Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ25 เดือนขึ้นไป | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ25 เดือนขึ้นไป

Content Image

เลือกยาแก้หวัดอย่างไรให้ปลอดภัยต่อลูก

     อาการหวัด😪นั้นนับเป็นหนึ่งในอาการยอดนิยมที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ถือเป็นโรคที่ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อสุขภาพเด็กๆอย่างรุนแรงมากนัก แต่เอียงไปทางสร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตและความไม่สะดวกสบายระหว่างทำกิจกรรมระหว่างวันมากกว่า เมื่อผู้ปกครองบางท่านเห็นว่าไม่ใช่โรคที่มีอาการรุนแรงอะไรก็อาจปล่อยให้เจ้าตัวน้อยพักผ่อนจนกระทั่งดีขึ้นเอง ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แต่อีกทางเลือกหนึ่งนั้นมีแนวโน้มว่าจะทำให้เจ้าตัวน้อยหายเป็นปกติได้รวดเร็วกว่า นั่นก็คือการใช้ยา💊นั่นเองค่ะ แต่จะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้ยาอย่างไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️อาการของโรคหวัดทั่วไปอาการที่ 1️⃣มีน้ำมูกเยอะกว่าปกติ ทำใ้ห้เด็กรู้สึกคัดจมูก😪หรือน้ำมูกไหลไม่หยุดอาการที่ 2️⃣มีอาการไอ😮‍💨 ทั้งไอแห้งและไอมีเสมหะ อาจมีอาการจามร่วมด้วยอาการที่ 3️⃣หากมีไข้ต่ำๆ🤒ร่วมด้วยจะถือว่าไม่ใช่หวัดธรรมดา แต่เป็นไข้หวัดค่ะ ดังนั้นสำหรับโรคไข้หวัด บทความของเราจะยังไม่พูดถึงวิธีการเลือกใช้ยา💊 เพราะมีโอกาสที่จะเกิดจากคนละสาเหตุกับโรคหวัดธรรมดาค่ะยากลุ่มหลักๆที่สามารถเลือกใช้ได้💊ยาในกลุ่มต้านฮีสตามีน (Antihistamine) ฮีสตามีนเป็นสารเคมีประเภทหนึ่งที่จะหลั่งออกมาเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตรวจจับได้ว่ามีสิ่งแปลกปลอม🦠ในร่างกาย ในที่นี้ก็อาจจะเป็นเชื้อก่อโรคซึ่งก่อให้เกิดโรคหวัดนั่นเอง เมื่อฮีสตามีนหลั่งออกมา เจ้าของร่างกายจึงเกิดการตอบสนองในรูปแบบของอาการแพ้บางสิ่ง หนึ่งในรูปแบบการตอบสนองก็คือการมีเมือกบริเวณโพรงจมูก👃ที่มากขึ้น ซึ่งก็คือน้ำมูก😪นั่นเอง หากอยากมีน้ำมูกน้อยลง เราจึงต้องการสารที่ต้านการหลั่งของฮีสตามีนได้นั่นเองค่ะ ยาในกลุ่มนี้ที่ถูกเลือกใช้บ่อยๆได้แก่ คลอเฟนิรามีน หรือที่เรียกกันว่ายา CPM และบรอมเฟนิรามีน ยากลุ่มนี้จึงถูกเรียกรวมๆกันว่ากลุ่มยาแก้แพ้นั่นเองค่ะ💊ยาในกลุ่มที่ช่วยลดอาการคัดจมูก (Decongestants) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ลดอาการจมูกตัน ทำให้ผู้รับประทานหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ตัวยาที่มักถูกเลือกใช้ในปัจจุบันได้แก่ ฟีนิลเอฟริน และซูโดเอฟรีดรีน กลุ่มนี้มักจะถูกเรียกอย่างง่ายๆว่ากลุ่มยาลดน้ำมูก😪นั่นเองค่ะ💊ยาลดไข้ (Antipyretic)ยาในกลุ่มที่มีส่วนประกอบของยาสองกลุ่มก่อนหน้าตามที่กล่าวไป แต่มีการเติมตัวยาในกลุ่มยาลดไข้🤒หรือ antipyretic เข้าไปร่วมด้วย เพราะในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ก็มีอาการของไข้ร่วมด้วย การรับประทานยาตัวเดียวที่มีส่วนประกอบจากหลายๆกลุ่มจึงค่อนข้างเป็นทางเลือกที่สะดวก ยากลุ่มนี้ที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เรียกได้ว่ามีติดบ้านกันแทบทุกครัวเรือน🏡ก็คือยาพาราเซตามอลนั่นเองค่ะ วิธีการดูแลเด็กที่เป็นไข้หวัด👉ใช้ยาในกลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น แต่ก่อนใช้ยาต้องปรึกษากับเภสัชกร🧑‍⚕️ก่อนเท่านั้น เพื่อทราบถึงปริมาณ ความถี่ และระยะเวลาที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ควรจัดยาให้เด็กรับประทานเองโดยยึดปริมาณที่เท่ากับผู้ใหญ่ รับประทานไม่สม่ำเสมอ ไม่ตรงเวลา⏰ ไม่ครบโดสของยา👉ลดการทำกิจกรรมที่กระตุ้นอาการลดกิจกรรมหรือสิ่งเร้าใดๆก็ตามที่กระตุ้นอาการไอ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำเย็น ขนมหวาน🍩 น้ำหวาน🧋 ขนมขบเคี้ยว อาหารทอด ควรใช้การจิบน้ำอุ่นบ่อยๆทดแทนค่ะ👉ใช้น้ำเกลือล้างจมูกหากรู้สึกคัดจมูก🤧 จมูกตันไปด้วยน้ำมูก ให้ใช้น้ำเกลือทางการแพทย์ล้างจมูกช่วยเจ้าตัวน้อยค่ะ👉ใส่ใจการรับประทานอาหารรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหาร 5 หมู่🍎ในปริมาณที่เหมาะสมและปรุงสุกใหม่ๆค่ะ👉พักผ่อนให้เพียงพอให้เจ้าตัวน้อยได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ😴👉พบแพทย์เพื่อรักษาหากดูแลด้วยตนเองแล้วยังไม่หาย อาการไม่ได้มีแนวโน้มจะดีขึ้น ให้พาลูกไปพบแพทย์👨‍⚕️เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาจเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่หวัดได้ เมื่อรักษาแบบหวัดธรรมดาจึงไม่ตอบโจทย์ค่ะ     อย่างไรก็ตาม แม้บทความของเราจะนำเสนอถึงการใช้ยาปฏิชีวนะ💊 แต่มันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ควรต้องพึ่งอย่างสม่ำเสมอหากยังดูแลเจ้าตัวน้อยด้วยวิธีอื่นๆได้ การใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมจะทำให้เด็กเกิดอาการดื้อยา ในอนาคตเด็กอาจต้องใช้ยาที่แรงขึ้นซึ่งมีผลข้างเคียงต่ออวัยวะภายในมากขึ้นค่ะ

Content Image

อาการนอนกัดฟันในเด็ก รับมืออย่างไรดี!?

การนอนกัดฟัน🦷นอกจากจะพบเจอได้บ่อยๆในผู้ใหญ่แล้ว ในเด็กก็สามารถเจอได้เช่นกัน โดยคุณพ่อคุณแม่อาจได้ยินลูกกัดฟันเมื่อลูกนอนกลางวัน หรือ เวลาที่ลูกหลับในเวลากลางคืน ซึ่งการกัดฟันนี้จะมีผลกระทบต่อฟันของลูกที่กำลังจะขึ้นหรือหลุดในช่วงวัยเตาะแตะนั่นเองค่ะ การนอนกัดฟันคืออะไร? เกิดขึ้นกับใครได้บ้าง?การนอนกัดฟัน🦷สามารถพบได้ในเด็ก ซึ่งไม่ถือเป็นความผิดปกติของร่างกายแต่ไม่ใช่โรค จะเกิดขึ้นเมื่อฟันกรามบนและฟันกรามล่างขบหากันเวลาที่นอน ซึ่งหากมีการเกร็งกรามมากๆก็จะทำให้ฟันสึกหรอได้ และผู้ที่กำลังนอน💤กัดฟันจะไม่รู้ตัวว่าตนเองนอนกัดฟันทั้งๆดังจนคนรอบข้างได้ยินเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง?สามารถเกิดได้ตั้งแต่วัยเด็ก (ทันทีที่มีฟันขึ้นจากเหงือก)👄 ซึ่งส่วนใหญ่จะหยุดกัดฟันไปเองเมื่ออายุ 6 ขวบ แต่ 1/3 ของเด็กเหล่านี้จะยังกัดฟันไปจนถึงตอนโต ซึ่งพบว่าในผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปี 18% มีการกัดฟัน และเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป จะพบการกัดฟันเพียง 6% เท่านั้น   สาเหตุที่เด็กนอนกัดฟันแม้ว่าทันตแพทย์👨‍⚕️จะยังไม่ปักใจว่าสาเหตุมาจากสิ่งใด และยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็มีการสันนิษฐานสาเหตุตามนี้✨สาเหตุจากความเครียด✨จากความโกรธ✨ตอบสนองต่อความเจ็บปวด เช่น การงอกของฟัน อาการปวดหู✨บางคนมีฟันบนและฟันล่างที่ไม่อยู่ในแนวเดียวกัน✨เพื่อบรรเทาอาการปวด✨มีอาการป่วยชนิดอื่นร่วมด้วย✨ยาบางชนิดส่งผลทำให้นอนกัดฟันเด็กนอนกัดฟัน ส่งผลอะไรบ้าง?ผลกระทบระยะสั้นอาจทำให้ลูกมีอาการปวดหัวหรือปวดรอบหู เพราะการนอนกัดฟันในเวลากลางคืนจะมีการเกิดแรงกดทับจากการขบฟัน🦷 ซึ่งทำให้สารเคลือบฟันเกิดการสึกหรอ และอาจทำให้เกิดอาการปวดเวลาลูกเคี้ยว หรือฟันจะมีการไวต่อความเย็นและความร้อนมากขึ้น ผลกระทบระยะยาวหากลูกยังนอนกัดไปเรื่อยๆจนโต อาจทำให้ฟัน👄ของลูกเกิดการบิ่ว มีรอยร้าว หรือแตกหักได้ ซึ่งหากมีการกัดฟันบ่อยๆ อาจทำให้ข้อต่อขากรรไกรเกิดความผิดปกติได้ หรือที่เรียกว่า Temporomandibular joint Disorder (TMD) ซึ่งจะทำให้ลูกปวดกรามและทำให้อ้าปาก หรือเคี้ยวได้ยากขึ้นอีกด้วยวิธีรักษาและป้องกันการนอนกัดฟันของเด็กการรักษาผู้ปกครองสามารถคอยสังเกตอาการของลูก และพาลูกไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ หากลูกมีการกัดฟันจนทำให้ฟันเสียหาย👄 หรือ กราม/บริเวณใบหน้าเจ็บปวด ทันตแพทย์👨‍⚕️อาจแนะนำให้ลูกใส่ฟันยางเพื่อลดการกระทบกันของฟันเมื่อถึงเวลานอน ซึ่งอาจจะต้องใส่จนกว่าฟันน้ำนมจะหลุดหมด หรือ ตามการพิจารณาของทันตแพทย์ วิธีป้องกันการนอนกัดฟันแม้จะไม่มีวิธีป้องกันโดยตรงเพราะการกัดฟัน🦷นั้นเป็นไปตามธรรมชาติของการเจริญเติบโตของเด็ก แต่ถ้าสาเหตุการกัดฟันของลูกเกิดจากความเครียด หรืออารมณ์โกรธคุณพ่อคุณแม่สามารถพูดคุยกับลูก และพยายามทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดเพื่อให้ลูกสบายใจและหลับอย่างมีคุณภาพค่ะ

Content Image

เล่นมือถือก่อนวัย เสียสุขภาพจิตตอนโต

     ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โทรศัพท์มือ📱ถือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แพร่หลายในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะไปไหน มาไหน ก็จะเห็นหลายๆคนก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ จึงเป็นการยากที่จะจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีสื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ และยิ่งยากสำหรับเด็กๆ ที่เกิดมาในยุคสมัยนี้ แม้ว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการศึกษาและการสื่อสาร แต่ก็สามารถเป็นแหล่งของการเสพติดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็ก จึงเป็นข้อกังวลอย่างหนึ่งสำหรับผู้ปกครองใช่ไหมคะ เดี๋ยวเราจะพูดถึงผลกระทบของการติดโทรศัพท์มือถือต่อสุขภาพจิตของเด็ก👶 เพื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะได้มีไอเดียในการจัดการกับพฤติกรรมการติดโทรศัพท์ของลูกๆได้ เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมกันเลยนะคะ💁‍♀️ผลกระทบของการติดมือถือ     💥ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของลูกการให้เด็กเล็กๆเล่นโทรศัพท์มือถือ📱ก่อนวัยอันควร จะส่งผลต่อสุขภาพจิตหรือไม่ แน่นอนค่ะคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลมากขึ้นว่าการปล่อยให้เด็กๆเล่นมือถือจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต อย่างไรก็ตาม การวิจัยในหัวข้อนี้ยังมีจำกัดนะคะ งานวิจัยบางชิ้นแนะนำว่าการใช้เวลาหน้าจอมากเกินไปอาจทำให้พัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะด้านภาษา🔠และทักษะทางสังคม รวมถึงการศึกษาอื่นๆ ผลกระทบของการติดโทรศัพท์มือถือที่มีต่อสุขภาพจิตของเด็ก โทรศัพท์มือถืออาจเป็นสาเหตุของการเสพติดของเด็ก👶 และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิตของเด็ก การเสพติดโทรศัพท์มือถือสามารถนำไปสู่ผลเสียต่างๆ มากมาย รวมถึงความวิตกกังวล😰 ภาวะซึมเศร้า😢 การนอนหลับผิดปกติ😴 และผลการเรียนตกต่ำ เด็กที่ติดโทรศัพท์อาจรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคม เนื่องจากพวกเขาอาจใช้เวลาปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนน้อยลงและใช้เวลากับโทรศัพท์มากขึ้น การศึกษาพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไปอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสมอง🧠 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเปลือกนอกส่วนหน้าซึ่งมีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุมแรงกระตุ้น สิ่งนี้สามารถนำไปสู่การลดลงของการทำงานของการรับรู้และการเพิ่มขึ้นของความหุนหันพลันแล่น ซึ่งอาจทำให้การเสพติดรุนแรงขึ้นได้ค่ะวิธีการจัดการกับการติดมือถือของลูกๆ✨5 ไอเดียจัดการกับพฤติกรรมการติดโทรศัพท์ของลูกพูดคุยตั้งขีดจำกัดในการใช้โทรศัพท์ของลูกๆ ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดระยะเวลา⏳ที่พวกเขาใช้โทรศัพท์ในแต่ละวันและการตั้งเวลาเฉพาะเมื่อไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ เช่น ระหว่างมื้ออาหารหรือก่อนนอน และโทรศัพท์มือถือหลายรุ่นมาพร้อมกับการควบคุมโดยผู้ปกครองที่อนุญาตให้คุณพ่อคุณแม่จำกัด📵การเข้าถึงแอพหรือเนื้อหาบางอย่างของลูกๆ ได้ค่ะสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ การส่งเสริมให้บุตรหลานของคุณพ่อคุณแม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมอื่นๆ เช่น กีฬา⛹️‍♀️ ดนตรี🎻 หรือศิลปะ🎨 ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาความสนใจด้านอื่นๆ และลดการพึ่งพาโทรศัพท์ได้ค่ะสร้างโมเดลพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่ดี👫 เป็นตัวอย่างให้กับลูกๆ หากคุณพ่อคุณแม่ใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา ลูกๆก็จะมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามมากขึ้น ดังนั้นควรปรับทัศนคติการใช้โทรศัพท์ใหม่ค่ะ ตัวอย่างเช่น วางโทรศัพท์ไว้ในช่วงเวลาครอบครัวและทำกิจกรรมอื่นๆพูดคุย🗣️ สนทนาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมากับลูกๆได้เลยนะคะ เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์📱 อธิบายผลกระทบด้านลบที่อาจมีต่อสุขภาพจิตและให้การสนับสนุนในการช่วยลดการใช้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️ หากการเสพติดของลูกๆของคุณรุนแรง ลองขอความช่วยเหลือจากนักบำบัดหรือที่ปรึกษา พวกเขาสามารถให้การสนับสนุนและคำแนะนำในการช่วยให้ลูกๆของคุณพ่อคุณแม่เอาชนะการเสพติดได้ค่ะสร้างระบบการให้รางวัล🏆 การให้รางวัลที่กระตุ้นให้ลูกๆลดการใช้โทรศัพท์ ตัวอย่างเช่น คุณพ่อคุณแม่อาจให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับทุกชั่วโมงที่พวกเขาใช้โทรศัพท์ หรือสำหรับทุกๆ วันที่พวกเขาบรรลุเป้าหมายการใช้โทรศัพท์ค่ะ     สรุปแล้วการติดโทรศัพท์มือถืออาจส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพจิตของเด็ก ในฐานะผู้ปกครอง สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการเพื่อจัดการกับพฤติกรรมนี้ กำหนดขีดจำกัดในการใช้โทรศัพท์📵 และสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ การปฏิบัติตามเทคนิคที่ระบุไว้ในบทความนี้ได้นะคะ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกๆ พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับเทคโนโลยีและลดการพึ่งพาโทรศัพท์ของพวกเขา เพราะความสมดุลที่ดีระหว่างเทคโนโลยีและกิจกรรมอื่นๆ เป็นกุญแจสำคัญ🔑ในการเลี้ยงดูเด็กให้มีสุขภาพจิตที่ดีได้ค่ะ

Content Image

การขลิบในเด็กชาย เป็นประโยชน์จริงหรือไม่

     คุณผู้อ่านเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “การขลิบ” ไหมคะ เชื่อว่าบางท่านอาจเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกันมาในแง่ของหนึ่งในกระบวนการทางศาสนา สำหรับบางศาสนานั้น เด็กผู้ชายจำเป็นต้องขลิบหรือตัดหนังหุ้มบริเวณปลายอวัยวะเพศชายออก แต่เด็กผู้ชายจนไปถึงคุณผู้ชายบางคน ก็เลือกที่จะทำการขลิบเช่นเดียวกันทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุผลทางด้านศาสนา วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงเหตุผลและที่มาที่ไปทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการขลิบ เพื่อใช้เป็นแนวทางการตัดสินใจในกรณีที่มีเจ้าตัวน้อยเป็นเด็กผู้ชายในอนาคตค่ะ แต่ก่อนอื่น เราไปรับรู้ถึงความสำคัญของเจ้าหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายกันก่อนดีกว่าค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย👉ปกป้องปลายองคชาติจากการเสียดสีหรือการกระแทกแรงๆไม่ให้บาดเจ็บ👉ปกป้องปลายท่อปัสสาวะภายในองคชาติจากการเสียดสีเนื้อผ้าในระหว่างที่ใส่ชั้นในสาเหตุทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กชายที่จำเป็นต้องทำการขลิบ✨สารคัดหลั่งใต้หนังหุ้มอวัยวะเพศสะสมและเกาะตัวกันเป็นก้อนสีขาว✨เจ็บปลายอวัยวะเพศขณะปัสสาวะ จนทำให้ปัสสาวะได้ลำบาก✨บริเวณอวัยวะเพศ รวมถึงส่วนใดก็ตามในระบบปัสสาวะติดเชื้อก่อโรค✨เคยรูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศลงแล้วรูดกลับขึ้นไม่ได้✨รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเพื่อทำความสะอาดไม่ได้เลย หรือรูดได้ไม่เต็มที่ หนังหุ้มปลายรัดองคชาติมากเกินไป อาจทำให้บวมและรู้สึกเจ็บได้ข้อดีของการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย✅ดูแลรักษาความสะอาดได้ง่ายขึ้น ลดการหมักหมมของสารคัดหลั่ง ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์อันเกิดจากการสะสมของสารคัดหลั่ง✅ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อโรคจากปลายทางเดินปัสสาวะ ทำให้ติดเชื้อไปสู่ทางเดินปัสสาวะส่วนอื่นๆ✅ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคะเร็งองคชาติ ซึ่งมาจากการสะสมของสารคัดหลั่งเช่นเดียวกัน✅ป้องกันภาวะหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศตีบตันข้อเสียของการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย❎อาจไม่เป็นที่พึงพอใจด้านความสวยงามภายนอกหลังทำการขลิบ❎ในอนาตคต บริเวณปลายองคชาติของเด็กชายอาจไวต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกเท่าเดิม เนื่องจากบริเวณปลายองคชาติถูกเสียดสีกับเสื้อผ้าโดยตรง นานวันไปอาจทำให้ผิวส่วนนั้นด้าน และบริเวณรูท่อปัสสาวที่อยู่ส่วนปลายขององคชาติที่ถูกเสียดสีกับผ้าบ่อยๆอาจเกิดการอักเสบและตีบลงได้❎หากตัดบริเวณหนังหุ้มปลายออกไปไม่เหมาะสม หากตัดมากเกินไป ในอนาคตจะทำให้รู้สึกเจ็บเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัว แต่หากตัดน้อยเกินไปก็เหมือนการขลิบออกไม่หมด ได้รับประโยชน์ของการขลิบไม่เต็มที่เท่าที่ควร อาจต้องทำการขลิบเพิ่มในอนาคตค่ะสามารถพาลูกขลิบได้ตอนไหน✨ช่วงแรกเกิดของทารก ประมาณ 1-2 วันแรกหลังคลอดจากครรภ์ของคุณแม่✨ทารกอายุ 2 เดือนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 6 ปีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นการติดเชื้อบริเวณแผลที่ทำการขลิบ มีเลือดออก🩸บางรายอาจมีอาการแพ้ยาชาปลายองคชาติบาดเจ็ดแผลหลังผ่าตัดอาจบวมนูน ไม่สวยงามถ้ามีภาวะเหล่านี้ ไม่ควรขลิบ!เด็กที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดเด็กที่มีความผิดปกติบางอยางเกี่ยวกับอวัยวะเพศ เช่น เด็กชายที่มีภาวะท่อปัสสาวะต่ำกว่าปกติ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้รับรู้ถึงข้อดีข้อเสียของการขลิบปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศชายกันแล้วนะคะ จะเห็นว่าการขลิบนั้นเป็นเพียงทางเลือก ไม่จำเป็นว่าเด็กผู้ชายทุกคนควรทำ เพราะคนที่ไม่ทำและมีอวัยวะเพศที่ปกติ ก็สามารถดูแลความสะอาด ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อโรคบริเวณอวัยวะเพศได้เช่นกัน🦠 ดังนั้น คุณผู้ปกครองควรใช้วิจารณญาณควบคู่ไปกับการรับคำปรึกษา คำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนตัดสินใจพาเจ้าตัวน้อยไปขลิบค่ะ

Content Image

วิธีเลี้ยงลูกวัยก่อนเข้าเรียน

เด็กก่อนวัยเรียน นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเรียนรู้ เพราะลูกสามารถเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่าง และยังอยากเป็นตัวเองตัวเอง ดังนั้นลูกอาจมีอารมณ์รุนแรง เราจะสามารถเตรียมลูกก่อนเข้าเรียนได้อย่างไรไปดูกันเลยค่ะการเตรียมตัวสำหรับลูกวัยก่อนเข้าเรียนค่าใช้จ่ายแน่นอนว่าการเลี้ยงลูกโดยเฉพาะใส่สมัยนี้มีค่าใช้จ่าย💸ที่เพิ่มมากขึ้น มีสิ่งต่างๆ ที่ลูกมักอยากลองเล่น ซึ่งคุณไม่ควรตามใจลูกและซื้อให้ทุกอย่าง ควรมีการกำหนดการใช้เงินในส่วนนี้เอาไว้ค่ะไม่พูดซ้ำไม่พูดจี้การพูดบ่นซ้ำๆ👄ไม่ได้ทำให้เกิดผลดี ควรใช้การพูดคุยด้วยเหตุผลจะดีกว่า และไม่ต้องพูดวนซ้ำสอนความอดทน!สอนให้ลูกรู้จักความผิดหวัง และอารมณ์ความหงุดหงิด โดยให้ลูกเข้าใจว่า ลูกจะต้องเจอสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบบ้าง ซึ่งการฝึกแบบนี้ จะช่วยให้ลูกสามารถอดทนและควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี😊 และจะเข้ากับสังคมเพื่อนได้ใจเย็นเข้าไว้จากการวิจัยพบว่าเด็กมักจะมีแนวโน้มที่จะอารมณ์ร้อน😡หากพ่อแม่มีอารมณ์ร้อร เด็กมักจะเลียนแบบพฤติกรรมพ่อแม่ โดยอาจเก็บไว้แล้วค่อยแสดงออกมา หรือ แสดงออกมาทันที ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ใจเย็นๆ ไว้นะคะเตรียมสิ่งต่อไปนี้เตรียมพร้อมให้ลูกช่วยเหลือตนเองได้การเข้าไปอยู่ในโรงเรียนก็เป็นการเข้าไปอยู่ในอีกสังคมหนึ่งที่ไม่ได้มีคนมาคอยประคบประหงมเหมือนตอนอยู่ที่บ้าน ดังนั้นการเตรียมพร้อมให้ลูกสามารถช่วยเหลือตนเอง เช่น การรับประทานอาหาร🍲ด้วยตนเอง หรือการกล้าพูดกับคุณครูหากตัวเองมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น ปวดท้อง ปวด ปัสสาวะ ก็จะทำให้ลูกปรับตัวได้ดีกว่าเตรียมพร้อมร่างกายให้ลูกทานอาหารที่มีประโยชน์รวมถึงให้ลูกได้ออกกำลังกายพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ต่างๆ💪 และให้ลูกได้นอนหลับอย่างเพียงพอ เพราะอาจมีสุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ไม่ควรมองข้ามเลยล่ะค่ะอย่าลืมฝึกสิ่งเหล่านี้ด้วยนะคะเตรียมพร้อมทักษะการเข้าสังคมการที่ลูกจะเข้าสังคมได้ดีหรือไม่นั้นจะต้องเริ่มจากคนในบ้าน🏠ก่อน พ่อแม่จะต้องเล่นกับลูกบ่อยๆ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การเข้าสังคมในระดับเบื้องต้นจาก ลองให้ลูกเล่นกับคนอื่นๆในครอบครัวรวมถึงเพื่อนใหม่อายุไล่เลี่ยกัน และเมื่อลูกยอมแบ่งของเล่นของตัวเองให้เพื่อนก็อย่าลืมที่จะชมเขา ฝึกให้ลูกรอคอยเป็นเมื่ออยู่โรงเรียนลูกจะไม่ได้รับการตอบสนองอย่างทันทีทันใดและจะต้องรู้จักการรอคอยเพราะมีเพื่อนคนอื่นๆด้วย อย่างการรอรับประทานอาหาร🍲 การรอเล่นเคลื่อนเล่น การรอพ่อแม่มารับ ดังนั้นพ่อแม่ควรฝึกให้ลูกรอเวลาอยู่อยากได้อะไร โดยไม่จำเป็นต้องตามใจลูกไปซะทุกอย่าง โดยอาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจลูกไปที่อย่างอื่นแทน เพื่อให้ลูกรู้จักรอนะคะสร้างทัศนคติที่ดีพยายามอย่าไปพูดว่าโรงเรียนเป็นที่ที่น่ากลัว เช่น ถ้าดื้อจะส่งไปโรงเรียนเลยนะ เพราะในวัยนี้ลูกจะกลัวการพลัดพรากกจากพ่อแม่อยู่แล้ว ดังนั้นควรบอกให้ลูกฟังว่าโรงเรียน🏫เป็นที่ที่สนุก และมีเพื่อนเยอะแยะมากมาย เมื่อลูกโตขึ้นลูกก็จะลดความกลัวต่อการไปโรงเรียนได้บ้างค่ะ

Content Image

เด็กกินเผ็ดได้ไหม

     อาหารที่มีรสจัดจ้านและรสเผ็ดนั้น ถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับผู้คนในแถบโลกตะวันออกมาอย่างช้านานรวมถึงผู้คนในประเทศไทยด้วย ในประเทศที่ของอาหารสจัดจ้านแพร่หลายขนาดนี้ การหาอาหารรสอ่อนๆค่อนไปทางจืดอาจกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมา สำหรับผู้ใหญ่หลายๆท่านอาจฝืนที่รับประทานอาหารรสเผ็ดได้บ้าง แต่สำหรับเด็กๆนั้นสามารถทำได้หรือไม่ จำเป็นต้องให้พวกเขาฝึกกินเผ็ดหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ วันนี้บทความของเรามีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ แต่ก่อนอื่น เราไปเริ่มต้นรู้จักกับความเผ็ดก่อนดีกว่าค่ะ ว่ามีอาหารอะไรสามารถให้รสเผ็ดได้บ้าง💁‍♀️อาหารที่ให้รสเผ็ดเป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่าผักหนึ่งชนิดที่ให้ความเผ็ดร้อนแน่ๆก็คือพริกนั่นเองค่ะ แม้พริกเองจะมีหลายชนิด🌶️ แต่ละชนิดก็ให้ความเผ็ดได้ไม่เท่ากัน แต่พริกที่แทบจะไม่ได้ให้ความเผ็ดร้อนเลยอย่างพริกเขียว ก็ยังสามารถส่งกลิ่นเฉพาะตัวของผักตระกูลพริก ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ไม่สามารกรับประทานเผ็ดได้เลย รู้สึกถึงกลิ่นที่ขึ้นจมูกและตีความเป็นความเผ็ดร้อนได้ค่ะเครื่องเทศอื่นๆ หากพูดถึงประเทศไทยของเราและประเทศส่วนใหญ่ในแถบเอเชีย สิ่งที่พอจะเป็นที่นึกถึงคงไม่พ้นผัดประเภทต้นหอม กระเทียม🧄 เมล็ดพริกไทย ซึ่งแม้จะไม่ได้ส่งความเผ็ดร้อน แสบลิ้นขณะรับประทานได้เหมือนพริก แต่ก็ยังส่งกลิ่นเฉพาะตัวที่ทำให้รู้กสึกเผ็ดร้อนขึ้นจมูกได้ และหากพูดถึงเครื่องเทศอื่นๆที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักเช่นเดียวกันแม้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยโดยตรง ก็คงหนีไม่พ้นพืชตระกูลวาซาบิที่ใช้รับประทานคู่กับซูชิในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็สามารถสร้างความเผ็ดร้อนเฉพาะตัวขึ้นจมูกได้เช่นเดียวกันค่ะเด็กสามารถรับประทานอาหารเผ็ดได้หรือไม่สามารถรับประทานได้ในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ หากจะให้กำหนดเกณฑ์ปริมาณที่เหมาะสมนั้นจะสามารทำได้ค่อนข้างยาก เพราะความอ่อนไหวในการรับความเผ็ดของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นเรื่องของพันธุกรรมด้วย🧬 ลิ้นของบางคนมีตัวรับรสเผ็ดที่ไม่ได้อ่อนไหวต่อโมเลกุลที่ทำให้เกิดความเผ็ด ก็จะสามารรับประทานอาการเผ็ดๆได้มากกว่าคนที่ลิ้นมีตัวรับรสเผ็ดที่อ่อนไหวกับโมเลกุลสร้างความเผ็ดมาก เมื่อรับประทานอาการที่ทำให้เกิดความเผ็ดร้อนเข้าไปนิดเดียวก็จะรู้สึกเผ็ดแล้วค่ะการรับประทานเผ็ดสามารถฝึกฝนได้หรือไม่อันที่จริงการรับประทานเผ็ดนั้นเป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้ค่ะ แต่จะฝึกได้มากน้อย ใช้เวลานานแค่ไหนก็เป็นเรื่องที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน เพราะการรับประทานเผ็ดไม่ใช่เรื่องของทักษะหรือพัฒนาการค่ะ แต่เป็นการฝึกให้ตัวรับรสเผ็ดของลิ้น👅นั้นเคยชินกับรสเผ็ดในปริมาณมากๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆจนทำให้เกิดความเคยชิน เมื่อตัวรับรสเผ็ดเกิดความเคยชินแล้ว ร่างกายก็ต้องใช้โมเลกุลที่สร้างความเผ็ดจำนวนมากขึ้นจึงจะทำให้เราเริ่มรู้สึกเผ็ดได้ เราก็จะค่อยๆรับประทานเผ็ดได้มากขึ้นนั่นเอง หากคุณผู้ปกครองต้องการฝึกให้เจ้าตัวน้อยรับประทานอาหารรสเผ็ดได้ อาจเริ่มต้นฝึกได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ค่ะเลือกเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุนอ่อนๆมาประกอบอาหารให้เด็กได้ลองก่อน ยกตัวอย่างเช่น กุยช่าย หัวไชเท้า ต้นหอม หอมแดง ซึ่งแทบไม่สสร้างความเผ็ดร้อนเลย แต่ยังส่งกลิ่นฉุนขึ้นจมูก👃 เพื่อให้เด็กๆเคยชินกับกลิ่นเฉพาะตัวของผักประเภทเครื่องเทศค่ะสำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย มีช่วงอายุประมาณ 5-6 ขวบแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบย่อยอาหารของเด็กมีความแข็งแรงขึ้นมาบ้างแล้ว อาจใช้พริกสดปริมาณเล็กน้อยเป็นส่วนประกอบในการประกอบอาหารให้ลูกได้ลองชิม😋 เพื่อเป็นการทดสอบว่าตัวรับความเผ็ดร้อนของลูกเรามีความอ่อนไหวต่อโมลเลกุลที่สร้างความเผ็ดจากพริกได้มากน้อยแค่ไหน หากรับประทานไปจำนวนเล็กน้อยแล้วเด็กๆแทบไม่รู้สึกเผ็ดเลย รับประทานได้สบายๆ ก็แปลว่าลูกของเราสามารถรับประทานเผ็ดได้โดยธรรมชาตินั่นเอง แต่หากรับประทานเข้าไปนิดเดียวก็เกิดอาการเผ็ดแล้วก็แปลว่าเด็กเป็นคนที่รับประทานเผ็ดไม่ได้เลยค่ะหากเด็กเป็นคนรับประทานเผ็ดไม่ได้เลย🥵 แต่อยากฝึกให้รับประทานได้บ้าง คุณผู้ปกครองอาจจะต้องใช้พริกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้เด็กได้ลองรับประทานก่อน ไม่ให้รู้สึกเผ็ดร้อนจนไม่มีความสุขในการรับประทานอาหาร จากนั้นจึงค่อยๆเพิ่มปริมาณพริกที่ใช้ประกอบอาหารไปเรื่อยๆค่ะ     อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารรสเผ็ดก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากมองถึงข้อดี พืชผักกลุ่มเครื่องเทศที่ก่อให้เกิดความเผ็ดร้อนบางชนิดนั้นก็มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยชะลอวัยเซลล์ในร่างกายของเราได้ บางชนิดช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตได้🩸 บางชนิดมีสารที่ช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ร่างกายได้ แตการรับประทานเผ็ดมากไปก็มีข้อเสียเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เพิ่มกรดในกระเพาะซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแสบท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหากจะให้ลูกรับประทานอาหารรสเผ็ด ก็ควรรับประทานในปริมาณที่พอดี ไม่ควรรับประทานมากไปค่ะ

Content Image

สร้างความมั่นใจให้ลูกน้อยกันเถอะ!

ในบทความนี้เราจะมาดูถึงเรื่องความมั่นใจในตนเองของลูกค่ะ คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจสังเกตว่าทำไมลูกถึงขาดความมั่นใจในตนเอง และเราจะสามารถเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกได้อย่างไรนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้วค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่มีความมั่นใจในตัวเองสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่มั่นใจนั้นมักจะมีต้นตอมาจากการกระทำของบุคคลรอบตัว เช่น💡ดูแลมากเกินไปเมื่อลูกเจอกับปัญหาคุณพ่อคุณแม่มักเข้าไปช่วยเหลือลูกในทุกๆเรื่อง ซึ่งการช่วยเหลือดูแลที่มากเกินไปจะเป็นการขัดขวางการเรียนรู้และสัมผัสของลูก😥 ซึ่งเมื่อลูกไม่ได้ทำการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองบ่อยๆ ก็จะเกิดความไม่กล้าและความกังวลเมื่อต้องทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองค่ะ 💡กลัวคำพูด💨คำพูดของคนรอบตัวมีผลอย่างมากสำหรับเด็กเล็ก คำพูดเล็กๆน้อยๆก็สามารถทำให้ลูกเกินความกลัวและขาดความมั่นใจได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะ เช่นหากบอกให้ลูกถือแก้ว แล้วกำชับกับลูกว่า ระวังตกแตกนะ🥛 ก็จะทำให้ลูกเกิดความกังวลและคิดว่าถ้าทำตกแตกจะทำให้มีปัญหารุนแรง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจลองพูดคำว่า จับแน่นๆนะลูก ค่อยๆถือนะลูก ก็จะทำให้ลูกรู้สึกกลัวน้อยลงค่ะ 💡ตั้งกฎเข้มงวดเกินไปการตั้งกฎต่างๆให้ลูกก็อาจช่วยให้ลูกมีระเบียบวินัยมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหากมีการตั้งกฎที่เข็มงวดจนเกินไปก็จะทำให้ลูกเครียด เช่น ต่อว่าเมื่อลูกแสดงความคิดเห็นที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย🗣️ หรือ การลงโทษบ่อยๆ เมื่อลูกกระทำผิด หากทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ลูกขาดความมั่นใจได้ค่ะ สาเหตุอื่นๆ💡กลัวคนที่บ้านผิดหวังเด็กบางคนได้รับแรงกดดันจากพ่อแม่ว่าจะต้องทำให้ได้ดี และเมื่อตัวเองเป็นที่คาดหวังของครอบครัวก็จะทำให้ลูกไม่มีความมั่นใจในตนเองและกลัวว่าตนเองจะทำให้ที่บ้าน👪ผิดหวัง💡ไม่มีที่ปรึกษาลูกยังอยู่ในวัยที่เริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และในบางครั้งลูกก็อาจจะไม่รู้ว่าจะต้องรับมือหรือไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ทำให้ลูกอาจจะถามคุณพ่อคุณแม่แต่คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจมองไม่เห็นปัญหาของลูกหรืออาจทำงานจนไม่มีเวลา🕐ให้ลูก ทำให้ลูกเกิดความไม่มั่นใจในตนเองว่ากำลังทำอย่างถูกต้องหรือไม่ค่ะ 💡ถูกวิจารณ์บ่อย😡คุณพ่อคุณแม่วิจารณ์การกระทำของลูกจนติดเป็นนิสัย และวิจารณ์แม้ว่าลูกจะทำถูกต้อง หรือ วิจารณ์ก่อนที่ลูกจะตัดสินใจทำอะไรซะอีกค่ะ ซึ่งการวิจารณ์ของคุณพ่อคุณแม่จะทำให้ลูกหมดกำลังใจที่จะทำรวมถึงสูญเสียความมั่นใจในตนเองด้วยค่ะ ซึ่งเหล่านี้จะส่งผลไปถึงอนาคตของลูกด้วยวิธีทำให้ลูกมีความมั่นใจในตนเอง💡ปล่อยให้ลูกได้มีประสบการณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ช่วยเหลือลูก👶มากเกินไปลองปล่อยให้ลูกเจอปัญหาและเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยตนเองบ้าง โดยไม่ใช่ว่าจะห้ามช่วยเลย คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเหลือได้ โดยอาจช่วยเป็นการให้คำแนะนำและให้ลูกตัดสินใจเองเป็นต้นค่ะ 💡ให้กำลังใจบ่อยๆ❤️การวิจารณ์ลูกบ่อยๆ หรือการลงโทษลูกบ่อยๆ จะทำลายความมั่นใจของลูก ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดที่รุนแรงในการสั่งสอนเมื่อลูกกระทำผิด เราสามารถกล่าวบอกในสิ่งที่ถูกต้องได้ และหากลูกทำถูกต้องก็อาจให้รางวัล🎁เล็กๆน้อยๆ 💡ไม่วางกฎเกณฑ์ที่ตึงเครียดจนเกินไปการวางกฎเกณฑ์และข้อจำกัดต่างๆมากเกินไปนอกจากจะทำให้ลูกรู้สึกเครียดและอึดอัดแล้ว ลูกยังเกิดความกลัว😨ที่จะทำสิ่งต่างๆด้วยค่ะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรห้ามเฉพาะเรื่องที่จำเป็นอย่างเช่น เรื่องความปลอดภัยของลูก แต่ไม่ควรห้ามจนลูกไม่กล้าคิดกล้าทำ ควรปล่อยให้เขาได้ทำอย่างที่อยากทำจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้ลูกได้ค่ะ 💡ให้ความเข้าใจและให้เวลากับลูก🕐คุณพ่อคุณแม่ควรจะเข้าใจว่าไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะสามารถสำเร็จได้ทันที และบางคนก็ต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น การที่คุณพ่อคุณแม่วิจารณ์และซ้ำเติมลูกจะทำให้ลูกขาดความมั่นใจในตนเองเข้าไปอีก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจ และบอกลูกว่าลูกสามารถฝึกฝน⚔️และแก้ตัวได้ในอนาคตค่ะ  

Content Image

เคล็ดลับกระตุ้นสมองลูกน้อย

ทราบหรือไม่คะว่า สมองนั้นเริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่และจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมากในทุก ๆ ด้านตั้งแต่ตอนนั้นไปจนถึงอายุประมาณ 4 ขวบ และจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งการกระตุ้นในช่วงขวบปีแรกนั้นมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากเป็นช่วงที่สมองยังไม่ถูกปิดกั้นนั่นเองยิ่งไว้ยิ่งได้เปรียบกระตุ้นตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นได้โดยการลูบหน้าท้องและคุยกับลูกบ่อยๆ รวมถึงพยายามหลีกเลี่ยงของที่เป็นอันตรายต่อสมองและสุขภาพของลูกในครรภ์🤰 อย่างบุหรี่ หรือแอลกอฮอล์ พยายามเน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ใช้ภาษาเด็กเล็กคุยกับลูก หรือ ที่เรียกว่า Baby Talkคือการที่ผู้ใหญ่พูดกับเด็กเล็กโดยใช้เสียงเล็กๆ👶 หรือว่าเสียงสองเสียงสามนั่นเอง โดยจังหวะการพูดก็จะมีความแตกต่างกับการพูดกับผู้ใหญ่ และจะมีศัพท์ที่แตกต่างไป ใช้การพูดซ้ำๆ และน้ำเสียงโทนสูงกว่าปกติ พร้อมทั้งใช้สีหน้าท่าทางประกอบกับการพูดไปด้วยใกล้ชิดกับลูกน้อยพยายามใช้เวลาเล่นกับลูกบ่อยๆสำหรับทารกแรกเกิดอาจใช้การเล่นจ๋ะเอ๋ ตบมือ👏 กำแบมือ และเมื่อโตขึ้นมาสามารถหาของเล่นที่เสริมสร้างพัฒนาการได้ อาจจะเป็นบล็อคต่อ ตุ๊กตาขยับได้เป็นต้นไม่ควรปล่อยให้ลูกร้องไห้นานๆเด็กมักจะต้องการความรัก🥰และความอบอุ่นจากพ่อแม่ รวมถึงกสร้างความเชื่อใจระหว่างพ่อแม่ก็เป็นตัวกำหนดถึงอารมณ์ของลูกในอนาคตเช่นกัน เมื่อลูกรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นสมองก็จะหลั่งสารเอ็นโดรฟินและสารออกซิโทซิน ที่จะส่งเสริมให้ลูกมีความรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ และช่วยให้สมอง🧠พัฒนารวดเร็วขึ้นอีกด้วย สัมผัสด้วยการนวดการนวดนั้นเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่งด้วยการสัมผัส ซึ่งการนวดนี้จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และอารมณ์ดี เมื่อลูกน้อยอารมณ์ดีสมอง🧠ก็จะสามารถพัฒนาได้เต็มที่ โดยได้มีงานวิจัยเผยว่าทารกที่ขาดการสัมผัสด้วยความรักความอบอุ่นนั้นจะมีขนาดของสมองที่เล็กกว่าเด็กทั่วไป รวมถึงการสัมผัสจะช่วยให้ทารกเรียนรู้ร่างกายของตนเองได้อีกด้วยชวนลูกอ่านหนังสือการอ่านนิทานหรือหนังสือ📖ให้ลูกฟังบ่อยๆจะช่วยกระตุ้นให้ลูกมีจิตนาการ รวมถึงช่วยกระตุ้นประสาทตาและหูอีกด้วย การอ่านหนังสือยังทำให้มีการสร้างเส้นใยสมองเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่อยู่ในนั้นไปด้วย

Content Image

ภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุ

    ปกติแล้วเวลาที่เจ้าตัวน้อยมีไข้🤒และคุณพ่อคุณแม่พาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ด้วยรูปแบบอาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ จะเอื้ออำนวยให้แพทย์สามารถระบุสาเหตุจากการเป็นไข้ได้ สาเหตุหนึ่งของการเป็นไข้ก็คือการติดเชื้อก่อโรค🦠ประเภทไวรัส อย่างไรก็ตามยังมีบางกรณีที่แพทย์ไม่สามารถระบุสาเหตุของไข้อย่างชัดเจนได้เช่นกันจนเกิดเป็นภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุ ภาวะดังกล่าวมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ประเภทของภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุ1️⃣ไข้ไม่ทราบสาเหตุแบบคลาสสิค🤒 (classic Fever of Unknown Origin หรือ classic FUO)2️⃣ไข้ไม่ทราบสาเหตุที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล🏥 (nosocomial Fever of Unknown Origin หรือ nosocomial FUO)3️⃣ไข้ไม่ทราบสาเหตุที่เกิดในผู้ป่วยเม็ดเลือด🩸ขาวต่ำ (neutrophil Fever of Unkmown Origin หรือ neutrophil FUO)4️⃣ไข้ไม่ทราบสาเหตุที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส🦠 HIV (HIV-associated Fever of Unknown Origin หรือ HIV-associated FUO)คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่าภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุเองถูกแบ่งออกเป็นหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีคำจำกัดหรือหลักเกณฑ์ในการตีความไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปแล้วในเด็กเล็กจะพบไข้ไม่ทราบสาเหตุแบบคลาสสิคได้ค่อนข้างมาก ในวันนี้บทความของเราจึงขอพูดถึงเพียงไข้ไม่ทราบสาเหตุแบบคลาสสิคเท่านั้นค่ะคำจำกัดความของภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุ👉อุณหภูมิร่างกาย🌡️ของผู้ป่วยสูงขึ้นมากกว่า 38.3 องศาเซลเซียสจากการวัดหลายๆครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ย👉มีไข้🤒อย่างต่อเนื่องนานถึง 3 สัปดาห์ในกรณีที่ยังไม่เข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล👉เข้ารับการตรวจในร่างกายในโรงพยาบาลแล้วแพทย์👩‍⚕️ก็ยังไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุที่แน่นอนได้นานถึง 1 สัปดาห์อาการที่บอกว่าเด็กเป็นไข้👉อุณหภูมิของร่างกายสิ่งแรกที่ถือว่าบ่งชี้ได้ชัดเจนที่สุดก็คืออุณหภูมิ🌡️ของร่างกายนั่นเองค่ะ หากเด็กมีอุณหภูมิร่างกายสูงถึงประมาณ 38.5 องศาเซลเซียส ให้คุณพ่อคุณแม่สันนิษฐานไว้ก่อนเลยค่ะว่าเจ้าตัวน้อยกำลังมีไข้🤒👉ร้องไห้งอแงในทารกเด็กจะดื่มนม🍼น้อยลง กระสับกระส่ายเวลานอน แม้จะบอกผู้ปกครองยังไม่ได้แต่จะแสดงอาการร้องไห้งอแง😭ออกมา ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกไม่สบายตัวค่ะ👉มีอาการขาดน้ำเด็กมีอาการเหมือนคนขาดน้ำ😰 ซึ่งก็คืออาการเสียงแหบ ริมฝีปาก👄แห้งนั่นเองค่ะ👉มีอาการท้องเสียเด็กอาจมีอาการถ่ายท้อง💩และอาเจียน🤮ร่วมด้วยค่ะทำอย่างไรหากลูกมีไข้สูงวิธีที่ 1️⃣วิธีที่เห็นผลได้รวดเร็วมากที่สุดก็คือการเช็ดตัวให้เจ้าตัวน้อย ถ้าหากเด็กมีแรงมากพอก็ให้ไปอาบน้ำ🛀ค่ะ เป็นวิธีแรกๆที่ผู้ปกครองควรเลือกใช้ เพราะเด็กที่มีไข้สูงอาจก่อให้เกิดอาการชักเกร็งตามมาได้ค่ะวิธีที่ 2️⃣ให้ลูกรับประทานยาลดไข้💊ควบคู่ ซึ่งก็คือพาราเซตามอลซึ่งถือเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกครอบครัวควรมีติดบ้านเอาไว้นั่นเองค่ะวิธีที่ 3️⃣ให้ลูกสวมเสื้อผ้า🎽ที่ถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกายได้ดีวิธีที่ 4️⃣ให้ลูกนอนหลับพักผ่อน😴ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก แต่ไม่หนาวจนเกินไปค่ะวิธีที่ 5️⃣สำหรับเด็กที่รับประทานอาหารได้น้อย มีอาการถ่ายท้อง💩และอาเจียน🤮ร่วมด้วย คุณพ่อคุณแม่อาจให้ลูกดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หรือน้ำหวาน🧃เข้าไปทดแทนในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้เจ้าตัวน้อยของเรายังมีแรงค่ะ     อันที่จริงแล้วภาวะไข้ไม่ทราบสาเหตุก็มักจะทำให้เจ้าตัวน้อย👶แสดงอาการไม่ได้ต่างจากไข้หวัดทั่วไปมากนัก วิธีการดูแลจึงใกล้เคียงกันและไม่ได้ยากเกินไปสำหรับผู้ปกครอง อย่างไรก็ตามหากลูกเป็นไข้ และผู้ปกครองสังเกตหรือคาดเดาไม่ได้ว่าเด็กเป็นอะไร ก็ควรเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์👩‍⚕️เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดก่อน ยังไม่ควรสรุปด้วยตนเองว่าลูกเป็นไข้แบบหาสาเหตุไม่ได้ค่ะ

Content Image

อันตรายของฝุ่น PM 2.5 ต่อเด็กเล็ก

        PM 2.5 (Particulate Matter) คืออนุภาคเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะมีค่าเท่ากับ 2.5 ไมครอน อนุภาคเหล่านี้มีอันตรายอย่างมาก เพราะเมื่อลูกสูดดมเข้าไปจะสามารถลงไปลึกถึงถุงลม 🫁 และยังดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ในที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการอักเสบของทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับฝุ่น PM 2.5 ที่คุณแม่ควรศึกษาและทราบถึงแนวทางการรักษาหากลูกมีอาการแพ้ฝุ่น PM 2.5วิธีเช็คง่ายๆว่าลูกเข้าข่ายแพ้ฝุ่น PM 2.5สังเกตอาการที่แสดงออกเบื้องต้นอาการที่ชี้ชัดว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้ฝุ่น ได้แก่ อาการจาม🤧 คัดจมูก มีน้ำมูกไหล😪 ซึ่งรวมไปถึงอาการภูมิแพ้ที่ถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ไรฝุ่น ขนแมว และขนสุนัขวิธีสะกิดผิว (Skin test)Skin test 💉เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ แพทย์แนะนำให้ตรวจเมื่อเด็กมีอายุ 3-4 ขวบขึ้นไป เพื่อผลตรวจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ถ้าหากเด็กแสดงอาการแพ้ที่ชัดเจน คุณแม่สามารถพาลูกไปตรวจได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบเป็นต้นไปโรคที่เกิดได้จากการรับฝุ่น PM 2.5โรคหอบหืด (Asthma)เมื่อลูกได้รับละอองฝุ่นในปริมาณมากเกินไปหรือสะสมเป็นเวลานาน อาจทำให้อาการหอบหืดกำเริบ หลอดลมอักเสบและมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ 😷 เพราะฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในปอด โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)เด็กที่มีอาการไวต่อฝุ่นจะมีอาการจาม🤧 ไอ หายใจไม่สะดวก และแน่นหน้าอกทันทีที่ได้รับพิษจากฝุ่น PM 2.5 🌫️ และฝุ่นนั้นส่งผลโดยตรงต่ออาการภูมิแพ้ผิวหนังของลูก เนื่องจากเด็กมีผิวที่ sensitive มาก เมื่อผิวหนังได้สัมผัสกับฝุ่นก็จะทำให้การทำงานของเซลล์ผิวหนังผิดปกติ เช่น เกิดอาการคัน เป็นผื่นแดงโรคสมาธิสั้น  (ADHD)หากสมอง 🧠 ของลูกได้รับการสะสมของฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่องในปริมาณมาก อาจทำให้ลูกมีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ช้ากว่าเด็กทั่วไป และรวมไปถึงอาจมีพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้า ในด้านของการพูดและการฟังวิธีดูแลลูกให้ปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5ควรลดการทำกิจกรรมนอกบ้านคุณแม่ควรลดการพาลูกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านและกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท เช่น กิจกรรมที่สวนสาธารณะ 🏞️ เพื่อหลีกเลี่ยงภัยจากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่อาจส่งผลร้ายแรงต่อลูกน้อยได้ สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5คุณแม่ควรเลือกหน้ากากอนามัย 😷 ที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ เพราะหน้ากากอนามัยประเภทนี้สามารถกรองฝุ่นละออง PM 2.5 และมลพิษทางอากาศได้จริง อีกทั้งต้องเลือกรุ่นที่มีทรงกระชับ ลูกสวมใส่แล้วสามารถหายใจได้สะดวกควรเตรียมยาประจำตัวให้พร้อมคุณแม่ควรพกยา 💊 ติดตัวไว้เสมอในกรณีที่ลูกมีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด หรือโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันหากลูกมีอาการกำเริบหรือในยามฉุกเฉินที่อยู่นอกบ้าน หากอาการรุนแรงมากขึ้น ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที     ในปัจจุบันนั้นอากาศเต็มไปด้วยมลภาวะ ทั้งคุณแม่และลูกต่างได้รับผลกระทบจากการการสัมผัสและสูดดมโดยตรงซึ่งเลี่ยงได้ยาก ฝุ่น PM 2.5 นั้นมีอันตรายมากกว่าที่คุณแม่คิด โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศอยู่ก่อนแล้วนั้น จะแสดงอาการได้ไวและรุนแรงกว่าเด็กทั่วไป คุณแม่ควรใส่ใจและสังเกตหากอาการของลูกน่าเป็นห่วง ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์ 👩‍⚕️ ทันที

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.