Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ19-24 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

สารพิษที่ควรเก็บให้พ้นมือลูก

     เด็กเล็ก👶ถือเป็นวัยที่กำลังซุกซน ต้องการสำรวจสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ การสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัวนั้นมีประโยชน์ในแง่ของการส่งเสริมพัฒนาการในเด็กแน่นอน แต่หากสำรวจในสิ่งที่เป็นอันตราย☢️โดยที่ไม่รู้ตัวก็จะก่อให้เกิดโทษเช่นเดียวกัน วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงสิ่งของอันตรายหมวดหนึ่ง ซึ่งก็คือสารเคมีที่พบได้ง่ายในบ้านของเรา ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️สารที่ใช้ทำความสะอาดกลุ่มที่ใช้กับร่างกายโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น สบู่🧼 ยาสระผม โฟมล้างหน้า เป็นกลุ่มที่สามารถใช้ภายนอกได้แต่ไม่ควรรับเข้ามาภายในร่างกาย หากจะเก็บสิ่งเหล่านี้ให้พ้นมือเด็ก🖐️👶นั้นก็คงไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก เพราะเจ้าตัวน้อยเองก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้เป็นประจำเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรสอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถใช้ภายนอกได้เท่านั้น ห้ามนำเข้าปาก👄 แต่สำหรับน้ำยาย้อมผมหรือน้ำยาทาเล็บ💅ที่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กๆจะได้ใช้บ่อยๆอยู่แล้ว ของเหล่านี้ก็ควรเก็บให้พ้นมือเด็กค่ะ เพราะนอกจากจะใช้ภายในร่างกายไม่ได้แล้ว ก็ต้องระมัดระวังในการใช้ภายนอกเช่นเดียวกัน เพราะเป็นสารที่ก่อความระคายเคืองต่อผิวได้ค่ะกลุ่มที่ไม่ได้ใช้กับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างสุขภัณฑ์ห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า🧴 ปรับผ้านุ่ม น้ำยาเช็ดกระจก เป็นกลุ่มที่ก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังได้ นอกจากนี้ยังอาจมีไอระเหยซึ่งก่อให้เกิดความระคายเคืองเมื่อสูดดม👃อีกด้วย ส่งผลเสียต่อระบบผิวหนังและระบบหายใจ🤧โดยตรง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เจ้าตัวน้อยจะไม่ได้ใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นการเก็บในที่ที่เข้าถึงได้ยากสำหรับเด็กก็จะเป็นวิธีการป้องกันความเสี่ยงที่ดีค่ะสารที่เป็นสารพิษโดยตรง    สารในกลุ่มนี้ยกตัวอย่างเช่นยาฆ่าแมลงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแบบสเปรย์ เป็นแบบขวดหยด จนไปถึงเป็นชิ้นที่จับต้องได้อย่างลูกเหม็นและชอล์คกำจัดแมลง🪳 สารกลุ่มนี้เป็นสารที่เด็กๆจะไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน ดังนั้นก็ควรเก็บในที่มิดชิด ทำให้เด็กๆเข้าถึงยาก เพื่อป้องกันอันตราย☠️ต่อการที่เด็กๆจะรับเข้าร่างกายค่ะสารในกลุ่มยา    ยา💊ในที่นี้คือยาที่ผู้ปกครองมีในครัวเรือน จะเป็นยาสามัญประจำบ้านหรือยาเฉพาะโรคของคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวก็ได้ นับรวมทั้งยาที่ใช้ภายนอกและภายใน และยังนับรวมถึงขวดอาหารเสริมด้วย ขึ้นชื่อว่ายาก็ต้องมีข้อบังคับและข้อแนะนำในการใช้งาน การจะใช้แต่ละครั้งคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกครอบครัวอื่นๆที่เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว เจ้าตัวน้อยจึงไม่มีโอกาสได้ใช้ยาเหล่านี้ด้วยตนเองหรือตามลำพังอย่างแน่นอน ดังนั้นการเก็บในที่ที่มิดชิดก็จะตัดปัญหาเรื่องที่เด็กจะหยิบเข้าปากมั่วๆ🤤ได้ค่ะวิธีป้องกันอันตรายจากสารพิษในครัวเรือนวิธีที่ 1️⃣เก็บสารที่ก่อให้เกิดพิษ☠️ และเจ้าตัวน้อยไม่ได้มีโอกาสจะได้ใช้บ่อยๆให้พ้นมือเด็ก หากเป็นตู้ควรเลือกตู้ที่มีฝาตู้ปิดมิดชิดหรือล็อคกุญแจ🔒ไว้หากไม่ได้ใช้บ่อยๆวิธีที่ 2️⃣ในกรณีที่ใช้สารหมดนั้นหมดแล้ว ไม่ควร🙅‍♀️เก็บภาชนะที่ใส่สารไว้ด้วยความเสียดาย เพราะสารเหล่านั้นก็จะยังปนเปื้อนหรือเกาะอยู่บนภาชนะ หากเจ้าตัวน้อยเล่นภาชนะเหล่านั้นก็จะได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายได้วิธีที่ 3️⃣หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองต้องทำงานที่ใช้สารเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน ควรเลือกทำในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท🍃 แบ่งพื้นที่กับเด็กชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยเข้ามาใกล้สารเหล่านี้ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังใช้สารอยู่ และอาจรับสารเหล่านี้👃เข้าร่างกายไปได้อย่างไม่รู้ตัวค่ะวิธีที่ 4️⃣สำหรับสารในกลุ่มยา💊 ควรหาภาชนะใส่แยกและทำฉลากไว้ให้ชัดเจนที่สุด🔖 ควรแยกพื้นที่ไว้ ไม่ควรนำไปอยู่ในบริเวณที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย หรือนำไปอยู่รวมกับอาหาร เพราะอาจทำให้เด็กเข้าใจว่าเป็นขนมและนำเข้าปากได้ค่ะ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรนำของกิน เช่น ขนมขบเคี้ยว ลูกอม ไปวางไว้บริเวณที่จัดไว้เพื่อเก็บยา ยกตัวอย่างเช่นตู้ยานั่นเองค่ะวิธีที่ 5️⃣ให้ความรู้กับเจ้าตัวน้อย ว่าอะไรรับประทานได้อะไรรับประทานไม่ได้ สารตัวไหนใช้ภายนอกได้เท่านั้น ห้ามรับประทาน🙅‍♀️ สารตัวไหนห้ามใช้ ถ้าจะใช้ต้องมาบอกคุณพ่อคุณแม่     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าสารเคมี🧪ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย☠️ต่อเจ้าตัวน้อยนั้นล้วนอยู่รอบตัวเรา สามารถพบเจอได้ง่ายมากกว่าที่คิด ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจที่จะเก็บสารเคมีเหล่านี้ให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ห่างไกลจากเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กวัยกำลังเรียนรู้ให้มากที่สุดค่ะ

Content Image

น้ำตาไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป

     'น้ำตา' 😢นับเป็นผลผลิตจากหลากหลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ในเชิงบวก เช่น มีความสุข อิ่มเอมใจ ปลื้มปิติดีใจ จนไปถึงอารมณ์ในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ กังวล เครียด โศกเศร้า ผิดหวัง เสียใจ ตกใจกลัว แต่บางทีน้ำตาก็อาจไม่ได้มาจากปัจจัยทางด้านอารมณ์เช่นเดียวกัน วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับการหลั่งน้ำตาในเจ้าตัวน้อยให้มากขึ้นกันค่ะหน้าที่ของน้ำตาและการร้องไห้หากตัดเรื่องการเป็นเครื่องมือแสดงอารมณ์ของมนุษย์ออกไป อันที่จริงแล้วหน้าที่หลักของน้ำตาก็คือการเป็นของเหลวที่คอยหล่อเลี้ยงดวงตา👁️ ไม่ให้ดวงตาแห้ง และยังช่วยเป็นเกราะป้องกันชั้นบางๆไม่ให้ฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมในอากาศเข้ามาสัมผัสกับเนื้อลูกตาได้โดยตรงค่ะ น้ำตาจะช่วยกำจัดอนุภาคต่างๆที่ลอยอยู่ในอากาศและลอยเข้าสู่ลูกตาโดยบังเอิญ น้ำตาชนิดนี้อาจมีเซลล์ที่เป็นสมาชิกของระบบภูมิต้านทานในร่างกายเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เพื่อกำจัดเชื้อก่อโรค🦠ในเบื้องต้นค่ะ และอย่างที่เราทราบกันดีว่าน้ำตาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแสดงอารมณ์ทั้งเชิงบวกและเชิงลบตามที่กล่าวไปก่อนหน้า น้ำตาประเภทนี้ก็จะมีองค์ประกอบไม่เหมือนกับน้ำตาที่ไม่ได้มาจากการแสดงอารมณ์ค่ะ ในกรณีของเด็กเล็ก หลังร้องไห้แล้วเด็กจะหลับง่ายขึ้น😴 หลับสบายขึ้นค่ะ เพราะการร้องไห้ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งในการระบายความเครียดของเด็กการปลูกฝังให้ลูกสามารถร้องไห้ได้วิธีที่ 1️⃣เมื่อเด็กมีอาการร้องไห้งอแง😭 คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีการพูดคุยเพื่อสะท้อนอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ของเด็ก ให้เจ้าตัวน้อยได้มีโอกาสสัมผัสเข้าไปในจิตใจตนเองว่าที่ร้องไห้อยู่ตอนนี้เพราะกำลังรู้สึกอะไร และสาเหตุอะไรทำให้เกิดความรู้สึกนั้น การกระทำเช่นนี้เป็นการปลูกฝังกับเด็กว่าเราสามารถแสดงออกทางอารมณ์ไปพร้อมกับรู้เท่าทันถึงอารมณ์ตนเอง และสาเหตุที่ทำให้เกิดอารมณ์นั้น ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านการจัดการอารมณ์มากขึ้นค่ะวิธีที่ 2️⃣นอกจากจะพูดคุยอภิปรายถึงอารมณ์ของเจ้าตัวน้อยแล้ว ผู้ปกครองก็ควรสื่อสารถึงอารมณ์ของตนเองเหมือนกัน เพื่อให้เด็กทำความเข้าใจว่าเราทุกคนสามารถมีอารมณ์ในเชิงลบได้เป็นเรื่องปกติ และเมื่อมีอารมณ์เหล่านี้ คนมักจะแสดงออกออกมาอย่างไร การพูดคุยประเด็นนี้จะทำให้เด็กสามารถรับรู้ความรู้สึกและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น💞ได้มากขึ้น เพิ่มพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมของเด็กได้อีกด้วยวิธีที่ 3️⃣การทำแบบฟอร์มติดตามอารมณ์หรือ Mood tracker ซึ่งจะมาในรูปแบบแผนภาพการ์ตูนให้เหมาะกับวัยของเด็กก็ได้ เด็กจะสามารถบันทึกอารมณ์ของตนเองในแต่ละช่วงเวลาของวันได้ เด็กจะมองเห็นภาพรวมและเข้าใจได้ว่าในแต่ละวันเราสามารถมีหลากหลายอารมณ์ได้เป็นปกติ ทำให้เด็กอนุญาตให้ตัวเองมีความรู้สึก กล้าที่จะแสดงความรู้สึก อย่างเช่นกล้าที่จะระบายความรู้สึกไม่ดีด้วยการร้องไห้🥹ออกมา ไม่เก็บอารมณ์ที่ไม่ดีไว้กับตนเองจนอึดอัดและเกิดอาการเหนื่อยล้าทำอย่างไรเมื่อลูกร้องไห้✨ไม่มองข้ามอารมณ์ความรู้สึกของเด็กเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ควรมีประโยคประเภท 'ร้องไห้ทำไมเรื่องแค่นี้เอง' 'หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้นะ' ออกมา เพราะจะทำให้เด็กตั้งกำแพงต่อคุณพ่อคุณแม่ทันที✨ปลอบโยนด้วยความเข้าใจและจริงใจแทน🫂 อาจใช้ประโยคในรูปแบบที่แสดงถึงความเข้าใจ และแสดงให้เด็กๆรับรู้ว่า ถ้าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับตัวคุณพ่อคุณแม่เอง ตัวเราเองก็คงรู้สึกแย่เหมือนกัน เพื่อเป็นการอนุญาตให้เด็กสามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ตั้งกำแพงกับผู้ปกครองค่ะ✨ใช้ประโยคแสดงการให้กำลังใจเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเด็ก👨‍👩‍👧 และพร้อมที่จะแก้ปัญหาไปพร้อมกับเด็กๆเสมอ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา     จะเห็นแล้วนะคะว่าการร้องไห้นั้นไม่ใช่เรื่องแย่เลย เพราะมันก็เป็นเพียงกลไกหนึ่งตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน เพื่อใช้ระบายอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสุดขีดในจิตใจ ดังนั้นผู้ปกครองควรปลูกฝังว่าทุกคนสามารถร้องไห้ได้ ไม่ว่าจจะเป็นเพศใด ทำอาชีพอะไร มีฐานะ หน้าที่ และบทบาททางสังคมแบบไหนก็ตาม

Content Image

ลูกมีอาการผื่นแพ้นมวัวหรือไม่? วิธีสังเกต?

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังสงสัยว่าเจ้าผื่นที่ขึ้นอยู่ตามตัวของลูกตอนนี้มีสาเหตุว่าจากอะไรกันแน่ จะมาจากการแพ้นมวัวหรือเปล่า วันนี้เราได้นำอาการผื่นแพ้นมวัวและวิธีรับมือเมื่อพบว่าลูกเป็นผื่นแพ้นมวัวมาฝากกันค่ะ อาการผื่นแพ้นมวัวเป็นอย่างไรบ้างปฏิกิริยาตอบสนองแบบช้าในเด็กที้มีอาการตอบสนองช้าจะพบอาการอักเสบที่ผิวหนัง โดยจะมีน้ำเหลืองไหล และผิวเป็นสีแดงบริเวณที่อักเสบ รวมถึงเมื่อได้รับนมวัว🥛แล้วจะไม่แสดงอาการทันที จะต้องใช้เวลานานหลายวันจึงจะแสดงให้เห็น แต่เมื่อเกิดบ่อยๆ อาการก็จะค่อยๆแสดงให้เห็นเร็วขึ้นปฏิกิริยาตอบสนองแบบเฉียบพลันในเด็กที่มีอาการแบบเฉียบพลันนั้น จะมีอาการปากบวม ลมพิษ อาเจียน🤮 กล่องเสียงบวมทำให้หายใจไม่สะดวก หลอดลมตีบ หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาการมันจะเกิดภายใน 30 นาที - 4 ชั่วโมงหลังรับประทานนมวัวผื่นแพ้นมวัว มีวิธีการสังเกตอย่างไร?แบบช้าคุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้เมื่อลูกน้อยทานนมวัว🐮หรืออาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว แล้วลูกมีอาการผื่นผิวหนังอักเสบขึ้น หรือผื่นที่มีอยู่มีอาการแย่ลงนั่นแสดงว่าลูกกำลังแพ้นมวัวค่ะ🥛 แต่การประเมินของแบบช้านั้นจะมีความยากกว่าเนื่องจากต้องใช้เวลานานกว่าแบบเฉียบพลันจึงจะเกิดอาการแบบเฉียบพลันคุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้เมื่อลูกน้อยทานนมวัว🥛หรือทานอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวแล้วเกิดอาการลมพิษทุกๆครั้ง ภายใน 30 นาที หรือ ไม่เกิน 4 ชั่วโมง นั่นอาจแสดงว่าลูกกำลังมีอาการแพ้นมค่ะ รับมืออย่างไรเมื่อสงสัยว่าลูกแพ้นมวัวงดนมวัวและอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวหากคุณแม่สงสัยว่าลูกกำลังแพ้นมวัวควรจะงด⛔การให้นมวัว🐮รวมถึงอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว โดยในกรณีที่ลูกยังทานนมอยู่ ให้เปลี่ยนนมเป็นนมผสมสำหรับกลุ่มเด็กแพ้นมวัวค่ะพาไปหาคุณหมอคุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์👩‍⚕️ที่เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ หรือ โรคผิวหนังเพื่อวินิจฉัยอาการ โดยไม่ควรทดสอบอาการแพ้เองโดยการให้ลูกทานนมวัว🐄 เพราะหากลูกมีอาการแพ้แบบรุนแรงอาจเสี่ยงทำให้ลูกเสียชีวิตได้ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาว่าควรใช้การทดสอบวิธีใดจึงจะเหมาะสม โดยอาจใช้วิธีตรวจเลือดหาแอนติบอดีจำเพาะต่ออาหาร หรืออาจใช้วิธีสะกิดที่ผิวหนังก็เป็นได้ค่ะ 

Content Image

โควิดในเด็กเล็ก (COVID-19)

โควิด-19 (COVID-19) หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV-2 ที่มีการคาดเดาว่าเกิดจากสัตว์กลุ่มค้างคาว ไวรัสนี้มีความรุนแรงและน่ากลัว รวมถึงมีอัตราการตายสูง โดยเราจะสามารถรับมือกับโควิด-19 นี้ในเด็กเล็กได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะเราจะมีวิธีการดูแลลูกอย่างไรเมื่อโควิดระบาด?วิธีป้องกันโควิดในเด็กจริงๆแล้วการป้องกันโควิดในเด็กก็จะเหมือนกับการป้องกันของผู้ใหญ่เลยค่ะ โดยพยายาม Stay home stay safe หรือพยายามให้ลูกอยู่บ้านและออกไปเมื่อจำเป็นเท่าไหร่ เพราะการออกไปข้างนอกจะเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค🦠มาจากที่ต่างๆได้ค่ะ แต่หากมีความจำเป็นจะต้องออกข้างนอก หลังกลับเข้าบ้านก็ควรล้างมือและรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ🚿ทันทีค่ะเด็กส่วนใหญ่ติดโควิดจากไหน?และเราจะพบว่าเด็กเล็กส่วนใหญ่จะติดมาจากผู้ใหญ่ที่อาศัยร่วมกันได้บ้างเกือบ 100 ละ 100 เลยล่ะค่ะ ดังนั้นหากคนในบ้านเริ่มมีอากาศที่เหมือนจะเป็นหวัด🤧 มีน้ำมูก ไข้ต่ำ ครั่นเนื้อครั่นตัว ก็ให้แยกลูกออกมาทันที ความรุนแรงของโควิดในเด็กเล็กยิ่งเด็กเล็กก็ยิ่งมีความเสี่ยงในประเทศจีนพบว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี อาจมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหากมีอาการปอดอักเสบ🫁 จึงทำให้มีอาการรุนแรงได้ แต่เมื่อเด็กมีอายุ 2 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงน้อยลง เมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไปก็จะมีอาการที่รุนแรงน้อยลงไปอีก ร่วมถึงมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงด้วยข้อควรระวังอย่างไรก็ตามแม้ว่าเด็กจะแสดงอาการออกมาน้อย แต่สามารถแพร่เชื้อ🦠สู่คนอื่นๆได้ ดังนั้นหากลูกมีอาการเช่า เป็นหวัด🤧  มีน้ำมูก ไอ ก็ควรแยกออกจากผู้สูงอายุในบ้านที่มีอายุ 70 ขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุดก่อนค่ะวัคซีนปอดอักเสบในเด็กช่วยป้องกันโรคโควิดได้หรือไม่?แม้ว่าวัคซีนปอดอักเสบจะไม่ใช่วัคซีนภาคบังคับสำหรับเด็กไทย แต่วัคซีนนี้สามารถป้องกันเชื้อได้ ซึ่งไม่ได้ป้องกันโรคโควิดได้ แต่จะช่วยลดความรุนแรงเมื่อลูกติดเชื้อโควิด🦠ได้ค่ะ ดังนั้น จึงแนะนำให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีเข้ารับการฉีดวัคซีน💉ปอดอักเสบ โดยสามารถฉีดได้ เมื่อลูกอายุ 2, 4, 6 และ 15 เดือน รวมเป็น 4 ครั้งค่ะTips สำหรับคุณพ่อคุณแม่รับมือโควิด🦠คุณพ่อคุณแม่สามารถใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน รวมถึงให้ลูกใส่หน้ากากอนามัย😷 โดยเด็กจะสามารถใส่หน้ากากเริ่มได้ตอนกี่ขวบนั้นสามารถเข้าไปดูได้ที่บทความนี้เลยค่ะ รวมถึงสามารถใช้แอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเจลหรือสเปรย์ รวมถึงควรเว้นระยะห่างจากคนอื่นเพื่อป้องกันสารคัดหลั่งหรือฝอยละอองประมาณ 1-2 เมตร และไม่ควรนำมือไปจับหน้า ตา จมูก ปาก และควรล้างมือบ่อยๆระหว่างวันด้วยสบู่🧼พาลูกออกนอกบ้านเมื่อจำเป็นได้ไหม?จริงๆแล้วแพทย์แนะนำว่ายังไม่ควรพาลูกน้อยออกนอกบ้าน เพราะเชื้อมีการแพร่จากคนสู่คน และทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีจะยังมีภูมิคุ้มกันต่ำ แต่หากจำเป็นต้องพาลูกออกจากบ้าน🏠ก็ควร หลีกเลี่ยงการพาไปในที่ที่มีคนจำนวนมาก และหากเลือกได้ก็ควรจะเป็นสถานที่ที่ถ่ายเทอากาศได้ดีค่ะ

Content Image

ช่วงให้นมลูก แบบนี้ NO NO!

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยให้คุณแม่ใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น เพราะนมแม่ที่อุดมด้วยสารอาหารที่ทารกสามารถดื่มได้โดยเฉพาะสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกันของลูกน้อยสิ่งที่ไม่ควรทำ✨ล้างบริเวณหัวนมมากเกินไปการล้างบริเวณหัวนมด้วยสบู่อาจทำให้ผิวแห้งได้ นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้แกะ หรือเกาหัวนม เพราะเสี่ยงหัวนมแตกเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่🥛 และยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ✨ทำความสะอาดหัวนมบ่อยๆคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดหัวนมก่อนให้นมลูกทุกครั้งนะคะ ควรจะเช็ดด้วยน้ำสะอาดหรืออาจล้างด้วยสบู่🧼เมื่อคุณแม่มีเหงื่อออกมาก หรือมีคราบน้ำลายของลูก หรือคราบน้ำนมเท่านั้นค่ะ เพราะการล้างหรือเช็ดบ่อยๆ จะทำให้ผิวแห้งและทำให้หัวนมแตกง่ายขึ้น ซึ่งหากเจ็บมากอาจถึงขั้นต้องงดให้นมจากเต้า และต้องปั๊มนมแทนค่ะ✨ใช้ครีมทาที่หัวนมการใช้ครีมทาบริเวณหัวนมอาจทำท่อน้ำนมเกิดการอุดตันได้นะคะ!! และเมื่อท่อนมอุดตันก็จะส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการเจ็บบริเวณเต้านมเพราะเต้านมเกิดการอักเสบนั่นเองค่ะ ซึ่งอาจทำให้คุณแม่ไม่สามารถให้นม🍼ลูกได้ และยังมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารเคมีบริเวณหัวนมได้อีกด้วย หลีกเลี่ยงการ✨หยุดทานนมก่อน 6 เดือนไม่ควรให้ลูกของคุณหยุดทานนมแม่ก่อน 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรก ลูกน้อยของคุณควรกินนมแม่🥛 อย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารอื่น เนื่องจากระบบย่อยอาหารของเด็กเล็กยังไม่พัฒนาเพียงพอที่จะย่อยอาหารอื่นๆ นมแม่ดีที่สุดสำหรับระบบย่อยอาหารของทารก ในน้ำนมแม่ รวมถึงมี MFGM ที่ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและพัฒนาสมองของทารก👶✨ไม่ควรอุ่นด้วยไมโครเวฟการอุ่นนมแม่อย่างเหมาะสมเป็นการอุ่นขวดนม🍼ในเครื่องอุ่นนมหรือในหม้อ ไม่ควรอุ่นไมโครเวฟ เพราะความร้อนเป็นการทำลายสารอาหารในน้ำนมอย่าง DHA หรือ MFGM✨ให้ดูดนมจากเต้าสลับกับดูดจากขวดไม่ควรทำอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากอาจทำให้ทารกสับสนได้😕 การดูดจากเต้านมต้องใช้กล้ามเนื้อมากในการทำงาน การดูดขวดนมคือการกัดหัวนมเพื่อไม่ให้น้ำนมไหลออกมาในขณะที่ทารกกลืนเข้าไป การกินจากขวดนมนั้นง่ายกว่าดังนั้นอาจทำให้ทารก👶หยุดดูดเต้า นอกจากนี้เด็กที่ดื่มนมจากเต้ายังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วยรวมถึง✨การอดอาหารหลังคลอดไม่ควรอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักเพราะคุณแม่มีกิจกรรมที่ต้องทำมากขึ้น เช่น ต้องตื่นมาป้อนอาหารและเปลี่ยนผ้าอ้อม ดังนั้นอย่าอดอาหารและพยายามทำการควบคุมน้ำหนัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรีสูงแต่ให้สารอาหารต่ำ เช่น  อาหารที่มีไขมันสูง🍲 น้ำอัดลม ของหวาน โดยทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การทำเช่นนี้อาจมีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดีกว่าค่ะ🏃✨รับประทานทานยาเองคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกไม่ควรจะรับประทานยา💊เองโดยที่ไม่ได้สอบถามจากแพทย์นะคะ เพราะยาที่รับประทานเข้าไปอาจจะส่งผ่านไปยังลูกได้จากน้ำนมของคุณแม่นั่นเองค่ะ หากคุณแม่จำเป็นจะต้องรับประทานยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่ากำลังอยู่ในช่วงให้นมลูกค่ะ✨หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีนเพราะหากทานแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมันจะถูกส่งผ่านไปยังทารก👶ผ่านทางน้ำนมแม่ ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยของคุณหงุดหงิด และคาเฟอีนในระดับสูงก็สามารถลดธาตุเหล็กในน้ำนมของคุณแม่ได้อีกด้วย

Content Image

ให้ทารกทานน้ำนมแม่แล้ว ทำไมยังป่วยง่ายอยู่?

ทารกที่ทานนมแม่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ป่วยเลยนะคะ แต่ทารกที่ทานนมแม่จะมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าและเมื่อเป็นโรคก็จะมีความรุนแรงที่น้อยกว่าทารกที่ไม่ได้ทานนมแม่นั่นเองค่ะ เมื่อลูกน้อยของเราโตขึ้นและถึงวัยต้องเข้าโรงเรียนก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอลูกคนอื่นๆมาแพร่เชื้อใส่ลูกของเรา เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ที่รวมตัวกันของเด็กนั่นเองค่ะ นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้อย่างไร? แน่นอนว่าการที่เราทานอาหารดีๆก็มีส่วนในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน🛡️ให้แก่ร่างกายของเรา ซึ่งสำหรับทารกที่ร่างกายยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน สิ่งที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่เขาก็คือ น้ำนมของแม่นั่นเอง เมื่อทารกได้ทานนม ร่างกายของเขาก็จะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ทำให้ทารกป่วยยาก และเป็นเด็กที่แข็งแรง เมื่อเจ็บป่วยก็จะอาการเบากว่าเด็กที่ไม่ได้รับน้ำนมแม่ น้ำนมแม่ยังมี special growth factorsหรือ ปัจจัยการเจริญเติบโตแบบพิเศษ ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นลำไส้ สมองเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถเห็นได้ว่าเด็กที่ทานนมแม่ที่ถูกเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็ก มีการติดเชื้อ🦠ที่น้อยและเบากว่า เพราะเด็กเหล่านี้ได้รับการพัฒนาภูมิคุ้มกันที่ไวกว่าจากการทานนมนั่นเองค่ะ พาเจ้าตัวเล็กฉีดวัคซีนพื้นฐานตามกำหนด ฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันนอกเหนือจากการให้ลูกทานนมแม่แล้ว การฉีดวัคซีนวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดจะช่วยไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน💉ของเด็กๆ ลดความรุนแรงของโรค และอัตราการเจ็บป่วยที่เป็นอันตราย ทำไมวัคซีนจึงมีส่วนช่วย?เมื่อเด็กๆได้รับวัคซีน ร่างกายก็จะสร้างแอนติบอดี้จากเชื้อในวัคซีน ซึ่งทารกควรจะได้รับวัคซีนทันทีที่คลอด และควรจะรับวัคซีน💉ให้ครบตามอายุที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลยนะคะ พยายามให้ลูกได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ร่างกายซ่อมแซมตนเองได้เมื่อเรานอนหลับร่างกายของคนเรามักจะทำงานตลอดวันโดยไม่หยุดพัก ซึ่งเวลาที่ร่างกายจะฟื้นฟูและซ่อมแซมตนเองนั้นจะเป็นตอนที่เรานอนหลับ💤นั่นเอง ซึ่งหากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ และภูมิคุ้มกันตกลง จึงทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น หากไม่ได้รับการพักผ่อนเต็บที่จะสังเกตได้ว่าหากเราหรือลูกน้อยได้พักผ่อนเต็มที่ ร่างกายก็จะแข็งแรงและไม่ค่อยติดโรคอะไรง่ายๆ เพราะการพักผ่อนช่วยให้มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง💪 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องให้ลูกน้อยได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเติบโตสมวัยค่ะ

Content Image

สอนอย่างไรให้ลูกเชื่อฟังไม่ต่อต้าน?

     คุณแม่อาจจะพบเจอกับปัญหาที่ลูกไม่ยอมเชื่อฟังสิ่งที่สอน มีปฏิกิริยาต่อต้าน ในบางรายอาจจะปิดหูไม่ยอมฟัง หรืออาจจะเดินหนีไปเลยก็ได้ แต่ที่จริงแล้วก่อนที่จะคุณจะทำให้ลูก ๆ หันมาฟังคุณพ่อคุณแม่พูดนั้น พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่างก่อน และใช้จุดนี้เป็นสอนให้ลูกรู้จักทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี แล้วควรทำอย่างไรให้ลูกเชื่อฟังโดยไม่ต่อต้าน ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️วิธีการสอนลูกให้เชื่อฟังโดยที่ลูกไม่ต่อต้าน ควรคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้น้ำเสียงที่ใช้ในการพูดทราบหรือไม่คะว่าน้ำเสียงที่คุณพ่อคุณแม่ใช้พูดนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลต่อปฏิกิริยาของลูก การใช้เสียงดัง การขึ้นเสียง  การจะโกน ลูกจะไม่เข้าใจว่าเราต้องการจะสื่ออะไร ลูกเข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังดุเขา ซึ่งอาจจะส่งผลให้ลูกไม่อยากฟัง🙉 หรือไม่ปฏิบัติตาม เพราะลูกรู้สึกว่าพ่อแม่เริ่มพูดจาจู้จี้จนเกินไป ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรใช้ระดับน้ำเสียงที่อ่อนโยนเพื่ออธิบายให้ลูกอย่างใจเย็นนะคะควรสบตาลูกขณะสอนรู้ไหมคะว่าใช้การสบตา👁️ การใช้คำพูดที่ชัดเจนและใช้ระดับน้ำเสียงที่อ่อนโยนจะทำให้ลูกอยากฟังแล้ว ภาษากายเองก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูก ๆ เรียนรู้ที่จะรับฟัง ดังนั้นเมื่อจะรับฟังสิ่งที่ลูกพูด ควรย่อตัวลงไปในระดับที่เท่ากันกับความสูงลูก เพื่อทำการสบตาและตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด เช่นเดียวกันกับเวลาที่พ่อแม่จะพูด ก็จะทำให้ลูกเข้าใจง่ายขึ้นและยินดีที่จะเชื่อฟัง👂ฝึกให้ลูกแก้ปัญหาด้วยตัวเองควรงดการใช้ประโยคคำสั่งอย่างคำว่า “ไม่” “อย่า” “ห้าม”🙅‍♀️ เพราะเมื่อเด็กรู้สึกว่าถูกกีดกันหรือถูก อาจจะทำให้เขากลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่น ไม่มั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง ในทางกลับกันคุณพ่อคุณแม่ควรทำคือการฝึกให้ลูกใช้ความคิดและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง🧠 เพื่อที่ลูกจะได้ฝึกการใช้ความคิดแก้ปัญหา และเมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าสิ่งที่ลูกทำไม่ถูกต้อง ควรยื่นมือเข้าไปชี้แนะเพื่อช่วยลูกแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องนะคะและรวมไปถึงวิธีเหล่านี้อีกด้วยสอนลูกให้รู้จักอดทนและใจเย็นคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักฝึกความอดทนและความใจเย็นตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ ลูกควรจะเป็นทางผู้พูดและผู้ฟังที่ดี และต้องรู้จักการพึ่งพาตัวเอง ก่อนขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเสมอ หากลูกเป็นเด็กที่ไม่มีความอดทน😡 หรือไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง อาจทำให้ลูกกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาและขอความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่ทุกเมื่อนั่นเอง ซึ่งอาจจะสร้างความลำบากใจโดยเฉพาะในเวลาที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ๆ สร้างข้อตกลงร่วมกันการที่คุณพ่อคุณแม่สร้างข้อตกลงร่วมกับลูก จะเป็นการช่วยลดการทะเลาะเบาะแว้งกันได้มากทีเดียว✅ เพราะการสร้างข้อตกลงร่วมกันจะเป็นการหาจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งฝั่งคุณพ่อคุณแม่และฝั่งลูก ซึ่งถือเป็นการประนีประนอมกัน แล้วลูกจะรับรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ยังเคารพในสิทธิของพวกเขา ไม่ทำตัวเป็นใหญ่แต่เพียงฝ่ายเดียว     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าการที่จะทำให้ลูกฟังสิ่งที่พ่อแม่พูดนั้นจัดเป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก และถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรฝึกเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังที่ดี และควรปลูกฝังสิ่งนี้ให้ลูกด้วยเช่นกัน เพราะพ่อแม่ย่อมจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ ดังนั้นเมื่อลูกเดินเข้ามาหาเพื่อต้องการจะพูดคุย หรือปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่🗣️ ควรหยุดการทำทุกอย่างที่ทำอยู่และหันมาสนใจฟังในสิ่งที่ลูกกำลังพูด คอยสบตาลูกระหว่างพูดคุย และไม่ขัดจังหวะในขณะที่ลูกพูด ลูกจะเห็นได้ถึงความห่วงใยและกล้าที่จะพูดคุยกับพ่อแม่อย่างเปิดใจ อีกเรื่องสำคัญคือน้ำเสียงที่ใช้ในขณะที่กำลังพูดคุยกับลูก เพราะถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ใช้น้ำเสียงที่ดุดัน ตะคอก หรือขึ้นเสียง จะทำให้ลูกเกิดการต่อต้าน และไม่อยากรับฟังนั่นเองค่ะ🙉

Content Image

ควรให้ลูกเล่นปืนของเล่นหรือไม่?

ผู้ปกครองหลายๆท่านมองว่าไม่ควรให้ลูกเล่นปืน เพราะกลัวว่าลูกจะก้าวร้าว หรือมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง และยังดูอันตราย ซึ่งบางท่านก็มองว่าเป็นเพียงการเล่นบทบาทสมมติ และเป็นกิจกรรมของเด็กผู้ชาย ซึ่งจริงๆแล้วผู้ปกครองควรจะให้น้องเล่นมือไหม เราไปดูกันค่ะ จริงๆแล้วควรให้เด็กเล่นปืนของเล่นหรือไม่?เมื่อเด็กอายุ 2-3 ขวบ เด็กผู้ชายมักจะเล่นต่อสู้ซึ่งการเล่นแบบนี้อาจเป็นเพียงการแสดงความกล้าหาญผ่านจินตนาการและยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าการเล่นต่อสู้เมื่อตอนเป็นเด็ก จะนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวจริงๆ และผู้ใหญ่หลายคนที่เคยเล่นยิงปืน🔫มาก่อนก็ไม่ได้เป็นอาชญากรเมื่อโตขึ้นโดยเด็ก👶ส่วนใหญ่มักจะแสดงพฤติกรรมความก้าวร้าวและพฤติกรรมความรุนแรงจากสื่อ ซึ่งหากยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุให้ลูกอยากเล่นมากขึ้น นอกจากนั้นการเล่นบทบาทสมมติยังมีส่วนช่วยในเรื่องของพัฒนาการของเด็ก ทำให้เขารู้บทบาททางเพศ และ บทบาทของสังคม แต่อย่างไรก็ตามผู้ปกครองก็ควรมีกฎระเบียบ มีขอบเขต และข้อควรระวังเมื่อให้ลูกเล่นปืน🔫ของเล่นโดยก่อนเล่นควรจะทำความเข้าใจกับลูกก่อน โดยพ่อแม่👬🏽บางคนก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้เล่นปืนของเล่นเพราะกังวลว่าอาจจะเพิ่มพฤติกรรมก้าวร้าวควรกำหนดเกณฑ์อย่างไรเมื่อจะให้ลูกเล่นปืนของเล่นสอนลูกให้แยกแยะระหว่างปืนของเล่นและของจริงให้ลูกรู้จักแยกแยะระหว่างปืนของเล่นและของจริง โดยบอกถึงลักษณะภายนอกและสีของปืน และไม่ควรนำปืนของจริงมาให้ลูกเห็นและเก็บให้พ้นมือเด็ก✋เลือกปืนที่มีความปลอดภัยไม่ใช่ว่าปืนทุกชนิดมีความปลอดภัยดังนั้นเราควรจะเลือกปืน🔫ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น เลือกปืนฉีดน้ำที่มีความแรงของน้ำน้อย หรือ ปืนที่ยิงแล้วมีเสียงไม่ให้ลูกทำร้ายคนอื่นด้วยปืนของเล่นอธิบายให้ฟังว่าการชี้ปืนใส่หน้าคนเป็นสิ่งที่ไม่ควร และไม่ควรทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บและเดือดร้อน รวมถึงไม่ควรรังแกสัตว์🐕‍🦺ด้วยหากไม่อยากให้ลูกเล่นปืนควรทำอย่างไรจัดหาของเล่นอย่างอื่นมาแทนที่หากลูกไม่ยอมและไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็อาจซื้อปืนปลอมให้ลูกเล่น โดย จะต้องดูแตกต่างจากปืนของจริงเพื่อให้ลูกแยกแยะได้และไม่ให้คนอื่นตกใจกลัว😨อธิบายพร้อมเบี่ยงเบนความสนใจหากเห็นว่าลูกเล่นปืน🔫ปลอมอยู่ ค่อยๆเกลี่ยกล่อมโดยการอธิบายกับลูกว่าปืนทำให้คนรอบข้างกลัว เพราะปืนจริงๆสามารถทำร้ายคนได้ พร้อมกับเบี่ยงเบนความสนใจโดยการนำของเล่นอย่างอื่นมาให้เล่น ซึ่งไม่ว่าจะอนุญาติให้ลูกเล่น หรือไม่อยากให้ลูกเล่น คุณพ่อคุณแม่ควรรับมือด้วยความใจเย็นและพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผลเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการอย่างสมวัยค่ะ

Content Image

ทำไมเด็กถึงชอบแย่งของเล่นกัน

การที่เด็กชอบแย่งของเล่นกันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนั่นเป็นหนึ่งในพัฒนาการของเด็กนั่นเอง ซึ่งในแต่ละวัยก็จะมีพฤติกรรมการเล่นที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงเราจะสามารถรับมือเมื่อลูกแย่งของเล่นกันได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะการเล่นของเล่นของเด็กแต่ละวัยพัฒนาการเล่นของเด็กสามารถแบ่งได้ 5 ขั้นตอนดังนี้เล่นคนเดียว (Solitary Play)เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ขวบ👶จะมีรูปแบบการเล่นคนเดียว เดี่ยวๆ ซึ่งเป็นการเล่นในระยะแรก ลูกจะสามารถเล่นคนเดียว และสนุกคนเดียว ลูกจะชอบทำเสียงเลียนแบบหรือเสียงแปลกๆขณะเล่นของเล่น🧸 คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นกับลูกบ่อยๆในช่วงนี้ค่ะ ดูคนอื่นเล่น (Spectator Play)เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ - 2 ขวบครึ่งลูกจะชอบดูและสังเกตคนอื่นเล่น ก็ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้เขาเข้าไปเล่นกับพี่ๆ หรือเด็กอื่นๆ เพราะลูกไม่ต้องการเข้าร่วมแต่จะมีการชี้👆🏻และส่งเสียงเล่นแบบขนาน (Parallel Play)เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบครึ่ง - 3 ขวบ เด็กจะเริ่มเข้าไปนั่งเล่นใกล้ๆกับเด็กคนอื่น และเมื่อเห็นว่าพี่คนที่โต👧กว่าหยิบอะไรก็จะหยิบมาเล่น และบางครั้งอาจเกิดการแย่งของเล่นกัน ซึ่งเป็นการเล่นข้างกันแบบไม่คุยกันค่ะ เล่นแบบเชื่อมโยง (Associate Play)เมื่อเด็กอายุ 3-4 ขวบ ลูกจะเริ่มเข้าไปใกล้กับเด็ก👶คนอื่น แล้วเข้าไปเล่นด้วยนิดๆหน่อยๆ จากนั้นก็จะแยกตัวออกมา แล้วกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งลูกจะเลียนแบบเพื่อนหรือพี่👧คนอื่นๆในช่วงนี้ เป็นช่วงที่เหมาะสมที่จะสอนลูกเรื่องการแบ่งปันค่ะ เล่นแบบมีส่วนร่วม (Cooperative Play)เมื่อเด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไปจะเป็นวัยที่มีการทะเลาะกันบ่อยๆ เพราะเป็นวัยที่ลูกมักจะเล่นเป็นกลุ่ม👩🏾‍🤝‍👩ซึ่งการเล่นแบบนี้จะต้องมีกฎกติการ่วมกันซึ่งหากตกลงกันไม่ได้ก็จะทำให้ทะเลาะกันนั่นเองค่ะ ทำอย่างไรเมื่อลูกแย่งของเล่นกันคอยดูพฤติกรรมของลูกคอยดูพฤติกรรมของลูกไว้ให้ดี เพราะโดยส่วนใหญ่เด็กจะเริ่มทะเลาะกันจากการดึง แย่งของ หรืออาจมีการ ดึงผม💆🏻 กัด ต่อย ซึ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและควรจับแยกทันทีที่เห็นค่ะ ซื้อของเล่นสองชิ้นแม้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่หากพี่น้องชอบเล่นของเล่นชิ้นเดียวกัน และไม่ยอมให้อีกฝ่ายเอาไปอย่างเด็ดขาด การแยกซื้อให้คนละชิ้น🤖ก็อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ค่ะสอนให้ลูกเข้าใจสอนให้ลูกเข้าใจเรื่องของการแบ่งปันแม้ว่าการสอนเด็กเล็กให้เข้าใจเรื่องของการเข้าสังคม👩🏾‍🤝‍👩 และการแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่นจะเป็นเรื่องยาก และอาจไม่สำเร็จทันที แต่การค่อยๆสอนให้ลูกซึมซาบก็จะทำให้ลูกเข้าใจว่า ควรจะทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปขู่ ตี หรือ ทำร้ายร่างกายเด็ดขาด😣นะคะแบ่งเวลาเล่นวิธีสามารถใช้ได้กับเด็กที่โตพอจะเข้าใจและฟังรู้เรื่อง ซึ่งอาจแบ่งเวลาตามเข็มนาฬิกา🕐ว่าอาจจะให้คนน้องเล่น 5 นาทีหลังจากนั้นคนพี่ก็ผลัดเล่นอีก 5 นาที เพื่อเป็นการแบ่งว่าเวลานี้ใครได้เล่นค่ะ

Content Image

แผลในใจในวัยเด็ก

     ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่าที่เราทุกคนจะเติบโตมาเป็นเราในทุกวันนี้ก็ต้องผ่านอะไรมาไม่น้อย อะไรที่ว่านั้นอาจเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ในส่วนที่ไม่ดีนั้นก็อาจสร้างความฝังใจจนเป็นแผลใจ❤️‍🩹ให้เราโดยไม่รู้ตัวได้ คงเป็นไปได้ยากที่จะเติบโตมาแบบไม่มีอะไรฝังใจเลย แต่จะเป็นการดีกว่าไหมคะหากเรามีเจ้าตัวน้อย👶ในอนาคตและหลีกเลี่ยงการสร้างแผลใจเหล่านั้นให้เขาได้มากที่สุด บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่อาจสร้างบาดแผลทางใจให้แก่เจ้าตัวน้อย และผลกระทบหากเจ้าตัวน้อยมีบาดแผลทางใจด้านนั้นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดบาดแผลเหล่านั้นโดยที่เราไม่ตั้งใจหรือไม่รู้ตัวค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับคำว่าแผลใจอ้างอิงจากหน่วยงานสุขภาพจิตในประเทศอเมริกา The National  Institute of Mental Health ระบุไว้ว่า 'บาดแผลทางใจในวัยเด็ก' ❤️‍🩹👶 คือ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับความเจ็บปวดและความทุกข์ทางใจต่อเด็ก แม้จะเป็นความเจ็บปวดทางใจ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งทางใจและทางกายได้เช่นเดียวกัน โดยเราจะสามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดบาดแผลทางใจในวัยเด็กออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆดังต่อไปนี้เลยค่ะสาเหตุของบาดแผลทางใจในวัยเด็ก💔เด็กอาจถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก  เรามักเห็นคำว่าล่วงละเมิดไปประกอบรวมกับคำอื่น ยกตัวอย่างเช่นคำว่าล่วงละเมิดทางเพศ⚧️ แต่การล่วงละเมิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่ในเชิงเพศเท่านั้น ยังนับรวมไปถึงการถูกทำร้ายร่างกายและทำร้ายจิตใจอีกด้วย ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะมีผลต่อพฤติกรรม ทัศนคติ และการตัดสินใจของเด็กในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ💔บาดแผลทางใจของเด็กอาจมาจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความบาดหมางของสมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👧 บรรยากาศในครอบครัวมีความตึงเครียด😡 มีการใช้ความรุนแรงต่อกัน (ไม่จำเป็นต้องต่อเด็กเองโดยตรง) มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง สมาชิกในครบครัวมีอาการทางจิต มีปัญหาอาชญากรรม จนไปถึงการขาดความอบอุ่นในครอบครัวอันมาจากการแยกทางกันของผู้ปกครองและปัญหามือที่สาม💔บาดแผลทางใจอาจมาจากการถูกละเลยและถูกทอดทิ้งในวัยเด็ก คุณพ่อคุณแม่อาจไม่มีเวลาให้ความรัก ความเอาใจใส่และความอบอุ่นแก่ลูก👶เท่าที่ควร โดยที่ความเอาใจใส่และการดูแลนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การส่งเงินให้อย่างเดียว แต่หมายถึงการใช้เวลาคุณภาพ💞ด้วยกัน ได้ทำกิจกรมมที่ส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาการของเด็กด้วยกัน เด็กที่มีปัญหาในประเด็นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเติบโตไปเป็นคนมีความมั่นใจต่ำ ไว้วางใจคนอื่นได้ยาก และโหยหาความรักความเข้าใจค่ะอาการที่แสดงออกเมื่อเด็กเติบโตอาการที่ 1️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีแนวโน้มหลีกหนีหรือต่อต้านสังคม เพราะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขาเลยจนพยายามที่จะหลบซ่อนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เพราะการอยู่ในสังคมทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกไม่ปลอดภัยเหล่านั้นได้ จึงใช้วิธีการหลีกหนี หลีกเลี่ยง หรือซ่อนตัวเพื่อหนีปัญหาเลยดีกว่า สาเหตุมาจากการที่เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรในวัยเด็กที่ทำให้ตนเองรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้น เด็กก็ไม่ได้รับการปกป้องจากผู้ปกครอง เมื่อรู้สึกไม่สบายใจก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่หรือการตอบสนองที่ดีตามมา เมื่อโตขึ้นเด็กจึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธ🙅‍♀️การแสดงออกถึงความรู้สึกของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังค่ะอาการที่ 2️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีมุมมองว่าตนเองเป็นเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำ สมควรแล้วและเป็นเรื่องปกติที่ตนเองจะได้รับการกระทำที่ไม่ดีเหล่านั้นจากผู้อื่น เพราะตอนเด็กถูกกระทำด้วยการกระทำแย่ๆ ถูกหล่อหลอมด้วยความคิดเชิงลบต่อตนเองอยู่เสมอ เมื่อเติบโตขึ้นจึงกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีทัศนคติแบบจำกัดต่อโลก🌍 (Fix mindset) ไม่คิดว่าเรื่องไม่ดีควรได้รับการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนอะไร เพราะมันก็เป็นปกติของโลกอยู่แล้ว มองเห็นถึงข้อจำกัดของตนเองอยู่เสมอจนอาจทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำอาการที่ 3️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเก็บกดทางด้านอารมณ์🤐มากกว่าปกติ แทนที่จะเลือกใช้วิธีการระบายอารมณ์อย่างเหมาะสมแทน หากอารมณ์ในเชิงลบถูกกดเอาไว้มากๆ สะสมกันเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสที่จะระเบิด💣ออกมาในการแสดงออกของการกระทำรูปแบบอื่น ที่อันตรายกว่าการแสดงว่าโกรธค่ะอาการที่ 4️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สูญเสียอัตลักษณ์ในตนเอง พูดง่ายๆก็คือสูญเสียความเป็นตัวเองนั่นเองค่ะ เนื่องจากตอนเด็ก ตนเองอาจพยายามทำอะไรก็ตามเพื่อให้พ่อแม่ยอมรับและรู้สึกภูมิใจ ไม่จะชอบหรือเต็มใจทำอะไรเหล่านั้นหรือไม่ เมื่อเด็กโหยหาการยอมรับ👏จากพ่อแม่ตลอดเวลาเติบโตขึ้นมาก็มีแนวโน้มที่จะโหยหาการยอมรับจากผู้อื่นในสังคมด้วย จึงไหลไปตามกระแสสังคมที่เชื่อว่าทำตามแล้วจะถูกยอมรับ ทั้งที่สิ่งที่กำลังทำอาจไม่ใช่สิ่งที่ตนเองชอบค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าบาดแผลทางใจ❤️‍🩹ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กนั้นส่งผลในระยะยาวต่อเด็กได้ทั้งในด้านสุขภาพจิตและสุขภาพกายของเด็กเลย หากสังเกตหรือจดจำได้ว่าลูกของตนเองเคยผ่านประสบการณ์ตามที่กล่าวมา และมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมทางลบ แม้จะเป็นพฤติกรรมเล็กน้อยคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรมองข้าม และอาจพาลูกเข้ารับคำปรึกษาต่อจิตแพทย์👩‍⚕️เด็กโดยทันที เพื่อให้เด็กเติบโตมาเป็นประชากรที่ดีได้ในอนาคตค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.