Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ4-6 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

👉 List บทความ4-6 เดือน

Content Image

อาการนอนกัดฟันในเด็ก รับมืออย่างไรดี!?

การนอนกัดฟัน🦷นอกจากจะพบเจอได้บ่อยๆในผู้ใหญ่แล้ว ในเด็กก็สามารถเจอได้เช่นกัน โดยคุณพ่อคุณแม่อาจได้ยินลูกกัดฟันเมื่อลูกนอนกลางวัน หรือ เวลาที่ลูกหลับในเวลากลางคืน ซึ่งการกัดฟันนี้จะมีผลกระทบต่อฟันของลูกที่กำลังจะขึ้นหรือหลุดในช่วงวัยเตาะแตะนั่นเองค่ะ การนอนกัดฟันคืออะไร? เกิดขึ้นกับใครได้บ้าง?การนอนกัดฟัน🦷สามารถพบได้ในเด็ก ซึ่งไม่ถือเป็นความผิดปกติของร่างกายแต่ไม่ใช่โรค จะเกิดขึ้นเมื่อฟันกรามบนและฟันกรามล่างขบหากันเวลาที่นอน ซึ่งหากมีการเกร็งกรามมากๆก็จะทำให้ฟันสึกหรอได้ และผู้ที่กำลังนอน💤กัดฟันจะไม่รู้ตัวว่าตนเองนอนกัดฟันทั้งๆดังจนคนรอบข้างได้ยินเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง?สามารถเกิดได้ตั้งแต่วัยเด็ก (ทันทีที่มีฟันขึ้นจากเหงือก)👄 ซึ่งส่วนใหญ่จะหยุดกัดฟันไปเองเมื่ออายุ 6 ขวบ แต่ 1/3 ของเด็กเหล่านี้จะยังกัดฟันไปจนถึงตอนโต ซึ่งพบว่าในผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปี 18% มีการกัดฟัน และเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป จะพบการกัดฟันเพียง 6% เท่านั้น   สาเหตุที่เด็กนอนกัดฟันแม้ว่าทันตแพทย์👨‍⚕️จะยังไม่ปักใจว่าสาเหตุมาจากสิ่งใด และยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ก็มีการสันนิษฐานสาเหตุตามนี้✨สาเหตุจากความเครียด✨จากความโกรธ✨ตอบสนองต่อความเจ็บปวด เช่น การงอกของฟัน อาการปวดหู✨บางคนมีฟันบนและฟันล่างที่ไม่อยู่ในแนวเดียวกัน✨เพื่อบรรเทาอาการปวด✨มีอาการป่วยชนิดอื่นร่วมด้วย✨ยาบางชนิดส่งผลทำให้นอนกัดฟันเด็กนอนกัดฟัน ส่งผลอะไรบ้าง?ผลกระทบระยะสั้นอาจทำให้ลูกมีอาการปวดหัวหรือปวดรอบหู เพราะการนอนกัดฟันในเวลากลางคืนจะมีการเกิดแรงกดทับจากการขบฟัน🦷 ซึ่งทำให้สารเคลือบฟันเกิดการสึกหรอ และอาจทำให้เกิดอาการปวดเวลาลูกเคี้ยว หรือฟันจะมีการไวต่อความเย็นและความร้อนมากขึ้น ผลกระทบระยะยาวหากลูกยังนอนกัดไปเรื่อยๆจนโต อาจทำให้ฟัน👄ของลูกเกิดการบิ่ว มีรอยร้าว หรือแตกหักได้ ซึ่งหากมีการกัดฟันบ่อยๆ อาจทำให้ข้อต่อขากรรไกรเกิดความผิดปกติได้ หรือที่เรียกว่า Temporomandibular joint Disorder (TMD) ซึ่งจะทำให้ลูกปวดกรามและทำให้อ้าปาก หรือเคี้ยวได้ยากขึ้นอีกด้วยวิธีรักษาและป้องกันการนอนกัดฟันของเด็กการรักษาผู้ปกครองสามารถคอยสังเกตอาการของลูก และพาลูกไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ หากลูกมีการกัดฟันจนทำให้ฟันเสียหาย👄 หรือ กราม/บริเวณใบหน้าเจ็บปวด ทันตแพทย์👨‍⚕️อาจแนะนำให้ลูกใส่ฟันยางเพื่อลดการกระทบกันของฟันเมื่อถึงเวลานอน ซึ่งอาจจะต้องใส่จนกว่าฟันน้ำนมจะหลุดหมด หรือ ตามการพิจารณาของทันตแพทย์ วิธีป้องกันการนอนกัดฟันแม้จะไม่มีวิธีป้องกันโดยตรงเพราะการกัดฟัน🦷นั้นเป็นไปตามธรรมชาติของการเจริญเติบโตของเด็ก แต่ถ้าสาเหตุการกัดฟันของลูกเกิดจากความเครียด หรืออารมณ์โกรธคุณพ่อคุณแม่สามารถพูดคุยกับลูก และพยายามทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดเพื่อให้ลูกสบายใจและหลับอย่างมีคุณภาพค่ะ

Content Image

ไขข้อข้องใจ ทำไมทารกถึงอมยิ้มและหัวเราะตอนนอนหลับ

     คุณแม่คุณแม่คงจะเคยสงสัยกันใช่ไหมคะว่าทำไมเจ้าตัวน้อยถึงอมยิ้มและหัวเราะตอนนอนหลับ💤 อาการแบบนี้มีสาเหตุมาจากอะไร และลูกกำลังคิดอะไรอยู่ถึงแสดงออกมาเช่นนี้ เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ สาเหตุของการยิ้มและหัวเราะของทารกขณะหลับ มีดังต่อไปนี้✨แสดงถึงพัฒนาการทางอารมณ์ของทารกในช่วงเวลาที่ลูกตื่นและเล่นระหว่างวัน พวกเขาจะได้เรียนรู้ ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งภาพเหล่านี้เด็กๆ จะจดจำในและทำการบันทึกเข้าไปยังสมอง🧠 ก่อนที่จะถูกประมวลผลในขณะที่ทารกนอนหลับ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการทางสมองของทารกค่ะ ทำให้ทุกครั้งที่ลูกน้อยนอน เขาจะมีภาพจำต่างๆ และภาพจำเหล่านั้นจะถูกฉายอีกครั้ง ทำให้เด็กๆ หัวเราะและยิ้มกับภาพความทรงจำที่เกิดตอนพวกเขามีความสุขนั่นเองค่ะ✨ลูกยิ้มเพราะผายลมทารกจะสามารถเริ่มยิ้มได้ในช่วงอายุ 3-4 เดือน แต่สำหรับทารกแรกเกิดนั้นสาเหตุที่ทารกยิ้ม เป็นเพราะทารกผายลมออกมานั่นเอง💨 แต่อย่างไรก็ตามความเชื่อนี้เป็นเพียงแต่การสันนิษฐานเท่านั้น ไม่ได้มีการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์อย่างแน่ชัด เนื่องจากเวลาที่ทารกท้องอืด ทารกมักจะแสดงอาการจุกเสียดและหงุดหงิดออดมา แต่พอได้ผายลมออกจากท้องเมื่อไหร่ ทารกก็จะรู้สึกโล่งสบาย จึงทำให้ยิ้มออกมานั่นเองค่ะและรวมไปถึงสาเหตุเหล่านี้อีกด้วย✨ลูกยิ้มในช่วงนอนหลับลึกในช่วงที่ทารกนอนหลับลึก หรือที่เรียกว่าการนอนหลับช่วง Rapid Eye Movement Sleep (REM)😴  เป็นช่วงที่ร่างกายของทารกจะสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายบางอย่าง เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองบางอย่าง ทารกจะแสดงปฎิกิริยานั่นออกมา อาจจะเป็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรืออะไรก็ตาม บางทีอาจจะมาจากการที่ทารกนึกถึงเรื่องตลกที่เกิดขึ้นมาก่อนนั่นเองค่ะ✨เกิดจากสาเหตุอื่นทางการแพทย์สาเหตุที่เด็กบางคนหัวเราะขณะนอน อาจเป็นผลมาจากอาการชัก แต่อาการนี้มีสาเหตุเกิดขึ้นได้น้อยมากค่ะ เพราะเวลาที่เด็กชัก เด็กมักจะแสดงอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หัวเราะไม่หยุดอย่างไม่มีเหตุผล🤣 อาการนอนไม่หลับ น้ำหนักลดกระทันหัน อาการหงุดหงิด เป็นต้น แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปปรึกษาคุณหมอทันทีค่ะ✨เกิดจากปฎิกิริยาของร่างกายบางครั้งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของลูก เมื่อลูกสามารถโต้ตอบกับผู้อื่นได้มากขึ้นในสิ่งที่เขาสนใจและตอบสนองกับพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี นับว่าเป็นหนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญของทารกที่จะบ่งบอกได้ง่าลูกมีความผูกผันกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ💞     สรุปได้ว่าการที่ลูกยิ้ม😊และหัวเราะในช่วงที่เขานอนหลับนั้นเกิดได้จากหลายๆสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ โดยรวมแล้วเป็นการทำเพื่อตอบสนองความรู้สึก หากลูกรู้สึกมีความสุข ขำขันเฮฮากับเรื่องตลก พวกเขาจะยิ้มและหัวเราะออกมา ซึ่งอาการเหล่านี้จะแสดงออกมาให้คุณแม่คุณแม่เห็นอยู่บ่อยๆค่ะ 

Content Image

หยุดก่อนแม่! ป้อนกล้วยลูกอาจตายได้

     กล้วยหอม🍌เป็นหนึ่งในผลไม้ที่หารับประทานได้ง่ายและมีประโยชน์มากในประเทศไทย แต่สำหรับทารกแรกเกิดนั้น กล้วยหอมยังเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือไม่ ในทางกลับกันอาจเป็นผลไม้ที่ก่อโทษในเด็ก👶หรือเปล่า ควรให้เจ้าตัวน้อยรับประทานหรือไม่ เราจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปหาคำตอบกันค่ะ💁‍♀️คุณแม่สามารถป้อนกล้วยให้ลูกได้หรือไม่คำตอบคือทำได้ค่ะ ถ้าลูกมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน แต่หากเจ้าตัวน้อยของคุณแม่มีอายุยังไม่ถึง 6 เดือนนั้น การป้อนกล้วยไม่ว่าจะในรูปแบบใดนับเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เด็กจะยังไม่สามารถย่อยกล้วยได้เต็มที่ แน่นอนว่าถ้าย่อยไม่ได้ก็ไม่สามารถดูดซึมมาใช้ได้ ถึงแม้กล้วย🍌จะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย แต่หากร่างของของเด็กดูดซึมไปใช้ไม่ได้ก็เป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ค่ะ0️⃣ เสี่ยงที่จะทำให้ทารกมีภาวะขาดสารอาหาร ร้ายแรงกว่านั้นคือเสี่ยงที่จะทำให้ทารกมีภาวะ 'ลำไส้อุดตัน'💩 ด้วยค่ะ ดังนั้นการให้นมแม่🤱เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของเจ้าตัวน้อยนั้นก็เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วค่ะรู้จักกับภาวะลำไส้อุดตันในทารกภาวะลำไส้อุดตันเกิดจากการที่มีอาหารชิ้นใหญ่ๆไปขวางกั้นลำไส้ ทำให้เด็กมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง🤢 ท้องอืด นำมาซึ่งอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน🤮 ไม่ผายลมตามปกติ มักจะเริ่มปวดในบริเวณหน้าท้องตำแหน่งใต้สะดือในกรณีที่เป็นลำไส้เล็กอุดตัน แต่หากเป็นลำไส้ใหญ่อุดตันตำแหน่งที่ปวดก็จะเคลื่อนที่ต่ำลงมาเล็กน้อย อันที่จริงแล้วภาวะนี้ไม่ได้เกิดได้กับเพียงทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนที่รับประทานกล้วย แต่ยังเกิดกับทารกที่มีอายุมากกว่าช่วงดังกล่าวได้👦 และอาจเกิดกับอาหารอื่นๆนอกจากกล้วยได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสำหรับเด็กแรกเกิด นมแม่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะสัญญาณที่บ่งบอกว่าทารกอาจกำลังมีภาวะลำไส้อุดตัน👉มีอาการท้องผูกเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ทำให้ทารกรู้สึกอึดอัดท้อง มีพฤติกรรมร้องไห้งอแง😭👉หากแก้ปัญหาอาการท้องอืดด้วยการสวนอุจจาระ💩 น้ำที่ออกมาจะมีลักษณะใส👉ทารกมีอาการอาเจียนควบคู่🤮ไปด้วย ในช่วงแรกๆอาจมีเศษอาหารปนออกมา หลักจากนั้นจะมีของเหลวสีออกเขียวหรือน้ำตาลออกมาตาม และมีกลิ่นคล้ายอุจจาระของทารกเอง👉หากคลำบริเวณท้องอาจพบก้อนแข็งคล้ายก้อนเนื้อวิธีการป้อนกล้วยให้ทารกที่อายุมากกว่า 6 เดือนรับประทานวิธีที่ 1️⃣เลือกกล้วยที่มีเนื้อนิ่ม บดง่ายย่อยง่าย ยกตัวอย่างเช่นกล้วยน้ำว่าสุก🍌วิธีที่ 2️⃣ทำให้เนื้อกล้วยมีชิ้นเล็กลง ไม่ว่าจะด้วยการปั่น การบดขยี้ รวมไปถึงการขูดเนื้อกล้วยเพื่อป้อนเจ้าตัวน้อย🥣วิธีที่ 3️⃣กำหนดปริมาณให้เหมาะสม อาจเริ่มให้ลูกรับประทานเพียง 1 ใน 4 ส่วนของกล้วยทั้งลูกเท่านั้น และควรป้อนทีละน้อยๆ คำเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเคี้ยวของเด็ก😋วิธีที่ 4️⃣ให้เด็กใช้เวลาเคี้ยวนานๆ ไม่รีบป้อนจนเกินไป คอยตรวจสอบว่าเด็กเคี้ยวแต่ละคำหมดหรือยังจึงค่อยป้อนคำใหม่สัญญาณผิดปกติหลังป้อนกล้วย✨เด็กมีผื่นคันตามร่างกาย สังเกตได้ชัดว่าบริเวณปาก ลำคอ และลิ้นเกิดการบวม👅 หรือมีอาการลมพิษ🥵✨ดวงตามีสีแดงซึ่งเกิดจากเส้นเลือดฝอยในตาแตก อาจมีอาการตาบวม👁️และคันตาควบคู่ไปด้วย✨เด็กมีอาการจามและมีน้ำมูกไหล😪✨เด็กหายใจถี่หอบถี่😮‍💨✨เด็กร้องไห้งอแงจากการปวดท้อง มีการอาเจียน🤮และท้องเสียควบคู่ไปด้วย     สามารถสรุปได้ว่าจริงๆแล้วผลไม้ที่หาได้ง่ายและเป็นประโยชน์อย่างกล้วย🍌 ก็สามารถให้เด็กรับประทานได้ แต่ต้องพิจารณาเรื่องอายุของเด็กควบคู่ไปด้วย สำหรับเด็กที่อายุไม่ถึง 6 เดือนหรือเด็กแรกเกิด🚼นั้นไม่เป็นที่แนะนำ เพราะอาจก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์จากสารอาหารในกล้วยค่ะ หากคุณแม่ท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับการให้นมบุตร และต้องการให้สารอาหารอื่นๆมาทดแทน ควรเขารับคำปรึกษาและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ก่อน ไม่ควรตัดสินใจเองค่ะ

Content Image

รับมือกับผดร้อน!

เชื่อว่าคงไม่มีผู้ปกครองคนไหนที่อยากให้ลูกไม่สบายหรือมีความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจ แต่ในบางครั้งด้วยสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้อย่าง อากาศร้อน ก็อาจส่งผลให้ผิวของทารกถูกกระตุ้นและเกิดอาการแพ้ได้ อย่าง ผื่ผ้าอ้อม หรือ ภูมิแพ้ผิวหนัง รวมถึง ผดร้อน 🥵ด้วยเช่นกัน ซึ่งเจ้าผดร้อนนี้มักจะพบในเวลาที่อากาศร้อน ทำให้เกิดเหงื่อ และเกิดตุ่มเล็กๆ ตามตัวลูกทำให้ลูกรู้สึกแสบและคัน ซึ่งเราจะมีวิธีป้องกันและดูแลผดร้อนนี้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ ผดร้อนในทารกผดร้อน คืออะไร?ผดร้อน หรือ (Heat rash)☀️คือตุ่มเล็กๆ ที่เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อใต้ผิวหนัง ซึ่งมักจะเกิดบริเวณใบหน้า อก คอ หลัง ขา รวมถึงข้อพับต่างๆ และจะมีอาการคัน ผดร้อนนี้สามารถเกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อต้องอยู่ในอากาศที่ร้อนอบอ้าว ซึ่งจะพบได้มากในทารกแรกเกิด👶 เพราะในทารกแรกเกิดนั้นต่อมเหงื่อจะยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์นั่นเองค่ะ ผดร้อนมีอันตรายร้ายแรงไหม?คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปนะคะ เพราะผดร้อนนั้นไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของลูกน้อย เพียงแต่อาจจะทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัว แสบร้อน🥵 คัน ทำให้ลูกอาจงอแง หงุดหงิดได้ค่ะ อาการของผดร้อนในทารกที่สังเกตได้ลักษณะอาการของผดร้อนผิวหนังของลูกน้อยจะมีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆขึ้นตามส่วนต่างๆของร่างกาย โดยจะมีอาการคันร่วมด้วย คุณพ่อคุณอาจพบว่าลูกมีอาการเป็นผดแดง🔴 ลูกจะรู้สึกระคายเคือง แสบและคัน หรืออาจจะพบว่าลูกมีตุ่มเล็กๆนี้เป็นน้ำใส โดยไม่มีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย แต่จะแตกเป็นสะเก็ดได้ง่าย หรืออาจจะพบว่าลูก👶มีตุ่มสีเนื้อ โดยไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย ซึ่งหากลูกมีอาการที่กล่าวมาส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองเมื่ออากาศเย็นลงเมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์แต่อย่างไรก็ตามผู้ปกครองควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์👩‍⚕️เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้✨เมื่อมีอาการเกิน 2-3 วัน : ผดไม่หายและยังมีอาการเจ็บ คัน แสบ✨มีการเปลี่ยนแปลงของผด : เช่น ผดเปลี่ยนเป็นสีแดงสว่าง✨ต่อมน้ำเหลืองบวม✨ลูกมีอาการบวมแดง อุ่น หรือ เจ็บปวดมากขึ้นบริเวณที่เป็นผด : อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ✨ผดร้อนเริ่มเป็นหนอง : แสดงว่าติดเชื้อ✨หากลูกน้อยเริ่มมีไข้🌡️ หรือ มีอาการเจ็บป่วยอื่นๆร่วมด้วยวิธีป้องกันผดร้อนในทารกเลือกเครื่องใช้ต่างๆไม่ควรใช้โลชั่น🧴ที่มีส่วนผสมของน้ำมันแร่ หรือ ปิโตรเลียมเจลลี่ เพราะโลชั่นเหล่านี้อาจทำให้รูขุมขนอุดดัน โดยควรจะเลือกใช้โลชั่นออร์แกนิค หรือ ครีมออร์แกนิคแทน สบู่อาบน้ำที่เลือกมานั้นไม่ควรมีการเจือสี และไม่มีควรมีส่วนผสมของน้ำหอม ควรเป็นสบู่🧼ที่ทำขึ้นมาให้ทารกโดยเฉพาะ และเป็นไปได้ควรเลือกใช้แบบออร์แกนิคเช่นเดียวกันค่ะเวลาออกไปข้างนอกเนื่องจากอากาศในเมืองไทยค่อนข้างร้อน☀️อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้🥵 คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาเสื้อผ้าที่เบา สบาย มีลักษณะนุ่มและระบายอากาศได้ดี รวมถึงควรหลีกเลี่ยงอากาศร้อนชื้น อาจไปในที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ โดยหากจะต้องออกไปข้างนอกก็ควรมีพัดลมจิ๋วติดตัวไปด้วยอีกวิธีที่สามารถทำได้คือใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็น🧖 แล้วบิดให้หมาด จากนั้นประคบให้ลูก ก็จะช่วยบรรเทาอากาศร้อนได้ค่ะ

Content Image

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยมีความสุขในแต่ละช่วงวัย

     คุณแม่ที่กำลังมีลูกในช่วงอายุ 1 ปี อาจจะยังไม่รู้ว่าลูกของเรากำลังรู้สึกยังไง นอกจากหงุดหงิดหรือหิวก็จะชัดเจนด้วย การร้องไห้ลั่น ถึงเขาจะพูดไม่ได้และยังยิ้มไม่ได้ในเดือนแรก ดังนั้นวันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมสัญญาณที่บอกว่าลูกของคุณแม่กำลังอยู่ในมู้ดแฮปปี้ที่สุด จะมีสัญญาณอะไรบ้าง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยมีความสุขในแต่ละช่วงวัย✨วัยแรกเกิดเน้นความอบอุ่นและความใกล้ชิดกับแม่                                         ถึงจะเพิ่งออกมาเจอโลกใบใหม่ ที่ไม่เคยรู้จัก สีหน้าและเสียงของคุณแม่จะทำให้เขาสงบลงได้จากทุกสิ่ง คุณแม่อย่าเพิ่งท้อใจว่าเวลาเล่นหรือยิ้มให้เจ้าตัวเล็กแล้วตอบมาด้วยใบหน้า นิ่งเฉยหรือเขาจ้องเราแบบง่วงๆ แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ! เขาอาจจะร้องไห้หรือนอนเล่นอยู่ แต่เมื่อเขาหันไปทางคุณแม่และจ้องหน้า คุณอยู่อย่างนั้น เหมือนเขากำลังหันมาทักทายผู้หญิงคนแรกที่เขารู้จัก อยู่ด้วยหัวใจที่ตื่นเต้น😍✨0-3 เดือน ปฏิกิริยาเวลาที่คุณแม่อุ้ม: ตอนที่ลูกอยู่ในอ้อมกอดของเราแล้วลูกปล่อยตัวสบายๆไม่ได้ดีดตัวแอ่นหลัง เหมือนอึดอัด เป็นสัญญาณว่าลูกกำลังรู้สึกสบายใจ ในอายุขนาดนี้ลูกมีความสุขเวลาที่ได้ในสิ่งที่คุณแม่ตอบสนองทันที เวลาที่ลูกร้องไห้ คุณแม่ก็รีบให้ดูดนม🤱 เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือกล่อมให้หลับ บางทีทารกอายุน้อยขนาดนี้เวลาที่คุณแม่เล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาก็เริ่มยิ้มหัวเราะและหลับไประหว่างที่คุณแม่อุ้มอยู่ได้ไม่ยากแล้ว✨1-3 เดือน แจกยิ้มไปทั่ว: คุณหมอเด็กจะบอกว่าเด็กในช่วง 4-10 สัปดาห์ เวลาที่เด็กยิ้มอาจจะไม่ได้ตั้งใจเพราะปฏิกิริยา ตอบสนองบางอย่าง เช่น เด็กๆ สามารถยิ้มเวลาที่รู้สึกสบายตัว เช่น ตอนที่ผายลมหรือหลับสบายแล้วยิ้มออกมา แต่วัย 1-3 เดือนพวกเขาจะตอบกลับด้วยการยิ้มโดยตรงเวลามีใครทำอะไรให้เขามีความสุข😊และรวมไปถึงสัญญาณเหล่านี้อีกด้วย✨3-6 เดือน หัวเราะร่า: คุณแม่ที่อยู่กับลูกอย่างใกล้ชิด มาโดยตลอด ลูกจะพัฒนาจากการยิ้มเป็นหัวเราะ😂เวลาที่คุณแม่ใช้เวลาด้วย ตอนที่คุณแม่ทำเสียงตลกๆ หรือเล่นกับเขา เช่น ปูไต่หรือปิดหน้า เปิดมาจ๊ะเอ๋ เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่มีคุณภาพมากๆ เลยนะคะ✨4-7 เดือน เริ่มอ้อแอ้ให้เข้าใจ: เด็กๆ ฟังคุณแม่คุยด้วย มาตลอดและอยากจะเลียนเสียงและเขาจะใช้น้ำเสียงแสดงอารมณ์🗣️ ออกมาได้ สังเกตดูว่าเวลาที่เขาอ้อแอ้ด้วยโทนเสียงสูงๆ แปลว่าเขากำลัง พอใจกับท่าทางของคุณแม่อยู่✨8-11 เดือน แม่ต้องอยู่ในสายตา: ถึงเด็กในวัยกำลังคลานกำลังตั้งไข่จะชอบซุกซนออกไปหาอะไรมาเล่น แต่ไม่ว่าเขาจะไปทางไหน ลองดูได้เลยว่าเขาจะหันมาเช็ค👀ว่าคุณแม่ยังนั่งตรงนั้นอยู่หรือเปล่าเพื่อความมั่นใจ ถึงเขาจะเข้าสู่วัยที่ต้องการออกไปเห็นโลกกว้าง แต่ก็ขอให้มีคุณพ่อคุณแม่ที่เขาไว้ใจและอุ่นใจคอยเคียงข้างเสมอ✨12-18 เดือน ขำกันอย่างจริงจัง: หลังจากเข้า 1 ขวบแล้วเด็กๆ จะมีอารมณ์ขันอย่างชัดเจน เขาจะเอาผ้าอ้อมมาวางไว้ บนหัวหรือพูดในแก้วน้ำเล่นพึมพำๆ ให้คุณแม่หัวเราะ ในหลายๆ งานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กบอกว่าตอนเด็กๆ เล่นตลกกับสิ่งของเป็นส่วนหนึ่งของมุขตลกที่พวกเขาอยากโชว์แค่คุณแม่แกล้งเอาหมวกใบเล็กของเขามาใส่ แค่นี้ลูกก็หัวเราะเฮฮาได้แล้ว😜     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าเจ้าตัวน้อย👶ในแต่ละช่วงวัยก็มักจะมีการแสดงออกถึงการมีความสุขที่แตกต่างกันออกไป คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นเติมความสุขด้วยการทำให้ลูกอารมณ์ดีบ่อยๆ ชวนลูกหัวเราะ เพื่อที่เขาจะได้เติบโตมาเป็นเด็กอารมณ์ดีนั่นไงล่ะคะ

Content Image

วิธีเลือกผ้าห่มสำหรับเด็ก

     ผ้าห่มถือเป็นข้าวของเครื่องใช้หนึ่งที่มีเราทุกคนต่างต้องเคยใช้กันใช่ไหมคะ จุดประสงค์หลักๆของการใช้งานก็คือกักเก็บความร้อน♨️ให้อยู่ภายในร่างกายได้นานขึ้น แต่คุณผู้อ่านเคยทราบไหมคะว่าสำหรับเจ้าตัวน้อยนั้น👶 การเลือกผ้าห่มมีจุดประสงค์ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องตระหนักในการเลือกซื้อมากกว่าการซื้อผ้าห่มทั่วไป จะมีความพิเศษและข้อควรตระหนักอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เริ่มต้นจากการเลือกจุดประสงค์ของผ้าห่ม💫การเลือกซื้อผ้าห่มเพื่อการห่อร่างกายของทารก ในเด็กแรกเกิดที่พึ่งคลอดออกมา สังเกตว่าจะมีผ้าที่เอาไว้ใช้ห่อตัวทารก👶 นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าผ้าห่มสำหรับห่อตัวนั่นเองค่ะ ลักษณะจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน◽️หรือสี่เหลี่ยมจัตตุรัส จากนั้นคุณพ่อคุณแม่จะนำผ้ามาพับและห่อร่างกายของเจ้าตัวน้อยด้วยตนเอง แต่บางรุ่นก็จะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายถุงนอนสำหรับผู้ใหญ่ไปเลย เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่สะดวกที่จะใช้แบบไหนค่ะ ขนาดที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 40 x 40 จนไปถึง 48 x 48 นิ้วค่ะ💫การเลือกซื้อผ้าห่มที่ใช้ในการห่มร่างกายทารกทั่วไป ก็จะเป็นผ้าห่มทั่วไปเหมือนผ้าห่มที่เราใช้ห่มกันในชีวิตประจำวันเลยค่ะ ผ้าห่มชนิดนี้ก็จะใช้กับเด็กที่โต👦ขึ้นมาหน่อย ไม่จำเป็นต้องใช้กับเด็กที่ยังใช้ผ้าห่มประเภทห่อตัวอยู่ค่ะ คำนึงถึงเนื้อผ้าที่ใช้ผลิต☁️ผ้าคอตตอนหรือที่เรียกกันสั้นๆง่ายๆว่าผ้าฝ้ายนั่นเองค่ะ ผ้าลักษณะนี้มักถูกใช้ทำเสื้อยืดที่เราพบเห็นได้ทั่วไป เนื่องจากมีความเบาและอ่อนนุ่ม☁️ มีคุณสมบัติในการซึมซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดีในระดับหนึ่ง เกิดขุยผ้าได้ค่อนข้างยากหากผ่านการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี และทำความสะอาดได้ง่าย สะดวกสบายกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ👫🌫️ผ้ามัสลิน เป็นผ้าที่มาจากเส้นใยฝ้ายเช่นเดียวกัน แต่ด้วยลักษณะการทอจะมีความละเอียดขึ้นค่ะ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เนื่องจากมีความบางเบา ระบายอากาศ🍃ได้ค่อนข้างดีค่ะ🎋ผ้าใยไผ่ ผ้าใยไผ่เป็นผ้าที่โดดเด่นในเรื่องของคุณสมบัติในการระบายอากาศ ดูดซับเหงื่อได้ค่อนข้างดี ที่สำคัญคือไม่ค่อยเก็บฝุ่น💨 ลดโอกาสในการเกิดภูมิแพ้ฝุ่นในเจ้าตัวน้อยค่ะ🧺ผ้าโพลีเอสเทอร์ เป็นอีกหนึ่งเนื้อผ้าที่มีความอ่อนนุ่มอ่อนโยนต่อผิวของเจ้าตัวน้อย👶 มีน้ำหนักที่เบา เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีอุณหภูมิต่างๆหรือมีอากาศเย็นนั่นเอง เพราะเป็นผ้าประเภทที่โดดเด่นในด้านของการกักเก็บความร้อน♨️ รักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ในบริเวณที่มีอากาศร้อนหรือใช้งานช่วงฤดูร้อน เพราะค่อนข้างด้อยในแง่ของการระบายอากาศค่ะ🐑ผ้าขนแกะ ผ้าขนแกะเป็นผ้าอีกหนึ่งชนิดที่มีพื้นผิวนุ่มลื่นแต่ยังมีความเบาสบาย ทำความสะอาดได้ง่าย และเป็นอีกหนึ่งชนิดผ้าที่โดดเด่นในแง่ของการกักเก็บความร้อน ระบายความร้อนได้ค่อนข้างต่ำกว่าชนิดอื่นๆ จึงเหมาะสมที่จะใช้งานในบริเวณหรือช่วงที่มีอากาศเย็น☃️นั่นเองค่ะคำนึงถึงขนาดผ้าห่ม▫️ผ้าห่มขนาดเล็ก มักเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัดตุรัส ขนาดประมาณ 20 - 24 นิ้ว หากใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยก็จะใหญ่ได้ถึงประมาณ 35 นิ้วค่ะ มักเป็นอัตราส่วนสำหรับผ้าห่มที่มีจุดประสงค์เพื่อห่อร่างกายเด็กทารก🚼ค่ะ◻️ผ้าห่มขนาดกลาง เริ่มตั้งแต่อัตราส่วนเล็กสุดคือประมาณ 35 นิ้วจนถึง 45 นิ้วค่ะ สามารถเลือกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ได้ เพราะใช้ได้กับทั้ง 2 จุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นใช้เพื่อห่อตัวเด็ก👶หรือใช้ห่มทั่วไปนั่นเองค่ะ⬜️ผ้าห่มขนาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ 40 นิ้วเป็นต้นไป มักมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะใช้งานในรูปแบบห่มทั่วไป เหมาะกับเจ้าตัวน้อยที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบ👦ขึ้นไปค่ะ    น้ำหนักของผ้าห่มอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายๆท่านมองข้าม แต่อันที่จริงแล้วนับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะกดทับร่างกายของเจ้าตัวน้อยโดยตรง ผ้าห่มที่ดีและเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าไหร่ ทำจากเนื้อผ้าอะไร ก็ควรมีน้ำหนักโดยรวมของทั้งผืนไม่เกิน 10% ของเจ้าตัวน้อย ยกตัวอย่างเช่น หากลูกของเรามีน้ำหนักตัวประมาณ 5 กิโลกรัม น้ำหนักของผ้าห่มที่ใช้ก็ไม่ควรเกิน 500 กรัมหรือครึ่งหนึ่งของ 1 กิโลกรัมนั่นเองค่ะ ไม่เช่นนั้นผ้าผ่มที่หนักเกินไปอาจกดทับร่างกายเด็ก ทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก😮‍💨และอาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตจากการไหลตายในระหว่างนอนหลับ😴ได้ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการเลือกข้างของเครื่องใช้สำหรับเด็กนั้นมีข้อพิจารณาและข้อที่ควรตระหนักถึงมากกว่าข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป เนื่องจากร่างกายของเจ้าตัวน้อย👶นั้นมีความบอบบางและอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเด็กได้อย่างไม่ทันคาดคิดค่ะ

Content Image

กรดไหลย้อนในทารกเป็นอย่างไร

  ในฐานะคุณพ่อและคุณแม่👫 สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักถึงปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อลูกน้อยของเรา ปัญหาที่พบบ่อยอย่างหนึ่งคือเรื่องกรดไหลย้อนในทารกค่ะ ซึ่งการทำความเข้าใจกับอาการ สาเหตุ และมาตรการป้องกันจะสามารถช่วยคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลลูกน้อยของเราได้นะคะ💁‍♀️กรดไหลย้อนในทารกเกิดจากอะไรสาเหตุหลักๆที่ทำให้เด็กทารกมีปัญหากรดไหลย้อนก็เกิดมาจากอาหารการกิน🍛ทั่วไปเลยค่ะ อาหารที่คุณพ่อคุณแม่เตรียมให้ลูกน้อยอาจจะไม่ถูกกับลูกทุกอย่างนะคะเพราะระบบย่อยอาหารของลูกยังไม่สมบูรณ์ ทารกมีระบบย่อยอาหารที่ยังไม่พัฒนา หรืออีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือพ่อแม่อาจจะป้อนอาหารหรือป้อนนม🍼ลูกในปริมาณที่มากเกินไปหรือไม่เหมาะสม การให้ลูกกินนมมากเกินไปหรือเร็วเกินไปอาจสร้างแรงกดดันต่อกระเพาะอาหาร ทำให้ของไหลย้อนเข้าไปในหลอดอาหารได้เช่นกันค่ะ💫อาการของกรดไหลย้อนในทารกการรับรู้ถึงอาการของกรดไหลย้อนในทารกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ที่ต้องทำความเข้าใจด้วยนะคะ สามารถสังเกตได้จากอาการในลักษณะต่างๆของลูกที่มีความผิดปกติ เช่น การถ่มน้ำลายหรืออาเจียนบ่อย🤮 ทารกที่เป็นโรคกรดไหลย้อนมักคายหรืออาเจียนอย่างแรง บางครั้งหลังจากกินนมไม่นานค่ะ บางกรณีลูกของเราอาจมีความหงุดหงิดและความจุกจิก กรดไหลย้อนอาจทำให้รู้สึกไม่สบายและเจ็บปวด ทำให้ทารกหงุดหงิดและงอแง😭มากขึ้นด้วยนะคะ และเด็กทารกบางคนก็อาจมีน้ำหนักขึ้นเกินมาตรฐานเพราะกรดไหลย้อนอาจรบกวนความสามารถในการกินนมอย่างเหมาะสมของลูกน้อย ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือกระทั่งน้ำหนักลดได้เช่นกันค่ะ อีกอย่างคือการโก่งหลัง ทารกที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอาจโก่งหลังในระหว่างหรือหลังการให้นม🤱 โดยพยายามบรรเทาอาการไม่สบาย อันนี้อาจมีอาการงอแงร่วมด้วยค่ะเพราะกรดไหลย้อนสามารถกระตุ้นให้ทารกร้องไห้เป็นเวลานานและไม่สามารถปลอบใจได้ สุดท้ายคืออาการไอหรือหายใจมีเสียงหวีด กรดในกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนสามารถทำให้คอและทางเดินหายใจระคายเคืองได้ ทำให้ทารกบางคนมีอาการไอ😷หรือหายใจมีเสียงหวีดค่ะวิธีป้องกันกรดไหลย้อน👉ปรับเทคนิคการป้อนอาหารลูกเพื่อช่วยป้องกันกรดไหลย้อนในลูกน้อยของเรา คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้หลายวิธีเลยนะคะ เช่น การปรับเทคนิคการป้อนอาหาร คุณพ่อคุณแม่สามารถเปลี่ยนมาเป็นการป้อนปริมาณน้อยๆ ให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันการป้อนมากเกินไป ตรวจดูให้แน่ใจว่ามีการเรอ😮‍💨อย่างเหมาะสมเพื่อลดอากาศที่กลืนเข้าไปค่ะ ลูกน้อยจะได้ไม่มีลมในกระเพาะอาหารเยอะเกินไป อีกวิธีหนึ่งคือการอุ้มลูกน้อยให้ตั้งตรงหลังจากให้นม การอุ้มทารก🤱ให้ตั้งตรงประมาณ 30 นาทีหลังจากให้นมแต่ละครั้งจะช่วยป้องกันกรดไหลย้อนได้นะคะ หรือแม้แต่การยกศีรษะของลูกน้อยให้สูงในขณะที่เขานอนก็ช่วยได้นะคะ เพราะการยกศรีษะให้สูงขึ้นจะช่วยลดโอกาสการเกิดกรดไหลย้อนระหว่างการนอนหลับได้ ที่สำคัญหากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าอาหารบางชนิดเป็นสาเหตุของกรดไหลย้อน ให้ปรึกษากุมารแพทย์👩‍⚕️ที่สามารถแนะนำคุณพ่อคุณแม่โดยตรงเลยนะคะตัวเลือกการรักษากรดไหลย้อนสำหรับทารก💊ใช้ยาลดการกรดในกระเพาะอาหารหากกรดไหลย้อนของทารกยังคงอยู่หรือทำให้รู้สึกไม่สบายอย่างมาก ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ตัวเลือกการรักษาอาจรวมถึงเรื่องยา💊 ในบางกรณีแพทย์อาจสั่งยาเพื่อลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหารหรือปรับปรุงการย่อยอาหารให้ลูกน้อยค่ะ หรือเรื่องอาหารที่ข้นๆเช่น การเติมซีเรียล🥣ข้าวหรือสารเพิ่มความข้นอื่นๆ ลงในน้ำนมแม่สามารถช่วยลดอาการกรดไหลย้อนได้เช่นกันค่ะ รวมไปถึงการจัดท่าบำบัด ลูกน้อยบางคนอาจได้รับประโยชน์จากเทคนิคการจัดท่าเฉพาะระหว่างการให้นมหรือการนอนหลับ😴เพื่อลดกรดไหลย้อนได้ค่ะ

Content Image

สัญญาณเตือนออทิสติก

     “ออทิสติก” นั้นถือเป็นกลุ่มอาการที่เราเองเคยผ่านหูผ่านตากันมาเป็นเวลานานแล้วใช่ไหมคะ ถือเป็นภาวะทางสุขภาพรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยในวัยเด็ก👶 เป็นโรคที่ไม่สามารถอนุมานได้ว่าจะเกิด หากเกิดขึ้นแล้วก็มีแนวโน้มจะสร้างความหนักอกหนักใจให้กับคุณพ่อคุณแม่👫เป็นอย่างมาก วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการสังเกตว่าเด็กๆรอบตัวเราจนไปถึงเจ้าตัวน้อยของเราเองนั้น มีสัญญาณเสี่ยงต่อการเป็นโรคออทิสติกหรือไม่ หากมีจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ภาวะดังกล่าวเป็นอันตรายกับเด็กแค่ไหน เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับโรคออทิสติกเบื้องต้นโรคออทิสติกนั้นถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย หรือที่เรามักเคยได้ยินว่าเป็นความผิดปกติของสารเคมีในสมอง🧠 เช่นเดียวกับกลุ่มโรคเครียดและโรคซึมเศร้าเลยค่ะ แต่เมื่อเกิดกับเด็ก👶ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์จำเป็นต้องมีความพัฒนาด้านต่างๆ หากเจ้าสารเคมีเหล่านี้ผิดเพี้ยนไป เด็กจึงมีปัญหาทางด้านพัฒนาการที่เกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่ค่ะ จะมีพัฒนาการด้านใดบ้างนั้น เราไปดูกันต่อเลยค่ะพัฒนาการทางด้านภาษาที่ผิดปกติเด็กพูด🗣️ได้ช้าเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆในวัยไล่เลี่ยกัน เป็นไปได้ว่าเด็กไม่ได้เรียนรู้ที่จะพูด จึงพูดไม่ได้ หรืออาจพูดได้แต่ไม่อยากพูด ไม่อยากสื่อสาร ไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์🙉กับคนอื่นๆรอบตัวพูดได้แต่ไม่เป็นประโยค แต่เป็นคำแยกๆ ซ้ำๆกันแทนพูดจาติดขัด จนไปถึงพูดจาติดอ่าง😲พูดด้วยภาษาของตนเอง💭 ไม่ใช่ภาษาที่คนรอบตัวใช้สื่อสาร จนไปถึงพูดด้วยน้ำเสียงที่ผิดปกติพูดจาเรียงประโยคได้ แต่ไม่ลื่นไหล และไม่ชัด🤬จนฟังออกได้ยากมากๆพัฒนาการด้านการเข้าสังคมที่ผิดปกติเด็กมีบุคลิกสันโดษ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ชอบเล่นคนเดียว ชอบอยู่กับตนเองเท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับข้อนี้ก็ต้องดูปัจจัยรอบตัวเด็กประกอบด้วยว่าการที่เด็กเล่นคนเดียว ไม่ยอมเข้าสังคม เป็นเพราะสังคมไม่ต้อนรับหรือถูกรังแก🥹หรือไม่แม้จะเรียกชื่อแล้วก็ไม่ขานรับ😶 ไม่หันมาสบตา ไม่แสดงอาการใดๆที่ทำให้ผู้เรียกรับรู้ว่าตนเองได้ยินแล้ว หรืออาจตอบรับแต่ต้องเรียกหลายครั้งมากๆ สำหรับข้อนี้ก็ต้องมั่นใจด้วยว่าเด็กไม่ได้มีปัญหาทางด้านการได้ยินจริงๆไม่สื่อสารถึงความต้องการของตนเองกับผู้อื่น ไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นแม้เพียงเล็กน้อย จนไปถึงไม่แสดงอารมณ์😐ไม่ว่ากับเหตุการณ์ใดก็ตามสัญญาณอื่นๆที่ผิดปกติชอบทำกิจกรรมเดิมๆ🪁 หมกมุ่นและเก็บตัวแต่กับสิ่งเดิมๆรับมือกับการเปลี่ยนแปลง หรือสิ่งที่ทำให้รู้สึกขัดใจแม้เพียงเล็กน้อยไม่ได้ มีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์🤯ไม่ทำกิจกรรมตามวัยเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทำให้ไม่มีสังคม ไม่มีเพื่อนสนิทตามวัย เพราะสนใจเพียงเรื่องที่เฉพาะกลุ่มมากๆจนเด็กคนอื่นๆอาจเข้าไม่ถึง🙁    ออทิสติกแท้หรือออทิสติกเทียม    เชื่อว่าคุณผู้อ่านน่าจะคุ้นเคยกับคำว่าออทิสติกธรรมดากันมาอยู่แล้ว แต่ทราบไหมคะว่าปัจจุบันนั้น มีกลุ่มอาการที่เรียกว่าออทิสติกเทียมเพิ่มขึ้นมาด้วย หากออทิสติกแท้เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีภายในสมอง🧠เด็ก เด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียมนั้นจะมีสารเคมี🧪ในสมองที่ปกติเหมือนเด็กทั่วไปเลย เพียงแต่เป็นเด็กที่ขาดการกระตุ้นให้มีพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมจากคุณพ่อคุณแม่👫ค่ะ ปัจจุบันนั้นถือเป็นยุคที่ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีก้าวกระโดด ผู้คนสามารถเข้าถึงสื่อต่างๆได้ไม่ยากผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์📱 คุณพ่อคุณแม่บางท่านจึงปล่อยลูกไว้กับเครื่องมือเหล่านั้นเพื่อให้ลูกไม่ซน เด็กจึงขาดการสื่อสารสองทางกับคุณพ่อคุณแม่และผู้คนรอบตัว จดจ่ออยู่กับเพียงแค่สื่อ จึงมีปัญหาในด้านการเข้าสังคมนั่นเองค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบถึงพฤติกรรมหรือสัญญาณบางอย่างของเด็ก👶 ที่เสี่ยงว่าเจ้าตัวน้อยจะเป็นโรคออทิสติกกันไปเรียบร้อยแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นโรคออทิสติกแท้หรือเทียม หากคุณผู้ปกครองสามารถสังเกตได้ถึงพฤติกรรมเหล่านี้ แนะนำว่าไม่ควรปล่อยผ่านเด็ดขาด ให้รีบไปปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ทันที เพราะถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญต่อการเติบโตและการใช้ชีวิตในอนาคตของเจ้าตัวน้อยเป็นอย่างมากค่ะ

Content Image

ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคดีหรือเปล่านะ!?

เนื่องจากทารกนั้นยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ ดีเท่ากับผู้ใหญ่ ดังนั้นเวลาเลือกซื้ออาหาร ของใช้ หรือของเล่น คุณพ่อคุณแม่จึงมักพิถีพิถันเป็นพิเศษ หลายๆท่านก็จะเลือกสินค้าที่เป็นออร์แกนิคซึ่งว่ากันว่าปลอดภัยและดีสำหรับลูกน้อย แต่จริงๆ แล้วสินค้าออร์แกนิคนั้นดีสำหรับลูกน้อยหรือไม่วันนี้เราจะไปดูกันค่ะ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคดีจริงหรือไม่?✨ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคคืออะไร?ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค☁️ คือ ผลผลิตที่ปลอดภัยและไร้สารเคมีที่ได้จากการทำเกษตร🌿 มีการดูแลอย่างพิถีพิถัน และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ จึงนิยมถูกนำมาใช้เป็นวัสดุในการทำของใช้เด็ก เป็นที่นิยมในหมู่คุณพ่อคุณแม่แม้ว่าจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงก็ตาม✨ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเหมาะกับลูกอย่างไร?สินค้าออร์แกนิคนอกจากจะปลอดภัย ไร้สารเคมีแล้วยังเหมาะสำหรับผิวที่บอบบางและแพ้ง่ายของลูกน้อย👶อีกด้วย คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถมั่นใจและหมดกังวลที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ค่ะเหตุผลที่ควรใช้สินค้าออร์แกนิค✨มีส่วนช่วยเหล่านี้การใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค☁️มีส่วนช่วยให้สุขภาพดี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าของกินและของใช้ เพราะอาหารและสินค้าเหล่านี้ปลอดสารเคมี ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย เพราะมีการบริโภคสารเคมีเข้าไปโดยไม่รู้ตัวอาหารออร์แกนิคนอกจากจะปลอดภัย🌿แล้วยังมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และทำให้อายุยืนมากขึ้นได้อีกด้วย โดยเฉพาะผักผลไม้ออร์แกนิคนั้นจะมีวิตามินและเกลือแร่มากกว่าจึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อนำผักผลไม้มาแปรรูป✨เหมาะกับผิวของทารกผิวของทารก👶นั้นยังมีความบอบบางและแพ้ง่าย ไม่ว่าจะระคายเคืองจากความร้อน ฝุ่นละออง ความอับชื้น หรือสารเคมี ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่เลือกผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคก็จะปลอดภัยต่อผิวที่บอบบางของทารก และลดการระคายเคืองจากสารเคมีได้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค✨โลชั่นเด็กออร์แกนิคตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของลูกน้อย👶 เนื่องจากโลชั่นจะต้องสัมผัสและคงอยู่กับผิวของทารกโดยตรง ดังนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นออร์แกนิคก็จะสามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจได้ว่าโลชั่น🧴มีความอ่อนโยนและปลอดภัยต่อลูกน้อยนั่นเองค่ะ✨แป้งเด็กออร์แกนิคแป้งที่คุณพ่อคุณแม่ใช้โรยตัวลูกน้อยหลังอาบน้ำ🚿เพื่อช่วยความอับชื้นอันเป็นสาเหตุของผื่นคันนั่น คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกแป้งออร์แกนิคไร้น้ำหอมเพื่อผิวบอบบางของลูกน้อยเช่นกันค่ะ✨เบบี้ออยล์ออร์แกนิคอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของลูกน้อย👶 และยังสามารถใช้ทำความสะอาดหู และ ผิวของลูกน้อยได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นผลิตภัณฑ์สารพัดประโยชน์กันเลยทีเดียว✨แชมพูเด็กออร์แกนิคแชมพูเป็นผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผมที่อยู่ใกล้ดวงตา👀ของลูกน้อย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพิถีพิถันในการเลือกกันสักหน่อย การใช้แชมพูออร์แกนิค จะทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อหนังศีรษะไร้สารเคมีนั่นเองค่ะ✨สบู่เหลวเด็กออร์แกนิคเลือกใช้สบู่เหลวออร์แกนิคเพื่อป้องกันการระคายเคืองและหลีกเลี่ยงสารเคมีต่อผิวของลูกน้อยระหว่างอาบน้ำ🚿 การเลือกใช้สบู่เหลวสำหรับเด็กที่เป็นออร์แกนิคจะช่วยให้ผิวของลูกน้อยปลอดภัยและสุขภาพดีขึ้นได้นั่นเองค่ะ

Content Image

จับให้ลูกเรอสำคัญไฉน?

การจับให้ลูกน้อยเรอหลังกินนมมีความสำคัญอย่างไร? หากไม่จับเรอจะเกิดอะไรขึ้น? และจะมีวิธีอย่างไรในการจับให้ลูกน้อยเรอบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ การจับเรอเด็กทารก✨ควรจับเรอทุกมื้อไหม?ไม่ว่าลูกน้อยจะทานนมด้วยวิธีดูดนมจากเต้นนมของแม่ หรือ จากขวดนม🍼 เมื่อทานนมเสร็จแล้วก็ควรจับลูกน้อยมาเรอทุกครั้ง เพื่อให้ลมที่ผ่านเข้าไปในท้องพร้อมๆกับตอนดูดนมนั้นได้ระบายออกมา✨ลมเกิดจากอะไร?ในระหว่างที่ลูกดูดนม มักจะนำลมเข้ามาด้วย ดังนั้นคุณแม่ควรจะทำให้ลูกเรอเพื่อความสบายท้องและป้องกันการปวดท้องจากการมีลมเยอะ โดยจะสังเกตได้ว่าหากไม่จับเรอ ลูกก็จะมีการแหวะนมเนื่องจากมีอาหารท้องอืด แน่นนั่นเองค่ะ🙂✨ต้องจับลูกเรอถึงเมื่อไหร่?อายุที่ควรจับลูกเรอคือในช่วงแรกเกิด ถึง 3 เดือนเพราะลูกยังไม่สามารถย่อยอาหารได้ดี แต่บางคนก็อาจจะจับลูกเรอจนอายุ 6-7 เดือนก็ได้ค่ะ แต่ส่วนมากถ้าลูกเริ่มพลิกคว่ำเองได้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องคอยไล่ลม💨ให้ทุกๆมื้อนะคะ จับลูกเรอหลังกินนม✨อุ้มพาดบ่าการอุ้มพาดบ่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด โดยคุณแม่👩สามารถเอาผ้าอ้อมมารองที่บ่าและจับอุ้มลูกขึ้นมาพาด และลูบที่หลังเบาๆ ประมาณ 5-10 นาที ลูกน้อยก็จะเรอออกมาอัตโนมัติค่ะ✨อุ้มลูกนั่งสามารถทำได้โดยใช้มือประคองหน้าอกและคอด้านหน้าเอาไว้ และใช้มืออีกข้างลูบหลังลงเบาๆ ประมาณ 5-10 นาทีเช่นกันค่ะ 🙂✨วางบนหน้าตักให้จัดวางลูกให้อยู่ในท่านอนคว่ำ โดยให้หน้าอกบริเวณลิ้นปี่ของลูกอยู่บนหน้าขาของคุณแม่ ซึ่งคุณแม่จะต้องนั่งท่าชันเข่าบนเก้าอี้🪑 และมือประคองช่วงไหล่ของเจ้าตัวเล็ก ส่วนอีกมือหนึ่งให้ลูบบริเวณหลังของเจ้าตัวเล็กเบาๆ ก็จะเป็นอีกท่าหนึ่งที่สามารถช่วยไล่ลมให้ลูกได้ค่ะ Q&A อื่นๆ✨กลางคืนยังต้องจับลูกเรอไหม?แม้ว่าจะให้นมลูกในช่วงตอนกลางคืน คุณแม่👩ก็ต้องจับลูกให้เรอเช่นเดียวกันค่ะ เพราะหากไม่จับลูกมาเรอก็อาจทำให้ลมค้างอยู่ในท้องจนทำให้ปวดท้องและร้องไห้รบกวนกันไปใหญ่เลยค่ะ✨ไม่อยากให้ลูกลมผ่านเข้าท้องเยอะทำอย่างไร?ทั้งนี้ทั้งนั้นหากให้ลูกน้อยทานนมจากเต้าก็จะทำให้โอกาสลมผ่านเข้ามาในท้องน้อยกว่าทานจากขวดนม🍼ค่ะ ดังนั้นหากอยากให้ลูกนอนได้นอนอย่างสบาย การให้นมจากเต้าอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่านะคะ✨หากอุ้มให้เรอเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเรอสักทีควรทำอย่างไรดี?คุณแม่อาจต้องลองเปลี่ยนท่าจับเรอจากท่าก่อนหน้านี้ แต่หากเปลี่ยนท่าแล้วก็ยังไม่ยอมเรอจริงๆ คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตดูว่าลูก👶ท้องอืดหรือไม่ หรือว่าดูปกติดี เพราะบางมื้ออาจจะไม่ได้มีลมในกระเพาะเยอะลูกก็เลยไม่เรอค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.