Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ19-24 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

โรคซางในเด็กเกิดขึ้นจากอะไรนะ?

เราจะสามารถพบโรคซางในเด็กเล็กโดยเด็กจะมีไข้🌡️ ซึ่งมีสาเหตุที่เด็กเกิดการขาดสารอาหารจนทำให้เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน มีอาการเบื่ออาหาร ทานน้อย หากเป็นหนักก็จะมีไข้ ซึ่งโรคซางในเด็กเล็กนั้นมีสาเหตุและมีวิธีรับมืออย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กโรคซางคืออะไร?โรคซาง คือ โรคที่มักพบในเด็กที่ขาดสารอาหาร🍲 แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอาการร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็กได้ ซึ่งจะมีอาการอย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ อาการของโรคซาง✨ช่องปากมีแผลหรือเม็ด✨บริเวณลิ้น👅และโคนลิ้นมีการเกิดของฝ้า✨น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด✨มือเท้าเย็น🦶✨มีผื่นขึ้นตามตัวในบางราย✨มีลักษณะพุงโรก้นปอด✨ทารกมีเหงื่อ💦ออกมากกว่าปกติ✨เบื่ออาหาร ไม่ทานนมและข้าว✨ปวดศีรษะ✨มีไข้สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กสาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กมักจะเกิดมาจากการขาดความเข้าใจในการให้อาหารลูกน้อยอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการที่ลูกน้อยควรได้รับดังนี้✨ในช่วง 6 เดือนแรก ทารกได้รับนมแม่🍼ไม่เพียงพอ✨มีการให้นมผสมอย่างไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ปริมาณ ชนิดนม หรือวิธีผสมที่ไม่เหมาะกับลูกน้อย✨เริ่มให้ลูกทานอาหารเสริมเร็วหรือช้าเกินไป✨เกิดจากความยากจน จนไม่สามารถหาอาหารประเภทโปรตีนเช่น เนื้อ🍖 นม ให้ลูกทานได้อย่างเพียงพอ ✨เมื่อเด็กป่วยก็จะเบื่ออาหาร รวมถึงมีการย่อยและการดูดซึมบกพร่องทำให้ได้อาหารน้อยลงไปอีก✨ให้ลูกทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์🍬 กินจุกจิก ทำให้อิ่มจากขนมและไม่ยอมทานอาหารมื้อหลักผู้ปกครองสามารถดูแลและป้องกันได้ตามนี้✨ นมแม่เป็นแหล่งอาหาร และจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ลูกจนถึงตอนโต ดังนั้นควรให้ลูกทานนมแม่มากกว่า 6 เดือน✨ ฝึกนิสัยการกินที่ดีให้กับลูก ฝึกให้ลูกกินเป็นเวลา⏲️นั่งเรียบร้อยอยู่กับที่ ไม่กินไปเล่นไป ไม่กินจุบจิบก่อนถึงมื้อหลัก✨ สอนให้ลูกทานอาหารให้เป็นเวลา นั่งอยู่กับที่ และไม่ทานของทานเล่นก่อนถึงมื้ออาหารหลัก✨ ควรให้ลูกทานอาหารเสริม🍲 ให้เหมาะสมกับวัยของลูก โดยเมื่อลูกเข้าสู่อายุ 6 เดือนก็สามารถเริ่มให้ลูกทานได้ดีละน้อย โดยค่อยๆ เพิ่มความหลากหลาย เพิ่มความหยาบ และไม่ควรไปบังคับให้ลูกกิน และพยายามจูงใจลูกด้วยวิธีต่างๆแทน ✨ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาถ่ายพยาธิแก่เด็ก👶หากเด็กมีอาการพุงโรก้นปอดจากการมีพยาธิในลำไส้ เพื่อกำจัดพยาธิที่กำลังแย่งสารอาหารจากเด็กไปโรคซางนั้นนอกจากจะทำให้เด็กมีกล้ามเนื้อลีบไม่แข็งแรงผอมแห้งแล้ว ระบบทางเดินหายใจ ระบบขับถ่ายก็ยังถูกส่งผลกระทบ และยังมีพัฒนาการที่ช้าอีกด้วย ซึ่งผู้ปกครองสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยการดูแลการกินให้ลูกน้อย เท่านี้ก็สามารถทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงได้แล้วค่ะ 

Content Image

ฟันของหนูขึ้นครบหรือยังน้า?

ฟันน้ำนมแท้จริงๆแล้วมีกี่ซี่? แล้วลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่จะเริ่มมีฟันขึ้นเมื่อไหร่ และขึ้นครบตอนช่วงใด? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะความสำคัญของฟันน้ำนม✨ ฟันน้ำนมมีความสำคัญอย่างไร?คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจมีความเข้าใจผิดและคิดว่าฟันน้ำนมไม่ต้องดูแลดีก็ได้เพราะเดี๋ยวก็จะหลุดออกไปและมีฟันแท้ขึ้นมา ถึงตอนนั้นก็ค่อยดูแล แต่จริงๆแล้วเราควรจะเริ่มดูแลตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกเลยค่ะฟันน้ำนม🦷สำคัญสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นฟันที่ใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร หากไม่มีฟันน้ำนม หรือฟันหลุดเร็วเกินไปจะทำให้เด็กบดเคี้ยวไม่ละเอียด จนเกิดอาการท้องอืดได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพช่องปากของลูกน้อยด้วยการแปรง🪥ฟัน อีกทั้งยังป้องกันปัญหาฟันผุได้ด้วย✨ จะเกิดอะไรขึ้นหากฟันน้ำนมหลุดเร็วไป?ฟันน้ำนมเป็นฟันที่จะขึ้นก่อนฟันแท้🦷 ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับฟันน้ำนมเพราะหากฟันน้ำนมหลุดเร็วเกินไป จนฟันแท้ขึ้นไม่ทัน ลูกน้อยอาจจะมีปัญหากับการเคี้ยวอาหาร ไปจนถึงความมั่นใจในการพูดและออกเสียงฟันน้ำนมมีกี่ซี่ เริ่มขึ้นกี่ขวบและครบตอนกี่ขวบ✨ ฟันน้ำนมมีทั้งหมดกี่ซี่?ฟันน้ำนมมีทั้งหมด 20 ซี่ แบ่งออกเป็นฟันบน 10 ซี่ และฟันล่างอีก 10 ซี่ โดยฟันจะเริ่มขึ้นในทารกที่มีช่วงอายุ 5-6 เดือน เริ่มจากฟันหน้าด้านล่าง ตามด้วยฟันหน้าด้านบน🙂✨ จากนั้น..จะทยอยขึ้นฟันกรามและฟันเขี้ยว จนครบ 20 ซี่ ซึ่งระหว่างนั้น ฟันน้ำนมก็จะค่อยๆหลุดและมีฟันแท้🦷จะขึ้นมาแทนที่ โดยฟันแท้มีทั้งหมด 32 ซี่ จะมีฟันกรามบริเวณขากรรไกรเพิ่มขึ้นมา โดยฟันจะขึ้นมาครบทั้งหมดตอนเด็กอายุ 10 -12 ขวบวิธีดูแลฟัน✨ยังไม่มีฟันเลยจะเป็นช่วงแรกเกิดจนลูกอายุ 6 เดือน คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ผ้าชุบน้ำต้มสุกเช็ดบริเวณเหงือก กระพุ้งแก้ม และลิ้น เพื่อทำความสะอาดช่องปากของทารก วันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและก่อนนอน🙂 ✨เริ่มมีฟันแล้วหากฟันของทารกยังขึ้นไม่เยอะมาก ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี สามารถใช้วิธีการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดได้ แต่เมื่อฟัน🦷เริ่มขึ้น ในช่วง 1 - 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ต้องแปรงฟันให้ลูก วันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและก่อนนอน✨มีฟันแล้ว จับแปรงเป็นเมื่อเด็กสามารถจับแปรงสีฟัน🪥 เองได้ ช่วง 3 ขวบขึ้นไปถึง 5 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกให้ลูกแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้า และก่อนนอน และสำรวจช่องปากของลูก หากยังไม่สะอาด คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องแปรงซ้ำอีกครั้ง เพื่อป้องกันฟันผุ หรือสูญเสียฟันก่อนวัยอันควร🙂เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของเจ้าตัวน้อย เมื่อทราบความสำคัญแล้วก็อย่าลืมใส่ใจสุขภาพปากและฟันของลูก และพาลูกไปพบทันตแพทย์อย่างเป็นประจำเพื่อนสุขภาพฟันที่ดีนะคะ

Content Image

ปอดอักเสบในเด็ก

  โรคปอดอักเสบ🫁หรือปอดบวมในเด็กเป็นโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้ซึ่งส่งผลต่อปอดโดยตรงเลยค่ะ สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคปอดบวมนะคะ เนื่องจากการแทรกแซงและการป้องกันแต่เนิ่นๆ เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลลูก👶ของเราให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ โรคปอดอักเสบเกิดจากอะไรโรคปอดบวม🫁ในเด็กเกิดขึ้นเมื่อถุงลมในปอดเกิดการอักเสบและเต็มไปด้วยของเหลวหรือหนอง ทำให้หายใจลำบาก การติดเชื้อนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ แบคทีเรีย🦠 Streptococcus pneumoniae ไวรัสทางเดินหายใจ (RSV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคปอดบวม ซึ่งรวมถึงทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือเด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ รวมถึงผู้ที่มีภาวะสุขภาพเรื้อรังด้วยนะคะ เช่น โรคหอบหืดหรือโรคหัวใจ🫀และเด็กที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดหรือเต็มไปด้วยควัน✨อาการของโรคปอดบวม อาการก็อาจแตกต่างกันไปค่ะ แต่สัญญาณทั่วไปที่ต้องระวัง ได้แก่ อาการไอ ซึ่งอาจสร้างเสมหะได้ค่ะ อาการหายใจเร็ว😮‍💨หรือลำบากเกินไป อาการเจ็บหน้าอกหรือไม่สบายบ่อยๆ อาการมีไข้ มักมีอาการหนาวสั่นร่วมด้ว อาการความเมื่อยล้าหรืออ่อนแรง😰 อาการเบื่ออาหาร รวมถึงการกินอะไรไม่ค่อยได้ด้วยค่ะ และอาการริมฝีปากหรือเล็บมีสีฟ้า อันนี้จัดอยู่ในกรณีที่รุนแรงมากค่ะวิธีรักษาปอดอักเสบการรักษาทั่วไป คือการใช้ยาปฏิชีวนะ💊 หากปอดบวมเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ บ้างก็ใช้ยาต้านไวรัส หากปอดบวมเกิดจากไวรัส อาจสั่งยาต้านไวรัสให้ผู้ป่วยได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการพักผ่อน😴 และดื่มน้ำให้เพียงพอค่ะจะสนับสนุนกระบวนการบำบัดของร่างกายได้ดีนะคะ อีกวิธีคือการใช้ยาบรรเทาปวดที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน สามารถช่วยบรรเทาอาการไข้🤒 ความเจ็บปวด และการอักเสบได้ บ้างก็ใช้ยาระงับอาการไอ หากอาการไอของคุณรุนแรงหรือต่อเนื่อง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาระงับอาการไอเพื่อบรรเทาอาการค่ะ และสุดท้ายคือการการบำบัดด้วยออกซิเจน ในกรณีที่รุนแรง อาจให้ออกซิเจนเสริมเพื่อให้แน่ใจว่าระดับออกซิเจนในเลือดเพียงพอค่ะ💊ใช้ยาต้านเชื้อราและอีกหนึ่งวิธีคือการรักษาจำเพาะ ซึ่งในบางกรณีผู้ป่วยมีอาการปอดบวมจากแบคทีเรีย🦠 มักใช้ในการรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย บางกรณีปอดอักเสบจากไวรัส อาจมีการกำหนดยาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัสที่เกิดจากไวรัสบางชนิด หรือบางกรณีเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อรา อาจมีการสั่งยาต้านเชื้อรา เช่น fluconazole หรือ amphotericin B เพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อรา และบางกรณีเป็นโรคปอดอักเสบจากการสำลัก การรักษาอาจรวมถึงยาปฏิชีวนะ💊 กายภาพบำบัดทรวงอก และการรักษา วิธีป้องกันโรคปอดอักเสบ👉1. รับวัคซีน ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณได้รับวัคซีน💉ป้องกันโรคปอดบวมที่แนะนำ เช่น วัคซีนนิวโมคอคคัสคอนจูเกต (PCV13) และวัคซีนนิวโมคอคคัสโพลีแซคคาไรด์ (PPSV23) วัคซีนเหล่านี้สามารถป้องกันสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคปอดบวมจากแบคทีเรีย👉2. รักษาสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่🧼และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ หากไม่มีสบู่และน้ำ ให้ใช้เจลทำความสะอาดมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์👉3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โรคปอดบวมอาจเกิดจากไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดที่สามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองในทางเดินหายใจ พยายามหลีกเลี่ยง🙅‍♀️การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อทางเดินหายใจ 👉4. ปิดปากและจมูก เมื่อไอหรือจาม ให้ใช้ทิชชู่🧻หรือข้อศอกปิดปากและจมูก แทนที่จะใช้มือ ซึ่งจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค👉5. รักษาวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงสามารถช่วยป้องกันโรคปอดบวมได้ รับประทานอาหารที่สมดุล🍲 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ😴 และจัดการกับระดับความเครียด👉6 หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง การสูบบุหรี่🚬ทำลายปอดและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้คุณติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น👉7. ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพทั่วไป ไปพบผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเป็นประจำเพื่อตรวจสุขภาพ และปฏิบัติตามการตรวจคัดกรองหรือการรักษาที่แนะนำเพื่อรักษาสุขภาพโดยรวม  เพื่อป้องกันโรคปอดบวมในเด็ก👶 สิ่งสำคัญคือต้องใช้มาตรการป้องกันบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคที่ติดเชื้อได้และให้รักษาสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอโดยการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงควันบุหรี่🚬 ควันไฟ🔥 ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด❄️ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจอ่อนแอลง และทำให้เด็กๆ ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นค่ะ รวมถึงการฝึกนิสัยด้านสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคปอดบวม  สนับสนุนให้เด็กๆ ล้างมือ🤲ให้สะอาดและบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้า ช่วยกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมากับมือ ได้ค่ะ

Content Image

ทำไมเด็กถึงก้าวร้าว

     ความก้าวร้าว🤬นับเป็นสิ่งปกติที่แสดงออกในมนุษย์ทุกคน เช่นเดียวกันกับมนุษย์วัยเด็กหรือเจ้าตัวน้อย👶ของเรานั่นเองค่ะ ความก้าวร้าวจะเกิดจากอะไรได้บ้าง และเราจะรับมือกับความก้าวร้าวของลูกโดยไม่เสียความสัมพันธ์อันดีไปได้อย่างไร บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปค้นหาคำตอบกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุของความก้าวร้าวในวัยเด็ก👉เป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น สมาชิกครอบครัว👨‍👩‍👧หรือผู้คนรอบตัวนั้นแสดงความก้าวร้าวออกมา จึงทำให้เจ้าตัวน้อยมีพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ หรืออาจลอกเลียนแบบมาจากสื่อต่างๆที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและใ้ช้ความรุนแรงก็ได้ค่ะ สำหรับการเสพสื่อ📺ต่างๆ คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิดค่ะ👉สภาพสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่บีบบังคับให้ต้องแสดงความก้าวร้าวเด็กอยู่ในสภาพสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่บีบบังคับให้ต้องแสดงความก้าวร้าว🤬เพื่อเป็นเกราะกำบังความรุนแรง หรือเพื่อเป็นการป้องกันตนเอง🛡️นั่นเอง เด็กจึงคิดว่าสามารถใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ่นได้👉คุณพ่อคุณแม่อาจไม่มีเวลาอบรมคุณพ่อคุณแม่อาจไม่มีเวลาใกล้ชิดเพื่อแนะนำและอบรมเจ้าตัวน้อยในแง่ของการควบคุมอารมณ์อย่างเหมาะสม เมื่อเด็กต้องประสบกับอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ ก็จะแสดงออกมาในรูปแบบของความก้าวร้าว🤬 ซึ่งเป็นสิ่งที่เลือกทำได้ง่ายที่สุดค่ะ👉คุณพ่อคุณแม่สร้างเงื่อนไขที่ผิดให้กับลูกผู้ปกครองสร้างเงื่อนไขที่ผิดให้กับลูก ยกตัวอย่างเช่น หากเด็กอยากได้ของเล่น🪀แล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมให้ในทีแรก เด็กอาจเลือกที่จะแสดงอาการหงุดหงิดก้าวร้าว จนเริ่มงอแง😭 ลงไปดิ้นอยู่ที่พื้นจนทำให้ผู้ปกครองเริ่มเขินอาย และซื้อของเล่นให้เด็กในที่สุด เด็กจึงเข้าใจว่าถ้าเลือกใช้วิธีนี้แล้วจะได้สิ่งที่ตนเองต้องการอยู่เสมอจนติดเป็นนิสัยได้ค่ะ👉ลูกมีอาการทางจิตเด็กอาจมีอาการทางจิตหรือภาวะบางอย่างที่ส่งผลต่อการแสดงออกของพฤติกรรม ซึ่งเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมอีกทอดหนึ่ง หรืออาจเป็นผลมาจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกายและสารเคมีในสมอง🧠ค่ะ วิธีรับมือกับความก้าวร้าวของเด็กรับมือกับความก้าวร้าวของเด็กเล็ก👶1️⃣เบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก จากสิ่งที่เด็กกำลังสนใจอยู่ เช่นการอยากได้ของเล่น🚂 ก็อาจจะหาเหตุการณ์อื่นหรือสิ่งของอื่นๆมาเบี่ยงความสนใจของเด็กแทน2️⃣หากเจ้าตัวน้อยไม่ได้แสดงท่าทีงอแงเสียงดังอย่างรุนแรง อาจแสดงออกมาในรูปแบบของความไม่พอใจเล็กน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถยืนดูเฉยๆ🧍‍♀️ ไม่ต้องโต้ตอบอะไรทั้งในทางบวกและทางลบ รอใจกว่าเด็กจะใจเย็นลง แล้วจึงเข้าไปกอด ปลอบ🤗 ใช้วิธีการพูดคุยปรับความเข้าใจว่าพฤติกรรมเมื่อสักครู่นั้นไม่สมควรอย่างไร3️⃣หากเด็กมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ทำร้ายคนอื่น จนไปถึงการทำลายสิ่งของรอบตัว ให้ผู้ปกครองเข้าไปหยุดพฤติกรรมเหล่านั้นโดยทันที ในเด็กเล็กอาจใช้วิธีการล็อคตัวของเด็กไว้🔒👶 ในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยอาจใช้วิธีต้อนให้เข้ามุมแทนเพื่อให้เด็กสงบสติอารมณ์ค่ะ4️⃣ห้ามให้ในสิ่งที่เด็กต้องการเมื่อเด็กเรียกร้องความสนใจด้วยการร้องไห้งอแงหรือแสดงความไม่พอใจ😡 เพราะจะเป็นการสร้างกระบวนการทางความคิดผิดๆให้เด็ก ว่าถ้าร้องไห้งอแง แสดงอาการไม่พอใจแล้วจะทำให้ได้ในสิ่งที่ต้องการค่ะ5️⃣หากมีการตั้งกฎเกณฑ์📝ที่มีเหตุผลมารองรับความเหมาะสม และได้ทำความเข้าใจร่วมกับลูกไปแล้วว่าทำไมจึงต้องมีกฎเกณฑ์นี้เกิดขึ้น ควรใช้กฎนั้นอย่างสม่ำเสมอจนเป็นเรื่องปกติ ไม่ควรหละหลวมโดยไม่จำเป็น เพราะจะทำให้เด็กเล็กรู้สึกสับสนว่าจริงๆแล้วกฎเป็นสิ่งที่ต้องทำตามหรือไม่รับมือกับความก้าวร้าวในเด็กโต👦1️⃣อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า ว่าสาเหตุหนึ่งของความก้าวร้าวในเด็กก็คือพฤติกรรมเลียนแบบจากคนรอบตัว👨‍👩‍👧 ดังนั้นผู้ปกครองควรสงบสติอารมณ์ของตนเอง😌ก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ เพื่อให้เด็กสังเกตได้ถึงความไม่พอใจให้น้อยที่สุด และห้ามใช้ความรุนแรงหรือถ้อยคำรุนแรงในการรับมือกับลูกเด็ดขาด เพราะลูกจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ตนเองก็ทำได้เมื่อเกิดความไม่พอใจเช่นเดียวกันค่ะ2️⃣คุณพ่อคุณแม่ควรยอมรับในการมีอารมณ์และความรู้สึกของเด็ก แต่ควรแสดงออกว่าไม่สามารถยอมรับอาการก้าวร้าวนั้นได้ และใช้โอกาสดังกล่าวในการแสดงถึงการจัดการอารมณ์และการแสดงออกที่เหมาะสมแทนค่ะ3️⃣สอนให้เจ้าตัวน้อยมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือการมี Empathy💞นั่นเอง รวมไปถึงการสอนให้เด็กเข้าใจและเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของตนเองและผู้อื่นด้วยค่ะ4️⃣ระมัดระวังในการใช้คำพูดขณะอบรมลูก🗣️ คำพูดในกลุ่มตำหนิบางคำอาจทำให้เด็กฝังใจและเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตได้ในอนาคต และใช้คำพูดดีๆชมเชยเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อสร้างเงื่อนไขการกระทำของเด็กว่า ถ้าตนเองประพฤติตัวดีก็จะได้คำชมจากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ5️⃣หากเด็กกระทำความผิดลงไปแล้ว หลังอบรมเสร็จควรให้เด็กรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไปเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการตั้งเงื่อนไขให้เด็กทราบว่า  ถ้าตนเองเลือกที่จะกระทำแบบนี้อีกในอนาคต ตนเองก็ต้องรับผิดชอบ🫡ในสิ่งที่ตนเองก่อค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณพ่อคุณแม่👫คงทราบแล้วนะคะว่าควรใช้วิธีใดในการรับมือเจ้าตัวน้อยของตนเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือห้ามใช้ความรุนแรงแต่ลูกโดยเด็ดขาดค่ะ นอกจากจะมีโอกาสสร้างแผลกาย🤕ให้ลูกแล้วยังเสี่ยงที่จะสร้างแผลใจให้ลูกด้วย ก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เป็นพิษ อาจทำให้เด็กเติบโตไปเป็นโรคทางจิตเวชได้ค่ะ

Content Image

วิธีเลือกเต็นท์เด็ก ไอเทมสำคัญในกิจกรรมแคมป์ปิ้ง

     เมื่อลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เติบโตขึ้น จินตนาการของพวกเขาก็ไร้ขอบเขต เต็นท์⛺️เด็กสามารถเป็นส่วนเสริมที่ยอดเยี่ยมให้กับการผจญภัยในช่วงเวลาเล่นของลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ โดยนำเสนอโลกแห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความสนุกสนานไม่รู้จบ เราจะมาเจาะลึกคุณประโยชน์ของเต็นท์เด็กและสำรวจประเภทต่างๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดกัน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการตามวัยให้กับลูกๆกันนะคะ💁‍♀️ประเภทของเต็นท์เด็กเต็นท์รูปบ้าน เต็นท์น่ารักเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับบ้านจิ๋ว🏠 และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดเตรียมพื้นที่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับบุตรหลานของคุณพ่อคุณแม่ เต็นท์รูปบ้านช่วยเพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความรับผิดชอบ และความเป็นอิสระของบุตรหลาน เนื่องจากเต็นท์เหล่านี้สร้างสวรรค์เล็กๆ ภายในบ้าน เต็นท์เหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัวที่เด็กๆ สามารถเล่นอย่างมีจินตนาการ เล่าเรื่อง และอ่านหนังสือเงียบๆ📖 เป็นสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเงียบสงบสำหรับการพักผ่อนและผ่อนคลายหลังจากวันที่วุ่นวายได้ค่ะเต็นท์อุโมงค์ หรือเต็นท์ทรงกระโจม ได้รับการออกแบบเพื่อจุดประกายความรู้สึกของการผจญภัยและการสำรวจของบุตรหลาน เต็นท์เหล่านี้มีโครงสร้างคล้ายอุโมงค์ยาว ช่วยให้ออกกำลังกาย การคลาน และการเล่นอย่างมีจินตนาการ สามารถเชื่อมต่อกับเต็นท์อื่นๆ ได้ ทำให้เกิดสนามเด็กเล่นขนาดเล็กที่กระตุ้นปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการทำงานเป็นทีมระหว่างพี่น้องและเพื่อนๆ รูปทรงอุโมงค์ยังส่งเสริมการรับรู้เชิงพื้นที่และทักษะการประสานงานในขณะที่เด็กๆ เดินผ่านทางเดินที่น่าตื่นเต้นค่ะ🥳เต็นท์ป๊อปอัพ เต็นท์ลักษณะนี้มีความสะดวกอย่างไม่น่าเชื่อและติดตั้งง่าย ทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่ผู้ปกครอง เต็นท์ขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบาเหล่านี้สามารถประกอบและพับกลับให้มีขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะสำหรับการเล่นในร่มและกลางแจ้ง เต็นท์ป๊อปอัพมีรูปทรงและดีไซน์หลากหลาย เช่น ปราสาท🏰 รถยนต์ สิ่งของหรือสัตว์ต่างๆ ที่ช่วยเติมพลังจินตนาการของเด็กๆ ในระหว่างเล่นได้ค่ะประโยชน์ของเต็นท์สำหรับเด็กส่งเสริมการเล่นอย่างมีจินตนาการ เต็นท์สำหรับเด็กเป็นผืนผ้าใบที่เปิดกว้างเพื่อให้จินตนาการของบุตรหลานได้เบ่งบาน ไม่ว่าพวกเขาจะแกล้งทำเป็นตั้งแคมป์ในป่า🏕️หรือจัดงานเลี้ยงน้ำชากับตุ๊กตาสัตว์ตัวโปรด เต็นท์ก็สร้างโลกแห่งจินตนาการที่ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีขอบเขต การเล่นรูปแบบนี้ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา ความสามารถในการแก้ปัญหา และความฉลาดทางอารมณ์ค่ะส่งเสริมความเป็นอิสระและความรับผิดชอบ การมีพื้นที่ของตัวเองภายในเต็นท์ส่งเสริมความรู้สึกเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบในเด็กๆ🫡 พวกเขาเรียนรู้ที่จะจัดระเบียบของเล่นและข้าวของ รักษาพื้นที่ให้เป็นระเบียบ และดูแลที่ซ่อนพิเศษของพวกเขา ทักษะเหล่านี้แปลงเป็นบทเรียนชีวิตอันมีค่า โดยสอนให้พึ่งพาตนเองและมีความรับผิดชอบค่ะเสริมทักษะด้านความรู้ความเข้าใจและการเคลื่อนไหว การเล่นในเต็นท์ช่วยส่งเสริมการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในขณะที่เด็กๆ มีส่วนร่วมในการแสดงบทบาทสมมติ การเล่าเรื่อง🗣️ และการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังส่งเสริมทักษะการเคลื่อนไหวขณะคลาน ทรงตัว และเคลื่อนตัวผ่านโครงสร้างเต็นท์ต่างๆ เต็นท์ที่มีรูปทรง พื้นผิว และสีต่างๆ จะช่วยกระตุ้นการสำรวจทางประสาทสัมผัส และช่วยพัฒนาพัฒนาการโดยรวมค่ะ     ก่อนอื่นเลยนะคะคุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ให้มองหาเต็นท์ที่ทำจากวัสดุปลอดสารพิษ โครงสร้างแข็งแรง และผ้าที่ทนไฟ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเต็นท์มีการระบายอากาศที่เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดอันตรายจากการสำลักค่ะ🤢 อีกอย่างคือเรื่องของขนาดและการติดตั้ง พิจารณาพื้นที่ว่างในบ้านหรือสวนหลังบ้านก่อนที่จะซื้อเต็นท์ด้วยนะคะ เลือกใช้ขนาดที่ลงตัวกับพื้นที่ที่กำหนด นอกจากนี้ ให้เลือกเต็นท์ที่ประกอบ ถอดประกอบ และจัดเก็บได้ง่ายเมื่อไม่ใช้งานค่ะ เพิ่มเติมมาคือเรื่องของคุณสมบัติเสริมเพื่อความสนุกสนานที่เพิ่มมากขึ้น เต็นท์บางหลังมาพร้อมกับคุณสมบัติเพิ่มเติมที่น่าตื่นเต้น เช่น อุโมงค์ หน้าต่าง หรือองค์ประกอบแบบโต้ตอบในตัว ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยเพิ่มความสนุกสนานและการมีส่วนร่วมให้กับกิจกรรมเวลาเล่นของบุตรหลานของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ และสุดท้ายคือเรื่องทัศนวิสัย เลือกเต็นท์ที่ให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเฝ้าดูลูกจากภายนอกได้ แผงโปร่งใสหรือตาข่ายช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนและมั่นใจในความปลอดภัยของบุตรหลานค่ะ👶 เพราะเต็นท์สำหรับเด็กเป็นมากกว่าแค่เครื่องเล่น พวกเขาเป็นประตูสู่โลกแห่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ด้วยคุณประโยชน์มากมาย เต็นท์เด็กจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในการเล่นของลูก ขอให้มีความสุขกับการเลือกเต็นท์ให้ลูกๆนะคะ

Content Image

โรคตับอักเสบเด็กก็เป็นได้!

เรามักจะเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคตับอักเสบซึ่งหลายๆคนมักจะเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น หรือ เกิดจากการดื่มเหล้า ไม่ดูแลสุขภาพร่างกายตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วโรคตับอักเสบสามารถเกิดขึ้นกับเด็กเล็กหรือแม้แต่เด็กทารกได้ด้วยค่ะ ตับมีหน้าที่อะไร?ตับ เป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องด้านขวาบน มีหน้าที่สำคัญหลายอย่างดังนี้✨ทำลายสารพิษ☠️ที่ปนมาในเลือดผ่านลำไส้✨ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านสารอาหารจากลำไส้ไปยังอวัยวะส่วนอื่น✨มีหน้าที่ย่อยและดูดซึมไขมัน✨ช่วยให้เลือดแข็งตัว🩸✨ตับมีหน้าที่ผลิตน้ำดี✨รวมถึงลำเลียงน้ำดีไปตามท่อน้ำดีและเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีอาการของโรคตับอักเสบในเด็กเราจะสามารถสังเกตอาการของโรคตับอักเสบในเด็กได้ดังนี้✨รูปร่างผอมลง แขนขาลีบ✨ทานอาหารได้น้อยลง🍲✨ร่างกายเผาผลาญสารอาหารมากผิดปกติ ✨มีอาการดีซ่าน ผิวหนังหรือตาเป็นสีเหลือง✨อวัยวะมีการบวมขึ้นเพราะตับไม่สามารถสร้างโปรตีนได้✨มีถาวะน้ำ🌊ในช่องท้องทำให้ท้อง ตับ ม้ามโตขึ้น✨หากมีอาการรุนแรงอาจอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำสาเหตุของโรคตับในเด็กโรคตับในเด็กที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส🦠 และเด็กจะสามารถหายเองได้ โดยแพทย์จะรักษาตามอาหารที่เป็นอยู่ ไม่มีการใช้ยาแรงๆ หรือผ่าตัดอะไรใดๆค่ะโรคตับในเด็กชนิดเรื้อรัง💡ท่อน้ำดีมีความผิดปกติท่อน้ำดีโป่งฟอง ท่อน้ำดีมีจำนวนน้อยลง หรือ ท่อน้ำดีตีบตัน สามารถพบได้ในทารกแรกเกิด - 3 สัปดาห์ 💡ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจากแม่สู่ลูกทารกจะติดเชื้อมาจากมารดาระหว่างที่ทำการคลอด โดยจะไม่แสดงอาการจนโตเป็นผู้ใหญ่ 💡สารทองแดงสะสมในตับมากมักจะพบในเด็กที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด คุมอาหารที่มีไขมันมาก และควรออกกำลังกาย โดยในบางรายอาจต้องผ่าตัดผู้ปกครองส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าจริงๆแล้วทารกก็สามารถเป็นโรคตับอักเสบได้ โดยนอกจากจะเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อจากมารดา👩แล้วยังเกิดจากการตีบของท่อน้ำดีได้อีกด้วย ซึ่งหากผู้ปกครองทราบถึงโรคตับอักเสบในเด็กก็จะสามารถพาลูกไปพบคุณหมอได้อย่างทันท่วงทีนั่นเองค่ะ 

Content Image

ของเล่นเสริมพัฒนาการสำหรับเด็ก 2 ขวบ

     มาถึงช่วงที่เจ้าตัวน้อยเข้าสู่วัย 2 ขวบ ซึ่งจัดว่าเป็นวัยที่กำลังเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ  ดังนั้นการเลือกของเล่นเสริมพัฒนาการสำหรับเด็ก 2 ขวบ🪀 นั้นจำเป็นอย่างมาก เพราะของเล่นจะช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้และพัฒนาการทั้งทางร่างกาย ภาษา ความคิด อารมณ์และสังคม ให้ลูกได้อย่างมากเลยทีเดียว แล้วของเล่นประเภทไหนบ้างที่เหมาะสำหรับเด็กในวัยนี้ เรามาหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️พัฒนาการของเด็ก 2 ขวบ มีอะไรบ้าง?เด็กในวัย 2 ขวบ จะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวที่เด่นชัด ยกตัวอย่างเช่น สามารถเดินขึ้นบันไดได้เองโดยไม่ต้องให้ช่วย, ใช้ช้อนส้อมตักข้าวทานเองได้🥣, เปิดฝาขวดเองสำหรับดื่มน้ำเองได้ และรวมไปถึงสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกของเล่นและกิจกรรมที่ช่วยเสริมทักษะการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเตะบอล หรือหาของเล่นที่ช่วยพัฒนาทักษะการควบคุมกล้ามเนื้อ ข้อมือ มือ และนิ้วมือ เช่น การวาดรูปเล่นด้วยดินสอ✏️ สีเทียน การวาดรูปแบบฟิงเกอร์เพนต์ (Finger Paint) หรือการวาดรูปด้วยนิ้วมือ ที่ให้เด็กได้ใช้มือและนิ้วมือป้ายสีต่าง ๆ ลงบนกระดาษแทนพู่กัน ของเล่นเสริมพัฒนาการที่เหมาะสำหรับเด็ก 2 ขวบลูกบอล (Ball)ลูกบอล⚽️จะช่วยพัฒนาทักษะการประสานงานของสายตาและกล้ามเนื้อมือสำหรับเด็ก โดยใช้สมองเป็นตัวกลาง การเล่นลูกบอลเป็นประจำจะช่วยฝึกความคล่องแคล่วของเด็ก ช่วยพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้การเตะ โยน หรือขว้างลูกบอลแล้ว แต่อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ควรเฝ้าระวังขณะลูกเล่นไม่ให้คลาดสายตา เพื่อเรื่องความปลอดภัยและอุบัติเหตุด้วยนั่นเองกล่องหยอดบล็อกรูปทรงเรขาคณิต (Shape Sorting Box)กล่องหยอดบล็อกรูปทรงเรขาคณิต📐 จะมีลักษณะเป็นกล่องรูปทรงลูกเต๋า ทำมาจากไม้หรือพลาสติก มีสีสันสดใส ข้างในกลวง แต่ละด้านเจาะช่องเป็นรูปทรงเดียวกับบล็อก เช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เด็กสามารถหยิบและหยอดบล็อกให้ตรงตามช่องบนกล่องได้ การเล่นแบบนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการแยกแยะสี รูปร่างของสิ่งของ และยังช่วยให้เด็กจดจำชื่อเรียกของรูปทรงแต่ละชนิดได้ด้วย🤔 แถมยังช่วยกระตุ้นให้เด็กได้บริหารกล้ามเนื้อนิ้วมือและการแก้ปัญหาด้วยตัวเองด้วยของเล่นบทบาทสมมติ  (Role Play Toys)ของเล่นบทบาทสมมติจะช่วยพัฒนาทักษะด้านอารมณ์และสังคม เป็นการจำลองสถานการณ์ของผู้ใหญ่ในรูปแบบการเล่นบทบาทสมมติ เพื่อที่เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบนั่นเอง เช่น ชุดครัวของเล่น ชุดตรวจคุณหมอ🩺 ชุดเครื่องมือปฐมพยาบาล ชุดเครื่องประดับบนโต๊ะเครื่องแป้ง💄 นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่อาจสอนให้เด็กรู้จักการแสดงอารมณ์และเรียนรู้การดูแลสิ่งที่ตัวเองรัก หนังสือภาพสีสันสดใส (Coloring Books)คุณแม่สามารถหาหนังสือภาพสีสันสดใสมาให้ลูกระบาย🎨 จะช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาและการสื่อสารให้ลูกได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือภาพที่มีเสียงประกอบ  และอาจเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงและท่าประกอบที่ตื่นตาตื่นใจ🥳 ก็จะทำให้เด็กอยากมีส่วนร่วมและสนุกไปกับเรื่องเล่าที่ได้ฟัง ถือเป็นของเล่นที่ทำให้ครอบครัวได้ใช้เวลาในครอบครัวด้วยกันและยังช่วยเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของลูกด้วย     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะ ถึงการเลือกของเล่นเสริมพัฒนาการที่เหมาะสำหรับเด็ก 2 ขวบ👶 ควรเป็นของเล่นที่กระตุ้นและพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การใช้ความคิด และการเข้าสังคมของเด็ก  และคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการเลือกของเล่นที่มีคุณภาพ ทำจากวัสดุปลอดสารพิษ ไม่เป็นอันตรายกับเด็ก โดยเน้นไปที่ของเล่นที่ได้มาตรฐานมอก. ทนต่อการหยิบ จับ เขวี้ยง ขว้าง กระแทก หรือกัดแทะ ของเด็ก และควรระวังของเล่นที่มีขนาดเล็กจนเกินไป  เพราะหากเกิดเหตุการณ์เด็กนำเข้าปากหรือกลืนของเล่นลงไป ของเล่นขนาดเล็กอาจจะหลุดเข้าไปในหลอดลมหรือทำให้เด็กสำลักได้ค่ะ🤢

Content Image

เด็กหกล้มเลือดออก รับมืออย่างไร

     เราต่างทราบกันดีว่าพัฒนาการด้านหนึ่งที่สำคัญของเจ้าตัวน้อย👶ก็คือพัฒนาการทางด้านร่างกายใช่ไหมคะ ดังนั้นการปล่อยให้เขาได้มีกิจกรรมกลางแจ้ง ได้มีการวิ่งเล่นออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ แต่แน่นอนว่าความสามารถในการเคลื่อนไหวและความแข็งแรง💪ของกล้ามเนื้อในเด็กเล็กอาจไม่ได้สูงมากนัก สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คืออุบัติเหตุจากการวิ่งเล่นนั่นเอง หนึ่งในอุบัติเหตุที่สามารถเกิดได้ง่ายและบ่อยที่สุดสำหรับเด็กก็คือการหกล้ม ถึงแม้จะดูเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้รุนแรงอะไร แต่เราในฐานะผู้ดูแลเจ้าตัวน้อยจะต้องรับมืออย่างไร มีประเด็นอะไรที่น่ากังวลบ้างหลังเกิดการหกล้มขึ้น บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูกันค่ะ💁‍♀️วิธีรับมือกับแผลที่ไม่ฉีกขาด💥บาดแผลฟกช้ำ เป็นบาดแผลรูปแบบที่ไม่มีรอยถลอกหรือการแยกออกจากกันของชั้นผิวหนังด้านบนที่เราสามารถมองเห็น👀ได้ แต่มีความเสียหายของกล้ามเนื้อข้างใน และหลอดเลือดฝอยใต้ชั้นผิวหนังเกิดขึ้นค่ะ เมื่อหลอดเลือดเหล่านั้นเสียหาย เลือด🩸จึงออกมาคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เราสังเกตเห็นเป็นรอยฟกช้ำซึ่งก็คือรอยของเลือดนั่นเองค่ะ สำหรับวิธีการรับมือเมื่อเจ้าตัวน้อยเกิดแผลฟกช้ำ ให้ผู้ปกครองตั้งสติแล้วรีบหาน้ำแข็ง🧊มาประคบบริเวณที่เกิดรอยค่ะ หรือหากยังไม่สามารถสังเกตเห็นรอยช้ำให้ประคบบริเวณที่คาดว่าร่างกายจะเกิดความเสียหายจากการล้มค่ะ ควรประคบด้วยน้ำแข็งต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างต่ำ 24 ชั่วโมงซึ่งจะทำให้เลือดที่คั่งนั้นแข็งตัว เมื่อครบเวลาแล้วค่อยประคบด้วยน้ำอุ่นๆเพื่อละลายลิ่มเลือดเหล่านั้นค่ะ💥แผลบวมแดงจากอาการเคล็ดขัดยอก ยกตัวอย่างเช่นการเล่นกีฬาแล้วข้อเท้า🦶พลิก ผู้ปกครองสามารถแก้ปัญหาในรูปแบบเดียวกันกับแผลฟกช้ำได้เลย นั่นก็คือการประคบเย็น🧊ก่อนอย่างต่ำ 24 ชั่วโมง จากนั้นจึงประคบร้อน (ประคบด้วยน้ำอุ่นๆ) ตามมาภายหลังค่ะ💥ผิวหนังไหม้จากการโดนแดดเป็นระยะเวลานานๆ สำหรับวิธีรักษาที่เหมาะสมนั้นควรไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์👩‍⚕️ประเมินความรุนแรงของการไหม้ค่ะ หากมีตำแหน่งผิวหนังที่เกิดความเสียหายเช่นไหม้🔥จนลอก แพทย์อาจสั่งให้ทำแผลเพิ่มเติมค่ะวิธีรับมือกับบาดแผลฉีกขาด✨บาดแผลถลอก นับว่าเป็นรูปแบบที่พบเจอได้แน่นอนจากการหกล้มบนพื้นแข็งขรุขระเช่นคอนกรีต ถือว่าเป็นแผลตื้น ยังไม่ใช่แผลลึก ลักษณะของปากแผลจะมีเลือด🩸และน้ำเหลืองซึมออกมาเล็กน้อย เกิดความฉีกขาดของผิวหนังชั้นบน เนื่องจากว่าปากแผลอาจเปิดกว้าง จึงเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการติดเชื้อก่อโรค🦠ในอากาศค่ะ วิธีรับมืออันดับแรกคือผู้ปกครองต้องประเมินก่อนว่าเด็กๆเลือดออกเยอะหรือไม่ ถ้าเยอะให้หาผ้าสะอาดมากดเบาๆปิดปากแผลไว้ก่อนจนกว่าเลือดจะออกน้อยลงหรือหยุดไหล จากนั้นให้พาเด็กไปล้างปากแผลด้วยการให้น้ำสะอาดไหลผ่าน จากนั้นจึงทำแผลด้วยการใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลหรือเบตาดีนเช็ดรอบๆปากแผล ห้าม🙅‍♀️ราดหรือเช็ดบริเวณแผลโดยเด็ดขาดค่ะ✨แผลจากการถูกของมีดคมบาด มักเป็นแผลที่พื้นที่ปากแผลไม่ใหญ่ แต่ค่อนข้างลึก วิธีการรับมือจึงเน้นไปที่การป้องกันการติดเชื้อก่อโรค🦠เช่นกันค่ะ หากผู้ปกครอบประเมินว่าเด็กยังเลือดไม่หยุดไหล ให้ใช้ผ้าสะอาดกดเบาๆบริเวณแผลไว้ก่อนเพื่อห้ามเลือด🩸 เมื่อเลือดหยุดไหลแล้วจึงพาเด็กไปล้างเแผลด้วยการใช้น้ำสะอาดไหลผ่าน สามารถใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผลหรือเบตาดีนทารอบๆแผลได้ แต่ห้ามเทราดเช่นเดียวกันค่ะ✨แผลจากการถูกสัตว์ทำร้าย ยกตัวอย่างเช่นแผลสุนัขกัด🦮 แมวข่วน🐈 เป็นแผลประเภทที่เราไม่สามารถประเมินได้เองว่าถือเป็นแผลลึกหรือไม่ อันดับแรกให้ผู้ปกครองห้ามเลือดด้วยการใช้ผ้าสะอาดกดปากแผลให้เลือดหยุดไหลก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำสะอาดไหลผ่านแล้วควรไปทำแผลที่โรงพยาบาล🏥ค่ะ แพทย์จะทำการประเมินว่าต้องมีการเย็บแผลหรือไม่ และอาจต้องมีการฉีดวัคซีน💉พิษสุนัขบ้าและบาดทะยักควบคู่ค่ะ✨ความเสียหายของฟัน ในกรณีที่เด็กลื่นล้มแล้วฟัน🦷กระแทก อาจทำให้ฟันแตก ฟันโยก ให้ผู้ปกครองเก็บชิ้นส่วนของฟันไว้ในภาชนะที่สะอาด อย่าพึ่งน้ำไปสัมผัสกับอะไรก็ตามรวมถึงน้ำโดยตรง แล้วรีบพาเจ้าตัวน้อยไปพบทันตแพทย์ค่ะวิธีป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในเจ้าตัวน้อยเบื้องต้น👉จับตามองอย่างใกล้ชิด แม้จะให้โอกาสเด็กๆได้มีกิจกรรมกลางแจ้งแต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยเขาจนเกินไป ห้ามทิ้งลูกให้เล่นตามลำพัง👨‍👦ค่ะ👉เลือกพื้นที่ที่ให้เด็กทำกิจกรรมให้เหมาะสม ไม่เป็นพื้นที่ขรุขระ มีหลุมบ่อ🕳️ หรือเป็นพื้นที่สูง มีความต่างระดับในตนเองค่อนข้างมากค่ะ👉ให้เด็กสวมเสื้อผ้าที่รัดกุมและเหมาะสมกับกิจกรรม ยกตัวอย่างเช่นหากเป็นการหัดขี่จักรยานสองล้อ🚴‍♀️ ก็ควรให้ลูกสมกางเกงขายาวเพื่อลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุจักรยานล้มค่ะ    ถึงแม้อุบัติเหตุจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่มีใครคาดคิดแม้ผู้ปกครองจะทำการป้องกันและใส่ใจเจ้าตัวน้อยอย่างดีแล้วก็ตาม แต่วิธีการรับมือนั้นก็ไม่ได้ยากเกินไปใช่ไหมคะ สิ่งสำคัญเลยคือผู้ช่วยเหลือต้องมีสติ💭และรู้จักประเมินสถานการณ์ค่ะ หากรู้สึกว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเจ้าตัวน้อยนั้นมีความรุนแรงเกินจะรับมือไหวให้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น🩹เท่าที่จะทำได้ แล้วรีบพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีค่ะ

Content Image

วิธีเลือกผ้าห่มสำหรับเด็ก

     ผ้าห่มถือเป็นข้าวของเครื่องใช้หนึ่งที่มีเราทุกคนต่างต้องเคยใช้กันใช่ไหมคะ จุดประสงค์หลักๆของการใช้งานก็คือกักเก็บความร้อน♨️ให้อยู่ภายในร่างกายได้นานขึ้น แต่คุณผู้อ่านเคยทราบไหมคะว่าสำหรับเจ้าตัวน้อยนั้น👶 การเลือกผ้าห่มมีจุดประสงค์ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องตระหนักในการเลือกซื้อมากกว่าการซื้อผ้าห่มทั่วไป จะมีความพิเศษและข้อควรตระหนักอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เริ่มต้นจากการเลือกจุดประสงค์ของผ้าห่ม💫การเลือกซื้อผ้าห่มเพื่อการห่อร่างกายของทารก ในเด็กแรกเกิดที่พึ่งคลอดออกมา สังเกตว่าจะมีผ้าที่เอาไว้ใช้ห่อตัวทารก👶 นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าผ้าห่มสำหรับห่อตัวนั่นเองค่ะ ลักษณะจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน◽️หรือสี่เหลี่ยมจัตตุรัส จากนั้นคุณพ่อคุณแม่จะนำผ้ามาพับและห่อร่างกายของเจ้าตัวน้อยด้วยตนเอง แต่บางรุ่นก็จะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายถุงนอนสำหรับผู้ใหญ่ไปเลย เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่สะดวกที่จะใช้แบบไหนค่ะ ขนาดที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 40 x 40 จนไปถึง 48 x 48 นิ้วค่ะ💫การเลือกซื้อผ้าห่มที่ใช้ในการห่มร่างกายทารกทั่วไป ก็จะเป็นผ้าห่มทั่วไปเหมือนผ้าห่มที่เราใช้ห่มกันในชีวิตประจำวันเลยค่ะ ผ้าห่มชนิดนี้ก็จะใช้กับเด็กที่โต👦ขึ้นมาหน่อย ไม่จำเป็นต้องใช้กับเด็กที่ยังใช้ผ้าห่มประเภทห่อตัวอยู่ค่ะ คำนึงถึงเนื้อผ้าที่ใช้ผลิต☁️ผ้าคอตตอนหรือที่เรียกกันสั้นๆง่ายๆว่าผ้าฝ้ายนั่นเองค่ะ ผ้าลักษณะนี้มักถูกใช้ทำเสื้อยืดที่เราพบเห็นได้ทั่วไป เนื่องจากมีความเบาและอ่อนนุ่ม☁️ มีคุณสมบัติในการซึมซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดีในระดับหนึ่ง เกิดขุยผ้าได้ค่อนข้างยากหากผ่านการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี และทำความสะอาดได้ง่าย สะดวกสบายกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ👫🌫️ผ้ามัสลิน เป็นผ้าที่มาจากเส้นใยฝ้ายเช่นเดียวกัน แต่ด้วยลักษณะการทอจะมีความละเอียดขึ้นค่ะ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เนื่องจากมีความบางเบา ระบายอากาศ🍃ได้ค่อนข้างดีค่ะ🎋ผ้าใยไผ่ ผ้าใยไผ่เป็นผ้าที่โดดเด่นในเรื่องของคุณสมบัติในการระบายอากาศ ดูดซับเหงื่อได้ค่อนข้างดี ที่สำคัญคือไม่ค่อยเก็บฝุ่น💨 ลดโอกาสในการเกิดภูมิแพ้ฝุ่นในเจ้าตัวน้อยค่ะ🧺ผ้าโพลีเอสเทอร์ เป็นอีกหนึ่งเนื้อผ้าที่มีความอ่อนนุ่มอ่อนโยนต่อผิวของเจ้าตัวน้อย👶 มีน้ำหนักที่เบา เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีอุณหภูมิต่างๆหรือมีอากาศเย็นนั่นเอง เพราะเป็นผ้าประเภทที่โดดเด่นในด้านของการกักเก็บความร้อน♨️ รักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ในบริเวณที่มีอากาศร้อนหรือใช้งานช่วงฤดูร้อน เพราะค่อนข้างด้อยในแง่ของการระบายอากาศค่ะ🐑ผ้าขนแกะ ผ้าขนแกะเป็นผ้าอีกหนึ่งชนิดที่มีพื้นผิวนุ่มลื่นแต่ยังมีความเบาสบาย ทำความสะอาดได้ง่าย และเป็นอีกหนึ่งชนิดผ้าที่โดดเด่นในแง่ของการกักเก็บความร้อน ระบายความร้อนได้ค่อนข้างต่ำกว่าชนิดอื่นๆ จึงเหมาะสมที่จะใช้งานในบริเวณหรือช่วงที่มีอากาศเย็น☃️นั่นเองค่ะคำนึงถึงขนาดผ้าห่ม▫️ผ้าห่มขนาดเล็ก มักเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัดตุรัส ขนาดประมาณ 20 - 24 นิ้ว หากใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยก็จะใหญ่ได้ถึงประมาณ 35 นิ้วค่ะ มักเป็นอัตราส่วนสำหรับผ้าห่มที่มีจุดประสงค์เพื่อห่อร่างกายเด็กทารก🚼ค่ะ◻️ผ้าห่มขนาดกลาง เริ่มตั้งแต่อัตราส่วนเล็กสุดคือประมาณ 35 นิ้วจนถึง 45 นิ้วค่ะ สามารถเลือกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ได้ เพราะใช้ได้กับทั้ง 2 จุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นใช้เพื่อห่อตัวเด็ก👶หรือใช้ห่มทั่วไปนั่นเองค่ะ⬜️ผ้าห่มขนาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ 40 นิ้วเป็นต้นไป มักมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะใช้งานในรูปแบบห่มทั่วไป เหมาะกับเจ้าตัวน้อยที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบ👦ขึ้นไปค่ะ    น้ำหนักของผ้าห่มอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายๆท่านมองข้าม แต่อันที่จริงแล้วนับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะกดทับร่างกายของเจ้าตัวน้อยโดยตรง ผ้าห่มที่ดีและเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าไหร่ ทำจากเนื้อผ้าอะไร ก็ควรมีน้ำหนักโดยรวมของทั้งผืนไม่เกิน 10% ของเจ้าตัวน้อย ยกตัวอย่างเช่น หากลูกของเรามีน้ำหนักตัวประมาณ 5 กิโลกรัม น้ำหนักของผ้าห่มที่ใช้ก็ไม่ควรเกิน 500 กรัมหรือครึ่งหนึ่งของ 1 กิโลกรัมนั่นเองค่ะ ไม่เช่นนั้นผ้าผ่มที่หนักเกินไปอาจกดทับร่างกายเด็ก ทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก😮‍💨และอาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตจากการไหลตายในระหว่างนอนหลับ😴ได้ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการเลือกข้างของเครื่องใช้สำหรับเด็กนั้นมีข้อพิจารณาและข้อที่ควรตระหนักถึงมากกว่าข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป เนื่องจากร่างกายของเจ้าตัวน้อย👶นั้นมีความบอบบางและอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเด็กได้อย่างไม่ทันคาดคิดค่ะ

Content Image

อาการร้องกลั้นคืออะไรกันแน่นะ?

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยเห็นว่าลูกร้องไห้หนักๆ แบบกลั้นจนตัวเขียวจนหมดสติไป ซึ่งแบบนี้จะเรียกว่าอาการร้องกลั้นค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่ได้มีอันตรายรุนแรงอะไร วันนี้เราจะมาดูให้ลึกขึ้นกันว่าอาการร้องกลั้นเป็นอย่างไรกันดีกว่าค่ะการร้องกลั้นคืออะไรกันแน่นะ?ร้องกลั้น...จนหน้าเขียว🤢การร้องกลั้นของเด็กทารก ในภาษาอังกฤษเรียกว่า breath holding spell คือ การที่ทารกร้องไห้หนักมากจนช่วงจังหวะของการหายใจออกยาว☁️จนเหมือนกับลูกกลั้นหายใจประมาณ 10-20 วินาที จึงทำให้มีลักษณะนิ่งและเหมือนหมดสติไปช่วงเวลาสั้นๆ โดยบางครั้งลูกอาจมีลักษณะปากเขียว ใบหน้าเขียวและเล็บเขียวได้เมื่อลูกนิ่งไป ลูกจะตื่นขึ้นมาร้องใหม่😭เอง และสีผิวต่างๆก็จะกลับมามีสีแดงเหมือนเดิม ซึ่งการร้องกลั้นนั้นจะเป็นคนละอย่างกับอาการชักการร้องกลั้นอันตรายไหม?การร้องกลั้นนั้นเป็นการตอบสนองที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ แปลว่าอาการร้องกลั้นนั้นไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของลูกนั่นเองค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วการร้องกลั้นนั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อสมอง🧠หรือร่างกายของทารก👶 และไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงใดๆ เว้นแต่ว่าทารกมีโรคระบบหลอดเลือดหรือโรคหัวใจ ก็ควรอยู่ในความดูแลของคุณหมอนะคะพบได้ในเด็กอายุประมาณเท่าไหร่?การร้องกลั้นจะสามารถพบได้ในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปจนถึงประมาณ 3 ขวบ และอาการนี้จะหายไปเองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรค่ะลูกน้อยจะร้องกลั้นเมื่อไหร่?มีคนมาขัดใจหากเลี้ยงลูกด้วยการเอาใจและตามใจทุกอย่าง เมื่อโดนขัดใจก็จะร้องออกมาไม่หยุดจนปากหรือตัวเขียว🤢 และหมดสติไปประมาณ 1 นาที อันนี้คือการที่ลูกน้อยร้องกลั้นเพราะโดนขัดใจนั่นเองค่ะจากการเจ็บอาการร้องกลั้น😭นั้นส่วนใหญ่จะพบบ่อยในทารกที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน จนถึงเด็กอายุ 2 ปี โดยมีสาเหตุได้จากหลายรูปแบบ เช่นอาจร้องจากการเจ็บปวดจากประตูหนีบนิ้ว หรือ โดยกระแทกแรงๆ หรือเจ็บจากอุบัติเหตุมาก ควรทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยร้องกลั้นตั้งสติ 👀หากลูกน้องร้องกลั้น ให้คุณพ่อคุณแม่ตั้งสติ เพราะหากตื่นตระหนกจะทำให้ลูกตกใจมากขึ้น อุ้มขึ้นมาเมื่อลูกร้องกลั้นให้อุ้มลูกขึ้นมาแนบกับอกและสังเกตว่าบริเวณนั้นมีแมลง🐜 หรือสิ่งอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุให้ลูกร้องหรือไม่ผ้าชุบน้ำนำน้ำผ้าชุบเช็ดหน้าและนวดสัมผัสเบาๆ ให้รู้ ไม่ควรไปเขย่าตัวลูกรุนแรง เพราะอาการร้องกลั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ แต่หากลูกน้อยมีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ ก็อาจจะต้องปรึกษาคุณหมอเพิ่มเติม👩‍⚕️พยายามเบี่ยงเบนความสนใจหากลูกมีการร้องกลั้น😭เพราะเจ็บ หรือ โดยขัดใจ ให้พยายามเบี่ยงเบนความสนใจ อาจกอดลูกพาลูกไปดูอะไรตื่นตาตื่นใจ หรืออาจนวดเบาๆบรรเทาความเจ็บ และไม่ควรไปดุซ้ำ เพราะจะยิ่งทำให้กลัวและร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่ค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นและหายไปเองเมื่ออายุครบ 2 ขวบค่ะอาจมีสาเหตุจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ😴การพักผ่อนไม่พออาจเป็นสาเหตุ ให้ลูกโมโห ร้องไห้และขี้วีนอยู่บ่อยๆได้นะคะ ดังนั้นควรให้แน่ใจว่าลูกได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.