Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ7-9 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

👉 List บทความ7-9 เดือน

Content Image

การขลิบในเด็กชาย เป็นประโยชน์จริงหรือไม่

     คุณผู้อ่านเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “การขลิบ” ไหมคะ เชื่อว่าบางท่านอาจเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกันมาในแง่ของหนึ่งในกระบวนการทางศาสนา สำหรับบางศาสนานั้น เด็กผู้ชายจำเป็นต้องขลิบหรือตัดหนังหุ้มบริเวณปลายอวัยวะเพศชายออก แต่เด็กผู้ชายจนไปถึงคุณผู้ชายบางคน ก็เลือกที่จะทำการขลิบเช่นเดียวกันทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุผลทางด้านศาสนา วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงเหตุผลและที่มาที่ไปทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการขลิบ เพื่อใช้เป็นแนวทางการตัดสินใจในกรณีที่มีเจ้าตัวน้อยเป็นเด็กผู้ชายในอนาคตค่ะ แต่ก่อนอื่น เราไปรับรู้ถึงความสำคัญของเจ้าหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายกันก่อนดีกว่าค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย👉ปกป้องปลายองคชาติจากการเสียดสีหรือการกระแทกแรงๆไม่ให้บาดเจ็บ👉ปกป้องปลายท่อปัสสาวะภายในองคชาติจากการเสียดสีเนื้อผ้าในระหว่างที่ใส่ชั้นในสาเหตุทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กชายที่จำเป็นต้องทำการขลิบ✨สารคัดหลั่งใต้หนังหุ้มอวัยวะเพศสะสมและเกาะตัวกันเป็นก้อนสีขาว✨เจ็บปลายอวัยวะเพศขณะปัสสาวะ จนทำให้ปัสสาวะได้ลำบาก✨บริเวณอวัยวะเพศ รวมถึงส่วนใดก็ตามในระบบปัสสาวะติดเชื้อก่อโรค✨เคยรูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศลงแล้วรูดกลับขึ้นไม่ได้✨รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเพื่อทำความสะอาดไม่ได้เลย หรือรูดได้ไม่เต็มที่ หนังหุ้มปลายรัดองคชาติมากเกินไป อาจทำให้บวมและรู้สึกเจ็บได้ข้อดีของการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย✅ดูแลรักษาความสะอาดได้ง่ายขึ้น ลดการหมักหมมของสารคัดหลั่ง ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์อันเกิดจากการสะสมของสารคัดหลั่ง✅ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อโรคจากปลายทางเดินปัสสาวะ ทำให้ติดเชื้อไปสู่ทางเดินปัสสาวะส่วนอื่นๆ✅ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคะเร็งองคชาติ ซึ่งมาจากการสะสมของสารคัดหลั่งเช่นเดียวกัน✅ป้องกันภาวะหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศตีบตันข้อเสียของการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย❎อาจไม่เป็นที่พึงพอใจด้านความสวยงามภายนอกหลังทำการขลิบ❎ในอนาตคต บริเวณปลายองคชาติของเด็กชายอาจไวต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกเท่าเดิม เนื่องจากบริเวณปลายองคชาติถูกเสียดสีกับเสื้อผ้าโดยตรง นานวันไปอาจทำให้ผิวส่วนนั้นด้าน และบริเวณรูท่อปัสสาวที่อยู่ส่วนปลายขององคชาติที่ถูกเสียดสีกับผ้าบ่อยๆอาจเกิดการอักเสบและตีบลงได้❎หากตัดบริเวณหนังหุ้มปลายออกไปไม่เหมาะสม หากตัดมากเกินไป ในอนาคตจะทำให้รู้สึกเจ็บเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัว แต่หากตัดน้อยเกินไปก็เหมือนการขลิบออกไม่หมด ได้รับประโยชน์ของการขลิบไม่เต็มที่เท่าที่ควร อาจต้องทำการขลิบเพิ่มในอนาคตค่ะสามารถพาลูกขลิบได้ตอนไหน✨ช่วงแรกเกิดของทารก ประมาณ 1-2 วันแรกหลังคลอดจากครรภ์ของคุณแม่✨ทารกอายุ 2 เดือนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 6 ปีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นการติดเชื้อบริเวณแผลที่ทำการขลิบ มีเลือดออก🩸บางรายอาจมีอาการแพ้ยาชาปลายองคชาติบาดเจ็ดแผลหลังผ่าตัดอาจบวมนูน ไม่สวยงามถ้ามีภาวะเหล่านี้ ไม่ควรขลิบ!เด็กที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดเด็กที่มีความผิดปกติบางอยางเกี่ยวกับอวัยวะเพศ เช่น เด็กชายที่มีภาวะท่อปัสสาวะต่ำกว่าปกติ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้รับรู้ถึงข้อดีข้อเสียของการขลิบปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศชายกันแล้วนะคะ จะเห็นว่าการขลิบนั้นเป็นเพียงทางเลือก ไม่จำเป็นว่าเด็กผู้ชายทุกคนควรทำ เพราะคนที่ไม่ทำและมีอวัยวะเพศที่ปกติ ก็สามารถดูแลความสะอาด ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อโรคบริเวณอวัยวะเพศได้เช่นกัน🦠 ดังนั้น คุณผู้ปกครองควรใช้วิจารณญาณควบคู่ไปกับการรับคำปรึกษา คำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนตัดสินใจพาเจ้าตัวน้อยไปขลิบค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

วิธีเลือกซื้อผ้าห่มสำหรับลูก เนื้อผ้าแบบไหนเหมาะสำหรับผิวเด็ก

     ผ้าห่มนั้นจัดว่าเป็นสิ่งของสำคัญที่ใช้ในการปกคลุมตัวทารกให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงนอนหลับ😴 อีกทั้งยังเป็นการช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยจากการสัมผัสอากาศเย็นได้ด้วย วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่มาทราบถึงวิธีการเลือกซื้อผ้าห่มสำหรับลูกน้อยให้ห่มแล้วไม่อึดอัด หลับได้สบาย เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️หลักเกณฑ์ในการเลือกผ้าห่มสำหรับเด็ก มีดังนี้✨เลือกตามจุดประสงค์ของการใช้งานผ้าห่มสำหรับห่อตัว : สำหรับทารกแรกเกิดจนไปถึงอายุ 1 เดือน👶 คุณแม่ควรเลือกผ้าห่อตัวที่มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน และสามารถคลุมศีรษะที่บอบบางของทารกได้ เนื้อผ้าคนเป็นลักษณะเนื้อผ้าที่นุ่มเบา ไม่หนา และไม่เป็นผ้าเนื้อสาก ผ้าห่มสำหรับห่มนอน : ผ้าห่มเด็กสามารถมีสีสันสดใสดีไซน์น่ารักและมีลักษณะเนื้อผ้าที่มีความนุ่มและอ่อนโยนต่อผิวเด็ก อีกทั้งควรเป็นผ้าที่สามารถป้องกันไรฝุ่น🦠 เพื่อลดปัญหาการเกิดโรคภูมิแพ้ หรืออาการทางเดินหายใจที่มีสาเหตุหลักมาจากไรฝุ่นได้✨เลือกวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติผ้าคอตตอน (Cotton) : ผ้าคอตตอน☁️จะมีลักษณะเส้นใยที่นุ่ม บางเบา และสามารถระบายความร้อนและความอับชื้นได้อย่างดี อีกทั้งยังทนทานต่อการใช้งาน เพราะถึงแม้จะซักบ่อยแค่ไหนผ้าก็จะไม่ค่อยเป็นขุยหลังจากซัก และยังสามารถลดอาการระคายเคืองผิวต่อลูกได้และยังรวมไปถึงหลักเกณฑ์เหล่านี้อีกด้วย✨เลือกผ้าห่มที่เย็บขอบมุมเรียบร้อยคุณแม่ควรเลือกใช้ผ้าห่มที่มีการออกแบบและการเย็บที่ปราณีต ไม่มีชิ้นส่วนหรือปลายผ้าหลุดลุ่ยออกมา เพราะชิ้นส่วนที่หลุดลุ่ยออกมานั้นอาจก่อให้เกิดการสะสมของละอองฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆที่สามารถไปก่อภูมิแพ้ ทำให้ลูกเกิดอาการหายใจไม่ออก และอย่างอันตรายที่ลูกจะเผลอดึงเส้นผ้าเหล่านั้นเข้าปากได้ อาจทำให้อันตรายถึงขั้นติดคอ🤢จนเสียชีวิต✨เลือกให้เหมาะสมกับรูปร่างของเด็ก             คุณแม่ควรเลือกซื้อขนาดของผ้าห่มที่เหมาะสำหรับขนาดตัวของลูก โดยเลือกซื้อผ้าห่มที่สามารถคุมตัวลูกได้อย่างมิดชิด ไม่มีส่วนไหนของร่างกายยื่นออกมาขณะห่มผ้า และผ้าห่มนั้นยังต้องสามารถทำให้ร่างกายลูกอบอุ่นได้ขณะนอนหลับ💤      ผ้าห่มที่ดีและเหมาะสมสำหรับลูกนั้นควรเป็นผ้าห่มที่มีลักษณะเนื้อผ้าที่นุ่มสบาย ไร้ฝุ่น ทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย และนอนหลับได้อย่างสนิทในช่วงกลางคืน🌌 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรไม่ควรมองข้ามการเลือกผ้าห่มที่เหมาะสมสำหรับเจ้าตัวน้อย

Content Image

โรคซางในเด็กเกิดขึ้นจากอะไรนะ?

เราจะสามารถพบโรคซางในเด็กเล็กโดยเด็กจะมีไข้🌡️ ซึ่งมีสาเหตุที่เด็กเกิดการขาดสารอาหารจนทำให้เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน มีอาการเบื่ออาหาร ทานน้อย หากเป็นหนักก็จะมีไข้ ซึ่งโรคซางในเด็กเล็กนั้นมีสาเหตุและมีวิธีรับมืออย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กโรคซางคืออะไร?โรคซาง คือ โรคที่มักพบในเด็กที่ขาดสารอาหาร🍲 แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอาการร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็กได้ ซึ่งจะมีอาการอย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ อาการของโรคซาง✨ช่องปากมีแผลหรือเม็ด✨บริเวณลิ้น👅และโคนลิ้นมีการเกิดของฝ้า✨น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด✨มือเท้าเย็น🦶✨มีผื่นขึ้นตามตัวในบางราย✨มีลักษณะพุงโรก้นปอด✨ทารกมีเหงื่อ💦ออกมากกว่าปกติ✨เบื่ออาหาร ไม่ทานนมและข้าว✨ปวดศีรษะ✨มีไข้สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กสาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กมักจะเกิดมาจากการขาดความเข้าใจในการให้อาหารลูกน้อยอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการที่ลูกน้อยควรได้รับดังนี้✨ในช่วง 6 เดือนแรก ทารกได้รับนมแม่🍼ไม่เพียงพอ✨มีการให้นมผสมอย่างไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ปริมาณ ชนิดนม หรือวิธีผสมที่ไม่เหมาะกับลูกน้อย✨เริ่มให้ลูกทานอาหารเสริมเร็วหรือช้าเกินไป✨เกิดจากความยากจน จนไม่สามารถหาอาหารประเภทโปรตีนเช่น เนื้อ🍖 นม ให้ลูกทานได้อย่างเพียงพอ ✨เมื่อเด็กป่วยก็จะเบื่ออาหาร รวมถึงมีการย่อยและการดูดซึมบกพร่องทำให้ได้อาหารน้อยลงไปอีก✨ให้ลูกทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์🍬 กินจุกจิก ทำให้อิ่มจากขนมและไม่ยอมทานอาหารมื้อหลักผู้ปกครองสามารถดูแลและป้องกันได้ตามนี้✨ นมแม่เป็นแหล่งอาหาร และจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ลูกจนถึงตอนโต ดังนั้นควรให้ลูกทานนมแม่มากกว่า 6 เดือน✨ ฝึกนิสัยการกินที่ดีให้กับลูก ฝึกให้ลูกกินเป็นเวลา⏲️นั่งเรียบร้อยอยู่กับที่ ไม่กินไปเล่นไป ไม่กินจุบจิบก่อนถึงมื้อหลัก✨ สอนให้ลูกทานอาหารให้เป็นเวลา นั่งอยู่กับที่ และไม่ทานของทานเล่นก่อนถึงมื้ออาหารหลัก✨ ควรให้ลูกทานอาหารเสริม🍲 ให้เหมาะสมกับวัยของลูก โดยเมื่อลูกเข้าสู่อายุ 6 เดือนก็สามารถเริ่มให้ลูกทานได้ดีละน้อย โดยค่อยๆ เพิ่มความหลากหลาย เพิ่มความหยาบ และไม่ควรไปบังคับให้ลูกกิน และพยายามจูงใจลูกด้วยวิธีต่างๆแทน ✨ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาถ่ายพยาธิแก่เด็ก👶หากเด็กมีอาการพุงโรก้นปอดจากการมีพยาธิในลำไส้ เพื่อกำจัดพยาธิที่กำลังแย่งสารอาหารจากเด็กไปโรคซางนั้นนอกจากจะทำให้เด็กมีกล้ามเนื้อลีบไม่แข็งแรงผอมแห้งแล้ว ระบบทางเดินหายใจ ระบบขับถ่ายก็ยังถูกส่งผลกระทบ และยังมีพัฒนาการที่ช้าอีกด้วย ซึ่งผู้ปกครองสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยการดูแลการกินให้ลูกน้อย เท่านี้ก็สามารถทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงได้แล้วค่ะ 

Content Image

ทำยังไงถ้าลูกขาโก่ง

     ภาวะหรืออาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ในเจ้าตัวน้อยหลายคนอย่างอาการ 'ขาโก่ง' 🦵นั้น คงสร้างความลำบากใจให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย ภาวะนี้มีสาเหตุมาจากอะไร เกิดขึ้นแล้วมีความเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเองมากน้อยแค่ไหน ในอนาคตมีโอกาสหายได้เองหรือไม่ ผู้ปกครองสามารถรักษาได้เองหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️รู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนเรียกขาโก่งภาวะขาโก่งนั้นถูกระบุความหมายโดนชัดเจนไว้ว่า เป็นภาวะที่ลักษณะขาท่อนล่าง🦵ของเด็กนั้นมีความงอจนทำมุมกับขาท่อนบน (แม้จะยืนตรงๆ) จนดูเหมือนมีลักษณะบิดออกด้านนอกหรือบิดเข้าด้านใน ภาวะนี้มักพบหรือสังเกตได้ง่ายในเด็กเล็ก👶 ผู้ปกครองส่วนมากมักสังเกตได้ในช่วงที่เจ้าตัวน้อยมีอายุประมาณ 1 ขวบซึ่งเป็นช่วงพึ่งหัดเดิน🚶‍♂️นั่นเอง อาการขาโก่งนั้นไม่ได้🙅‍♀️บ่งบอกว่าลูกของเรากำลังเป็นโรคหรือมีความผิดปกติของร่างกายได้เพียงอย่างเดียว เพราะอันที่จริงแล้วเด็กอาจมีภาวะขาโก่งที่มาจากการเติบโตโดยธรรมชาติได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามวัย แต่ก็มีอาการขาโก่งที่นับว่าเป็นโรคเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นอาการขาโก่งจากการที่เนื้อเยื่อมีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติค่ะอาการขาโก่งแบบธรรมชาติ1️⃣สำหรับเด็กเล็กในช่วง 0-2 ปีแรก🚼 แทบทุกคนนั้นจะมีลักษณะกระดูกขาที่โก่งออกไปภายนอกเป็นปกติค่ะ เพราะเป็นท่าทางเดิมจากตอนที่อยู่ในครรภ์🤰 ประกอบกับเป็นท่าทางที่จะช่วยให้เด็กที่พึ่งเริ่มหัดยืนหรือหัดเดิน สามารถรักษาสมดุลการทรงตัวได้ง่ายที่สุด2️⃣สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาเล็กน้อย👶 มีอายุอยู่ในช่วง 2-5 ปี ขาที่ค่อนข้างโก่งจะบิดกลับมาเข้าด้านในมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้นของอาการขาโก่งโดยธรรมชาติค่ะ3️⃣สำหรับเด็กที่มีอายุมากขึ้น👦 มีช่วงอายุระหว่าง 4-7 ปี คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่าเด็กกลับมามีอาการขาโก่งอีกรอบ แต่รอบนี้เป็นลักษณะโก่งเข้าด้านในเล็กน้อยค่ะ4️⃣สำหรับเด็กที่ค่อนข้างโตแล้ว👨 หรือเด็กที่สามารถเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ได้อย่างเหมาะสม คล่องแคล่ว และมั่นคง ซึ่งก็คือเด็กที่มีอายุในช่วง 7 ปีขึ้นไปนั่นเอง แนวโน้มของขาที่โก่งเข้าไปด้านในจะมีความตรงขึ้น จนลักษณะขาโก่งนั้นหายไป มีท่อนขาที่เป็นแนวตรงในที่สุดค่ะอาการขาโก่งแบบเป็นโรคสังเกตได้อย่างไรวิธีการสังเกตลูกขาโก่งแบบเป็นโรค 👉ตามที่กล่าวไปก่อนหน้าว่า เด็กๆจะหายจากอาการขาโก่งได้เองเมื่อมีอายุประมาณ 7 ปีขึ้นไป แต่อันที่จริงแล้วแนวโน้มของอาการขาโก่งควรจะดีขึ้น พูดง่ายๆคือมันควรจะดูตรงขึ้นตั้งแต่ตอนที่เด็กมีอายุประมาณ 2 ปีค่ะ ดังนั้นหากเจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่👫ไม่มีทีท่าว่าอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเลย อาจเป็นสัญญาณผิดปกติของการเจริญเติบโตในร่างกายเด็กได้ค่ะ👉ปกติแล้วหากเด็กขาโก่งแบบธรรมชาติ ขาควรจะมีลักษณะโก่งเท่ากัน🦵หรือพอๆกันทั้ง 2 ข้าง ดังนั้นหากเจ้าตัวน้อยมีอาการโก่งข้างเดียว หรือโก่งทั้ง 2 ข้างแต่ระดับความโก่งไม่เท่ากันอย่างสังเกตได้ชัดเจน ก็อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของการเจริญเติบโตได้เช่นกันค่ะ👉หากเจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีภาวะขาโก่งร่วมกับภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน🐖 ก็จะมีความเสี่ยงสูงค่ะที่จะเป็นโรคขาโก่งแบบผิดปกติ👉สำหรับเจ้าตัวน้อยบางคนที่เริ่มเดินได้🚶‍♂️เร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะขาโก่งแบบเป็นโรคเช่นเดียวกันค่ะสามารถดัดขาให้หายโก่งด้วยตนเองได้หรือไม่ต้องขอยืนยันว่าไม่ได้และไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ🙅‍♀️ เนื่องจากการดัดขาโดยผู้ที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเชิงกายภาพบำบัดจะก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อเด็ก สร้างอันตรายต่ออวัยวะในร่างกายเด็กได้ ซึ่งอาจร้ายแรงจนถึงกระดูกหัก🦴เลยค่ะ     ในด้านของความเชื่อสมัยก่อนที่ยังส่งต่อมาถึงตอนนี้ อย่างความเชื่อที่ว่า ถ้าให้ลูกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วลูกจะขาโก่ง หรือการอุ้มเด็กในลักษณะเข้าสะเอว🤱จะทำให้เด็กขาโก่งนั้น ณ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนว่าจะทำให้ขาโก่งจริง เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวลนะคะ ตามที่กล่าวไปเลยค่ะ ว่าเมื่อเด็กโตขึ้นอาการขาโก่งก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง แต่หากไม่ดีขึ้นผู้ปกครองควรพาเด็กเข้าตรวจร่างกายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️โดยทันทีค่ะ

Content Image

พาเด็กอ่อนออกไปเที่ยวนอกบ้าน แม่ต้องเตรียมของเหล่านี้!

     พอถึงช่วงเทศกาลวันหยุดคุณแม่หลายๆท่านคงอยากจะพาเจ้าตัวน้อยออกไปเที่ยวกันบ้างใช่ไหมคะ การที่คุณแม่ได้พาลูกออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก🏞️ เปรียบเสมือนเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวและยังเป็นการให้ลูกได้มีประสบการณ์ใหม่ๆในการเจอผู้คนและสิ่งรอบตัว แต่ละครั้งที่คุณแม่จะพาเด็กอ่อนออกไปนอกบ้านควรเตรียมของใช้อะไรบ้าง วันนี้เราจะไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️อุปกรณ์ที่คุณแม่ควรเตรียมเมื่อจะพาเจ้าตัวน้อยออกไปข้างนอก มีดังนี้✨ขวดนมขวดนม🍼ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดเมื่อต้องพาเจ้าตัวน้อยออกไปนอกบ้าน เพราะเด็กอ่อนยังต้องกินนมอยู่ทั้งวัน คุณแม่สามารถปั๊มนมใส่ซองไปเผื่อได้ หรือหากว่าลูกกินนมแม่ ก็สามารถให้ลูกดื่มนมจากเต้าตัวเองได้เลยค่ะ✨ขวดน้ำเมื่อดื่มนมแล้วก็ควรจะดื่มน้ำเปล่าตาม ยิ่งเฉพาะในช่วงที่ลูกออกไปข้างนอกแล้วเผชิญกับอากาศร้อน เด็กจะมีอาการเสียเหงื่อได้ง่ายและหิวน้ำ💧 อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กงอแง เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรไม่ลืมการพกขวดน้ำติดตัวอยู่เสมอค่ะ✨ผ้าอ้อมผ้าอ้อมสำเร็จรูปถือว่าเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่คุณแม่ไม่ควรลืมเด็ดขาด คุณแม่ควรเตรียมจำนวนผ้าอ้อมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ออกไปข้างนอก เพราะลูกอาจจะมีการขับถ่าย💩อยู่บ่อยๆ ดังนั้นอาจจะพกไปซัก 3-6 ชิ้นเพื่อเปลี่ยนผ้าอ้อมระหว่างวัน ✨อาหารเมื่อออกไปข้างนอกแล้วลูกอาจจะมีอาการหิวระหว่างวัน ดังนั้นคุณแม่ควรเตรียมอาหาร🥣สำหรับเด็กไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งแนะนำให้เป็นอาหารที่คุณแม่ทำเองจะดีกว่าอาหารสำเร็จรูป เพราะอาหารที่คุณแม่ทำเองจะมีความสด สะอาดและปลอดภัยต่อลูกน้อยค่ะ✨กระเป๋าเก็บความร้อนหรือเย็นหากคุณแม่ต้องพกถุงเก็บน้ำนมไปด้วย ก็อย่าลืมเตรียมกระเป๋าเก็บความเย็นไปเผื่อด้วยนะ เพราะกระเป๋าเก็บความเย็นนี้มีหน้าที่ช่วยถนอมน้ำนม🍼ให้ไม่เสีย และสำหรับคุณแม่ที่พบนมผงก็ควรนำนมผงจะใส่ไว้ในกระเป๋าเก็บความร้อน เพื่อทำให้นมของเจ้าตัวน้อยอุ่นอยู่ตลอดเวลาและยังรวมไปถึงสิ่งของเหล่านี้ด้วย✨เสื้อผ้าสำรองในช่วงที่อยู่ข้างนอกอาจจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ เช่น ลูกอาจจะทำกิจกรรมต่างๆแล้วทำให้เสื้อผ้าเลอะเทอะสกปรก การนำชุดสำรอง🎽ไปจึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะคุณแม่สามารถเปลี่ยนชุดให้ลูกได้ทันที และลูกก็จะรู้สึกสบายตัวด้วยค่ะ✨ผ้าขนหนูผ้าขนหนูนั้นมีประโยชน์อย่างมากในการเช็ดสิ่งสกปรกและเหงื่อของลูกเมื่อลูกต้องเผชิญกับอากาศร้อน🥵 หรือแม้กระทั่งในบางเหตุการณ์ที่ลูกอาจทำอาหารเปื้อนตัวเอง✨ผ้าคลุมให้นมลูกสำหรับคุณแม่ที่ให้ลูกดื่มนมจากเต้า🤱 การมีผ้าคลุมให้นมลูกถือว่าเป็นไอเทมสำคัญที่คุณแม่ควรพกไปทุกครั้งเมื่อออกไปข้างนอก โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องให้นมลูกในที่สาธารณะ✨อุปกรณ์อาบน้ำต่างๆเมื่อลูกได้ออกไปเล่นข้างนอก ลูกอาจจะมีเนื้อตัวมอมแมมกลับมา ดังนั้นการเตรียมเครื่องอาบน้ำและโลชั่นพกไปด้วยจึงเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรละเลย เช่น แชมพู สบู่🧼 และครีมทาผิว🧴ไซส์พกพาที่ลูกสามารถใช้ได้เมื่อต้องการอาบน้ำ✨ของเล่นเวลาที่ลูกเกิดอาการงอแง ของเล่น🚂จะเป็นไอเทมสำคัญที่ทำให้ลูกกลับมายิ้มหัวเราะ และร่าเริงได้ คุณแม่ควรพกของเล่นชิ้นโปรด 2-3 ชิ้นของลูกไปด้วยนะคะ     สรุปว่านอกจากการเตรียมอุปกรณ์สำคัญก่อนพาลูกออกไปเที่ยวข้างนอกแล้ว คุณแม่ควรอย่าลืมการเตรียมตัวและใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของสถานที่ต่างๆที่จะพาลูกออกไปด้วยเป็นเด็ดขาด ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่แออัดหรือเสี่ยงต่อการที่จะทำให้ลูกไม่สบาย😷

Content Image

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กเป็นโรคที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกาย ความฉลาดและอารมณ์ของลูกน้อยและผู้ปกครองควรระวังและคอยสังเกตถึงอาการ  เพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสมสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง✨สาเหตุภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก หรือที่เรียกว่า Pediatric Obstructive Sleep Apnea เกิดจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้นระหว่างการนอนหลับ💤 มักมากับต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ที่ขยายใหญ่ขึ้น โดยปกติกล้ามเนื้อบริเวณคอของร่างกายจะคลายตัวขณะนอนหลับ ทำให้ช่องลำคอยวบตัว ส่งผลเดินหายใจที่แคบลง กลายเป็นกีดขวางอย่างสมบูรณ์จนเกิดภาวะขาดออกซิเจนระหว่างการนอนหลับ😮‍💨 ส่งผลต่อการนอนไม่เต็มที่ระหว่างการนอนหลับ และส่งผลให้มีพัฒนาการทางร่างกาย ความฉลาดและอารมณ์ที่ผิดปกติ✨ปัจจัยเสี่ยงสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการแพ้หรือการเป็นหวัดซ้ำๆ ในเด็ก🤧โดยจากงานวิจัยพบว่า ร้อยละ1-5ของประชากรพบการเกิดโรคนี้ รวมถึง ร้อยละ 4-12 ของเด็กอายุ 2-6ปีพบอาการนอนกรนชนิดไม่หยุดหายใจ แต่เนื่องจากว่าอาการกรนนั้นเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการนอนหยุดหายใจดังนั้นควรรีบพาลูกมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คจะดีกว่าค่ะอาการและการตรวจวินิจฉัย✨อาการในระหว่างวัน เด็กมักจะอ้าปากเพื่อหายใจและหอบ ซึ่งอาจมีอาการน้ำมูกไหลหรือคัดจมูก🤧 รวมถึงเด็กที่อดนอนจะมีปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ และแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในบางคนเด็กบางคนจะกรนบ่อยครั้งในเวลากลางคืน💤 เมื่อนอนหลับลึก เสียงก็จะดังขึ้น จะมีการหายใจลำบาก มีการดิ้นไปมา และมักจะเปลี่ยนท่านอน รวมถึงอาจมีการฉี่รดที่นอน และเมื่ออยู่ในท่าหงายอาการจะแย่ลง ✨การตรวจวินิจฉัยแพทย์👩‍⚕️จะซักประวัติของลูกน้อยและทำการตรวจร่างกาย หากสงสัยว่าต่อมอะดีนอยด์โต แพทย์จะตรวจเพิ่มเติมโดยใช้การเอ็กซ์เรย์ หากโตพออาจมีการส่องกล้องเพื่อตรวจจมูก โดยหากลูกมีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไปอาจเตรียมเพิ่มเติมด้วยการตรวจการนอนหลับ (sleep test) การรักษาและการป้องกัน✨การรักษาการรักษาแบบมาตรฐานและได้ผลดีมากที่สุด คือการผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์ เพื่อให้ทางเดินหายใจ😮‍💨กว้างขึ้น กำจัดแหล่งสะสมของเชื้อโรคในจมูกการผ่าตัดนี้มีความปลอดภัยและเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนน้อย ในกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้ หรือไม่มีต่อมอดีนอยด์หรือทอนซิลโต หรือเด็กที่อ้วนมาก อาจใช้เครื่องช่วยหายใจขณะหลับ💤ในกรณีที่ไม่ได้มีอาการรุนแรงมากแพทย์อาจขอเฝ้าติดตามอาการ และประเมินการนอนหลับทุกๆ 6 เดือน หรือหากมีอาการรุนแรงขึ้นอาจทำการประเมินถี่ขึ้นการดูแลสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญโดยลูกไม่ควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ😶‍🌫️ ควันบุหรี่ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ ✨การป้องกันหากลูกน้อยเป็นโรคภูมิแพ้ คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบคุณหมอ👩‍⚕️เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง และควรหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำและรอจนลูกน้อยมีอายุ 8 ขวบขึ้นไปเพื่อป้องกันการเป็นหวัดเรื้อรังให้ลูกมีภูมิต้านทานก่อนนะคะ 

Content Image

น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไป ใช้ซักผ้าเด็กได้ไหม?

     คุณผู้อ่านหลายๆท่านคงเคยได้ยินหรือเคยรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก👶มาบ้างใช่ไหมคะ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆสำหรับเด็กมักมีจุดประสงค์ที่มีความเฉพาะตัว วันนี้บทความของเราก็จะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่งสำหรับเด็ก นั่นก็คือน้ำยาปรับผ้านุ่มนั่นเอง🧴 น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กจะแตกต่างกับน้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปหรือไม่ ใช้แบบทั่วไปแทนได้หรือไม่ หรือทำไมจึงต้องใช้ของเด็กโดยเฉพาะ เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำไมจึงต้องมีน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กโดยเฉพาะ    อย่างที่เราต่างทราบกันดีว่าร่างกายของเจ้าตัวน้อย ระบบอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายในร่างกายหรือภายนอกร่างกาย ล้วนแล้วแต่มีความบอบบาง🍃และอ่อนไหวกว่าวัยผู้ใหญ่ทั้งสิ้น รวมไปถึงอวัยวะปกคลุมร่างกายอย่างผิวหนังด้วย พูดง่ายๆก็คือ ในการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มชนิดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ที่ปริมาณเดียวกันและความเข้มข้นเท่ากัน เด็กก็ยังมีโอกาสแพ้😷น้ำยาปรับผ้านุ่มมากกว่าผู้ใหญ่ค่ะน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กต่างจากแบบทั่วไปอย่างไร👉ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กมักใช้ส่วนผสมที่มีความอ่อนโยนกับผู้ใช้งานมากกว่าด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลดความเข้มข้นของสารเคมีที่มีแนวโน้มตกค้างแล้วก่ออันตรายลง☠️ หรือเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติเข้ามาทดแทนการใช้สารสังเคราะห์ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะปลอดภัยมากขึ้นหรือมีความออแกนิค☘️มากขึ้นนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตรายหลงเหลืออยู่เลยนะคะ เพราะในกระบวนการผลิตก็ยังต้องใช้สารเคมีต่างๆเป็นองค์ประกอบในการสกัดและสังเคราะห์ในปริมาณที่คอนข้างมากอยู่ดี เพียงแต่ว่าผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มที่จะก่ออันตรายน้อยลงค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กนั้นปราศจากการใช้สารในกลุ่มฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งก่อให้เกิดความเป็นพิษ☠️และความระคายเคืองกับหลายๆระบบ ทั้งระบบผิวหนังและระบบหายใจ🙊เมื่อได้รับการสูดดม👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กลดการใส่สีสังเคราะห์🎨เพื่อเพิ่มความสวยงาม และลดการใส่น้ำหอมเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เนื่องจากเป็นกลุ่มสารที่ไม่ได้มีความจำเป็นในแง่ของการใช้งานค่ะ หากลดสารในกลุ่มเหล่านี้ลงก็จะเป็นลดโอกาสที่เด็กจะแพ้สารองค์ประกอบในน้ำยาปรับผ้านุ่มค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กมักใช้สารองค์ประกอบที่ค่อนข้างซักล้างออกง่าย🧼 อาจเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่สังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ให้ล้างออกง่ายโดยเฉพาะ หรือเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ☘️ ทำให้ซักล้างง่าย ลดปริมาณและความเข้มข้นของสารตกค้างในเส้นใยผ้า จึงเป็นการลดโอกาสในการแพ้น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กไปในตัวค่ะ👉น้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กออกแบบมาเพื่อลดความสากหรือความหยาบกร้านของเส้นใยเนื้อผ้า👕 ทำให้เนื้อผ้ามีความอ่อนโยนกับผิวของเจ้าตัวน้อยมากขึ้น ลดโอกาสในการเกิดความระคายเคืองจากการที่ผิวหนังต้องเสียดสีกับเส้นใยผ้าทั้งวันค่ะความเสี่ยงหากใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปกับเสื้อผ้าเด็กเนื่องจากน้ำยาปรับผ้านุ่ม🧴สูตรทั่วไปนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองจุดประสงค์ในด้านความอ่อนโยนต่อผิวโดยเฉพาะ และทุกครั้งที่มีการใช้งานนั้น ล้วนมีโอกาสที่จะเกิดสารตกค้างในเนื้อผ้าอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะคิดว่าเสื้อผ้าผ่านการซักล้างมาดีเพียงใด เมื่อสารตกค้างนั้นไม่ได้ถูกออกแบบหรือถูกสังเคราะห์มาให้มีความอ่อนโยนต่อร่างกาย เจ้าตัวน้อยจึงมีโอกาสแพ้ค่ะ😷💫อาการแพ้น้ำยาปรับผ้านุ่มที่สังเกตได้เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเสื้อผ้า สารตกค้างในน้ำยาปรับผ้านุ่มจะมีโอกาสสัมผัสกับผิวหนังของเด็กโดยตรง ดังนั้นระบบที่มีโอกาสจะตอบสนองเป็นระบบแรกๆก็คือระบบผิวหนังนั่นเองค่ะ เจ้าตัวน้อยมักจะมีผื่นแดง🥴ขึ้นตามร่างกายอย่างชัดเจนค่ะอวัยวะภายนอกเริ่มบวม ไม่ว่าจะเป็นบวมเพราะระคายเคืองที่ผื่นขึ้นแล้วเกาควบคู่ หรือเป็นการบวมจากปฏิกิริยาภายในร่างกายเองก็ตาม แต่อาการบวมจะสังเกตได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบวมตามผิวหนังจนทำให้ทั้งแขนทั้งขา🦵ดูบวม หรือบวมตามใบหน้า บวมที่ดวงตา👁️ก็เกิดขึ้นได้ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเพื่อเด็ก👶อย่างน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเด็กกันแล้วนะคะ ดังนั้นหากจะถามว่า แล้วจริงๆแล้วสามารถใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทั่วไปแทนได้หรือไม่ บทความของเราขออนุญาตไม่แนะนำแล้วกันค่ะ เพราะเป็นการแลกกับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพของเจ้าตัวน้อยมากเกินไป อย่างไรก็ตามแม้คุณพ่อคุณแม่จะใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม🧴สำหรับเด็กแล้ว เจ้าตัวน้อยก็ยังมีโอกาสแพ้อยู่ดี ดังนั้นผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตว่าลูกของเราสามารถใช้น้ำยายี่ห้อใดได้ ไม่เกิดอาการแพ้ และหากแพ้ควรพาเจ้าตัวน้อยเข้ารับการดูแลจากแพทย์👨‍⚕️ทันที ไม่ควรมองข้ามหรือคิดว่าจะหายเองได้ค่ะ

Content Image

เครื่องนึ่งขวดนมจำเป็นหรือไม่? ควรซื้อใหม?

     คุณแม่มือใหม่ทุกท่านคงมีความกังวลเกี่ยวกับความสะอาดของขวดนม🍼ลูกน้อยเป็นอย่างมาก เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวัน หากคุณแม่ทำความสะอาดขวดนมได้ไม่ดีพออาจจะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลต่อสุขภาพของลูกน้อย👶ได้ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแม่ได้ทราบถึงวิธีการเลือกซื้อและใช้เครื่องนึ่งขวดนม และทางเลือกในการฆ่าเชื้อสำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเครื่องนึ่งขวดนมมาให้ฟังค่ะวิธีการเลือกซื้อเครื่องนึ่งขวดนมพิจารณาตามฟังก์ชันการใช้งานเครื่องนึ่งขวดนมหลายๆ แบรนด์นั้นมาพร้อมกับฟังก์ชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อคุณแม่ เช่น ฟังก์ชันเสียงเตือน🔊 เมื่อเครื่องทำงานเสร็จ ฟังก์ชันฆ่าเชื้ออัตโนมัติทุกๆ 2 ชั่วโมงหลังใช้งาน เป็นต้น ฟังก์ชันเหล่านี้สามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณแม่ได้มากทีเดียวค่ะพิจารณาตามจำนวนของขวดนมนอกจากฟังก์ชันการใช้งานแล้ว คุณแม่ต้องพิจารณาถึงความจุและไซส์ของเครื่องนึ่งขวดนมด้วย โดยทั่วไปไซส์ของเครื่องนึ่งขวดนมจะมีตั้งแต่สำหรับ 2-8 ขวด สำหรับคุณแม่ที่ให้นมผงอย่างเดียวนั้นจะต้องใช้ขวดนมประมาณวันละ 6 ขวด 🍼 ส่วนคุณแม่ที่ต้องปั๊มนมเอง🤱อาจจะต้องเลือกเครื่องนึ่งขวดนมที่มีขนาดพอดีกับเครื่องปั๊มนมที่ใช้อยู่ด้วยประเภทของเครื่องนึ่งขวดนมเครื่องนึ่งขวดนมแบบไฟฟ้าเป็นเครื่องนึ่งที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้โดยอาศัยความร้อน♨️จากไอน้ำ ทำให้คุณแม่ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เครื่องนึ่งชนิดนี้จะใช้เวลา 6-15 นาทีในการทำงาน ขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่นของแต่ละยี่ห้อ และหากปิดฝาไว้จะนำมาใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมงโดยปราศจากเชื้อโรค ถือว่าเป็นเครื่องนึ่งชนิดที่สะดวกที่สุดสำหรับคุณแม่ ในกรณีที่คุณแม่ต้องการฆ่าเชื้ออุปกรณ์พร้อมกันเป็นจำนวนมากเครื่องนึ่งขวดนมแบบไมโครเวฟ เครื่องนึ่งชนิดนี้จะอาศัยหลักการทำงานโดยการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย🦠 โดยอาศัยความร้อนเหมือนเครื่องนึ่งขวดนมแบบไฟฟ้า แต่บางเครื่องจะถูกออกแบบมาให้ใช้คู่กับน้ำยาฆ่าเชื้อขวดนม ใช้เวลาทำงานประมาณ 3-8 นาทีในการฆ่าเชื้อ ขึ้นอยู่กับจำนวนวัตต์และการทำงานของเครื่องนั้น สามารถคงความสามารถในการฆ่าเชื้อได้นานถึง 24 ชั่วโมงโดยการปิดฝาไว้ แต่ไม่สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ประเภทโลหะ🙅‍♀️ได้ทางเลือกในการฆ่าเชื้อสำหรับคุณแม่ที่ไม่มีเครื่องนึ่งขวดนมการฆ่าเชื้อด้วยน้ำร้อนถือเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่าย💰 สำหรับคุณแม่ คุณแม่สามารถเลือกใช้หม้อหรือกระทะที่สามารถใส่อุปกรณ์ให้นมแล้วต้มน้ำร้อนลงไปให้ท่วมอุปกรณ์ จับเวลาต้มประมาณ 10 นาที แล้วนำอุปกรณ์ขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนใช้งาน เพียงเท่านี้ขวดนมของลูกก็จะปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย การฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ คุณแม่สามารถใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดเม็ด นำมาละลายกับน้ำเย็นในภาชนะ หลังจากละลายน้ำแล้ว ให้นำอุปกรณ์ขวดนมมาแช่ไว้อย่างน้อย 30 นาที สังเกตให้แน่ใจว่าไม่มีฟองอากาศ🫧 ในขวดนมขณะแช่ ใช้ฝาปิดเพื่อให้อุปกรณ์ทุกชิ้นอยู่ในสารละลายตลอดระยะเวลาแช่ หลังจากนั้นนำอุปกรณ์มาล้าง🚿ด้วยน้ำต้มร้อนอีกครั้งแล้วจึงนำไปใช้งานได้ วิธีนี้มีข้อเสียคือสารละลายนั้นอาจจะทิ้งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์🙊 ต่อทารกและคุณแม่ต้องเปลี่ยนสารละลายใหม่ทุกๆ 24 ชั่วโมง     หลังจากคุณแม่ได้ทราบถึงข้อมูลและวิธีเลือกซื้ออุปกรณ์นึ่งขวดนมแล้ว จะเห็นได้ว่าเครื่องนึ่งขวดนมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกสบาย ช่วยประหยัดเวลา🕗ให้กับคุณแม่ได้อย่างมาก อีกทั้งยังเป็นการทำให้คุณแม่มั่นใจได้อีกว่าขวดนมของลูกนั้นสะอาดหมดจด💯 ปราศจากเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียที่อาจส่งผลต่อสุขอนามัยของลูกน้อย

Content Image

กรดไหลย้อนในทารกเป็นอย่างไร

  ในฐานะคุณพ่อและคุณแม่👫 สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักถึงปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อลูกน้อยของเรา ปัญหาที่พบบ่อยอย่างหนึ่งคือเรื่องกรดไหลย้อนในทารกค่ะ ซึ่งการทำความเข้าใจกับอาการ สาเหตุ และมาตรการป้องกันจะสามารถช่วยคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลลูกน้อยของเราได้นะคะ💁‍♀️กรดไหลย้อนในทารกเกิดจากอะไรสาเหตุหลักๆที่ทำให้เด็กทารกมีปัญหากรดไหลย้อนก็เกิดมาจากอาหารการกิน🍛ทั่วไปเลยค่ะ อาหารที่คุณพ่อคุณแม่เตรียมให้ลูกน้อยอาจจะไม่ถูกกับลูกทุกอย่างนะคะเพราะระบบย่อยอาหารของลูกยังไม่สมบูรณ์ ทารกมีระบบย่อยอาหารที่ยังไม่พัฒนา หรืออีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือพ่อแม่อาจจะป้อนอาหารหรือป้อนนม🍼ลูกในปริมาณที่มากเกินไปหรือไม่เหมาะสม การให้ลูกกินนมมากเกินไปหรือเร็วเกินไปอาจสร้างแรงกดดันต่อกระเพาะอาหาร ทำให้ของไหลย้อนเข้าไปในหลอดอาหารได้เช่นกันค่ะ💫อาการของกรดไหลย้อนในทารกการรับรู้ถึงอาการของกรดไหลย้อนในทารกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ที่ต้องทำความเข้าใจด้วยนะคะ สามารถสังเกตได้จากอาการในลักษณะต่างๆของลูกที่มีความผิดปกติ เช่น การถ่มน้ำลายหรืออาเจียนบ่อย🤮 ทารกที่เป็นโรคกรดไหลย้อนมักคายหรืออาเจียนอย่างแรง บางครั้งหลังจากกินนมไม่นานค่ะ บางกรณีลูกของเราอาจมีความหงุดหงิดและความจุกจิก กรดไหลย้อนอาจทำให้รู้สึกไม่สบายและเจ็บปวด ทำให้ทารกหงุดหงิดและงอแง😭มากขึ้นด้วยนะคะ และเด็กทารกบางคนก็อาจมีน้ำหนักขึ้นเกินมาตรฐานเพราะกรดไหลย้อนอาจรบกวนความสามารถในการกินนมอย่างเหมาะสมของลูกน้อย ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือกระทั่งน้ำหนักลดได้เช่นกันค่ะ อีกอย่างคือการโก่งหลัง ทารกที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอาจโก่งหลังในระหว่างหรือหลังการให้นม🤱 โดยพยายามบรรเทาอาการไม่สบาย อันนี้อาจมีอาการงอแงร่วมด้วยค่ะเพราะกรดไหลย้อนสามารถกระตุ้นให้ทารกร้องไห้เป็นเวลานานและไม่สามารถปลอบใจได้ สุดท้ายคืออาการไอหรือหายใจมีเสียงหวีด กรดในกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนสามารถทำให้คอและทางเดินหายใจระคายเคืองได้ ทำให้ทารกบางคนมีอาการไอ😷หรือหายใจมีเสียงหวีดค่ะวิธีป้องกันกรดไหลย้อน👉ปรับเทคนิคการป้อนอาหารลูกเพื่อช่วยป้องกันกรดไหลย้อนในลูกน้อยของเรา คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้หลายวิธีเลยนะคะ เช่น การปรับเทคนิคการป้อนอาหาร คุณพ่อคุณแม่สามารถเปลี่ยนมาเป็นการป้อนปริมาณน้อยๆ ให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันการป้อนมากเกินไป ตรวจดูให้แน่ใจว่ามีการเรอ😮‍💨อย่างเหมาะสมเพื่อลดอากาศที่กลืนเข้าไปค่ะ ลูกน้อยจะได้ไม่มีลมในกระเพาะอาหารเยอะเกินไป อีกวิธีหนึ่งคือการอุ้มลูกน้อยให้ตั้งตรงหลังจากให้นม การอุ้มทารก🤱ให้ตั้งตรงประมาณ 30 นาทีหลังจากให้นมแต่ละครั้งจะช่วยป้องกันกรดไหลย้อนได้นะคะ หรือแม้แต่การยกศีรษะของลูกน้อยให้สูงในขณะที่เขานอนก็ช่วยได้นะคะ เพราะการยกศรีษะให้สูงขึ้นจะช่วยลดโอกาสการเกิดกรดไหลย้อนระหว่างการนอนหลับได้ ที่สำคัญหากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าอาหารบางชนิดเป็นสาเหตุของกรดไหลย้อน ให้ปรึกษากุมารแพทย์👩‍⚕️ที่สามารถแนะนำคุณพ่อคุณแม่โดยตรงเลยนะคะตัวเลือกการรักษากรดไหลย้อนสำหรับทารก💊ใช้ยาลดการกรดในกระเพาะอาหารหากกรดไหลย้อนของทารกยังคงอยู่หรือทำให้รู้สึกไม่สบายอย่างมาก ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ตัวเลือกการรักษาอาจรวมถึงเรื่องยา💊 ในบางกรณีแพทย์อาจสั่งยาเพื่อลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหารหรือปรับปรุงการย่อยอาหารให้ลูกน้อยค่ะ หรือเรื่องอาหารที่ข้นๆเช่น การเติมซีเรียล🥣ข้าวหรือสารเพิ่มความข้นอื่นๆ ลงในน้ำนมแม่สามารถช่วยลดอาการกรดไหลย้อนได้เช่นกันค่ะ รวมไปถึงการจัดท่าบำบัด ลูกน้อยบางคนอาจได้รับประโยชน์จากเทคนิคการจัดท่าเฉพาะระหว่างการให้นมหรือการนอนหลับ😴เพื่อลดกรดไหลย้อนได้ค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.