Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ4-6 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

👉 List บทความ4-6 เดือน

Content Image

ลูกท้องผูก ทำยังไงดี?

     ปัญหาลูกท้องผูกอาจจะเป็นปัญหาที่คุณแม่หลายๆท่านกำลังกังวลอยู่ เพราะเรื่องการขับถ่ายถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เมื่อไหร่ที่ลูกท้องผูกและไม่ขับถ่าย ลูกจะเกิดอาการงอแง😭 รู้สึกอึดอัด และไม่สบายตัวเป็นอย่างมากบทความนี้ได้รวบรวมวิธีการรับมือกับปัญหาลูกท้องผูกมาให้คุณแม่ฟังกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ลูกท้องผูก✨มาจากการดื่มนมสำหรับทารกแรกเกิดนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกถ่ายยาก และเกิดอาการท้องผูกล้วนมาจากการกินนมเป็นหลัก ดังนั้นคุณแม่ควรหมั่นสังเกตปริมาณนมที่เด็กดื่มเข้าไป ยี่ห้อของนม และความถี่ที่เด็กดื่มนมในแต่ละวันด้วย โดยปกติเด็กทารกที่ดื่มนมแม่🤱ควรถ่าย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ และทารกที่ดื่มนมชง🍼ควรถ่ายทุกๆ 4-5 วันวิธีสังเกตอาการลูกท้องผูก👉ลักษณะอาการของลูกท้องผูก มีดังต่อไปนี้- อุจจาระมีลักษณะแข็ง และเป็นก้อนเล็กๆ💩- ลูกถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์- ลูกต้องใช้เวลาเบ่งอุจจาระเป็นเวลานาน- ในขณะพยายามถ่ายอุจจาระนั้น ลูกจะต้องเกร็งขา🦵 และยืนเขย่งเท้า- ในบางกรณีอาจจะมีอาการท้องอืด ท้องแข็ง ใบหน้าแดง🥵วิธีแก้ปัญหาลูกท้องผูก🍼เปลี่ยนสูตรของนมผงหากคุณแม่พบว่าลูกมีอาการขับถ่ายยากจากนมที่ชงให้ลูกกิน คุณแม่ควรลองเปลี่ยนสูตรหรือเปลี่ยนยี่ห้อของนมผงเหล่านั้น เพื่อหาสูตรของนมที่เหมาะสมกับลูก👶💧ดื่มน้ำเปล่ามากขึ้นการดื่มน้ำมากขึ้นจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารเป็นไปได้ตามปกติ และรวมไปถึงยังช่วยให้การดูดซึมของอาหารเป็นไปตามปกติ หากลูกดื่มน้ำน้อยบอกปกติอาจจะส่งผลกระทบหลายๆอย่างต่อสุขภาพ เช่น เกิดอาการขาดน้ำ😰🥣เพิ่มอาหารบดอาหารบดนั้นมีส่วนประกอบของกากใยเป็นจำนวนมาก เช่น กล้วย🍌 ลูกแพร ลูกพรุน และพีช เป็นต้น เพราะกากใยอาหารจะทำให้ลูกขับถ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น🛀อาบน้ำอุ่นการอาบน้ำอุ่น♨️และการนวดคลึงเบาๆบริเวณท้องของลูกจะช่วยให้ลำไส้ได้รับการผ่อนคลาย แล้วกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ ทำให้ทารกสามารถขับถ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้นนั่นเอง👉ออกกำลังกายการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆสามารถทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลมในร่างกาย กลัวไปถึงการเคลื่อนตัวของลำไส้ด้วยเช่นกัน ในสำหรับเด็กทารกนั้น คุณแม่สามารถจับเด็กทำท่าปั่นจักรยานอากาศ🚲 (Air Cycling) ซึ่งการทำลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้มีการเคลื่อนไหว และลูกจะขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วยค่ะ👨‍⚕️พาลูกไปพบแพทย์ หากคุณแม่พบว่าอาการท้องผูกของลูกทวีคุณไปในขั้นรุนแรง คุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยถึงสาเหตุของอาการท้องผูกและทำการรักษาให้ถูกสาเหตุ ไม่ควรซื้อยาถ่ายมาให้ลูกทานเองเป็นเด็ดขาด🙅‍♀️ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของทารกได้     อาการท้องผูกในทารกนั้นเป็นอาการที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามเป็นเด็ดขาด เพราะอาการนี้ไม่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ หากคุณแม่สังเกตว่าลูกไม่ขับถ่ายเป็นเวลานาน 5-10 วัน รวมไปถึงในอุจจาระนั้นมีเลือดปน🩸 จนถึงขั้นเป็นสีดำ เด็กมีอาการงอแงมากปกติ และมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เป็นไข้ อาเจียน และมีอาการซึมเศร้า ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

Content Image

ช่วงให้นมลูก แบบนี้ NO NO!

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยให้คุณแม่ใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น เพราะนมแม่ที่อุดมด้วยสารอาหารที่ทารกสามารถดื่มได้โดยเฉพาะสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกันของลูกน้อยสิ่งที่ไม่ควรทำ✨ล้างบริเวณหัวนมมากเกินไปการล้างบริเวณหัวนมด้วยสบู่อาจทำให้ผิวแห้งได้ นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้แกะ หรือเกาหัวนม เพราะเสี่ยงหัวนมแตกเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่🥛 และยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ✨ทำความสะอาดหัวนมบ่อยๆคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดหัวนมก่อนให้นมลูกทุกครั้งนะคะ ควรจะเช็ดด้วยน้ำสะอาดหรืออาจล้างด้วยสบู่🧼เมื่อคุณแม่มีเหงื่อออกมาก หรือมีคราบน้ำลายของลูก หรือคราบน้ำนมเท่านั้นค่ะ เพราะการล้างหรือเช็ดบ่อยๆ จะทำให้ผิวแห้งและทำให้หัวนมแตกง่ายขึ้น ซึ่งหากเจ็บมากอาจถึงขั้นต้องงดให้นมจากเต้า และต้องปั๊มนมแทนค่ะ✨ใช้ครีมทาที่หัวนมการใช้ครีมทาบริเวณหัวนมอาจทำท่อน้ำนมเกิดการอุดตันได้นะคะ!! และเมื่อท่อนมอุดตันก็จะส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการเจ็บบริเวณเต้านมเพราะเต้านมเกิดการอักเสบนั่นเองค่ะ ซึ่งอาจทำให้คุณแม่ไม่สามารถให้นม🍼ลูกได้ และยังมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารเคมีบริเวณหัวนมได้อีกด้วย หลีกเลี่ยงการ✨หยุดทานนมก่อน 6 เดือนไม่ควรให้ลูกของคุณหยุดทานนมแม่ก่อน 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรก ลูกน้อยของคุณควรกินนมแม่🥛 อย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารอื่น เนื่องจากระบบย่อยอาหารของเด็กเล็กยังไม่พัฒนาเพียงพอที่จะย่อยอาหารอื่นๆ นมแม่ดีที่สุดสำหรับระบบย่อยอาหารของทารก ในน้ำนมแม่ รวมถึงมี MFGM ที่ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและพัฒนาสมองของทารก👶✨ไม่ควรอุ่นด้วยไมโครเวฟการอุ่นนมแม่อย่างเหมาะสมเป็นการอุ่นขวดนม🍼ในเครื่องอุ่นนมหรือในหม้อ ไม่ควรอุ่นไมโครเวฟ เพราะความร้อนเป็นการทำลายสารอาหารในน้ำนมอย่าง DHA หรือ MFGM✨ให้ดูดนมจากเต้าสลับกับดูดจากขวดไม่ควรทำอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากอาจทำให้ทารกสับสนได้😕 การดูดจากเต้านมต้องใช้กล้ามเนื้อมากในการทำงาน การดูดขวดนมคือการกัดหัวนมเพื่อไม่ให้น้ำนมไหลออกมาในขณะที่ทารกกลืนเข้าไป การกินจากขวดนมนั้นง่ายกว่าดังนั้นอาจทำให้ทารก👶หยุดดูดเต้า นอกจากนี้เด็กที่ดื่มนมจากเต้ายังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วยรวมถึง✨การอดอาหารหลังคลอดไม่ควรอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักเพราะคุณแม่มีกิจกรรมที่ต้องทำมากขึ้น เช่น ต้องตื่นมาป้อนอาหารและเปลี่ยนผ้าอ้อม ดังนั้นอย่าอดอาหารและพยายามทำการควบคุมน้ำหนัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรีสูงแต่ให้สารอาหารต่ำ เช่น  อาหารที่มีไขมันสูง🍲 น้ำอัดลม ของหวาน โดยทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การทำเช่นนี้อาจมีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดีกว่าค่ะ🏃✨รับประทานทานยาเองคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกไม่ควรจะรับประทานยา💊เองโดยที่ไม่ได้สอบถามจากแพทย์นะคะ เพราะยาที่รับประทานเข้าไปอาจจะส่งผ่านไปยังลูกได้จากน้ำนมของคุณแม่นั่นเองค่ะ หากคุณแม่จำเป็นจะต้องรับประทานยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่ากำลังอยู่ในช่วงให้นมลูกค่ะ✨หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีนเพราะหากทานแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมันจะถูกส่งผ่านไปยังทารก👶ผ่านทางน้ำนมแม่ ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยของคุณหงุดหงิด และคาเฟอีนในระดับสูงก็สามารถลดธาตุเหล็กในน้ำนมของคุณแม่ได้อีกด้วย

Content Image

น้ำตาไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป

     'น้ำตา' 😢นับเป็นผลผลิตจากหลากหลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ในเชิงบวก เช่น มีความสุข อิ่มเอมใจ ปลื้มปิติดีใจ จนไปถึงอารมณ์ในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ กังวล เครียด โศกเศร้า ผิดหวัง เสียใจ ตกใจกลัว แต่บางทีน้ำตาก็อาจไม่ได้มาจากปัจจัยทางด้านอารมณ์เช่นเดียวกัน วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับการหลั่งน้ำตาในเจ้าตัวน้อยให้มากขึ้นกันค่ะหน้าที่ของน้ำตาและการร้องไห้หากตัดเรื่องการเป็นเครื่องมือแสดงอารมณ์ของมนุษย์ออกไป อันที่จริงแล้วหน้าที่หลักของน้ำตาก็คือการเป็นของเหลวที่คอยหล่อเลี้ยงดวงตา👁️ ไม่ให้ดวงตาแห้ง และยังช่วยเป็นเกราะป้องกันชั้นบางๆไม่ให้ฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมในอากาศเข้ามาสัมผัสกับเนื้อลูกตาได้โดยตรงค่ะ น้ำตาจะช่วยกำจัดอนุภาคต่างๆที่ลอยอยู่ในอากาศและลอยเข้าสู่ลูกตาโดยบังเอิญ น้ำตาชนิดนี้อาจมีเซลล์ที่เป็นสมาชิกของระบบภูมิต้านทานในร่างกายเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เพื่อกำจัดเชื้อก่อโรค🦠ในเบื้องต้นค่ะ และอย่างที่เราทราบกันดีว่าน้ำตาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแสดงอารมณ์ทั้งเชิงบวกและเชิงลบตามที่กล่าวไปก่อนหน้า น้ำตาประเภทนี้ก็จะมีองค์ประกอบไม่เหมือนกับน้ำตาที่ไม่ได้มาจากการแสดงอารมณ์ค่ะ ในกรณีของเด็กเล็ก หลังร้องไห้แล้วเด็กจะหลับง่ายขึ้น😴 หลับสบายขึ้นค่ะ เพราะการร้องไห้ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งในการระบายความเครียดของเด็กการปลูกฝังให้ลูกสามารถร้องไห้ได้วิธีที่ 1️⃣เมื่อเด็กมีอาการร้องไห้งอแง😭 คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีการพูดคุยเพื่อสะท้อนอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ของเด็ก ให้เจ้าตัวน้อยได้มีโอกาสสัมผัสเข้าไปในจิตใจตนเองว่าที่ร้องไห้อยู่ตอนนี้เพราะกำลังรู้สึกอะไร และสาเหตุอะไรทำให้เกิดความรู้สึกนั้น การกระทำเช่นนี้เป็นการปลูกฝังกับเด็กว่าเราสามารถแสดงออกทางอารมณ์ไปพร้อมกับรู้เท่าทันถึงอารมณ์ตนเอง และสาเหตุที่ทำให้เกิดอารมณ์นั้น ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านการจัดการอารมณ์มากขึ้นค่ะวิธีที่ 2️⃣นอกจากจะพูดคุยอภิปรายถึงอารมณ์ของเจ้าตัวน้อยแล้ว ผู้ปกครองก็ควรสื่อสารถึงอารมณ์ของตนเองเหมือนกัน เพื่อให้เด็กทำความเข้าใจว่าเราทุกคนสามารถมีอารมณ์ในเชิงลบได้เป็นเรื่องปกติ และเมื่อมีอารมณ์เหล่านี้ คนมักจะแสดงออกออกมาอย่างไร การพูดคุยประเด็นนี้จะทำให้เด็กสามารถรับรู้ความรู้สึกและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น💞ได้มากขึ้น เพิ่มพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมของเด็กได้อีกด้วยวิธีที่ 3️⃣การทำแบบฟอร์มติดตามอารมณ์หรือ Mood tracker ซึ่งจะมาในรูปแบบแผนภาพการ์ตูนให้เหมาะกับวัยของเด็กก็ได้ เด็กจะสามารถบันทึกอารมณ์ของตนเองในแต่ละช่วงเวลาของวันได้ เด็กจะมองเห็นภาพรวมและเข้าใจได้ว่าในแต่ละวันเราสามารถมีหลากหลายอารมณ์ได้เป็นปกติ ทำให้เด็กอนุญาตให้ตัวเองมีความรู้สึก กล้าที่จะแสดงความรู้สึก อย่างเช่นกล้าที่จะระบายความรู้สึกไม่ดีด้วยการร้องไห้🥹ออกมา ไม่เก็บอารมณ์ที่ไม่ดีไว้กับตนเองจนอึดอัดและเกิดอาการเหนื่อยล้าทำอย่างไรเมื่อลูกร้องไห้✨ไม่มองข้ามอารมณ์ความรู้สึกของเด็กเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ควรมีประโยคประเภท 'ร้องไห้ทำไมเรื่องแค่นี้เอง' 'หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้นะ' ออกมา เพราะจะทำให้เด็กตั้งกำแพงต่อคุณพ่อคุณแม่ทันที✨ปลอบโยนด้วยความเข้าใจและจริงใจแทน🫂 อาจใช้ประโยคในรูปแบบที่แสดงถึงความเข้าใจ และแสดงให้เด็กๆรับรู้ว่า ถ้าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับตัวคุณพ่อคุณแม่เอง ตัวเราเองก็คงรู้สึกแย่เหมือนกัน เพื่อเป็นการอนุญาตให้เด็กสามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ตั้งกำแพงกับผู้ปกครองค่ะ✨ใช้ประโยคแสดงการให้กำลังใจเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเด็ก👨‍👩‍👧 และพร้อมที่จะแก้ปัญหาไปพร้อมกับเด็กๆเสมอ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา     จะเห็นแล้วนะคะว่าการร้องไห้นั้นไม่ใช่เรื่องแย่เลย เพราะมันก็เป็นเพียงกลไกหนึ่งตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน เพื่อใช้ระบายอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสุดขีดในจิตใจ ดังนั้นผู้ปกครองควรปลูกฝังว่าทุกคนสามารถร้องไห้ได้ ไม่ว่าจจะเป็นเพศใด ทำอาชีพอะไร มีฐานะ หน้าที่ และบทบาททางสังคมแบบไหนก็ตาม

Content Image

หนูกินนมแพะได้ไหมนะ?

นมแพะที่ผ่านการพาสเจอไรส์เพื่อให้ดื่มนั้นมีความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ แต่นมแพะอาจไม่เหมาะกับเด็กทุกคน เพราะบางคนร่างกายยังไม่สามารถย่อยโปรตีนจากนมได้ดี หากคุณแม่ท่านใดที่กำลังตัดสินใจให้ลูกน้อยทานนมแพะอยู่แล้วละก็ ลองอ่านบทความนี้กันก่อนนะคะ ประโยชน์ของนมแพะนมแพะดีต่อลำไส้นมแพะ🥛เป็นตัวช่วยในการต้านแบคทีเรีย ทั้งยังช่วยให้ลำไส้สุขภาพดี ช่วยให้ดูดซึมอาหารและย่อยได้ดีขึ้น และยังเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรือตัวดีในลำไส้อีกด้วยช่วยให้ย่อยง่ายจริงๆแล้วนมแพะ🐐สามารถย่อยได้ง่ายกว่านมวัว เพราะมีความหนาแน่นของโปรตีนที่น้อยกว่า และมีไขมันสายสั้นจึงแตกตัวได้ง่าย จึงดีต่อระบบย่อยอาหารนั่นเองค่ะธาตุเหล็กสูงการกินนมแพะจะทำให้ดูดซึมธาตุเหล็กได้ง่ายขึ้น เพราะในนมแพะ🐐นั้นมีส่วนผสมธาตุเหล็กมากกว่า 50 % กันเลยทีเดียว เสริมสร้างกระดูก ช่วยโลหิตจางนมแพะสามารถช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง👄 และยังช่วยให้เด็กที่เป็นโรคหิตจางอาการดีขึ้นเมื่อทานนมแพะเป็นประจำนมแพะเหมาะกับเด็กหรือไม่?เด็กสามารถกินนมแพะได้ไหมคำตอบคือได้ ถ้าหากลูกน้อยไม่มีอาการแพ้โปรตีนในนมวัว🥛 เพราะหากมีประวัติแพ้นมวัวก็อาจมีการแพ้นมแพะได้ด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรให้นมแพะกับทารกแรกเกิด-1ปีทานนะคะเพราะเหตุใดนมแพะถึงไม่แหมะกับทารกในนมแพะ🐐นั้นมีปริมาณของสารอาหารที่สูงมากกว่านมแม่ นมผง หรือ นมวัวทั่วไป ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับทารกนั่นเองค่ะ โดยปริมาณโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม ที่สูงกว่านั้นจะทำให้ทารก👶เสี่ยงต่อสภาวะการมีกรดมากเกินไปในร่างกาย และอาจทำให้ปัสสาวะบ่อย เสี่ยงต่อการเกิดอาการขาดน้ำข้อแนะนำ✨หากลูกน้อยมีอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรให้ทานนมแพะเป็นอันขาด✨หากลูกน้อยมีประวัติแพ้โปรตีนในนมวัว ไม่ควรให้ทานนมแพะ✨ควรให้ลูกน้อยทานนมแพะที่ผ่านการพาสเจอไรส์เท่านั้น✨เลือกนมแพะที่มีการเสริมสารอาหาร✨อาจปรึกษากับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจให้ลูกทาน

Content Image

วิธีจัดห้องนอนเด็กอ่อน ต้องเตรียมอะไรบ้าง มาดูกัน!

     การที่ครอบครัวจะมีสมาชิกใหม่เข้ามานั้นนับว่าเป็นช่วงเวลาที่น่ายินดีและตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง การเตรียมตัวเป็นคุณพ่อคุณแม่นั้นอาจต้องใช้การวางแผนล่วงหน้า เพื่อเป็นการที่จะพร้อมรับเจ้าตัวน้อย👶ได้อย่างดี บทความนี้ได้รวบรวมสิ่งของที่จำเป็นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องจัดห้องนอนให้เด็กอ่อน มีอะไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ลิสต์สิ่งของจำเป็นเมื่อต้องจัดห้องนอนให้เด็กอ่อน มีดังต่อไปนี้👉เปลเด็กเมื่อเลือกเปลนอนสำหรับลูก สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญคือความปลอดภัยและความทนทานของเปล แนะนำให้คุณแม่เลือกเปลที่สามารถปรับระดับได้และมีการถ่ายเทอากาศได้ดีเพื่อเป็นการป้องกันลูกขาดอากาศหายใจขณะนอน😴 ควรลงทุนกับเปลที่มีคุณภาพสูงและออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ และรวมไปถึงสิ่งของเหล่านี้ด้วย👉อุปกรณ์สำหรับการเดินทางเช่น รถเข็น และคาร์ซีท🛞👉ชุดเครื่องนอนเช่น หมอน ผ้าห่ม ผ้าห่อตัว🎽 และผ้ายางรองกันน้ำ👉เสื้อผ้าเด็กอ่อนเช่น ถุงมือ ถุงเท้า🧦 และหมวก รวมไปถึงผ้าอ้อม ผ้ากันเปื้อน และผ้ากันน้ำลาย👉อุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ เช่น ทิชชู่เปียก คอตตอนบัด และสำลี โลชั่นทาผิว🧴 น้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็ก 👉อุปกรณ์ในการอาบน้ำเช่น อ่างอาบน้ำ🛀 แชมพู เจลอาบน้ำ ฟองน้ำถูตัว และผ้าขนหนู👉ปรอทวัดไข้ปรอทวัดไข้🌡️และยาสามัญประจำบ้านมีความสำคัญเป็นอย่างมากเมื่อเด็กอ่อนเกิดอาการไม่สบาย👉เครื่องปั๊มนมสำหรับคุณแม่ทารกแรกเกิดนั้นมีความจำเป็นต้องดื่มนม🤱และคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการให้นมทารกอย่างต่อเนื่อง  ทำให้อุปกรณ์ล้างขวดนม ขวดนม🍼 และเครื่องปั๊มนมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก     คุณแม่ควรให้ความสำคัญต่อความสะอาดและความปลอดภัยของทารกแรกเกิด👶มากที่สุด และยังคงต้องให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมที่ทารกจะเข้าไปอยู่อาศัย เช็คให้มั่นใจว่าห้องนอนมีแสงสว่างเพียง💡 มีอากาศถ่ายเทสะดวก และยังต้องมีอุณหภูมิที่ไม่ร้อนหรือไม่เย็นเกินไปสำหรับลูก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้ลูกอยู่ได้อย่างสะดวกสบายแล้วค่ะ

Content Image

ภาวะแคระแกร็นในเด็ก

     พัฒนาการด้านหนึ่งของเจ้าตัวน้อย👶ที่คุณพ่อคุณแม่อาจเป็นกังวลก็คือพัฒนาการทางด้านร่างกาย ประเด็นหนึ่งที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดก็คือเรื่องความสูงของลูก ซึ่งเป็นประเด็นที่มีปัจจัยมาเกี่ยวข้องอย่างหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม🧬ที่เด็กได้รับมาจากทางคุณพ่อคุณแม่เอง ไลฟ์สไตล์ อาหารการกินของเด็ก แต่วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับอีกหนึ่งปัจจัย ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทางด้านความสูงของเด็กโดยตรงนั่นก็คือ 'โกรทฮอร์โมน' นั่นเองค่ะ💁‍♀️โกรทฮอร์โมนคืออะไรโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) หากดูจากชื่อภาษาอังกฤษของเจ้าฮอร์โมนตัวนี้แล้ว คุณผู้อ่านก็คงพอจะเดาออกใช่ไหมคะ ว่าฮอร์โมนตัวนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของคนเราแน่ๆ ซึ่งก็ถูกต้องค่ะ เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ถูกผลิตโดยต่อมใต้สมอง🧠 และจะถูกส่งเข้ากระสเลือดเพื่อไปสื่อสารกับเซลล์ต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์กล้ามเนื้อและกระดูก🦴ค่ะ เพื่อให้เซลล์เหล่านั้นมีการเจริญและแบ่งตัว ร่างกายก็จะเจริญเติบโตค่ะถ้าเด็กขาดโกรทฮอร์โมนจะเป็นอย่างไร💫มีลักษณะโครงร่างของใบหน้าอ่อนวัยข้อนี้อาจถูกมองเป็นข้อดีได้ แต่ก็ไม่ใช่ข้อดีเสียทีเดียวค่ะ เพราะเด็กที่ขาดโกรทฮอร์โมนจะมีลักษณะโครงร่างของใบหน้าอ่อนวัยกว่าปกติ👶 แต่บางรายก็พบลักษณะอื่นๆ เช่นปากแหว่งเพดานโหว่ควบคู่ค่ะ💫ในส่วนของรูปร่างโดยรวมและความสูง เด็กที่ขาดโกรทฮอร์โมนจะมีรูปร่างเตี้ย และอาจอวบ เพราะมีไขมันสะสมบริเวณลำตัวค่ะ ในกรณีที่เป็นเพศชาย👦ที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จะสังเกตว่าเสียงไม่ค่อยแตกทุ้ม🔉💫ไม่ได้ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านสมองการขาดโกรทฮอร์โมนนั้นไม่ได้ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านสมอง🧠ของเด็ก ดังนั้นเด็กที่ขาดโกรทฮอร์โมนก็จะยังมีระดับสติปัญญาตามปกติค่ะสาเหตุที่เด็กขาดโกรทฮอร์โมนสาเหตุที่ 1️⃣ในกลุ่มที่ขาดมาตั้งแต่กำเนิด อาจมีสาเหตุมาจากการที่ต่อมใต้สมองมีรูปร่างไม่สมบูรณ์หรือมีขนาดเล็กเกินไป หรืออาจเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม🧬ที่ทำให้ไม่สามารถหลั่งโกรทฮอร์โมนได้ อาจเกิดจากการที่โกรทฮอร์โมนไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะทำงานได้ ตัวรับสัญญาณ🛜ของโกรทฮอร์โมนอาจไม่สามารถรับได้ แต่บางรายก็ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ค่ะสาเหตุที่ 2️⃣ในกลุ่มที่พึ่งมาขาดตอนโตขึ้นมา อาจเกิดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณสมอง ไม่ว่าจะเป็นการที่มีก้อนเนื้องอกไปกดทับบริเวณต่อมใต้สมอง เกิดอาการติดเชื้อบริเวณสมอง เกิดอาการบาดเจ็บบริเวณสมอง รวมไปถึงการผ่าตัดรักษาและการใช้รังสี☢️รักษาบริเวณสมองด้วยค่ะวิธีป้องกันภาวะขาดโกรทฮอร์โมนในเด็กในกรณีที่เจ้าตัวน้อยยังไม่ได้มีปัญหาเรื่องโกรทฮอร์โมนโดยตรง เราจะส่งเสริมการหลั่งของโกรทฮอร์โมนให้เป็นไปตามปกติด้วยพฤติกรรมเหล่านี้ได้ค่ะ👉เด็กๆควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ การพักผ่อนในที่นี้หมายถึงการนอนหลับ😴อย่างเพียงพอเท่านั้น เพราะโกรทฮอร์โมนจะหลั่งเวลาที่เรานอนหลับค่ะ ระยะเวลาที่เหมาะสมในเด็กๆก็คือไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และควรเข้านอนไม่เกินสี่ทุ่มของแต่ละคืน🌃 เพราะเป็นช่วงเวลาที่โกรทฮอร์โมนสามารถหลั่งได้ดีที่สุดค่ะ👉ควบคุมโภชนาการ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน🍲 ในปริมาณและความถี่ของแต่ละมื้ออย่างเหมาะสม อาจมีการใช้อาหารเสริม💊รับประทานควบคู่แต่ควรขอคำแนะนำจากแพทย์และเภสัชกรก่อนเสมอค่ะ👉เน้นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่างการดื่นนม สำหรับเด็กที่กำลังย่างเข้าวัยรุ่นควรดื่มนม🥛ประมาณวันละ 600-800 มิลลิลิตร แต่หากเป็นเด็กที่เล็กกว่านั้นก็อาจปรับปริมาณลง ดูตามความเหมาะสมเมื่อรวมอยู่ในมื้ออาหารได้ค่ะ👉เน้นกิจกรรมที่แอคทีฟสำหรับเด็กเล็กควรเน้นกิจกรรมที่ได้มีการขยับตัว🤾‍♀️ ได้มีการออกกำลังกาย เพราะแรงกระแทกเบาๆระหว่างข้อต่อกระดูกในร่างกายระหว่างที่ทำกิจกรรม จะทำให้เซลล์กระดูกถูกกระตุ้นและขยายตัวได้ค่ะ     อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าตัวน้อยของเราจะมีความสูงเท่าไหร่นั้นก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโกรทฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ก่อให้เกิดภาวะแคระแกร็นได้ ยกตัวอย่างเช่นความผิดปกติของกระดูก🦴ในรูปแบบต่างๆซึ่งยังไม่ถูกกล่าวถึงในบทความนี้ แต่โกรทฮอร์โมนก็ยังเป็นตัวละครหลักที่ทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายของเด็กๆ👶อยู่ดี ดังนั้นหากเราป้องกันเด็กๆจากภาวะขาดโกรทฮอร์โมนได้ ก็จะถือว่าเป็นการตัดปัจจัยเสี่ยงเรื่องความแคระแกร็นออกไปหนึ่งปัจจัยค่ะ

Content Image

สูตรมาส์กหน้าจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อคุณแม่ให้นมบุตร

     ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ทุกท่านก็คงทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจไปกับการเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อยกันใช่ไหมคะ และเมื่อเจ้าตัวน้อยได้ลืมตาออกมาดูโลกแล้ว คุณแม่ก็ยังต้องวุ่นวายกับการเลี้ยงดูลูกจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย ทำให้คุณแม่หลายๆท่านพบเจอกับปัญหาสภาพผิวที่หมองคล้ำ ผิวแห้งและอ่อนล้า และยังรวมไปถึงปัญหาสิวต่างๆ ซึ่งปัญหาผิวเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากกิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ การไม่ได้ใช้เวลาดูแลผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเช่นเดิม ดังนั้นวันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมสูตรมาร์คหน้าจากธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อคุณแม่ขณะที่คุณแม่ให้นมเจ้าตัวน้อยด้วย จะมีสูตรไหนบ้าง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ ปัญหาผิวที่คุณแม่คลอดบุตรต้องพบเจอ👉สภาพผิวแห้งขาดน้ำเรียกได้ว่าเป็นปัญหาผิวยอดฮิตที่คุณแม่หลังจากคลอดบุตรหลายๆท่านต้องเผชิญ เพราะผิวที่ขาดน้ำ💧จะมีลักษณะผิวหยาบ แตกเป็นขุยและรู้สึกตึงเจ็บ ซึ่งปัญหาผิวแห้งนี้แท้จริงแล้วเป็นผลพวงจากการที่ร่างกายขับเอาน้ำที่สะสมในระหว่างตั้งครรภ์ออกไปในช่วงหลังคลอดนั่นเองค่ะ นอกจากนี้การขาดการพักผ่อน😴 การนอนหลับไม่ได้ออย่างเพียงพอในช่วงเลี้ยงลูกเล็กก็ทำให้ผิวพรรณของคุณแม่ดูทรุดโทรม อ่อนล้า และดูมีริ้วรอยขึ้นได้เช่นกันสูตรมาส์กหน้าจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อผิวของคุณแม่ให้นม🥒มาส์กแตงกวาขึ้นชื่อว่าเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมด้วยคุณสมบัติบำรุงผิวพรรณ และมักพบเจอเป็นส่วนผสมในสกินแคร์ทั้งหลาย สูตรมาส์กหน้าที่เราจะนำเสนอกันในวันนี้จึงหนีไม่พ้นต้องเอ่ยถึงแตงกวากับเขาด้วย✨ประโยชน์ของแตงกวาต่อผิวพรรณแตงกวามีคุณสมบัติเติมความชุ่มชื้นคืนสู่ผิว เพราะในแตงกวามีปริมาณ “น้ำ”💦อยู่มาก อีกทั้งยังมีเอนไซม์อีเรปซิน (Erepsin) ที่สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออกไปและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวที่สวยและอ่อนเยาว์ขึ้นมาใหม่แตงกวายังมีฤทธิ์เย็น อีกทั้งยังมีวิตามินและเอนไซม์ช่วยในการทำความสะอาดใบหน้า เราสามารถนำแตงกวามาใช้ประโยชน์เพื่อการขจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยหากนำมาใช้บำรุงผิวพรรณแตงกวาสามารถช่วยเรื่องการทำความสะอาดใบหน้า ลดความอุดตัน ป้องกันการเกิดสิวโดยเฉพาะสิวหัวดำได้ดีแตงกวาช่วยชะลอวัยและลดเลือนริ้วรอยได้เนื่องจากในแตงกวามีสารต้านอนุมูลอิสระ 2 ชนิด ได้แก่ วิตามินซี🍊และสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic Compound) ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวบนใบหน้าแตงกวามีโพแทสเซียม ซัลเฟต และวิตามินเอ ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้🔥 ผิวระคายเคืองได้ดี ผู้คนจึงนิยามนำแตงกวามาใช้เพื่อบรรเทาผิวแห้งกร้านจากผิวขาดน้ำ รวมถึงฟื้นฟูผิวไหม้แดดและผิวระคายเคือง✏️วิธีการทำมาส์กแตงกวาสูตรแตงกวาลดหน้ามัน ลดความเหนื่อยล้าให้คุณแม่ สำหรับคุณแม่ที่เหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เป็นธรรมดาที่อาจมีปัญหาหน้ามันและสิวเสี้ยนเกิดขึ้นได้ ปัญหานี้แก้ได้ด้วยสูตรลดหน้ามันจากแตงกวา เพียงนำวัตถุดิบได้แก่ แตงกวา 1 ลูก ไข่ขาว 1🥚 ฟอง และมะนาวประมาณครึ่งซีก ให้คุณแม่ปั่นแตงกวากับไข่ขาว แล้วบีบมะนาวลงไปผสม ปั่นจนส่วนผสมทั้งหมดกลายเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด สูตรนี้ช่วยแก้ปัญหาหน้ามัน คืนความกระจ่างใส อีกทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขน ป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนได้ดีค่ะสูตรแตงกวาน้ำผักผลไม้บำรุงหน้าขาวสะอาดใส นำน้ำแตงกวา น้ำมะเขือเทศ🥫 และน้ำแตงโม ชนิดละ 1 ช้อนชามาผสมเข้ากัน ชุบด้วยสำลีแล้วเช็ดลงบนใบหน้าเบาๆ มาส์กทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที น้ำผักผลไม้เหล่านี้อุดมไปด้วยกรด AHA และวิตามินธรรมชาติ สามารถช่วยกำจัดสิ่งสกปรกตกค้างบนใบหน้า และช่วยผลัดเซลล์ผิวให้กระจ่างใส อีกทั้งยังสามารถลดเลือนรอยดำ และกระชับรูขุมขนให้เล็กลงได้ด้วยค่ะสูตรแตงกวาลดสิว หากคุณแม่มือใหม่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวๆ แต่ไม่อยากพึ่งพายาทาสิวที่เป็นสารเคมีเพราะกลัวว่าจะอันตรายต่อลูกน้อย เราแนะนำให้ลองมาส์กหน้าด้วยสูตรแตงกวาลดสิวค่ะ เพียงขูดแตงกวาให้เป็นเส้นจากนั้นคั้นน้ำออกมา ใช้สำลีชุบน้ำแตงกวาทาให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก ฤทธิ์เย็นจากน้ำแตงกวาสามารถช่วยลดการอักเสบของสิว ช่วยให้ผิวผ่อนคลาย และขจัดเซลล์ผิวคืนความอ่อนเยาว์ให้คุณแม่ 🍯มาสก์น้ำผึ้งนอกจากจะมีรสหวานอร่อย😋 นำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ยังมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะดีต่อร่างกาย คุณแม่ทราบกันหรือไม่ว่าน้ำผึ้งสามารถนำมาใช้ดูแลผิวพรรณได้ด้วยนะคะ✨ประโยชน์ของน้ำผึ้งอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่ดีต่อร่างกาย โดยส่วนประกอบโดยเฉลี่ยของน้ำผึ้งนั้นได้แก่ คาร์โบไฮเดรต 80% ในรูปน้ำตาลฟรุกโตสและน้ำตาลกลูโคส น้ำผึ้งมีน้ำเป็นส่วนประกอบอีกราว 18% นอกจากนี้ในอีก 2% ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโน วิตามิน และเกลือแร่ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจค่ะที่มนุษย์เรานำน้ำผึ้งมาใช้ทั้งรับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย และใช้ภายนอกสำหรับการดูแลรักษาแผลและบำรุงผิวพรรณกันมาอย่างยาวนานน้ำผึ้งถูกเรียกว่ายาอายุวัฒนะ💊 เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติช่วยดูแลสุขภาพและแก้ไขปัญหาผิวต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำผึ้งช่วยมอบความเนียนนุ่ม และเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว เหมาะสำหรับการนำมาบำรุงผิวเพื่อแก้ไขปัญหาผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ รวมไปถึงลดเลือนริ้วรอย และเพิ่มความอ่อนเยาว์น้ำผึ้งมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย🦠และจุลินทรีย์ได้ ในทางการแพทย์สมัยโบราณมีการใช้น้ำผึ้งมารักษาบาดแผลเพื่อสมานแผลและป้องกันการอักเสบ ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น ดังน้ำสำหรับสาวๆ หรือคุณแม่ท่านไหนที่มีปัญหาสิวก็สามารถเลือกใช้น้ำผึ้งแต้มบริเวณที่เป็นสิวเพื่อลดการอักเสบและลดบวมได้น้ำผึ้งสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยแมกนีเซียม แคลเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวใหม่ การใช้น้ำผึ้งเพื่อบำรุงผิวหน้าสามารถทำให้ใบหน้าแลดูกระจ่างใส ลดปัญหาผิวหมองคล้ำ และสีผิวไม่สม่ำเสมอที่เกิดจากแสงแดด☀️ ฮอร์โมน และการพักผ่อนไม่เพียงพอได้น้ำผึ้งอุดมด้วยแอนตี้เซปติก (Antiseptic) ที่เป็นเอนไซม์จากธรรมชาติมีฤทธิ์กำจัดสิ่งสกปรก แก้ไขปัญหาผิวสิวอุดตัน✏️วิธีการทำมาส์กน้ำผึ้งสูตรน้ำผึ้งมะนาวเพิ่มความกระจ่างใส สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำจากฮอร์โมน แสงแดดหรือจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ😵‍💫 เราขอแนะนำสูตรนี้ค่ะ เพียงเตรียมวัตถุดิบ ได้แก่ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมเข้ากันมาส์กลงบนใบหน้า สูตรนี้มีคุณสมบัติเร่งการผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้สีผิวกระจ่างใสพร้อมขจัดเชื้อสิวได้ดีสูตรน้ำผึ้งและกล้วยหอม🍌ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวแม่ คุณแม่หลังคลอดท่านไหนเผชิญกับปัญหาผิวแห้ง ลอกเป็นขุยจนรู้สึกเจ็บ ลองมาส์กหน้าด้วยน้ำผึ้งและกล้วยดูกันดีกว่าค่ะ สูตรนี้ขึ้นชื่อเรื่องการปลอบประโลมผิว ช่วยเติมความชุ่มชื้นแก่ผิวขาดน้ำได้ดีเยี่ยม เพียงผสมน้ำผึ้ง 2–3 ช้อนโต๊ะกับกล้วยหอมสุกบดครึ่งลูก นำมาพอกบางๆ ลงบนใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก คุณสมบัติดีๆ จากน้ำผึ้งและกล้วยช่วยคืนผิวนุ่มสวยพร้อมฟื้นฟูความชุ่มชื้นสูตรน้ำผึ้งน้ำตาลใช้มาส์กผิวได้ ใช้สครับผิวดี คงจะดีไม่น้อยถ้าทวงคืนผิวหน้าเนียนนุ่มได้ด้วยวิธีง่ายๆ ได้สิคะคุณแม่ ลองทำตามสูตรนี้ดูกันเถอะ! เพียงผสมน้ำผึ้ง 2–3 ช้อนโต๊ะ เข้ากับน้ำตาลทราย 1 ถ้วย นำมามาส์กและสครับผิวหน้าเบา ๆ ก่อนล้างออกให้สะอาด สูตรนี้ช่วยผลัดเซลล์ผิว คืนความกระจ่างใสพร้อมให้ผิวสวยเนียนนุ่มกลับคืนมา🍀มาส์กใบบัวบกนอกเหนือจากน้ำผึ้ง และแตงกวาแล้วนั้น คุณแม่ทราบไหมคะว่า ใบบัวบก (Centella Asiatica หรือ Cica) ยังเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่เหมาะสำหรับนำมามาส์กหน้าดูแลผิวพรรณในช่วงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดได้ด้วยค่ะ✨ประโยชน์ของใบบัวบกต่อผิวพรรณอุดมไปด้วยกรดอะมิโน เบต้าแคโรทีน มีกรดไขมันและไฟโตเคมิคอล (Phytochemicals) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสารอาหารดีเยี่ยมสำหรับผิว การใช้ใบบัวบกเพื่อปรนนิบัติผิวพรรณจึงมีประโยชน์ในเรื่องการต่อต้านริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพใบบัวบกมีคอลลาเจนช่วยคืนความอ่อนเยาว์ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่เซลล์ผิวโดยการกระตุ้นการไหลเวียนเลือด🩸บริเวณชั้นผิวหนังให้ทำงานได้ดี การนำใบบัวบกมาใช้ปรนนิบัติดูแลผิวจึงสามารถช่วยให้ผิวหน้าดูดีมีความเปล่งปลั่งยิ่งกว่าเดิมใบบัวบกช่วยเรื่องปัญหาผิวแห้งแตก สามารถช่วยเพิ่มความกระชับของผิวหน้าและลดปัญหารอยด่างดำรวมไปถึงแผลต่าง ๆ ในปัจจุบันมีการนำใบบัวบกมาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ลดการแตกลายของท้องแม่หลังคลอดมากมายด้วยค่ะ✏️วิธีการทำมาส์กใบบัวบกสูตรใบบัวบกโยเกิร์ตลดเลือนริ้วรอย ต่อไปนี้คุณแม่ไม่จำเป็นต้องซื้อผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยราคาแพงๆ เพราะมาส์กหน้าด้วยใบบัวบกสูตรลดเลือนริ้วรอยเป็นประจำ ปัญหาผิวแก่ก่อนวัยก็แก้ไขได้ง่ายๆ เพียงเตรียมวัตถุดิบได้แก่ ใบบัวบก 1 กำมือ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะและน้ำเปล่า 1 แก้ว นำใบบัวบกสดมาล้างทำความสะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาปั่นหรือบดกับน้ำ แล้วเติมโยเกิร์ตลงไปก่อนผสมให้เข้ากัน นำส่วนผสมมาพอกไว้ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15- 20 นาที⏳ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำคุณแม่ก็จะสัมผัสได้ถึงผิวเนียนนุ่ม ที่ดูอ่อนเยาว์ลงกว่าเคยสูตรใบบัวบกขมิ้นชันกำจัดสิว ปัญหาสิวๆ ที่ทำให้คุณแม่ไม่สวยเหมือนเก่า เราแก้ไขได้ เตรียมวัตถุดิบ ได้แก่ น้ำใบบัวบก 2 ช้อนโต๊ะ ผงขมิ้นชัน 1 ช้อนชา🫚 และน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมเข้ากันแล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 15- 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรลับนี้ช่วยลดการเกิดสิว และแก้ปัญหาสิวอักเสบ หรือสิวหนองให้แห้งเร็วสูตรใบบัวบกใส่นมลดฝ้าให้คุณแม่ตั้งครรภ์ อย่างที่แจ้งไปแล้วนั้นว่าฮอร์โมนและแสงแดดอาจทำให้คุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาฝ้ากระได้ สำหรับการแก้ไขจัดการได้ด้วยส่วนผสมใบบัวบก 2 กำมือ และนมสด 3 ช้อนโต๊ะ🥛 ให้คุณแม่นำใบบัวบกมาล้างให้สะอาดแล้วปั่นพอหยาบ จากนั้นเติมนมลงไปแล้วปั่นต่อให้วัตถุดิบเข้ากันดี นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้จะช่วยให้ผิวได้รับคุณค่าดีๆ จากใบบัวบกและน้ำนม ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส ลดฝ้า กระ รอยหมองคล้ำลงไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว     ทราบกันแล้วถึงประโยชน์และวิธีทำมาส์กสูตรธรรมชาติใช่ไหมคะ สามารถทำได้ง่ายๆและปลอดภัยต่อผิวที่บอบบางของคุณแม่ในช่วงให้นมบุตร🤱 ทีนี้ก็อย่าลืมมาส์กหน้าอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งและหมั่นบำรุงผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์กันด้วยนะคะ เพียงเท่านี้ผิวของคุณแม่ก็จะกลับมาชุ่มชื้นอีกครั้งค่ะ

Content Image

ทำไมทารกถึงไม่ต้องดื่มน้ำ

ทำไมทารกจึงไม่ต้องทานน้ำ🌊 เป็นคำถามที่หลายๆคนกำลังสงสัยว่าลูกทานแต่น้ำนมอย่างเดียวจะอิ่มไหม และทำไมถึงไม่ต้องให้ทานน้ำเพิ่ม วันนี้เรานำคำตอบมาให้แล้วค่ะ เหตุผลที่เด็กทารกไม่ควรกินน้ำ กระเพาะยังเล็กอยู่ทารกแรกเกิดจนถึง 6 เดือนนั้นมีกระเพาะที่เล็กมาก ดังนั้นหากทารกทานน้ำ🌊ตามเข้าไปจะทำให้น้ำแทนที่นม🥛ในกระเพาะ และจะทำให้อิ่มและไม่อยากทานนมต่อนั่นเองค่ะ ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่จะให้ลูกดื่มน้ำเปล่าเพิ่ม เพราะอาจทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ และยังเป็นอันตรายต่อทารกอีกด้วยค่ะ ผลเสียหากทารกกินน้ำมากเกินไป✨ทารกอาจได้รับประโยชน์จากนมแม่น้อย🥛✨ทารกอาจเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร ส่งผลต่อการเจริญเติบโต✨อาจมีปัญหาเกลือแร่ในร่างกายต่ำ✨ระบบทางเดินอาหารของทารก👶ยังไม่สามารถดูดซึมและย่อยสลายและอาหารได้ จึงอาจเป็นเหตุให้ทารกท้องอืดและปวดท้องได้✨การทานน้ำอาจทำไมทารกเบื่ออาหาร ซึม และป่วยได้อายุที่เหมาะสมในการให้ดื่มน้ำช่วงอายุ 6 เดือนคือช่วงที่ลูกเริ่มจะทานอาหารแข็งและเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการสารอาหารอื่นๆเพิ่มขึ้นดังนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มให้ลูกทานน้ำเปล่า🌊ได้แล้วค่ะ ซึ่งอาหารที่ให้ลูกรับประทานนั้นทำให้ลูกต้องการน้ำมากขึ้นเพื่อช่วยในการกลืนและย่อย แต่ก็ยังไม่ควรให้น้ำเยอะจนเกินไปเพราะจำทำให้ทารกทานนมแม่🥛น้อยลงนั่นเองค่ะ ประโยชน์ของการให้นมแม่ประโยชน์ของน้ำนมแม่ต่อลูกน้ำนมแม่🥛ประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย ที่เปรียบเหมือนวัคซีนหยดแรกของลูก สามารถช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของอวัยวะต่างๆ และสมอง ซึ่งไม่สามารถหาได้ในนมชนิดอื่น! ดังนั้นทารกที่ได้รับนมแม่จะมีการเจริญเติบโตทั้งทางสมองและร่างกายเป็นอย่างดี ทำไมมีเชาว์ปัญญา🧠ที่ดีด้วยนั่นเองค่ะ นอกจากนั้นน้ำนมแม่ยังมีคุณสมบัติที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทางเชื้อโรคต่างๆ เช่น โรคหวัด โรคลำไส้อักเสบ ปอดอับเสบ เหล่านี้ทารกก็จะได้รับการปกป้องทันทีที่ทานนมแม่เลยค่ะ ประโยชน์น้ำนมแม่ต่อคุณแม่✨เกิดความรักและผูกพันต่อแม่ลูก✨น้ำนมแม่🥛ทำให้มดลูกเข้าอู่ไว✨โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมลดลง✨ช่วยขับน้ำคาวปลา✨ร่างกายจะเอาไขมันที่สะสมไว้มาสร้างเป็นน้ำนมจึงทำให้คุณแม่ไม่อ้วน ✨สะดวก✨ประหยัดเงิน💰✨ประหยัดเวลา

Content Image

ลูกเดินได้ช้า ทำยังไงดี?

     หนึ่งในปัญหาที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจมีความกังวลก็คือปัญหาพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวน้อย👶ใช่ไหมคะ และสิ่งหนึ่งที่จะบ่งบอกได้คือความสามารถในการเดิน🚶‍♂️ หากเจ้าตัวน้อยเดินได้ช้าก็จะสร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองว่าลูกของเรามีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกายด้านไหนเป็นพิเศษหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าวกันค่ะ💁‍♀️เมื่อไหร่ถึงบอกได้ว่าเด็กเดินได้ช้าอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าเจ้าตัวน้อย👶จะสามารถเดินได้เองตอนอายุประมาณ 14 เดือนหรือช่วงอายุประมาณปีนิดๆนั่นเองค่ะ แต่กับเด็กบางคนนั้นก็สามารถเดินได้เร็วหรือช้ากว่านั้นได้ บางคนอาจเริ่มเดินได้ตั้งแต่มีอายุประมาณ 12 เดือนหรือหนึ่งปีเต็ม บางคนนั้นอาจเดินได้ช้าถึงขนาด 16-17 เดือนหรือประมาณปีครึ่งเลยก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันค่ะ แต่หากเลยช่วงระยะเวลานั้นไปแล้ว และเจ้าตัวน้อยยังเดินไม่ได้ ประเด็นปัญหาเรื่องพัฒนาการการเคลื่อนที่ของเด็กก็จะเป็นที่น่ากังวล แต่อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่👫ก็อาจต้องดูปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเด็กร่วมด้วย ปัจจัยดังกล่าวจะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันต่อเลยค่ะพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงพัฒนาการการเคลื่อนไหวโดยปกติของเด็ก✨เด็กที่มีอายุในช่วง 3-4 เดือนจะสามารถพยุงตัวขึ้นจากพื้น เตรียมทำท่าคลาน🚼ได้ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นการนั่งและการยืนด้วยตนเองต่อไปในช่วงอายุประมาณ 5 เดือนค่ะ✨เด็กที่มีอายุในช่วง 6-10 เดือนจะสามารถนั่งด้วยตนเองได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องพิงพนัก และสามารถคลานได้อย่างคล่องแคล่วในระดับหนึ่งค่ะ✨เด็กที่มีอายุในช่วง 9-15 เดือนจะสามารถทำให้ตนเองลุกยืนขึ้นได้ค่อนข้างมั่นคง หรือเรียกว่าการตั้งไข่🥚นั่นเองค่ะ✨เด็กที่มีอายุในช่วง 14-15 เดือนจะเริ่มเดิน🚶‍♂️ได้ด้วยตนเองแล้ว แต่อาจยังไม่คล่องแคล่วและไม่มั่นคงมากค่ะ ข้อควรปฏิบัติหากสงสัยว่าลูกมีปัญหาด้านพัฒนาการของร่างกาย👉คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาและประเมินทักษะการเคลื่อนไหวรูปแบบอื่นๆของลูกประกอบความสามารถในการเดินค่ะ ยกตัวอย่างเช่นความสามารถในการเกาะและยืนได้ด้วยตนเอง ยืดตัวขึ้นลง ทักษะการจับสิ่งของ🧸 การคลาน การหมุนตัว การพลิกกลับตัว หากลูกทำได้ดี ไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไรก็อาจบ่งบอกได้ว่า เจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่เพียงแค่ต้องการเวลา🕓ในการหัดเดินมากกว่าเด็กคนอื่นๆนั่นเองค่ะ👉หากคุณพ่อคุณแม่ได้พิจารณาและประเมินความสามารถต่างๆทางด้านการเคลื่อนไหวตามที่ได้กล่าวมาในหัวข้อด้านบนเรียบร้อยแล้ว และพบว่ามีบางทักษะที่เป็นปัญหา ผู้ปกครองควรเข้ารับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ค่ะ👨‍⚕️👉หากคุณแม่มีประวัติที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับสุขภาพการตั้งครรภ์🤰ครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ จนไปถึงการคลอดก่อนกำหนด สิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยทางด้านพัฒนาการของเด็กไ้ด้ค่ะ อาจทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวที่ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกเป็นกังวลสามารถพาเจ้าตัวน้อยเข้ารับการประเมินพัฒนาการทางด้านกานเคลื่อนไหวกับกุมารแพทย์ได้เช่นเดียวกันค่ะวิธีการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการเดินของลูกวิธีที่ 1️⃣ตามที่ได้กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้าว่า ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะเริ่มลุกขึ้นและเดินได้ เด็กๆต้องเริ่มฝึกทรงตัวมาจากการเกาะเสียก่อนค่ะ ดังนั้นหากในบ้านมีเครื่องเล่นหรือมีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ🪑ที่มั่นคง ปลอดภัย และเอื้ออำนวยต่อการเกาะ ก็จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวอย่างการเกาะได้ และหากเริ่มเกาะได้เด็กก็จะเริ่มเดินไปเกาะไป เป็นการฝึกฝนทักษะการเดินไปในตัวค่ะวิธีที่ 2️⃣หากลูกเริ่มเกาะเดินได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจทำให้ลูกเลิกเกาะสิ่งของรอบตัว โดยการเปลี่ยนมาจับมือ🤝ลูกแล้วค่อยๆฝึกประคองให้เขาค่อยๆก้าวขาด้วยตนเอง จะทำให้ลูกกล้าปล่อยมือจากสิ่งของและเริ่มเดินด้วยขา🦵ตนเองอย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะวิธีที่ 3️⃣หากเริ่มสงสัยว่าลูกมีพัฒนาการทางด้านการเดินที่ช้า ให้ลองหาสาเหตุที่ช้า เพราะสาเหตุอาจมาจากพฤติกรรมของผู้ปกครองเองก็ได้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่นผู้ปกครองอาจอุ้มเด็ก🤱มากเกินไป ไม่ปล่อยให้เขาเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้รถช่วยเดิน เพราะเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้ค่อนข้างง่ายค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าเด็กที่มีพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวอย่างการเดิน🚶‍♂️ที่ค่อนข้างช้านั้น ตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เขาเดินได้เร็วขึ้นได้ แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลใจ เพราะกระตุ้นให้เด็กเดินเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควรแล้วเด็กยังเดินไม่ได้ ก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์👨‍⚕️ค่ะ

Content Image

6 เรื่องกังวลใจของคุณแม่มือใหม่

     การเป็นคุณแม่นั้นเปรียบเสมือนอาชีพที่ไม่มีวันหยุด ไม่มีเงินเดือน และไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อยเลยใช่ไหมคะ? และคุณแม่มือใหม่หลายๆท่านก็เกิดควาวิตกกังวลหลายๆอย่างขึ้นด้วย วันนี้ทางเราได้รวบรวมเรื่องกังวลใจที่คุณแม่มือใหม่ต้องพบเจอ จะมีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️6 ความกังวลของคุณแม่ที่มักพบบ่อยที่สุด มีดังต่อไปนี้1️⃣ กังวลว่าจะให้นมลูกไม่ได้เพราะน้ำนมแม่🤱ถือว่าเป็นสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่คุณแม่หลายๆท่านอาจรู้สึกเป็นกังวลและรู้สึกผิดเมื่อไม่สามารถทำตามคำแนะนำจากคุณหมอได้ และแม่บางคนยังประสบกับปัญหาน้ำนมน้อยและท่อน้ำนมอุดตันอีกด้วยวิธีแก้ปัญหา: อยากให้คุณแม่ผ่อนคลายและลดความกังวลลงนะคะ เพียงแค่คุณแม่ได้ลองพยายามจนถึงที่สุด ก็ถือว่าเพียงพอแล้วค่ะ เพราะในความเป็นจริงแล้วก็มีคุณแม่หลายท่านที่ไม่สามารถให้นมลูกได้เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ตัวอย่างเช่น เต้านมบกพร่อง โรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ ติดเชื้อ🦠 HIV เป็นต้น 2️⃣ กังวลว่าทำไมลูกถึงไม่ยอมทานอาหารที่คุณแม่ป้อนเมื่อลูกไม่ยอมทานอาหารที่คุณแม่ป้อน🥣 คุณแม่หลายท่านก็เกิดอาการวิตกกังวล คิดว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดตรงไหนไปหรือไม่ แต่จริงๆ อาจจะเป็นเพราะลูกไม่รู้สึกหิว หรือลูกไม่สบายก็เป็นได้ค่ะ วิธีแก้ปัญหา: คุณแม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยทานอาหารตามลำพังหรือรอจนกว่าเขาจะรู้สึกหิวจริงๆ🤤 แล้วค่อยเสิร์ฟอาหารที่เขาชอบตอนนั้นก็ได้ค่ะ คุณแม่ควรจัดการกับลูกน้อยด้วยสติและอย่าบังคับลูกให้ทานอาหารเด็ดขาดนะคะ เพราะมันอาจทำให้เด็กๆ รู้สึกเสียใจได้3️⃣ กังวลว่าลูกจะมีพัฒนาการผิดปกติคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะกังวลเกี่ยวกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย ลูกจะมีพัฒนาการที่ปกติ ช้า หรือเร็วเกินไปหรือเปล่าน้า?🤔วิธีแก้ปัญหา: คุณแม่ต้องไม่เปรียบเทียบลูกของคุณแม่กับเด็กคนอื่นๆ  เพราะจริงๆ แล้ว เด็กทุกคนมักจะมีพัฒนาการและสติปัญญา🧠ที่แตกต่างกันไปอยู่แล้วนั่นเองค่ะ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยนะคะ และรวมไปถึงความกังวลเหล่านี้ด้วย4️⃣ กังวลว่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เพราะคุณแม่ต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงเจ้าตัวน้อย จึงอาจทำให้คุณแม่เผลอใส่อารมณ์🤬กับลูกในบางครั้ง และอาจเกิดความรู้สึกผิดในใจหลังจากที่คุณแม่สามารถสงบสติอารมณ์จนกลับมาเป็นปกติได้วิธีแก้ปัญหา: เมื่อไรที่คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เราขอแนะนำให้คุณแม่นำเจ้าตัวเล็กไปฝากไว้กับคุณพ่อหรือคุณตาคุณยายก่อนค่ะ จากนั้นให้คุณแม่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองและทำจิตใจให้สงบ😌 เมื่อคุณแม่มั่นใจว่าอารมณ์ของตัวเองสงบแล้ว จึงค่อยกลับไปเล่นและพูดคุยกับลูกค่ะ5️⃣ กังวลเกี่ยวกับลูกเมื่อต้องออกไปทำงานคุณแม่หลายๆ ท่านไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็น Working Women👩‍💻 ไม่ว่าจะด้วยภาระหน้าที่ หรือความรับผิดชอบใดๆ จึงทำให้คุณแม่ต้องตัดสินใจทิ้งลูกๆ ไว้ที่บ้านกับคุณตาคุณยาย หรือพี่เลี้ยงเด็ก ให้รับหน้าที่ดูแลเจ้าตัวน้อยแทนคุณแม่วิธีแก้ปัญหา: หากคุณแม่ได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าจะออกไปทำงานแล้ว ก็ไม่ควรวิตกกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของลูกนะคะ หากเจ้าตัวน้อยร้องไห้งอแง😭หาแม่ คุณแม่ควรลองค่อยๆอธิบายให้ลูกได้เข้าใจถึงความสำคัญและความจำเป็นของการที่คุณแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านนะคะ6️⃣ กังวลว่าต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ แน่นอนว่าสำหรับคนเป็นแม่ การคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด💯ให้ลูกย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องใช้สำหรับเด็ก หรือแม้กระทั่งของเล่นเสริมพัฒนาการของลูก แต่การสรรหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อ และมีที่ราคาที่ย่อมเยาอาจไม่ได้หาได้ง่ายเสมอไป วิธีแก้ปัญหา: คุณแม่ต้องเข้าใจว่าคุณแม่แต่ละท่านมีขีดจำกัดในการเลือกซื้อสินค้าทุกชนิดให้กับลูก สินค้าบางอย่างไม่จำเป็นต้องดีที่สุดหรือแพงที่สุดเสมอไป เพียงแต่สินค้านั้นปลอดภัยต่อลูก ทำให้ลูกมีความสุข และไม่รบกวนกระเป๋าตังค์👛คุณแม่ด้วยก็เพียงพอแล้วค่ะ     ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราจะเป็นแม่ที่ดีได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่ต้องทำตามคำแนะนำหรือข้อห้ามต่างๆเสมอไป เพราะเด็กแต่ละคนก็มีนิสัยที่แตกต่างกันออกไป จึงทำให้คุณแม่ต้องประยุกต์วิธีการเลี้ยงที่แตกต่างออกไปจากทฤษฎีนั่นเองค่ะ ดังนั้นคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะ การจะเป็นแม่ที่ดีได้นั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่สามารถเพิ่มขีดจำกัดความรู้ ความสามารถ และเตรียมพร้อมสำหรับการเลี้ยงดูลูกน้อย👶ได้มากขนาดไหนต่างหากค่ะ  

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.