Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ25 เดือนขึ้นไป | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ25 เดือนขึ้นไป

Content Image

วิธีป้องกันและรับมือกับผื่นในเด็ก

     การเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและท้าทาย แต่ก็อาจทำให้เกิดความกังวลมากมายได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณสังเกตเห็นความผิดปกติหรือสิ่งที่คุณไม่คุ้นเคยเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณ👶 จงจดจำไว้ว่าคุณไม่ใช่คนเดียวและมีผู้คนมากมายที่สามารถช่วยเหลือคุณได้ หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลใดๆ เกี่ยวกับลูกน้อยของคุณ อย่าลังเลที่จะติดต่อแพทย์ของคุณหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ💁‍♀️ผื่นที่พบได้บ่อยในลูกน้อยผื่นผ้าอ้อม บริเวณที่สวมใส่ผ้าอ้อม เช่น ก้น ขาหนีบ ลูกน้อยอาจเกิดผื่นแดง มีตุ่มหรือแผลเล็กๆ อาจมีอาการคันและแสบ สาเหตุเกิดจากการเสียดสีจากผ้าอ้อม การระคายเคืองจากปัสสาวะหรืออุจจาระค่ะ💩ผื่นแพ้อักเสบ บริเวณที่พบเช่น ใบหน้า👶 ลำคอ ข้อพับแขนและขา ลูกน้อยอาจเกิดผื่นแดง มีตุ่มหรือแผลเล็กๆ อาจมีอาการคันและแสบ สาเหตุเกิดจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้ เช่น อาหาร สบู่ ผงซักฟอกค่ะไขบนหนังศีรษะลูกน้อย บริเวณที่พบเช่น หนังศีรษะ ลูกน้อยอาจเกิดสะเก็ดสีเหลืองหรือขาวเกาะติดหนังศีรษะ อาจมีอาการคัน สาเหตุเกิดจากการสะสมของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและน้ำมันบนหนังศีรษะค่ะสิวเม็ดข้าว บริเวณที่พบ เช่น ใบหน้า จมูก👃 คาง ลูกน้อยอาจเกิดตุ่มเล็กๆ สีขาวหรือเหลือง มีลักษณะคล้ายเม็ดข้าว สาเหตุเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันค่ะผดร้อน บริเวณที่พบ เช่น ลำคอ หน้าอก หลัง ลูกน้อยอาจเกิดตุ่มเล็กๆ สีแดง อาจมีอาการคัน สาเหตุเกิดจากการระคายเคืองจากความร้อน🥵และความชื้นค่ะผื่นกลากน้ำนม บริเวณที่พบ เช่น บริเวณที่ผิวหนังสัมผัสกับน้ำนม เช่น คาง คอ ลูกน้อยอาจเกิดผื่นแดง มีตุ่มหรือแผลเล็กๆ อาจมีอาการคันและแสบ สาเหตุเกิดจากการระคายเคืองจากน้ำนมค่ะ🍼เคล็ดลับในการป้องกันผื่นของลูกน้อยดูแลลูกน้อยของคุณให้สะอาดและตัวแห้งอยู่เสมอ เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ และทำความสะอาดบริเวณที่สวมใส่ผ้าอ้อมด้วยน้ำเปล่าหรือผ้าเช็ดทำความสะอาดที่อ่อนโยน หลังจากอาบน้ำ🛀 ให้ซับผิวของลูกน้อยให้แห้งเบาๆ โดยเฉพาะบริเวณข้อพับค่ะใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยน เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม สารเคมีรุนแรง หรือสารก่อภูมิแพ้สำหรับลูกน้อยของคุณ ใช้สบู่🧼และโลชั่นที่ออกแบบมาสำหรับผิวเด็กโดยเฉพาะค่ะแต่งตัวลูกน้อยของคุณอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการแต่งตัวลูกน้อยให้แน่นหรือหนาเกินไป เลือกเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าธรรมชาติ👗 เช่น ผ้าฝ้าย ซึ่งระบายอากาศได้ดีและช่วยลดความชื้นค่ะใช้ครีมทาผื่น หากลูกน้อยของคุณมีผื่น ให้ใช้ครีมทาผื่นที่ออกแบบมาสำหรับผิวเด็กโดยเฉพาะ🧴 ครีมทาผื่นสามารถช่วยปกป้องผิวจากการระคายเคืองและช่วยให้ผื่นหายเร็วขึ้นค่ะความเข้าใจเกี่ยวกับผื่นในเด็กผื่นทั้งหมดเหมือนกัน ไม่ถูกต้องนะคะ🙅‍♀️ ผื่นมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีสาเหตุและอาการที่แตกต่างกันค่ะผื่นทั้งหมดเกิดจากอาการแพ้ ไม่ถูกต้องนะคะ🙅‍♀️ ผื่นบางประเภทเกิดจากการแพ้ แต่บางประเภทเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น การติดเชื้อหรือการระคายเคืองค่ะผื่นทั้งหมดเป็นโรคติดต่อ ไม่ถูกต้องนะคะ🙅‍♀️ ผื่นบางประเภทเป็นโรคติดต่อ เช่น ผื่นอีสุกอีใส แต่ผื่นบางประเภทไม่ติดต่อ เช่น ผื่นผ้าอ้อมค่ะผื่นทุกชนิดจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากทางแพทย์ ไม่ถูกต้องนะคะ🙅‍♀️ ผื่นบางประเภทสามารถรักษาได้ด้วยการดูแลที่บ้าน เช่น ผื่นผ้าอ้อม แต่ผื่นบางประเภทจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ เช่น ผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อค่ะ🦠👉ควรเลือกครีมแบบไหนออกไซด์สังกะสี ส่วนผสมนี้ช่วยสร้างชั้นป้องกันบนผิวเพื่อปกป้องจากการระคายเคืองค่ะปิโตรเลียมเจลลี่ ส่วนผสมนี้ช่วยกักเก็บความชื้นและปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำค่ะ💧ว่านหางจระเข้ ส่วนผสมนี้มีคุณสมบัติในการปลอบประโลมและต้านการอักเสบ ช่วยลดอาการคันและระคายเคืองค่ะคาโมมายล์🌼 ส่วนผสมนี้มีคุณสมบัติในการปลอบประโลมและช่วยลดการอักเสบค่ะน้ำมันมะพร้าว🥥 ส่วนผสมนี้มีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้นและต้านการอักเสบ ช่วยปกป้องผิวและลดการระคายเคืองค่ะ     สรุปได้ว่าคุณแม่ควรแยกความแตกต่างของผื่นที่ร้ายแรงกว่าปกติในเด็กทารก สังเกตอาการที่เกี่ยวข้อง เช่น ไข้🤒 ความง่วงซึม เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสียค่ะ และอย่าลืมประเมินความรุนแรงของผื่น ผื่นที่เจ็บปวดอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่รุนแรง ผื่นที่มีอาการคันอย่างรุนแรงอาจบ่งบอกถึงการแพ้หรือการระคายเคือง และผื่นที่มีหนองหรือของเหลวไหลออกมาอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่รุนแรง ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีนะคะ👩‍⚕️

Content Image

การเล่นสไลเดอร์ ปลอดภัยต่อเด็กจริงไหม

     เด็กๆมักตื่นเต้นทุกครั้งกับการที่ได้ออกไปเล่นนอกบ้าน หนึ่งสถานที่ที่เด็กๆมักชอบอ้อนขอให้คุณแม่พาไปมากก็คือสนามเด็กเล่นที่มีสไลเดอร์🛝 การเล่นสไลเดอร์นั้นมีข้อดีอย่างไรบ้าง และปลอดภัยต่อเด็กๆจริงไหม ทางเราได้รวบรวมคำตอบวางไว้ให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️สไลเดอร์ปลอดภัยต่อเด็กเล็กจริงหรือไม่?✨ปลอดภัยหากเล่นอย่างถูกวิธีคำตอบคือ การเล่นสไลเดอร์นั้นปลอดภัยต่อเด็กค่ะ👶 ซึ่งเด็กๆควรเล่นสไลเดอร์ด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงไปถึงความปลอดภัยในช่วงเล่น และแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้จากการสไลด์ลงมาจากสไลเดอร์สไลเดอร์ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร?👉โครงสร้างแข็งแรงทนทานสไลเดอร์ที่ดีนั้นควรมีโครงสร้างที่แข็งแรง💪 ไม่มีการชำรุดของอุปกรณ์ และยังมีการดูแลบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา👉ไม่สูงจนเกินไปสไลเดอร์ที่มีความสูงจนมากเกิน 120-150 cm อาจเสี่ยงทำให้เด็กเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เพราะเด็กสามารถหล่นมาจากเครื่องเล่นได้ และยังได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส🤕👉มีอุปกรณ์รองรับแรงกระแทกอุปกรณ์รองรับการกระแทกถือว่าเป็นส่วนช่วยสำคัญในการรองรับเมื่อเด็กสไลด์ลงมาจากสไลเดอร์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของยางกันกระแทก หรือฟองน้ำกันกระแทก🧽 ก็สามารถช่วยดูดซับแรงกระแทกเพื่อลดอาการบาดเจ็บเมื่อเด็กๆตกลงมาประโยชน์ของการเล่นสไลเดอร์💫ช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์พัฒนาการทางด้านอารมณ์นั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเด็กเป็นอย่างมาก เด็กควรจะได้เรียนรู้ในการแบ่งปันในขณะเล่นสไลเดอร์ กับเพื่อนๆและยังได้ทำการรู้จักเข้าสังคมเพื่อรู้จักเพื่อนใหม่ด้วย👯‍♂️💫ช่วยให้เด็กฝึกการตั้งเป้าหมายเด็กๆที่เล่นสไลเดอร์นั้นจะต้องเดินขึ้นไปบนบันไดเพื่อสไลด์ลงมา การทำเช่นนี้เป็นการทำให้เด็กๆได้ตั้งเป้าหมาย🎯ไว้ว่าจะปีนไปถึงขั้นบนสุดนั้นจะต้องใช้ความพยายามและความเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นเด็กจึงได้พัฒนาและเรียนรู้ที่จะมีความอดทนเพื่อที่จะมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตัวเองคาดหวังไว้💫ช่วยให้เด็กฝึกการกะระยะในการเล่นสไลเดอร์นั้นเด็กๆจะได้ใช้สายตา👀เพื่อเป็นการฝึกกะระยะในการเล่นสไลเดอร์ เพราะเด็กๆจะต้องฝึกหัดกะระยะว่าจะต้องเอื้อมมือไปจับตรง นำเท้าไปวางบนส่วนไหน จึงจะเป็นการที่ทำให้เด็กๆได้ยึดเกาะกับตัวสไลเดอร์อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นการฝึกความเชื่อมโยงระหว่างสายตา สมอง🧠 และกล้ามเนื้อแขนขาให้ทำงานร่วมกันได้ดี     สรุปได้ว่าการเล่นสไลเดอร์นั้นมีประโยชน์ต่อการพัฒนาทางด้านร่างกายและทางด้านสติปัญญาของเด็กๆ เพียงแต่คุณแม่ควรสอนเด็กๆให้เล่นสไลเดอร์อย่างระมัดระวัง เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะเล่นสไลเดอร์🛝นั่นเองค่ะ 

Content Image

หนูเป็นภูมิแพ้ ฮัดชิ่ว!!

เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง ก็อาจทำให้คนที่เป็นภูมิแพ้ มีอาการจามไอ และอื่นๆได้ รวมถึงลูกน้อยก็เช่นกัน เราจะมีวิธีช่วยลดอาการภูมิแพ้ได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันค่ะวิธีรับมือกับภูมิแพ้✨ล้างมือทุกครั้งที่เข้าบ้านเด็กบางคนอาจแพ้เกสร🌼 หรือ สิ่งอื่นๆที่สัมผัสมา ดังนั้นควรล้างมือทุกครั้งเมื่อถึงบ้าน และควรเปลี่ยนเสื่อผ้าก่อนเข้าห้องนอนเพื่อป้องกันการกระจายของฝุ่นละอองนั่นเองค่ะ ✨อากาศเย็นระวังเป็นภูมิแพ้เมื่ออากาศเย็นขึ้น อาจทำให้ลูกน้อยมีอาการน้ำมูกไหลและจาม โดยเฉพาะเมื่อลูกเพิ่งตื่นควรจะปิดหน้า🪟ต่างเพื่อกันลมหนาวไปก่อนค่ะ✨เช็คค่า Pm2.5พยายามเช็คสภาพอากาศก่อนพาลูกน้อยออกไปข้างนอก หากวันไหนที่มีค่า Pm2.5 สูงก็ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อยู่กลางแจ้งเมื่อป้องกันอากาศภูมิแพ้🤧รวมถึงอย่าลืมให้ลูกใส่หน้ากากอนามัยหากลูกมีอายุ 2 ปีขึ้นไป✨เลือกช่วงเวลาพาลูกออกจากบ้านคุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกออกนอกบ้านในช่วงเช้าของวันเพื่อไปรับวิตาวินดีจากแสงแดดอ่อนๆยามเช้าได้ โดยอาจให้ลูกได้วิ่งเล่นหน้าบ้าน หรือสวนในหมู่บ้าน หรือสนามเด็กเล่น และควรดูว่าจะมีฝนตก🌧️หรือเปล่า เพราะหากลูกเป็นภูมิแพ้ก็จะมีโอกาสป่วยง่ายกว่าเด็กที่ไม่เป็นภูมิแพ้นั่นเองค่ะลองวิธีเหล่านี้✨ยาแก้แพ้สำหรับลูกน้อยยาแก้แพ้ที่มักใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้คือยาแก้แพ้ประเภทยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines)💊 ซึ่งจะช่วยลดอาการจามหรือน้ำมูกไหล และลดอาการคันจากการแพ้ รวมถึงลดสารคันหลั่ง โดยยาต้านฮีสตามีนจะยับยั้งผลของฮีสตามีน ทำให้ช่วยลดอาการแพ้ น้ำมูก และอาการคันได้นั่นเองค่ะ✨ลองทดสอบหาสาเหตุของภูมิแพ้คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อย👶ไปทดสอบหาสิ่งที่ทารกแพ้ได้ เนื่องจากบางคนมีอาการแพ้ แต่ก็ไม่ทราบสาเหตุการแพ้ที่แน่นอน สามารถทดสอบด้วยการพาลูกไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลเพื่อปรึกษารับการทดสอบโรคภูมิแพ้🤧ว่ามีอาการแพ้อะไรบ้าง การทดสอบอาจมีราคาที่สูง เหมาะกับคนที่ต้องการหาสาเหตุการแพ้ที่แน่ชัดวิธีสังเกตว่าลูกเป็นภูมิแพ้หรือไม่เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นและมีอายุประมาณ 2-5 ขวบ อาการภูมิแพ้อากาศมักจะปรากฎให้เห็นชัดเจนขึ้น โดยลูกจะมีอาการคล้ายหวัด🤧 อาจมีอาการนานเกิน 10 วัน หรือ เป็นบ่อยมากแทบจะทุกเดือน โดยหากสังเกตจะพบว่าลูกชอบขยี้จมูกเนื่องจากอาการคันจมูก โดยจะจามหลายๆครั้งติดกันในตอนเช้าและบางคนจะมีอาการคันตา👀ร่วมด้วยซึ่งเกิดจากการแพ้สารปนเปื้อนในอากาศนั่นเองค่ะเมื่อลูกมีอาการภูมิแพ้เป็นระยะเวลานานก็จะกระตุ้นให้ต่อมทอนซิลและดีนอยด์ในช่องคอโตขึ้น ส่งผลให้ลูกหายใจลำบาก โดยเด็ก👶บางคนอาจมีไซนัสอักเสบเรื้อรังด้วยค่ะแม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การค้นหาว่าแพ้อะไรและพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นก็จะช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ของลูกได้ค่ะ💙

Content Image

ทำไมลูกถึงเดินเขย่งเท้านะ?

เด็กอายุระหว่างวัย 1-3 ปี หรือวัยเตาะแตะ เป็นช่วงที่ลูกจะสามารถ นั่ง ยืน เดิน ได้อย่างอิสระ แม้บางครั้งอาจต้องการความช่วยเหลือจากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเราจะเห็นบ่อยๆ ว่าเด็กๆ จะเดินเขย่งเท้าในวัยนี้ ซึ่งอาจมาจากความเคยชินที่จะพยายามเขย่งขออุ้ม ซึ่งลูกน้อยไม่ควรเดินเขย็งจนเกิน 3 ขวบค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเขย่งเท้า✨โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากผู้ปกครองพบว่าลูกของตัวเองมีอายุเกิน 3 ขวบแล้วแต่ยังมีอาการเดินเขย่งเท้าอยู่🦵  ทั้งที่ก่อนหน้านี้สามารถเดินได้ปกติ แปลว่าลูกอาจมีโอกาสเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการผิดปกติของเซลล์ประสาทสมองที่เป็นโรคทางพันธุกรรม✨เอ็นร้อนหวายตึงมากกว่าปกติการที่ลูกเดินเขย่งเท้า👣อาจมีสาเหตุมาจากเอ็นร้อยหวายตึงกว่าปกติ ซึ่งเป็นกรรมพันธุ์เช่นกัน โดยมักจะมีอาการปวดบริเวณเอ็นร้อยหวายค่ะ✨โรคออทิซึมอีกสาเหตุหนึ่งอาจมาจากการที่เด็กเป็นโรคออทิซึมซึ่งจะมีพัฒนาการร่างกายช้ากว่าปกติ เช่น พูดช้า ทำตามขั้นตอนไม่ได้ ไม่เข้ากลุ่มเพื่อน และการเดินเขย่งเท้า🦵ผิดปกติด้วย✨นิสัยชอบเดินเหย่งบางครั้งการเขย่งเท้าของเด็กก็ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ว่าเกิดจากอะไรแม้จะพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อทำการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ตาม ซึ่งอาการเดินเขย่งอาจเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมของตัวเด็กเองได้ค่ะลูกเขย่งเท้าแบบนี้ไม่ปกติ👣ลูกอาจเดินผิดปกติจากการเป็นโรคทางจิตเวช เช่น จิตบกพร่อง หรือ ออทิสติก ซึ่งจะทำให้ลูกเดินเขย่งๆ นั่นเองค่ะ👣หากลองคลำบริเวณหลังเข่าของลูกแล้วเจอเนื้องอกให้พาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อหาสาเหตุทันที เพราะอาจมีสาเหตุจากการมีเนื้องอกที่กำลังรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อขาของลูก ส่งผลให้ลูกเดินแปลกๆนั่นเองค่ะ👣หากพบว่าลูกมีปานขึ้นจำนวนมากตามผิวหนังของร่างกาย หรือมีเนื้องอกขึ้นมาตามผิวหนังควรพาลูกไปตรวจหาสาเหตุ รวมถึงดูความผิดปกติของกระดูกสันหลังของลูกด้วยค่ะ🦴👣หากลูกคลอดยาก คลอดก่อนกำหนด หรือสมองเคยขาดออกซิเจนระหว่างคลอด ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ลูกเดินเขย่งค่ะวิธีช่วยยืดกล้ามเนื้อ✨ยืดเอ็นร้อยหวายสามารถทำได้โดยให้ลูก👶นอนหงายจากนั้นยกขาขึ้น งอเข่าเข้า และให้ยกปลายเท้าชี้ขึ้น เกร็งค้างไว้เบาๆ ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ (อย่าฝืนมาก) ให้ทำทั้งหมด 10 เซ็ต✨ยืดน่องหากลูกน้อยไม่ได้เขย่งเท้าจากการป่วยทางสมองหรือร่างกาย เรามีวิธีที่จะให้ลูกสามารถทำได้ง่ายๆ อย่างการยืดน่อง🦵 โดยให้ลูกนอนหงายและเหยียดขาให้ตรงสุด จากนั้นงอปลายเท้าขึ้นจนสุดเท่าที่ทำได้ ทำแบบนี้สลับไปมาจนครบ 20 ครั้ง (ข้างละ 10)

Content Image

ของหนูนะ! (ลูกหวงของทำอย่างไรดี)

เด็กจะมีความคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของในสิ่งของต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ เด็กบางคนไม่ยอมแม้กระทั้งพ่อแม่ที่จะเอาของรักของหวงของเขาไป ซึ่งสาเหตุของการหวงของคืออะไรและจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกันค่ะสาเหตุการหวงของ✨พาไปไหนมาไหนได้เพราะของทำให้เด็กๆ รู้สึกอุ่นใจ สิ่งของนั้นพวกเขา👶จะอุ้มและพาไปได้ทุกที่ ไม่เหมือนพ่อแม่หรือเพื่อนที่ต้องอยู่ห่างกันในบางครั้ง✨สามารถทำอะไรก็ได้เพราะเด็กๆ สามารถทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้ก็ได้อย่างอิสระ เช่น หวีผมให้ตุ๊กตา พาไปห้องน้ำ เข้านอนด้วยกัน💤 ทำให้เด็กแต่ละคนสามารถแสดงความรู้สึกได้อย่างเต็มที่การสอนลูกไม่ให้หวงของ✨วิธีการไม่ให้ลูกหวงของคือให้บอกลูกก่อนหยิบของลูกไป เช่น หากคุณต้องการพาหมีเน่าตัวโปรด🧸ไปทำความสะอาด ควรบอกลูกว่าน้องหมีไม่สบายและต้องพาไปรักษา เดี๋ยวก็กลับมา ลูกก็เข้าใจเหตุผลและไม่โวยวายค่ะ✨หวงของทุกอย่างหากลูกหวงทุกอย่างไปหมดทุกอย่าง ให้ทำสัญลักษณ์⭕ให้รู้ว่าของอันนี้คือของลูก และของอย่างอื่นลูกหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคนหวงของทุกอย่างที่อยู่ในบ้านค่ะ✨ของอันไหนใช้ร่วมกันสอนให้รู้ว่าของในบ้านอันไหนที่ใช้ร่วมกันและไม่ใช่ของลูกแค่คนเดียว เช่น หากดูทีวี📺พร้อมกัน ก็ควรเปลี่ยนไปดูช่องที่ผู้ใหญ่อยากดูบ้าง ไม่ใช่สำหรับลูกคนเดียว✨แยกออกจากกันบอกลูกโดยตรงว่าของสิ่งนี้เป็นของคุณและไม่ใช่ของลูก👶 และแยกของออกจากกันอย่างเช่นกัน การสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน และแยกแยะได้ว่าของสิ่งไหนเป็นของใครจะช่วยลดอาการหวงของของลูกลงได้ค่ะสอนแบบนี้✨สอนลูกแบ่งปันผู้อื่นหากมีแขกมาเยี่ยมที่บ้านแล้วมีเด็กคนอื่นมาด้วย ก็ให้อธิบายกับลูกว่าให้พี่เขายืมเล่นหน่อยอีกเดี๋ยวก็คืน หากลูกไม่ยอมก็ไม่ต้องไปดุว่าเพราะจะทำให้ยิ่งไม่ยอมเข้าไปใหญ่นะคะ โดยการสอนแบบนี้จะทำให้ลูกรู้จักการแบ่งปันของกับผู้อื่น แต่การสอนนี้อาจต้องใช้เวลา🕐สักหน่อย ควรสอนด้วยคำพูดอ่อนโยนเพื่อให้เด็กยอมรับฟังและไม่ต่อต้านนะคะ✨บอกทุกคนในบ้านบอกให้ทุกคนในบ้านเข้าใจว่าของชิ้นไหนเป็นของลูก🧸 และเมื่อจะหยิบก็ให้อนุญาตก่อน หากลูกไม่อนุญาติก็จะไม่นำไป หากทำเช่นนี้ก็จะเป็นการสอนให้ลูกเข้าใจการเคารพของๆผู้อื่น และลูกก็ต้องทำเช่นกัน เช่น เมื่ออยากใช้ของของคุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องขออนุญาติเช่นกันค่ะ

Content Image

ลูกหนีออกจากบ้าน ทำยังไงดี?

     คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านคงเผชิญกับปัญหาเมื่อลูกโกรธแล้วจึงเก็บข้าวของหนีออกจากบ้าน🏡 ทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลว่าลูกจะหนีไปที่ไหนกัน วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีรับมือกับปัญหาลูกหนีออกจากบ้าน คุณแม่ควรทำอย่างไรเมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์นี้💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ลูกหนีออกจากบ้าน✨ลูกเบื่อการอยู่ที่บ้านหรือสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่อยากอยู่ที่บ้าน เกิดมาจากการที่อยู่บ้านแล้วลูกรู้สึกว่าไม่มีความสุข เช่น การถูกบังคับ🫡หรือถูกกดดันจนมากเกินไป✨ลูกติดเพื่อนเมื่อเด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จะมีอาการติดเพื่อนจนงอมแงม👯‍♂️ ทำให้อยากออกไปเล่นกับเพื่อนทั้งวัน แล้วรู้สึกไม่อยากอยู่บ้าน เพราะไม่มีเพื่อนเล่น✨คุณพ่อหรือคุณแม่มีการแต่งงานใหม่ในกรณีที่คุณพ่อหรือคุณแม่มีการแต่งงานใหม่👰‍♀️ เด็กอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวเป็นอย่างมาก เพราะเหตุอาจจะรู้สึกไม่สบายใจและไม่อยากกลับมาบ้านที่สภาพแวดล้อมและกฎระเบียบภายในบ้านถูกเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เด็กรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย✨เกิดจากการเลี้ยงลูกแบบตามใจเด็กที่ถูกเลี้ยงแบบตามใจจนมากเกินไปจะมีนิสัยที่เอาแต่ใจตนเอง และเมื่อเด็กรู้สึกโกรธ🤬และรู้สึกไม่พอใจ ก็จะทำการเก็บข้าวของและเตรียมตัวหนีออกจากบ้านไป พฤติกรรมนี้ถือเป็นพฤติกรรมการประชดของลูกนั่นเอง✨ลูกหลงเชื่อคนแปลกหน้าการถูกชักชวนโดยคนแปลก👨🏻‍💼หน้านั้นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกหนีออกไปจากบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะชวนเชื่อ หรือบุคคลต่างๆที่ลูกพึ่งได้พบเจอ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกอย่างมากสิ่งที่คุณแม่ควรทำเมื่อลูกหนีออกจากบ้าน👉ปรับความเข้าใจกับลูกควรพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกับลูก อภิปรายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันภายในครอบครัว สิ่งใดที่ทำให้เด็กไม่ชอบ😕 หรือทำให้เด็กรู้สึกไม่อยากอยู่บ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรแก้ปัญหาด้วยเหตุผลค่ะ👉หมั่นให้ความรักและเอาใจใส่มากขึ้นเด็กบางคนมักรู้สึกว่าตัวเองเดียวดายและถูกทอดทิ้งอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าตัวจะอยู่บ้าน แต่ก็ไม่สามารถพึ่งพิงหรือปรึกษาบุคคลภายในบ้านได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นคอยให้ความรัก🥰และเอาใจใส่ลูกมากขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกว่าโดนทอดทิ้งและเดียวดาย👉เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลูกคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกต👀พฤติกรรมของลูก หากพบว่าลูกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม ก็ควรเอาใจใส่และถามไถ่ลูกอยู่เสมอถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เงียบเฉยและละเลยถึงปัญหาที่ลูกกำลังเผชิญอยู่👉คอยอธิบายสิ่งต่างๆให้ลูกฟังคุณพ่อคุณแม่ควรคอยอธิบาย🗣️สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวให้ลูกรับรู้และเข้าใจอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยผ่านให้เด็กคิดไปเอง หรือเข้าใจผิด เพราะนั่นอาจเป็นวิธีที่ทำให้เด็กรู้สึกอึดอัดและไม่อยากอยู่ที่บ้าน👉ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรระลึกไว้เสมอคือการที่ตนเองต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูก เพราะเด็กมักชอบลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากคนในครอบครัวและบุคคลรอบข้าง คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างบรรยากาศในบ้านที่มีแต่ความสนุก🥳และความอบอุ่น และไม่ควรทะเลาะวิวาทกันต่อหน้าให้ลูกเห็น      การที่เด็กตัดสินใจเก็บข้าวของแล้วหนีออกจากบ้าน🏡นั้นล้วนมาจากการที่เด็กมีปมอยู่ในใจ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดอกคุยกันกับลูกถึงปัญหาที่เด็กกำลังเผชิญอยู่ และใช้เหตุผลในทางการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสมนั่นเอง

Content Image

ลูกน้อยไอคิวสูง สังเกตได้อย่างไรบ้าง?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนคงอยากทราบกันใช่ไหมคะว่าลูกน้อยของเรามีความฉลาดขนาดไหน ซึ่งวันนี้เราได้นำข้อมูลที่มาจากงานวิจัยที่เกี่ยวกับศึกษา IQ ของเด็ก ซึ่งเขาก็ได้พบว่าเด็กที่มีการเรียนดีนั้นจะมีลักษณะที่ตรงกันจะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ สังเกตสัญญาณต่อไปนี้เด็กความจำดีเด็กที่มีความจำที่ดีนั้นเป็นจะได้เปรียบในการจดจำข้อมูลใหม่ๆ และเรียนรู้ที่โรงเรียน🏫ได้เร็ว "ซึ่งความจำในการทำงานนั้นไม่ได้เพียงเชื่อมโยงกับการเรียนรู้เท่านั้น แต่มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในกิจกรรมประจำวันด้วย" กล่าวโดยนักจิตวิทยา👨‍⚕️ Tracy Packiam Alloway แต่ก็มีข้อเตือนจากการวิจัยก็คือ เด็กที่มีความจำที่ดี ก็โกหกได้เก่งกว่าเช่นกันค่ะ เด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นความอยากรู้อยากเห็นมีความสำคัญพอๆกับความฉลาด🧠 (Harvard Business Review) โดยสังเกตได้จากเด็กที่ชอบถามคำถามเยอะๆ แสดงให้เห็นว่าเขาชอบที่จะแสวงหาความรู้ และชอบที่จะเรียนรู้ในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเรียนรู้ในอนาคตอ่านหนังสือได้ก่อนอายุ 4 ขวบการศึกษาพบว่าขณะที่เด็กทั่วไปอ่านหนังสือ📖ได้ตอนอายุประมาณ 6-7 ขวบ เด็กที่มีความฉลาดมากๆ มักจะอ่านหนังสือได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 4 ขวบ ซึ่งการอ่านหนังสือจะต้องอาศัยหลายๆขั้นตอน และเด็กก็จะต้องเข้าใจคำศัพท์ เรียนรู้การจดจำ จึงจะสามารถอ่านหนังสือได้ ซึ่งเด็กบางคนเมื่อโตขึ้นก็ติดรักการอ่านไปเลยเด็กฉลาดจะมีสัญญาณดังต่อไปนี้เด็กจะมีความสามารถทางดนตรีมีการวิจัยพบว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างความฉลาดและการเป็นนักดนตรี🎼 โดยเชื่อว่าเมื่อเด็กๆได้เรียนรู้เกี่ยวกับดนตรี เด็กๆก็จะได้รับประโยชน์ทางวิชาการด้วย ซึ่งจริงๆแล้วไม่ว่าลูกจะมีพรสวรรค์ทางดนตรี🎹หรือไม่ แต่การให้ลูกได้เรียนรู้ทางด้านดนตรีจะช่วยทำให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ได้นั่นเองค่ะ ลูกมีความกระตือรือล้นเมื่อลูกเข้าสู่วัยเตะแตะ เด็กที่ฉลาดจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงและมีการรับรู้ที่ดีมาก เมื่อเขาเห็นคุณพ่อคุณแม่ร้องไห้😭เขาจะอยากกอดคุณ หรือ เช็ดน้ำตาของคุณ ซึ่งการที่มีความสามารถในการสังเกตสีหน้าทางอารมณ์ของเจ้าตัวเล็กเป็นการบ่งบอกว่าเขามีความฉลาดนั่นเองค่ะเป็นเด็กที่มีมาตรฐานสูง เด็กที่ฉลาดจะปรับปรุงและพยายามทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น รวมถึงจะมีแนวโน้มที่จะสร้างความโดดเด่นให้กับตนเอง ซึ่งจะทำให้เด็กๆเหล่านี้พยายามเรียนวิชาต่างๆ🏫 และเรียนรู้ทักษะต่างๆอย่างสุดความสามารถ เป็นเด็กที่มีสมาธิซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กคนนี้มีความฉลาดนั่นเองค่ะ หากมีทักษะดังต่อไปนี้ อาจแปลว่าลูกคุณมีไอคิวสูงเด็กจะมีสมาธิจดจ่อได้ดีเด็กที่มีความฉลาดจะสามารถจดจ่อโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดี รวมถึงเมื่อเด็กเหล่าอายุประมาณ 10-11 เดือนจะสามารถจับคู่สีและคู่รูปทรงได้อย่างง่ายดาย ซึ่งในระหว่างที่อ่านหนังสือนิทานให้เด็กๆเหล่านี้ฟัง เขาอาจจะชอบชี้ไปที่รูปภาพในหนังสือ📖  หรือ พลิกหน้าหนังสือไปเองตั้งแต่ที่คุณพ่อคุณแม่ยังอ่านไม่จบ  เด็กอาจมีการแสดงทางอารมณ์ที่รุนแรงแปลว่าเด็กเหล่านี้อาจแสดงอารมณ์รุนแรงทั้งในทางเชิงบวกและลบได้ และเขายังมีความคิดที่ซับซ้อนกว่าเด็กคนอื่นๆในวัยเดียวกัน รวมถึงคุณพ่อคุณแม่จะสามารถสังเกตความฉลาดของลูกได้ จากการที่เห็นว่าลูกชอบพูดคุยกับคน สัตว์เลี้ยง🐕 ตุ๊กตา หรือของเล่นอื่นๆ ซึ่งแปลว่าลูกกำลังมีจิตนาการ และควรจะสนับสนุนจิตนาการของเขาค่ะเด็กพูดเก่งกับผู้ใหญ่เด็กที่มีความฉลาด🧠 จะสามารถรับรู้เหตุการณ์ปัจจุบันได้ดี และมีวุฒิภาวะที่โตเร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ ทำให้เขาสามารถที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่ได้เป็นเรื่องเป็นราว โดยจะชอบพูดถึงเรื่องต่างๆในชีวิตของพวกเขา แทนที่จะสนุกกับการเล่นกับเด็กคนอื่นๆในวัยเดียวกัน

Content Image

ทำอย่างไรเมื่อลูกไม่มีเพื่อนคบ?

บางครั้งคุณอาจพบว่าลูกมีปัญหาเรื่องไม่มีเพื่อนคบ และอาจกำลังกลุ้มใจอยู่ว่าจะต้องทำอย่างไรดี การเข้าสังคมเป็นสิ่งที่สำคัญ เราควรช่วยให้ลูกรู้จักการปรับตัวและกล้าแสดงออก โดยจะสามารถทำอย่างไรได้บ้างเราไปดูกันเลยค่ะสาเหตุที่ลูกไม่มีเพื่อนคบปัญหาเพื่อนไม่คบนั้นเป็นปัญหาที่ไม่ควรปล่อยปะละเลย เพราะการที่ลูกไม่มีเพื่อนคบแสดงว่าลูกกำลังถูกปฏิเสธ❌ การยอมรับในสังคมของเขา การรีบแก้ไขปัญหาจะดีที่สุดค่ะ โดยปัจจัยต่างๆที่อาจทำให้ลูกไม่มีเพื่อนคบมีดังนี้ค่ะเอาแต่ใจตัวเองถ้าลูกมีนิสัยชอบเรียกร้องความสนใจ และเอาแต่ใจตัวเอง เพื่อนๆคนอื่นก็จะรู้สึกไม่ชอบและรำคาญ จนอาจทำให้ไม่มีใครอยากคบด้วย💔 เราจึงต้องฝึกให้ลูกมีเหตุมีผล และไม่เอาแต่ใจตนเองเกินไป รวมถึงไม่เรียกร้องความสนใจตลอดเวลา  ลูกขี้โมโห😡หากลูกมีนิสัยขี้หงุดหงิดขี้โมโห เวลาไม่ได้ดั่งใจหวังก็จะโมโหขึ้นมา แบบนี้เพื่อนก็ไม่อยากเข้าใกล้ และไม่มีใครอยากมีใครคบด้วย ดังนั้นการฝึกให้ลูกมีเหตุผลและใจเย็นมากขึ้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะแก้ปัญหานี้ค่ะไม่มั่นใจในตนเองหากลูกเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตนเอง❌ ขาดความมั่นใจ เมื่อต้องเข้าไปอยู่ในสังคมที่ต้องเจอคนเยอะๆ ลูกก็จะเงียบ ไม่กล้าแสดงออก และไม่เป็นตัวของตัวเอง รวมถึงจะปลีกตัวออกมาทำให้ไม่มีเพื่อนคบได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จำเป็นจะต้องฝึกให้ลูกมั่นใจในตนเองมากขึ้น เพื่อที่ลูกจะสามารถแสดงออกและปรับตัวเข้ากับสังคมเพื่อนได้ค่ะผลกระทบที่อาจเกิดกับเด็กที่ไม่มีเพื่อนคบกลายเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงเมื่อลูกไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมลูกก็จะเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง🌎จนมากเกินไป ทำให้ลูกไม่รู้จักวิธีการเข้าสังคม และทำให้เขาทำงานลำบากเมื่อเวลาเขาโตขึ้น รวมถึงทำให้เขารู้สึกไม่ดีด้วยดังนั้นเราควรที่จะรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกกันดีกว่าค่ะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าหากลูกไม่มีเพื่อนคบเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ลูกมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้ เพราะลูกจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ไม่สำคัญ และไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม😔 ดังนั้นก่อนจะสายเกินแก้ เราจะต้องหาวิธีแก้ไขให้เร็วที่สุดค่ะกลายเป็นปมในใจ💔เมื่อลูกไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมและไม่มีเพื่อนคบเป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดปัญหาเป็นปมในใจลูก😥 ทำให้ลูกกลายเป็นคนที่ไม่กล้าเปิดรับใครเข้ามาได้ง่ายๆ เพราะกลัวว่าตนเองจะเสียใจ เราสามารถแก้ปัญหาได้โดยการพาลูกไปข้างนอกเพื่อให้เขาได้ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยทำมาก่อน เมื่อเขาได้เจอเพื่อนใหม่เขาก็จะเปิดใจและอยากทำความรู้จักนั่นเองค่ะทำอย่างไรให้ลูกมีเพื่อนคบด้านการสื่อสารการสื่อสารที่ดี และรู้จักการใช้คำพูดก็จะสามารถช่วยในเรื่องการเข้าสังคมได้ โดยควรสอนให้ลูกไม่ใช้❌คำพูดที่กระทบจิตใจของผู้อื่น พูดแต่สิ่งดีๆ แล้วลูกจะต้องเป็นที่ยอมรับได้แน่นอนเลยล่ะค่ะด้านอารมณ์สอนให้ลูกใจเย็นมากขึ้น ไม่หงุดหงิดโวยวายง่าย😡 โดยสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันของกับเพื่อน ให้เป็นคนที่รู้จักมีน้ำใจ หากสามารถฝึกให้ลูกเป็นคนใจกว้างและไม่ขี้โมโหได้แล้วล่ะก็ ลูกก็จะมีเพื่อนได้ง่ายและเข้ากับสังคมได้แน่นอนค่ะการเข้าสังคมและเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นสอนให้ลูกรู้จักเข้าหาผู้คน และรู้จักปรับตัวเข้ากับสังคมต่างๆ หากลูกสามารถปรับตัวได้แล้วล่ะก็ ลูกก็จะกลายเป็นที่ยอมรับในสังคมนั้นๆได้เองค่ะ😊 รวมถึงสอนให้ลูกเข้าใจอารมณ์ของคนอื่น เข้าใจเหตุการณ์ และรู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร เช่น เพื่อนเศร้าก็เข้าไปปลอบ รับรองว่าจะต้องเป็นที่รัก💖ของเพื่อนๆแน่นอนค่ะ

Content Image

เริ่มให้ลูกเล่นยิมนาสติกได้ตั้งแต่กี่ขวบ?

หลายๆคนคงจะรู้จักหรือเคยเห็นกีฬายิมนาสติกมากันบ้างแล้ว ซึ่งหนึ่งในกีฬาที่จัดในการแข่งขันโอลิมปิกซึ่งเป็นการแข่งขันระดับโลกอีกด้วย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากให้ลูกเล่นกีฬายิมนาสติกอาจจะสงสัยว่าสามารถให้ลูกเริ่มเรียนได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่แล้วกีฬาประเภทนี้มีประโยชน์อะไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ ยิมนาสติก คืออะไร ?ยิมนาสติก คืออะไร?ยิมนาสติก🤸 เป็นหนึ่งในกีฬาการแข่งขันโอลิมปิก โดยเป็นกีฬาที่มีต้นกำเนิดมาจากการดัดแปลงทักษะการแสดงของคณะละครสัตว์และการออกกำลังกายของชาวกรีกโบราณ ซึ่งจะต้องอาศัยการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย และเป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้ความแข็งแรง ความคล่องตัว ความยืดหยุ่น ความสมดุลของร่างกายอย่างมาก โดยจะแบ่งเพศหญิงและชายในการเล่นซึ่งมีประเภทของยิมนาสติกดังนี้ ม้าหู หรือม้าหมุน (Pommel horse) ห่วง (Rings) ฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ (Floor exercise)  บาร์คู่ (Parallel bars) บาร์เดี่ยว (Horizontal bar) ม้ากระโดด (Long horse) บาร์ต่างระดับ (Uneven bars) คานทรงตัว (Balance bars) สามารถให้ลูกเริ่มเรียนยิมนาสติกได้ตั้งแต่กี่ขวบ?การเรียนยิมนาสติก🤸เหมือนกับการเรียนการออกกำลังกายทั่วไป โดยสามารถให้ลูกเริ่มเรียนได้ตั้งแต่วัยหัดเดิน หรือ อายุ 2 ขวบขึ้นไปซึ่ง เพราะยิมนาสติกจะต้องอาศัยการเรียนรู้การอบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นต่างๆก่อนจะเริ่มเรียน ซึ่งหากลูกพร้อมที่จะเล่นกีฬาเราก็สามารถส่งเสริมลูกได้ โดยจะต้องอยู่ในความดูแลของคุณครูและผู้ปกครองด้วยค่ะ ยิมนาสติกมีประโยชน์อะไรบ้าง?เสริมสร้างการประสานงานของระบบร่างกาย🕺ยิมนาสติกบางประเภทจะต้องมีการขยับตัวหยิบขับอุปกรณ์ต่างๆ ขยับให้เข้าจังหวะเพลง มีการวิเคราะห์การก้าวและกระโดด ต้องใช้การประสานงานของสายตาและร่างกายไปพร้อมๆกัน  เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง🦴เด็กที่อยู่ในช่วงวัย 2-3 ขวบ หรือ เด็กที่กำลังอยู่ในวัยเรียนจะเป็นวัยที่กำลังพัฒนาส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งนอกจากการทานอาหารที่มีประโยชน์แล้วการออกกำลังกายก็มีความสำคัญ กระตุ้นพัฒนาการทางสมอง🧠กีฬาส่วนใหญ่จะต้องใช้กำลังมากกว่าการใช้ความคิดซึ่งยิมนาสติกนั้นจำเป็นจะต้องใช้ทั้งสมองและร่างกายไปด้วยกัน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งด้านซ้ายและด้านขวานั่นเองค่ะฝึกให้ลูกเรียนรู้การเข้าสังคมลูกๆ จะสามารถสร้างเพื่อนใหม่ในคลาสได้ ซึ่งการได้เจอคนและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด จะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของลูกได้ค่ะ👧สร้างความมั่นใจสำหรับเด็กที่ยังเล็กเขาอาจจะยังไม่มีความกล้าในการตัดสินใจ ซึ่งการที่ลูกจะได้ฝึกการตัดสินใจที่จะก้าวเดิน กระโดด และการออกท่าทางจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้ลูกได้ดี🙂ฝึกให้มีวินัยการเล่นกีฬายังเป็นการฝึกวินัยของลูกให้ลูกทำตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ตั้งไว้เพื่อให้สามารถเล่นกีฬา🤸 ได้อย่างปลอดภัย 

Content Image

เด็กๆสามารถย้อมสีผมได้หรือไม่

     สำหรับช่วงเทศกาลหรือช่วงที่เด็กๆปิดเทอม เจ้าตัวน้อยหลายคนที่อยู่ในวัยหัดเรียนรู้ หรืออยู่ในวัยกที่กำลังจะเข้าสู่วัยรุ่น จะเริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับลักษณะภายนอก เสื้อผ้าหน้าผมของตนเอง หนึ่งในประเด็นที่ถูกเด็กๆพูดถึงก็คือประเด็นเกี่ยวกับการย้อมสีผมนั่นเอง แน่นอนว่าในช่วงเปิดเทอมเด็กๆจะทำสีผมไม่ได้ เด็กๆจึงอาจมาอ้อนคุณพ่อคุณแม่ให้ย้อมสีผมให้ในช่วงปิดเทอม ด้วยกฎของโรงเรียนแล้วก็อาจทำได้เพราะไม่ได้อยู่ในช่วงเปิดเทอม แต่เมื่อคำนึงถึงความเหมาะสมทางด้านสุขภาพแล้ว เด็กๆจะสารมารถย้อมสีผมได้หรือไม่ เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️คำเตือนปกติที่มักเจอที่กล่องน้ำยาย้อมผม🚨โดยปกติแล้ว ที่กล่องยาย้อมผมมักมีคำแนะนำว่าไม่ควรใช้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี🙅‍♀️🚨ทดสอบก่อนว่ามีอาการแพ้ก่อนย้อมหรือไม่ อย่าพึ่งใช้ในปริมาณมาก    ข้อควรระวังสองข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในการพิจารณาว่าลูกๆของเรามีอายุที่ถึงเกณฑ์จะใช้น้ำยาย้อมหรือไม่ หรือมีอาการแพ้หรือไม่ ลำดับต่อไป เราไปดูตัวอย่างของอาการแพ้ที่อาจจะเกิดขึ้น หากเด็กๆของเราแพ้น้ำยาย้อมผมกันดีกว่าค่ะตัวอย่างอาการแพ้น้ำยาย้อมผม✨เริ่มมีอาการคัน จนไปถึงอาการแสบร้อนที่ผิวหนังบริเวณที่โดนน้ำยาย้อมผม ไม่ว่าจะเป็นคอหรือหนังศีรษะก็ตาม✨มีแผลพุพองเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับน้ำยาย้อมผม✨มีผื่นแดงขึ้นที่ผิวหนัง ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นบริเวณที่สัมผัสน้ำยาย้อมผม✨หากแพ้รุนแรงมาก อาจมีอาการบวมเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า ปาก ลิ้น ข้างในลำคอ จนทำให้หายใจหรือกลืนอาหารลำบาก🤢✨อาจมีอาการปวดท้องคลื่นไส้ อยากอาเจียนร่วมด้วย🤮✨หากมีอาการแพ้รุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้    ตอนนี้คุณผู้อ่านก็จะได้รับรู้ถึงตัวอย่างอาการของผู้ที่แพ้น้ำยาย้อมผมเรียบร้อยแล้ว เรามาดูถึงสาเหตุของการแพ้ดีกว่าค่ะ ว่าสามารถเกิดจากอะไรได้บ้างเนื้อผมของเด็กไม่พร้อมที่จะรองรับสีผม✨น้ำยาย้อมผมส่วนใหญ่นั้นมีส่วนประกอบหลักๆเป็นสารจำพวกแอมโมเนีย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และพาราฟินิลีนไดอะมีน ซึ่งออกฤทธิ์ทำให้เซลล์รากผมเสียหายได้ทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่👩🏻‍🦰✨สำหรับเด็กๆนั้น ทั้งเซลล์รากผมและเซลล์เนื้อผมจะยังไม่สมบูรณ์ของแรงอยู่แล้ว เมื่อสัมผัสสารเคมีเหล่านี้ไป จึงง่ายต่อการถูกทำลายมากกว่าวัยผู้ใหญ่อย่างเรานั่นเองค่ะหนังศีรษะของเด็กอ่อนไหวต่อน้ำยาย้อมผมหนังศีรษะของเด็กรวมถึงผิวหนังส่วนอื่นๆด้วย จะดูดซึมสารเคมีที่ได้รับได้มากกว่าวัยผู้ใหญ่ สารเคมีบางกลุ่มจึงถูกดูดซึมและเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายกว่าวิธีการทดสอบว่าเด็กๆแพ้น้ำยาย้อมผมหรือไม่แม้ลูกๆของเราจะมีอายุที่มากกว่า 16 ปีแล้ว ตามคำแนะนำข้างกล่องผลิตภัณฑ์ย้อมผม แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าจะสามารถทดสอบการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างไรบ้าง✨ทาสารที่ต้องการทดสอบทิ้งไว้เล็กน้อยบริเวณผิวหนัง รอประมาณ 48 ชั่วโมง🕒 แต่โดยปกติแล้วสำหรับคนที่แพ้ อาการมักจะปรากฏขึ้นภายในเเวลาไม่ถึงชั่วโมงอยู่แล้วค่ะ✨เมื่อเวลาผ่านไปนานพอสมควรแล้ว หากไม่เกิดอาการที่เข้าข่ายการแพ้ ไม่ได้เกิดการบวมแดงหรือระคายเคืองบริเวณผิวหนังที่ทดสอบสารเหล่านั้น แปลว่าลูกของเราไม่ได้แพ้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม สามารถใช้ได้ตามวิธีที่แต่ละยี่ห้อแนะนำเลยค่ะ✨หากเวลาผ่านไป เกิดอาการบวมแดง ระคายเคืองบริเวณที่ทดสอบ แปลว่าลูกของเรามีโอกาสสูงมากที่จะแพ้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเมื่อทำการย้อมจริงๆเช่นเดียวกัน ไม่ควรตัดสินใจย้อมต่อค่ะทางเลือกอื่นๆแทนการใช้น้ำยาย้อมผม👉ชอล์กเปลี่ยนสีผมชั่วคราว👉สีเทียนเปลี่ยนสีผมชั่วคราว👉สเปรย์เปลี่ยนสีผมชั่วคราว     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้ข้อสรุปแล้วนะคะว่า เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ยังไม่ควรใช้น้ำยาย้อมผมไม่ว่าจะกรณีใดทั้งสิ้น🙅‍♀️ หากเจ้าตัวน้อยของเรายังมีอายุที่ไม่ถึงเกณฑ์ คุณผู้ปกครองอาจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมรูปแบบอื่นๆทดแทนตามที่ได้ยกตัวอย่างไปค่ะ ที่สำคัญควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารที่มีฤทธิ์กัดเส้นผม เพื่อลดโอกาสที่เด็กจะเกิดอาการระคายเคืองหนังศีรษะได้ค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.