Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ7-9 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

👉 List บทความ7-9 เดือน

Content Image

เทคนิคเลือกอาหารเย็นให้ลูก กินแบบไหนดีต่อสุขภาพเด็ก

     เมนูอาหารเย็น🍲สำหรับลูกนั้นถึงเป็นสิ่งที่คุณแม่ควรดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เพราะเด็กที่มีสุขภาพดีนั้นมาจากการทานอาหารที่มีโภชนาการที่ดี จะทำให้เด็กสุขภาพแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยได้ง่าย  บทความนี้ได้รวบรวมวิธีการเลือกอาหารเย็นให้ลูก ทานแบบไหนจะทำให้ลูกมีสุขภาพที่ดี เรามาหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ 💁‍♀️เมื่อต้องเตรียมอาหารเย็นให้ ควรคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง✨สัดส่วนของอาหารคุณแม่ควรคำนึงถึงสัดส่วนอาหารของลูก โดยการแบ่งส่วนอาหารให้เท่าๆกัน ไม่ควรเยอะหรือน้อยจนเกินไป และควรคำนึงถึงปริมาณอาหารที่เหมาะสมกับวัยของลูก👶✨รสชาติของอาหารรสชาติอาหารสำหรับเด็กควรจะเป็นอาหารที่มีรสชาติไม่จัด🥵 และควรเป็นอาหารที่ครบ 5 หมู่ เพื่อที่ลูกจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายนั่นเองค่ะ✨ความหลากหลายของอาหารคุณแม่คนหลีกเลี่ยงการให้ลูกกินอาหารเมนูซ้ำๆ จำเจ และควรเพิ่มความหลากหลายของอาหารให้กับลูก เพื่อที่ลูกจะได้รู้สึกกินอิ่มและนอนหลับได้อย่างสบาย😴อาหารเย็นแบบไหนดีต่อสุขภาพของลูก💫อาหารที่ย่อยง่ายอาหารเย็นของลูกควรจะเป็นอาหารที่ย่อยค่อนข้างง่าย ไม่ทำให้ลูกรู้สึกอิ่มจนแน่นท้อง เพราะถ้าหากลูกมีอาการแน่นท้องจากอาหารไม่ย่อย อาจนำไปสู่อาการจุกเสียด🤢ในกระเพาะอาหารนั่นเองค่ะ💫อาหารที่มีทั้งโปรตีนและไฟเบอร์อาหารเย็นที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไฟเบอร์จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน  อีกทั้งคุณแม่ควรเสริมวิตามินจากผลไม้ เช่น ส้ม🍊 สตรอเบอรี่🍓 และบลูเบอรี่🫐ให้ลูกด้วยเช่นกันค่ะ💫อาหารที่มีรสชาติอ่อนๆอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กนั้นจะเป็นอาหารที่ไม่ได้มีรสชาติจัดจ้านมากนัก เพราะอาหารรสชาติอ่อนๆนั้นจะทำให้เด็กย่อยได้ง่าย และยังทำให้เด็กไม่รู้สึกแสบท้องในช่วงกลางคืนด้วย🌃💫ให้ลูกดื่มนมเสริมเข้าไปด้วยนอกจากอาหารแล้วการดื่มนม🥛ก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็กอย่างมาก เพราะเด็กกำลังอยู่ในวัยที่เจริญเติบโต และเด็กบางคนมักจะปฏิเสธการกินอาหาร🙅‍♀️ ดังนั้นการที่คุณแม่ให้เด็กดื่มนมเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เด็กได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อร่างกายวิธีแก้ปัญหาลูกเป็นคนกินข้าวยาก 👉จัดจานให้น่าทานการจัดจานอาหารให้ดูน่าทานจะเป็นการดึงดูดความสนใจให้แก่ลูก ทำให้ลูกมีความรู้สึกว่าอาหารนั้นมีสีสันสวยงามและน่าทาน รวมไปถึงการสร้างบรรยากาศรอบรอบตัวอาหารที่มีแต่ความสนุก🥳และน่าสนใจ ก็สามารถสร้างรอยยิ้มให้แก่ลูกและการทานอาหารเย็นที่มีความสุขได้👉พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกเด็กนั้นมักชอบเลียนแบบพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่👨‍👩‍👧 คุณพ่อคุณแม่ควรจะ เป็นแบบอย่างที่ดีในการทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ลูกดู เช่น การทานผักในมื้ออาหาร🥬 และยังแสดงท่าทางว่าผักนั้นมีรสชาติที่อร่อย น่าทาน👉ละเว้นการดุหรือด่าลูกสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรทำมากที่สุดคือการดุ🤫หรือด่าลูกจากการที่ลูกไม่ยอมกินข้าว ควรใช้วิธีการพูดคุยกับลูกโดยใช้เหตุผล เพื่อที่ลูกจะได้รู้สึกผ่อนคลายและไม่ได้รู้สึกโดนกดดันให้ต้องกินอาหารชนิดนั้นๆ👉ห้ามให้ลูกทานขนมก่อนข้าวหากเด็กได้ทานขนม🍿ก่อนทานข้าวก็จะทำให้เด็กรู้สึกอิ่มทันที จึงไม่สามารถทานข้าวได้ เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรให้ความสำคัญของการบอกลูกว่าขนมนั้นสามารถทานได้หลังจากทานมื้อเย็นค่ะ     การเลือกอาหารเย็นให้ลูกนั้นคุณแม่ควรหมั่นใส่ใจในเรื่องโภชนาการของอาหาร โดยเน้นไปที่อาหารที่ประกอบไปด้วยสารอาหาร 5 หมู่ และควรปรุงอาหารรสชาติอ่อนๆ จึงจะเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็ก👶ในช่วงวัยเจริญเติบโตค่ะ

Content Image

ตามใจลูกเกินไป กลายเป็นลูกเทวดา!?

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ตามใจลูกเกินไปจนกลายเป็นลูกเทวดา👼... วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจของความหมายของลูกเทวดา ข้อเสียของการตามใจลูก และมาดูกันว่าเราควรจะรับมืออย่างถูกต้องได้อย่างไรค่ะทำความรู้จักกับลูกเทวดาลูกเทวดาคืออะไรคือการที่คุณพ่อคุณแม่เอาใจและตามใจลูกมากเกินไป เมื่อทำผิดก็ไม่กล่าวตักเตือน แถมให้ท้ายลูกจนลูกกลายเป็นเด็กที่ไม่รู้จักว่าอะไรถูกอะไรผิด และเมื่อทำอะไรก็ไม่มีใครว่าจึงทำให้เคยชิน แบบนี้เรียกว่าลูกเทวดา👼 ซึ่งเมื่อโตขึ้นอาจจะทําผิดกฎหมายและเป็นเรื่องติดคุกเลยก็เป็นได้ซึ่งการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่มักจะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูก ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ การเลือกการแสดงพฤติกรรมของพ่อแม่ รวมถึงปัจจัยของเหตุการณ์ต่างๆ และความสัมพันธ์เดิมในครอบครัว👪สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทำเพื่อไม่ให้ลูกเป็นลูกเทวดาตามใจไปซะทุกอย่างก็จริงที่หากคุณพ่อคุณแม่ยึดติดกับระเบียบมากเกินไปจนไม่ผ่อนปรนและคอยจู้จี้เด็กมากไป จะทำให้ลูก👶มีปมในใจว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีเมื่อเติบโตไป แต่หากพ่อแม่ยอมตามใจลูกทุกอย่าง ลูกอยากได้ของเล่น อยากได้อะไรก็หามาให้ ซึ่งการทำแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อลูกเลย ผู้ปกครองควรจะสอนลูกว่าสิ่งใดไม่ควรทำ และสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก การปล่อยให้ลูกทำตามใจชอบจะทำให้ลูกปรับตัวเข้ากับสังคมโลกภายนอก🌎ได้ยาก เพราะลูกจะชอบเอาแต่ใจ ขาดความอดทน และจะอยากเอาชนะเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็จะไม่สามารถรับกับสถานการณ์นั้นได้ ไม่รักลูกมากเกินไปเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนรักลูก และอยากแสดงความรัก❤️ต่อลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การแสดงความรักก็ควรจะมีขอบเขต หากอยากให้ลูกโตมาในแบบที่ลูกควรจเป็น การช่วยเหลือและเลี้ยงดูแบบประคบประหงมมากเกินไปจะทำให้ลูกมีปัญหาเวลาที่จะต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง🌎 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองบ้าง การที่กลัวว่าลูกจะเป็นอันตรายและไม่ให้ลูกทำอะไรเลยเพราะคิดว่ายังเด็กเกินไปนั้นจะทำให้ลูกขาดทักษะการช่วยเหลือตัวเอง รวมถึงทำให้ลูกไม่สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตนเองลูกจะกลายเป็นลูกเทวดาเมื่อ!?ทำโทษแบบไม่จริงจังการทำโทษอย่างถูกต้องจะช่วยปรับพฤติกรรมของเด็กได้ ซึ่งการทำโทษที่ถูกนั้นจะต้องไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้คำพูดรุนแรง รวมถึงต้องไม่ลงไม้ลงมือ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้วิธีลงโทษในเชิงบวกเช่นการ Time out 🕑เพราะการใช้อารมณ์รุนแรง หรือการให้รางวัลแบบพร่ำเพรื่อเช่น หากไปอาบน้ำจะให้ขนมทาน🍬 ลูกจะทำตามเพียงเพราะอยากได้รางวัล ไม่ได้ทำให้ลูกเกิดความภาคภูมิใจเมื่อทำสำเร็จและไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมลูกจากต้นเหตุ และเมื่อลูกไม่อยากได้รางวัลแล้วลูกก็จะไม่ทำตามเอาได้ค่ะไม่เคยฝึกให้ลูกทำงานบ้านผู้ปกครองหลายๆท่านกลัวว่าลูกจะลำบาก และหลายๆบ้านก็มีแม่บ้านคอยทำความสะอาดจัดการให้ทุกอย่างภายในบ้าน🏡 รวมถึงหลายๆท่านจะคิดว่าลูกมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียวก็พอ ซึ่งการมีคนคอยทำให้ตลอดและไม่เคยต้องทำงานบ้านเองเลยจะทำให้ลูกไม่รู้จักรับผิดชอบตนเองและไม่คุ้นเคยกับการทำงานบ้านจนทำอะไรไม่เป็น ขาดทักษะการใช้ชีวิต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นจะต้องสั่งงานบ้านที่หนักหนาอะไรให้ลูก อาจจะให้ลูกรับผิดชอบอะไรเล็กๆน้อยๆ เช่น การเก็บจาน🍽️ การจัดของ ก็จะทำให้ลูกมีความรับผิดชอบในตนเองค่ะจะเห็นได้ว่าการรักลูกและตามใจลูกมากเกินไปจะทำให้ลูกไม่สามารถมีทักษะการใช้ชีวิตได้😨 รวมถึงหากไม่ได้ลงโทษลูกเมื่อลูกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้ลูกเคยชินและไม่รู้จักผิดถูก ดังนั้นหากรักลูกก็ต้องรักให้ถูกทางจึงจะเป็นผลดีต่อลูกนะคะ

Content Image

ทารกร้องไห้ไม่ยอมนอน ทำยังไงดี?

     อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้คุณแม่กุมขมับก็คือปัญหาทารกร้องไห้ไม่ยอมนอน ไม่ว่าจะเป็นทั้งตอนกลางวันหรือตอนกลางคืน ก็ล้วนทำให้คุณแม่เครียดเพราะ คุณแม่เองก็จะพลอยอดนอนไปด้วย วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมวิธีรับมือเมื่อลูกร้องไห้ไม่ยอมนอนมาให้คุณแม่ทราบและเตรียมตัวรับมือค่ะ💁‍♀️ สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมนอนมาจากอะไรบ้าง?6 สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมนอน มีดังนี้1️⃣ ทารกยังไม่ง่วง ซึ่งอาจเกิดได้ 2 กรณี คือ นอนตอนกลางคืนมากเกินไป กับนอนตอนกลางวันมากเกินไป ทำให้เมื่อถึงเวลาที่จะต้องนอนอีกครั้ง ทารกจึงยังไม่รู้สึกง่วง เพราะว่านอนสะสมมาเต็มอิ่มสุด ๆ💤  2️⃣ ห้องนอนหรือสถานที่นอนไม่เหมาะกับการนอน อาจจะมีแสงสว่างมากเกินไป เสียงรบกวนมากเกินไป อุณหภูมิร้อนหรือเย็นจนเกินไป🥶 ปัจจัยเหล่านี้บางครั้งก็ส่งผลต่อการนอนของทารกได้ค่ะ 3️⃣ ทารกงีบมากหรือน้อยเกินไป😴 ทารกแต่ละช่วงวัยจะมีช่วงเวลาในการงีบที่แตกต่างกัน หากงีบมากเกินไปหรือน้อยเกินไปโดยที่ไม่ได้เหมาะกับช่วงอายุของตัวเอง ก็อาจจะส่งผลต่อการนอนได้ โดยทารกแรกเกิด - 3 เดือน ควรงีบ 3-5 ครั้งต่อวัน อายุ 4-5 เดือน ควรงีบ 2-3 ครั้งต่อวัน และทารกอายุ 7-12 เดือน ควรงีบ 2 ครั้งต่อวัน 4️⃣ ทารกไม่สบายตัว ซึ่งอาจเกิดจากการเป็นไข้🤒 ตัวร้อน หรืออาจเกิดจากมีแมลง สัตว์ กัดต่อย หรืออาจอยู่ในช่วงที่ฟันกำลังขึ้น จึงทำให้รู้สึกนอนไม่สบายตัว คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตลูกด้วยว่ามีสิ่งใดแปลกไปหรือไม่ เพื่อจะได้รับมืออย่างตรงจุด 5️⃣ ทารกกำลังหิว😋 ขนาดเราเป็นผู้ใหญ่เวลาหิวก็ยังนอนหลับยากเลยค่ะ นับประสาอะไรกับทารกล่ะคะ บางครั้งทารกก็ร้องไห้งอแง ไม่ยอมนอนเพราะว่าหิวนม คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลให้ทารกได้กินนมอย่างเพียงพอ เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน 6️⃣ ไม่ชินกับวิธีการเข้านอน คุณพ่อคุณแม่หลายคนบางครั้งก็กล่อมลูกนอนด้วยการนอนเปลบ้าง การอุ้ม หรือการพานั่งรถ ทีนี้พอทารกเริ่มชินกับการเข้านอนเช่นนั้น วันไหนที่เปลี่ยนมาพาเข้านอนเฉย ๆ โดยไม่มีกิจกรรมเหล่านั้นอีก ก็อาจจะทำให้ทารกไม่ยอมนอนได้เหมือนกัน 7 วิธีรับมือเมื่อลูกร้องไห้ไม่ยอมนอน ทำแบบนี้จะช่วยให้ลูกนอนหลับง่าย!✨สร้างตารางการเข้านอนการพาลูกเข้านอนเป็นเวลาทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน เริ่มกล่อมลูก นวดตัวลูก อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน📖 พยายามทำทุกอย่างตามเดิม เพื่อกระตุ้นให้ลูกรู้ว่า นี่คือสัญญาณว่าได้เวลานอนแล้ว จะช่วยให้นาฬิกาชีวภาพของทารกสามารถจดจำกิจวัตรการนอนได้ ✨พาลูกผ่อนคลายก่อนนอนการอาบน้🛀ำ การนวดตัว การเปิดเพลงที่มีทำนองช้า ๆ เนิบ ๆ การอุ้ม การกอด กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย สามารถช่วยกระตุ้นให้ทารกเข้านอนได้ง่ายขึ้น ✨จัดบรรยากาศให้เหมาะกับการนอนคุณแม่ควรลดความสว่างของห้องลง เพราะการที่ห้องมีบรรยากาศมืด🌌 แสงสลัว ๆ ในห้องนอนสามารถช่วยลดความตื่นตัวลงได้ แถมยังให้บรรยากาศที่น่านอนมากขึ้นด้วย ✨สังเกตอาการของลูกจับตาดูว่าลูกเริ่มหาว🥱 ขยี้ตา เริ่มมีท่าทีหงุดหงิด แปลว่าทารกเริ่มที่จะง่วงนอน และอยากจะเข้านอนแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกเข้านอนได้เลย ✨ห่อตัวทารก การห่อตัวทารกด้วยผ้าจะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย ให้บรรยากาศคล้ายกับเมื่อตอนที่ยังนอนขดตัวอยู่ในท้องของแม่ ✨อุ้มลูกแนบตัว หากลูกไม่ยอมนอนสักทีแม้ว่าจะหาวไปหลายรอบแล้ว ให้คุณพ่อคุณแม่อุ้มลูกขึ้นมาแนบกับอก🤱 พยายามอุ้มให้ลูกสามารถสัมผัสถึงหัวใจเต้นของคุณพ่อคุณแม่ได้ จะช่วยให้ทารกผ่อนคลายมากขึ้น ✨ใช้เพลงเข้าช่วย หากคุณพ่อคุณแม่มีทักษะเพียงพอที่จะร้องเอง การร้องเพลง🎤ที่จังหวะช้า ๆ เนิบ ๆ ก็จะช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายได้ค่ะ หรือถ้าสะดวกจะเปิดเพลงก็ได้เช่นกัน เลือกเพลงกล่อมเด็กที่มีจังหวะช้า ๆ เนิบ ๆ หรือจะเลือกเป็นเพลงคลาสสิกที่ไม่มีเนื้อร้องก็ได้ค่ะ      เพียงเท่านี้คุณแม่ก็สามารถนำเอา 7 วิธีการดังกล่าวไปลองปรับใช้ดูกับเจ้าตัวน้อยได้เลยนะคะ เพียงเท่านี้เจ้าตัวน้อยก็จะค่อยๆปรับตัวได้ ไม่งองแง และเริ่มนอน😴ได้อย่างเป็นเวลานั่นเองค่ะ

Content Image

เสริมภูมิต้านทานจากน้ำนมแม่

     อย่างที่เราทุกคนต่างทราบกันมาว่า อาหารชนิดแรกสำหรับเจ้าตัวน้อยก็คือน้ำนมของคุณแม่ นอกจากจะเป็นอาหารชนิดแรกที่ลูกๆสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัยแล้ว ยังเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของเด็กไว้มากมาย มากเสียจนไม่สามารถหาได้จากการดื่มน้ำนมชนิดอื่น วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับน้ำนมแม่ในแต่ละระยะเพิ่มขึ้น จนไปถึงประโยชน์ของน้ำนมแม่ในแง่ของการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เจ้าตัวน้อย จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักน้ำนมแม่ในระยะต่างๆ👉น้ำนมในระยะที่ 1 หรือที่บางท่านอาจเรียกว่าหัวน้ำนม เป็นระยะการหลั่งน้ำนมของคุณแม่ในครั้งแรก กินเวลาประมาณ 1-3 วันของการหลั่งน้ำนม สำหรับน้ำนมในระยะนี้จะมีลักษณะต่างจากนมกล่องที่เราเห็นโดยทั่วไป เพราะจะมีสีที่เหลืองกว่าอย่างสังเกตได้ชัด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเป็นสิ่งที่อันตราย เพราะเป็นระยะที่น้ำนมมีสารแคโรทีน ที่เราสามารถพบเจอในผักผลไม้สีส้มได้มากกว่าน้ำนมในระยะหลังๆเท่านั้น น้ำนมฝนะระยะนี้จะมีความสมบูรณ์ในแง่ของสารอาหารสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งก็อย่างที่เราทุกคนต่างทราบว่าสารอาหารเหล่านี้ทำให้เด็กเติบโตอย่างเป็นปกติ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย🛡️ นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆที่ช่วยในการขับอุจจาระหรือขี้เทาของเด็กแรกเกิดอีกด้วยค่ะ👉น้ำนมในระยะที่ 2 เป็นระยะหลังจากที่คุณแม่หลั่งน้ำนมประมาณ 5 วันแรกจนถึง 2 สัปดาห์แรก สำหรับระยะนี้ น้ำนมจะมีสีขาวขุ่นแล้ว ไม่เหลืองเหมือนในระยะก่อนหน้า ยังคงเป็นระยะที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่การเจริญเติบโตของทารกอยู่👶 แต่ในระยะนี้จะมีสารอาหารในกลุ่มไขมันและน้ำตาลเพิ่มขึ้นมาด้วย แต่ก็เพิ่มขึ้นมาในระดับที่เหมาะสม ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของทารกค่ะ👉น้ำนมในระยะที่ 3 เป็นน้ำนมในหลังการหลั่ง 2 สัปดาห์แรก เป็นช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำนมของคุณแม่จะค่อยๆเพิ่มขึ้น🍼 ยังคงอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและเสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกับ 2 ระยะแรก นอกจากสารอาหารแล้ว น้านมแม่ยังมีสารที่ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันและชะลอความแก่หรือความเสียหายของเซลล์ในร่างกาย และยังมีสารที่ส่งเสริมการเจริญของเซลล์ในร่างกายที่เรียกกันว่า Growth factor อีกด้วยค่ะประโยชน์ของน้ำนมแม่ต่อระบบภูมิคุ้มกันของลูกอันที่จริงแล้วนมแม่มีประโยชน์ต่อทุกๆด้านที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์ของร่างกายเจ้าตัวน้อย แต่ในบทความนี้ทางเราขออนุญาตให้รายละเอียดในแง่ของประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันดังต่อไปนี้ค่ะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างแอนติบอดี้ในร่างกายของลูก เจ้าแอนติบอดี้นั้นเป็นสารจำพวกโปรตีนหนึ่งในร่างกาย ที่ทำหน้าที่ดักจับเชื้อก่อโรค ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย🦠 จนไปถึงไวรัส หรือสารที่มีแนวโน้มจะส่งผลในแง่ลบต่อสุขภาพร่างกายของลูก หากแอนติบอดี้มีความผิดปกติก็จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันผิดเพี้ยนไปโอนถ่ายภูมิคุ้มกันให้ลูกได้บางส่วน สำหรับข้อก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงโปรตีนตัวหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันไป นั่นก็คือเจ้าแอนติบอดี้นั่นเอง สำหรับโรคบางโรค หากคุณแม่มีเจ้าแอนติบอดี้ที่สามารถจดจำและดักจับเชื้อก่อโรคอย่างจำเพาะกับบางโรคได้อยู่แล้ว เมื่อเด็กได้ดื่มน้ำนมของแม่ ก็มีโอกาสที่เด็กจะได้รับเจ้าแอนตีบอดี้ที่ทำหน้าที่จดจำเชื้อก่อโรคบางอย่างได้ เด็กก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรับเชื้อก่อโรคมา เพื่อให้แอนติบอดี้ในร่างกายตัวเองมาทำความรู้จักเชื้อเหล่านั้นด้วยตนเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการป่วย🤒ตามมาได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม แม้เด็กมีแนวโน้มจะได้รับแอนติบอดี้บางส่วนจากแม่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเด็กจะไม่ป่วยเมื่อติดเชื้อก่อโรค แต่อาจบรรเทาความรุนแรงได้ในระดับหนึ่งค่ะน้ำนมของคุณแม่มีแนวโน้มจะลดโอกาสในการเกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กได้ค่ะ🤧 ประโยชน์ของการให้นมแม่ ที่มีต่อคุณแม่เอง    เราต่างทราบกันดีว่าการเจ้าตัวน้อยนั้นจะได้รับประโยชน์ในแง่ของสารอาหารจากการดื่มน้ำนมของคุณแม่อย่างแน่นอน แต่อันที่จริงแล้ว การให้นมแม่ยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของคุณแม่เองด้วย จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูกันต่อเลยค่ะในช่วงที่ให้น้ำนมลูก คุณแม่จะมีการหลั่งเข้าฮอร์โมนตัวหนึ่งชื่อว่าออกซิโทซิน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งความรัก ความผูกพัน💞 ส่งผลให้คุณแม่จะมีอารมณ์ที่ดีขึ้นในระหว่างให้นมเจ้าตัวน้อยค่ะในช่วงให้นมลูก ร่างกายของคุณแม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติถึงประมาณ 500 กิโลแคลอรี่ เมื่อร่างกายมีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่เพิ่มขึ้น🔥 จึงลดโอกาสที่คุณแม่จะเสี่ยงเป็นโรคอ้วนค่ะการให้นมลูกยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ🫀 และโรคเบาหวานได้อีกด้วยค่ะ     จะเห็นได้ว่าน้ำนมของคุณแม่มีประโยชน์มากกว่าที่เราคาดคิดอีกใช่ไหมคะ ดังนั้นการที่เจ้าตัวน้อยจะได้ดื่มนมแม่🤱จนกว่านมแม่จะหมดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร เด็กควรได้ดื่มน้ำนมของคุณแม่ถึงอายุประมาณ 2 ขวบอยู่แล้ว และหากนมแม่ยังไม่หมดก็สามารถให้ลูกดื่มต่อได้ เพราะในปัจจุบันยังไม่มีน้ำนมประเภทไหนที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์เทียบเท่าน้ำนมของคุณแม่ได้เลยค่ะ

Content Image

ทำไมถึงยังไม่ควรแคะขี้หูลูกน้อย?

หากพบว่าลูกขี้หูตันจะสามารถแคะหูให้ลูกได้ไหม? เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆคนสงสัย ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของขี้หู และมาดูกันว่าควรจะแคะขี้หูให้ลูกดีหรือไม่กันนะคะ ขี้หูคืออะไร?ขี้หูคือ👂เมื่อต่อมไขมันในหูชั้นนอกมีการขับสารออกมารวมกับผิวหนังชั้นบนที่ลอกหลุดออกมาก็จะกลายเป็นขี้หูนั่นเอง ซึ่งจะมีสีแดง น้ำตาล เหลือง โดยการสะสมของขี้หูนี้จะไม่เคลื่อนตัวไปยังส่วนลึกของรูหู และจะสามารถหลุดออกมาเองได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่❌จำเป็นต้องแคะหูให้ลูกนั่นเองค่ะ รวมถึงการแคะขี้หูจะทำให้ทารกเกิดการอักเสบในหูแถมหูอุดตันมากขึ้นอีกด้วยค่ะประโยชน์ของขี้หู👂สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ ผิวหนังของรูหูของลูกจะได้รับการป้องกันโดยขี้หูเหล่านี้ ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ทั้ง เหงื่อ💦 น้ำ ฝุ่นละอองและเชื้อโรค และเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะแคะขี้หูของลูกจนถึงอายุ 2 ขวบวิธีแบบนี้ไม่ควรใช้!คอนตอนบัดใหญ่เกินไปการใช้คอตตอนบัดที่มีขนาดใหญ่จะเป็นการดันขี้หูให้ลึกเข้าไปอีก การแคะขี้หูให้ลูกจึงอาจยิ่งเป็นการสร้างปัญหาขี้หูอุดตันและทำให้ลูกได้ยินเสียงไม่ชัดค่ะ🙅‍♀️ หากท่านใดที่พบว่าลูกมีขี้หูอุดตันสามารถพาไปพบแพทย์เพื่อหยอดยาและดูดขี้หูออกได้ค่ะ คอตตอนบัดไม่สะอาดหากคอนตอนบัดไม่สะอาดจะทำให้หูของลูกเกิดการติดเชื้อจากเชื้อรา หรือแบคทีเรียได้ รวมถึงหากมีการแคะที่ลึกเกินไปก็อาจไปทำให้แก้วหูทะลุและเกิดอันตราย⚠️กับลูกน้อยได้นะคะ ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ชุบคอตตอนบัดการใช้คอตตอนบัดชุบแอลกอฮอล์แล้วนำมาทำความสะอาดรูหูเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ผิวหนังบริเวณรูหูของลูกแห้ง👂 และหากลูกมีแผลที่บริเวณหูชั้นกลางอยู่แล้ว การที่แอลกอฮอล์ไปเข้าไปโดยจะทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคือง และทำให้หูน้ำหนวกได้นั่นเองค่ะไม่ควรใช้ไม้พันสำลีการใช้ไม้พันสำลีเข้าไปทำความสะอาดในรูหูของลูกเป็นอีกสิ่งที่ควรเลี่ยงเพราะ ผิวหนังในรูหูของลูกยังบอบบางมาก การทำแบบนี้อาจสร้างแผลถลอกในรูหู และอาจเกิดการติดเชื้อ และอักเสบขึ้นมาได้ และเมื่อแผลเริ่มหายลูกก็จะเกิดอาการคัน และใช้ไม้แคะหูซ้ำอีก ก็จะเกิดแผลขึ้นมา และหากปั่นเข้าไปลึกก็จะเสี่ยงต่อการทำให้แก้วหูทะลุด้วยค่ะ😬วิธีทำความสะอาดหูลูกน้อย✨แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ควรแคะหูให้ลูกแต่ก็สามารถทำความสะอาดหูลูกน้อยได้โดยขณะที่อาบน้ำหรือสระผมให้ลูก ให้การนำผ้าขนหนูที่มีความนุ่ม หรือ อาจใช้สำลีชุดน้ำแล้วเช็ดที่ใบหูและปากรูหูเบาๆ✨พยายามไม่ให้น้ำเข้าไปในรูหูของลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหูของลูกได้โดยการปั้นสำลีให้เป็นก้อนขนาดใหญ่ประมาณหัวแม่มือแล้วใช้สำลีในการอุดหูของลูก✨เนื่องจากเด็กเล็กมีรูหูที่ยังตื้นอยู่ดังนั้นเราไม่ควรจะใช้คอตตอนบัดและควรจะใช้วิธีข้างต้นไปก่อนนะคะ โดยหากเกิดความผิดปกติใดๆ ก็ควรจะพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกต้องจะดีที่สุดค่ะ

Content Image

ทำยังไงถ้าลูกขาโก่ง

     ภาวะหรืออาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ในเจ้าตัวน้อยหลายคนอย่างอาการ 'ขาโก่ง' 🦵นั้น คงสร้างความลำบากใจให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย ภาวะนี้มีสาเหตุมาจากอะไร เกิดขึ้นแล้วมีความเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเองมากน้อยแค่ไหน ในอนาคตมีโอกาสหายได้เองหรือไม่ ผู้ปกครองสามารถรักษาได้เองหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️รู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนเรียกขาโก่งภาวะขาโก่งนั้นถูกระบุความหมายโดนชัดเจนไว้ว่า เป็นภาวะที่ลักษณะขาท่อนล่าง🦵ของเด็กนั้นมีความงอจนทำมุมกับขาท่อนบน (แม้จะยืนตรงๆ) จนดูเหมือนมีลักษณะบิดออกด้านนอกหรือบิดเข้าด้านใน ภาวะนี้มักพบหรือสังเกตได้ง่ายในเด็กเล็ก👶 ผู้ปกครองส่วนมากมักสังเกตได้ในช่วงที่เจ้าตัวน้อยมีอายุประมาณ 1 ขวบซึ่งเป็นช่วงพึ่งหัดเดิน🚶‍♂️นั่นเอง อาการขาโก่งนั้นไม่ได้🙅‍♀️บ่งบอกว่าลูกของเรากำลังเป็นโรคหรือมีความผิดปกติของร่างกายได้เพียงอย่างเดียว เพราะอันที่จริงแล้วเด็กอาจมีภาวะขาโก่งที่มาจากการเติบโตโดยธรรมชาติได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามวัย แต่ก็มีอาการขาโก่งที่นับว่าเป็นโรคเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นอาการขาโก่งจากการที่เนื้อเยื่อมีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติค่ะอาการขาโก่งแบบธรรมชาติ1️⃣สำหรับเด็กเล็กในช่วง 0-2 ปีแรก🚼 แทบทุกคนนั้นจะมีลักษณะกระดูกขาที่โก่งออกไปภายนอกเป็นปกติค่ะ เพราะเป็นท่าทางเดิมจากตอนที่อยู่ในครรภ์🤰 ประกอบกับเป็นท่าทางที่จะช่วยให้เด็กที่พึ่งเริ่มหัดยืนหรือหัดเดิน สามารถรักษาสมดุลการทรงตัวได้ง่ายที่สุด2️⃣สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาเล็กน้อย👶 มีอายุอยู่ในช่วง 2-5 ปี ขาที่ค่อนข้างโก่งจะบิดกลับมาเข้าด้านในมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้นของอาการขาโก่งโดยธรรมชาติค่ะ3️⃣สำหรับเด็กที่มีอายุมากขึ้น👦 มีช่วงอายุระหว่าง 4-7 ปี คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่าเด็กกลับมามีอาการขาโก่งอีกรอบ แต่รอบนี้เป็นลักษณะโก่งเข้าด้านในเล็กน้อยค่ะ4️⃣สำหรับเด็กที่ค่อนข้างโตแล้ว👨 หรือเด็กที่สามารถเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ได้อย่างเหมาะสม คล่องแคล่ว และมั่นคง ซึ่งก็คือเด็กที่มีอายุในช่วง 7 ปีขึ้นไปนั่นเอง แนวโน้มของขาที่โก่งเข้าไปด้านในจะมีความตรงขึ้น จนลักษณะขาโก่งนั้นหายไป มีท่อนขาที่เป็นแนวตรงในที่สุดค่ะอาการขาโก่งแบบเป็นโรคสังเกตได้อย่างไรวิธีการสังเกตลูกขาโก่งแบบเป็นโรค 👉ตามที่กล่าวไปก่อนหน้าว่า เด็กๆจะหายจากอาการขาโก่งได้เองเมื่อมีอายุประมาณ 7 ปีขึ้นไป แต่อันที่จริงแล้วแนวโน้มของอาการขาโก่งควรจะดีขึ้น พูดง่ายๆคือมันควรจะดูตรงขึ้นตั้งแต่ตอนที่เด็กมีอายุประมาณ 2 ปีค่ะ ดังนั้นหากเจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่👫ไม่มีทีท่าว่าอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเลย อาจเป็นสัญญาณผิดปกติของการเจริญเติบโตในร่างกายเด็กได้ค่ะ👉ปกติแล้วหากเด็กขาโก่งแบบธรรมชาติ ขาควรจะมีลักษณะโก่งเท่ากัน🦵หรือพอๆกันทั้ง 2 ข้าง ดังนั้นหากเจ้าตัวน้อยมีอาการโก่งข้างเดียว หรือโก่งทั้ง 2 ข้างแต่ระดับความโก่งไม่เท่ากันอย่างสังเกตได้ชัดเจน ก็อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของการเจริญเติบโตได้เช่นกันค่ะ👉หากเจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีภาวะขาโก่งร่วมกับภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน🐖 ก็จะมีความเสี่ยงสูงค่ะที่จะเป็นโรคขาโก่งแบบผิดปกติ👉สำหรับเจ้าตัวน้อยบางคนที่เริ่มเดินได้🚶‍♂️เร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะขาโก่งแบบเป็นโรคเช่นเดียวกันค่ะสามารถดัดขาให้หายโก่งด้วยตนเองได้หรือไม่ต้องขอยืนยันว่าไม่ได้และไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ🙅‍♀️ เนื่องจากการดัดขาโดยผู้ที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเชิงกายภาพบำบัดจะก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อเด็ก สร้างอันตรายต่ออวัยวะในร่างกายเด็กได้ ซึ่งอาจร้ายแรงจนถึงกระดูกหัก🦴เลยค่ะ     ในด้านของความเชื่อสมัยก่อนที่ยังส่งต่อมาถึงตอนนี้ อย่างความเชื่อที่ว่า ถ้าให้ลูกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วลูกจะขาโก่ง หรือการอุ้มเด็กในลักษณะเข้าสะเอว🤱จะทำให้เด็กขาโก่งนั้น ณ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนว่าจะทำให้ขาโก่งจริง เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวลนะคะ ตามที่กล่าวไปเลยค่ะ ว่าเมื่อเด็กโตขึ้นอาการขาโก่งก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง แต่หากไม่ดีขึ้นผู้ปกครองควรพาเด็กเข้าตรวจร่างกายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️โดยทันทีค่ะ

Content Image

ที่ดูดน้ำมูกทารก เลือกแบบนี้ถึงปลอดภัยต่อลูกน้อย!

     พ่อแม่มือใหม่ควรรู้วิธีเลือกเครื่องช่วยหายใจทางจมูกสำหรับลูก เพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก🤧และปรับปรุงการหายใจของลูกได้ อาการคัดจมูกเป็นเรื่องปกติในทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและไข้หวัดใหญ่ การเลือกที่ดูดน้ำมูกที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่สามารถกำจัดน้ำมูกออกจากจมูกของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบรรเทาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อในหู หรือป้อนนมได้ยาก สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเครื่องดูดน้ำมูกที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และอ่อนโยนต่อช่องจมูกที่บอบบางของทารกนะคะ💁‍♀️วิธีเลือกเครื่องดูดน้ำมูกสำหรับทารกอย่างปลอดภัยพิจารณาประเภทของที่ดูดน้ำมูกที่มีกระบอกฉีดยาแบบหลอด ไม่ว่าจะเป็นที่ดูดน้ำมูกแบบมือ🤧 หรือเครื่องช่วยหายใจแบบไฟฟ้า แต่ละประเภทมีข้อดีและข้อควรพิจารณาที่แตกต่างกันค่ะประเมินอายุและความต้องการของลูกของคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ ที่ดูดน้ำมูกแต่ละประเภทเหมาะสำหรับกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น หลอดฉีดยามักใช้สำหรับทารก💉 ในขณะที่เครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบใช้มือและแบบไฟฟ้าจะเหมาะสำหรับเด็กโตมากกว่าค่ะตรวจสอบคุณสมบัติด้านความปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่สามารถมองหาเครื่องช่วยหายใจทางจมูกที่มีคุณสมบัติ เช่น ปลายอ่อน วาล์วป้องกันการไหลย้อนกลับ และการออกแบบที่ทำความสะอาดง่าย ความปลอดภัยถือเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกอุปกรณ์สำหรับลูกๆนะคะ✅อ่านรีวิวและคำแนะนำ ใช้เวลาอ่านความคิดเห็น🗣️และขอคำแนะนำจากผู้ปกครองหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคนอื่นๆ เพราะประสบการณ์ของพวกเขาสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับประสิทธิภาพและการใช้งานของเครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบต่างๆได้มากค่ะประเภทของที่ดูดน้ำมูกหลอดฉีดยาเป็นอุปกรณ์รูปทรงกระบอกที่เรียบง่ายที่ใช้การดูดเพื่อล้างจมูก👃 มีราคาไม่แพง ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับทารก อย่างไรก็ตาม อาจไม่ได้ให้พลังดูดมากเท่ากับประเภทอื่นๆค่ะเครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบมือ อุปกรณ์เหล่านี้เป็นอุปกรณ์พกพาที่ต้องมีการดูดด้วยตนเองจากผู้ดูแล มักมาพร้อมกับตัวกรองแบบใช้แล้วทิ้ง🗑️ เพื่อดักจับเสมหะ และเหมาะสำหรับทั้งทารกและเด็กโต ให้การควบคุมและการดูดที่แรงกว่าเมื่อเทียบกับกระบอกฉีดค่ะเครื่องช่วยหายใจแบบไฟฟ้า อุปกรณ์เหล่านี้ใช้พลังงานแบตเตอรี่เพื่อสร้างแรงดูด โดยทั่วไปแล้วจะมีพลังมากกว่าหลอดฉีดยาหรือเครื่องช่วยหายใจแบบมือ เครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบไฟฟ้ามักจะมีหัวฉีดหลายขนาดเพื่อรองรับกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน ใช้งานได้สะดวกแต่อาจมีราคาแพงกว่าค่ะ💵ประโยชน์ของการใช้ที่ดูดน้ำมูกและวิธีรักษาสุขอนามัยเครื่องดูดน้ำมูกจะช่วยขับเสมหะออกจากจมูกของลูก ทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นและลดความรู้สึกไม่สบาย ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อลูกๆของคุณพ่อคุณแม่เป็นหวัด🤧 คัดจมูก หรือภูมิแพ้ค่ะการใช้เครื่องดูดน้ำมูกอย่างถูกสุขลักษณะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความสะอาดในขณะที่ใช้เครื่องช่วยหายใจทางจมูก ไม่ว่าจะเป็นล้างมือให้สะอาด🤲ก่อนและหลังการใช้เครื่องดูดน้ำมูกค่ะ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้น้ำเกลือหรือสเปรย์น้ำเกลือเพื่อคลายน้ำมูกก่อน เพื่อไม่ให้ลูกเกิดการสำลักนะคะ ค่อยๆ สอดปลายเข้าไปในรูจมูกของเด็กแล้วดูดตามคำแนะนำ ที่สำคัญควรทำความสะอาดเครื่องดูดน้ำมูกหลังการใช้งานแต่ละครั้ง โดยการแยกชิ้นส่วนและล้างชิ้นส่วนด้วยน้ำสบู่อุ่น ๆ ล้างให้สะอาดและปล่อยให้แห้งสนิทก่อนประกอบกลับนะคะข้อควรระวังในการล้างจมูกของลูก✨ในการใช้น้ำเกลือ ก่อนที่จะพยายามล้างจมูกของลูก👶 ขอแนะนำให้ใช้น้ำเกลือเพื่อทำให้น้ำมูกคลายตัว หยดน้ำเกลือหรือสเปรย์หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาส่วนใหญ่ค่ะ✨เลือกเทคนิคที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่สามารถลองใช้เทคนิคต่างๆ ในการล้างจมูกได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของลูกด้วยนะคะ สำหรับทารก สามารถใช้น้ำเกลือหยดตามด้วยการดูดเบาๆ ด้วยกระบอกฉีดยา💉 เด็กโตอาจสั่งน้ำมูกได้โดยมีคำแนะนำค่ะ✨เมื่อล้างจมูกของลูก ควรอ่อนโยนเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรู้สึกไม่สบายหรือการบาดเจ็บค่ะ      สังเกตอาการไม่พึงประสงค์หรือความรู้สึกไม่สบายในระหว่างหรือหลังการล้างจมูกของลูก หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการผิดปกติใดๆ โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทันทีนะคะ👨‍⚕️

Content Image

พัฒนาการลูกน้อยช่วง 7-9 เดือน

เมื่อลูกมีอายุได้ 7-9 เดือน ลูกของคุณจะสนใจทุกสิ่งรอบตัวเขา รวมถึงสิ่งที่อาจเป็นอันตรายด้วย ดังนั้นการดูแลลูกของให้ปลอดภัยจากอันตรายเป็นสิ่งจำเป็น วันนี้เราจะมาดูว่าลูกน้อยมีพัฒนาการด้านต่างๆไปถึงไหนกันค่ะ อาหารของลูกในช่วงนี้✨ลองอาหารแข็งเมื่อลูก🚼ของคุณพร้อมที่จะลองอาหารอร่อยๆแล้ว ก็เริ่มลองให้ทานอาหารอย่างอื่นนอกจากนมแม่ได้ค่ะ ลูกน้อยจะสนใจอาหารมากขึ้น เนื่องจากเป็นรสชาติแปลกใหม่สำหรับเขา การกินอาหารประเภทต่างๆ จะช่วยลูกพัฒนาทักษะการเคี้ยวได้อีกด้วย✨ใช้มือในการรับประทานและช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ลูกน้อยจะใช้มือในการรับประทานอาหาร🍲 วิธีนี้อาจช่วยให้ลูกทานได้มากขึ้น (แม้จะเลอะเทอะก็ตาม) และยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อในช่องปากอีกด้วยการเรียนรู้และการรับรู้ของลูก✨การประสานงานหากลูกของคุณเริ่มขว้างหรือขว้างสิ่งของในห้องก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะทารก🚼ในวัยนี้จะกำลังเรียนรู้ที่จะปล่อยให้สิ่งต่างๆ หลุดมือไปและกำลังรู้สึกสนุกกับการฝึกฝนความสามารถที่เพิ่งค้นพบนั่นเองค่ะ✨การรับรู้หากอยากลดความวิตกกังวลของลูกเวลาต้องแยกจากคุณพ่อคุณแม่ให้ลองเล่นซ่อนแอบกับลูกจะช่วยได้ค่ะ โดยลูกของคุณจะเล่นจะคุณเบื่อเลยล่ะค่ะ หรืออาจลองพยายามแอบของเล่น🧸ชิ้นโปรดของลูกและให้ลูกของคุณพยายามค้นหาดูนะคะส่งเสริมการเรียนรู้✨อ่านหนังสือเวลาอ่านหนังสือ📖ให้ฟัง ลูกน้อยจะเริ่มอยากมีส่วนร่วมกับคุณโดยอาจต้องการสลับหน้าหนังสือ และ จะฟังเสียงของคุณอย่างระมัดระวังและให้ความสนใจกับสีของภาพ แต่อาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าที่ลูกของคุณจะเชื่อมโยงรูปภาพกับคำอธิบายที่คุณอ่านได้ อาจลองนำหนังสือที่เกี่ยวกับสัตว์🐎มาอ่านให้ฟังเพื่อให้ลูกเรียนรู้เสียงของสัตว์ต่างๆ และชื่อของมันค่ะ ✨เรียกชื่อสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นข้างนอกหรือในบ้านตอนนี้สภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันสามารถทำให้ลูกน้อยของคุณตื่นเต้นได้ ตั้งแต่การมองออกนอกหน้าต่าง🪟 การคลานเข้าไปใต้โต๊ะ โดยสามารถช่วยพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกได้ โดยเรียกชื่อสิ่งต่างๆที่เห็นภาษาของลูกในช่วงนี้✨เริ่มเข้าใจบางคำแล้วเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 9 คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ว่าลูกอาจจะพูด 1-2 พยางค์ซ้ำๆได้บ้างแล้ว เช่น ปะปา มะมา และจะเริ่มเข้าใจว่าน้ำเสียงไหนคือกำลังถูกดุอยู่👿 น้ำเสียงไหนกำลังชมอยู่👼และหากเรียนรู้เร็วลูกอาจจะสามารถฟังและเข้าใจสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดได้ โดยอาจจะตอบกลับสั้นๆ เช่น ไม่! โดยอาจจะสามารถเข้าใจคำสั่งง่ายๆบางอย่างได้ เช่น หยิบลูกบอล⚽หน่อยค่ะ มาหาแม่มา เป็นต้น✨วิธีเสริมทักษะทางด้านภาษาโดยคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งเสริมทักษะทางภาษา🔤ของลูกโดยการลองฝึกให้ลูกพูดคำง่ายๆ ทุกๆวัน เช่น มามา ปาปา หิว ไป นั่ง เอา เท่านี้ก็จะเป็นการช่วยลูกซึมซับภาษาได้แล้วค่ะ หรืออีกทางหนึ่งคือ อ่านหนังสือนิทาน📖ให้ลูกระหว่างวันหรือก่อนนอนก็ได้ตามเวลาที่สะดวก รวมถึงเวลาพาลูกออกไปข้างนอก สามารถชี้นก ชี้ต้นไม้ให้ดูได้ และเรียกชื่อสิ่งๆนั้นให้ลูกได้ยิน พร้อมกับให้ลูกสัมผัสโดยตรงด้วยค่ะ

Content Image

คุณพ่อควรเล่นกับลูกทารกอย่างไรถึงจะไม่รุนแรงไป?

คุณพ่อส่วนใหญ่มีวิธีเล่นกับลูกน้อยที่มีความโลดโผนอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการ ยกลูกน้อยขึ้นสูงๆ หรือจับลูกน้อยห้อยหัวลง หรือจะเป็นการแกว่งลูกไปมา ซึ่งลูกๆก็มักจะหัวเรอะชอบใจกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งจริงๆแล้วการเล่นโลดโผนแบบนี้มีความอันตรายไหมเราไปพบคำตอบกันค่ะ การจับลูกโยนสูงๆ บนอากาศแล้วรับตัวลูกทุกครั้งที่ทำท่าโยนหรือท่าจับลูกห้อยหัวลง ลูกน้อยก็มักจะหัวเราะคิกคัก😝สนุกสนาน ซึ่งจริงอยู่ที่เด็กๆมันจะชอบให้พ่อโยนขึ้นสูงๆ และท่าห้อยหัว แต่สมอง🧠ของทารกนั้นมีเซลประสาทที่กำลังสร้างเส้นใยประสาท เพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งการเล่นแบบนี้มีความเสี่ยงอันตราย และควรที่จะระมัดระวังอย่างมากค่ะ เพราะว่าหากพลาดพลั้งตกลงมาแล้วล่ะก็ เจ้าตัวเล็กอาจจะหัวปูด หัวแตก หรือหากเป็นรุนแรงก็อาจถึงขั้นมีเลือด🩸คั่งในสมอง🧠ได้ ซึ่งมีความน่ากลัวตรงที่ว่าเพื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วเราจะยังไม่สามารถสังเกตได้ เพราะไม่เห็นบาดแผลอะไร ซึ่งการไม่ได้ส่งไปตรวจรักษาจะทำให้เสี่ยงอันตรายมากๆเลยค่ะการจับเจ้าตัวเล็กเขย่าแรงๆการยกตัวทารกมาเขย่าแรงๆมีความอันตรายมากกว่าที่คิดเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อเกิดเลือดออกในเส้นประสาทตา👀 หรือทำให้ตาบอดแล้ว ยังเสี่ยงที่หัวของทารกจะไปกระแทกกับพื้นหรือของแข็งต่างๆรอบตัว ซึ่งทารกนั้นยังมีกระดูกส่วนคอที่ไม่ค่อยแข็งและมีศีรษะที่บอบบางอยู่ ดังนั้น การถูกกระทบกระเทือนจะทำให้สมองของเด็กได้รับอันตรายอย่างมาก โดยทารกอาจเสี่ยงพิการหรือเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นอาจทำให้เกิดอาการเลือด🩸คั่งใต้เยื่อหุ้มสมอง🧠 ได้อีกด้วยระวังเกิดอุบัติเหตุขณะวิ่งไล่จับคุณพ่อหลายๆคนมักจะมีความคิดสร้างสรรค์นำกิจกรรมต่างๆมาช่วยพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และการทรงตัวของลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นการโยนลูกบอล⚽ การวิ่งเล่น การเตะบอล การวิ่งไล่จับ ซึ่งในการวิ่งไล่จับนั้น คุณพ่อก็ใส่ความตื่นเต้น และทำเสียงฮึ่มใส่ ลูกน้อยก็จะวิ่งด้วยความเร็วด่วนจี๋ ซึ่งการเร่งรีบของเด็กๆก็อาจทำให้พลั่งลื่นล้มลงไปได้ โดยอาจจะทำให้เจ้าตัวเล็กเกิดการบาดเจ็บได้ตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อยอย่างมีแผลถลอก ขาแพลง🦵 เอ็นข้อบาดเจ็บ หรืออาจถึงขั้นกระดูกหักเลยก็ได้ค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเล่นสนุกอย่างไร แต่ก็ต้องคำนึกถึงความปลอดภัย ของเจ้าตัวเล็กเป็นสำคัญ เพราะคงไม่มีคุณพ่อคนไหนที่อยากให้ลูกน้อยเจ็บตัวใช่ไหมคะ ทราบอย่างนี้แล้วคุณพ่อก็อาจจะปรับวิธีการเล่นให้มีความรุนแรงน้อยลง แต่ยังคงความสนุกไว้ก็จะทำให้เจ้าตัวเล็กยิ้มได้แล้วล่ะค่ะ🙂 

Content Image

วิธีละลายน้ำนมแม่แช่แข็ง ต้องทำแบบนี้!

     คุณแม่หลายๆท่านอาจมีการสต๊อกน้ำนมแม่เก็บไว้ในช่องแช่แข็งกันอย่างแน่นอนใช่ไหมคะ? แต่คุณแม่แน่ใจไหมคะเขาว่าคุณแม่ได้ทำอะไรน้ำนมแช่แข็งได้อย่างถูกวิธี วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมวิธีละลายน้ำนมแช่แข็งอย่างถูกวิธีมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️เคล็ดลับวิธีละลายน้ำนมแม่แช่แข็ง มีดังต่อไปนี้✨ทำละลายน้ำนมแม่ที่มีอายุการเก็บนานที่สุดก่อนการทำละลายน้ำนมแม่ที่ถูกเก็บไว้ในช่องแช่แข็งจะง่ายขึ้น เมื่อคุณแม่ระบุวัน📝และเวลาที่ปั๊มและจัดเก็บน้ำนมไว้ และควรเรียงลำดับจากถุงใหม่ไปเก่าให้เรียบร้อยด้วยนะคะ  หลังจากนั้นคุณแม่สามารถหยิบถุงที่เก่าที่สุดออกมาทำละลายก่อน วิธีนี้เรียกว่าระบบ FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) ✨ทำละลายโดยการแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำละลายน้ำนมแม่ได้ คือการย้ายน้ำนมจากช่องแช่แข็งลงมายังตู้เย็นในช่องแช่ธรรมดา วิธีนี้จะเหมาะกับคุณแม่ที่ไม่รีบร้อนในการใช้นมให้ลูกดื่ม เพราะอาจใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมงในการปล่อยให้สต็อกน้ำนมของคุณแม่ค่อยๆละลายนั่นเองค่ะ และคุณแม่ควรใช้น้ำนมที่ทำละลายด้วยวิธีนี้ภายใน 24 ชั่วโมง⏳ทันทีนะคะ หากปล่อยไว้นานอาจทำให้น้ำนมบูดได้ค่ะ ✨ทำละลายโดยการแช่ในภาชนะที่มีน้ำอุ่นหากคุณแม่ต้องการทำละลายน้ำนมอย่างรวดเร็วคุณแม่สามารถแช่น้ำนมในภาชนะที่มีน้ำอุ่น♨️เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น น้ำนมก็จะละลายตัวและสามารถนำมาใช้งานเพื่อให้เจ้าตัวน้อยดื่มได้แล้วค่ะ✨ทำละลายโดยการปล่อยให้น้ำไหลผ่านถุงเก็บน้ำนม วิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการละลายน้ำนมแม่ หลักการคือปล่อยให้น้ำไหล💧ผ่านถุงเก็บน้ำนม เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นหรือก๊อกน้ำที่สามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิได้ ข้อควรระวังขณะทำการละลายน้ำนมแช่แข็ง มีดังต่อไปนี้🙅‍♀️ห้ามนำนมไปอุ่นด้วยการใช้ไมโครเวฟหรือการต้มเพราะการทำละลายด้วยสองวิธีนี้สามารถทำลายสารอาหารสำคัญที่อยู่ในนมแม่ได้ อีกทั้งยังให้อุณหภูมิของน้ำนมแม่ไม่สม่ำเสมอ อาจจะมีบางส่วนร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป ทนอาจทำให้นมลวกปาก🫦ลูกได้ จนเกิดเป็นแผลนั่นเองค่ะ🙅‍♀️ห้ามทิ้งนมแม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากทำละลายน้ำนมแม่เรียบร้อยแล้ว คุณแม่ควรป้อนนม🍼ให้ลูกน้อยได้ทันทีหรืออาจเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 2 ชั่วโมงเด็ดขาด หากเกินระยะเวลาดังกล่าว คุณแม่ควรนำนมไปทิ้งทันที🚮🙅‍♀️ห้ามนำน้ำนมที่ละลายแล้วไปแช่แข็งซ้ำ น้ำนมแม่ที่ผ่านการแช่แข็งและทำละลายแแล้ว ไม่ควรนำกลับไปแช่แข็งซ้ำอีกรอบ นั่งๆคุณแม่ควรวางแผน🤔ให้ดีก่อนทำละลายน้ำนมเพื่อใช้ทุกรอบนะคะ      วิธีการละลายน้ำนมแช่แข็งนั้นมีหลายวิธีที่เราได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งน้ำนมที่ถูกละลายแล้วอาจจะมีกลิ่นและรสชาติ😋เปลี่ยนไปเล็กน้อย เนื่องจากเกิดการย่อยสลายไขมันตามธรรมชาติในน้ำนมแม่ของเอนไซม์ไลเปส (Lipase Enzyme) ในระหว่างการเก็บรักษา แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าคุณภาพของน้ำนมจะลดลงนะคะ น้ำนมที่ละลายแล้วยังสามารถใช้ป้อนให้กับเจ้าตัวน้อย👶ได้ตามปกติเลยค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.