Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ19-24 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

หัดให้เจ้าตัวน้อยออกกำลังกาย ดียังไง?

     การออกกำลังกาย⛹️‍♀️นั้นนับเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นกับคนทุกเพศทุกวัยรวมถึงเด็กๆด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับบางท่านอาจเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความพยายามทั้งแรงกายและแรงใจมากเหลือเกิน จะออกกำลังกายเสียทีก็รู้สึกเหมือนถูกบังคับ ดังนั้นหากเรามีลูก👶 จะเป็นการดีกว่าไหมที่จะปลูกฝังให้การออกกำลังกายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตหรือเป็นกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ ทำให้พวกเขามองว่าการออกกำลังกายเป็นไลฟ์สไตล์ที่ทำเป็นประจำและเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่เหมือนการถูกบังคับให้ทำงาน บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปดูถึงความสำคัญในการปลูกฝังให้เด็กๆออกกำลังกาย และวิธีการกระตุ้นให้เจ้าตัวน้อยของเรารักการออกกำลังกายกันค่ะ💁‍♀️ประโยชน์ของการให้เด็กออกกำลังกาย วัยเด็กและวัยรุ่นเป็นวัยที่ยังมีการเจริญเติบโตของร่างกายอย่างต่อเนื่องอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของมวลกระดูก🦴และกล้ามเนื้อ ความยาวของกระดูก ความแข็งแรง💪ของกระดูกและกล้ามเนื้อ เด็กที่ออกกำลังกายกายเป็นประจำจึงมีแนวโน้มที่จะมีรูปร่างสูงใหญ่และสมส่วนมากกว่าเด็กที่ไม่ออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีกระดูกและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่า สมรรถภาพในการออกท่าทางต่างๆหรือความสามารถด้านร่างกายก็พัฒนามากกว่าอีกด้วยข้อที่ 1️⃣การออกกำลังกายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายให้ดีขึ้น ประโยชน์ทางตรงยกตัวอย่างเช่นช่วยพัฒนาระบบหายใจ ระบบหัวใจ🫀และการไหลเวียนของเลือด ส่วนประโยชน์ทางอ้อมก็จะเป็นเรื่องของระบบเผาผลาญ ระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย💩 ระบบประสาทและสมองค่ะข้อที่ 2️⃣การออกกำลังกาย🏊‍♂️เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยควบคุมให้เด็กมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมตามเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้เด็กเติบโตไปเป็นบุคลากรที่สุขภาพดีในระยะยาวค่ะข้อที่ 3️⃣นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยส่งเสริมสุขภาพกายโดยตรงแล้ว ยังสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตได้ด้วย เพราะระหว่างที่ออกกำลังกายเด็กจะได้ทำการปลดปล่อยอารมณ์ในรูปแบบของการออกท่าทาง ช่วงที่ออกก็จะมีฮอร์โมนที่ช่วยสร้างความสุขหลั่งออกมา เมื่อออกเสร็จเรียบร้อยเด็กจึงมีแนวโน้มที่จะมีจิตใจที่ผ่อนคลาย😌มากกว่าตอนยังไม่ได้ออกกำลังกายค่ะวิธีกระตุ้นให้ลูกชอบออกกำลังกายสำหรับคนในวัยผู้ใหญ่อย่างเรานั้น เป้าหมายหลักของการออกกำลังกายคือการควบคุมน้ำหนักและรักษารูปร่างโดยรวมภายนอกใช่ไหมคะ แต่หากใช้เหตุผลเหล่านี้กับเด็กๆ พวกเขาจะไม่รู้สึกเข้าใจมันและอยากออกกำลังกาย คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถแก้ปัญหาด้วยการตัดเรื่องเกี่ยวกับเหตุผลออกไปให้มากที่สุด แล้วทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กรู้สึกว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องสนุกแทน ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกลองเล่นกีฬาที่ชอบ ได้พบเจอกลุ่มเพื่อนที่เล่นกีฬาด้วยกัน🤼‍♂️ ในเด็กเล็กอาจใช้วิธีการเล่าเรื่องราวหรือการเล่านิทาน ให้เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่การออกกำลังกายแต่เป็นการเล่นเกม🎮 เป็นการทำกิจกรรมผจญภัยแทนค่ะวิธีที่ 1️⃣ทำให้เจ้าตัวน้อยเข้าใจว่าการออกกำลังกายนั้น⛹️‍♀️ สิ่งที่ต้องตระหนักหลักๆคือความสม่ำเสมอ เราไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายครั้งเดียวหนักๆก็ได้ เราสามารถออกกำลังกายเบาๆแต่ทำอย่างสม่ำเสมอได้ค่ะวิธีที่ 2️⃣เด็กบางคนเมื่อได้ลองออกกำลังกายแล้ว อาจมีนิสัยที่ไม่ชอบการออกกำลังกายจริงๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกลองทำกิจกรรมอย่างอื่นที่มีการขยับร่างกาย ต้องใช้แรงงานเล็กน้อย เช่น การเดินชมสวน ทำสวน👩‍🌾 ทำครัว ช่วยผู้ปกครองทำงานบ้าน โดยมีข้อดีคือเป็นการใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวด้วยค่ะวิธีที่ 3️⃣หลีกเลี่ยงการปล่อยลูกไว้กับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต แล็บท็อปหรือทีวี📺โดยลำพัง เราต่างก็ทราบกันดีว่าอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่วางมือได้ยากหากได้จับขึ้นมาเล่นแล้ว หากปล่อยลูกไว้เพียงลำพังก็จะทำให้เด็กติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนแทนที่จะไปทำกิจกรรมที่ได้ออกท่าทางหรือได้บริหารร่างกายค่ะ      จะเห็นแล้วนะคะว่า วิธีการปลูกฝังและกระตุ้นให้เจ้าตัวน้อยรักการออกกำลังกายนั้นไม่ได้ซับซ้อนเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เราเอง ในฐานะผู้ปกครอง👨‍👩‍👧ของเด็กๆต้องเห็นความสำคัญและตระหนักถึงประโยชน์ในการออกกำลังกายก่อน ควรปฏิบัติให้เด็กเห็นว่าเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เองก็ทำ เด็กก็จะอยากลองทำตามไปโดยปริยายค่ะ

Content Image

เตือน! มีลูกเล็กอย่าปล่อยให้คลาดสายตา อันตรายถึงชีวิต

     ลูกรักของคุณแม่หลายๆท่านคงกำลังอยู่ในวัยซน ชอบวิ่งไปวิ่งมาและอยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ จึงสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายหากคุณแม่คลาดสายตา👁️เพียงแค่วินาทีเดียว วันนี้ทางเราจะมาพูดถึงอันตรายจากการที่คุณแม่ปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ลำพังโดยคลาดสายตา เราไปรับฟังพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ความเสี่ยงจากการที่ปล่อยให้ลูกคลาดสายตา👉เสี่ยงพลัดตกจากที่สูงเด็กเล็กนั้นมีนิสัยชอบปีนป่ายขึ้นไปที่สูง เช่น ปีนขึ้นบันได เก้าอี้🪑 และโซฟา เป็นต้น  หากคุณแม่ปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ตามลำพังแล้วเด็กอาจหกล้มหรือตกจากที่สูงจนทำให้หัวฟาดพื้นจนบาดเจ็บรุนแรง🤕 หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ 👉เสี่ยงสิ่งของหรืออาหารติดคอเด็กๆมักชอบหยิบจับสิ่งของรอบตัวแล้วนำเข้าไปในปาก👄 ซึ่งหากถ้าคุณแม่ไม่ระวังอาจจะทำให้สิ่งของเรานั้นเข้าไปอุดหลอดลมลูก จนทำให้ลูกหายใจไม่ออก🤢และเสียชีวิตในที่สุด👉เสี่ยงต่อการจมน้ำคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ในอ่างน้ำ ในสระว่ายน้ำ🏊‍♀️ หรือแม้กระทั่งบริเวณรอบๆบ้านที่มีบ่อน้ำต่างๆตามลำพัง เพราะเด็กอาจวิ่งเล่นแล้วพลัดตกลงน้ำ ทำให้อาจจมน้ำตายได้ ดังนั้นควรทำรั้วกั้นบริเวณไม่ให้เด็กๆเข้าใกล้บริเวณนั้นอย่างเด็ดขาด🙅‍♀️สถานที่อันตรายที่เสี่ยงต่อการเกิดเกิดอุบัติเหตุของลูก🏠สถานที่ภายในบ้านในบ้านที่ดูเหมือนจะปลอดภัยแต่จริงๆแล้วมีหลายจุดในบ้านที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อลูก เช่น ในห้องน้ำ🛀 บริเวณบันได และขอบมุมของโต๊ะทานข้าว🏞️สถานที่ข้างนอกบ้านเมื่อคุณแม่นำลูกๆไปเล่นนอกบ้าน คุณแม่ควรระมัดระวังสถานที่ข้างนอกเป็นพิเศษ ดังเช่น สวนสนุก🎡 สวนสัตว์🎪 และสถานที่ที่มีคนแออัด     สรุปก็คือคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อย👶เล่นอยู่ลำพังหรือคลาดสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว เพราะอาจทำให้เกิดการสูญเสียได้จากอุบัติเหตุที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้นควรเฝ้ามองลูกๆเล่นอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อเจ้าตัวน้อย

Content Image

ทำอย่างไรเมื่อหนูกลัวคนแปลกหน้า

เมื่อเข้าอายุ 7-8 เดือนลูกน้อยจะเริ่มสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น และจะเริ่มกลัวคนแปลกหน้า (stranger anxiety) โดยเมื่อเจอคนแปลกหน้าอาจหันหน้าหนีเข้าหาคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งอาการกลัวคนแปลกหน้าจะดีขึ้นเมื่อโตขึ้น แต่บางคนถ้ามีการปรับตัวได้ช้า หรือ ขี้อายก็อาจต้องหาวิธีแก้ไขกันไปค่ะลูกกลัวคนแปลกหน้า?เมื่อลูกมีอาการกลัวคนแปลกหน้าหรือเรียกอีกอย่างว่า stranger anxiety 😭 ซึ่งเป็นหนึ่งในพัฒนาการของเด็กในช่วงอายุ 7-8 เดือน ที่ลูกจะกลัวคนแปลกหน้า และมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเจอคนแปลกหน้า อาจพบว่าลูกร้องไห้โวยวาย หรือเกาะพ่อแม่แน่น โดยแต่ละคนอาจแสดงออกแตกต่างกันออกไป และเมื่อถึงวัยที่วิ่ง🏃ได้ ลูกอาจจะวิ่งหนีไปอยู่ใกล้ๆพ่อแม่  ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว stranger anxiety หรืออาการกลัวคนแปลกหน้าของลูกจะดีขึ้นเมื่อลูกโตขึ้น แต่ในบางคนเขาอาจมีพื้นฐานเป็นเด็กขี้อายและไม่ค่อยกล้าแสดงออก😶 ก็อาจมีการปรับตัวได้ช้าหน่อยค่ะ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องพูดคุยและหาวิธีช่วยลูกที่เหมาะสมต่อไปวิธีช่วยลดอาการกลัวคนแปลกหน้า✨ไม่ฝืนลูกมากจนเกินไปเมื่อแนะนำคนใหม่ๆให้ลูกรู้จักให้คุณแม่คอยอยู่เป็นเพื่อน และคอยบอกว่าไม่เป็นอะไร คนนี้ใจดีนะ แสดงให้ลูกรู้สึกมั่นใจว่าคนนี้ไม่อันตราย แต่หากลูกยังร้องไห้ไม่หยุด😢 ให้พาออกไปจากตรงนั้น โดยไม่ต้องฝืนลูกนะคะ✨บอกคนรอบข้างเมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าลูกมีความขี้กลัวหรือขี้อาย ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าใจ❤️และยอมรับในความกลัวของลูกว่าเป็นส่วนหนึ่งในพัฒนาการของเขาในวัยนี้ หลังจากนั้นก็ให้บอกคนรอบข้างเกี่ยวกับเรื่องนี้การบอกให้คนรอบข้างได้ทราบก่อนก็เป็นอีกหนึ่งหนทาง เพื่อที่ว่าคนรอบข้างจะได้เข้าหาลูกน้อย👶อย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่ให้ลูกตื่นตระหนก เมื่อลูกเริ่มคุ้นเคยแล้วจึงค่อยๆให้อุ้ม แต่หากลูกเริ่มโวยวายก็ไม่จำเป็นต้องฝืนค่ะ✨ลองคุยในระดับเดียวกับเด็กหากลูกของคุณพ่อคุณแม่สามารถเดินได้แล้ว อาจบอกให้คนที่เพิ่งเข้ามาซึ่งเป็นคนแปลกหน้าสำหรับลูกให้ลองลดระดับลงมาพูดคุยในระดับเดียวกับเด็ก พร้อมทั้งสบตา👀และพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน การบอกคนอื่นล่วงหน้าว่าก็จะทำให้คนๆนั้นไม่ตกใจ และเข้าใจว่าควรจะทำอย่างไรค่ะอย่าเร่งรีบ อย่าตำหนิ✨รอคอย ไม่ใจร้อนจริงๆแล้วเราสามารถลดความกลัวคนแปลกหน้าของลูก👶ได้โดยให้ลูกค่อยๆ เจอกับคนแปลกหน้าทีละน้อย โดยที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องอยู่ข้างๆ และคอยชมลูกเมื่อลูกพัฒนาขึ้น อาจพาไปสวนสาธารณะ หรือสนามเด็กเล่น ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ใจร้อนและอดทน รอจนกว่าลูกจะปรับตัวได้ แล้วลูกจะค่อยๆ ดีขึ้นเองค่ะ✨ไม่ควรตำหนิลูกการต่อว่าลูกว่าทำไมขี้กลัว ต้องกล้าสิ ดูเด็กคนอื่นเขาเป็นยังไง ก็จะยิ่งทำให้ลูกเสียใจ😢 และต่อต้านมากขึ้น อาจทำให้กลัวมากขึ้นกว่าเดิมอีกค่ะอธิบายให้ลูกเข้าใจ✨ลองถามลูกถึงความหมายของคนแปลกหน้าเมื่อลูกเข้าสู่วัย 4 ขวบ ลูกจะเริ่มสงสัยและตั้งคำถาม❓ต่างๆนาๆ ดังนั้นนี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะชวนลูกคุยเรื่องความหมายของคนแปลกหน้า โดยอาจลองถามลูกถึงความหมายของคนแปลกหน้า และหากลูกไม่แน่ใจว่าคืออะไรก็ให้อธิบายให้ลูกฟัง แต่ไม่ควรใส่อารมณ์😤จนทำให้ลูกกลัวจนเกินไป เพียงบอกแค่ว่า คนแปลกหน้าคือคนที่พ่อแม่ไม่รู้จักหรือเป็นคนที่ลูกไม่รู้จัก  ✨อธิบายว่าคนไหนไว้ใจได้อธิบายว่าคนแปลกหน้าคืออะไร และลองยกตัวอย่างคนที่สามารถไว้ใจได้เช่น คนในครอบครัว เช่น "คนนี้คือคุณป้านะคะ คุณป้าคือพี่สาวของคุณแม่เอง คุณป้าใจดีนะลองเล่นกับคุณแม่ดูไหมจ้ะ" เพื่อให้ลูก👶ไม่กลัวทุกคนไปหมด✨อธิบายเกี่ยวร่างกายเมื่อลูกน้อยเริ่มรู้เรื่องมากขึ้น ให้อธิบายว่าร่างกายของคนเรามีอะไรบ้าง และส่วนไหนที่ไม่ควรให้คนอื่นมาจับ❌ เช่น อวัยวะเพศ เพื่อให้ลูกเข้าใจว่าอะไรควรไม่ควรและให้เขาได้มีความรู้ความเข้าใจที่จะสามารถป้องกันตัวเองจากการปฎิบัติที่ไม่เหมาะสม🙅‍♀️ ไม่ว่าจะเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกัน หรือคนที่เจอบ่อยๆ แต่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ให้บอกลูกว่าสามารถบอกกับคุณพ่อคุณแม่ได้ทันที

Content Image

รับมืออย่างไรเมื่อลูกเรียกร้องความสนใจตลอดเวลา

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนอาจพบว่าลูกเรียกร้องความสนใจของคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเรื่องปกติธรรมของเด็กเล็กเพราะยังเป็นวัยที่ยังไม่รู้จักยับยั้งอารมณ์ของตนเอง อยากได้อะไรก็จะต้องได้ อยากทำอะไรก็จะทำ ทุกๆอย่างจะต้องเป็นดั่งใจเขาเสมอ แต่พฤติกรรมเหล่านี้ก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวได้ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ซึ่งเราจะมีวิธีรับมือลูกได้อย่างไรกันบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ วิธีรับมือเมื่อลูกเรียกร้องความสนใจ✨หาต้นตอของปัญหาเมื่อมีปัญหาก็ย่อมมีต้นตอสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่สามารถหาสาเหตุที่ทำให้ลูก👶เรียกร้องความสนใจได้ เราก็จะสามารถวางแผนหรือพูดคุยกับลูกได้อย่างตรงจุดและแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆกับลูกได้ ซึ่งเด็กบางคนอาจมีปัญหาที่โรงเรียน🏫 และบางคนอาจจะเกิดจากปัญหาภายในครอบครัว สิ่งที่ผู้ปกครองทำให้คือ ให้เคยสังเกตพฤติกรรมของลูกว่าลูกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และหากสงสัยว่าลูกกำลังมีปัญหา ให้ลองเปิดใจคุยกับลูก โดยไม่คาดคั้นและใช้เหตุผลในการคุย เมื่อได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างมีเหตุผล ก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่และลูกน้อยคลี่คลายปัญหาไปได้พร้อมๆกันค่ะ ✨ให้ความรักกับลูกคุณพ่อคุณแม่ควรแสดงออกถึงความรักที่มีต่อลูกเพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญและเป็นที่รักของพ่อแม่ ซึ่งมีผู้ปกครองหลายๆท่านที่ยุ่งกับการทำงานเพื่อหารายได้มาดูแลลูกน้อย แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรจะมองข้ามไปเลยคือการมีเวลา🕐ให้ลูก เพราะลูกยังอยู่ในช่วงวัยที่ต้องการความเอาใจใส่และความรักจากครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ โดยควรแบ่งเวลามาเล่นหรือทำกิจกรรมกับลูกบ้าง เมื่อลูกรู้สึกว่าเขาได้ความรักจากคุณพ่อคุณแม่ ลูกก็จะมีพื้นฐานที่ดี และพร้อมที่จะออกไปเผชิญกับโลกภายนอก🌎 และเมื่อใดที่เขารู้สึกเสียใจและผิดหวัง เขาก็ยังมีครอบครัวที่อยู่ข้างๆเขาอยู่เสมอ✨ชื่นชมลูกการที่พ่อแม่เอาแต่ดุลูก แต่เมื่อลูกทำดีกลับไม่ชม จะทำให้ลูกไม่มีกำลังใจ❤️ ซึ่งผู้ปกครองอาจจะไม่รู้ตัวว่าเราไม่ค่อยชมลูกเท่าไหร่ แต่การที่เราไม่ให้กำลังใจชื่นชม ก็จะทำให้ลูกรู้สึกห่างเหินกับคุณพ่อคุณแม่ และไม่กล้าเปิดใจปรึกษาเวลาที่เขามีปัญหา และเมื่อลูกโตไปก็จะทำให้เขาไม่มั่นใจในอนาคตได้ หรือลูกอาจเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่มากจนเกินไป ในบางรายอาจอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นให้คุณพ่อคุณแม่คำนึงตลอดเวลาว่าการปฏิบัติของเราล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อลูกทั้งสิ้นค่ะ🤔💭 แต่อย่าลืมว่าเวลาชมลูกก็ต้องชมให้ถูกต้องด้วยค่ะวิธีอื่นๆ✨ลงโทษด้วยวิธีอื่นนอกจากการต่อว่าการลงโทษด้วยวิธีดุด่าว่า หรือใช้ความรุนแรงอาจไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีเสมอไป เพราะการลงโทษแบบนี้อาจทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว คุณพ่อคุณแม่สามารถเปลี่ยนการลงโทษโดยการดุด่ามาใช้วิธี Time out 🕐 เพื่อให้ลูกได้ทบทวนในสิ่งที่ตนเองทำไปในเวลาที่เหมาะสม และเมื่อลูกได้ใช้เวลาอยู่กับตนเองและได้คิดทบทวนแล้ว ก็ให้พูดคุยกับลูกถึงปัญหาและพฤติกรรมที่ไม่ควรทำเพื่อให้ลูกได้เข้าใจ ดีกว่าไปตำหนิอย่างเดียวค่ะ😤✨ตั้งกฏให้กับลูกที่เรียกร้องความสนใจมากจนเกินพอดีในกรณีที่ลูกเคยชินกับการถูกตามใจจนเคยตัว😠 เมื่อลูกไม่ได้สิ่งที่ตนเองต้องการลูกก็จะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือข้างนอก ทำให้ตกเป็นเป้าสายตา👀ของคนรอบข้าง ซึ่งผู้ปกครองสามารถสร้างข้อตกลงกับลูกได้ โดยอาจจะให้คำชมเมื่อลูกทำตัวดี และหากทำตัวไม่ดีก็จะมีบทลงโทษ แต่ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่จะต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและมีความจริงจังกับข้อตกลงที่สร้างไว้✨ให้ลูกทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆหากลูกมีการเรียกร้องความสนใจมากเกินไป คุณพ่อคุณแม่อาจจะกำหนดให้ลูกรับผิดชอบงานบ้าน🏠เล็กๆน้อยๆ เพื่อฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบ สามารถดูแลตนเองได้ และฝึกให้มีภาวะความเป็นผู้นำ ซึ่งการที่ลูกได้รับผิดชอบการทำงานเล็กๆน้อยๆนี้จะทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและจะเกิดความภาคภูมิใจเมื่อเขาทำสำเร็จค่ะ🙋✨ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากคุณพ่อคุณแม่ทำวิธีข้างต้นแล้วลูกก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ก็อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจากจิตแพทย์ ซึ่งการพบจิตแพทย์นั้นไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเรื่องแปลกแต่อย่างใด บางครั้งลูกอาจมีโรคที่เกี่ยวข้องกับสมอง หรือทางด้านจิตใจโดยที่เราไม่ทราบมาก่อน ดังนั้นการพบจิตแพทย์👩‍⚕️และทำการรักษาแต่เนินๆ ก็จะช่วยให้รักษาได้อย่างถูกต้องค่ะ 

Content Image

จัดห้องนั่งเล่นให้ลูกแบบไหนดีน้า?

คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดห้องนั่งเล่นสำหรับลูก เพื่อให้ลูกได้ปลดปล่อยจิตนาการ และสนุกสนานในแบบฉบับของตัวเอง โดยหากท่านใดกำลังลังเลอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี วันนี้เราได้นำไอเดียมาเสนอกันค่ะการจัดห้องนั่งเล่นให้ลูกน้อยตกแต่งด้วยสีสัน ลองสร้างสีสันในห้องนั่งเล่น🛋️ด้วยการตกแต่งห้องเพื่อให้มีสีสันสะดุดตา อาจลองนำโปสเตอร์ รูปภาพหรือของตกแต่งอื่นๆ มาลองตกแต่งดูค่ะ สีสันเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านจินตนาการของลูกได้อีกด้วยค่ะจัดห้องให้เป็นระเบียบคุณพ่อคุณแม่ควรจัดให้ห้องนั่งเล่นมีระเบียบรวมถึงเมื่อลูกโตพอก็ควรฝึกให้ลูกรู้จักการเก็บของอย่างเป็นระเบียบด้วยตนเอง เช่นวางของเล่นบนชั้นวางหรือมุมใดมุมหนึ่งของห้อง และอย่าลืมบอกให้ลูกทำความสะอาดมือทุกครั้งที่จัดเก็บของเสร็จนะคะกำหนดพื้นที่🏠ควรกำหนดพื้นที่ให้ลูกได้เล่นในจุดที่ปลอดภัย อาจมีโต๊ะให้ลูกได้อ่านหนังสือ หรือวาดรูปเล่น รวมถึงควรมีตะกร้าหรือชั้นวางสำหรับของเล่นของลูกด้วยค่ะพื้นที่จำกัดก็ทำได้แม้ว่าจะมีพื้นที่เล็กก็สามารถจัดวางพื้นที่สำหรับนั่งเล่นเป็นมุมเล็กๆได้ค่ะ อาจวางเต็นท์เล็กๆ⛺ หรือปูผ้าให้ลูกเท่านี้ก็กลายเป็นพื้นที่สำหรับนั่งเล่นได้แล้วค่ะลองทำตามนี้เลือกวัสดุที่เหมาะสมเช่นเลือกโต๊ะที่ไม่มีเหลี่ยมมุมหรือหากมีเหลี่ยมมุมก็ให้หาอุปกรณ์มาป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงเลือกใช้วัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ🪑 และไม่มีสารเคมีอันตราย รวมถึงควรเลือกใช้พรมที่มีความสะอาดและมีความหนานุ่มคำนึกถึงความปลอดภัยเป็นหลักเวลาออกแบบและจัดห้อง🛋️ให้ลูกเราควรจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยควรจัดให้ลูกสามารถเอื้อมถึงของเล่นต่างๆได้ง่ายเพราะหากลูกต้องเขย่งก็จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และไม่ควรมีข้อที่แตกหัก หรือของแหลมคมในห้องค่ะตกแต่งด้วยของเล่น🧸หากมีพื้นที่จำกัดอาจลองนำของเล่นของลูกบางอย่างมาตกแต่งห้องดู เมื่อมาจัดเรียงกันก็จะทำให้ห้องดูสวยและน่าเข้าไปนั่งเล่นมากขึ้นค่ะห้องนั่งเล่นเด็กควรมีอะไรดีน้า?ตะกร้าเก็บของเล่น🧺เรียกได้ว่าเป็นไอเทมที่มีความนิยมมากที่สุด นอกจากจะใส่ของเล่นของลูกได้แล้วยังสามารถนำมาวางไว้ในมุมบ้านได้อย่างลงตัวและมีสไตล์อีกด้วย โดยควรวางในที่ที่ลูกจะสามารถหยิบเล่นและเก็บได้ด้วยตัวเองได้อย่างสะดวกค่ะถังพลาสติกลองหาถังพลาสติกที่มีสีสวยๆ🗑️ มาตกแต่งห้องดูสิค่ะ และหากมีล้อด้วยแล้วก็จะง่ายต่อการใช้งานขึ้นไปอีก โดยเมื่อลูกอยากเล่นของเล่นก็เพียงเลื่อนถังนี้ออกมาแล้วหยิบของเล่นที่อยากเล่น พอเล่นเสร็จก็สามารถเก็บเข้าถังได้เหมือนเดิมค่ะชั้นวางของแบบแขวนสวยๆลองหาชั้นวางของแบบแขวนมินิมอลๆ มาวางก็จะทำให้ห้องนั่งเล่นดูมีสไตล์มากขึ้นไปอีก และยังทำให้หาของได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะตู้เก็บของ🗄️ควรมีตู้เก็บของเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของสำหรับของเล่นของลูกนั่นเองค่ะ แถมยังทำให้ห้องเป็นระเบียบมากขึ้น และเป็นการตกแต่งห้องนั่งเล่นไปในตัวด้วยค่ะติดป้ายเมื่อเลือกตู้เก็บของแล้วให้ติดป้ายว่าลิ้นชักไหนใส่ของอะไรเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและง่ายต่อการค้นหามากขึ้นนั่นเองค่ะ📂

Content Image

รับมือยังไง? เมื่อต้องพาลูกไปที่ทำงาน

     สำหรับคุณแม่หรือคุณพ่อท่านใดที่เป็นแม่หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม้กระทั่งครอบครัวที่ทั้งคุณผู้หญิงคุณผู้ชายต่างต้องทำงาน👩‍💻 และไม่มีสมาชิกครอบครัวท่านใดอยู่ดูแลลูกในวัยก่อนเข้าเรียน จะจ้างพี่เลี้ยงเด็กก็ไม่สะดวกใจเท่าไหร่นัก ดังนั้นการพาลูกไปที่ทำงานบ้างก็อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แน่นอนว่าเด็กเล็ก👶มักมีความซุกซนตามธรรมชาติของตนเองอยู่แล้ว ซึ่งอาจไปรบกวนการทำงานของเพื่อนร่วมงานท่านอื่นๆได้ ดังนั้นจะต้องพิจารณาประเด็นไหนก่อนพาลูกไปที่ทำงานบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อต้องพาลูกไปทีทำงาน👉ความเหมาะสมของสถานที่ทำงานอันดับแรกเลยก่อนจะตัดสินใจให้เจ้าตัวน้อยออกนอกสถานที่ ก็ต้องทำการประเมินและตัดสินใจก่อนว่าสถานที่นั้นเหมาะสมหรือไม่ใช่ไหมคะ ความเหมาะสมในที่นี้หมายถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพที่ต้องอยู่ท่ามกลางเครื่องจักร🚜 เครื่องมือเครื่องใช้ที่ต้องการความสะอาด ห้องที่ต้องใส่เสื้อผ้าป้องกันเชื้อก่อโรค👩‍🔬 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พนักงานหรือลูกจ้างห้ามพาคนนอกเข้ามาอยู่แล้ว ก็ไม่ควรให้ลูกไปด้วย🙅‍♀️ เพราะเสี่ยงให้เกิดความอันตรายแก่เจ้าตัวน้อยและแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพของผู้ปกครองเองค่ะ👉ห้ามพาลูกไปแบบไม่บอกกล่าวเพื่อนร่วมงานหากประเมินแล้วว่าที่ทำงานของผู้ปกครองนั้นเหมาะสมมากพอที่จะให้ลูกเข้าไปได้ สิ่งต่อไปที่ควรทำคือการขออนุญาตเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน👩‍💼ค่ะ ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าเด็กมักมาพร้อมกับความซุกซนและเสียงที่ดัง🗣️อยู่แล้ว เพื่อนร่วมงานบางท่านอาจต้องการความเงียบ🤫และสมาธิในการทำงานสูง และหากเพื่อนร่วมงานไม่ยินยอมก็ไม่ควรฝืนค่ะ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบเด็ก ลูกของเรานั้นอาจไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคนค่ะ👉เลือกวันที่จะพาไปให้เหมาะสมหากเพื่อนร่วมงานให้ความยินยอม👌แล้ว อันดับต่อไปคือการเลือกวันที่จะพาลูกไปสำรวจที่ทำงาน คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกวันที่ไม่มีประชุม และเป็นวันที่งานอาจไม่หนักมาก เพราะการเข้าประชุม📋หรือการต้องสะสางงานยุ่งจะทำให้ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลเด็ก ต้องปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง ซึ่งอาจทำให้เจ้าตัวน้อยไปรบกวนการทำงานของเพื่อนร่วมงานท่านอื่นๆได้ค่ะ👉บอกข้อควรปฏิบัติกับลูกแน่นอนว่าทุกสถานที่ย่อมมีกฎเกณฑ์แม้กระทั่งตอนเด็กอยู่ที่บ้านเองก็เช่นกัน หากจะพาเด็กไปนอกสถานที่ควรทำให้เด็กเข้าใจถึงข้อกำหนดของสถานที่นั้นๆ อะไรทำได้ อะไรห้ามทำ ในครอบครัวที่มีการอบรมและส่งเสริมให้ลูกปฏิบัติตามกฎระเบียบ📝ในบ้านอยู่แล้ว สำหรับข้อนี้ก็จะสบายขึ้นค่ะ เพราะเด็กจะมีพื้นฐานความเข้าใจในการทำตามกฎในระดับหนึ่งอยู่แล้ว👉มีพื้นที่ให้เด็กโดยเฉพาะคำว่าพื้นที่ให้เด็กนี้ไม่ได้หมายถึงมุมของเล่นหรือมุมสันทนาการค่ะ แต่หมายถึงมุมใดก็ตามที่ผู้ปกครองเห็นว่าปลอดภัย สะอาด และเป็นมุมที่จะรบกวนการทำงานของเพื่อนร่วมงานได้น้อยที่สุด ซึ่งควรเป็นมุมที่อยู่ในสายตา👀ผู้ปกครอง มีความใกล้ชิดกับผู้ปกครอง เผื่อว่าเด็กทำอะไรที่ไม่ควรทำก็จะได้ดูแลได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกไม่ดีกับทั้งตัวเด็กเองและผู้ปกครองค่ะประโยชน์ของการพาลูกไปทำงานด้วย✨เป็นการเปิดหูเปิดตาลูก เจ้าตัวน้อยจะมีโอกาสได้เห็นอะไรใหม่ๆ👀 ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บรรยากาศ รวมไปถึงการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ซึ่งเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมให้แก่เด็กโดยตรงค่ะ✨ฝึกให้เด็กรู้จักปรับตัวเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบใหม่ๆ📝 แน่นอนว่าหากเปรียบเทียบข้อควรปฏิบัติระหว่างอยู่ที่บ้านกับที่ทำงาน ที่ทำงานล้วนมีกฎระเบียบที่ไม่เหมือนที่บ้านและมีความเคร่งครัดมากขึ้นอยู่แล้ว การเปลี่ยนบรรยากาศจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าแต่ละสถานที่นั้นมีแนวทางการอาศัยไม่เหมือนกัน และเติบโตเป็นคนเคารพ🫡กฎในสังคมค่ะ✨เป็นการฝึกความอดทนกับเด็ก เนื่องจากเด็กต้องปฏิบัติตามกฎของที่ทำงาน ต้องอยู่เงียบๆและสงบเรียบร้อย ซึ่งค่อนข้างฝืนธรรมชาติของเด็กในวัยนั้น การกระทำเช่นนี้จะทำให้ลูกรู้ว่าเราไม่สามารถทำตามใจตนเองไปได้ทุกอย่าง ในบางครั้งต้องอดทนกับสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่ได้อยากทำบ้างค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการพาลูกออกนอกสถานที่หรือพาไปที่ทำงาน👩‍💻นั้น แม้จะดูเป็นที่ที่ไม่ได้เหมาะสมสำหรับเด็กเท่าไหร่ แต่ก็จะทำให้เด็กได้เรียนรู้อะไรมากมาย สิ่งสำคัญที่สุดคือความยินยอมจากเพื่อนร่วมงาน และคุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นใจว่าสามารถควบคุมความประพฤติของเจ้าตัวน้อยให้อยู่ในกฎระเบียบได้ค่ะ

Content Image

ระวัง! สัญญาณเตือนลูกน้อยเริ่มมีปัญหาสายตาสั้น

     สายตาสั้น🤓เป็นปัญหาการมองเห็นที่พบบ่อยซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กจำนวนมากทั่วโลก เกิดขึ้นเมื่อวัตถุที่อยู่ไกลปรากฏไม่ชัด ในขณะที่วัตถุในระยะใกล้ยังคงชัดเจนค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตสัญญาณเตือนของภาวะสายตาสั้นในเด็กเพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่นๆได้นะคะ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกๆมีปัญาทางสายตาก่อนวัยอันควร เพราะปัญหาสายตาไม่ใช่เพียงส่งผลกระทบด้านการมองเห็นเท่านั้น แต่สามารถโยงไปถึงปัญหาสุขภาพจิตได้ค่ะ และแน่นอนว่าการใช้ชีวิตประจำวันของลูกๆจะยิ่งยากลำบากขึ้นกว่าเดิมค่ะ💁‍♀️สัญญาณเตือนสายตาสั้นในเด็กการหรี่ตา😑หรือหลับตาข้างหนึ่งเพื่อให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนปวดศีรษะบ่อยๆ ปวดตาหรือเมื่อยล้าดวงตา😵‍💫 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอ่านหนังสือหรือทำงานใกล้ชิดถือหนังสือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใกล้กับใบหน้ามากเกินไปมองเห็นวัตถุระยะไกลได้ยาก เช่น ป้ายถนนหรือกระดานในโรงเรียน📋การนั่งใกล้จอโทรทัศน์หรือภาพยนตร์มากเกินไป🎥ขยี้ตามากเกินไปมีแนวโน้มที่จะเอียงหรือหันศีรษะเพื่อมองเห็นวัตถุจากมุมที่ดีกว่าขาดความสนใจหรือความยากลำบากในการเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องใช้การมองเห็นระยะไกลที่ดี เช่น กีฬาหรือการเล่นกลางแจ้งความสัมพันธ์ระหว่างสายตาสั้นกับสุขภาพจิตการวิจัยชี้ให้เห็นว่าเด็กที่มีสายตาสั้นอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเพื่อนๆ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์นี้มีหลายแง่มุมค่ะ เด็กที่มีสายตาสั้นอาจเผชิญกับความท้าทายในด้านผลการเรียน ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และความภาคภูมิใจในตนเอง เนื่องจากความบกพร่องทางการมองเห็น👀 ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว ความหงุดหงิด และความมั่นใจลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตได้ค่ะการติดโทรศัพท์และสายตาสั้นตรงกันข้ามกับความเชื่อที่นิยม การใช้โทรศัพท์มากเกินไปไม่ได้ทำให้เกิดภาวะสายตาสั้นโดยตรง อย่างไรก็ตาม การใช้เวลามากเกินไปในกิจกรรมที่ทำงานใกล้ตัว เช่น การอ่านหนังสือ📖 หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในระยะใกล้ อาจทำให้สายตาสั้นก้าวหน้าได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็กๆ ที่จะหยุดพักจากกิจกรรมเหล่านี้เป็นประจำและปรับใช้นิสัยการมองเห็นที่ดีต่อสุขภาพความสำคัญของกิจกรรมกลางแจ้งการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลางแจ้งมีความเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสายตาสั้นในเด็ก🤓 เพราะ ว่าการใช้เวลาอยู่กลางแจ้งจะทำให้ดวงตาได้รับแสงธรรมชาติและส่งเสริมการมองเห็นระยะไกล ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลผลกระทบจากการทำงานใกล้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ กิจกรรมกลางแจ้งยังส่งเสริมการออกกำลังกายซึ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่โดยรวมด้วยนะคะ✨การจัดการสายตาสั้นและชะลอความเสื่อมของการมองเห็นการสวมแว่นตา👓 แว่นตาตามใบสั่งแพทย์ช่วยแก้ไขสายตาสั้นและให้การมองเห็นที่ชัดเจน ช่วยลดความเครียดในดวงตาค่ะการใส่คอนแทคเลนส์👁️ คอนแทคเลนส์เป็นทางเลือกแทนแว่นตาและให้การมองเห็นที่ชัดเจนโดยไม่ต้องสวมแว่นตาให้ยุ่งยากค่ะเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ ในบางกรณี การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติอาจเป็นทางเลือกสำหรับเด็กโตและวัยรุ่นที่มีสายตาสั้นคงที่ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลดวงตา👨‍⚕️เพื่อพิจารณาและหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นค่ะ      การที่เด็กๆสายตาสั้นสามารถส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและความเป็นอยู่โดยรวม👀 การตระหนักถึงสัญญาณเตือนและการแสวงหาการแทรกแซงอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการสายตาสั้นอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้นิสัยการมองเห็นที่ดีต่อสุขภาพ และการพิจารณามาตรการแก้ไขที่เหมาะสมสามารถช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของการมองเห็นและส่งเสริมสุขภาพสายตาที่ดีในเด็กได้พอสมควรค่ะ หวังว่าคุณพ่อคุณแม่จะมีการวางแผนและการรับมือกับสุขภาพทางสายตาของลูกๆอย่างเหมาะสมนะคะ 

Content Image

ให้ลูกหยุดกินนมแม่เมื่อไหร่ดี?

หลายๆท่านอาจกำลังสงสัยว่าเมื่อไหร่จึงควรจะหยุดให้นมแม่ดี และเมื่อจะหย่านมควรต้องทำอย่างไร ดังนั้นในวันนี้เราได้นำคำตอบและเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันค่ะ นมแม่นั้นสำคัญอย่างไร?✨สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกหากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะสามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างแม่และลูก👶ได้ อาจเป็นเพราะแม่และลูกจะมองหน้ากันขณะให้นมและลูกก็จะนำมือเล็กๆ มาจับมือแม่ไว้ ทำให้ความสัมพันธ์💖ระหว่างแม่และลูกใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่าเดิม✨ควรให้นมแม่จนถึงอายุเท่าไหร่?โดยยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำไว้ว่าควรให้นมแม่อย่างเดียว🍼จนลูกอายุ 6 เดือน และควรให้ต่อไปจนอายุครบ 2 ขวบหรืออาจให้นานกว่านั้น โดยจะหย่านมกันส่วนมากเมื่ออายุ 2-3 ขวบค่ะขั้นตอนในการหย่านมแม่✨ลดเวลาในการดูดนมของลูกหากลูกน้อยทานนมแม่🍼 ให้ค่อยๆ ลดเวลาการดูดลงค่ะ เมื่อลดการดูดลงก็จะมีการผลิตน้ำนมน้อยลงตามธรรมชาติ และให้ฝึกลูกให้ดื่มนมจากถ้วยแทน หากลูก👶ของคุณปฏิเสธที่จะดื่มนมจากถ้วย คุณพ่อคุณแม่อาจลองเสนอน้ำผลไม้หรือน้ำเปล่าให้ลูกดื่มก่อนก็ได้ค่ะ✨ลดจำนวนครั้งลงอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือการลดจำนวนครั้งในการให้นมลง เช่นในหนึ่งวันเคยให้นม🥛 3 เวลา ก็อาจลดเหลือวันละ 2 เวลาก่อน แล้วค่อยๆ ลดเหลือวันละ 1 เวลา จนลูกเลิกได้ในที่สุดค่ะ ✨เพิ่มปริมาณอาหารอื่นๆการเพิ่มปริมาณอาหารอื่นๆ🍲ที่ไม่ใช่นม เป็นอีกวิธีที่สามารถใช้ได้ เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกอิ่มนานขึ้นนั่นเองค่ะ แต่ก็จะต้องดูว่าอาหารที่เพิ่มขึ้นมามีประโยชน์และสารอาหาร🥗ที่ครบถ้วนหรือไม่นะคะ โดยค่อยๆปรับสัดส่วนอาหารเพิ่มขึ้น และค่อยๆลดนมทีละน้อยจนหย่านมแม่ได้เองค่ะ ✨ให้นมอื่นแทนส่วนใหญ่แล้วลูกมันจะไม่ยอมทานนม🥛อื่นๆนอกจากนมของแม่ ดังนั้นอาจจะเป็นวิธีที่ยากหน่อย แต่หากลองให้ลูกตอนที่หิวจัดๆ จะทำให้ลูกไม่มีทางเลือกจนต้องยอมกิน😔 เมื่อลูกชินก็จะสามารถหย่านมแม่ได้เองค่ะ เปลี่ยนให้ลูกดื่มจากถ้วย✨หัดให้ลูกดื่มน้ำจากถ้วยเมื่อลูกน้อยอายุ 8 ถึง 9 เดือน คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มหัดให้ลูกน้อยดื่มน้ำจากถ้วย อาจเริ่มทีละนิดๆ โดยอาจแสดงให้ลูกของคุณเห็นถึงวิธีการดื่มจากถ้วย🥛 และให้ลูกทำตาม ลูกน้อยอาจมีการร้องอยากดื่มนมแม่ คุณแม่ก็จะต้องใจแข็งและอุ้มปลอบลูกน้อยนะคะ✨เปลี่ยนให้กินนมจากถ้วยหากจะให้ลูกหย่านมขวด🍼ก็ต้องค่อยๆทำเช่นกันค่ะ เริ่มต้นด้วยมื้ออาหารกลางวันก่อนด้วยการลองให้ลูกดื่มนมจากแก้ว เพราะหากเป็นตอนเช้าลูก👶จะหิวและอาจไม่อยากลองทานอะไรที่แปลกใหม่ร้องไห้โวยวายได้✨ลองในมื้ออื่นๆด้วยหากลูกเริ่มดื่มนมจากถ้วยในมื้อเที่ยงแล้ว ลองเพิ่มให้ดื่มนมจากถ้วย🥛ในมื้ออื่นๆด้วย โดยอาจเว้นมื้อก่อนนอนไว้ก่อน เพราะลูกยังคงต้องการดูดนมเพื่อให้ตัวเองสบายใจและสามารถนอนหลับได้อย่างสบาย โดยอาจค่อยๆลดทีหลังค่ะ

Content Image

วิธีเตรียมตัวเมื่อต้องพาลูกไปพบคุณหมอ

     เมื่อเจ้าตัวน้อยยังเล็ก การพาลูกไปพบหมออาจจะไม่ยาก เพราะลูกยังเล็ก ไม่งอแงเมื่ออยู่กับคุณหมอ แต่เมื่อลูกโตขึ้น ในช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไป ลูกจะเริ่มกลัวหมอกลัวพยาบาล เพราะเริ่มจำได้ว่าทุกครั้งที่มาโรงพยาบาล🏥 เขาจะเจ็บตัวเพราะเข็มฉีดยา จึงร้องไห้ งอแง อาละวาด ทำให้การพาลูกไปพบหมอมีอุปสรรคได้ ดังนั้นบทความนี้จึงได้รวบรวมวิธีเตรียมตัวเมื่อคุณแม่ต้องหาเจ้าตัวน้อยไปพบคุณหมอ และสิ่งของใดบ้างที่ควรพกติดตัวไปด้วย เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️สิ่งที่ควรเตรียมเมื่อต้องพาลูกไปหาหมอ✨เตรียมความพร้อมของลูก  อย่างที่กล่าวว่าเด็กช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไป เริ่มกลัวหมอกลัวพยาบาล เพราะเริ่มจำได้ว่าทุกครั้งที่มาโรงพยาบาล เขาจะเจ็บตัวเพราะเข็มฉีดยา💉 หรือโดนคุณหมอจับเนื้อจับตัว เอาเครื่องมือตรวจหู จมูก ยิ่งมีไม้กดลิ้นยิ่งไม่ชอบ ทำให้ลูกร้องไห้ ดิ้นรน ปัดป่าย คุณหมอจึงตรวจได้ลำบาก ต้องช่วยกันจับตัวลูก ยิ่งทำให้ลูกรู้สึกกลัวมากขึ้น ครั้นเมื่อลูกร้องไห้มาก คุณแม่ก็ต้องรีบออกจากห้องตรวจเพื่อให้ลูกหยุดร้อง ทำให้ไม่ได้รับคำแนะนำจากหมออย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่มีโอกาสซักถามข้อสงสัยอย่างอื่นเพิ่มเติม ดังนั้นขณะอยู่บ้าน คุณแม่ลองฝึกซ้อมให้ลูกได้เล่นเลียนแบบเป็นคุณหมอ🥼 อ่านหนังสือการ์ตูนที่เกี่ยวกับการไปพบหมอให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกได้คุ้นเคยหรือคาดเดาได้ว่าคุณหมอจะตรวจอะไร ต้องทำตัวอย่างไรบ้าง เป็นต้น✨เตรียมเวลา เวลาที่เหมาะสมในการพาลูกไปพบคุณหมอ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ฉุกเฉิน ไม่ควรเป็นเวลานอนกลางวันของลูก หรือเป็นเวลาที่ลูกเหนื่อยหรือหิว หากคุณแม่มีนัดกับคุณหมอ การตรงต่อเวลา🕓จะช่วยให้คุณแม่ไม่ต้องเสียเวลารอคอย เพราะการรอคอยนานๆ พร้อมกับเด็กที่กำลังป่วยหรือไม่ป่วยแต่ซน อยู่ไม่นิ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก และหากไม่สามารถมาตามนัด ควรแจ้งเลื่อนนัดอย่างน้อย 1 วัน✨เตรียมเสื้อผ้าและของเล่น หากไม่ใช่การพาลูกไปหาหมอแบบกะทันกัน คุณแม่ควรให้ลูกสวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการถอดและสวมใส่👕 เพราะคุณหมออาจจะต้องตรวจดูร่างกายลูกอย่างละเอียด ฉะนั้นชุดติดกัน หรือชุดที่ถอดยากใส่ยาก คงไม่สะดวกทั้งกับหมอและตัวลูกเอง อีกทั้ง คุณแม่อาจเตรียมอาหาร นม อาหารว่าง หรือของเล่น🪀เพื่อไม่ให้ลูกร้องไห้งอแงจากการต้องรอคิวตรวจ การเตรียมของเล่นไปเอง อาจช่วยให้ลูกไม่ต้องจับของเล่นส่วนกลางซึ่งอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน✨เตรียมข้อมูลอาการของลูก การบอกอาการหรือตอบคำถามของคุณหมอถึงอาการลูกนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรตอบให้ตรงประเด็นและกระชับที่สุด ไม่วกไปวนมา ซึ่งการตอบให้ตรงคำถามนั้นมาจากการที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการป่วยของลูกระหว่างที่ลูกเกิดการเจ็บป่วย ไม่สบาย😷 ไม่ว่าเรื่องอาหารการกิน การนอน ความเป็นอยู่ต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการวินิจฉัย ประมวลผลของคุณหมอ ✨เตรียมสมุดสุขภาพสมุดสุขภาพ📕 สมุดฉีดวัคซีนของลูกนั้นถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่คุณแม่ห้ามลืมเด็ดขาด และควรพกติดตัวมาที่โรงพยาบาลด้วยทุกครั้ง เพื่อที่คุณหมอจะได้ทราบว่าเจ้าตัวน้อยได้รับวัคซีน หรือมีประวัติการป่วยอะไรมาบ้าง เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณหมอวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้นและรวมไปถึงสิ่งเหล่านี้อีกด้วย✨เข้าใจในตัวของลูก กรณีที่ลูกร้องไห้ตั้งแต่หน้าประตูห้องตรวจ คุณแม่มักจะกังวลเพราะเกรงใจคุณหมอ แต่คุณหมอเด็กส่วนใหญ่จะเข้าใจถึงการร้องไห้ของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรอุ้มหรือกอด🤗ลูกไว้แล้วอยู่ในอาการที่สงบ เพราะถ้าคุณแม่กระสับกระส่ายหรือโวยวายเสียเอง ลูกจะรู้สึกถึงความกังวลใจและรู้สึกไม่มั่นคงและยิ่งทำให้ร้องไห้หนักขึ้น แต่หากลูกร้องไห้ไม่ยอมให้ตรวจ อาจจะให้คุณพ่อหรือคนที่ไปด้วยอุ้มลูกออกนอกห้องตรวจก่อน เพื่อให้คุณแม่ฟังคำอธิบายอาการและวิธีการดูแลลูกที่บ้านอย่างละเอียด หากที่บ้านมีคนดูแลเด็กมากกว่า 1คน ควรเข้ามารับฟังวิธีการดูแลลูกที่บ้านพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะพี่เลี้ยงเด็กหรือคุณย่าคุณยายที่เป็นคนดูแลหลาน✨ปิดโทรศัพท์ก่อนพบคุณหมอ คุณแม่ควรปิดโทรศัพท์📱ให้เรียบร้อยก่อนเข้าห้องตรวจ เพราะในขณะที่กำลังมีสมาธิในการฟังคำอธิบายของคุณหมออยู่ ถ้าเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น การสนทนาก็จะขาดตอนทันที ทำให้ตัวคุณพ่อคุณแม่เองขาดสมาธิ แล้วการรับข้อมูลจากคุณหมออาจจะไม่ครบถ้วนไม่ต่อเนื่องได้     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าหากคุณแม่ได้เตรียมตัวก่อนพาลูกไปพบหมอ👩‍⚕️ จะทำให้ใช้เวลาที่ได้พบคุณหมออย่างคุ้มค่า ได้สอบถามรายละเอียดของโรคและวิธีการดูแลอย่างละเอียด เพราะความเข้าใจที่ถูกต้องนำมาซึ่งการดูแลที่ถูกต้องด้วยค่ะ

Content Image

ทำความรู้จักกับผดร้อน ผื่นเม็ดเล็กๆ ของทารก

     อีกหนึ่งปัญหาสุขภาพผิวหนังของลูกที่กวนใจคุณพ่อคุณแม่ในช่วงฤดูร้อน คือ ผดร้อนทารก ยิ่งเห็นผดผื่นเล็ก ๆ ลุกลามขึ้นตามตัวของลูก ก็ยิ่งตกใจ กลัวว่าลูกจะเป็นอันตรายรุนแรงหรือเปล่า วันนี้ทางเราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับผดร้อนในเด็กพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ผดร้อนทารก คืออะไร?✨ผดร้อนทารก (Heat rash) คือ ผดสีแดงเม็ดเล็ก ๆ ที่ขึ้นตามร่างกายของทารก ซึ่งผดเม็ดเล็ก ๆ เหล่านี้จะส่งผลให้ทารกมีอาการคัน ไม่สบายตัว😟 ยุกยิกตลอดเวลา อย่างไรก็ตามผดร้อนก็ไม่ได้เป็นอันตรายทางสุขภาพที่รุนแรงนะคะ ที่เราเห็นกันว่าผดร้อนนั้นขึ้นตามตัวทารกจนน่ากลัว นั่นก็เป็นเพราะทารกมีผิวบอบบางมาก จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดผดร้อนลุกลามมากกว่าในผู้ใหญ่✨สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดผดร้อนในทารกสาเหตุหลัก คือ ต่อมเหงื่ออุดตัน💦 เมื่อต่อมเหงื่อเกิดการอุดตัน จะทำให้เหงื่อไม่สามารถไหลออกมาภายนอกได้ และเหงื่อก็ไม่สามารถจะระเหยบนผิวหนังได้ด้วย เมื่อเหงื่อระบายออกมาไม่ได้ หยดเหงื่อเหล่านั้นก็จะติดอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบและกลายเป็นผื่นขึ้นมาส่วนสาเหตุที่ทำให้ต่อมเหงื่ออุดตันนั้น ก็มาจากหลายปัจจัยเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น:สภาพอากาศที่ร้อนชื้นหรือร้อนมาก🥵ทารกมีไข้สูง🤒ทารกที่อยู่ในตู้อบหลังเกิด มีโอกาสเสี่ยงที่ต่อมเหงื่อจะอุดตันสวมใส่เสื้อผ้าหลายชั้น หรือเสื้อผ้าหนามากเกินไป ทำให้เหงื่อไม่สามารถระเหยออกมาได้การเสียดสีระหว่างผิวหนังและเสื้อผ้าผดร้อนนั้น จะมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ หรือตุ่มแดงขนาดเล็ก เหมือนหยดเหงื่อที่ติดอยู่ใต้ผิวหนัง ของเหลวในตุ่มใสนั้นอาจเป็นสีขาวใสหรือสีน้ำนม สามารถพบได้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หน้าผาก คอ รักแร้ ก้น🍑 ขาหนีบ ไหล่หน้าอก ข้อพับ ข้อศอก หลังเข่า และผดเหล่านี้ก็จะก่อให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง ไม่สบายเนื้อ ไม่สบายตัววิธีการรักษาผดร้อนในเด็ก👉สามารถหายเองได้เมื่ออุณหภูมิในร่างกายและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเย็นลง จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาเฉพาะทาง🙅‍♀️ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้อาการผดร้อนของทารกค่อย ๆ ดีขึ้นได้ ดังนี้พยายามเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทารกบ่อย ๆเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่รัดแน่น และไม่สวมเสื้อผ้าให้ลูกหลายชั้นจนเกินความจำเป็นอาบน้ำเด็กทารกด้วยน้ำอุ่น🛀 เพื่อเปิดรูขุมขนหลังอาบน้ำไม่ต้องเช็ดตัวทารก แต่ซับเบา ๆ เท่านั้นพอดูแลอากาศภายในบ้านหรือในห้องของทารกให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม และมีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนอบอ้าวหลีกเลี่ยงการใช้ครีม น้ำมันหอมระเหย หรือขี้ผึ้ง เพราะเสี่ยงจะทำให้อาการต่อมเหงื่ออุดตันแย่ลงเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิในร่างกายของทารกสูง🥵 หรือรู้สึกร้อน เพราะยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงจะทำให้ต่อมเหงื่ออุดตันเพิ่มขึ้นให้ทารกดื่มน้ำอย่างเพียงพอ💧 เพื่อป้องกันการขาดน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย และช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายเย็นลง     สรุปได้ว่าโดยปกติแล้วผดร้อนจะหายเองได้เมื่ออุณหภูมิในร่างกายและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเย็นลง โดยอาจใช้ระยะเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น แต่ร่างกายของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กบางคนอาจมีอาการดีขึ้นเพียง 1-2 วัน เด็กบางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้น แต่ถ้าผ่านไป 3 วัน หรือนานกว่านั้น แล้วผดร้อนไม่มีท่าทีว่าจะทุเลาลง หรือมีผดร้อนเพิ่มมากขึ้น ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันที

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.