Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ10-12 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

👉 List บทความ10-12 เดือน

Content Image

รู้หรือไม่? ต้มขวดนมก่อนใช้ อันตรายสุดๆ!

หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่าการที่คุณพ่อคุณแม่ต้มขวดนมให้เจ้าตัวเล็กเพื่อความสะอาดนั้นความจริงแล้วกลับกลายเป็นทำไมมีไมโครพลาสติกหลุดออกมามาก! และที่น่าตกใจคือไมโครพลาสติกเหล่านั้นสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ด้วยไมโครพลาสติกอันตรายใกล้ตัวไมโครพลาสติกในขวดนมโดยเรื่องนี้มีการวิจัยโดยนักวิจัยในต่างประเทศ พบไมโครพลาสติกรั่วจากขวดนม🍼เมื่อนำขวดนมทารกไปต้มก่อนใช้งาน ซึ่ง มักเป็นพฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่มักจะทำเพื่อหวังว่าขวดน้ำที่ให้ลูกใช้จะสะอาด โดยที่ไม่รู้เลยว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ลูกน้อยอาจต้องรับไมโครพลาสติกในปริมาณมาก และอาจมากถึง 1.6 ล้านอนุภาคต่อวันเลยทีเดียว😨ซึ่งภายในปีหลังๆมานี้ผู้คนทั่วโลกก็ตื่นตกใจกับข่าวที่ว่าไมโครพลาสติดสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ ทุกเพศทุกวัย ซึ่งสามารถผ่านได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นจากอากาศที่เราหายใจ จากขวดน้ำ จากน้ำประปา🚰 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารทะเลและอื่นๆ โดยนักวิจัยได้ออกมากล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่เมื่อนำขวดนมไปฆ่าเชื้อก็มีความเป็นไปได้ที่ขวดนมจะปล่อยไมโครพลาสติกออกมา ซึ่งนักวิจัยได้ทดลองนำขวดนมทารกมาหาไมโครพลาสติก โดยแช่ในน้ำร้อนที่ร้อนถึง 90 องศา🌡️ หลังจากนั้นก็ชงนมผงในน้ำร้อน 70 องศา ซึ่งผลพบว่ามีไมโครพลาสติกออกมาเป็นจำนวนมาก และยังมีขนาดเล็กมากๆอีกด้วยเปลี่ยนวิธีการล้างขวดนมอย่างไรดี?เมื่อทราบถึงความอันตรายของไมโครพลาสติกแล้วเราก็มาดูถึงวิธีการรับมือกันดีกว่าคะ ซึ่งนักวิจัยได้ให้การแนะนำในการดูแลรักษาขวดนม🍼  และการชงนมอย่างปลอดภัยจากไมโครพลาสติกได้ดังนี้ วิธีการทำความสะอาดขวดนมแบบปลอดไมโครพลาสติก✨หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการจะฆ่าเชื้อขวดนมด้วยความร้อนให้ต้มในภาชนะที่ไม่ใช่พลาสติกอย่างสเตนเลสหรือแก้ว✨เมื่อต้มเสร็จแล้วให้นำขวดนมไปล้างน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้องอย่างน้อย 3 ครั้งเพื่อขจัดไมโครพลาสติกออกไป✨เตรียมนมแม่หรือนมผงตามปกติวิธีการชงนมผงแบบปลอดไมโครพลาสติก✨ให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมน้ำต้มสุกใส่ในภาชนะที่เป็นแก้วหรืออื่นๆที่ไม่ใช่พลาสติก✨จากนั้นให้ผสมนมผงลงกับน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 70 องศาเซลเซียส✨รอให้นมเย็นลงจนถึงอุณหภูมิห้องแล้สจึงเทลงในขวดนม เพื่อป้องกันการหลุดออกมาไมไมโครพลาสติก✨รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเขย่ขวดนมแรงๆ หรือ นำนมที่ใส่ลงในขวดนมไปแล้วมาอุ่นซ้ำเพราะอาจทำให้ไมโครพลาสติกปนเปื้อนออกมาได้ค่ะ✨เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบถึงความอันตรายของไมโครพลาสติกแล้วก็อย่าลืมนำข้อแนะนำของนักวิจัยไปปฏิบัติตามกันได้นะคะ 

Content Image

ทารกต้องตรวจสุขภาพอะไรบ้าง?

การพาลูกไปตรวจสุขภาพเมื่ออยู่ในวัยทารกเป็นเรื่องที่สำคัญและไม่ควรละเลย เพราะวัยทารกเป็นวัยที่ยังไม่สามารถบอกความเจ็บป่วยของตนเองได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปตรวจก่อนที่ความเจ็บป่วยนั้นจะส่งผลต่อการพัฒนาการและสุขภาพของลูกค่ะควรพาลูกไปตรวจสุขภาพตอนอายุเท่าไหร่?ในแต่ละช่วงวัยของเด็ก👶จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรคอยดูแลและคอยสังเกตุอย่างใกล้ชิดว่าร่างกายของลูกมีการเจ็บป่วยในจุดใดหรือไม่ รวมถึงควรพาไปตรวจสุขภาพต่างๆด้วย โดยอายุที่ควรพาลูกไปตรวจที่โรงพยาบาล🏥ได้แก่💡1 เดือน💡2 เดือน 💡4 เดือน💡6 เดือน💡9 เดือน💡12 เดือน💡15 เดือน💡18 เดือน💡2 ขวบ💡ตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ตรวจสุขภาพปีละครั้งการตรวจสุขภาพเรื่อยๆ ยังเป็นการช่วยประเมินพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูก รวมถึงเป็นการป้องกันโรคต่างๆ และเป็นการรักษาได้อย่างรวดเร็วหากลูกป่วยเป็นอะไรตรวจสุขภาพทารก มีอะไรบ้าง✨ตรวจร่างกายทั่วไปในส่วนนี้แพทย์จะทำการตรวจสุขภาพเบื้องต้น โดยจะมีการตรวจร่างกายเช่น ตรวจชีพจร🫀 ความดันโลหิต การหายใจ อุณหภูมิร่างกาย รวมถึงจะตรวจดูการเจริญเติบโตของลูก เช่น วัดส่วนสูง น้ำหนัก และในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี จะมีการวัดรอบศีรษะด้วย  ✨ตรวจภาวะโภชนาการแพทย์จะตรวจประเมินภาวะโภชนาการของลูกโดยจะสอบถามประวัติในการรับประทานอาหาร🍲ของลูกจากคุณพ่อคุณแม่ และจะพิจารณาว่ามีปริมาณและสารอาหารว่าเพียงพอไหม โดยในบางรายแพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดเพื่อประเมินและรักษา รวมถึงแพทย์จะเช็คสัดส่วนของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงและอัตราการเติบโตของลูกน้อย👶 ด้วยค่ะ✨ตรวจประเมินพัฒนาการทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมลูกจะต้องได้รับการประเมินอารมณ์และพฤติกรรมด้วย เนื่องจากเมื่อลูกยังเล็กลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอามรณ์และพฤติกรรมเสมอ ดังนั้นแพทย์👩‍⚕️จะช่วยประเมินว่าลูกมีปัญหาหรือไม่ หรือควรช่วยเสริมพัฒนาการอย่างไร โดยหากพบปัญหาคุณหมอก็จะสามารถช่วยหาทางรักษาได้อย่างถูกต้องค่ะ✨ตรวจปัสสาวะเมื่อลูกอายุครบ 4 ขวบ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปตรวจคัดกรองปัสสาวะ🚻 เพื่อตรวจดูความผิดปกติของไต ซึ่งเป็นโรคที่อาจไม่แสดงอาการเมื่อลูกยังเด็กแต่จะส่งผลระยะยาวเมื่อเขาโตขึ้นค่ะตรวจอะไรอื่นๆอีกบ้าง?✨ตรวจการได้ยินการตรวจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการตรวจเด็กทารกคือการตรวจการได้ยิน👂โดยทารกควรได้รับการตรวจตั้งแต่แรกเกิด โดยหากพบว่าลูกมีความบกพร่องในการได้ยิน ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการในการพูด👄ด้วยเช่นกัน โดยลูกอาจพูดช้า หรือไม่พูดเลย หากได้รับการตรวจตั้งแต่แรกเกิดก็จะทำให้คุณหมอสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีและอาจทำให้ลูกสามารถฟังและพูดได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ✨ตรวจการมองเห็นลูกควรได้รับการตรวจการมองเห็น👀ด้วย โดยเมื่อลูกโตขึ้นมาหน่อย คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปตรวจสายตาสั้น ยาว เอียงได้ เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจมีผลให้เกิดโรคตาขี้เกียจ หรืออาจทำให้สายตาพิการได้ค่ะ✨ตรวจสุขภาพฟันและช่องปากเมื่อลูกอายุครบ 1 ขวบ ลูกจะสามารถตรวจสุขภาพช่องปากและฟันได้ เมื่อลูกมีฟันขึ้นซี่แรก🦷 ผู้ปกครองสามารถพาลูกไปพบทันตแพทย์👩‍⚕️เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ เมื่อลูกเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้น เขาจะเริ่มเคี้ยงอาหารเอง ดังนั้นการดูแลฟันลูกอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันโรคฟันผุได้✨ตรวจคัดกรองภาวะพร่องเอนไซม์และภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ เมื่อแรกเกิดลูกควรจะได้รับการตรวจภาวะพร่องเอนไซม์และภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อให้สามารถหาภาวะบกพร่องและรักษาได้ทันที เพราะหากลูก👶ไม่ได้รับการตรวจสองสิ่งนี้ อาจจะทำให้พัฒนาการของลูกล่าช้ากว่าวัยอันควร หรืออาจล่าช้าไปทั้งชีวิตเลยก็เป็นได้ค่ะ✨ตรวจภาวะขาดธาตุเหล็กและภาวะซีดการตรวจคัดกรองสองอย่างนี้จะทำในทารกที่อยู่ในช่วงอายุ 6-9 เดือน เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเลือด ซึ่งในวัย 6-9เดือนนั้นลูกจะเริ่มทานอาหารที่นอกเหนือจากนม🥛และกำลังต้องการได้รับสารอาหารอย่างอื่นนอกเหนือจากนมด้วย ซึ่งลูกจะต้องการเวลาในการปรับตัวในการทานอาหาร และหากได้รับสารอาหาร🍲 ที่ไม่เพียงพอแล้วล่ะก็อาจทำให้ขาดธาตุเหล็ก ทำให้เกิดภาวะตัวซีดได้ในที่สุดค่ะ

Content Image

ลูกเล่นจนเลอะเทอะก็มีประโยชน์นะ!

การที่ลูกชอบเล่นกลางแจ้ง อย่างการเล่นหิน🪨 เล่นดินทราย หรือ สัมผัสกับโคลนด้วยมือเท้าเปล่าอาจจะสร้างความปวดหัวกับคุณพ่อคุณแม่เพราะต้องทำความสะอาดอาบน้ำ🚿ให้ลูก และต้องซักเสื้อผ้าที่เลอะเปรอะเปื้อน หรือบางคนอาจกังวลว่าดินทรายเหล่านั้นสกปรกและไม่กล้าให้ลูกเล่น แต่การได้เล่นจนเลอะเทอะนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด จะมีประโยชน์อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ  ทำไมถึงควรปล่อยให้ลูกเล่นเลอะเทอะจริงๆแล้วการปล่อยให้ลูกเล่นโคลนหินดินทรายนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะลูกจะได้เล่นสนุกและยังได้พัฒนาสมอง🧠 ระบบประสาทสัมผัส รวมถึงจิตนาการ ความจำ และทักษะต่างๆที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ด้วย แถมเมื่อลูกได้ขยับออกกำลังกายยังส่งผลให้สุขภาพดีอีกด้วยด้วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันผู้ปกครองหลายๆท่านไม่กล้าที่จะให้ลูกเล่นโคลนเพราะกลัวสิ่งสกปรกที่อาจอยู่ในโคลน แต่ทราบหรือไม่คะว่าจริงๆแล้วโคลนมีประโยชน์ต่อสุขภาพของลูกอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ โดยผลงานวิจัยได้พบว่า ในดินมีแบคทีเรีย🦠 Mycobacterium vaccae ที่จะทำให้ร่างกายผลิตเซราโตนิน หรือสารแห่งความสุขขึ้นมาช่วยต้านโรคซึมเศร้าได้ นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์🧑‍🔬ยังเชื่อว่าการที่ให้เด็กสัมผัสกับหญ้ากับดิน จะลดโอกาสการเป็นโรคหอบหืดลง แต่ผู้ปกครองก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมให้ลูก เลือกพื้นที่ปลอดภัย และควรเลี่ยงสถานที่ที่มีสารเคมีที่อันตรายกระตุ้นระบบประสาทการให้ลูกเล่นโคลนจะช่วยกระตุ้นระบบประสาททั้ง 8 อย่าง นอกจากจะกระตุ้น การดู การดม การฟัง การสัมผัส การลิ้มรส ยังสามารถกระตุ้นการรับรู้ความรู้สึกภายใน  การรับรู้ความรู้สึกเคลื่อนไหว  รวมถึงการทรงตัวด้วยค่ะการทรงตัว⚖️การทรงตัวเป็นระบบประสาทสัมผัสที่ทำให้รักษาความสมดุลในร่างกายของคนเราได้ และยังมีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายและการตอบสนองสิ่งต่างๆ อย่างการทรงตัวบนทราย🏖️ หรือ โคลนเพื่อไม่ให้ล้ม หรือการขึ้นไปเหยียบบนขอบทางเดินถนนแล้วสามารถทรงตัวเพื่อไม่ให้ตกขอบ ซึ่งการทรงตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกเอาตัวรอดได้เมื่อโตไปค่ะ การรับรู้ความรู้สึกภายในการเล่นเลอะเทอะยังช่วยให้ลูกรับรู้ความรู้สึกภายในที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งสัญญาณไปยังสมองทำให้ลูกรับรู้ได้ว่าตนเองหิวน้ำ🚰 หิวข้าว เย็น หรือ ร้อนการรับรู้ความรู้สึกเคลื่อนไหว ระบบประสาทรับรู้ความรู้สึกเคลื่อนไหวนี้จะทำให้ลูกรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย อย่างเมื่อลูกกดปุ่มก็จะรู้สึกถึงการกดปุ่มและเมื่อลูกก้าวเดินไปบนพื้นต่างๆก็จะรับรู้ถึงพื้น🚶ช่วยพัฒนาสมองและทักษะต่างๆการเล่นกลางแจ้งจะช่วยให้ลูกได้ใช้ร่างกายเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งยังช่วยกระตุ้นให้สมอง🧠ของลูกมีการเชื่อมต่อ ได้ฝึกการแก้ไขปัญหา ได้เรียนรู้ ฝึกทักษะทางสังคม มีความคิดสร้างสรรค์ และยังได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดต่างๆ รวมถึงภาษา🔤เมื่อได้เล่นอย่างอิสระอีกด้วย

Content Image

ให้ลูกทานโยเกิร์ตได้หรือยังนะ?

คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าเราจะสามารถให้ลูกทานโยเกิร์ตได้หรือไม่ และสามารถให้ทานได้ตอนอายุเท่าไหร่ โยเกิร์ตมีอันตรายต่อทารกไหม? วันนี้เราได้รวบรวมคำตอบมาให้แล้วค่ะทานโยเกิร์ตได้เมื่อไหร่ ประโยชน์มีอะไรบ้าง?✨เมื่อลูกเริ่มกินอาหารเสริมจริงๆ แล้วมีคุณหมอหลานๆท่านที่แนะนำให้รอจนทารกอายุ 9 หรือ 10 เดือนก่อนจะให้โยเกิร์ตทาน แต่ก็มีแพทย์บางท่านที่บอกว่าสามารถให้ลูกทานได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปค่ะ กล่าวง่ายๆคือ เมื่อลูกเริ่มทานอาหารเสริมก็สามารถให้ทดลองทานโยเกิร์ตได้ โดยอาจเริ่มให้ลูกทานนมอัลมอนด์🥛ก่อนนะคะ✨ประโยชน์ของโยเกิร์ต!สำหรับทารกที่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โยเกิร์ต🍶เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี มีแลคโตสน้อยกว่านมวัว และยังช่วยปรับระบบลำไส้ด้วยโปรไบโอติก รวมถึงทำให้ร่างกายของลูกรู้ว่าแบคทีเรียชนิดใดหรือชนิดดี และ ชนิดใดไม่ดีอีกด้วยลูกแพ้แลคโตสให้กินโยเกิร์ตได้ไหม?✨หากลูกแพ้แลคโตสทานโยเกิร์ตได้ไหม?หากลูกน้อยมีประวัติการแพ้แลคโตส ก็อาจแพ้โยเกิร์ต🍶ได้เช่นกัน เพราะมีน้ำตาลแลคโตสอยู่ในโยเกิร์ตนั่นเองค่ะ อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน มีผื่นขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกน้อยทดลองทานอาหารเมนูใหม่🍲 เมนูใดเมนูหนึ่งแล้วให้ทดลองใหม่ห่างกัน 3 วัน เพื่อดูว่าลูกน้อยแพ้อาหารชนิดใด ซึ่งจริงๆแล้วทารกจะไม่ค่อยมีอาการแพ้แลคโตสสักเท่าไหร่แต่หากมีอาการแพ้ก็ควรปรึกษากับแพทย์ก่อนให้ทานโยเกิร์ตนะคะ✨โยเกิร์ต vs นมวัว?ถึงตอนนี้คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงทานโยเกิร์ตได้ก่อน นมวัว🥛ที่ทานได้ตอนอายุครบ 1 ปี สาเหตุเป็นเพราะโยเกิร์ตมีน้ำตาลแลกโตสที่ย่อยสลายด้วยการเพาะเลี้ยง จึงทำให้ย่อยง่ายกว่าการกินนมวัวนั่นเองค่ะ วิธีการเลือกโยเกิร์ตสำหรับลูกน้อย✨เลือกโยเกิร์ตอย่างไรดีพยายามเลือกโยเกิร์ตสำหรับเด็ก โดยเลือกโยเกิร์ต🍶ที่ไม่ใช่ โยเกิร์ต 0% เพราะลูกน้อยยังต้องการคุณค่าทางโภชนาการที่อยู่ในโยเกิร์ต ร่วมถึงไขมันดีในโยเกิร์ตด้วยค่ะ✨ระวังเรื่องน้ำตาลอีกหนึ่งสิ่งที่ควรระวังคือเวลาเลือกซื้อควรดูปริมาณน้ำตาลในโยเกิร์ต เพราะเรามักจะพบน้ำตาลปริมาณสูงในโยเกิร์ต ควรจะเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติและอาจเสริมด้วยผักหรือผลไม้🍌บดเองก็ได้นะคะสรุปแล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกทานโยเกิร์ตได้เมื่อลูกเริ่มทานอาหารเสริมนั่นคือ เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป และหากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เคยมีประวัติแพ้แลคโตสอยากลองปรึกษากับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อปรึกษาก่อนได้ลูกทานโยเกิร์ตนอกจากนั้นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่เลือกโยเกิร์ต🍶 ให้ลูกทาน โยเกิร์ตที่เหมาะสมกับลูกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีที่สุดคือโยเกิร์ต ธรรมชาติ เพราะมีน้ำตาลต่ำนั่นเองค่ะ หวังว่าหลายๆท่านจะได้ไอเดียและประโยชน์จากบทความนี้ และสามารถเลือกโยเกิร์ตให้ลูกทานได้อย่างเหมาะสมนะคะ 

Content Image

เทคนิคสอนให้ลูกแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิด

     คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจเมื่อลูกทำอะไรผิด ไม่อธิบายว่าอะไรผิดและอะไรถูกสำหรับลูก เพียงแต่จะใช้อารมณ์ในการจัดการเรื่องนั้นให้จบๆไป แต่ความจริงแล้วในช่วง 2 ปีแรกของเด็กมีความสำคัญอย่างมากถึงการเรียนรู้ลักษณะนิสัย และสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ หากลูกไม่รู้จักถึงวิธีจัดการอารมณ์ ก็จะแสดงออกมาโดยการร้องไห้😭และโวยวาย วันนี้ทางเราได้รวบรวมถึงเทคนิคที่คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกเข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดมาให้ฟังค่ะ💁‍♀️การสอนลูกให้แยกแยะสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิดตามช่วงวัยในช่วง 5 ปีแรกถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด สำหรับเด็กที่จะเรียนรู้ ถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมและศีลธรรมที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เพื่อเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ดีและทำให้ลูกเติบโตไปเป็นเด็กที่มีศีลธรรม ดังต่อไปนี้✨เด็กอายุ 0-1 ปีลูกจะเรียนรู้ว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิดผ่านประสบการณ์ส่วนตัว เป็นการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของทารก เช่น การกินอาหาร🍽️ การอุ้ม การพูด และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว👨‍👩‍👧 รวมไปถึงการดูแลเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่✨เด็กอายุ 1-3 ปีวัยนี้ถือเป็นวัยที่ลูกกำลังหัดเดิน🚶‍♀️ ลูกจะเริ่มตระหนักว่าคนอื่นนั้นมีความรู้สึกและมีความต้องการที่แตกต่างกันไป และเรียนรู้ที่จะรับคำสั่งว่าสิ่งใดทำและสิ่งใดห้ามทำ แต่ในวัยนี้เด็กก็ยังยากที่จะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อแม่✨เด็กอายุ 4-5 ปีเด็กในวัยนี้จะเริ่มเรียนรู้และพัฒนาแนวคิดของตนเองเกี่ยวกับสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิดผ่านการเรียนรู้ของครอบครัวและจากการเข้าสังคม เด็กจะมีการพัฒนาเกี่ยวกับพฤติกรรมใดที่เป็นที่ยอมรับได้ผ่านทางการใช้ชีวิตประจำวันและการพูดคุยกับผู้อื่น🗣️ ✨เด็กอายุ 7-10 ปีในช่วงวัยนี้บุคคลที่มีอิทธิพลต่อลูกจะเป็นทั้งพ่อแม่ คุณครู👨‍🏫 หรือบุคคลอื่นๆ ซึ่งเด็กจะเรียนรู้วิธีรับผิดชอบ ตระหนักว่าตัวเองควรเชื่อฟังพ่อแม่ รวมไปถึงวิธีปฏิบัติตัวหากทำผิด สิ่งเหล่านี้มักเป็นสิ่งที่ลูกเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทางสังคมนั่นเองค่ะ วิธีสอนให้ลูกแยกแยะว่าอะไรผิดอะไรถูก👉ชื่นชมเมื่อลูกทำถูกต้องการชื่นชมและเน้นย้ำเมื่อลูกๆทำถูกแล้วจะเป็นการทำให้ลูกมั่นใจว่าสิ่งที่ทำนั้นทำให้คนข้างๆมีความสุข และลูกจะทำแบบนี้ซ้ำ เช่น เมื่อลูกแบ่งปันขนม🍬ให้เพื่อนแล้วคุณพ่อคุณแม่ชมเชย👏 ลูกก็จะรู้สึกว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง👉ปฏิบัติให้ลูกดูหากคุณแม่เอาแต่สอนว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิดโดยไม่เคยปฏิบัติให้ลูกดู อาจทำให้ลูกใช้เวลานานในการเรียนรู้และเข้าใจ ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือการแสดงออกให้ลูกดูโดยการปฏิบัติให้ลูกเห็น👀เป็นตัวอย่าง แล้วลูกก็จะสามารถเข้าใจได้เองค่ะ👉เรียนรู้จากการกระทำคุณแม่จะสามารถสอนลูกได้จากสิ่งที่ลูกกระทำผิด🥺 เพราะการปฏิบัติตัวของเขาเองคือสิ่งที่จะสะท้อนให้เขาได้รู้ว่าการกระทำนั้นถูกต้องหรือ และต่อไปลูกจะระมัดระวังการกระทำของตนเองมากขึ้น👉เพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่ผิดโดยทั่วไปเด็กนั้นต้องการความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่อยู่เสมอ แต่ถ้าหากเมื่อไรพฤติกรรมที่ลูกทำนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิกเฉยต่อพฤติกรรมแย่ๆเหล่านั้นได้ ลูกก็จะรับรู้ว่าไม่มีใครให้ความสนใจ😶พฤติกรรมนั้นและประโยชน์ทำสิ่งนั้นทันที👉ตั้งใจฟังลูกลูกมักต้องการความสนใจและเป็นจุดสำคัญของคุณแม่อยู่เสมอ เมื่อไหร่ที่ลูกอยากพูดหรืออธิบายสิ่งต่างๆให้แม่ฟัง👂 คุณแม่ควรเป็นผู้ฟังที่ดีและรับฟังอย่างตั้งใจอยู่เสมอ เพราะถ้าหากลูกรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งและเดียวดาย อาจทำให้เขาแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ไม่ดี     เทคนิคเหล่านี้สามารถใช้ได้ตั้งแต่ลูกยังอายุน้อยจนไปถึงลูกเริ่มโตขึ้น👶 คุณแม่ควรให้ความใส่ใจกับการสั่งสอนศีลธรรมและจริยธรรม เพื่อให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถแยกแยะว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ

Content Image

ของสุดอันตราย! เมื่อลูกน้อยเริ่มคลานหรือเดิน

เมื่อลูกน้อยเริ่มคลานหรือเดินเพื่อสำรวจรอบๆ บ้าน เขาจะเริ่มหยิบจับอะไรเล่น และบางครั้งก็ยังนำเข้าปากด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องจัดบ้านให้เรียบร้อย รวมถึงสิ่งของอันตรายเหล่านี้ด้วยค่ะ เก็บของเหล่านี้ให้พ้นมือลูก✨น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ หลายๆคนอาจลืมนึกถึงผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด🧴ไป และวางไว้ตรงที่ๆ ลูกน้อยสามารถจับต้องได้ ขวดพวกนี้มีสีสันสดใสดึงดูดตา และยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย ดังนั้นลูกน้อยก็อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของกินและรับประทานเข้าไปก็ได้ค่ะ✨น้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหยควรจะตั้งน้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหย🛀ไว้ในที่ๆ ลูกน้อยหยิบไม่ถึงจะดีที่สุดนะคะ เพราะหากลูกเผลอหยิบมาแล้วนำเข้าปากแล้วล่ะก็จะเป็นอันตรายกับลูกมากๆเลยค่ะ✨ของที่แตกได้ไม่ว่าจะเป็นจานชาม🍽️ แก้ว แจกัน ก็ควรเก็บให้ออกห่างจากลูก รวมถึงไม่ควรใช้ผ้าปูโต๊ะด้วย เพราะทารกมือซนไปดึงผ้าปูโต๊ะจะทำให้ของบนโต๊ะตกลงมาอาจเป็นอันตรายได้กับลูกน้อยได้นะคะ เล็กและอันตราย!✨เหรียญคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทิ้งเหรียญ🪙เอาไว้ตามจุดต่างๆของบ้านนะคะ เพราะลูกน้อยอาจเอื้อมไปหยิบเหรียญเข้าปากจนติดคอและเสียชีวิตได้ง่ายๆค่ะ✨ถ่านหากคุณพ่อคุณแม่เผลอทำถ่ายไฟฉาย🔋 หรือ ถ่ายกระดุมเม็ดเล็กๆตกไว้แล้วล่ะก็ สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นอันตรายต่อลูกน้อยอย่างมากเลยล่ะคะ เพราะลูกน้อยอาจกลืนถ่านเข้าไป ทำให้ติดทางเดินหายใจอาจทำให้เสียชีวิตได้นะคะ และนอกจากนั้นก็มีสารเคมีที่เป็นอันตรายมากๆอีกด้วยค่ะ✨ยาหลายๆคน เคยทำยา💊ตกตามพื้นแล้วหาไม่เจอและปล่อยทิ้งไว้ไหมคะ? หากมีเด็กทารกในบ้าน นี่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะทารกอาจไปค้นพบยาที่เคยทำตกไว้และอาจทานเข้าไปโดยนึกว่าเป็นขนมได้นั่นเองค่ะระวัง!✨ของใช้มีคมของใช้มีคมในทีนี้อาจไม่ได้หมายถึงมีด🔪เพียงอย่างเดียว รวมถึงคัดเตอร์ กรรไกร ที่บางครั้งเรานำไว้รวมกับเครื่องเขียนอื่นๆ และหากวันใดวันหนึ่งลูกน้อยหยิบถึงและนำมาเล่น ก็อาจเป็นอันตรายได้ค่ะ ดังนั้นควรจะเก็บของมีคมเหล่านี้ไว้ในตู้มิดชิดและควรล็อคเอาไว้เพื่อไม่ให้ลูกเผลอเปิดออกมาเล่นนะคะ✨ตู้ และ ชั้นวางของตู้และชั้นวางของอาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากลูกน้อยอาจหัวฟาดไปชนตู้ หรือขอบต่างๆของตู้ได้ รวมถึงหากลูกน้อยซนและมีการปีนป่ายก็อาจทำให้ตู้ล้มลงมาได้หากตู้ไม่แข็งแรงพอ ดังนั้นนอกจากจะต้องติดยางป้องกันตามมุมต่างๆแล้ว ก็ควรจะดูให้มั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์มีความแข็งแรงพอและจะไม่ล้มลงมาหรือไม่นะคะ🔐

Content Image

สาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยนอนสะดุ้ง เกิดอาการกระตุกขณะนอนหลับ

     คุณแม่อาจสังเกตได้ในขณะที่เจ้าตัวเล็กกำลังนอนหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข😴 บางครั้งลูกมีอาการนอนสะดุ้ง หรือกระตุกตัวขึ้น อาการเช่นนี้คืออาการอะไร เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เมื่อลูกนอนสะดุ้ง ถือว่าเป็นอาการผิดปกติหรือไม่ และมีสาเหตุมาจากอะไร?หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีอาการกระตุกขณะนอนหลับ หรือพบว่าลูกนอนผวา ไม่ต้องตกใจไปนะคะ นั่นเป็นอาการปกติของร่างกายที่มีการตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ที่กระทบกับทารก เช่น แสง เสียง🔉 ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นได้ทั่วไป ไม่ส่งผลต่อการเรียนรู้หรือพัฒนาการ👉อาการทารกนอนกระตุกนั้น อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ระบบประสาท🧠ของทารกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้ระบบการส่งสัญญาณต่าง ๆ ของสมองไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำได้ไม่เต็มที่ จนมีการตอบสนองเป็นการกระตุกให้เห็น อาจเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของทารกในตอนนอน ขณะทารกนอนหลับ😴อาจจะมีการเคลื่อนไหวที่แปลกตาไปบ้าง แต่นั่นก็สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะบ่อยครั้งเวลาที่ผู้ใหญ่นอนหลับ ก็มักจะมีการเปลี่ยนท่าทางต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน ปฏิกิริยาตอบสนองขณะนอนหลับ บางครั้งอาจมีแสงสว่างส่อง💡 หรือมีเสียงดังเกิดขึ้น กระบวนการตอบสนองทางร่างกายของทารกจึงอาจแสดงออกมาเป็นการกระตุกได้ ได้รับคาเฟอีนจากน้ำนมแม่🍼 คุณแม่ให้นมลูกที่กินอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง บางครั้งอาจสะสมจนสามารถส่งต่อไปยังลูกผ่านนมแม่ได้ คาเฟอีนจะมีผลต่อการนอนหลับของทารก และยังอาจส่งผลให้ทารกมีอาการนอนสะดุ้งได้ด้วย ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการกระตุก หรืออาการสั่น อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณแรก ๆ ของอาการระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าทารกอาจมีปัญหาสุขภาพ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด🩸โซเดียมต่ำ การขาดโซเดียม สามารถส่งผลให้ร่างกายมีอาการกระตุกได้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากคุณแม่กินอาหารที่มีโซเดียมน้อย ทำให้ทารกมีโซเดียมในร่างกายไม่เพียงพอ วิธีรับมือเมื่อลูกนอนสะดุ้งคุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีแก้อาการนอนผวาของลูกได้ง่าย ๆ คือ เวลาวางลูกลงบนที่นอน🛌ให้ค่อย ๆ วางลูกลงเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกรู้สึกว่าโล่งบริเวณหลัง และทำให้เกิดการผวาได้เมื่อลูกมีอาการนอนสะดุ้ง ให้ค่อย ๆ อุ้มลูกขึ้นมาแนบกับอก🤱 แล้วลูบปลอบโยนเบา ๆ เมื่อลูกสงบลงแล้ว จึงนำลูกวางบนเบาะหรือเปล แล้วกล่อมให้หลับต่อไป ห่อตัวทารกด้วยผ้า เพื่อให้ลูกนอนหลับได้สนิท💤 และสบายตัวมากขึ้น การห่อผ้าช่วยให้ทารกรู้สึกสบายตัวเหมือนกำลังนอนหลับอยู่ในท้องแม่อีกครั้ง ดูแลบริเวณห้องนอนของทารกให้มีบรรยากาศที่เงียบสงบ🌃 อุณหภูมิเหมาะสม และไม่มีแสงจ้าตกกระทบ กอดลูกเบา ๆ เพื่อให้ลูกรับรู้ถึงอ้อมกอดที่อบอุ่น🤗 โดบสังเกตว่าลูกมักจะมีอาการผวาช่วงไหน และคอยกอดลูกเมื่อถึงช่วงเวลาดังกล่าว✨ท่านอนหงายสามารถช่วยลดอาการนอนสะดุ้งได้เพราะท่านอนหงายจะช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง😮‍💨 ทารกสามารถรับออกซิเจนได้อย่างเต็มที่ การนอนคว่ำ หรือนอนตะแคง อาจเสี่ยงที่ทารกจะได้รับออกซิเจนน้อย หรืออาจนำไปสู่ปัญหาการหายใจไม่ออก หายใจไม่สะดวก เสี่ยงต่อโรคไหลตายในเด็ก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิดค่ะ      สรุปได้ว่าวิธีแก้อาการนอนผวาที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งก็คือ การสังเกต👀ดูว่าลูกมีอาการนอนกระตุก หรือนอนสะดุ้งบ่อยแค่ไหน หากลูกเป็นเช่นนั้นบ่อย ๆ ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยว่าอาการนอนสะดุ้งของลูกนั้น เป็นความผิดปกติทางร่างกายหรือไม่ หรือเป็นเพียงการตอบสนองของระบบประสาทและร่างกายตามปกติ 

Content Image

ทำไมทารกแรกเกิดถึงอาเจียน และวิธีป้องกันกรดไหลย้อน

     คุณแม่อาจจะสงสัยกันอยู่ใช่ไหมคะว่าทำไมทารกแรกเกิดถึงอาเจียน🤮และยังสามารถเป็นกรดไหลย้อนได้เหมือนผู้ใหญ่อีกด้วย วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบและวิธีป้องกันการเกิดกรดไหลย้อนในเด็กเล็กพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ทารกแรกเกิดเป็นกรดไหลย้อน👉เป็นเพราะหูรูดหลอดอาหารอาจจะยังพัฒนาไม่เต็มที่เด็กทารก ก็เป็นโรคกรดไหลย้อนได้ เพราะหูรูดหลอดอาหารอาจจะยังพัฒนาไม่เต็มที่ มีกล้ามเนื้อหูรูดที่อ่อนแอ ทำให้ไม่สามารถปิดกั้นอาหารที่ย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้ การที่เด็กเป็นกรดไหลย้อน มาจากการที่มีอาหารไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหาร🤮 เมื่อมีอาการเช่นนี้บ่อย ๆ ซึ่งเด็กหลายคนอาจมีอาการเกือบทุกวันหรือทุกสัปดาห์ จะทำให้หลอดอาหารอักเสบจากกรดในกระเพาะอาหารได้ 🔎วิธีสังเกตหากทารกมีอาการกรดไหลย้อนพ่อแม่ต้องหมั่นสังเกต หากพบว่าลูกชอบบ้วนหรือแหวะอาหารออกมาบ่อยๆ ร้องกวนแบบไม่ทราบสาเหตุบ่อยๆ😭  หรือในเด็กที่โตพอที่จะพูดรู้เรื่องบ่นว่าแสบท้องหรือปวดท้อง แต่อาการส่วนใหญ่ในเด็กเล็กคือมักจะบ้วนอาหารออกมา การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนในทารกโรคกรดไหลย้อนในเด็กทารกจะสามารถทำได้ด้วย 2 วิธีดังต่อไปนี้✨1.การตรวจเอกซเรย์ระบบทางเดินอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียม เพื่อหาสิ่งอุดตันในหลอดอาหาร กระเพาะและลำไส้ ✨2.การตรวจวัดค่าความเป็นกรด impedance เพื่อวัดการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหาร (ใช้เวลาในการวัดประมาณ 24 ชั่วโมง)วิธีป้องกันและรักษากรดไหลย้อนในทารก👉สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตบ่อยครั้งที่เมื่อลูกน้อยโตขึ้นหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างจะทำงานเป็นปกติ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเล็กน้อยจะช่วยจัดการกับโรคกรดไหลย้อนได้ โดยการทานอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อย ๆ การให้ลูกน้อยทานนมแม่ก็มีประโยชน์ โดยควรให้ทีละน้อยแต่บ่อย ๆ  และอาจให้ทานควบคู่กับนมสำหรับทารกที่เติมผงหนืด🍼 เป็นต้น เพื่อไม่ให้อาหารไหลย้อนขึ้นหลอดอาหาร  เวลาคุณแม่ให้นม ควรประคองลูกน้อยให้ศีรษะสูงขึ้น 30 องศา🤱 เพื่อป้องกันอาหารไหลกลับ และให้ลูกนั่งประมาณ 30 นาทีหลังรับประทานอาหารก่อนให้นอนราบ ถ้าลูกน้ำหนักลดหรือยังโยเยหลังจากปรับวิถีชีวิตแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้กินยาลดกรดไหลย้อน      อย่างไรก็ตาม เรื่องสิ่งแวดล้อมก็สำคัญ คือคนในบ้าน คุณพ่อคุณแม่ หรือพี่เลี้ยงไม่ควรสูบบุหรี่🚬เพราะมีผลต่อการเกิดโรคได้ โดยการรักษากรดไหลย้อนที่ดีที่สุด คือควรพาลูกไปพบแพทย์โดยทันทีค่ะ

Content Image

ทำอย่างไรดีเมื่อลูกนอนหลับยาก

สำหรับผู้ปกครองที่พบปัญหาเรื่องการนอนของลูกเนื่องด้วยว่าลูกนอนหลับยาก ตื่นบ่อยๆ เหล่านี้มีสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้างเราไปดูกันเลยค่ะสาเหตุที่ลูกหลับยาก✨ให้นมลูกบ่อยเกินไป การนอนหลับยากมักเกิดจากการที่แม่ให้นมลูกบ่อยเกินไป เพราะธรรมชาติของทารกมักใช้ปากในการแสดงความต้องการ ทารกร้องไห้ทุกครั้งไม่ว่าจะรู้สึกหิว อิ่ม ง่วง เหนื่อย ร้อน หรือ เย็น ทารกมักจะร้องไห้และอ้าปากเพื่อดูด หากให้นมเพราะเข้าใจว่าลูกหิวทุกครั้งที่ร้องไห้😭 จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้หิวก็ได้นะคะ เพราะ ระบบประสาทของลูก มีหน้าที่ในการกระตุ้นเมื่อหัวนมของแม่สัมผัสกับปากก็จะดูดทันทีค่ะ เมื่อลูกไม่ได้หิวพอให้นมเยอะไปก็จะท้องอืด แน่นท้องนั่นเองค่ะ ✨สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยคุณพ่อคุณแม่ควรเช็คให้ดีกว่าสภาพแวดล้อมในห้องเหมาะสมกับการนอน💤ของลูกหรือไม่ โดยไม่ควรร้อนหรือหนาวจนเกิดไป 24-26 องศาเซลเซียส เป็นอากาศที่กำลังสบายสำหรับลูก และห้องไม่ควรมีเสียงดัง และควรมีอากาศถ่ายเทที่ดีสาเหตุอื่นๆ✨ไม่สบายสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนหลับ💤ยากอาจเกิดจากการป่วย เช่น อาการหวัด อาการจุกเสียด ปวดท้อง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เด็กหลับยากและตื่นมาร้องนั่นเองค่ะ✨ลูกแพ้นมเด็กที่มีปัญหาในการนอนหลับอาจเกิดจากการแพ้นม หากทานนมแม่อยู่อย่างเดียว อาจเกิดจากการแพ้อาหารที่คุณแม่ทาน เพราะมันสามารถส่งผ่านทางน้ำนมได้ อาหารที่อาจทำให้ลูกแพ้ เมื่อคุณแม่ทานเข้าไปได้แก่ นมวัว🥛 ถั่ว ชีส อาหารทะเล เป็นต้น หากลูกทานนมผงอยู่ก็อาจมาจากการแพ้ โปรตีนนมวัวที่เป็นส่วนผสมของนมผงค่ะวิธีแก้ไขเมื่อลูกหลับยากเมื่อทราบสาเหตุกันไปแล้ว เราก็มาดูวิธีแก้ไขเมื่อลูกน้อยหลับยากกันดีกว่าค่ะ💤อย่างแรกเลยคือให้กำหนดเวลาในการนอนที่แน่นอน เพราะการฝึกให้ลูกนอนและเวลาตื่นเวลาเดิมๆ จะทำให้ร่างกายของลูกเคยชิน 💤พยายามพาลูกไปเดินเล่น ให้สัมผัสกับแสงแดด☀️ และเมื่อตกกลางคืนก็สามารถสร้างบรรกาศที่เหมาะสมกับการนอน โดยห้องไม่ควรมีเสียงดัง💤ห้องนอนไม่ควรที่จะร้อนจนเกินไป เพราะเหงื่อจะทำให้ลูกไม่สบายตัว รวมถึงไม่ควรเปิดแอร์เย็นจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับยากได้และทำให้ไม่สบายตัวได้ค่ะ💤คุณพ่อคุณแม่อาจเปิดเพลงคลาสิค🎵ให้ลูกฟังเพื่อนให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและจิตใจสงบก่อนนอน จะทำให้ลูกอารมณ์ดีขึ้นได้นั่นเองค่ะ💤หรือคุณพ่อคุณแม่อาจใช้ตัวช่วยจุกปลอม! เพื่อให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น อย่าลืมค่อยๆดึงจุกปลอมออกเมื่อลูกหลับนะคะ💤เปิดไฟสลัวๆ💡 โดยไฟไม่ควรมีแสงจ้าจนเกินไป ลูกจะรู้สึกปลอดภัย และควรปิดไฟหลังลูกหลับเพราะความมืดจะส่งเสริมการนอนหลับที่ดีได้💤ไม่ควรให้ลูกนอนกลางวันนานจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับยากในตอนกลางคืน💤เลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย และไม่อึดอัด เพื่อให้ลูกนอนได้สบายๆค่ะ👚💤ควรนำมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆออก และไม่ควรให้ลูกเล่นเมื่อใกล้เวลานอน รวมถึงไม่ควรให้ลูกดูทีวี📺ด้วยค่ะ💤ไม่ควรให้ลูกทานเครื่องดื่มอย่างช็อกโกแลต🍫 หรือน้ำอัดลม ชา เพราะจะทำให้ลูกหลับยากขึ้นค่ะ💤พยายามงดกิจกรรมเล่นผาดโผน รุนแรง หรือ เล่าเรื่องที่น่ากลัวให้ลูกฟังเพราะจะทำให้ลูกตื่นเต้น ตื่นกลัวและนอนไม่หลับนั่นเองค่ะ

Content Image

ลูกหัดเดินแล้วซื้อคอกกั้นเด็กดีไหม?

เมื่อทารกถึงวัยเขาจะเริ่มคลานและเริ่มเกาะเพื่อยืน ซึ่งในช่วงนี้ควรจะระวังเรื่องอุบัติเหตุ อาจเป็นอุบัติเหตุเล็กๆ หรือาจถึงแก่ชีวิตได้หาก อย่างการตกลงมาจากที่ที่มีระดับต่างกัน เช่นการตกบันได หรือ การคลานตกขอบเตียงการบาดเจ็บ✨คลาดสายตาแม้ว่าคุณจะคลาดสายตา👀ไม่เห็นเพียงชั่วคราว แต่คุณอาจได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกน้อยหลังจากได้รับบาดเจ็บ เพราะเด็กในวัยนี้ซนจะอยากเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบใหญ่ของเขา พอเริ่มเคลื่อนไหวได้ ลูกก็อยากไปทุกที่ด้วยตัวเอง✨ควรทำอย่างไร?ผู้ปกครองควรเริ่มหาวิธีจำกัดพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของทารก จัดให้ลูกน้อย👶อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและมีขนาดเพียงพอให้สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระตามความต้องการคอกกั้นเด็กเพื่อตอบสนองความต้องการหรือความกังวลของผู้ปกครอง ปัจจุบัน คอกกั้นเด็ก👶เป็นที่นิยมมากสำหรับผู้ปกครอง คอกกั้นสำหรับเด็กนั้นมีหลายรูปแบบและหลากหลายราคา ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกตามความต้องการค่ะ✨คอกกั้นดีหรือไม่?แต่การให้ลูกอยู่แต่ในคอกกั้นจะทำให้ลูกไม่มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวเนื่องจากถูกจำกัดบริเวณ ดังนั้นแพทย์👩‍⚕️จึงแนะนำว่าไม่ควรให้เด็กอยู่ในคอกกั้นนานเกิน 30 นาทีต่อวัน เพราะหากเลยกว่านั้นอาจทำให้ลูกขาดปฏิสัมพันธกับคนรอบข้างได้ ลูกจะรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง😭 และจะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกด้วยค่ะ แต่หากระหว่างที่ลูกอยู่ในคอกกั้นมีคุณพ่อคุณแม่เล่นอยู่ด้วยตลอด อันนี้จะอยู่นานมากกว่า 30 นาทีก็ได้ค่ะ✨แต่สุดท้ายแล้ว...ก็ไม่ควรให้ลูกอยู่ในคอกกั้นตลอดเวลาเพราะจะทำให้ลูก👶ขาดการเรียนรู้ว่าควรระวังอะไรบ้างในชีวิตจริง โดยไม่ควรใช้คอกกั้นเป็นบริเวณกักตัวเวลาลงโทษลูก เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกไม่ดีเวลาอยู่ในคอกกั้น ทำให้ลูกมีความสุข❤️และสบายใจเวลาอยู่ในคอกกั้นโดยการเล่นกับลูกบ่อยๆนะคะ วิธีเลือกคอกกั้นเด็ก✨เหมาะกับการกัดหรือเลียโดยเวลาเลือกคอกกั้นเด็กควรคำนึงตั้งแต่วัสดุที่ใช้ทำแผ่นกั้นเด็กว่าสามารถทำความสะอาดได้ง่ายไหมและมีความปลอดภัยแค่ไหน เนื่องจากวัยนี้มักชอบกัด👄หรือเลียเพราะคันเหงือก โดยให้มั่นใจว่าวัสดุที่ใช้ที่กั้นสำหรับเด็กนั้นเหมาะและปลอดภัยที่จะกัดหรือเลียค่ะ✨ความแข็งแรงคอกกั้นเด็กนั้นจะต้องแข็งแรงพอที่จะทนแรงกระแทกของตัวเด็กได้ ทารกจะต้องรู้สึกว่ามีอิสระดังนั้นขนาดของคอกกั้นเด็ก👶จะต้องใหญ่พอและความสูงของคอกกั้นควรจะมิดกับศีรษะของเด็ก ที่สำคัญต้องทำความสะอาดง่าย ถอดเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน✨ขนาดเหมาะสม คอกกั้นนั้นไม่ควรมีขนาดเล็กกว่าเตียงนอน🛏️ เพราะลูกจะต้องใช้ฝึกคลาน เดิน นอน นั่งเล่น โดยจะมีรูปทรงเป็นทรงกลม สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจตุรัสก็ได้ การที่ให้ลูกอยู่ในคอกขนาดเล็กก็จะเป็นการขัดขวางพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวของลูกนะคะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.