Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ10-12 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

👉 List บทความ10-12 เดือน

Content Image

คาร์ซีทเด็ก เลือกยังไงให้เหมาะกับช่วงวัยของลูก?

     คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินหรือเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์กันมาบ้างใช่ไหมคะ🚙 หากลองคิดว่าบนรถยนต์ทุกคันที่เราขับขี่กันในชีวิตประจำวันตามท้องถนนนั้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆนั่ง พูดง่ายๆคือที่นั่งอาจไม่ได้เอื้ออำนวยต่อสรีระและขนาดตัวของเด็กๆ ในเด็กเล็กนั้น ผู้ปกครองอาจใช้วิธีการให้นั่งตักบนที่นั่งที่เดียวกับผู้ปกครองเสียด้วยซ้ำ หากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้น แม้จะคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วแต่เด็กๆก็ยังมีโอกาสเป็นอันตรายอยู่ดี สิ่งที่เรียกว่า 'คาร์ซีท' (Car seat) นั้นจึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวค่ะ คาร์ซีทถูกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท มีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของการใช้คาร์ซีทถึงแม้เราจะทราบกันดีว่าคาร์ซีทสามารถลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้ในระดับหนึ่ง และหลายๆครอบครัวก็เริ่มสนใจที่จะใช้มากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าคาร์ซีทนั้นเป็นสินค้าที่ค่อนข้างมีราคา ซึ่งมีตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว บางครัวเรือนจึงอาจแก้ปัญหาด้วยการอุ้มเด็กหรือให้เด็กนั่งตักอยู่ขณะขับขี่ อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565 ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปีหรือสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ผู้ปกครองจำเป็นต้องจัดหาที่นั่งนิรภัยหรือที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) เพื่อป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 2,000 บาทตามกฎหมาย💵 ซึ่งหากเทียบราคาดูแล้ว ยอมลงทุนซื้อคาร์ซีทหลักพันสักตัวหนึ่งดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการเสียค่าปรับสูงถึง 2,000 บาทใช่ไหมล่ะคะ👉หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการเลือกคาร์ซีทควรเลือกรูปแบบคาร์ซีทให้เหมาะสมตามช่วงอายุ สรีระ น้ำหนัก ส่วนสูงของเด็กที่จะใช้งานเป็นคาร์ซีทที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยจากบริษัทผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ🤝 หากเป็นมือสองให้สังเกตว่าสินค้ามีลักษณะสมบูรณ์ ไม่มีรอยบุบร้าวแตก สายรัดและเข็มขัดยังสามารถใช้งานได้ในสภาพดี ไม่ยืดย้วย ไม่ขาด อายุของสินค้าแม้จะผ่านการใช้งานมาแล้วก็ไม่ควรเกิน 6 ปีค่ะในกรณีที่ผู้ปกครองใช้พาหนะเป็นรถยนต์ประเภทรถเก๋ง ควรติดตั้งคาร์ซีทบริเวณเบาะหลัง ไม่แนะนำให้ติดตั้งบริเวณเบาะด้านหน้าหรือเบาข้างที่นั่งคนขับ🚘 เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น มีโอกาสที่เด็กจะได้รับอันตรายจากแรงกระแทกของถุงลมนิรภัยค่ะอายุของเด็กมีผลต่อคาร์ซีทที่เลือกสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงเมื่อเด็กมีอายุได้ 3 ขวบ 🚼 หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ควรเลือกใช้คาร์ซีทที่เป็นที่นั่งแบบหันหน้าไปทางด้านหลังรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Rear-facing นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นประเภทที่ปรับเอนไปกับที่นั่งได้ค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุได้ประมาณ 2-6 ปี 👶 ซึ่งถือว่าโตขึ้นมาหน่อย มีน้ำหนักตัวในช่วง 10-25 กิโลกรัม สามารถเลือกใช้คาร์ซีทแบบหันหน้ามาทางหน้ารถได้ หรือที่เรียกว่าแบบ Forward-facing ค่ะ โดยปกติแล้วคาร์ซีทประเภทนี้จะมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยในตัวเอง สามารถใช้ได้ค่ะสำหรับเด็กที่เริ่มโตขึ้นมาหน่อย มีอายุได้ประมาณ 4-12 ปี👦 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทที่หันหน้ามาทางด้านหน้าของรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Booster forward-facing นั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วคาร์ซีทรูปแบบนี้ก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับแบบ Forward-facing ทั่วไป ต่างกันที่บางรุ่นจะมีการเสริมพนักพิงด้านหลังเรียกว่า Highback-Booster ซึ่งจะเพิ่มความสบายให้เด็กๆเวลานั่ง หรือแบบ Backless-Booster ที่ไม่มีพนักพิงเสริมด้านหลัง แต่สามารถใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์เองได้ค่ะสำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยเช่นกัน👧 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทรูปแบบผสมระหว่างหันหน้าและหันหลังได้ เรียกว่าแบบ Combination ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าคาร์ซีทนั้นถือเป็นสิ่งทำเป็นที่ผู้ปกครองที่สัญจรด้วยการขับรถยนต์นั้นต้องมี เป็นปฏิบัติตามกฎหมาย🚏และเพิ่มความปลอดภัยในเรื่องของอุบัติเหตุจากรถยนต์ให้เจ้าตัวน้อยได้ไปในตัว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บทความของเราจะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกคาร์ซีทตามช่วงอายุของเด็ก แต่สุดท้ายแล้วคุณผู้ปกครองควรเลือกคาร์ซีทที่เหมาะกับสรีระ ความสูง และน้ำหนักของเด็กเป็นหลัก เนื่องจากอายุที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น มีโอกาสที่เจ้าตัวน้อยของเราจะไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงควรเลือกตามความเหมาะสมของลูกเราเป็นหลักค่ะ

Content Image

ลูกอึไม่ออกมีวิธีอย่างไร?

หากทารกท้องผูกจะคุณพ่อคุณแม่สามารถทำอย่างไรได้บ้าง วันนี้เราได้รวบรวมเอาข้อมูลมาฝากกันแล้วค่ะ ควรทำอย่างไรเมื่อทารกท้องผูก?✨ควรปรับอาหารของลูกน้อย โดยปกติแล้วทารก👶ที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนมักกินนมแม่อย่างเดียวจึงไม่ค่อยทำให้เกิดอาการท้องผูกเพราะนมแม่นั้นย่อยง่าย แต่อาการท้องผูกอาจมาจากสาเกตุการแพ้อาหารที่มารดารับประทาน ดังนั้นหากคุณแม่นมแม่อยู่ก็ควรเลือกทานอาหารที่ไม่ก่อให้ลูกเกิดอาการท้องผูก✨เปลี่ยนการให้นมทารกที่ดื่มนมสูตรอาจแพ้ส่วนผสมบางสูตร🍼 ดังนั้นหากต้องเปลี่ยนยี่ห้อควรปรึกษาแพทย์ และควรทราบว่าลูกของคุณแพ้ส่วนผสมใด ๆ ในสูตรการเพิ่มน้ำผลไม้ลงในนม จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ อาจลองผสมน้ำแอปเปิ้ล หรือลูกพรุน 30-60 มล. ลงในนมหรือน้ำนมแม่ของคุณทุกวัน✨เสริมใยอาหารในทารกที่เพิ่งเริ่มหัดทานอาหารบด คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารลูกน้อยที่อาจทำให้ท้องผูกได้🚽 และควรลดกล้วยและและข้าวลง เพราะทำให้ย่อยยากและมีความเหนี่ยวและเป็นก้อน รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักและผลไม้สามารถนำมาผสมกันได้✨ให้ดื่มน้ำเยอะขึ้นคุณพ่อคุณแม่ควรเช็คให้แน่ใจว่าลูกดื่มน้ำเพียงพอ เพราะน้ำและนมจะช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นและขับออกมาวิธีกระตุ้นการขับถ่ายทารก ทำอย่างไรได้บ้าง✨ช่วยขยับร่างกาย การออกกำลังกายจะช่วยเร่งการย่อยอาหาร ส่งผลให้ร่างกายสามารถขนส่งของเสียออกได้ไวขึ้น ผู้ปกครองสามารถฝึกเด็กทารกโดยการจับให้ทำท่าขี่จักรยานบนอากาศหรืออาจช่วยนวดกระตุ้นขาได้หากทารก👶ยังคลานไม่ได้✨นวดท้องเด็ก การนวดท้องส่วนล่างด้านซ้ายของลูกเป็นวิธีกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่ายง่าย🚽 โดยใช้ปลายนิ้วกดเบา ๆ ประมาณ 3 นาที โดยควรนวดอย่างสม่ำเสมอจนลูกขับถ่ายปกติ✨ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษา ผู้ปกครองควรปรึกษาเรื่องการรักษาหรือยาเมื่อลูกมีอาการท้องผูกกับแพทย์ โดยแพทย์👩‍⚕️อาจแนะนำยาปรับอุจจาระเพื่อให้ลูกน้อยขับถ่ายได้ง่ายขึ้นหรืออาจจ่ายยาเหน็บกลีเซอรีน แต่ไม่ควรใช้บ่อยเพราะลูกจะชินกับมันแล้วจะถ่ายตามปกติไม่ได้ค่ะลักษณะของก้อนอุจจาระบอกอะไรได้บ้าง?✨ก้อนเล็กและแข็งหากลูกมีการถ่ายอุจจาระ💩ออกมาในลักษณะคล้ายขี้กระต่าย โดยมีก้อนเล็กและแข็ง แปลว่าลูกกำลังท้องผูก ซึ่งอุจจาระจะมีลักษณะแห้งเนื่องจากมีการค้างของอุจจาระในลำไส้เป็นเวลานานนั่นเองค่ะ สามารถแก้ไขได้โดยการดื่มน้ำ🌊มากๆ และทานอาหารที่มีกากใย หากมีอาการท้องผูกบ่อยๆ หรือเก็บไว้นานจะทำให้เป็นท้องผูกเรื้อรังและกลายเป็นมะเร็งลำไส้ได้ในที่สุดค่ะ ✨ก้อนเล็ก ๆ หลายก้อนรวมกันคือลักษะของอาการท้องผูกเช่นกันค่ะ โดยให้ลูกรับประทานอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพยายามไม่ให้ลูกเครียด😞นะคะ ✨ทรงรียาวผิวขรุขระและมีลักษณะที่ค่อนข้างแข็ง หากมีลักษณะนี้ลูกไม่ได้มีการขับถ่ายที่ลำบากมากนัก แต่ก็เป็นอุจจาระที่ค่อนข้างขาดน้ำ ดังนั้นควรให้ลูกดื่มน้ำ🌊 มากขึ้นค่ะ ✨เป็นลำสวยผิวเรียบอุจจาระแบบนี้จะมีลักษะคล้ายกล้วยหอม🍌และไม่อ่อนยุ่นหรือไม่แข็งจนเกินไป จะเป็นลักษณะที่มีสุขภาพดีและมีความสมบูรณ์ที่สุด

Content Image

ทำยังไงให้ลูกความจำดี

    คงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมคะว่าหากเรามีเจ้าตัวน้อย เราคงมีความคาดหวังให้เด็กเป็นคนเรียนรู้ไว มีสติปัญญาดีหรือเป็นเด็กฉลาดนั่น🤓เอง และความจำดีก็เป็นหนึ่งในคุณสมบัติย่อยๆของความฉลาด แต่เนื่องจากเด็กเล็กนั้นเป็นวัยที่สามารถสังเกตได้ยาก เพราะไม่สามารถทำแบบทดสอบเหมือนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยได้ จึงไม่สามารถวัดระดับความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วเราจะมีวิธีการสังเกตเด็กความจำดีได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ประเภทความสามารถในการจดจำของเด็กความสามารถเกี่ยวกับความจำโดยตรง✨เด็กสามารถจำใบหน้าของคนที่ใกล้ชิด ไม่ว่าผู้ปกครองจะเป็นใคร แต่หากเป็นผู้ที่ใช้เวลาร่วมกับเจ้าตัวน้อยบ่อยๆ เด็กจะเริ่มจำหน้าได้ค่ะ สัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กจำหน้าได้ก็คือ เมื่อเด็กรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือไม่สบายใจ เด็กจะร้องหาคุณพ่อคุณแม่👫หรือผู้ปกครองผู้ใกล้ชิดนั่นเองค่ะ และจะบ่งบอกว่าเด็กมีความจำดีเพิ่มขึ้นไปอีก หากเด็กสามารถจำคนที่เจอเพียงไม่กี่ครั้งได้ค่ะ✨เด็กสามารถจำชื่อคนได้💭 เริ่มจากการจำชื่อตนเองก่อน หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใกล้ชิดเรียกเจ้าตัวน้อยบ่อยๆและมีการตอบสนองทุกครั้ง นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเขาสามารถจำชื่อตนเองได้แล้ว หากอยู่ในวัยกำลังหัดพูดแล้วลูกเริ่มเรียกชื่อสมาชิกครอบครัวได้ รวมไปถึงสามารถกล่าวสรรพนามที่ใช้เรียกแทนคนในครอบครัวได้ แบบนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กสุขภาพดีเช่นเดียวกันค่ะ✨เด็กสามารถจำกลิ่น👃ของบุคคลใกล้ชิดได้ สัญญาณทีบ่งบอกว่าเด็กจำกลิ่นได้คือการที่เด็กติดกลิ่นของผู้ปกครองนั่นเอง ไม่ได้หมายถึงเพียงกลิ่นจากร่างกายคุณพ่อคุณแม่โดยตรงแต่รวมถึงกลิ่นที่ติดเสื้อผ้าของผู้ปกครองด้วยค่ะ✨เด็กจำสถานที่ที่ใช้เก็บของได้ ของในที่หมายถึงของที่เจ้าตัวน้อยจะได้ใช้บ่อยๆด้วยตนเองโดยตรง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นของเล่นนั่นเองค่ะ หากที่บ้านมีที่เก็บของเล่น🧸เป็นประจำและลูกจำได้ สามารถเดินไปหยิบมาเล่นเองได้ นี่ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กมีความจำที่ดีเช่นกันค่ะความสามารถเกี่ยวกับความจำโดยทางอ้อม💫เด็กมีทักษะการอ่านเขียน📖ที่ค่อนข้างเร็ว เนื่องจากการอ่านและเขียนหนังสือนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความเข้าใจและความจำค่อนข้างสูง ดังนั้นการที่เด็กอ่านออกเขียนได้เร็ว ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวน้อยมีความจำที่ดีเช่นกันค่ะ💫เด็กถ่ายทอดความทรงจำออกมาในรูปแบบของการวาดรูประบายสี🎨 สำหรับเด็กที่สามารถวาดเป็นภาพ🖼️ออกมาได้นั้นแปลว่าเด็กจำบรรยากาศ ช่วงเวลา และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นได้ จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กมีความจำที่ดีนั่นเองค่ะ💫เด็กแสดงพฤติกรรมเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองที่ใกล้ชิด เนื่องจากการที่จะเลียนแบบได้ เด็กต้องสามารถจดจำลักษณะและพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆให้ได้ก่อน การเลียนแบบจึงเป็นอีกสิ่งที่พอจะบ่งบอกได้ว่าเด็กมีพัฒนาการทางด้านความจำที่ดีนั่นเองค่ะ💫เด็กโกหกหรือปิดบังเรื่องราวต่างๆเก่ง🫢 เนื่องจากการโกหกที่ดีนั้นต้องการการจำภาพความเป็นจริงได้อย่างแม่นยำแล้วจึงนำมาดัดแปลง อย่างไรก็ตาม แม้การโกหกที่แนบเนียนจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กมีความจำดี และอาจเป็นการโกหกเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ผู้ปกครองก็ไม่ควรนิ่งนอนใจและสอนให้เด็กได้รับรู้ถึงผลเสียที่ตามมาหลังจากการโกหกค่ะฝึกให้เด็กความจำดีได้อย่างไรวิธีที่ 1️⃣ในการฝึกทักษะอะไรก็ตามสำหรับเด็กเล็ก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้เจ้าตัวน้อยของเรารู้สึกว่านี่ไม่ใช่การฝึก ไม่ต้องเคร่งเครียด พูดง่ายๆคือการทำให้เด็กรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการฝึกนั่นเอง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นการเล่นเกม🎮ใช่ไหมคะ ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆได้ด้วยการเล่นเกมพัฒนาความจำค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเกมการ์ด จิ๊กซอว์🧩 เลโก้ จับคู่ภาพเหมือน จนไปถึงการเล่นเกมใบ้คำและทายคำก็สามารถช่วยได้ค่ะวิธีที่ 2️⃣ในวัยที่เริ่มเขียนหนังสือได้ ผู้ปกครองอาจฝึกให้เด็กมีการจดบันทึกอย่างเป็นกิจวัตร📝 ซึ่งอาจทำผ่านรูปแบบการจดบันทึกประจำวันหรือไดอารี่ก็ได้ค่ะวิธีที่ 3️⃣จัดโภชนาการที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านความจำให้เด็ก ไม่ว่าจะเป็นสารอาหารประเภทโคลีน โอเมก้า 3🐠 วิตามินอี ที่ส่งเสริมการพัฒนาระบบประสาทและสมอง🧠ของเด็กโดยตรงค่ะวิธีที่ 4️⃣ควบคุมการพักผ่อนของลูกให้เพียงพอ😴 เนื่องจากช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนนั้นจะเป็นช่วงที่ร่างกายของเด็กได้พักและมีพัฒนาระบบต่างๆของร่างกายรวมไปถึงระบบประสาทและสมองค่ะ

Content Image

ทำยังไงถ้าลูกขาโก่ง

     ภาวะหรืออาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ในเจ้าตัวน้อยหลายคนอย่างอาการ 'ขาโก่ง' 🦵นั้น คงสร้างความลำบากใจให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย ภาวะนี้มีสาเหตุมาจากอะไร เกิดขึ้นแล้วมีความเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเองมากน้อยแค่ไหน ในอนาคตมีโอกาสหายได้เองหรือไม่ ผู้ปกครองสามารถรักษาได้เองหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️รู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนเรียกขาโก่งภาวะขาโก่งนั้นถูกระบุความหมายโดนชัดเจนไว้ว่า เป็นภาวะที่ลักษณะขาท่อนล่าง🦵ของเด็กนั้นมีความงอจนทำมุมกับขาท่อนบน (แม้จะยืนตรงๆ) จนดูเหมือนมีลักษณะบิดออกด้านนอกหรือบิดเข้าด้านใน ภาวะนี้มักพบหรือสังเกตได้ง่ายในเด็กเล็ก👶 ผู้ปกครองส่วนมากมักสังเกตได้ในช่วงที่เจ้าตัวน้อยมีอายุประมาณ 1 ขวบซึ่งเป็นช่วงพึ่งหัดเดิน🚶‍♂️นั่นเอง อาการขาโก่งนั้นไม่ได้🙅‍♀️บ่งบอกว่าลูกของเรากำลังเป็นโรคหรือมีความผิดปกติของร่างกายได้เพียงอย่างเดียว เพราะอันที่จริงแล้วเด็กอาจมีภาวะขาโก่งที่มาจากการเติบโตโดยธรรมชาติได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามวัย แต่ก็มีอาการขาโก่งที่นับว่าเป็นโรคเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นอาการขาโก่งจากการที่เนื้อเยื่อมีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติค่ะอาการขาโก่งแบบธรรมชาติ1️⃣สำหรับเด็กเล็กในช่วง 0-2 ปีแรก🚼 แทบทุกคนนั้นจะมีลักษณะกระดูกขาที่โก่งออกไปภายนอกเป็นปกติค่ะ เพราะเป็นท่าทางเดิมจากตอนที่อยู่ในครรภ์🤰 ประกอบกับเป็นท่าทางที่จะช่วยให้เด็กที่พึ่งเริ่มหัดยืนหรือหัดเดิน สามารถรักษาสมดุลการทรงตัวได้ง่ายที่สุด2️⃣สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาเล็กน้อย👶 มีอายุอยู่ในช่วง 2-5 ปี ขาที่ค่อนข้างโก่งจะบิดกลับมาเข้าด้านในมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้นของอาการขาโก่งโดยธรรมชาติค่ะ3️⃣สำหรับเด็กที่มีอายุมากขึ้น👦 มีช่วงอายุระหว่าง 4-7 ปี คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่าเด็กกลับมามีอาการขาโก่งอีกรอบ แต่รอบนี้เป็นลักษณะโก่งเข้าด้านในเล็กน้อยค่ะ4️⃣สำหรับเด็กที่ค่อนข้างโตแล้ว👨 หรือเด็กที่สามารถเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ได้อย่างเหมาะสม คล่องแคล่ว และมั่นคง ซึ่งก็คือเด็กที่มีอายุในช่วง 7 ปีขึ้นไปนั่นเอง แนวโน้มของขาที่โก่งเข้าไปด้านในจะมีความตรงขึ้น จนลักษณะขาโก่งนั้นหายไป มีท่อนขาที่เป็นแนวตรงในที่สุดค่ะอาการขาโก่งแบบเป็นโรคสังเกตได้อย่างไรวิธีการสังเกตลูกขาโก่งแบบเป็นโรค 👉ตามที่กล่าวไปก่อนหน้าว่า เด็กๆจะหายจากอาการขาโก่งได้เองเมื่อมีอายุประมาณ 7 ปีขึ้นไป แต่อันที่จริงแล้วแนวโน้มของอาการขาโก่งควรจะดีขึ้น พูดง่ายๆคือมันควรจะดูตรงขึ้นตั้งแต่ตอนที่เด็กมีอายุประมาณ 2 ปีค่ะ ดังนั้นหากเจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่👫ไม่มีทีท่าว่าอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเลย อาจเป็นสัญญาณผิดปกติของการเจริญเติบโตในร่างกายเด็กได้ค่ะ👉ปกติแล้วหากเด็กขาโก่งแบบธรรมชาติ ขาควรจะมีลักษณะโก่งเท่ากัน🦵หรือพอๆกันทั้ง 2 ข้าง ดังนั้นหากเจ้าตัวน้อยมีอาการโก่งข้างเดียว หรือโก่งทั้ง 2 ข้างแต่ระดับความโก่งไม่เท่ากันอย่างสังเกตได้ชัดเจน ก็อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของการเจริญเติบโตได้เช่นกันค่ะ👉หากเจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีภาวะขาโก่งร่วมกับภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน🐖 ก็จะมีความเสี่ยงสูงค่ะที่จะเป็นโรคขาโก่งแบบผิดปกติ👉สำหรับเจ้าตัวน้อยบางคนที่เริ่มเดินได้🚶‍♂️เร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะขาโก่งแบบเป็นโรคเช่นเดียวกันค่ะสามารถดัดขาให้หายโก่งด้วยตนเองได้หรือไม่ต้องขอยืนยันว่าไม่ได้และไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ🙅‍♀️ เนื่องจากการดัดขาโดยผู้ที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเชิงกายภาพบำบัดจะก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อเด็ก สร้างอันตรายต่ออวัยวะในร่างกายเด็กได้ ซึ่งอาจร้ายแรงจนถึงกระดูกหัก🦴เลยค่ะ     ในด้านของความเชื่อสมัยก่อนที่ยังส่งต่อมาถึงตอนนี้ อย่างความเชื่อที่ว่า ถ้าให้ลูกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วลูกจะขาโก่ง หรือการอุ้มเด็กในลักษณะเข้าสะเอว🤱จะทำให้เด็กขาโก่งนั้น ณ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนว่าจะทำให้ขาโก่งจริง เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวลนะคะ ตามที่กล่าวไปเลยค่ะ ว่าเมื่อเด็กโตขึ้นอาการขาโก่งก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง แต่หากไม่ดีขึ้นผู้ปกครองควรพาเด็กเข้าตรวจร่างกายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️โดยทันทีค่ะ

Content Image

วิธีรับมือเมื่อทารกมีปัญหาทางด้านสายตา ก่อนจะสายเกินไป!

   คุณผู้อ่านหลายๆท่านอาจเคยทราบมาบ้างว่า หลังจากจากคุณแม่คลอดเจ้าตัวน้อยมาหมาดๆ สายตาของทารกแรกเกิดจะยังไม่พัฒนาเต็มที่ ส่งผลให้ความสามารถในการมองเห็นนั้นไม่เต็มที่เช่นเดียวกัน แต่สายตาของทารกก็จะค่อยๆดึขึ้นเองตามช่วงอายุที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น นั่นแปลว่า หากสายตาของทารกไม่ดีขึ้น หรืออาการแปลกๆของดวงตา👁️ ยกตัวอย่างเช่นตาเหล่ตาเขนั้นไม่ได้หายไปตามช่วงวัย อาจเป็นเรื่องที่น่ากังวลได้ วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงปัญหาสายตาในทารกว่าจะมีปัญหาใดบ้าง หากเด็กๆในครอบครัวมีอาการเข้าข่ายควรทำอย่างไร เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปัญหาที่เกิดได้ในทารกช่วงอายุ 0-2 ปีปัญหาตาเหล่หรือตาเข ดวงตาสองข้างทำงานไม่สอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน โดยปกติแล้วปัญหานี้เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทารกแรกเกิดที่มีอายุไม่เกิน 4 เดือน👶 หากเกินแล้วยังไม่หายถือเป็นสัญญาณที่ผิดปกติค่ะน้ำตาเอ่อบนดวงตา โดยปกติแล้ว เด็กทารกจะสามารถผลิตน้ำตาได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 เดือน แต่ปริมาณน้ำตาที่ผลิตได้ก็ไม่ควรที่จะมากเกินไป หากมีน้ำตาเอ่อเหมือนคนกำลังจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลาบริเวณดวงตา😢 ก็อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติได้ค่ะภายในดวงตามีลักษณะผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการที่ทารกมีจุดขาวจุดดำ จนไปถึงจุดห้อเลือด🩸ภายในดวงตา หรือการที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ว่าบริเวณตาดำกินพื้นที่มากกว่าบริเวณตาขาวมากกว่าคนปกติการที่หนังตาตกทั้งข้างเดียวหรือสองข้าง อาจเป็นสัญญาณของโรคตาล้าหรือตาขี้เกียจได้ค่ะ😵‍💫เมื่อเด็กมีอายุได้ประมาณ 3 เดือนแล้วยังไม่สามารถมองตามวัตถุหรือคุณพ่อคุณแม่ได้ จนไปถึงดวงตาไม่ไวต่อแสง☀️ เกิดแสงสว่างวาบแล้วทารกไม่ปิดตาตามในเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะดาวน์ซินโดรม มักมีความผิดปกติของค่าสายตาตั้งแต่ยังยังเป็นทารกปัญหาที่เกิดได้ในทารกอายุ 2-5 ปีตาเหล่ตาเข🥴 ดวงตาทั้งสองข้างไม่ทำงานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกันแน่นอนว่าหากเกิดปัญหาเกี่ยวกับสายตา ทำให้เด็กใช้สายตาไม่ได้เต็มที่ พัฒนาการทางด้านการมองเห็นก็อาจจะล่าช้า ส่งผลให้พัฒนาการทางด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องกันล่าช้าตาม ยกตัวอย่างเช่นพัฒนาการทางด้านการจดจำ🧠 การเลียนแบบ การเคลื่อนไหว เนื่องจากดวงตาไม่สามารถรับภาพเพื่อส่งต่อให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ได้เด็กไม่สามารถมองตรงๆได้ ต้องเอียงคอเวลามอง🧐เด็กมีอาการคันตา ตาแดง ห้อเลือด ระคายเคืองตา ทำให้ขยี้ตาบ่อยหรือกะพริบตามากผิดปกติ😉 มีขี้ตาเกาะบริเวณรอบเวงตามากในช่วงวัยนี้ เด็กที่มีคุณพ่อคุณแม่หรือมีประวัติรอบตัวเป็นคนสายตาสั้นมากๆ มีโอกาสที่ค่าสายตาเด็กจะเริ่มมีปัญหาได้ตั้งแต่ช่วงวัยนี้เด็กบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะหนักมาก🤕 เมื่อต้องใช้สายตา ทั้งๆที่ไม่ได้ใช้สายตาหนักโรคที่ยอดฮิตอย่าง “ตาขี้เกียจ” (Lazy eye)        หากดูจากโรคแล้วเราอาจเดาอาการของโรคได้ค่อนข้างยาก โรคตาขี้เกียจนั้นไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยขี้เกียจใช้สายตาหรือลืมตาขึ้นมามองสิ่งรอบตัว แต่เป็นโรคที่เกิดจากการที่ดวงตาแต่ละข้างของผู้ป่วย มีความสามารถในการรับแสงและทำให้เกิดการหักเหของแสงไม่เท่ากัน นั่นทำให้ความสามารถในการรับภาพของตาแต่ละข้างไม่เท่ากันค่ะ ปกติแล้วเราไม่สามารใช้ชีวิตด้วยการมองด้วยตาข้างเดียวได้👁️ เมื่อตาข้างหนึ่งมองเห็นได้ปกติแต่อีกข้างนั้นขุ่นมัวจึงก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กในอนาคตได้ค่ะคำถามคือ แล้วควรทำอย่างไรหากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะตาขี้เกียจ😵‍💫 แน่นอนว่าเด็กควรได้รับการดูแลรักษาจากจักษุแพทย์อย่างเร็วที่สุดค่ะ ช่วงอายุที่เมื่อได้รับการรักษาแล้วมีโอกาสหายดี ส่งผลต่ออนาคตของเด็กได้น้อยคือช่วงอายุไม่เกิน 8 ขวบค่ะหากได้รับการรักษาช้านั้น ตาของเด็กก็อาจจะพร่ามัว😵 แม้ในอนาคตจะรักษาให้ดีขึ้นได้แต่ก็อาจไม่กลับมามีความสามารถในการมองเห็นเท่าคนปกติ 100% อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ความสามารถในการมองเห็นจะลดลงไปเรื่อยๆหรือไม่สามารถรักษาได้โดยถาวรค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าปัญหาสุขภาพดวงตา👁️ของเจ้าตัวน้อยนั้นมีค่อนข้างหลากหลายไม่แพ้พวกเราในวัยผู้ใหญ่เลย ทางที่ดีควรหมั่นสังเกตพัฒนาการการมองเห็นของเด็ก และพาเด็กๆไปตรวจค่าสายตาเป็นประจำ เหมือนที่พวกเราในวัยผู้ใหญ่มีการตรวจสุขภาพประจำปีกัน หากมีรอยโรคหรือสัญญาณผิดปกติของดวงตา แพทย์จะได้ช่วยวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงทีค่ะ

Content Image

ควรแยกห้องนอนให้ลูกหรือไม่

     สำหรับครอบครัว👨‍👩‍👧ที่มีพื้นที่ในบ้านเพียงพอที่จะจัดห้องใหม่อีกหนึ่งห้อง เป็นห้องนอนหรือห้องส่วนตัวขอเจ้าตัวน้อยโดยเฉพาะ อาจกำลังกังวลว่าจริงๆแล้วควรให้ห้องส่วนตัวกับลูกหรือไม่ หากตัดสินใจว่าจะให้ควรแยกห้องนอน🛌กับลูกตอนไหนดี และควรจัดห้องนอนของเด็กๆอย่างไร บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านมาดูเกี่ยวกับความจำเป็นในการแยกห้องนอนกับลูก และข้อดีข้อเสียของการแยกห้องนอนกัน เราไปเริ่มพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️การแยกห้องนอนเป็นสิ่งจำเป็นไหม ถ้าแยกควรแยกตอนไหนดี?    ต้องบอกว่าเป็นประเด็นทางเลือกแล้วกันค่ะ ผู้ปกครองที่มีพื้นที่ในบ้าน🏡ก็สามารถแยกได้ หรือจะไม่แยกก็ได้ แต่ในกรณีที่ผู้ปกครองไม่มีพื้นที่เหลือในบ้านเพื่อเอาไปทำเป็นห้องนอนได้แล้ว การแยกห้องนอน🛌ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถนอนรวมกันกับเจ้าตัวน้อยได้ตามสะดวกเลยค่ะ หากตัดสินใจว่าจะแยกห้อง ควรเริ่มเมื่อทารกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไปค่ะ เหตุผลเพราะในช่วงสามเดือนแรก เด็กๆจะยังต้องการดื่มนมแม่บ่อยๆ หากแยกกันนอนก็จะไม่สะดวกเวลาให้นม และเด็กเล็กยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหลับ😴ไม่ตื่นในทารกอีกด้วย ซึ่งก็คือการที่ทารกนอนหลับและเสียชีวิต💀ไปเลยนั่นเองค่ะ🩷ข้อดีของการนอนห้องเดียวกับลูก✨ข้อดีที่เป็นรูปธรรมที่สุดข้อแรกก็คือ หากทารกกำลังมีภาวะหลับไม่ตื่น คุณพ่อคุณแม่จะสามารถให้ความช่วยเหลือ🤗ได้อย่างทันท่วงทีค่ะ✨ลูกมีแนวโน้มจะนอนหลับได้ดีและหลับสนิท😴กว่าการนอนคนเดียว เพราะการที่เด็กมีผู้ปกครองอยู่ห้องเดียวกันหรืออยู่เตียงเดียวกัน จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยค่ะ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพัน💞ระหว่างเด็กกับผู้ปกครองด้วยค่ะ✨อันตรายต่างๆที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นน้อยลง เพราะมีผู้ปกครอง👨‍👩‍👧ที่อยู่ห้องเดียวกันหรืออยู่บนเตียงด้วยกันคอยดูแลค่ะ✨ในเด็กที่โตขึ้นมาอยู่ในวัยที่พอจะสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว หากนอนห้องเดียวกันหรือเตียงเดียวกันก็จะมีโอกาสได้พูดคุย🗣️กันก่อนนอน เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านการสื่อสารให้เด็ก และทำให้เด็กไว้ใจเชื่อใจคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ผู้ปกครองจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็กค่ะ💕ข้อดีของการแยกห้องนอนกับลูก✨อันที่จริงแล้วเมื่อเด็กๆโตขึ้น ความต้องการในการที่จะมีพื้นที่ส่วนตัวหรือข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว👛ก็จะเริ่มเพิ่มขึ้น การแยกห้องนอนให้เจ้าตัวน้อยตั้งแต่ยังเด็กๆจึงค่อนข้างตอบโจทย์ความต้องการของเด็กที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ค่ะ และยิ่งเริ่มแยกเร็วเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่ควรต่ำกว่าช่วงอายุ 6 เดือน) เด็กๆก็จะสามารถปรับตัวกับการอยู่คนเดียวได้รวดเร็วมากขึ้น มีอาการงอแง😭หรือติดคุณพ่อคุณแม่น้อยลงค่ะ✨ทำให้เด็กนอนหลับพักผ่อนได้สนิท💤 เพราะไม่มีคุณพ่อคุณแม่ทำเสียงดังรบกวนตอนนอนอย่างไม่ได้ตั้งใจ และป้องกันการที่คุณพ่อคุณแม่จะกลิ้งทับลูกสำหรับครอบครัวที่นอนเตียงเดียวกันด้วยค่ะ✨หากคุณพ่อคุณแม่มีเหตุจำเป็นต้องฝากเด็กๆไว้กับพี่เลี้ยง👩‍💼 หรือต้องไปนอนบ้านอื่น เด็กจะสามารถหลับได้ง่ายกว่าเด็กที่นอนกับคุณพ่อคุณแม่ตลอดค่ะควรเริ่มต้นอย่างไรหากจะแยกห้องนอนกับลูก👉ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่นอนเตียงเดียวกันกับทารกมาก่อน อาจเริ่มต้นจากการแยกเตียงแต่ยังอยู่ภายในห้องเดียวกันได้ค่ะ เพื่อให้ทารกคุ้นชินกับการที่ไม่ต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ปกครองมาก แต่ยังรับรู้ว่ามีผู้ปกครองอยู่ใกล้ๆให้รู้สึกปลอดภัย🤗 เมื่อแยกเตียงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับท่านอนของลูก ควรจัดให้ลูกนอนหงาย อย่าจัดให้ลูกนอนคว่ำโดยเด็กขาดเพราะเด็กอาจขาดอากาศหายใจ🤢และถึงแก่ชีวิตได้👉เลือกฟูกคุณภาพดีให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่แยกเตียงหรือแยกห้องนอนควรเป็นฟูก🧽ที่มีความแข็งเล็กน้อย ไม่อ่อนยวบ ผ้าปูเรียบตึงไม่หลุดรุ่ยง่าย ป้องกันการที่ผ้าปูที่นอนอาจหลุดมาปิดจมูก👃ของเด็กระหว่างนอนหลับ ไม่ควรมีสิ่งของอื่นๆอยู่บนฟูก และห้ามให้เด็กนอนบนอะไรก็ตามที่มีซอกมีหลืบและอ่อนนุ่ม เพราะเด็กอาจเข้าไปติดบริเวณซอกเหล่านั้นแล้วเกิดอาการหายใจลำบากได้👉อธิบายข้อดีของห้องนอนส่วนตัวให้ลูกฟัง เมื่อเตรียมห้องนอนแยกให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ควรพูดถึงข้อดีของห้องนอนส่วนตัวให้เจ้าตัวน้อยฟัง ให้เขารู้สึกตื่นเต้น🤩ที่จะมีห้องของตนเอง และควรเป็นห้องที่ไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์📱 เพราะเด็กอาจเล่นก่อนนอนและรบกวนคุณภาพการนอนของเด็กได้ค่ะ👉หาตุ๊กตาคู่ใจหรือหมอนข้างให้ลูกนอนกอดในช่วงแรกๆของการแยกห้องนอน เป็นธรรมดาที่เจ้าตัวน้อยจะหลับได้ยาก สามารถแก้ปัญหาโดยการให้เด็กมีตุ๊กตาคู่ใจ🧸หรือหมอนข้างให้เขานอนกอด ก่อนนอนผู้ปกครองอาจเข้าไปอยู่ด้วยเพื่อทำกิจกรรมส่งเข้านอนในช่วงเวลาสั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นการเล่านิทาน📖 ก็จะทำให้เด็กๆสามารถหลับได้ง่ายขึ้น จากนั้นผู้ปกครองจึงค่อยๆออกจากห้องมาเบาๆค่ะ👉ชื่นชมลูกเสมอ เมื่อแต่ละคืนผ่านไป เจ้าตัวน้อยสามารถแยกห้องนอนกับคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างราบรื่น ผู้ปกครองควรชื่นชมเขาเสมอ👏 เพื่อให้เขารู้สึกว่าตนเองสามารถนอนคนเดียวได้ดีค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าทั้งการนอนห้องเดียวกับลูกและการแยกห้องนอนกับลูก ก็มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกพิจารณาข้อดีข้อเสียของการนอนในแต่ละแบบ และปรับใช้ตามความเหมาะสมกับลักษณะบ้าน🏡และครอบครัว👨‍👩‍👧ของทุกท่านได้เลยค่ะ

Content Image

อุแง๊!! ปลอบหนูหน่อย

เมื่อลูกน้อยร้องดังขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต่างรีบร้อนเข้าไปปลอบประโลม หรือ พาลูกน้อยไปดูสิ่งต่างๆ แต่บางครั้งลูกน้อยก็ยังไม่หยุดร้อง ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีปลอบลูกน้อยมาฝากกันค่ะ วิธีหยุดลูกร้องไห้งอแง✨ร้องเพลงกล่อมเด็กการร้องเพลงกล่อมเด็ก🎵จะช่วยให้ทารกสงบลงได้อย่างไม่คาดคิดเลยค่ะ เมื่อทารกได้ฟังเสียงคุณแม่อันคุ้นเคย พร้อมกับฟังทำนองเพลง ก็จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสงบลงได้✨การนวดการนวดเบาๆ ตามร่างกายของลูก จะช่วยคลายเครียดและจะช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอลลง (ฮอร์โมนคอร์ติซอลเป็นตัวทำให้เกิดความเครียดในเด็กนั่นเองค่ะ)✨ยืดกล้ามเนื้อลองจับลูกนอนหงายและทำท่าปั่นจักรยาน🦵อากาศดู โดยยกปลายเท้าของลูกและทำท่าหมุนเหมือนปั่นจักรยาน วิธีนี้จะช่วยไล่ลมในท้องของลูกเมื่อลูกมีอาการปวดท้องจากการมีแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะ วิธีอื่นๆ✨กอดลูกไว้แนบอกบ่อยครั้งที่เมื่อทารกร้องไห้😭 แล้วคุณแม่อุ้มมากอดลูกไว้แนบกับอก ก็จะทำให้ทารกหยุดร้องทันที เพราะทารกรู้สึกถึงความปลอดภัย เหมือนตอนที่เคยอยู่ในครรภ์ของมารดานั่นเอง✨เอาของเล่นกรุ๊งกริ๊งมาล่อทารกจะชอบเสียงกรุ๊งกริ๊งและอะไรก็ตามที่มีประกายแวววับ ดังนั้นเมื่อลูกร้องอาจลองนำของเล่นหรือของที่มีเสียงหรือลวดลายต่างๆมาเบี่ยงเบนความสนใจของลูกดูค่ะ✨การเคลื่อนไหวไปมาการพาลูกน้อยโยกไปมา หรือเดินไปมา🚶 พาไปดูสิ่งต่างๆรอบบ้านก็จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของลูกได้และทำให้ลูกสงบได้อย่างรวดเร็วลองวิธีนี้ดูนะคะ ✨ พาลูกไปดูธรรมชาติเมื่อลูกร้องไห้โยเยลองพาลูกไปสูดอากาศข้างนอกดู🌳 การที่ลูกได้ชมวิว สูดดมกลิ่นธรรมชาติ จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศเดิมๆที่อยู่แต่ในบ้าน อาจช่วยให้ลูกหยุดร้องและสนใจสิ่งต่างๆรอบตัวค่ะ✨ตรวจสอบหากระหว่างให้นมแล้วลูกร้องไห้ ลองตรวจสอบว่ามีสิ่งแปลดปลอมอยู่ในน้ำนม🥛หรือไม่ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงของรสชาติ หรือ มีสิ่งแปลกปลอมลูกน้อยก็จะร้องส่งสัญญาณทันทีค่ะ✨อุ้มแกว่งไปมาเบาๆการอุ้มลูกและแกว่งไปมาเบาๆ จะช่วยให้ลูกเคลิ้มและหลับได้ง่ายนะคะ โดยจะต้องอุ้มในที่ที่ไม่มีเสียงดังและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยในการนอนค่ะ เมื่อลูกเคลิ้มหลับ💤แล้วก็สามารถวางลูกลงบนเตียงได้เลยค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นลูกน้อยไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ ดังนั้นคุณแม่ควรพิจารณาวิธีต่างๆข้างต้นเพื่อปลอบให้เหมาะสมกันไปในแต่ละโอกาสนะคะ 

Content Image

ควรหย่านมตอนไหนดี?

โดยปกติแล้วคุณแม่ควรจะให้นมแม่กับลูกน้อยเพียงอย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน จากนั้นค่อยๆ เสริมให้รับประทานอาหารอื่นควบคู่กันไปกับการดื่มนมไปด้วยจนถึงอายุ 1-2 ปี หรืออาจนานกว่านั้น แต่ก็มีบางคนที่หย่านมก่อนอายุ 6 เดือน เราจะมาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้หย่านม และมีวิธีการที่จะให้ลูกหย่านมอย่างไรบ้างค่ะ  ปัจจัยที่ทำให้หย่านม?✨คุณแม่นมไม่เพียงพอในบางรายคุณแม่อาจมีน้ำนมไม่เพียงพอให้ลูก หรือ มีอาการเจ็บหัวนมขณะให้นมลูก โดยสองสิ่งนี้คุณแม่สามารถปรึกษากับคุณหมอ👩‍⚕️และหาวิธีแก้ไขได้ค่ะ ✨คุณแม่จะต้องกลับไปทำงานในบางรายคุณแม่จะต้องทำงานทำให้ไม่มีเวลาป้อนนมลูก แต่จริงๆแล้วคุณแม่สามารถปั๊มนมสำรองเอาไว้🍼และฝากให้คนอื่นป้อนให้ได้✨ลูกน้อยให้ความสนใจอาหารอย่างอื่นหรือในบางราย ลูกน้อยกลับมีความสนใจอาหารอย่างอื่น🍲มากกว่าการดื่มนมจากเต้า ทำให้หย่านมไววิธีการหย่านมลูก✨ลดความถี่และเวลาในการให้นมจากเต้าค่อยๆลดความถี่ในการให้นมจากเต้าลงแล้วลองเปลี่ยนให้ลูกดื่มนมจากขวดหรือจากแก้ว🥛ดูค่ะ โดยอาจลดลงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เป็นอาทิตย์ละ 2 ครั้ง แล้วลดจำนวนไปเรื่อยๆ รวมถึงลดเวลาการให้นม เช่นจาก 15 นาที เหลือ 10 นาทีและค่อยๆลดลงจนกว่าจะหย่านม กินนมขวด🍼แทน เมื่อลูกน้อยดื่มจากเต้าน้อยลง เต้านมของคุณแม่ก็จะผลิตนมน้อยลงเช่นกันค่ะ ✨ใกล้ชิดกับลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่อยู่กับลูกให้มาก พยายามแสดงให้ลูกรู้ว่าแม้จะหย่านมแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของคุณพ่อคุณแม่เหินห่างขึ้น👪วิธีฝึกให้ดูดนมจากขวด✨ป้อนก่อนเวลาที่เคยก่อนอื่นเลยคือคุณแม่ต้องป้อนนมด้วยขวดนมก่อนถึงเวลาที่ลูกเคยกินนมจากเต้าประมาณ 15 นาที🕐 หรือก่อนที่ลูกจะใกล้ตื่น โดยหากลูกขยับปากเหมือนจะตื่นก็ลองๆให้ลูกทานจากขวดนมดูค่ะ ✨ไม่ควรเสนอนมขวดเมื่อลูกหิวจัดตอนที่ลูกร้องไห้หิวนม ควรหลีกเลี่ยงการให้นมแม่จากขวด เพราะจะยิ่งทำให้ลูกหงุดหงิดและปฏิเสธการกินนมแม่จากขวด😤✨ลองให้คนอื่นป้อนแทนคุณแม่อาจลองใช้วิธีให้คนอื่นป้อนนมแทน อาจเป็นคุณพ่อก็ได้ค่ะ โดยคุณแม่จะต้องอยู่ห่างๆ เพราะแม้ว่าลูกจะมองไม่เห็นแต่เขาสามารถได้กลิ่นและอาจไม่ยอมกินนมจากขวดได้นั่นเองค่ะ โดยให้คุณพ่อ👨เปลี่ยนท่าอุ้มให้ต่างจากที่คุณแม่เคยอุ้มให้นมเป็นประจำ เพราะลูกจะจำได้ว่าท่านี้จะต้องได้ดูนมจากเต้า อาจให้ลูกนอนในเปลแทนก็ได้ค่ะ✨ลองเปลี่ยนจุกนมคุณแม่อาจลองเปลี่ยนจุกนม🍼หลาย ๆ แบบ เพื่อดูว่าลูกชอบจุกนมแบบไหน ลองเลือกจุกนมที่มีลักษะคล้ายหัวนมของแม่ พยายามเลือกจุกนมที่มีลักษณะนิ่มและยืดหยุ่นก็จะทำให้ลูกเปลี่ยนมาดูดนมจากขวดได้ง่ายขึ้นค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมหย่านมแม่✨กำลังไม่สบายลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่อาจกำลังไม่สบายจากการเป็นหวัด หรือมีไข้ โดยเมื่อไม่สบายลูกจะต้องการดื่มนมจากเต้า🍼ของคุณแม่เพราะลูกจะรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นขณะดื่มนมจากเต้านั่นเองค่ะ✨อยู่ในช่วงปรับตัวลูกน้อยอาจกำลังปรับตัวจากการเปลี่ยนมาดื่มนมจากขวด หรือ นมจากแก้ว🥛คุณพ่อคุณแม่ลองค่อยๆ สังเกตลูกดูและค่อยเป็นค่อยไปในการหย่านมรู้อย่างนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่👪ก็อาจจะต้องใจเย็นๆ และค่อยๆให้ลูกหย่านมจากเต้า แล้วเปลี่ยนมารับประทานนมจากขวด หรือจากแก้วกันแบบไม่ต้องเร่งรีบนะคะ 

Content Image

3 เคล็ดลับง่ายๆในการเลือกแปรงสีฟันให้เหมาะกับเด็กแต่ละวัย ไปดูกัน!

     คุณแม่ควรเลือกแปรงสีฟันที่พอดีกับช่องปากลูกและเลือกแปรงที่มีขนาดด้ามจับที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กๆ สามารถจับถือใช้งานได้ง่ายและปลอดภัย นอกจากนี้คุณแม่อย่าลืมคำนึงถึงเคล็ดลับการเลือกขนาดของแปรงสีฟันใหเหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยด้วยนะคะ ซึ่งทางเรามีคำตอบมาให้คุณแม่แล้วค่ะ💁‍♀️ การเลือกแปรงสีฟันให้เหมาะสมกับเด็กเล็ก ควรเลือกแบบนี้!อย่างที่คุณแม่ทราบกันไปแล้วว่าการเลือกแปรงสีฟันสำหรับเด็กอาจจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น อายุ ความสามารถ สุขภาพช่องปากของลูกน้อย👄 สีสัน ลวดลาย เป็นต้น และหนึ่งในนั้นก็คือ การใช้ช่วงอายุของพวกเขาเป็นหลักเกณฑ์สำหรับการเลือกแปรงสีฟันที่เหมาะสม ควรเลือกแบบนี้นะคะ  ✨เด็กทารก (Babies)สำหรับแปรงสีฟันของทารก👶 เริ่มแรกคุณแม่อาจใช้เพียงแค่ผ้านุ่มๆ ชุบน้ำหมาดๆ มาทำความสะอาดเหงือกของเด็กๆ ก่อนที่ฟันของพวกเขาจะขึ้น หลังจากที่ลูกเริ่มมีฟันซี่แรกงอกมา คุณแม่สามารถเลือกใช้แปรงสีฟันที่มีสีสันสดใส มีหัวแปรงขนาดเล็ก เพราะหัวแปรงขนาดเล็กจะช่วยให้คุณแม่สามารถสอดแปรงเข้าปากและทำความสะอาดช่องปากของทารกได้พอดี  ✨เด็กวัยหัดเดิน (Toddlers)แปรงสีฟันสำหรับเด็กวัยหัดเดิน เน้นเป็นแปรงที่มีสีสันสดใส เพื่อกระตุ้นให้เด็ก ๆ อยากแปรงฟันมากขึ้น🥳 และคุณแม่ควรเลือกแปรงสีฟันที่มีหัวแปรงขนาดเล็ก มีด้ามจับขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการจับของเด็กๆ วัยหัดเดิน อีกทั้งยังช่วยให้เด็กๆ สามารถฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างข้อมือ✊ได้อีกด้วยค่ะ และสำหรับเด็กที่โตขึ้นมา ควรเลือกแบบนี้✨เด็กๆ ที่มีอายุ 5 ถึง 8 ปี (Age 5 to 8) เด็กๆ ที่มีอายุ 5 ถึง 8 ปี สามารถแปรงฟัน🪥ด้วยตนเองแล้ว แต่ในบางครั้งคุณแม่อาจจะต้องคอยยืนกำกับดูแลอยู่บ้าง ซึ่งแปรงสีฟันสำหรับเด็กๆ ในช่วงอายุนี้จะมีรูปแบบค่อนข้างคล้ายกับแปรงสีฟันสำหรับผู้ใหญ่ แต่คุณแม่ควรเลือกแบบที่มีหัวแปรงขนาดเล็กและมีส่วนของด้ามจับที่บางกว่าแปรงสีฟันของเด็กวัยหัดเดิน  เนื่องจากเด็กๆ มีความคล่องแคล่วในการใช้งานมากขึ้นแล้วนั่นเองค่ะ ✨เด็กๆ ช่วงก่อนวัยรุ่น (Preadolescence)เด็กๆ ในช่วงวัยนี้ คือ เด็ก👦ที่มีอายุ 8 ปีขึ้นไปที่สามารถแปรงฟันได้ด้วยตัวเองกันแล้ว ดังนั้น เด็กวัยนี้สามารถใช้แปรงสีฟันของของผู้ใหญ่ได้เลยนะคะ แต่ก็ควรต้องมีขนาดของหัวแปรงจะบางกว่าของผู้ใหญ่ เพื่อให้เหมาะกับสรีระรูปปากของเด็กค่ะ     ถึงตอนนี้คุณแม่ก็สามารถเลือกแปรงสีฟัน🪥ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัยแล้วนะคะ แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้มีเพียงแค่ขนาดที่สำคัญ สีสัน หรือวัสดุที่นำมาใช้ในการผลิตแปรงสีฟันก็จำเป็นต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกันนะคะ และแปรงสีฟันไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเด็กๆ แต่ขอแนะนำให้คุณแม่ปรึกษากับทันตแพทย์🧑‍⚕️เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกแปรงสีฟันไฟฟ้ามาให้เด็กๆ ใช้กันนะคะ 

Content Image

วาดรูปมีประโยชน์อย่างไร?

การวาดรูปเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกทำให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์และยังเป็นกิจกรรมที่ทำให้ลูกได้มีเวลาร่วมกันกับคุณพ่อคุณแม่ซึ่งการวาดรูปนั้นมีข้อดีอะไรอีกบ้างเราไปดูกันเลยค่ะมารู้จักการวาดรูปให้มากกว่านี้กันเถอะ การวาดรูปคือ?การวาดรูป🎨 หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์และจิตนาการออกมาเป็นรูปภาพ โดยอาจจะวาดลงบนกระดาษธรรมดา หรือ ผ้า หรือของสิ่งอื่นๆ ซึ่งการวาดของแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันออกไป นักวาดศิลปินบางคนก็จะมีลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์🖌️ และหากมีความสามารถก็จะสามารถนำผลงานไปขายได้ทำไมถึงควรวาดรูปกับลูกทุกๆวันนอกจากจะเป็นการใช้เวลาว่างให้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความสนิทสนมภายในครอบครัว ซึ่งหากลูกชอบวาดรูป🎨ก็สามารถชวนมาวาดได้บ่อยๆค่ะสามารถช่วยเหลือลูกได้ดังนี้ประคองมือของลูกหากลูกยังเล็กสามารถช่วยประคองมือ✋ของลูกเพื่อส่งเสริมพัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็กของลูก เมื่อวาดรูปลูกจะได้เรียนรู้การจับดินสอ🖌️ และเรียนรู้การเคลื่อนไหว ซึ่งในการจับดินสออาจมีการจับไม่ถนัดมือ ซึ่งเราสามารถช่วยประคองให้ลูกจับให้ถูกวิธีได้แต่อย่าช่วยตลอดนะคะ ให้ช่วยประคองเพียงบางครั้งก็พอ เพื่อให้ลูกได้ฝึกการจับด้วยตนเองค่ะ จุดประกายศิลปินในตัวการวาดรูป🎨 จะทำให้เด็กๆได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และหากเด็กคนไหนที่มีพรสวรรค์ มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี วาดรูปเก่ง ก็จะสามารถวาดรูปภาพ🖼️ออกมาได้มากมาย ซึ่งหากปลูกฝังลูกตั้งแต่เล็ก ลูกก็จะชอบศิลปะ และหากพบว่าลูกมีความถนัดในด้านนี้เราก็จะสามารถสนับสนุนลูกได้อย่างเต็มที่ซึ่งแรกๆลูกอาจจะวาดไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ แต่หากได้ฝึกวาดไปเรื่อยๆ🖌️ ลูกก็จะค่อยๆเก่งมากขึ้นเองค่ะส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้ฝึกให้ลูกเรียนรู้เด็กแต่ละคนมีความสามารถและความถนัดที่แตกต่างกัน เด็กบางคนถนัดในการมองภาพ มองแผนผัง🖼️ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกเกิดไอเดียได้ โดยอาจให้ลูกวาดเกี่ยวกับการ์ตูน อาหาร หรือของเล่นที่ชอบ หรืออาจจะเป็นสถานที่ที่ลูกเคยไป หรืออาจฝึกภาษาไปพร้อมๆกับการวาดรูป🎨ก็ได้ค่ะ การวาดรูปเป็นการสื่ออารมณ์และความคิดหากลูกพูดน้อย สื่อสารทางคำพูดไม่ค่อยเก่ง คุณพ่อคุณแม่อาจกระตุ้นให้น้องๆ แสดงออกผ่านทางภาพวาดได้ ซึ่งสังเกตได้ว่าลูกวาด🎨อะไร ใช้ลายเส้นแบบไหน เพราะภาพที่วาดออกมามักจะสะท้อนอารมณ์🙂 ความรู้สึก และความคิดของคนเรานั่นเองค่ะ หากไม่สามารถบอกได้ว่าภาพวาดสื่ออะไร ก็อาจจะต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาคำตอบค่ะ ร่วมทำกิจกรรมกับลูกลองสร้างสรรค์บนสิ่งของอื่นๆดูคุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกวาด🎨ลงบนอย่างอื่นที่ไม่ใช่กระดาษก็ได้ เช่นวาดภาพที่สามารถนำไปประดับบนผลังบ้าน ออกแบบและใช้ไอเดียจากความคิดสร้างสรรค์ อาจวาดลงบนของต่างๆ เช่น แก้ว จาน หรือของอื่นๆ🍶 ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยได้ในบางขั้นตอนแต่ควรให้ลูกได้แสดงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของตนเองค่ะ ฝึกความรับผิดชอบหากลูกอยู่ในวัยที่กำลังเตรียมเข้าโรงเรียนและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบได้ โดยอาจจะให้จัดกระเป๋า เก็บจาน กวาดบ้านง่ายๆ ซึ่งเมื่อลูกวาดรูป🎨 หรือ สร้างสรรค์ศิลปะเสร็จแล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถบอกให้ลูกเก็บอุปกรณ์วาดรูป จานสี และทำความสะอาดพื้นที่เพื่อฝึกให้ลูกทำอะไรเองตั้งแต่เนิ่นๆค่ะ ให้มีสมาธิมากขึ้น เด็กบางคนมีสมาธิสั้น ดื้อและซน ซึ่งเราสามารถชวนลูดมาวาดรูปได้🖌️ เพราะการวาดรูป🎨จะเป็นการฝึกให้ลูกได้ใช้สมาธิจดจ่อ ทำให้เด็กที่จดจ่อกับอะไรนานๆไม่ค่อยได้ได้รับการฝึกให้มีสมาธิกับการวาดเส้นและระบายสีนั่นเองค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.