Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความทารกแรกเกิด | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

👉 List บทความทารกแรกเกิด

Content Image

เทคนิคการเลือกน้ำยาล้างขวดนมลูก

     ขวดนมนับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของทารกแรกเกิด👶 คุณแม่ควรให้ความสำคัญในการดูแลรักษาความสะอาดของขวดนม เพราะเชื้อโรคและแบคทีเรีย🦠ต่างๆที่สะสมในขวดนมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกน้อยคุณแม่เป็นอย่างมาก วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อน้ำยาล้างขวดนมและขั้นตอนในการทำความสะอาดขวดนมอย่างถูกต้องมาให้คุณแม่ทราบค่ะข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อน้ำยาล้างขวดนมส่วนผสมของน้ำยาล้างขวดนมคุณแม่ควรเลือกซื้อน้ำยาล้างขวดนมที่เป็นสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายของทารก เน้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นออร์แกนิค🌱 มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสารเคมี🧪 เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมมาจากสารเคมีมีแนวโน้มที่จะทิ้งสารตกค้างไว้ในขวดนมพลาสติกได้ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ มี keyword ว่า Hypoallergenic และ Sensitive skinขนาดของน้ำยาล้างขวดนมคุณแม่ควรเลือกน้ำยาล้างขวดนม🧴ขนาดที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ควรเลือกซื้อในปริมาณที่พอดี คำนึงถึงการใช้งานตามความเป็นจริง และพื้นที่ในการเก็บรักษา หากซื้อน้ำยาล้างขวดนมขนาดใหญ่เกินไปอาจถือเป็นการสิ้นเปลืองมากกว่าความคุ้มค่า และอาจจะใช้ไม่สินค้าไม่ทันก่อนสินค้าหมดอายุ 3 ขั้นตอนในการทำความสะอาดขวดนมขั้นตอนที่ 1 แยกชิ้นส่วนของขวดนมแยกชิ้นส่วนของขวดนมออกเป็นชิ้นๆ จะประกอบไปด้วยจุกนม ฝาและขวดนมตามลำดับ คุณแม่ควรสังเกตคราบนมที่แห้งติดอยู่ในซอกขวดนมและขจัดคราบนั้นออก เพราะคราบเหล่านั้นเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย🦠ที่อาจแพร่เชื้อสู่ทารกได้ขั้นตอนที่ 2 ล้างด้วยน้ำยาล้างขวดนมหลังจากถอดชิ้นส่วนของขวดนมออกแล้ว ให้คุณแม่เตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการล้าง โดยเปิดน้ำร้อนลงในกะละมัง แล้วจึงเทน้ำยาล้างขวดนม🧴ลงไปผสมกับน้ำร้อนจนเป็นฟอง🫧 หลังจากนั้นจึงนำชิ้นส่วนทั้งหมดลงไปแช่ในกะละมังขั้นตอนที่ 3 นำแปรงมาขัดขวดนมหลังจากที่ทุกชิ้นส่วนถูกแช่ลงในกะละมัง🪣 ที่เต็มไปด้วยฟองจากน้ำยาล้างขวดนมแล้ว ให้คุณแม่นำแปรงขัด🪥ขวดนมมาทำความสะอาดขวดนม โดยคุณแม่ควรเลือกแปลงที่มีได้มีด้ามจับถนัดมือ สามารถเข้าไปทำความสะอาดตามซอกของขวดนมได้ หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้ว คุณแม่สามารถนำขวดนมลูกไปต้มหรือนึ่ง♨️ในเครื่องหนึ่งขวดนมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีกรอบความเสี่ยงจากการใช้ขวดนมที่ไม่สะอาดติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารในกรณีที่คุณแม่ขจัดคราบในขวดนมได้ไม่หมดและคราบนั้นยังติดอยู่ในขวดนม เชื้อโรคและแบคทีเรีย🦠ที่สะสมอยู่ในลักษณะของคราบฝังลึกในขวดนมจะส่งผลให้น้ำนมที่ชงเสียเร็วขึ้นและอาจก่อให้เกิดอาการอาเจียน🤮 ท้องเสีย หรือติดเชื้อในทางเดินอาหารของทารกในที่สุด     น้ำยาล้างขวดนมนั้นถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อทารกเป็นอย่างมาก  คุณแม่จึงควรให้ความสำคัญในการเลือกน้ำยาล้างขวดนมที่ปราศจากสารเคมี SLS (Sodium Lauryl Sulfate) พาราเบน (Paraben) และได้ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนัง👨‍🔬ว่าปลอดภัยต่อทารก เพื่อให้มั่นใจว่าขวดนมของลูกนั้นปราศจากสารตกค้างที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาในภายหลัง

Content Image

ทารกหัวบวมหลังคลอด เกิดจากอะไร?

ทารกหัวบวมเป็นหนึ่งในอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นภาวะที่ศีรษะของทารกมีลักษณะปูดบวมจึงทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความกังวลว่าจะเป็นอันตรายไหม ซึ่งวันนี้เราจะมาไขข้อค้องใจไปด้วยกันค่ะ ทำความรู้จักกับภาวะหัวบวมในเด็กทารกภาวะที่ทารกหัวบวมนั้นมีการเรียกชื่อทางการแพทย์👨‍⚕️ว่า Caput Succedaneum ซึ่งเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากการคลอดตามธรรมชาติ เป็นอาการที่ศีรษะบวมน้ำ เนื่องจากมีของเหลวอยู่ใต้ผิวหนังของศีรษะที่เกิดจากการกดทับที่ศีรษะตามปกติขณะผ่านออกจากช่องคลอด อันตรายไหม?ซึ่งอาการนี้ไม่เป็นอันตราย และ ไม่ใช่การบาดเจ็บที่ลึกลงไปถึงศีรษะหรือสมอง🧠 และจะสามารถดีขึ้นไปเองได้ในไม่กี่วัน แต่ถึงอย่างนั้นอาการนี้ก็อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อาการตัวเหลืองในทารกแรกเกิดดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรคอยสังเกตลูกอย่างสม่ำเสมอนะคะ อาการและภาวะแทรกซ้อนอาการทารกหัวบวมอาการของทารกหัวบวมนั้น👶 ก็คือจะมีจุดบวมพอง แต่นิ่ม ที่บริเวณใต้ผิวศีรษะ ด้านในด้านหนึ่งหรืออาจขยายไปถึงกลางหนังศีรษะ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าทารกนำส่วนไหนผ่านช่องคลอดออกมาก่อนนั่นเอง       มีภาวะแทรกซ้อนไหม?แม้ว่าอาการนี้จะไม่เป็นอันตรายและสามารถดีขึ้นเองได้ แต่การที่ทารกถูกบีบรัดมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดรอยฟกช้ำ ได้ รวมถึงรอยเหล่านี้จะทำให้ระดับบิลิรูบินมากขึ้นและทำให้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคดีซ่าน หรือ ตัวเหลืองในทารกได้ 😟มีวิธีการรักษาอย่างไร?จริงๆแล้วภาวะทารกหัวบวมไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหรือต้องเร่งด่วนในการรักษา โดยการไปเจาะนำของเหลวออกมาอาจทำให้ติดเชื้อ🦠และแย่ลงได้ ทางที่ดีที่สุดคือการเฝ้าระวังและไม่นานลูกก็จะหายเป็นปกติเองค่ะ โดยสรุปคืออาการทารกหัวบวมนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทารกที่คลอดโดยธรรมชาติ และจะสามารถหายไปได้เอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป และคอยสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด เท่านี้ลูกก็จะเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัยแล้วล่ะค่ะ

Content Image

เทคนิคการแก้ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับ

     คุณแม่รู้ไหมคะว่าปัญหาทารกนอนไม่หลับ💤 อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์ของเจ้าตัวน้อยได้อย่างมาก วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเจ้าตัวน้อยนอนไม่หลับมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้เด็กทารกนอนไม่หลับ👉เกิดจากการที่ลูกนอนไม่เพียงพอสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ทารกนอนไม่เป็นเวลา😴 เพราะคุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ฝึกให้ลูกเข้านอนเวลาเดียวกันทุกคืนนั่นเอง👉เกิดจากสภาพแวดล้อมเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการนอนหลับ เช่น ห้องนอนที่อุ่น หรือเย็นจนเกินไป, ห้องที่มีแสงไฟสว่าง💡 หรือมืดจนเกินไป หรือแม้กระทั่งเตียงหรือหมอนที่นุ่ม หรือแข็งเกิน🛌 เป็นต้น สามารถทำให้ทารกรู้สึกกลัวหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ สะดุ้งตกใจร้องไห้ได้ด้วยเช่นกัน😭👉เกิดจากทารกได้รับนมในปริมาณที่ไม่เหมาะสมปัญหาการให้น้ำนมมากไปหรือน้อยไปอาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายและทำให้นอนหลับได้ยาก เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องใส่ใจอยู่เสมอ ร่วมกับรูปแบบการให้นมของลูกน้อยด้วยเช่นกัน คุณแม่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าทารกได้รับนมในปริมาณที่เพียงพอหรือไม่🤱👉เกิดจากสุขภาพของทารกในกรณีที่ทารกมีสุขภาพผิดปกติ จนทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับไม่สนิท ซึ่งอาจจะมาจากอาการต่างๆ เช่น กรดไหลย้อน, ภูมิแพ้😷 และอาการอื่น ๆ เป็นต้น หาคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าอาการป่วยเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนไม่หลับ แนะนำให้รีบเข้ารับการปรึกษากับกุมารแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล🏥ทันทีค่ะ เพราะปัญหานี้อาจจะส่งผลเสียกับลูกในระยะยาวได้วิธีแก้ปัญหาเมื่อทารกนอนไม่หลับ✨หาหมอนที่ทำให้ลูกหลับสบายการที่ลูกได้นอนหนุนหมอนที่ดี จะสามารถช่วยให้ทารกรู้สึกปลอดภัย สบายตัวและนอนหลับได้ดีขึ้นได้ ซึ่งหมอนที่ดีนั้นควรจะให้สัมผัสนุ่มและอบอุ่น เหมือนกับสัมผัสของแม่นั่นเอง ทำให้ลูกรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดจากแม่🤗 ทารกก็จะรู้สึกปลอดภัยจนหลับสนิทนั่นเอง✨ฝึกให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาการจัดกิจวัตรเข้านอนของทารกให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ🕗 จะทำให้แม่สามารถควบคุมวงจรการนอนหลับและตื่นนอนของเจ้าตัวน้อย ส่งผลให้ทารกหลับได้ง่ายและสนิทมากยิ่งขึ้น✨จัดสภาพแวดล้อมให้น่านอนยิ่งขึ้นการจัดสภาพแวดล้อมงั้นถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีจะเอื้อต่อการนอนหลับของทารก แถมยังทำให้ทารกรู้สึกสบายอีกด้วย🥰 โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์ช่วยนอน ดังเช่น “ผ้าห่อตัวเด็ก” จากงานวิจัยพบว่าการใช้ผ้าห่อตัวทารกขณะนอนหลับจะช่วยให้เด็กหลับได้นานขึ้น 1-3 ชั่วโมงเลย เพราะช่วยเลียนแบบความรู้สึกเหมือนอยู่ในครรภ์แม่ สามารถลดการสะดุ้งตื่นตกใจจนร้องไห้จากการถูกกระตุ้น ขณะนอนหลับได้อีกด้วย     ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับ ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทารก👶 แต่คุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะ เพราะการนอนหลับที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกในระยะยาวนั่นเองค่ะ เมื่อคุณแม่เข้าใจถึงสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับแล้ว คุณแม่ก็สามารถปฏิบัติตามได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเลยนะคะ!

Content Image

ศีรษะทารกแรกเกิดบวมโน อันตรายไหม?

     คงเป็นที่น่าตกใจและน่ากังวลใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่👫อยู่ไม่น้อย หากพบว่าเมื่อคลอดเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าตัวน้อยของเรามีศีรษะที่บวมโนหรือไม่เป็นรูปเป็นร่าง🤕 ภาวะนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปกติหรือไม่ ในอนาคตจะกลับมาเป็นรูปร่างปกติหรือเปล่า หากศีรษะเป็นแบบนี้จะเป็นอันตรายไหม บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️อาการศีรษะบวมที่เป็นปกติหลังคลอดสิ่งที่เราต้องทราบเป็นอันดับแรก คือ ช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์🚼ของคุณแม่จนถึงช่วงอายุประมาณหนึ่งขวบครึ่ง กะโหลกศีรษะของทารกจะยังไม่ปิดสนิท นั่นหมายถึงศีรษะจะมีความอ่อนนุ่ม และเนื่องจากศีรษะเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายเมื่อเทียบกับอวัยวะอื่นๆในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ การบีบรัดจากช่องคลอดในระหว่างคลอดก็มีส่วนทำให้รูปร่างศีรษะของเจ้าตัวน้อย👶นั้นบิดเบี้ยวไปได้เล็กน้อยค่ะ และอาการจะค่อยๆหายไปเอง แต่กระดูกกะโหลกนั้นจะสามารถปิดเชื่อมตัวกันได้อย่างสมบูรณ์เมื่อทารกมีอายุประมาณหนึ่งปีกับอีก 6 เดือนขึ้นไปค่ะจุดเปราะบางบนกะโหลกทารกแรกเกิดในช่วงก่อนหน้าเราได้พูดถึงการที่กระดูกกะโหลกของทารกยังไม่พัฒนามากพอที่จะปิดหรือผสานกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้ศีรษะของทารกนั้นมีความยืดหยุ่น คำถามคือแล้วบริเวณไหนบ้างที่จะมีความยืดหยุ่นเกิดขึ้น ซึ่งก็นับเป็นบริเวณที่คุณแม่ควรใส่ใจและดูแลเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่ค่อนข้างบาง หากเกิดการกระทบกระเทือนก็มีโอกาสสูงที่จะส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมอง🧠ของเด็กค่ะ จะมีตรงไหนบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ👉กระดูกกะโหลกบริเวณกระหม่อมข้างหน้า 2 จุด👉กระดูกกะโหลกบริเวณกระหม่อมหลัง 1 จุด👉บริเวณด้านข้างของกระหม่อมค่อนไปทางด้านหลัง 2 จุด👉บริเวณกระหม่อมกกหู 2 จุดอาการศีรษะบวมที่ผิดปกติหลังคลอดเกิดได้จากหลายสาเหตุ💫ภาวะศีรษะบวมจากการที่ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด บริเวณศีรษะของเด็กจะถูกกดทับกับขอบมดลูกที่ยังไม่เปิดหรือเปิดไม่หมดของคุณแม่ ทำให้เลือด🩸ไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหนังหุ้มศรีษะบริเวณนั้นได้สะดวกมากนัก เมื่อคลอดออกมาศีรษะทารกจึงมีลักษณะบวม โดยทั่วไปแล้วอาการนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา🙅‍♀️ เพราะจะสามารถหายไปได้เองในช่วงระยะเวลาประมาณ 2-3 วันค่ะ💫ภาวะเลือดออกบริเวณเยื่อหุ้มใต้กะโหลกศีรษะของทารก เลือดจะค่อยๆซึมออกและมาคั่งอยู่บริเวณชั้นใดชั้นหนึ่งของกะโหลกศีรษะ💀 หลังคลอดออกมาอาจพบว่าทารกตัวซีด🥶 แต่โดยทั่วไปแล้วภาวะนี้จะค่อยๆบรรเทาและหายเองภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนค่ะ💫ภาวะเลือดคั่งใต้ช่องว่างเนื้อเยื่อพังผืดกะโหลกกับเยื่อหุ้มกะโหลก มีขอบเขตบริเวณเริ่มตั้งแต่เบ้าตา👁️ลามไปยังท้ายทอย และบริเวณด้านข้างหู👂ข้างหนึ่งลามไปถึงหูอีกข้าง ทำให้เกิดก้อนเนื้อที่มีลักษณะบวมโต นับเป็นภาวะที่อันตรายเพราะทำให้ทารกเกิดภาวะช็อค🫨ตามมาจากการเสียเลือดได้💫ภาวะเลือดออกในเนื้อสมอง🩸🧠 เกิดจากการที่หลอดเลือดภายในเนื้อสมองเองเกิดการแตก จนทำให้มีอาการผิดปกติของสมองบริเวณนั้นเกิดขึ้นตามมา     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงทราบกันไปเรียบร้อยแล้วนะคะ ว่าอาการหัวเบี้ยวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นปกติ แต่ก็มีบางรูปแบบที่ไม่ปกติเช่นเดียวกัน หากคุณผู้อ่านสังเกตว่าเจ้าตัวน้อย👶มีลักษณะรูปร่างของศีรษะที่เบี้ยวหรือผิดปกตินานกว่า 3 เดือนแล้วยังไม่หาย หรือยังไม่มีทีท่าจะกลับมาปกติ แนะนำว่าคุณผู้อ่านควรรีบพาเจ้าตัวน้อยเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ทันทีค่ะ เพราะอาจเป็นอาการศีรษะเบี้ยวที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือช่วงคลอด แพทย์อาจต้องใช้การรักษาเพิ่มเติมเพราะเด็กไม่สามารถหายจากภาวะเหล่านี้เองได้ค่ะ

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

Content Image

โรคซางในเด็กเกิดขึ้นจากอะไรนะ?

เราจะสามารถพบโรคซางในเด็กเล็กโดยเด็กจะมีไข้🌡️ ซึ่งมีสาเหตุที่เด็กเกิดการขาดสารอาหารจนทำให้เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน มีอาการเบื่ออาหาร ทานน้อย หากเป็นหนักก็จะมีไข้ ซึ่งโรคซางในเด็กเล็กนั้นมีสาเหตุและมีวิธีรับมืออย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กโรคซางคืออะไร?โรคซาง คือ โรคที่มักพบในเด็กที่ขาดสารอาหาร🍲 แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอาการร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็กได้ ซึ่งจะมีอาการอย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ อาการของโรคซาง✨ช่องปากมีแผลหรือเม็ด✨บริเวณลิ้น👅และโคนลิ้นมีการเกิดของฝ้า✨น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด✨มือเท้าเย็น🦶✨มีผื่นขึ้นตามตัวในบางราย✨มีลักษณะพุงโรก้นปอด✨ทารกมีเหงื่อ💦ออกมากกว่าปกติ✨เบื่ออาหาร ไม่ทานนมและข้าว✨ปวดศีรษะ✨มีไข้สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กสาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กมักจะเกิดมาจากการขาดความเข้าใจในการให้อาหารลูกน้อยอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการที่ลูกน้อยควรได้รับดังนี้✨ในช่วง 6 เดือนแรก ทารกได้รับนมแม่🍼ไม่เพียงพอ✨มีการให้นมผสมอย่างไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ปริมาณ ชนิดนม หรือวิธีผสมที่ไม่เหมาะกับลูกน้อย✨เริ่มให้ลูกทานอาหารเสริมเร็วหรือช้าเกินไป✨เกิดจากความยากจน จนไม่สามารถหาอาหารประเภทโปรตีนเช่น เนื้อ🍖 นม ให้ลูกทานได้อย่างเพียงพอ ✨เมื่อเด็กป่วยก็จะเบื่ออาหาร รวมถึงมีการย่อยและการดูดซึมบกพร่องทำให้ได้อาหารน้อยลงไปอีก✨ให้ลูกทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์🍬 กินจุกจิก ทำให้อิ่มจากขนมและไม่ยอมทานอาหารมื้อหลักผู้ปกครองสามารถดูแลและป้องกันได้ตามนี้✨ นมแม่เป็นแหล่งอาหาร และจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ลูกจนถึงตอนโต ดังนั้นควรให้ลูกทานนมแม่มากกว่า 6 เดือน✨ ฝึกนิสัยการกินที่ดีให้กับลูก ฝึกให้ลูกกินเป็นเวลา⏲️นั่งเรียบร้อยอยู่กับที่ ไม่กินไปเล่นไป ไม่กินจุบจิบก่อนถึงมื้อหลัก✨ สอนให้ลูกทานอาหารให้เป็นเวลา นั่งอยู่กับที่ และไม่ทานของทานเล่นก่อนถึงมื้ออาหารหลัก✨ ควรให้ลูกทานอาหารเสริม🍲 ให้เหมาะสมกับวัยของลูก โดยเมื่อลูกเข้าสู่อายุ 6 เดือนก็สามารถเริ่มให้ลูกทานได้ดีละน้อย โดยค่อยๆ เพิ่มความหลากหลาย เพิ่มความหยาบ และไม่ควรไปบังคับให้ลูกกิน และพยายามจูงใจลูกด้วยวิธีต่างๆแทน ✨ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาถ่ายพยาธิแก่เด็ก👶หากเด็กมีอาการพุงโรก้นปอดจากการมีพยาธิในลำไส้ เพื่อกำจัดพยาธิที่กำลังแย่งสารอาหารจากเด็กไปโรคซางนั้นนอกจากจะทำให้เด็กมีกล้ามเนื้อลีบไม่แข็งแรงผอมแห้งแล้ว ระบบทางเดินหายใจ ระบบขับถ่ายก็ยังถูกส่งผลกระทบ และยังมีพัฒนาการที่ช้าอีกด้วย ซึ่งผู้ปกครองสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยการดูแลการกินให้ลูกน้อย เท่านี้ก็สามารถทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงได้แล้วค่ะ 

Content Image

อุแง๊!! ปลอบหนูหน่อย

เมื่อลูกน้อยร้องดังขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต่างรีบร้อนเข้าไปปลอบประโลม หรือ พาลูกน้อยไปดูสิ่งต่างๆ แต่บางครั้งลูกน้อยก็ยังไม่หยุดร้อง ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีปลอบลูกน้อยมาฝากกันค่ะ วิธีหยุดลูกร้องไห้งอแง✨ร้องเพลงกล่อมเด็กการร้องเพลงกล่อมเด็ก🎵จะช่วยให้ทารกสงบลงได้อย่างไม่คาดคิดเลยค่ะ เมื่อทารกได้ฟังเสียงคุณแม่อันคุ้นเคย พร้อมกับฟังทำนองเพลง ก็จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสงบลงได้✨การนวดการนวดเบาๆ ตามร่างกายของลูก จะช่วยคลายเครียดและจะช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอลลง (ฮอร์โมนคอร์ติซอลเป็นตัวทำให้เกิดความเครียดในเด็กนั่นเองค่ะ)✨ยืดกล้ามเนื้อลองจับลูกนอนหงายและทำท่าปั่นจักรยาน🦵อากาศดู โดยยกปลายเท้าของลูกและทำท่าหมุนเหมือนปั่นจักรยาน วิธีนี้จะช่วยไล่ลมในท้องของลูกเมื่อลูกมีอาการปวดท้องจากการมีแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะ วิธีอื่นๆ✨กอดลูกไว้แนบอกบ่อยครั้งที่เมื่อทารกร้องไห้😭 แล้วคุณแม่อุ้มมากอดลูกไว้แนบกับอก ก็จะทำให้ทารกหยุดร้องทันที เพราะทารกรู้สึกถึงความปลอดภัย เหมือนตอนที่เคยอยู่ในครรภ์ของมารดานั่นเอง✨เอาของเล่นกรุ๊งกริ๊งมาล่อทารกจะชอบเสียงกรุ๊งกริ๊งและอะไรก็ตามที่มีประกายแวววับ ดังนั้นเมื่อลูกร้องอาจลองนำของเล่นหรือของที่มีเสียงหรือลวดลายต่างๆมาเบี่ยงเบนความสนใจของลูกดูค่ะ✨การเคลื่อนไหวไปมาการพาลูกน้อยโยกไปมา หรือเดินไปมา🚶 พาไปดูสิ่งต่างๆรอบบ้านก็จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของลูกได้และทำให้ลูกสงบได้อย่างรวดเร็วลองวิธีนี้ดูนะคะ ✨ พาลูกไปดูธรรมชาติเมื่อลูกร้องไห้โยเยลองพาลูกไปสูดอากาศข้างนอกดู🌳 การที่ลูกได้ชมวิว สูดดมกลิ่นธรรมชาติ จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศเดิมๆที่อยู่แต่ในบ้าน อาจช่วยให้ลูกหยุดร้องและสนใจสิ่งต่างๆรอบตัวค่ะ✨ตรวจสอบหากระหว่างให้นมแล้วลูกร้องไห้ ลองตรวจสอบว่ามีสิ่งแปลดปลอมอยู่ในน้ำนม🥛หรือไม่ เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงของรสชาติ หรือ มีสิ่งแปลกปลอมลูกน้อยก็จะร้องส่งสัญญาณทันทีค่ะ✨อุ้มแกว่งไปมาเบาๆการอุ้มลูกและแกว่งไปมาเบาๆ จะช่วยให้ลูกเคลิ้มและหลับได้ง่ายนะคะ โดยจะต้องอุ้มในที่ที่ไม่มีเสียงดังและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยในการนอนค่ะ เมื่อลูกเคลิ้มหลับ💤แล้วก็สามารถวางลูกลงบนเตียงได้เลยค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นลูกน้อยไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ ดังนั้นคุณแม่ควรพิจารณาวิธีต่างๆข้างต้นเพื่อปลอบให้เหมาะสมกันไปในแต่ละโอกาสนะคะ 

Content Image

เทคนิคในการเลือกซื้ออ่างอาบน้ำสำหรับลูก

     คุณพ่อคุณแม่มือใหม่คงกำลังเลือกหาอ่างอาบน้ำ🛀สำหรับเจ้าตัวน้อยอยู่ใช่ไหมคะ  วันนี้ทางเราได้รวบรวมเทคนิคที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้เลือกซื้ออ่างอาบน้ำที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับลูก เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️4 หลักเกณฑ์ในการเลือกซื้ออ่างอาบน้ำเด็ก👉วัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงเสมอก่อนเลือกซื้ออ่างอาบน้ำคือวัสดุที่แข็งแรงและทนทาน เนื่องจากอ่างอาบน้ำนั้นจะต้องบรรจุน้ำเพื่อให้เด็กน้อยอาบ  หมายความว่าอ่างที่มีวัสดุแข็งแรงทนทาน💪จะสามารถรับน้ำหนักของลูกน้อยในขณะอาบน้ำได้อย่างดี และไม่เสี่ยงต่อการที่อาจจะแตกหักได้ง่ายขณะใช้งาน👉อ่างอาบน้ำที่มีพื้นผิวกันลื่นได้อ่างอาบน้ำที่ดีจะต้องมีวัสดุที่สามารถกันลื่นได้ เพราะนั่นหมายถึงลูกน้อยจะสามารถอาบน้ำได้อย่างปลอดภัย และไม่เสี่ยงต่อการลื่นล้มหัวฟาด🤕ในขณะอาบน้ำ👉ขนาดเหมาะสมสำหรับการใช้งานคุณแม่ควรเลือกซื้ออ่างอาบน้ำที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ใช้งานในห้องน้ำ ควรเลือกเป็นอ่างอาบน้ำที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อที่คุณแม่จะสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก👉อ่างอาบน้ำที่มีลักษณะโค้งมนคุณแม่ควรเลือกซื้ออ่างอาบน้ำที่มีลักษณะขอบเรียบเนียน โค้งมน และไม่มีความคมของขอบอ่างอาบน้ำ เพราะหากอ่างอาบน้ำมีลักษณะคม อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกได้ในขณะอาบน้ำ เช่น อาจทำให้ลูกเป็นแผล🩸 และกลัวการอาบน้ำในที่สุด3 ประเภทของอ่างอาบน้ำ1️⃣ อ่างอาบน้ำแบบพลาสติกอ่างอาบน้ำแบบพลาสติกจะมีข้อดี คือ มีน้ำหนักเบา มีความแข็งแรงและทนทาน รวมไปถึงจะมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างจึงทำให้ลูกรู้สึกสบาย🥳เมื่ออาบน้ำในอ่างพลาสติก2️⃣ อ่างอาบน้ำแบบสูบลมอ่างอาบน้ำแบบสูบลมนั้นเป็นที่ชื่นชอบของเจ้าตัวน้อย👶เป็นอย่างมาก เพราะเด็กจะรู้สึกเพลิดเพลินเหมือนเล่นอยู่ในสวนสนุก อีกทั้งอ่างประเภทนี้ยังมีน้ำหนักเบาพกพาง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน คุณแม่เพียงต้องสูบลมเข้าและสูบลมออกเมื่อเลิกใช้งานเพียงเท่านี้ 3️⃣ อ่างอาบน้ำแบบเบาะอ่างอาบน้ำแบบเบาะจะเหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด เพราะอ่างแบบนี้จะสามารถวางลงบนอ่างล้างหน้า🚰ในห้องน้ำได้ ซึ่งถือว่าสะดวกสบายต่อคุณแม่เมื่อต้องอาบน้ำให้ลูก แต่มีข้อเสียคือ เมื่อเด็กตัวโตขึ้นจะไม่สามารถใช้งานอ่างในลักษณะนี้ได้     สรุปคือคุณแม่ควรเลือกอ่างอาบน้ำ🛀โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการใช้งานเป็นหลัก การเลือกใช้อ่างอาบน้ำที่ได้มาตรฐาน สามารถรองรับน้ำหนักลูกได้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถป้องกันการเกิดอันตรายของทารกในช่วงขณะอาบน้ำได้ค่ะ

Content Image

กลับบ้านเรากันเถอะ!

คุณแม่มือใหม่อาจกำลังกังวลว่าในวันแรกที่รับลูกน้อยกลับมาบ้านนั้นควรจะเตรียมสิ่งจำเป็นอะไรบ้าง ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้แล้ว!ต้องเตรียมอะไรบ้างนะ?คุณแม่มือใหม่...วันแรกที่คุณแม่พาลูกน้อยกลับบ้าน🏠เป็นวันที่คุณแม่จะได้เลี้ยงลูกน้อยโดยไม่มีความช่วยเหลือจากคุณพยาบาล โดยในคืนแรกที่พากลับมานั้น ลูกน้อยอาจไม่คุ้นชินกับสถานที่ใหม่ จึงอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและร้องไห้งอแง😭ได้ คุณแม่สามารถเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อรับมือกับการดูแลลูกน้อยในวันแรกได้ค่ะควรเตรียมอะไรบ้างคุณแม่ควรเตรียมผ้าเอาไว้ห่อลูกน้อย เพราะลูกน้อยที่เพิ่งคลอดออกมาจะยังไม่ชินกับสภาวะและอากาศภายนอก ดังนั้นการห่อตัวไว้ด้วยผ้า หรือ นอนกอดไว้จะทำให้ลูกน้อย👶รู้สึกอบอุ่นเหมือนตอนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ จะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัยและหลับสบายขึ้นนั่นเองค่ะคุณแม่สามารถเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเด็กทารก👚ไว้ด้วย โดยควรเลือกเป็นเสื้อผ้าที่ไม่อึดอัด นุ่ม และ ถอดออกง่าย โดยควรดูอุณหภูมิอากาศในห้องที่ลูกน้อยอยู่ด้วยว่าควรเลือกเสื้อผ้าที่หนาหรือบางขนาดไหน  สถานที่และเสียงดนตรีเปิดเพลงให้ลูกฟังหากลูกน้อยเริ่มร้องไห้ลองเปิดเพลง🎵ให้ลูกน้อยฟังดูสิคะ โดยเลือกเพลงที่เคยเปิดให้ฟังตอนลูกน้อยอยู่ในครรภ์เพราะเป็นเพลงที่เขาคุ้นชิน ก็อาจช่วยให้ลูกน้อยหยุดร้องได้นะคะ อุ้มลูกน้อยหากลูกน้อยร้องไห้หนักมากๆ😭 คุณแม่อาจต้องอุ้มลูกน้อยและเดินไปมา หรืออาจนั่งบนเก้าอี้หรือบนโซฟาสักระยะจนกว่าจะหยุดร้อง หากยังไม่หยุดร้อง คุณแม่อาจต้องอุ้มลูกน้อยไว้บนตัวเลยก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายของคุณแม่👩 ก็ควรเตรียมสถานที่ที่เหมาะสมเมื่อต้องนั่งหรือนอนระหว่างดูแลลูกน้อย หรือ ระหว่างให้นมลูกนั่นเองค่ะ เตรียมอะไรอีกดี?หมั่นเช็คผ้าอ้อมบางครั้งลูกน้อยอาจร้องไห้เพราะรู้สึกไม่สบายตัวจากผ้าอ้อมที่เปียกแฉะ ให้คุณแม่หมั่นเช็คผ้าอ้อมทุกครั้งที่ลูกน้อยเริ่มร้องไห้😭นะคะ เตรียมร่างกายสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเลยคือการเตรียมร่างกายของคุณ👩แม่ให้พร้อมเพราะนอกจากจะต้องทำงานบ้านแล้วก็ยังต้องดูแลลูกน้อยทั้งกลางวันและกลางคืนด้วย โดยหากช่วงไหนที่ลูกน้อยนอนหลับ คุณแม่ก็ควรอจะงีบหลับเติมพลังเช่นกันนะคะ ในวันแรกของการพาลูกน้อยกลับบ้าน คุณแม่อาจต้องอดทนเหนื่อยสักนิด เพราะลูกน้อย👶ยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ โดยหากผ่านไปได้ลูกน้อยก็จะปรับตัวได้และเวลาในการนอนการจะยาวขึ้น ทำให้คุณแม่เหนื่อยน้อยลงในที่สุดค่ะ สู้ๆนะคะ คุณแม่คนเก่ง!

Content Image

ลักษณะนิสัยของเด็กที่เกิดปีมังกร 2024 เป็นแบบนี้!

     คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านที่กำลังวางแผนมีเจ้าตัวน้อยในปีมะโรง 2567🐲 หรือกำลังจะคลอดเจ้าตัวน้อยในปีนี้คงจะสงสัยว่าเด็กที่เกิดในปีนี้มีลักษณะนิสัยอย่างไรบ้าง วันนี้ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาให้ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️เด็กเกิดปีมังกรมีลักษณะนิสัยอย่างไร?👶 ลักษณะนิสัยของเด็กที่เกิดปีมังกร 2567เด็กที่เกิดในปีมังกรจะมีความเป็นผู้นำ🫡 มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ยอมใครง่าย มีอำนาจเด็ดขาด ยืนหยัดแน่วแน่ในความคิดความเชื่อของตัวเอง มีความกระตือรือร้น คล่องแคล่วว่องไว ฉลาด ใฝ่รู้💡 เป็นเด็กที่มีศิลปะในการพูด เป็นที่ปรึกษาที่ดีให้แก่มิตรสหาย มีพรรคพวกเยอะ เพราะเป็นคนใจกว้างใจใหญ่ มีแต่คนนับหน้าถือตา และยังชอบช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย หากโตไปเป็นคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นผู้ที่คอยสนับสนุนและข้างเคียงลูกได้อย่างดีเยี่ยมเดือนที่เป็นมงคลของเด็กเกิดปีมังกร 2567✨เดือน 1, 11, 12 เด็กที่เกิดมาในเดือนเหล่านี้จะเป็นคนใจบุญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นที่เคารพรักของคนทั้งหลาย🙏 และยังเป็นเจ้าคนนายคนอีกด้วยค่ะ ✨เดือน 2, 3, 4 เด็กที่เกิดมาในเดือนเหล่านี้จะมีสติปัญญาดี มีอาชีพการงานก้าวหน้ารุ่งเรือง หากตั้งใจและลงมือทำงานใดอย่างสุดฝีมือ ก็จะสมหวังทุกประการ ถือว่าเป็นเด็กที่มีแววประสบความสำเร็จสูงในชีวิต👏✨เดือน 5, 6, 7เด็กที่เกิดมาในเดือนเหล่านี้พอโตมาจะเป็นคนใหญ่คนโต มีวาสนา ก้าวหน้ารุ่งเรือง💼 และมีหน้ามีตาในสังคมเช่นเดียวกันค่ะวันที่เป็นมงคลสำหรับเด็กปีมังกร 2567 👉เด็กที่เกิดวันจันทร์จะเป็นผู้ที่มีบุญพาวาสนาส่ง เป็นที่นับหน้าถือตา เก่งในเรื่องค้าขาย💰 และได้กำไรดีงาม และหากทำงานราชการก็ทำได้ดี ไม่ติดขัด👉เด็กที่เกิดวันพฤหัสบดี จะเป็นผู้ที่มีบุญ เปรียบเสมือนขุนนางชั้นสูง ไปไหนมาไหนก็ไม่ลำบากกายใจ มีคนคอยต้อนรับเป็นอย่างดี มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่มักมีเกณฑ์ได้เดินทางไกลอยู่เสมอ✈️👉เด็กที่เกิดวันศุกร์ จะเป็นผู้ที่มีดวงโดดเด่นในสายงานข้าราชการ👨🏻‍⚖️ ได้ดิบได้ดี มีเจ้าขุนมูลนายคอยอุปถัมภ์อยู่เสมอ👉เด็กที่เกิดวันเสาร์ วันอาทิตย์เด็กจะมีนิสัยอารมณ์ร้อน โกรธง่ายหายไว🤬 แต่หากโตไปเป็นผู้ใหญ่แล้วจะโดดเด่นในการทำราชการ มีอำนาจบริวาร และเป็นที่นับถือของผู้คนอย่างมาก     สรุปได้ว่าเด็กที่เกิดในปีมังกร 2567🐲 หากพูดตามหลักโหราศาสตร์ไทยแล้ว การที่เราจะดูว่าเด็กเกิดปีนี้ดีไหม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูส่วนประกอบอื่นด้วย เช่น นิสัยส่วนตัวของเด็กแต่ละคน เพราะเด็กที่เกิดปีมะโรงก็มีนิสัยที่พึงระวังอยู่บ้าง เช่น นิสัยดื้อรั้น ไม่ยอมคน โกรธง่ายแต่หายเร็ว ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้านของชีวิต ไม่ชอบการผูกมัดในความสัมพันธ์ และยังเบื่อความซ้ำซากจำเจ และเนื่องจากนักษัตรของเด็กปีมะโรง 2567 เป็นธาตุทอง⭐️ ทำให้จึงต้องระวังในเรื่องของปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับช่องปาก ตับ ม้าม กล้ามเนื้อ และกระเพาะ ด้วยค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.