังเป็นการลดการตกไข่ของฝ่ายหญิง ลดประสิทธิภาพของมดลูกที่เป็นที่ฝังของตัวอ่อนอีกด้วย อีกทั้งในฝ่ายคุณพ่อ👨ที่สูบบุหรี่ จะมีผลให้อสุจิมีจำนวนลดลง อสุจิไม่มีคุณภาพ คู่รักที่อยากมีลูกน้อยควรเลิกบุหรี่อย่างน้อย 3เดือนนะคะ🧋ดื่มชา กาแฟการดื่มกาแฟ☕️ อาจเป็นสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันเป็นปกติและเป็นประจำ แต่ถ้าดื่มคาเฟอีนเข้าไปประมาณ 300 มิลลิกรัมหรือ 3 แก้วต่อวัน จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากได้ค่ะ โอกาสมีลูกอาจลดลงถึง 26% เลยทีเดียว🥃ดื่มแอลกอฮอล์การดื่มเหล้า เบียร์ หรือบางคนอาจจะจิบไวน์ในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลให้โอกาสในการมีลูกอาจลดลงถึง 50% โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยนะคะ เพราะปริมาณของอาจอสุจิลดลง ไม่แข็งแรงพอ เคลื่อนไหวได้ดีไม่พอ หรืออาจมีรูปร่างผิดปกติ ทั้งยังเป็นสาเหตุของการดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อความแข็งแรง💪ของอสุจิได้ลดลงในผู้ชาย และมีปัญหาการสร้างไข่ในผู้หญิงอีกด้วย🥙อาหารปัจจัยหลักในชีวิตประจำวันคือการทานอาหาร🍽️ เพราะส่งผลต่อสุขภาพและระบบการทำงานของร่างกายโดยตรง ดังนั้น การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นสิ่งที่จำเป็นในการวางแผนตั้งครรภ์ หากกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์บ่อยๆ จะส่งผลให้สารอาหารเข้าไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ มีผลต่อภาวะการมีบุตรยาก เพราะร่างกายไม่มีสารอาหารมากพอในการสร้างไข่ที่แข็งแรงค่ะ💼อาชีพและการทำงานในบางอาชีพ อาจส่งผลให้คุณต้องอยู่ในท่าเดิมๆนานๆ เช่นขับรถ🛻 หรือนั่งทำงานในออฟฟิศ👩‍💻ทั้งวันก็มีผลค่ะ เพราะในกรณีที่คุณพ่ออยู่ในท่านั่งนานๆ ในสภาพแวดล้อมที่อุ่นอาจทำให้อุณภูมิส่งผลต่อความสมบูรณ์ของอุสุจิได้ค่ะ แนะนำให้คุณพ่อสวมใส่กางเกงหลวมๆอากาศถ่ายเทได้จะรักษาอุณหภมิให้เย็นสบายได้ทั้งวัน

Content Image

วิธีอ่านผลที่ตรวจครรภ์ ขึ้นขีดจางๆ แปลว่าท้องไหม?

คุณผู้หญิงที่กำลังสงสัยว่าตนเองตั้งครรภ์หรือไม่ ยังไม่อยากไปตรวจที่โรงพยาบาล อยากทำการตรวจครรภ์เองเบื้องต้นก่อน บทความนี้จะช่วยเหลือให้คุณผู้หญิงในการเลือกชุดตรวจครรภ์เบื้องต้น ช่วยคุณผู้หญิงในการอ่านผลการตรวจครรภ์ รวมไปถึงให้คำปรึกษาในเรื่องของสิ่งที่อาจจะผิดพลาดระหว่างการตรวจครรภ์ได้อย่างแน่นอนค่ะทำความรู้จักชนิดของชุดตรวจครรภ์ชนิดจุ่ม ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 2 ชิ้น ได้แก่ แผ่นกระดาษอ่านผลและถ้วยรองปัสสาวะค่ะ🚽 เพียงแค่คุณผู้หญิงปัสสาวะลงถ้วยรอง จากนั้นใช้แผ่นกระดาษด้านที่มีลูกศรจุ่มลงไปในถ้วยรอง ประมาณ 30 - 40 วินาที รอประมาณ 5 นาทีแล้วจึงอ่านผลการทดสอบชนิดหยด ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 2 ชิ้นเช่นเดียวกัน ได้แก่ ชุดการ์ดทดสอบและหลอดหยดปัสสาวะ เพียงแค่คุณผู้หญิงใช้หลอดหยดดูดปัสสาวะของตนเองและหยดลงไปในหลุมบนชุดการ์ดทดสอบ ประมาณ 3-4  หยด รอเพียง 1-3 นาทีก็จะสามารถอ่านผลการทดสอบได้ค่ะชนิดปากกา ประกอบด้วยอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียวคือปากกาทดสอบ🖊️ เพียงแค่คุณผู้หญิงนำปากกามาให้ปัสสาวะของตนเองไหลผ่าน 3 วินาทีขึ้นไป ก็จะสามารถอ่านผลได้ภายใน 5 นาทีค่ะวิธีการอ่านผลจากชุดตรวจครรภ์💫ขึ้น 1 ขีดที่แถบตัวอักษร C หมายถึง ตรวจไม่พบการตั้งครรภ์💫ขึ้น 2 ขีดที่แถบตัวอักษร C และ T หมายถึงตรวจพบการตั้งครรภ์ ยินดีด้วยค่ะคุณผู้หญิงได้เป็นคุณแม่แล้ว แต่หาก 2 ขีดที่ขึ้นนั้นค่อนข้างจาง แนะนำให้คุณผู้หญิงตรวจอีกครั้งในอีก 2-3 วันข้างหน้า หรือคุณผู้หญิงสามารถเดินทางไปตรวจกับแพทย์เพื่อความมั่นใจได้ค่ะ💫ไม่มีขีดขึ้น อาจเกิดจากชุดตรวจเสีย หรือความผิดพลาดระหว่างขั้นตอนการตรวจปัสสาวะค่ะ แนะนำให้คุณแม่ใช้ชุดตรวจอันใหม่ตรวจอีกครั้งเช่นเดียวกันค่ะทำไมชุดตรวจจึงขึ้นเพียงขีดจางๆ ?💫เกิดข้อผิดพลาดระหว่างขั้นตอนการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนในชุดตรวจอย่างเคร่งครัด หรือการอ่านผลการตรวจที่ช้าเกินไปหรือเร็วเกินไป โดยปกติรายละเอียดขั้นตอนการใช้ชุดตรวจจะแนบ มาให้กับชุดตรวจ แนะนำให้คุณผู้หญิงอ่านและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดก่อนเริ่มตรวจค่ะ💫เริ่มตรวจเร็วเกินไป คุณผู้หญิงควรรอจนกว่าประจำเดือนจะมาช้ากว่าปกติอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จึงเริ่มใช้ชุดตรวจค่ะ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ขีดบนชุดตรวจนั้นจางเกินไปจนไม่มั่นใจที่จะใช้อ่านผล💫 ระยะเวลาในการเลือกตรวจไม่เหมาะสม คุณผู้หญิงควรใช้ชุดตรวจหลังจากตื่นนอนตอนเช้าทันทีและแนะนำว่าก่อนตรวจอย่าพึ่งดื่มน้ำค่ะ💫 เกิดความผิดปกติของการตั้งครรภ์ ยกตัวอย่างเช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือมีการแท้งเกิดขึ้น        สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ที่ตรวจครรถภ์ที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ ซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและหากคุณผู้หญิงไม่มั่นใจ ในผลตรวจเบื้องต้น แนะนำให้คุณผู้หญิงนัดตรวจกับทางโรงพยาบาลเพื่อความมั่นใจและอาจถือโอกาสนัดตรวจสุขภาพของตนเองด้วยค่ะ หากคุณผู้หญิงตั้งครรภ์จะได้เป็นคุณแม่ที่มีสุขภาพดีและได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ👩‍⚕️

Content Image

ความสำคัญของธาตุเหล็กกับคุณแม่ตั้งครรภ์

       ค่อนข้างเชื่อว่าธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยผ่านหูผ่านตา หรือรู้จักกับธาตุเหล็กมาบ้าง แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะ ว่าธาตุเหล็กเองสำคัญกับคุณแม่ที่วางแผนจะตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์อยู่มากกว่าที่คิด บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับธาตุเหล็กให้ดีขึ้นกันค่ะธาตุเหล็กสำคัญต่อคุณแม่อย่างไรหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของธาตุเหล็ก คือเป็นองค์ประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีใช่ไหมคะ ว่าเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ขนส่งแก๊สออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ🔬 ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของร่างกายพวกเราทุกคน ในขณะเดียวกันก็ขนส่งของเสียออกมาจากเซลล์เหล่านั้นเพื่อนำไปผ่านขั้นตอนการจัดการอย่างเหมาะสมอีกด้วย สำหรับร่างกายของคุณแม่ที่กำลังครรภ์ แม้ว่าคุณแม่จะไม่ต้องเสียเลือด🩸จากการมีประจำเดือนเหมือนแต่ก่อน แต่ร่างกายของคุณแม่จะมีการผลิตเลือดเพิ่มขึ้นได้กว่าครึ่ง เนื่องจากมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์ที่ต้องการออกซิเจนและสารอาหารเช่นเดียวกันค่ะหากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จะเกิดอะไรขึ้นโดยปกติแล้ว สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อย ควรได้รับธาตุเหล็กไม่ต่ำไปกว่า 27 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะเลือดจาง🩸 อาจต้องการธาตุเหล็กสูงถึง 40-60 มิลลิกรัมต่อวัน (กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาปริมาณที่ควรได้รับที่แน่นอนค่ะ) หากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ก็จะทำให้คุณแม่มีภาวะเลือดจาง ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งตัวทารกและคุณแม่เองโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ หรืออาจะทำให้ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตหลังคลอด🤰ได้ค่ะแนะนำอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กในส่วนของอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แนะนำเป็นเนื้อปลาซาดีนสดที่นำมาผ่านการปรุงสุก หรือกระป๋อง🥫ก็ได้ค่ะ คุณแม่ยังสามารถรับประทานเนื้อวัวและเนื้อไก่ได้ อีกทั้งไข่ไก่ก็มีธาตุเหล็กสูงเช่นเดียวกันค่ะในส่วนของอาหารจำพวกพืชแนะนำเป็นผักใบเขียวอย่างผักโขม และธัญพืชประเภทถั่วแดง นอกจากนี้เต้าหู้ และซีเรียลก็เป็นอาหารที่มีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงเช่นเดียวกันค่ะ🍽️    มาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านคงได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของธาตุเหล็ก ต่อคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยกันแล้วใช่ไหมคะ จะเห็นได้ว่าการรับประทานอาหารต่างๆที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กนั้นสำคัญมาก อีกทั้งอาหารเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเมนูอาหารที่ไม่ได้หายากเลย เชื่อว่าคุณแม่สามารถหารับประทานได้แน่นอนค่ะ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อเจ้าตั้วน้อยในครรภ์และร่างกายเราเองค่ะ

Content Image

แนะนำวิตามินและอาหารเสริมคนอยากมีลูก

      คุณผู้อ่านท่านใดที่กำลังมองหาถึงวิธีการเตรียมตัวในการมีเจ้าตัวน้อยในอนาคต ทราบหรือไม่คะว่า เรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆเลย ปกติแล้วเราหลายๆคนอาจไม่ได้คำนึงถึงสารอาหารที่เราได้รับในแต่ละวัน ว่าเพียงพอหรืออยู่ในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ใช่ไหมคะ แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคต ปริมาณและชนิดของสารอาหารที่ได้รับแต่ละวันนั้นสำคัญมากค่ะ โดยสารอาหารประเภทไหนสำคัญอย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะอาหารตามแหล่งธรรมชาติที่คุณผู้หญิงควรรับประทาน🥩อาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์เป็นที่ทราบกันดีว่าหากพูดถึงเนื้อสัตว์ เราก็มักจะนึกถึงสารอาหารประเภทโปรตีน แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะว่าเนื้อแต่ละชนิดก็มีแร่ธาตุเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่เหมือนกัน สำหรับเนื้อสัตว์ที่น่าสนใจจะเป็นเนื้อของหอยนางรม ที่เต็มด้วยแร่ธาตุจำพวกสังกะสีหรือที่เรียกว่าซิงค์นั่นเองค่ะ และเชื่อกันว่าจะช่วยส่งเสริมการตั้งครรภ์ได้หากรับประมาณช่วง 1 สัปดาห์ก่อนไข่ตกค่ะ เนื้ออีกชนิดคือเนื้อแซลมอนค่ะ เนื่องจากอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างฮอร์โมนหลายๆชนิดในร่างกายค่ะ🥬อาหารในกลุ่มผักเริ่มจากผักใบเขียวที่ค่อนข้างหาได้ง่าย นั่นก็คือผักโขมนั่นเองค่ะ นอกจากจะอุดมไปด้วยกากใยอาหารแล้ว ยังเป็นผักที่มีสารอาหารประเภทโฟเลตสูง มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการตั้งครรภ์ ลำดับต่อไปจะเป็นอะโวคาโดที่อุดมไปด้วยไขมันพืชที่ดีค่ะ ต่อมาจะเป็นหน่อไม้ฝรั่งที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 3 ที่ช่วยส่งเสริมระบบไหลเวียนเลือดค่ะ ปิดท้ายด้วยเมล็ดฟักทองที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ที่ส่งเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดเช่นเดียวกันค่ะ🫐อาหารในกลุ่มผลไม้อย่างแรกที่แนะนำจะเป็นกล้วยหอมค่ะ นอกจากจะมีสารอาหารหลักคือคาร์โบไฮเดรตประเภทที่ย่อยและดูดซึมค่อนข้างง่ายแล้ว ยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียมและวิตามินบี 6 ที่เสริมสร้างระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อค่ะ ต่อมาจะเป็นผลไม้ในตระกูลเบอรี่ค่ะ เพราะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นในเซลล์ร่างกายของเราค่ะ🥛เครื่องดื่มที่ควรดื่มเป็นประจำจะแนะนำเป็นนมสด เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแคลเซียมค่ะ โดยจะเป็นนมวัวหรือนมพืช ก็สามารถเลือกรับประทานได้ตามความชอบและเงื่อนไขสุขภาพของคุณผู้หญิงแต่ละท่านได้เลยค่ะอาหารเสริมที่คุณแม่ควรทาน✨กรดโฟลิกอีกชื่อคือวิตามินบี 9 ที่มีหน้าที่หลักๆเกี่ยวข้องกับระบบประสาทในร่างกาย ปริมาณที่แนะนำสำหรับคุณผู้หญิงที่อยากมีเจ้าตัวน้อยจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่ควรเกิน 1 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ เพราะจะส่งเสริมให้เกิดโรคจำพวกมะเร็งได้✨ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยในระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์และมีจำนวนที่ปกติค่ะ การที่เม็ดเลือดแดงที่เป็นตัวละครหลักในการช่วยแลกเปลี่ยนแก๊สและสารอาหารให้กับเซลล์ในร่างกายมีความอุดมสมบูรณ์ ก็จะทำให้ร่างกายอุดมสมบูรณ์ค่ะ ปริมาณที่แนะนำสำหรับธาตุเหล็กจะอยู่ที่ 15 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ✨ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย อีกทั้งยังส่งเสริมระบบประสาทและสมองอีกด้วยค่ะ โดยปริมาณที่แนะนำสำหรับไอโอดีนจะอยู่ที่ 0.2 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ✨สังกะสีหรือซิงค์เป็นแร่ธาตุที่ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายค่ะ ปริมาณที่แนะนำจะอยู่ในช่วง 8-11 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ✨โคลีนเป็นอีกหนึ่งแร่ธาตุที่มีหน้าที่ในการทำงานเกี่ยวข้องกับระบบประสาทค่ะ ปริมาณที่แนะนำจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 425 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ    อันที่จริงแล้ว ยังมีแร่ธาตุและวิตามินอีกมากที่ยังไม่ถูกพูดถึงคุณประโยชน์และปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทานในบทความนี้ อย่างไรก็ตาม แร่ธาตุต่างๆล้วนมีปริมาณที่เหมาะสมต่อการรับประทานไม่เท่ากันในแต่ละท่าน คุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคตควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินว่าเงื่อนไขสุขภาพของตนเอง เหมาะสมที่จะได้รับแร่ธาตุชนิดใดบ้าง ควรเน้นอะไรและลดอะไร เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมอาหารค่ะ

Content Image

ธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์ อันตรายขนาดไหน?

ธาลัสซีเมียคือโรคที่หลายๆคนเคยได้ยินและรู้จักกันมาบ้าง ซึ่งหากโรคนี้เกิดในหญิงตั้งครรภ์แล้วจะมีความอันตรายขนาดไหนวันนี้เราไปดูพร้อมๆกันค่ะ ทำความรู้จักกับโรคธาลัสซีเมียธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีน ซึ่งเป็นโรคเลือดจางชนิดหนึ่ง🩸 โดยร่างกายของผู้ป่วยจะไม่สามารถสร้างฮีโมโกลบินได้ตามปกติจึงทำให้มีเม็ดเลือดแดงที่เปราะและแตกง่าย จนทำให้มีภาวะเลือดจางเรื้อรัง เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมได้ โดยในบางคนนั้นจะมีเป็นเพียงยีนแฝง🧬ที่ไม่ได้แสดงอาการของโรคอยู่ในตัว แต่ก็สามารถเป็นพาหะถ่ายทอดต่อให้ลูกได้นั่นเองค่ะ ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงแค่ไหน?สามารถถ่ายทอดผ่านยีน โรคธาลัสซีเมียนั้นสามารถถ่ายทอดผ่านทางยีนได้🧬  ดังนั้นหากคุณแม่ที่ตั้งครรถ์เป็นพาหะหรือมียีนแฝงของโรค ก็จะสามารถส่งต่อให้ลูกได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรเข้ารับการตรวจว่ามียีนแฝงของธาลัสซีเมียหรือไม่โอกาสที่ทารกในครรภ์จะได้รับเชื้อหากพบว่าคนใดคนหนึ่งเป็นพาหะ ก็มีโอกาสที่ทารก👶ในครรภ์จะได้ยีนแฝงนี้ไป 25% แต่หากพบว่าเป็นทั้งคู่ ทารกก็จะเป็นธาลัสซีเมีย 100% ธาลัสซีเมียอันตรายต่อทารกในครรภ์ขนาดไหน? มีวิธีการรับมืออย่างไร?ความรุนแรงของโรคธาลัสซีเมียความรุนแรงของโรคธาลัสซีเมียในเด็กที่เกิดมานั้นมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง บางคนอาจมีอาการเจ็บป่วยบ่อย โตช้า บวมน้ำ โหนกแก้มสูง เตี้ย ฟันยื่น ซีด ตับและม้ามโต ตาเหลือง หรือคุณแม่🤰อาจเกิดครรภ์เป็นพิษและทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์ได้ วิธีรับมือโรคธาลัสซีเมียสำหรับผู้ที่เป็นเพียงพาหะธาลัสซีเมียจะไม่มีอาการของโรคจึงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและไม่ต้องทานยาใดๆ แต่หากเป็นโรคธาลัสซีเมีย ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษากับคุณหมอ👨‍⚕️เพื่อรักษาตามชนิดที่เป็นค่ะ 

Content Image

Uterine Receptivity Test ตัวช่วยสำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยาก

     คุณแม่ทราบไหมคะว่าในปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่นำมาใช้ในการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยเราเรียกเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในเรื่องนี้ว่า เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งทางเราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️มาทำความรู้จักกับ Uterine Receptivity Test กัน!✨Uterine Receptivity Test  (URT) คือ การตรวจความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนที่จะย้ายตัวอ่อนเข้ามาฝังตัวอยู่ที่โพรงมดลูก โดยการทดสอบนี้จะเป็นการดูความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก และวิเคราะห์ยีน🧬ที่เกี่ยวกับความพร้อมในการฝังตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกทั้ง 238 ยีนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วยให้คู่สมรสได้มีบุตรสมดังความปรารถนา👶 โดยเอาเชื้ออสุจิมาผสมกับไข่ข้างนอก เพื่อสร้างตัวอ่อนและย้ายกลับเข้าไปที่มดลูกเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ แต่การจะตั้งครรภ์นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของตัวอ่อนเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นที่สำคัญไม่แพ้กันด้วยนั่นคือ ความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก ที่จะใช้เป็นที่ฝังตัวของตัวอ่อน ข้อดีของการ Uterine Receptivity Test 👉สามารถช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ให้สูงขึ้นจากการวิจัยได้พบว่าผู้ที่ทำการตรวจดังกล่าว พบว่า Uterine Receptivity Test ผลผิดปกติ จะมีโอกาสตั้งครรภ์เพียงแค่ 10 – 15 % เท่านั้น แต่สำหรับผู้ที่เข้ารับการตรวจดังกล่าวพบว่า Uterine Receptivity Test ผลปกติ โอกาสในการตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 50 % 🤰หรือมากกว่านั้นทันที และที่สำคัญมากกว่าคือเรื่องของการแท้ง การตรวจผลผิดปกติจะมีอัตราการแท้งบุตร100 % เลยทีเดียวใครบ้างที่เหมาะกับการตรวจ แบบ Uterine Receptivity Test?  ผู้ที่เหมาะสมที่จะเข้ารับการตรวจแบบ Uterine Receptivity Test ควรมีลักษณะดังนี้ ไม่ประสบผลสำเร็จในการรักษาภาวะการมีบุตรยากมาแล้ว ทั้งๆ ที่ตัวอ่อนมีความสมบูรณ์ คือทำการใส่ตัวอ่อนมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ตั้งครรภ์🙅‍♀️ เป็นคู่สมรสที่มีอายุมาก👵 เพราะคนที่มีอายุมากตัวอ่อนนั้นเริ่มมีจำกัด ดังนั้นการจะใส่ตัวอ่อนแต่ละครั้งก็จึงต้องพิจารณาความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมที่สุดจริงๆ ก่อนแล้วจึงค่อยทำการใส่ตัวอ่อน ซึ่งตรงจุดนี้ Uterine Receptivity Test เข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้ดีมากทีเดียวไม่ต้องการรักษานานและบ่อยครั้ง เพราะการเดินทางมารักษาแต่ละครั้งนั้นคนไข้มักจะมาพร้อมความกังวลใจและความเครียด🤯 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการรักษาเรื่องการมีบุตรยากแน่นอน อีกทั้งความเครียดมีผลต่อการตั้งครรภ์ด้วย     สรุปแล้วจะเห็นได้ว่าการตรวจความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนการฝังตัว หรือ Uterine Receptivity Test นี้ เป็นเทคนิคที่มีประโยชน์มาก ไม่น่ากลัวไม่ยุ่งยากซับซ้อน คุณแม่จึงไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ การตรวจทดสอบนี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจหากคุณแม่กำลังมีปัญหาเรื่องของการมีบุตรยาก👶 ซึ่งอาจนำเทคโนโลยีนี้ไปพิจารณาไว้เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแก้ปัญหาของคุณแม่ได้ค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.