Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ25 เดือนขึ้นไป | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ25 เดือนขึ้นไป

Content Image

เครื่องนึ่งขวดนมจำเป็นหรือไม่? ควรซื้อใหม?

     คุณแม่มือใหม่ทุกท่านคงมีความกังวลเกี่ยวกับความสะอาดของขวดนม🍼ลูกน้อยเป็นอย่างมาก เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวัน หากคุณแม่ทำความสะอาดขวดนมได้ไม่ดีพออาจจะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อย👶ได้ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแม่ได้ทราบถึงวิธีการเลือกซื้อและใช้เครื่องนึ่งขวดนม และทางเลือกในการฆ่าเชื้อสำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเครื่องนึ่งขวดนมมาให้ฟังค่ะวิธีการเลือกซื้อเครื่องนึ่งขวดนมพิจารณาตามฟังก์ชันการใช้งานเครื่องนึ่งขวดนมหลายๆ แบรนด์นั้นมาพร้อมกับฟังก์ชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อคุณแม่ เช่น ฟังก์ชันเสียงเตือน🔊 เมื่อเครื่องทำงานเสร็จ ฟังก์ชันฆ่าเชื้ออัตโนมัติทุกๆ 2 ชั่วโมงหลังใช้งาน เป็นต้น ฟังก์ชันเหล่านี้สามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณแม่ได้มากทีเดียวค่ะพิจารณาตามจำนวนของขวดนมนอกจากฟังก์ชันการใช้งานแล้ว คุณแม่ต้องพิจารณาถึงความจุและไซส์ของเครื่องนึ่งขวดนมด้วย โดยทั่วไปไซส์ของเครื่องนึ่งขวดนมจะมีตั้งแต่สำหรับ 2-8 ขวด สำหรับคุณแม่ที่ให้นมผงอย่างเดียวนั้นจะต้องใช้ขวดนมประมาณวันละ 6 ขวด 🍼 ส่วนคุณแม่ที่ต้องปั๊มนมเอง🤱อาจจะต้องเลือกเครื่องนึ่งขวดนมที่มีขนาดพอดีกับเครื่องปั๊มนมที่ใช้อยู่ด้วยประเภทของเครื่องนึ่งขวดนมเครื่องนึ่งขวดนมแบบไฟฟ้าเป็นเครื่องนึ่งที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้โดยอาศัยความร้อน♨️จากไอน้ำ ทำให้คุณแม่ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เครื่องนึ่งชนิดนี้จะใช้เวลา 6-15 นาทีในการทำงาน ขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่นของแต่ละยี่ห้อ และหากปิดฝาไว้จะนำมาใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมงโดยปราศจากเชื้อโรค ถือว่าเป็นเครื่องนึ่งชนิดที่สะดวกที่สุดสำหรับคุณแม่ ในกรณีที่คุณแม่ต้องการฆ่าเชื้ออุปกรณ์พร้อมกันเป็นจำนวนมากเครื่องนึ่งขวดนมแบบไมโครเวฟ เครื่องนึ่งชนิดนี้จะอาศัยหลักการทำงานโดยการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย🦠 โดยอาศัยความร้อนเหมือนเครื่องนึ่งขวดนมแบบไฟฟ้า แต่บางเครื่องจะถูกออกแบบมาให้ใช้คู่กับน้ำยาฆ่าเชื้อขวดนม ใช้เวลาทำงานประมาณ 3-8 นาทีในการฆ่าเชื้อ ขึ้นอยู่กับจำนวนวัตต์และการทำงานของเครื่องนั้น สามารถคงความสามารถในการฆ่าเชื้อได้นานถึง 24 ชั่วโมงโดยการปิดฝาไว้ แต่ไม่สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ประเภทโลหะ🙅‍♀️ได้ทางเลือกในการฆ่าเชื้อสำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเครื่องนึ่งขวดนมการฆ่าเชื้อด้วยน้ำร้อนถือเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่าย💰 สำหรับคุณแม่ คุณแม่สามารถเลือกใช้หม้อหรือกระทะที่สามารถใส่อุปกรณ์ให้นมแล้วต้มน้ำร้อนลงไปให้ท่วมอุปกรณ์ จับเวลาต้มประมาณ 10 นาที แล้วนำอุปกรณ์ขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนใช้งาน เพียงเท่านี้ขวดนมของลูกก็จะปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย การฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ คุณแม่สามารถใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดเม็ด นำมาละลายกับน้ำเย็นในภาชนะ หลังจากละลายน้ำแล้ว ให้นำอุปกรณ์ขวดนมมาแช่ไว้อย่างน้อย 30 นาที สังเกตให้แน่ใจว่าไม่มีฟองอากาศ🫧 ในขวดนมขณะแช่ ใช้ฝาปิดเพื่อให้อุปกรณ์ทุกชิ้นอยู่ในสารละลายตลอดระยะเวลาแช่ หลังจากนั้นนำอุปกรณ์มาล้าง🚿ด้วยน้ำต้มร้อนอีกครั้งแล้วจึงนำไปใช้งานได้ วิธีนี้มีข้อเสียคือสารละลายนั้นอาจจะทิ้งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์🙊 ต่อทารกและคุณแม่ต้องเปลี่ยนสารละลายใหม่ทุกๆ 24 ชั่วโมง     หลังจากคุณแม่ได้ทราบถึงข้อมูลและวิธีเลือกซื้ออุปกรณ์นึ่งขวดนมแล้ว จะเห็นได้ว่าเครื่องนึ่งขวดนมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกสบาย ช่วยประหยัดเวลา🕗ให้กับคุณแม่ได้อย่างมาก อีกทั้งยังเป็นการทำให้คุณแม่มั่นใจได้อีกว่าขวดนมของลูกนั้นสะอาดหมดจด💯 ปราศจากเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียที่อาจส่งผลต่อสุขอนามัยของลูกน้อย

Content Image

วิธีดูแลเมื่อลูกฟันผุ

     คุณแม่อาจสังเกตได้ว่าลูกมีอาการปวดฟัน🦷 ซึ่งมีสาเหตุมาจากอาการฟันผุในเด็ก จริงๆแล้วการเกิดฟันผุอันตรายต่อลูกขนาดไหน วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่ไปทราบถึงวิธีดูแลเมื่อลูกฝันผุ เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️สาเหตุของอาการฟันผุอาการฟันผุในเด็ก มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย🦠 และสิ่งอื่น ๆ ที่เราได้รับประทานเข้าไป เช่น อาหาร ขนมหวาน🍭 จำพวก ช็อกโกแลต ลูกอม และขนมเค้ก ที่ตกค้างอยู่บนฟันของลูก ซึ่งแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในปากของเด็ก ๆ จะรวมกันกับน้ำลาย ก่อให้เกิดการรวมกันของแบคทีเรีย จนเกิดสารที่เรียกว่า “คราบจุลินทรีย์ที่เกาะติดฟัน” หากจุลินทรีย์เหล่านั้นไม่ได้รับการทำความสะอาด ก็จะค่อยๆฝังตัวและกินไปที่ผิวเคลือบฟัน และทำให้เกิดฟันผุในที่สุด5 ลักษณะของเด็กที่เสี่ยงมีอาการฟันผุเด็กแทบทุกคนล้วนมีโอกาสเกิดฟันผุ🦷 หากมีแบคทีเรียอยู่ภายในปาก และยังเสี่ยงต่อการเกิดการฟันผุทั้งสิ้น แต่เด็กลักษณะต่อไปนี้จะมีความเสี่ยงสูงที่จะมีฟันผุ เมื่อเทียบกับเด็กทั่วไป 1.เด็กที่ชอบทานอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้ง และน้ำตาล เช่น ลูกอม🍬 ขนมเค้ก🍰 และช็อกโกแลต🍫 เป็นต้น2.เด็กที่มีปริมาณแบคทีเรีย🦠ในปากสูง3.คนที่ไม่ได้รับแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์4.เด็กที่มีสุขอนามัยภายในช่องปากไม่ดี5.เด็กที่มีน้ำลายไหลน้อยกว่าปกติวิธีป้องกันฟันผุในเด็ก👉สำหรับทารกแรกเกิด - อายุ 12 เดือน คุณแม่ควรดูแลช่องปากของลูกน้อยให้สะอาด โดยการเช็ดเหงือกเบา ๆ ด้วยผ้าเช็ดทำความสะอาดสำหรับทารก เมื่อลูกมีฟันซี่แรกงอกขึ้นมา สามารถทำความสะอาดด้วยการแปรงเบา ๆ โดยใช้แปรงสีฟันนุ่ม ๆ🪥 และยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ในขนาดเท่าเม็ดข้าว👉สำหรับเด็กอายุ 12 - 36 เดือน คุณแม่สามารถแปรงฟันให้เด็ก 2 ครั้งต่อวัน ครั้งละประมาณ 2 นาที และเลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์จนพวกเขาอายุครบ 3 ขวบ ควรแปรงฟันให้ลูกในช่วงหลังอาหารเช้า🌅 และก่อนเข้านอน🌃👉สอนให้ลูกดื่มนมจากแก้วน้ำปกติเมื่อเด็กอายุ 12 - 15 เดือน คุณแม่ควรสอนให้ลูกดื่มนมจากแก้วน้ำปกติ🥛โดยเร็วที่สุดโดย เพราะการดื่มนมจากแก้วจะลดโอกาสทำให้ของเหลวสะสมบริเวณฟันขณะลูกนอนหลับ เนื่องจากเด็กไม่สามารถนำแก้วไปดื่มต่อในห้องนอนได้👉หมั่นพาลูกไปพบทันตแพทย์คุณแม่สามารถพาลูกไปพบทันตแพทย์👨‍⚕️ได้โดยที่ไม่ต้องรอครบอายุ 1 ขวบ โดยทำการนัดหมายทันตแพทย์ เพื่อปรึกษาถึงปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากทุก ๆ 6 เดือน เพื่อเช็กความแข็งแรงของฟัน และปัญหาฟันผุ การรักษาฟันผุในเด็ก✨การรักษาทางตรงเป็นการรักษาที่แพทย์ไม่ได้นำฟันออก และสามารถทำได้ด้วยการใส่วัสดุลงบนฟัน เรียกง่ายๆว่าเป็นการอุดฟันนั่นเอง โดยทันตแพทย์จะทำการปิดรู🕳️ที่แบคทีเรียได้เจาะทำลายฟันของลูก ซึ่งวัสดุที่ใช้จะเป็นวัสดุที่มีสีคล้ายตะกั่ว หรือ โลหะ ซึ่งในปัจจุบันจะนิยมนำสีที่มีลักษณะคล้ายเนื้อฟันมาอุด ซึ่งทำมาจากวัสดุจำพวกเรซิน หรือคอมโพสิต✨การรักษาทางอ้อมเป็นวิธีที่ใช้สำหรับเด็กที่แบคทีเรียกินเนื้อฟันไปเยอะจนเกือบทั้งซี่ วิธีนี้เป็นการซ่อมแซมฟันที่ไม่สามารถทำได้โดยการใส่วัสดุลงบนฟันได้ทันที ได้แก่ อินเลย์-ออนเลย์ (Inlays – Onlays) แต่ต้องใช้วิธีการครอบฟัน🦷 และสะพานฟัน ต้องใช้ระยะเวลาอย่างมากในการซ่อมแซมฟันที่ผุ      คุณแม่ควรหมั่นสอนลูกให้ดูแลรักษาฟันให้ดี ควรบ้วนปากหรือแปรงฟันทุกครั้งหลังจากทานอาหารเสร็จ โดยเฉพาะหลังจากการกินขนมหวาน🍭 อันเป็นที่โปรดปรานของเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันการสะสมของแบคทีเรียและการเกิดคราบหินปูน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการฟันผุได้

Content Image

ลูกกินแต่ขนม ไม่ยอมกินข้าว

คุณพ่อคุณแม่ทานเมื่อลูกไม่กินข้าว กินแต่ขนมและยังกินของเล่นอีก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆในเด็กวัยเตาะแตะ ทำให้ลูกได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรทำสิ่งต่อไปนี้วิธีรับมือลูกไม่ยอมกินข้าวควรทำอย่างไรดี?✨ลดปริมาณขนมต่างๆ🍬 ที่ลูกทานส่วนใหญ่จะมีรสหวาน ทำให้น้ำตาลในเลือดมีระดับที่สูงขึ้นหลังการกิน และจะไปกดสมองส่วนที่ควบคุมความหิวในสมองของลูก ทำให้ลูกไม่อยากกินนั่นเองค่ะ✨จัดเมนูที่หลากหลาย🍲เพื่อให้ลูกได้ลองอาการใหม่ๆ และยังเป็นการดึงดูดความสนใจลูกได้อีกด้วย ซึ่งเด็กวัยนี้มักทานอาหารใหม่ได้ง่าย✨ทานพร้อมกันทั้งครอบครัว เพราะการที่ลูกได้ทานอาหารพร้อมกับผู้ใหญ่👪จะทำให้ลูกทานอาหารได้มากขึ้น เพราะการเห็นคนอื่นทานเป็นการกระตุ้นความอาหารของลูกได้นั่นเองค่ะ✨ตกแต่งจานให้สวยงามน่าทาน ลองจัดจานลูกให้ดูน่ารัก เสริมสร้างจินตนาการ ทำให้แต่ละมื้อมีสีสันสดใส อาจทำเป็นตัวการ์ตูนหรือรูปทรงต่างๆ⭐ที่ลูกชอบ✨ตักอาหารปริมาณพอเหมาะ หากตักให้ลูกมากเกินไป🍲 อาจทำให้ลูกเห็นแล้วไม่อยากทาน เพราะรู้สึกว่ายากที่จะทานให้หมด ควรกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการทาน และเมื่อหมดเวลาทานก็ให้เก็บจาน✨ให้ลูกวิ่งเล่น หากลูกวิ่งเล่นออกกำลังกายจนเหนื่อย🏃 จะทำให้ลูกรู้สึกหิวข้าวขึ้นมาทันที แต่ที่สำคัญคือห้ามให้ขนมหรือของว่างอื่นๆเลยนะคะเมื่อลูกไม่ค่อยยอมทานข้าวได้ควรทำอย่างไร?เช็คสิ่งเหล่านี้ก่อนอื่นเลยควรเช็คน้ำหนักและส่วนสูงของลูกว่าลูกยังอยู่ในช่วงปกติหรือไม่ หากพบว่าน้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์แปลว่าคุณกำลังให้ปริมาณอาหารลูกที่พอเหมาะ หากลูกไม่ยอมทานก็ไม่ควรไปบังคับ หรือดุด่าให้ลูกทาน และควรงดขนมต่างๆ ไอศกรีม🍦 และอื่นๆ เพื่อให้ลูกไม่อิ่มก่อนมื้ออาหาร โดยควรให้อาหารเหล่านี้หลังมื้ออาหารลดนมเป็นอาหารเสริมหากลูกอายุ 1 ขวบขึ้นไป ข้าวควรเป็นอาหารหลักและนมควรเป็นอาหารเสริม โดยควรลดจำนวนการให้นมลงเหลือวันละ 2-3 มื้อ โดยไม่ควรให้ก่อนมื้ออาหาร เมื่อทานข้าว🍲ให้ลูกนั่งทานบนเก้าอี้ และ เมื่อทานกันทั้งครอบครัวก็ไม่ควรพูดคุยเรื่องเครียดๆ โดยปล่อยให้ลูกลองทานเองและคอยช่วยเหลือในส่วนที่จำเป็น

Content Image

4 เทคนิคง่ายๆ สอนให้ลูกรู้จักขอโทษเมื่อทำผิด

     คุณแม่อาจพบว่าเมื่อลูกทำผิดแล้วเขาจะเมินเฉย😐ต่อการกระทำของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่อยากจะสอนให้ลูกรู้จักกับการขอโทษเมื่อเขาทำผิด บทความนี้ได้รวบรวมวิธีการปลูกฝังให้ลูกรู้จักคำว่า “ขอโทษ” จะมีวิธีแบบไหนบ้าง เรามาหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️เทคนิคง่ายๆที่จะช่วยสอนให้ลูกรู้จักขอโทษเมื่อเขาทำผิด มีดังนี้✨ปลูกฝังตั้งแต่ลูกยังเล็กการที่คุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังให้ลูกรู้จักการขอโทษตั้งแต่เด็กยังเล็กนั้น จะทำให้ลูกคุ้นชินกับการขอโทษเมื่อเขาทำผิด และคุณพ่อคุณแม่ยังควรอธิบายให้ลูกฟังว่าการขอโทษนั้นเป็นสิ่งที่ดี หลังจากนั้นอย่าลืมที่จะปลอบขวัญลูก ชมเชยลูก👏 และกอด🤗ลูกหลังจากลูกกล่าวคำขอโทษด้วยนะคะ✨เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกลูกมักจะเรียนแบบพฤติกรรมจากสิ่งที่เห็นเสมอ👀 ถ้าหากคุณแม่และคุณพ่อกล่าวคำขอโทษซึ่งกันและกันอยู่เสมอให้ลูกได้ยิน👂 ก็จะเป็นการแสดงตัวอย่างให้ลูกเห็นว่าการกล่าวคำขอโทษนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และควรทำอยู่เสมอและรวมไปถึงวิธีเหล่านี้อีกด้วย✨สอนให้ลูกรู้จักการขอโทษจากใจจริง การที่ลูกจะเอ่ยกล่าวคำขอโทษนั้น ควรเป็นการกล่าวขอโทษจากใจจริง🙏 ไม่ใช่เพียงการกล่าวขอโทษเพราะโดนบังคับหรือถูกกดดันให้พูดคำขอโทษ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรกดดันลูกให้ขอโทษ แต่ควรปล่อยให้ลูกคิดได้เองบ้างว่าเวลาไหนที่เราควรสำนึกผิดและเอ่ยคำขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น✨อธิบายให้ลูกฟังถึงความสำคัญของการขอโทษคุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการกล่าวคำขอโทษนั้นไม่มีกฎตายตัวว่าควรใช้ในสถานการณ์ไหน และควรใช้เมื่อไหร่ แต่ควรพิจารณา💭ตามในแต่สถานการณ์ว่าสถานการณ์ไหนเหมาะสมที่จะเอ่ยคำขอโทษเมื่อกระทำความผิด      ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะปลูกฝังให้ลูกรู้จักการขอโทษ🙏 คุณพ่อคุณแม่ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เมื่อเกิดสถานการณ์ต่างๆที่คุณแม่และคุณพ่อกระทำผิดต่อ ไม่ควรละเลยที่จะเอ่ยกล่าวคำขอโทษต่อลูก เพราะจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ หรือลูก หากกระทำผิดใดๆก็ควรกล่าวคำขอโทษต่อกันจากใจจริง🥰

Content Image

6 ลักษณะอาการเท้าคด เท้าผิดรูปของเด็ก

     ลักษณะอาการที่คุณแม่ควรสังเกตในทารกคือ อาการเท้าคด🦶 ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทารกบางรายอาจมีอาการคั้นรุนแรงจนถึงขั้นต้องใช้การผ่าตัดในการรักษา บทความนี้ได้รวบรวม 6 ลักษณะอาการของทารกเท้าคดและวิธีรักษามาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️อาการเท้าคด เท้าผิดรูปมีสาเหตุมาจากอะไร?👉เป็นผลมาจากหลายๆสาเหตุอาการเท้าคด เท้าผิดรูป เท้าบิดด้านใน ล้วนมีสาเหตุที่แตกต่างออกกันไป จะสามารถระบุได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เท่านั้น โดยทั่วไปสาเหตุมักมาจาก กรรมพันธุ์🧬 ระบบประสาทและสมอง🧠ผิดปกติ การผิดรูปของกระดูกเท้า หรือแม้กระทั่งการผิดปกติต่างๆในช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ 6 ลักษณะอาการทารกเท้าคด เท้าผิดรูป และวิธีการรักษา1️⃣โรคเท้าโค้งลักษณะอาการของโรคท้าวโค้งจะ สามารถสังเกตจากส่วนครึ่งหน้าของเท้าโค้งเข้า หากลูกมีอาการเท้าโค้งที่ไม่มากก็จะสามารถดัดให้ตรงได้ และอาการนี้จะดีขึ้นก็ต่อเมื่อลูกมีอายุ 6-12 เดือน👶 แต่ในกรณีที่ทารกมีอาการเท้าโค้งขั้นรุนแรง คุณแม่ควรพาทารกไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ หากปล่อยไว้นานอาจจะมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นต้องทำการผ่าตัด2️⃣นิ้วเท้าติดกันอาการนี้จะมีลักษณะที่เท้าของทารกอยู่ชิดติดกันโดยไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ฟังดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบต่อตัวทารกสักเท่าไหร่ แต่ความจริงนั้นเป็นอาการที่ไม่ควรปล่อยเอาไว้🙅‍♀️ เพราะอาจเสี่ยงต่อการสะสมของเชื้อโรค🦠ได้ เนื่องจากบริเวณร่องเล็กๆระหว่างนิ้วเท้านั้นอาจทำความสะอาดได้ยาก คุณแม่ควรนำทารกไปปรึกษากับแพทย์เพื่อรับการผ่าตัดแยกนิ้วเท้าออกจากกันค่ะ3️⃣เท้ากระดก บิดออกด้านข้างลักษณะอาการของโรคนี้จะสังเกตได้จากลักษณะของเท้าจะวางแนบไปกับกระดูกบริเวณหน้าแข้ง🦵 ซึ่งพบได้มากในทารกที่เป็นครรภ์แรกของคุณแม่🤰  แพทย์สันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดมาจากการที่มดลูกของคุณแม่ไม่เคยขยายตัวมาก่อน และเมื่อมีการเจริญเติบโตของทารกภายในครรภ์ ทารกจะใช้เท้าดันมดลูกจนทำให้เกิดอาการเท้ากระดกนั่นเองค่ะ โดยปกติอาการเท้ากระดกสามารถหายได้เองเมื่อทารกมีอายุ 1-2 เดือน แต่ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้น คุณแม่ควรนำทารกไปรักษากับแพทย์ทันทีค่ะ 4️⃣เท้าบิดเข้าด้านในลักษณะอาการเท้าบิดเข้าด้านใน นั้นเกิดจากความผิดปกติของกระดูก🦴 คุณแม่ควรพาลูกไปรับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาจุดกระดูกที่ทำให้เกิดอาการนี้ โดยทั่วไปอาการนี้มักแสดงในช่วงที่เด็กอายุ 2-4 ปี เด็กจะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ แต่จะแสดงออกมาในลักษณะการเดินที่ไม่เหมือนกับคนปกติ โดยทั่วไปอาการเท้าบิดเข้าด้านในสามารถหายได้เอง ควบคู่กับการดูแลจากแพทย์👨‍⚕️ แต่ถ้าหากรักษาไปจนถึงลูกอายุ 7-8 ปีแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดค่ะ5️⃣นิ้วเท้าเก เท้าเอียงคุณแม่จะสังเกตได้ว่านิ้วเท้าของลูกจะเกและงุ้ม ซึ่งพบได้บ่อยในช่วงเด็กแรกเกิด และอาการจะค่อยๆบรรเทาลงเมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น อาการนี้มักเป็นผลมาจากพันธุกรรม🧬 และไม่ส่งผลเสียใดๆต่อตัวทารก แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าลูกมีปัญหาในการเดิน🚶‍♂️ สามารถเข้ารับการผ่าตัดโดยทางทีมแพทย์ได้ทันทีค่ะ6️⃣จำนวนนิ้วเท้าเกินหรือน้อยกว่าปกตินิ้วเท้าเด็กปกติจะมีจำนวน 5 นิ้ว แต่ทารกบางคนอาจจะเกิดมามี 4 นิ้วหรือมี 6 นิ้ว ซึ่งโดยทั่วไปไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต เพียงแต่อาจจะทำให้ทารกรู้สึกนิ้วเบียดเวลาใส่รองเท้า🥾 ซึ่งวิธีแก้ปัญหาอาการนี้คือการเลือกซื้อรองเท้าหัวกว้างให้ลูกใส่ หรือเข้ารับการผ่าตัดโดยแพทย์     อาการดังกล่าวที่กล่าวมาข้างต้นนั้นยังส่งผลต่อรูปเท้าของเด็กอีกด้วย เช่น โรคเท้าปุก หากคุณแม่พบว่าลูกมีอาการถึงขั้นรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น เดินไม่ได้ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์👨‍⚕️เพื่อเข้ารับการรักษาทันที

Content Image

สอนทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้กับลูกน้อย

     ทักษะการเห็นอกเห็นใจ🤗 ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะการที่ลูกรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนั้นจะส่งเสริมการเสริมสร้างทักษะที่ช่วยปกป้องเขาจากการกลายเป็นผู้ที่ Bully คนอื่น🤬 ลดความเสี่ยงในการมีบุคลิกภาพแบบ Antisocial หรือการต่อต้านสังคม และลดความเสี่ยงในการที่เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นฆาตรกรหรือบุคคลที่ชอบใช้ความรุนแรงได้อีกด้วย แล้วจะช่วยในด้านใดได้อีกบ้าง ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️การเห็นอกเห็นใจ (Empathy) คืออะไร ทำไมถึงเป็นสิ่งสำคัญต่อลูก?การเห็นอกเห็นใจ (Empathy) คือ ความสามารถในการเข้าใจคนอื่นในมุมมองที่พวกเขาเป็นทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยทำให้คนแต่ละบุคคลเกิดความเข้าใจกันในมุมมองที่หลากหลาย ซึ่งทักษะนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์โดยนึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอ (Digital Empathy) ซึ่งเป็นการสอนให้เด็กๆไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย พูดว่าร้ายคนอื่นให้เสียหายโดยการโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย📱 3 วิธีในการสอน ทักษะการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้กับลูก มีดังต่อไปนี้สอนให้ลูกคิดถึงผู้อื่นคุณแม่ควรรู้จักสอนให้ลูกรู้จักคิดถึงบุคคลรอบตัว เพราะการคิดถึงคนอื่นจะทำให้เด็กๆ 'เอาใจเขามาใส่ใจเรา'💞 และเขาจะระลึกถึงทุกครั้งว่า การกระทำของเขาจะส่งผลต่อความรู้สึกของบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ และจะทำให้บุคคลเหล่านั้นรู้สึกดีรู้สึกแย่ หากลูกรู้จักตระหนักถึงความรู้สึกของบุคคลอื่น ก็จะช่วยทำให้สังคมของเราน่าอยู่มากหมั่นให้ความรักและความอบอุ่นอยู่เสมอคุณพ่อคุณแม่ควรมอบความรักให้แก่ลูกอยู่เสมอ👨‍👩‍👧‍👦 เพื่อเป็นการแสดงออกอย่างจริงใจให้ลูกได้เห็นและรับรู้ว่า 'พวกเขามีตัวตน' เพราะเด็กนั้นมักเรียนรู้จากพฤติกรรมที่เขาเห็นและจดตามมาทำตาม เมื่อลูกได้รับความรักจากคุณพ่อคุณแม่มากพอ เขาจะเกิดความรู้สึกรักตัวเอง จากนั้นเมื่อเขารักตัวเองมากพอแล้ว เขาจะเผื่อแผ่ความรักไปถึงคนและสิ่งอื่นๆ ในสังคมต่อไปเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกวัยเด็กเป็นวัยที่กำลังเฝ้ามองสิ่งต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้ ดังนั้นเราสามารถสอนวิธีมี Empathy ที่ถูกต้องในการสร้างปฎิสัมพันธ์ที่ดีด้วยการเป็นตัวอย่างในการให้คุณค่า เอาใจใส่ความรู้สึกของผู้อื่น รวมถึงการเห็นอกเห็นใจเมื่อมีคนเสียใจ😢 เสียขวัญ หรือกำลังสับสน รวมถึงให้ความเห็นอกเห็นใจพร้อมทั้งให้ความร่วมมือเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ นอกจากนี้เมื่อเด็ก ๆ แสดงความรู้สึกที่ไม่ดี ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่จะต้อง 'รับรู้' ความรู้สึกของพวกเขา แสดงความห่วงใย และดูแลจนพวกเขาส่งสัญญาณว่าเขาโอเค และพร้อมจะไปทำสิ่งอื่นต่อ     หากลูกได้รับการปลูกฝังทักษะการเห็นอกเห็นใจแก่ผู้อื่นมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็จะมีความเห็นอกเห็นใจให้กับเพื่อนร่วมชั้นเรียนรวมไปถึงผู้ร่วมงาน และบุคคลในสังคมเช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้เด็ก ๆ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว และก่อให้เกิดความเคารพ🙏 ความเกรงใจต่อบุคคลรอบข้าง ลูกจะสามารถมีความสุขในการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้มากขึ้น เพราะเขารับรู้และเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นได้เช่นเดียวกัน

Content Image

เตรียมฉีดวัคซีนโควิดให้ทารก - 4 ขวบ!

ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาแจ้งว่า แม้โควิดจะถูกลดระดับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ประชาชนก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิด รวมถึงยังเตรียมทยอยฉีดให้กับเด็กทารกไปจนถึงเด็ก 4 ขวบอีกด้วย โดยเริ่มฉีดตุลาคม 2022อายุเท่าไหร่จึงสามารถฉีดได้?หลังกระทรวงสาธารณสุขยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินและกำหนดให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีน💉ป้องกันโควิดนั้นยังเป็นสิ่งที่จำเป็นและจะยังคงดำเนินการตามแผนเดิม โดยผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป จะสามารถเข้ารับการฉีควัคซีนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายได้ตามสถานพยาบาล🏥ต่างๆ ไม่ว่าจะเคยฉีดหรือยังไม่เคยฉีดมาแล้วก็สามารถเข้าไปรับได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่องซึ่งได้เตรียมวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปี (รับ 1 เข็ม) ไว้ที่จำนวน 5 แสนโดส โดยวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม💉 ที่ใช้ฉีดให้กับเด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปีนั้น จะได้รับมอบจากผู้ผลิตประมาณกลางเดือนตุลาคม และกระทรวงสาธารณสุขจะกระจายผ่านระบบสถานพยาบาลที่กำหนด รวมถึงจะมีการประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บริการฉีดให้ศูนย์เด็กเล็กโดยแพทย์👨‍⚕️ (ข้อมูลจากสำนักข่าวคมชัดลึก)ทำไมจึงควรฉีด?กรมควบคุมโรคเผยว่าเด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปีสามารถฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาแดงพร้อมกับวัคซีนอื่นได้ในวันเดียวกัน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์👨‍⚕️ ยังเสริมอีกว่าเด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปี ควรรับการฉีควัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันเนื่องจาก ที่ผ่านมาพบอัตราป่วยสูงถึง 1.5 และอัตราเสียชีวิตสูงถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กอายุ 5-9 ปี และโดยเฉพาะกับเด็กที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงหรือเสียชีวิต ดังนั้นเพื่อป้องกันจึงควรพาบุตรหลานเข้ารีบวัคซีน💉 ตามกำหนดต้องได้รับการฉีดอย่างไร?เด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปีนั้นถูกกำหนดให้ฉีควัคซีนโควิด19 ของไฟเซอร์ เป็นขนาด 0.2 ซีซี (3 ไมโครกรัม) โดยจะต้องรับจำนวนทั้งหมด 3 เข็ม โดยเข็มแรกและเข็มที่สองควรห่างกัน 1 เดือน และ เว้นอีก 2 เดือนเพื่อฉีดเข้มที่ 3 โดยหลังฉีดจะต้องสังเกตอาการ 30 นาที⏱️ และติดตามอาการจนครบ 1 เดือนผลข้างเคียงอันตรายไหม?นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวเสริมว่าสำหรับผู้ปกครองที่มีข้อกังวลเรื่องผลข้างเคียง ทางด้านสหรัฐอเมริกามีการฉีดและติดตามไปแล้วล้านกว่าโดสและพบว่าเด็กเล็ก👶นั้นมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเด็กโต และไม่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงจนเสียชีวิต จึงถือว่ามีความปลอดภัยสำหรับเด็กเล็กนั่นเอง✅ (ข้อมูลจากสำนักข่าวไทยโพสต์) 

Content Image

คาร์ซีทเด็ก เลือกยังไงให้เหมาะกับช่วงวัยของลูก?

     คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินหรือเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์กันมาบ้างใช่ไหมคะ🚙 หากลองคิดว่าบนรถยนต์ทุกคันที่เราขับขี่กันในชีวิตประจำวันตามท้องถนนนั้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆนั่ง พูดง่ายๆคือที่นั่งอาจไม่ได้เอื้ออำนวยต่อสรีระและขนาดตัวของเด็กๆ ในเด็กเล็กนั้น ผู้ปกครองอาจใช้วิธีการให้นั่งตักบนที่นั่งที่เดียวกับผู้ปกครองเสียด้วยซ้ำ หากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้น แม้จะคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วแต่เด็กๆก็ยังมีโอกาสเป็นอันตรายอยู่ดี สิ่งที่เรียกว่า 'คาร์ซีท' (Car seat) นั้นจึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวค่ะ คาร์ซีทถูกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท มีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของการใช้คาร์ซีทถึงแม้เราจะทราบกันดีว่าคาร์ซีทสามารถลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้ในระดับหนึ่ง และหลายๆครอบครัวก็เริ่มสนใจที่จะใช้มากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าคาร์ซีทนั้นเป็นสินค้าที่ค่อนข้างมีราคา ซึ่งมีตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว บางครัวเรือนจึงอาจแก้ปัญหาด้วยการอุ้มเด็กหรือให้เด็กนั่งตักอยู่ขณะขับขี่ อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565 ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปีหรือสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ผู้ปกครองจำเป็นต้องจัดหาที่นั่งนิรภัยหรือที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) เพื่อป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 2,000 บาทตามกฎหมาย💵 ซึ่งหากเทียบราคาดูแล้ว ยอมลงทุนซื้อคาร์ซีทหลักพันสักตัวหนึ่งดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการเสียค่าปรับสูงถึง 2,000 บาทใช่ไหมล่ะคะ👉หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการเลือกคาร์ซีทควรเลือกรูปแบบคาร์ซีทให้เหมาะสมตามช่วงอายุ สรีระ น้ำหนัก ส่วนสูงของเด็กที่จะใช้งานเป็นคาร์ซีทที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยจากบริษัทผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ🤝 หากเป็นมือสองให้สังเกตว่าสินค้ามีลักษณะสมบูรณ์ ไม่มีรอยบุบร้าวแตก สายรัดและเข็มขัดยังสามารถใช้งานได้ในสภาพดี ไม่ยืดย้วย ไม่ขาด อายุของสินค้าแม้จะผ่านการใช้งานมาแล้วก็ไม่ควรเกิน 6 ปีค่ะในกรณีที่ผู้ปกครองใช้พาหนะเป็นรถยนต์ประเภทรถเก๋ง ควรติดตั้งคาร์ซีทบริเวณเบาะหลัง ไม่แนะนำให้ติดตั้งบริเวณเบาะด้านหน้าหรือเบาข้างที่นั่งคนขับ🚘 เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น มีโอกาสที่เด็กจะได้รับอันตรายจากแรงกระแทกของถุงลมนิรภัยค่ะอายุของเด็กมีผลต่อคาร์ซีทที่เลือกสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงเมื่อเด็กมีอายุได้ 3 ขวบ 🚼 หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ควรเลือกใช้คาร์ซีทที่เป็นที่นั่งแบบหันหน้าไปทางด้านหลังรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Rear-facing นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นประเภทที่ปรับเอนไปกับที่นั่งได้ค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุได้ประมาณ 2-6 ปี 👶 ซึ่งถือว่าโตขึ้นมาหน่อย มีน้ำหนักตัวในช่วง 10-25 กิโลกรัม สามารถเลือกใช้คาร์ซีทแบบหันหน้ามาทางหน้ารถได้ หรือที่เรียกว่าแบบ Forward-facing ค่ะ โดยปกติแล้วคาร์ซีทประเภทนี้จะมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยในตัวเอง สามารถใช้ได้ค่ะสำหรับเด็กที่เริ่มโตขึ้นมาหน่อย มีอายุได้ประมาณ 4-12 ปี👦 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทที่หันหน้ามาทางด้านหน้าของรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Booster forward-facing นั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วคาร์ซีทรูปแบบนี้ก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับแบบ Forward-facing ทั่วไป ต่างกันที่บางรุ่นจะมีการเสริมพนักพิงด้านหลังเรียกว่า Highback-Booster ซึ่งจะเพิ่มความสบายให้เด็กๆเวลานั่ง หรือแบบ Backless-Booster ที่ไม่มีพนักพิงเสริมด้านหลัง แต่สามารถใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์เองได้ค่ะสำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยเช่นกัน👧 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทรูปแบบผสมระหว่างหันหน้าและหันหลังได้ เรียกว่าแบบ Combination ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าคาร์ซีทนั้นถือเป็นสิ่งทำเป็นที่ผู้ปกครองที่สัญจรด้วยการขับรถยนต์นั้นต้องมี เป็นปฏิบัติตามกฎหมาย🚏และเพิ่มความปลอดภัยในเรื่องของอุบัติเหตุจากรถยนต์ให้เจ้าตัวน้อยได้ไปในตัว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บทความของเราจะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกคาร์ซีทตามช่วงอายุของเด็ก แต่สุดท้ายแล้วคุณผู้ปกครองควรเลือกคาร์ซีทที่เหมาะกับสรีระ ความสูง และน้ำหนักของเด็กเป็นหลัก เนื่องจากอายุที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น มีโอกาสที่เจ้าตัวน้อยของเราจะไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงควรเลือกตามความเหมาะสมของลูกเราเป็นหลักค่ะ

Content Image

เมลาโทนินปลอดภัยกับเด็กจริงหรือ!?

หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่าเมลาโทนินมีส่วนช่วยให้นอนหลับได้สบาย และบางคนอาจจะกำลังสงสัยว่าแล้วเมลาโทนินจะสามารถใช้กับเด็กได้หรือไม่ วันนี้เราไปดูกันค่ะ เมลาโทนิน คืออะไร?เมลาโทนินคือ?เมลาโทนิน (Melatonin)💊  เป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ💤ที่สมองของคนเราสามารถสร้างขึ้นได้ตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอนของมนุษย์ ซึ่งเมลาโทนินจะผลิตออกมาในตอนกลางคืน😴 และหยุดผลิตในตอนที่มีแสงสว่างในตอนกลางวัน พูดง่ายๆคือเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการตื่นนอนและนอนหลับของคนเรานั่นเองค่ะ เมลาโทนินใช้ใน...?ผู้ที่ใช้เมลาโทนินนี้คือผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับ💤 โดยจะนำมาใช้แก้ปัญหาในระยะสั้น อย่างผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับ หรือหลับช้า ผู้ที่มีอาการเจ็ตแล็ก ผู้ที่มีความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีอาการอื่นๆ เช่น หอบหืด สมาธิสั้น กลุ่มอาการออทิสติก เป็นต้น เมื่อใดที่ไม่ควรใช้เมลาโทนินในการจะใช้เมลาโทนินนั้นคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องปรึกษากับแพทย์เพื่อให้แพทย์ให้คำแนะนำและให้ปริมาณยาที่เหมาะสม ซึ่งก็มีบางกรณีทีที่แพทย์อาจจะไม่แนะนำให้ใช้เมลาโทนิน😴 เช่น✨ลูกมีอายุน้อยกว่า 3 ขวบ✨ลูกมีความวิตกกังวล ไม่สบายใจ คิดมากจากเหตุการณ์ต่างๆ✨ลูกมีปัญหาด้านการนอนไม่หลับจากสาเหตุการมีสิ่งรอบกวนที่หู หรือ ติดเชื้อที่หู✨ลูกมีปัญหาการเดินละเมอ✨ลูกมีปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เป็นต้นซึ่งหากไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่ควรนำเมลาโทนิน💊มาช่วยในการนอนหลับ💤  แต่ให้พยายามให้ลูกเข้านอนด้วยธรรมชาติของเขา พยายามไม่ให้ลูกเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก หรือทานคาเฟอีน เมื่อต้องเข้านอน และพยายามให้จัดเวลานอนให้เป็นตารางประจำเมลาโทนินสำหรับเด็ก ปลอดภัยจริงหรอ?การศึกษาส่วนใหญ่พบว่าหากใช้เมลาโทนิน💊ในระยะสั้นจะไม่มีผลข้างเคียงหรือ มีผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย และมีความปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจพบได้ มีดังต่อไปนี้ ✨อาเจียน✨ปวดหัว เวียนศีรษะ✨มีอาการมึนงงในตอนเช้า✨คลื่นไส้✨ปวดท้อง✨เหงื่อออกมาก✨ปัสสาวะรดที่นอนซึ่งปัจจุบันแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังไม่มั่นใจว่าเมลาโทนิน💤จะมีผลข้างเคียงหรือไม่หากใช้ในระยะยาว และยังขาดผลการวิจัยอย่างเพียงพอในเรื่องนี้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนและไม่ค่อยซื้อยามาให้ลูกทานเองนะคะ 

Content Image

หัดให้เจ้าตัวน้อยออกกำลังกาย ดียังไง?

     การออกกำลังกาย⛹️‍♀️นั้นนับเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นกับคนทุกเพศทุกวัยรวมถึงเด็กๆด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับบางท่านอาจเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความพยายามทั้งแรงกายและแรงใจมากเหลือเกิน จะออกกำลังกายเสียทีก็รู้สึกเหมือนถูกบังคับ ดังนั้นหากเรามีลูก👶 จะเป็นการดีกว่าไหมที่จะปลูกฝังให้การออกกำลังกายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตหรือเป็นกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ ทำให้พวกเขามองว่าการออกกำลังกายเป็นไลฟ์สไตล์ที่ทำเป็นประจำและเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่เหมือนการถูกบังคับให้ทำงาน บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปดูถึงความสำคัญในการปลูกฝังให้เด็กๆออกกำลังกาย และวิธีการกระตุ้นให้เจ้าตัวน้อยของเรารักการออกกำลังกายกันค่ะ💁‍♀️ประโยชน์ของการให้เด็กออกกำลังกาย วัยเด็กและวัยรุ่นเป็นวัยที่ยังมีการเจริญเติบโตของร่างกายอย่างต่อเนื่องอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของมวลกระดูก🦴และกล้ามเนื้อ ความยาวของกระดูก ความแข็งแรง💪ของกระดูกและกล้ามเนื้อ เด็กที่ออกกำลังกายกายเป็นประจำจึงมีแนวโน้มที่จะมีรูปร่างสูงใหญ่และสมส่วนมากกว่าเด็กที่ไม่ออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีกระดูกและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่า สมรรถภาพในการออกท่าทางต่างๆหรือความสามารถด้านร่างกายก็พัฒนามากกว่าอีกด้วยข้อที่ 1️⃣การออกกำลังกายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายให้ดีขึ้น ประโยชน์ทางตรงยกตัวอย่างเช่นช่วยพัฒนาระบบหายใจ ระบบหัวใจ🫀และการไหลเวียนของเลือด ส่วนประโยชน์ทางอ้อมก็จะเป็นเรื่องของระบบเผาผลาญ ระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย💩 ระบบประสาทและสมองค่ะข้อที่ 2️⃣การออกกำลังกาย🏊‍♂️เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยควบคุมให้เด็กมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมตามเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้เด็กเติบโตไปเป็นบุคลากรที่สุขภาพดีในระยะยาวค่ะข้อที่ 3️⃣นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยส่งเสริมสุขภาพกายโดยตรงแล้ว ยังสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตได้ด้วย เพราะระหว่างที่ออกกำลังกายเด็กจะได้ทำการปลดปล่อยอารมณ์ในรูปแบบของการออกท่าทาง ช่วงที่ออกก็จะมีฮอร์โมนที่ช่วยสร้างความสุขหลั่งออกมา เมื่อออกเสร็จเรียบร้อยเด็กจึงมีแนวโน้มที่จะมีจิตใจที่ผ่อนคลาย😌มากกว่าตอนยังไม่ได้ออกกำลังกายค่ะวิธีกระตุ้นให้ลูกชอบออกกำลังกายสำหรับคนในวัยผู้ใหญ่อย่างเรานั้น เป้าหมายหลักของการออกกำลังกายคือการควบคุมน้ำหนักและรักษารูปร่างโดยรวมภายนอกใช่ไหมคะ แต่หากใช้เหตุผลเหล่านี้กับเด็กๆ พวกเขาจะไม่รู้สึกเข้าใจมันและอยากออกกำลังกาย คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถแก้ปัญหาด้วยการตัดเรื่องเกี่ยวกับเหตุผลออกไปให้มากที่สุด แล้วทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กรู้สึกว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นเรื่องสนุกแทน ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกลองเล่นกีฬาที่ชอบ ได้พบเจอกลุ่มเพื่อนที่เล่นกีฬาด้วยกัน🤼‍♂️ ในเด็กเล็กอาจใช้วิธีการเล่าเรื่องราวหรือการเล่านิทาน ให้เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่การออกกำลังกายแต่เป็นการเล่นเกม🎮 เป็นการทำกิจกรรมผจญภัยแทนค่ะวิธีที่ 1️⃣ทำให้เจ้าตัวน้อยเข้าใจว่าการออกกำลังกายนั้น⛹️‍♀️ สิ่งที่ต้องตระหนักหลักๆคือความสม่ำเสมอ เราไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายครั้งเดียวหนักๆก็ได้ เราสามารถออกกำลังกายเบาๆแต่ทำอย่างสม่ำเสมอได้ค่ะวิธีที่ 2️⃣เด็กบางคนเมื่อได้ลองออกกำลังกายแล้ว อาจมีนิสัยที่ไม่ชอบการออกกำลังกายจริงๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกลองทำกิจกรรมอย่างอื่นที่มีการขยับร่างกาย ต้องใช้แรงงานเล็กน้อย เช่น การเดินชมสวน ทำสวน👩‍🌾 ทำครัว ช่วยผู้ปกครองทำงานบ้าน โดยมีข้อดีคือเป็นการใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวด้วยค่ะวิธีที่ 3️⃣หลีกเลี่ยงการปล่อยลูกไว้กับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต แล็บท็อปหรือทีวี📺โดยลำพัง เราต่างก็ทราบกันดีว่าอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่วางมือได้ยากหากได้จับขึ้นมาเล่นแล้ว หากปล่อยลูกไว้เพียงลำพังก็จะทำให้เด็กติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนแทนที่จะไปทำกิจกรรมที่ได้ออกท่าทางหรือได้บริหารร่างกายค่ะ      จะเห็นแล้วนะคะว่า วิธีการปลูกฝังและกระตุ้นให้เจ้าตัวน้อยรักการออกกำลังกายนั้นไม่ได้ซับซ้อนเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เราเอง ในฐานะผู้ปกครอง👨‍👩‍👧ของเด็กๆต้องเห็นความสำคัญและตระหนักถึงประโยชน์ในการออกกำลังกายก่อน ควรปฏิบัติให้เด็กเห็นว่าเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เองก็ทำ เด็กก็จะอยากลองทำตามไปโดยปริยายค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.