Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 3 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการหายใจไม่สะดวกในหญิงตั้งครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจกำลังรู้สึกหายใจไม่สะดวก😮‍💨 หายใจได้ไม่เต็มปอด หรืออาจรู้สึกลำบากเวลานอน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับสรีระของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ👶🤰 ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ และ วิธีการรับมือกับอาการหายใจไม่สะดวกกันค่ะ ทำไมถึงรู้สึกหายใจไม่สะดวก✨สาเหตุที่คนท้องหายใจได้ไม่สะดวกการเติบโตของทารกในครรภ์👶 การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากขึ้น หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการหายใจของคุณแม่ที่มีมาก่อนแล้วและถูกกระตุ้นเมื่อตั้งครรภ์🤰 โดยอาการหายใจไม่สะดวก😮‍💨 นี้มักพบในไตรมาสที่ 3 เพราะทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้มดลูกขยายตัวไปดันอวัยวะรอบๆ รวมถึงปอดนั่นเองค่ะ✨อาการที่พบได้บ่อยอาการที่พบได้บ่อยได้แก่การหายใจถี่ และรู้สึกเมื่อยล้าง่าย ร่างกายอ่อนแอ มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีสีเล็บและผิวหนังที่ผิดปกติ🤰 โดยการหายใจไม่สะดวกนี้เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงอาการจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่ สรีระของคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ อาการหายใจไม่สะดวกเป็นอันตรายไหม?การหายใจไม่สะดวกมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม?โดยปกติแล้วอาการหายใจติดขัด😮‍💨 จะไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่อาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายตัว และอาจรู้สึกลำบากในการนอนหลับ รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า หากมีอาการแบบนี้ให้รีบพบแพทย์แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีปัญหาการควบคุมลมหายใจอย่างมาก หรือ เกิดการขาดออกซิเจนนานๆ ในกรณีนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณแม่🤰และลูกในครรภ์👶 ในได้นะคะ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรง หายใจไม่ได้นานๆ อ่อนเพลีย เจ็บหน้าออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะวิธีรับมือกับอาการหายใจติดขัดขณะตั้งครรภ์✨พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องใช้พลังเยอะ อย่างการซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว เพราะหากทำมากไปจะทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจลำบากและเหนื่อยง่าย✨พยายามนั่งให้ตัวตรงและผ่อนไหล หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น✨หากอยู่ในท่านอนให้ใช้หมอนหนุนร่างกายส่วนบน ก็จะทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ✨หากรู้สึกว่าท่าที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่นี้หายใจไม่ค่อยออกก็ลองหาท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดค่ะ ✨การฝึกหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยหอบได้ดีขึ้นค่ะ ✨อาจลองออกกำลังกายโดยการยกแขนไปข้างหน้าแล้วชูขึ้นศีรษะ แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลังเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้าและออกตามลำดับ เพื่อช่วยขยายปอด

👉 List บทความไตรมาสที่ 3

Content Image

ระวัง!! กระดูกหักในช่วงตั้งครรภ์ รู้ไว้ก่อนที่จะสายเกินแก้

เป็นที่ทราบกันดีว่า ช่วงตั้งครรภ์นั้นร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย เช่น คุณแม่จะต้องเเบ่งแคลเซียมในร่างกายไปให้ลูกน้อยในครรภ์ ทำให้แคลเซียมในร่างกายของคุณแม่ลดน้อยลง กระดูกของคุณแม่จึงอ่อนแอลงตามไปด้วย วันนี้ทางเราจึงมีวิธีช่วยลดความเสี่ยงกระดูกหักในช่วงตั้งครรภ์นำมาบอกต่อให้คุณแม่ได้ทำตามกันค่ะวิธีช่วยลดความเสี่ยงกระดูกหักในช่วงตั้งครรภ์ในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ควรระมัดระวังและดูแลตัวเองให้ดีเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดอาการกระดูกแตกหรือหักได้ โดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้ออกกำลังกายเบาๆหลายคนอาจคิดว่าในช่วงตั้งครรภ์นั้นไม่ควรออกกำลังกาย แต่ความจริงเเล้วการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดีเเละสำคัญมาก โดยคุณแม่อาจจะไม่สามารถออกกำลังกายหนักๆหรือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วได้เหมือนคนทั่วไป แต่สามารถออกกำลังกายเบาๆเล็กๆน้อยเพื่อเป็นการเสริมสร้างความเเข็งเเรงของกระดูกได้ เช่น เดินในบ้าน🚶‍♀️ ขยับเเขน-ขา ยืดเส้นยืดสาย รำมวยไทย ยกเวทเบาๆ เป็นต้นรับประทานอาหารที่มีวิตามินดี เเละเเคลเซียมเยอะๆการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกับผู้ที่ตั้งครรภ์ด้วย โดยคุณเเม่ควรจะเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความเเข็งเเรงของกระดูกมากๆ อาทิ เนื้อปลาซาร์ดีน บล็อคโคลี่ นมที่มีไขมันต่ำ🥛 โยเกิร์ต ฯลฯระมัดระวังในการรับประทานยาในช่วงตั้งครรภ์ร่างกายจะอ่อนแอกว่าช่วงปกติ โดยเฉพาะหากรับประทานยาที่มีผลข้างเคียงหรือมีสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่เป็นมิตรต่อลูกน้อยในครรภ์ก็อาจจะเป็นอันตรายได้ ดังนั้น ก่อนที่คุณแม่จะรับประทานยาตัวใด คุณแม่ควรจะศึกษาผลข้างเคียงของยา💊หรือปรึกษาแพทย์ก่อนทานยาทุกครั้ง เพื่อที่คุณแม่จะได้รับคำแนะนำในการรับประทานยาอย่างถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัยงดแอลกอฮอล์และหลีกเลี่ยงกลิ่นบุหรี่แอกกอฮอล์และบุหรี่เป็นอันตรายต่อสตรีมีครรภ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลิ่นบุหรี่นั้นมีสารที่ทำให้ทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิด อีกทั้งยังทำให้ครรภ์เป็นพิษได้อีกด้วย ดังนั้น คุณแม่ควรงดแอลกอฮอล์ทุกชนิด งดสูบบุหรี่🚬เด็ดขาด อีกทั้งยังต้องหลีกเลี่ยงและอยู่ให้ห่างจากกลิ่นบุหรี่อีกด้วยดูแลสุขภาพตาให้ดีหากคุณแม่สายตาไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น ยาวหรือเอียง หรือมีสายตาพร่ามัว มองเห็นไม่ค่อยชัด คุณแม่ควรหาแว่นตามาใส่ให้เหมาะสมกับสภาพสายตา👀ของตนเอง เนื่องจากหากคุณแม่มองเห็นไม่ชัดแล้วฝืนทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันก็อาจก่อให้เกิดเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มอันเป็นอันตรายต่อทั้งตัวคุณแม่เองแและลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วยตรวจสอบของใช้ในบ้านของใช้ในบ้านบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับสตรีในช่วงตั้งครรภ์ได้ อาทิ พรมเช็ดเท้า สายไฟ หรือสิ่งของที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้นบ้านต่างๆ เนื่องจากคุณแม่อาจจะสะดุดล้มจนทำให้กระดูกแตก🦴หรือหักเป็นอันตรายได้ ดังนั้นในช่วงตั้งครรภ์เราควรเก็บสิ่งของดังกล่าวที่อาจจะเป็นอันตรายนี้ออกไปให้พ้นตัวคุณแม่ และคอยดูแลทำความสะอาดบ้านสม่ำเสมอไม่ให้มีสิ่งของรกเกะกะบนทางเดินเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่นั่นเองสวมใส่รองเท้าที่ไม่ลื่น งดสวมรองเท้าส้นสูงคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่ใส่เเล้วลื่นได้ง่าย เช่น รองเท้าใส่ในบ้าน หรือรองเท้าที่มีดอกยางน้อย เพราะอาจจะทำให้ลื่นล้มเป็นอันตรายได้ นอกจากนี้ยังควรงดใส่รองเท้าส้นสูงในช่วงตั้งครรภ์ เพราะนอกจากอาจจะสะดุดล้มเเล้ว การสวมรองเท้าส้นสูง👠ยังทำให้เดินหรือยืนไม่ถูกท่า ซึ่งเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วยหลีกเลี่ยงการเดินในที่มืดคุณแม่ควรเปิดไฟ💡ในบ้านให้สว่างพอที่จะมองเห็นเวลาเดินไปในห้องต่างๆ หรือพกไปฉายไว้ใกล้ๆตัวถ้าหากสวิตซ์ไฟอยู่ห่างไกลจากตัว เพราะถ้าหากมองเห็นไม่ชัดคุณแม่อาจจะไปเหยียบสิ่งของตามพื้นหรือสะดุดล้มจนก่อให้เกิดอันตรายได้นั่นเองไม่อาบน้ำในอ่างแม้ว่าในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่อยากจะนั่งอาบน้ำสบายๆในอ่างอาบน้ำ🛁 แต่เราขอแนะนำให้คุณแม่ยืนอาบน้ำฝักบัวแบบปกติดีกว่า เนื่องจากหากคุณแม่นั่งอาบน้ำ ตอนลุกขึ้นมาจากอ่างอาจจะล้มหรือหน้ามืดทำให้เป็นอันตรายได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรยืนอาบน้ำจะดีที่สุดนะคะจะรู้ได้อย่างไรว่ากระดูกหัก?เมื่อคุณแม่เกิดอุบัติเหตุหรือหกล้ม คุณแม่ควรเฝ้าสังเกตอาการตัวเองให้ดีว่ามีส่วนที่กระดูกแตกหรือหักหรือไม่ ทั้งนี้เราได้เตรียมข้อสังเกตเบื้องต้นที่บ่งบอกถึงอาการกระดูกหักมาเตือนให้คุณแม่ได้ฟังกันค่ะอวัยวะดูผิดรูปหากคุณแม่หกล้มเเล้วอวัยวะบริเวณที่หกล้มหรือกระเเทกลงพื้นมีลักษณะผิดรูปหรือแปลกไปจากเดิม ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่กระดูกภายในหักแล้วทิ่มออกมา คุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจเเละไปโรงพยาบาล🏥ให้คุณหมอดูอาการจะดีที่สุดค่ะรู้สึกเจ็บบริเวณที่หกล้มหากคุณแม่รู้สึกเจ็บหรือปวดบริเวณที่คุณแม่ได้รับอุบัติเหตุหรือหกล้มควรรีบไปโรงพยาบาลให้แพทย์ดูอาการทันที เพราะเนื่องจากนี่อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากระดูก🦴ภายในได้แตกหรือหักก็เป็นได้บริเวณที่หกล้มปูดหรือบวมหากคุณแม่หกล้มเเล้วบริเวณที่ล้มหรือกระเเทกปูดบวมออกมา ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะกระดูกภายในอาจจะแตกหรือหัก หรือถ้าไม่หักทันที ณ ตอนนั้นก็อาจจะมีโอกาสก่อให้เกิดอุบัติเหตุบริเวณเดิมซ้ำภายหลังก็เป็นได้ได้ยินเสียงกระดูกเคลื่อนหากคุณแม่ได้ยินเสียงกระดูกเคลื่อนตัวในบริเวณที่ล้ม หรือได้ยินเสียงแปลกๆเวลาเคลื่อนไหวร่างกายหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว คุณแม่ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์👨‍⚕️ดูอาการทันที เพราะถ้าหากกระดูกภายในได้รับการกระทบกระเทือนหรือแตกหักจะได้เข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที

Content Image

ภาวะน้ำลายไหลมากมากผิดปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์

     คุณแม่ตั้งครรภ์คงต้องเจอกับอาการแพ้ท้อง น้ำลายเปรี้ยว น้ำลายไหลมากผิดปกติ น้ำลายเต็มปาก จนต้องบ้วนทิ้งบ่อยๆ อยู่บ้างใช่ไหมคะ? วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาวะน้ำลายไหลมากมากผิดปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์มาให้คุณทราบไปพร้อมๆกันแล้วนะคะ💁‍♀️ภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติ คืออะไร?💦ภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติ (Hypersalivation)ภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติเกิดจากร่างกายผลิตน้ำลายออกมามากเกินไป ซึ่งเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คุณแม่ตั้งครรภ์🤰จะมีโอกาสเกิดภาวะนี้มากกว่าคนทั่วไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่รุนแรงในระหว่างตั้งครรภ์ เรียกอีกอย่างว่า “Ptyalism gravidarum”  คือ การผลิตน้ำลายออกมามากกว่าปกติในช่วงการตั้งครรภ์สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติ✨1.อาการ คลื่นไส้และอาเจียน เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีความอยากอาหารลดลง แม่บางคนจึงพยายามหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารหรือดื่มน้ำ  ประกอบกับกรดในกระเพาะอาหารที่ออกมาพร้อมกับการอาเจียน ซึ่งเหล่านี้กลายมาเป็นสาเหตุของการเกิดกรดสะสมอยู่ในช่องปาก จึงทำให้เกิดภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์นั่นเองค่ะ✨2.ปัญหาฟันผุ เนื่องจากฟันที่ผุ🦷จะทำให้สภาพปากเป็นกรด จึงทำให้มีการผลิตน้ำลายมากขึ้นนั่นเอง✨3.เชื้อราและแผลอักเสบในช่องปาก การติดเชื้อในช่องปาก👄 ฝี หนองตามเนื้อเยื่อช่องปากและลำคอ รวมถึงทอนซิลอักเสบ หากเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ค่าความเป็นกรด-ด่างในช่องปากย่อมไม่ปกติ และภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติก็จะตามมาอย่างแน่นอน✨4.โรคกรดไหลย้อนในระหว่างการตั้งครรภ์ การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารอ่อนแรงลง จึงมีความเสี่ยงสูงที่กรดจากกระเพาะอาหารจะไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดอาการแสบร้อนที่ลิ้นปี่หรือกลางหน้าอกแล้ว อาการของโรคกรดไหลย้อนยังทำให้เกิดกรดสะสมในช่องปาก ซึ่งทำให้เกิดภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติตามมาด้วย✨5.การสัมผัสกับสารพิษ โดยทั่วไปแล้วสารพิษจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ👃  เช่น สารปรอท สารหนู ออร์แกโนฟอสเฟต ควันพิษ หรือ สารเคมีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟัน ซึ่งสารพิษเหล่านี้จะเข้ามาขัดขวางประสิทธิภาพในการทำงานของอวัยวะต่างๆในช่องปาก และทำให้เกิดการผลิตน้ำลายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว4 วิธีป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ 👉1. หมั่นแปรงฟันและใช้น้ำยาบ้วนปากสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ได้แนะนำให้แม่ตั้งครรภ์ดูแลสุขภาพเหงือกและฟันโดยการแปรงฟัน🪥และบ้วนปากอย่างถูกวิธี เพราะสุขภาพในช่องปากของแม่มีผลกระทบโดยตรงต่อลูกน้อยในครรภ์ โดยมีการศึกษาพบว่าปัญหาสุขภาพช่องปากบางชนิดส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ เช่น โรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ นอกจากนี้ การปล่อยให้มีแบคทีเรียในช่องปากจำนวนมากอาจส่งผลให้เกิดภาวะฟันผุในทารกได้ เป็นต้นอย่างไรก็ตาม การแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน อาจยังไม่เพียงพอต่อการทำความสะอาดช่องปากของแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจยังมีแบคทีเรีย🦠หลงเหลืออยู่ตามบริเวณที่การแปรงฟันเข้าไม่ถึง เช่น ขอบเหงือก กระพุ้งแก้ม ลิ้น ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารจุบจิบ และ อาการคลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ ของแม่  ซึ่งการใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อกำจัดเศษอาหารและลดปริมาณน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่ตกค้างในปากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรียและป้องกันฟันผุได้มากขึ้น👉 2. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดเนื่องจากอาหารรสจัดหรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวมากๆ จะไปกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลายในปากให้ผลิตน้ำลายออกมามากขึ้น และนอกจากนั้น อาหารประเภทของหวานและขนมจำพวกแป้ง น้ำอัดลม เครื่องดื่มรสหวาน🧃 รวมถึงหมากฝรั่งที่มีน้ำตาลสูง จะส่งผลให้เกิดกรดในช่องปาก และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพฟัน  รวมไปถึงผลไม้เปรี้ยวยังเต็มไปด้วยกรดอินทรีย์ (organic acid) เช่น กรดซิตริก (citric acid) กรดมาลิก (malic acid) และ กรดทาร์ทาริก (tartaric acid) ซึ่งหากคุณแม่ท้องรับประทานผลไม้รสเปรี้ยวขณะท้องว่าง อาจมีอาการไม่สบายท้อง คลื่นไส้ หรืออยากอาเจียนมากขึ้นได้ด้วยนะคะ👉3. เพิ่มการดื่มน้ำเปล่าแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำเปล่าที่คนท้องควรได้รับ คือประมาณ 1.5 ลิตร หรือ 7- 8 แก้วต่อวัน💧 การดื่มน้ำที่มากเพียงพอจะทำให้ภายในช่องปากของแม่มีค่าความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสม ซึ่งอย่างน้อยจะช่วยควบคุมการผลิตน้ำลายส่วนเกินได้บ้าง ส่วนคุณแม่คนใดที่มีอาการแพ้ท้องหนักหรือรุนแรงจนดื่มน้ำได้ยาก ลองเปลี่ยนจากการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เป็นการจิบน้ำบ่อยๆ ตลอดทั้งวันแทน หรือสลับกับการดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำขิง🫚 น้ำตะไคร้ ก็จะสามารถช่วยลดอาการพะอืดพะอมและรู้สึกสดชื่นมากขึ้นได้ค่ะ👉4. พกกระดาษชำระติดตัวเสมอแม่ตั้งครรภ์ที่มีภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติจะรู้สึกอยากบ้วนน้ำลายทิ้งบ่อยครั้ง ดังนั้น คุณแม่ควรพกกระดาษชำระติดตัวไว้🧻 เมื่อมีน้ำลายสะสมในปากมากๆ ก็สามารถบ้วนทิ้งได้ทันที ไม่ควรฝืนกลืนหรือเก็บน้ำลายไว้ เพราะจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้มากขึ้น     เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าวิธีป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำลายไหลมากผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์🤰นั้นสามารถปฏิบัติตามได้ไม่ยากเลย เพราะวิธีเหล่านี้ล้วนเป็นวิธีธรรมชาติที่ทำได้ง่ายๆ ดังนั้นคุณแม่อย่าลืมดูแลตัวเองและหมั่นคอยสังเกตอาการที่เกิดขึ้นอยู่เสมอด้วยนะคะ

Content Image

คุณแม่ท้องเล็ก ลูกตัวเล็กด้วยไหม?

     สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰 ประเด็นหนึ่งที่อาจเป็นที่กังวลของคุณแม่บางท่าน นั่นก็คือการที่ตนเองมีขนาดท้องที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับคุณแม่ท่านอื่นใช่ไหมคะ แต่จำเป็นไหมว่าการที่ท้องเรามีขนาดเล็กจะทำให้ทารกในครรภ์ตัวเล็กตาม หรือมีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เสมอไป และจริงๆแล้วขนาดท้องที่เราคิดว่าเล็กนั้นเล็กจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงอุปทานที่เกิดขึ้นหลังจากพบเจอคุณแม่ที่มีขนาดท้องใหญ่กว่า บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️วิธีการตรวจสอบว่าลูกในครรภ์ตัวเล็กตามขนาดท้องหรือไม่☑️ตรวจร่างกายโดยทำการวัดระยะห่างระหว่างมดลูกกับกระดูกบริเวณหัวหน่าว หากมีระยะห่างที่เพิ่มขึ้นก็สามารถบ่งบอกได้ว่าทารกมีขนาดตัวที่โตขึ้น👶เช่นเดียวกัน☑️แพทย์อาจใช้วิธีอัลตราซาวด์🩻เข้ามาช่วยวินิจฉัย ซึ่งจะทำให้ประเมินน้ำหนักของทารกในครรภ์ได้ วิธีนี้นับเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือมากที่สุดเลยค่ะ👍☑️ติดตามพัฒนาการทางด้านน้ำหนักตัวของคุณแม่เอง ปกติแล้วคุณแม่จะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเมื่อเกิดการตั้งครรภ์🤰 หากติดตามน้ำหนักตัวแล้วคุณแม่ยังมีน้ำหนักเท่าเดิมหรือลดลง ก็อาจมีความน่าสงสัยว่าทารกในครรภ์อาจตัวเล็กหรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับการพัฒนาระบบอวัยวะได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ยังไม่ใช่วิธีที่น่าเชื่อถือเทียบเท่ากับการทำอัลตราซาวด์ แต่ก็เป็นวิธีที่ทำได้ค่อนข้างง่าย และคุณแม่สามารถลองทำเองได้ในเบื้องต้นก่อนที่จะไปพบแพทย์ค่ะทำไมคุณแม่ถึงมีท้องที่เล็กกว่าปกติ🤰ในคุณแม่ที่ตัวเล็กหรือมีขนาดร่างกายก่อนตั้งครรภ์ที่เล็กอยู่แล้ว เมื่อตั้งครรภ์ในช่วงระยะแรกๆท้องของคุณแม่ก็จะเล็กเป็นปกติค่ะ🤰สำหรับคุณแม่ที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น👧 จะส่งผลให้เด็กในครรภ์มีน้ำหนักตัวที่น้อยกว่าคุณแม่ในวัยเจริญพันธุ์ ทำให้ท้องของคุณแม่มีขนาดเล็กค่ะ🤰จะเป็นปกติที่ท้องของคุณแม่ท้องแรกจะมีขนาดเล็ก เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องของคุณแม่นั้นยังไม่เคยผ่านการขยายมาก่อนเป็นระยะเวลานานๆค่ะ แต่เมื่อผ่านช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ไป ท้องก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเองค่ะ🤰สำหรับคุณแม่ที่มีกิจวัตรประจำวันที่รักสุขภาพ เล่นกีฬาหรืออกกำลังกายเป็นประจำ🏋️‍♀️ จะมีกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องที่แข็งแรงกว่าปกติ และช่วงแรกระหว่างการตั้งครรภ์นั้นท้องจะยังไม่โตมาก ทำให้ดูเผินๆเหมือนแม่มีขนาดหน้าท้องที่เล็กค่ะหากตรวจร่างกายแล้วลูกตัวเล็กจริงๆ มาจากสาเหตุใด👉คุณแม่อาจกำลังประสบกับภาวะขาดสารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มที่ให้พลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต🍚 โปรตีน🐟 และไขมัน รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน ได้แก่ แร่ธาตุและวิตามิน👉คุณแม่อาจกำลังประสบกับภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ🫀 ไรคไต เลือดจาง โรคทางพันธุกรรม🧬หรือโรคติดต่อทางเพศชนิดต่างๆ อาจกำลังติดเชื้อก่อโรค🦠 จนไปถึงอาการครรภ์เป็นพิษค่ะ👉อาจเป็นเพราะพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเสพสารเสพติด🚬ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายค่ะ👉คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์แฝด👯‍♂️ก็มีโอกาสที่ทารกในครรภ์จะตัวเล็กเช่นเดียวกัน เพราะต้องเบียดกันอยู่ภายในท้องของคุณแม่ค่ะทำอย่างไรหากพบว่าลูกในครรภ์ตัวเล็กรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ✨หากพบว่าทารกในครรภ์ตัวเล็กเพราะคุณแม่เองมีโรคแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ ให้คุณแม่เข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️และปฏิบัติตามคำแนะนำหรือข้อกำหนดจากแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการรักษาและลดความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ จะได้ส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์น้อยที่สุดค่ะ✨สำหรับคุณแม่ที่เจ้าน้อยมีขนาดตัวที่เล็กเพราะคุณแม่กำลังประสบกับภาวะขาดสารอาหาร🥦 คุณแม่สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักโภชนาการ เพราะอาจต้องอาศัยการวางแผนการรับประทานอาหาร🍽️ การปรับสารอาหารและพลังงานที่ได้รับเข้าไปในแต่ละวัน จนไปถึงการรับประทานอาหารเสริม💊เข้าช่วยค่ะ✨คุณแม่ที่มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติด🚬 ควรลดละเลิกโดยทันทีค่ะ ในที่นี้รวมไปถึงสารที่ไม่ได้ถูกบัญญัติว่าเป็นสารเสพติดแต่สามารถทำให้ผู้รับมีอาการเสพติดได้ เช่นคาเฟอีน☕️ในอาหารค่ะ✨คุณแม่ควรมีการพักผ่อนที่เพียงพอค่ะ การพักผ่อนในที่นี้ไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมที่ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังรวมถึงการพักผ่อนที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ซึ่งก็คือการนอนหลับ😴นั่นเองค่ะ การนอนหลับของคุณแม่ควรมีเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่ที่ 8 ชั่วโมงต่อวัน และในตอนกลางวันคุณแม่สามารถงีบหลับ💤ร่วมด้วยได้ค่ะ     คุณผู้อ่านจะเห็นแล้วนะคะ ว่าการที่คุณแม่มีขนาดหน้าท้องที่เล็กกว่าคุณแม่ท่านอื่นๆนั้นมาจากหลายสาเหตุมาก และไม่จำเป็นว่า ขนาดหน้าท้องที่เล็กจะบ่งบอกว่าทารกในครรภ์ตัวเล็กเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยการตรวจร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️เข้าช่วย หากพบว่าเจ้าตัวน้อย👶นั้นมีขนาดตัวที่เล็กตามขนาดท้องของคุณแม่จริงๆ จะได้ทำการรักษาภาวะแทรกซ้อนหรือปรับสารอาหาร🥦ที่ได้รับอย่างทันท่วงที เพื่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายของทารกในครรภ์รวมไปถึงร่างกายของคุณแม่เองให้มากที่สุดค่ะ

Content Image

ทำไมตั้งครรภ์เมื่ออายุมากถึงอันตราย?

      คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นไม่ได้เอื้ออำนวยให้คู่สมรสมีบุตรในช่วงวัยเจริญพันธุ์เท่าไหร่นัก แน่นอนค่ะว่าแม้จะเลยช่วงวัยเจริญพันธุ์ไปแล้ว แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ในสมัยปัจจุบันก็สามารถช่วยให้คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายมีบุตรได้ แต่ก็จะมาพร้อมความเสี่ยงทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั้งต่อตัวแม่และเด็กเอง โดยจะมีความเสี่ยงด้านใดบ้างนั้น เราไปดูกันเลยค่ะความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก่อนและระหว่างการตั้งครรภ์🧬แน่นอนว่าเงื่อนไขทางสุขภาพแรกที่คู่สมรสที่มีอายุมากต้องเจอ...นั่นก็คือภาวะมีบุตรยากนั่นเองค่ะ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ไข่ของคุณผู้หญิงก็จะมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ความสมบูรณ์ก็มีโอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆเช่นเดียวกัน ไม่เฉพาะแค่ในคุณผู้หญิง แต่ตัวอสุจิของคุณผู้ชายก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกับไข่ของคุณผู้หญิงค่ะ ซึ่งการเสื่อมสภาพของเซลล์สืบพันธุ์ก็ย่อมทำให้เกิดการปฏิสนธิได้ยากขึ้น หรือหากปฏิสนธิสำเร็จ ก็อาจมีปัญหาด้านความสามารถในการแบ่งตัวของตัวอ่อนในครรภ์ อาจเป็นการแบ่งตัวที่ไม่สมบูรณ์ นำไปสู่ภาวะครรภ์แฝดได้ค่ะ🧬หลังการปฏิสนธิ ขั้นตอนต่อไปก็คือการฝังตัวของตัวอ่อนนั่นเองค่ะโดยปกติแล้วตัวอ่อนจะฝั่งตัวบริเวณผนังมดลูกในท้องของคุณแม่ แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่มีอายุมาก จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะตัวอ่อนฝังตัวนอกมดลูกมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ภาวะครรภ์เป็นพิษหรือหนักที่สุดคือการแท้งบุตรค่ะความเสี่ยงต่อคุณแม่ที่กำลังอุ้มท้อง🤰คุณแม่ที่มีอายุมากและต้องตั้งครรภ์อาจมีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงค่ะ🤰มีความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของรกระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดคลอด และภาวะรกเกาะต่ำค่ะ ความเสี่ยงต่อคุณแม่ในวันคลอด🤰คุณแม่มีโอกาสประสบกับภาวะคลอดติดขัด ซึ่งเป็นผลจากการบีบรัดตัวของมดลูกที่ผิดปกติหากทำการคลอดตามธรรมชาติค่ะ🤰คุณแม่มีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งทำให้ทารกที่คลอดออกมายังมีความสมบูรณ์ของอวัยวะในร่างกายไม่เต็มที่ หรือน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์นั่นเองค่ะ ซึ่งส่งผลให้โอกาสในการรอดชีวิตของทารกน้อยลงค่ะ🤰คุณแม่จะมีโอกาสแท้งบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์สูงขึ้นค่ะ นอกจากการเสียชีวิตของเจ้าตัวน้อยแล้ว คุณแม่เองยังมีโอกาสเสียชีวิตจากการคลอดเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยค่ะความเสี่ยงต่อเจ้าตัวน้อยหลังคลอด👶ส่วนใหญ่แล้ว เจ้าตัวน้อยที่เกิดจากคุณพ่อคุณแม่ที่มีอายุมากมักประสบกับความพิการของร่างกายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการที่มีอวัยวะไม่ครบจำนวนตามปกติ รวมไปถึงมีการทำงานของอวัยวะต่างๆที่ผิดปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่หลักๆจะเป็นเรื่องของพันธุกรรมที่ผิดปกติค่ะ โดยที่คุณพ่อและคุณแม่อาจไม่จำเป็นต้องเป็นโรคทางพันธุกรรมเลยก็ได้ แต่การที่อายุมากขึ้น สารพันธุกรรมของคุณพ่อคุณแม่จะเสื่อมสภาพลง สุดท้ายจึงถ่ายทอดมายังตัวเด็กนั่นเองค่ะ    อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านคงได้รับรู้ถึงความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนหากต้องตั้งครรภ์ในช่วงอายุมากกันไปแล้วนะคะ ข้อมูลตรงนี้ไม่ได้เป็นการบอกว่าคุณผู้อ่านไม่ควรมีลูกตอนอายุมาก แต่เป็นการแจ้งถึงความเสี่ยงที่อาจะเกิดขึ้น เพื่อให้คุณผู้อ่านมีโอกาสเตรียมตัวรับมือและแก้ปัญหาหากเกิดขึ้นจริงได้อย่างดีที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคุณผู้อ่านเองและเจ้าตัวน้อยในอนาคตค่ะ

Content Image

ออรัลเซ็กส์ตอนท้อง อันตรายจริงไหม?

     มนุษย์เรานั้นนับเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความต้องการทางเพศได้ตลอด ไม่มีฤดูสืบพันธุ์ที่ชัดเจน และเป็นสิ่งมีชีวิตไม่กี่ชนิดที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อเหตุผลด้านความบันเทิง🤩ร่วมด้วย ไม่เฉพาะเหตุผลทางด้านการดำรงเผ่าพันธุ์เท่านั้น เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่าเราสามารถเกิดอารมณ์ทางเพศได้ตลอด ไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่คุณผู้หญิงตั้งครรภ์🤰 หลายๆคู่อาจมีความกังวลว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่อย่างปกติจะสร้างความกระทบกระเทือนต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์ จึงเลือกใช้วิธีออรัลเซ็กส์🫦เพื่อระบายอารมณ์แทน แม้จะเป็นวิธีที่ดูสมเหตุสมผลแต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่คะ ว่าการทำออรัลเซ็กส์นั้นก็มีโอกาสที่จะส่งผลเสียต่อลูกในครรภ์เช่นเดียวกัน แต่จะมีความเสี่ยงได้อย่างไรนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️รู้จักกับออรัลเซ็กส์และความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อออรัลเซ็กส์นั้นมาจากคำภาษาอังกฤษว่า oral sex ดังนั้นจึงสามารถแปลได้อย่างตรงตัวว่าเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก🫦นั่นเองค่ะ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคู่รักที่ไม่อยากมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ระหว่างที่ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ค่ะ แม้จะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลแต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะในปากของคนเราเองก็มีเชื้อก่อโรค🦠ต่างๆอาศัยอยู่ และเชื้อที่น่าสนใจและเป็นที่น่ากังวลชนิดหนึ่งก็คือเชื้อเริมนั่นเองค่ะ👉การติดเชื้อเริมในคนท้องเชื้อเริมเป็นเชื้อที่ถ้าได้ติดแล้วไม่มีทางหายขาดค่ะ🙅‍♀️ มีเพียงช่วงแสดงอาการและไม่แสดงอาการ เชื้อจะแสดงอาการได้ในช่วงที่ผู้ติดเชื้อมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ไม่ว่าจะอ่อนแอจากการขาดสารอาหาร มีความเครียดสูง🤬 นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ🥱 หรือการที่ผู้ติดเชื้อมีความจำเป็นต้องใช้ยากดภูมิต้านทานควบคู่ไปกับการใช้ชีวิต แต่หากภูมิต้านทานของผู้ติดเชื้อกลับมาทำงานในระดับที่ปกติแล้ว อาการของเชื้อก็จะหายไป แต่เชื้อก็จะยังอยู่ในร่างกายเรื่อยๆค่ะ นั่นหมายความว่า หากคุณพ่อมีเชื้อเริม (แม้ไม่ได้แสดงอาการ) แล้วทำออรัลเซ็กส์ให้คุณแม่ นอกจากคุณแม่จะมีโอกาสติดเชื้อเริมแล้ว เด็กในครรภ์ก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน เราอาจเคยได้ยินว่าอาการของเริมนั้นไม่รุนแรงนัก ส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาในเรื่องของตุ่มแผลบริเวณปาก แต่กับทารกในครรภ์👶นั้นอันตรายกว่านั้นมาก เพราะอาจส่งผลถึงชีวิตของเด็ก💀เลยก็ได้ค่ะ👉ความเสี่ยงจากการทำออรัลเซ็กส์ที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อการทำออรัลเซ็กส์ในช่วงที่ฝ่ายหญิงกำลังตั้งครรภ์🤰นั้นไม่ได้เสี่ยงกับทารกแค่ในแง่ของการติดเชื้อ🧫ช่วงระหว่างที่กำลังทำออรัลเซ็กส์นั้น หากคุณผู้ชายเผลอเป่าลม🌬️เข้าไปในช่องคลอดของคุณผู้หญิงก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเด็กในครรภ์ได้เช่นกัน เพราะการที่มีลมเข้าไปด้วยแรงดันที่สูงจากการเป่า มีโอกาสแทรกซึมเข้าไปในหลอดเลือดดำบริเวณช่องคลอด ซึ่งเป็นเหมือนฟองอากาศ🫧ที่เข้าไปตันข้างในหลอดเลือด เลือดก็ไม่สามารถเดินทางผ่านหลอดเลือดที่โดนฟองอากาศเหล่านั้นขวางทางอยู่ได้ ซึ่งไม่ได้ก่ออันตรายกับทารกในครรภ์เท่านั้นแต่ยังก่ออันตรายกับคุณแม่ได้อีกด้วยค่ะหรือจริงๆเราไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์?คุณผู้อ่านได้อ่านมาถึงตรงนี้ก็อาจจะเห็นว่าการทำออรัลเซ็กส์ช่วงที่กำลังตั้งครรภ์นั้นดูจะมีความเสี่ยงมากมายเหลือเกิน แต่การมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบปกติคือการสอดใส่นั้นก็เสี่ยงที่เด็กในครรภ์จะได้รับความกระทบกระเทือนเช่นเดียวกัน หรือจริงๆแล้วเราและคู่ควรจะหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ไปเลยดีกว่าตลอด 9 เดือนของการตั้งครรภ์ อันที่จริงต้อตอบว่ามีได้ค่ะ เพียงแต่ต้องระมัดระวังในประเด็นต่อไปนี้ ได้แก่🫦การทำออรัลเซ็กส์ให้คู่สมรสสำหรับการทำออรัลเซ็กส์หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปากให้คู่สมรสระมัดระวังในเรื่องของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรทำการตรวจโรค🩺ทางเพศสัมพันธ์การทั้งคู่ก่อน เพราะโรคที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงโรคเริมเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาด้วยว่าคู่ของเรามีแผลในปาก👄หรือไม่ ถ้ามีก็ควรรอให้แผลหายเสียก่อนจึงทำออรัลเซ็กส์ค่ะ ที่สำคัญคุณผู้ชายห้ามเป่าลม🌬️เข้าไปในช่องคลอดของคุณผู้หญิงเด็ดขาด เพราะอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงตามที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้าได้ค่ะ🫦ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่สมรสทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายไม่ควร🙅‍♀️มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่สมรสของตนเอง เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และหากเป็นไปได้ แม้จะมีเพศสัมพันธ์กับคู่ตนเองก็ควรจะใช้การป้องกันด้วยถุงยางอนามัยค่ะ เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายฝ่ายหญิงอ่อนแอกว่าปกติ มีโอกาสจะติดเชื้ออื่นๆ🧫ได้เช่นกัน ไม่เฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ค่ะ🫦ท่าเพศสัมพันธ์อันที่จริงการมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่นั้นสามารถทำได้ปกติค่ะ เพียงแต่ต้องคำนึงถึงท่าทางที่เหมาะสมระหว่างกิจกรรม👩‍❤️‍👨ไม่ให้เกิดการกดทับเจ้าตัวน้อยในครรภ์หรือเกิดแรงกระแทกที่มากเกินไปค่ะ     การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นการมีเพศสัมพันธ์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไร เพียงแต่ต้องทำในรูปแบบที่ปลอดภัย มีการป้องกันเหมือนเพศสัมพันธ์โดยทั่วไป เพื่อให้เจ้าตัวน้อยในครรภ์ปลอดภัยและความสุขทางเพศของคุณพ่อคุณแม่👫ซึ่งเป็นอีกหนึ่งที่สิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตสามีภรรยายังคงอยู่ได้ค่ะ

Content Image

ท้องเสียช่วงตั้งครรภ์

อาการท้องเสีย คือการถ่าย 3 ครั้งขึ้นไป และหากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะท้องเสียคือ...🧻 สาเหตุของท้องเสียขณะตั้งครรภ์เกิดจากการรับประทานอาหารของคุณแม่ อย่างเช่นของเผ็ด ของเปรี้ยวจัด หรือของหมักดอง หรือาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคทางอาหาร🦠เช่น ไทฟอยด์ อหิวาบิด หรือคุณแม่อาจมีอาการไวต่ออาหารบางชนิด จนทำให้เกิดอาการระคายเคืองของกระเพราะ จึงทำให้ท้องเสียในที่สุด อีกสาเหตุหนึ่งคือฮอร์โมนบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงหรือ ในบางครั้งหากคุณแม่มีอารมณ์แปรปรวน😟เช่น วิตกกังวล หรือตื่นเต้นก็อาจเป็นผลให้เกิดอาการท้องเสียได้ค่ะ🧻 ท้องเสียอันตรายหรือไม่ท้องเสียจะอันตรายต่อคนท้องเมื่อมีอาการรุนแรง📈 เช่น ถ่ายบ่อยครั้งมาก ๆ ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสและมีอาการปวดศีรษะ มีอาการปวดเบ่งร่วมด้วยขณะถ่าย บางครั้งอาจพบว่าถ่ายเป็นน้ำขุ่นขาวและมีกลิ่น และอาจมีการอาเจียนรุนแรง แต่หากไม่มีอาการเหล่านี้และหยุดถ่ายไปเองภายในไม่กี่ครั้งก็ไม่มีอันตรายค่ะ🙆‍♀️ หากเกิดอาการท้องเสียควรทำอย่างไร🧻 งดกินอาหารบางอย่าง อย่างนมสด อาหารทอด หรืออาหารทะเล เพราะอาหารพวกนี้จะทำให้กระเพาะย่อยยากและอาจทำให้อาการท้องเสียรุนแรงขึ้นได้😟🧻 พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการท้องเสียจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เพื่อให้กลับมาแข็งแรงเร็วขึ้น🙆‍♀️ หากจำเป็นก็ควรหยุดและพักผ่อนให้เพียงพอ🧻 กินยาฆ่าเชื้อ ยากลุ่มแอมพิซิลลิน💊 หรือ อม๊อกซิซิลลิน เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายกับครรภ์ หลีกเลี่ยงการกินยาในกลุ่มแก้อักเสบทางที่ดีควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ดูนะคะ 🧻 จิบน้ำเปล่าบ่อยๆ ควรจิบน้ำเกลือแร่ร่วมด้วยเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปตอนถ่าย🥛 🧻 พบแพทย์ ในกรณีที่มีอาการรุนแรง ควรไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีอย่ารอช้าหรือพยายามรักษาด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่และทารก👶ในท้องนะคะ

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 33 สัปดาห์

     ในสัปดาห์ที่ 33 นี้ คุณแม่อาจมีความรู้สึกว่าร่างกายร้อนกว่าปกติ และคุณแม่ก็ตื่นเต้นมากที่จะได้พบลูกเช่นกัน ในสัปดาห์นี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มแพ็คกระเป๋า คุณแม่อาจจะอยากศึกษาเรื่องการดูแลตัวเองหลังคลอดและเตรียมตู้ยาให้พร้อมสำหรับการเป็นคุณแม่มือใหม่ด้วย และจะมีอาการอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 33 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?✨ทารกมีขนาดตัวเท่าหัวเซเลอรี่ในสัปดาห์นี้ลูกมีขนาดเท่าหัวเซเลอรี่แล้วนะคะ น้ำหนัก 4.2 ปอนด์และยาว 17.2 นิ้ว และอาจยาวขึ้นอีก 1 นิ้วเต็ม ๆ ในสัปดาห์นี้ น่ามหัศจรรย์จริง ๆ!อาการเมื่อตั้งครรภ์ได้ 33 สัปดาห์ถ้าจะให้สรุปอาการต่าง ๆ ในสัปดาห์นี้ คำเดียวคือ ความไม่สบายตัว! นี่คือสิ่งที่คุณแม่อาจจะต้องเจอค่ะและรวมไปถึงอาการอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ดังต่อไปนี้ - ร่างกายร้อนกว่าปกติ🥵 คุณแม่อาจรู้สึกร้อนผิดปกติเนื่องจากอัตราการเผาผลาญสูงขึ้นอย่างมาก- อาการปวดหัว🤕 ความผันผวนของฮอร์โมนในสัปดาห์นี้ทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ เช่นเดียวกับความเครียดและการขาดน้ำ ดังนั้นพยายามทำใจให้สบายและดื่มน้ำมาก ๆ ไปห้องน้ำบ่อยขึ้นหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกนะคะ- หายใจไม่อิ่ม😮‍💨 ในตอนนี้คุณแม่อาจจะชินแล้วกับการหายใจไม่อิ่ม เพราะลูกเคลื่อนตัวลงแล้วและทำให้ปอดมีพื้นที่มากขึ้น สำหรับคุณแม่แต่ละคน การที่ลูกเคลื่อนตัวลงจะเกิดขึ้นในเวลาที่ต่างกันค่ะ แต่ก็ในอีกไม่นานนี้แน่นอน- ขี้ลืมและซุ่มซ่าม🤔 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Baby Brain” อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายต่าง ๆ แต่อาจมาจากความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับลูกที่กำลังจะเกิดมาในอีกไม่ถึงสองเดือนข้างหน้ามากกว่าค่ะการอัลตร้าซาวน์ในช่วงตั้งครรภ์ 33 สัปดาห์👉ทารกสามารถลืมตาได้แล้วถ้าคุณแม่ได้รับการอัลตราซาวนด์ในสัปดาห์นี้ คุณแม่จะเห็นว่าลูกลืมตา👁️ในขณะที่ตื่นอยู่ จังหวะของการหายใจเริ่มสอดประสานเวลาที่ลูกดูดหรือกลืนแล้ว ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งเมื่อออกมาสู่ “โลกภายนอก” กระดูกของตัวอ่อนแข็งขึ้น และยังมีพัฒนาการทางสมองที่ฉลาดขึ้นมาก     ในสัปดาห์ที่ 33 นี้ หากมีการอัลตร้าซาวน์ ก็จะถือเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจ Biophysical profile (BPP) หรือการตรวจประเมินสุขภาพทารกในครรภ์👶 ซึ่งจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง คุณแม่สามารถคิดเสียว่านี่เป็นการแอบดูเพื่อให้แน่ใจว่าลูกปกติดีก็ได้นะคะ และจะทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นด้วย

Content Image

วิธีป้องกันกระดูกหักช่วงตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย รวมถึงเรื่องของแคลเซียมที่จะต้องมีการแบ่งไปให้ลูกน้อยในครรภ์ด้วย จึงไม่แปลกที่แคลเซียมในร่างกายของคุณแม่จะมีน้อยลงและทำให้กระดูกอ่อนแอขึ้น ดังนั้นในวันนี้เราจะมาดูว่าจะมีวิธี ป้องกันไม่ให้คุณแม่ล้มบาดเจ็บในช่วงที่ตั้งครรภ์อย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ ออกกำลังกายและรับประทานวิตามินออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแม้จะตั้งครรภ์อยู่แต่คุณแม่ก็สามารถออกกำลังกายได้นะคะ แต่จะต้องเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ใช้ความรุนแรงจนเกินไป หรือว่ามีการเคลื่อนไหวมากจนเกินไป เช่น ยกเวท🏋️ ขี่จักรยาน ที่มีการกระแทก ให้ลองเปลี่ยนมาเล่นโยคะ🧘 ว่ายน้ำ เดินสวน หรือกีฬาอื่นๆที่คุณหมออนุญาตินะคะทานอาหารเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกลองรับประทานอาหารประเภทนม🥛 โยเกิร์ต เนื้อปลาซาดีน บร็อคโคลี่ เป็นต้นเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ระวังผลข้างเคียงของยายา💊บางชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้วิงเวียน หน้ามืด หรือง่วงนอน ซึ่งหากคุณแม่รับประทานเข้าไปก็อาจทำให้เดินล้มได้ ดังนั้นก่อนจะรับประทานยาควรศึกษาและปรึกษาคุณหมอก่อนว่ามีผลข้างเคียงอะไรบ้างดูแลสายตาของตนเองหากสายตาพร่ามัวควรตัดแว่นมาใส่หากคุณแม่มองอะไรไม่ค่อยชัด คุณแม่อาจกำลังมีปัญหาสายตาสั้นหรือสายตายาวอยู่ ดังนั้นการไปตรวจตาและทำแว่นมา👓ใส่เพื่อให้มองเห็นชัดก็มีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้คุณแม่เดินสะดุด ชน หรือหกล้มอย่างรุนแรง และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ หรือกระดูกหักได้ค่ะ ตรวจสอบของในบ้านเก็บของในบ้านให้เป็นที่เป็นทางให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันคุณแม่ลื่นล้ม เช่น พรมเช็ดเท้า สายไฟต่างๆ อาจเปลี่ยนมาใช้พรมเช็ดเท้าแบบยางป้องกันลื่น รวมถึงของใช้ในบ้านเล็กๆน้อยๆอื่นๆที่อาจทำให้คุณแม่สะดุดได้👀ก็ควรจะเก็บให้มิดชิดหลีกเลี่ยงการเดินในที่มืด สวมใส่รองเท้าที่ไม่ลื่นควรเปิดไฟก่อนเดินหากคุณแม่จะต้องลงบันได หรือ เดินเข้าห้องน้ำเวลากลางคืน คุณแม่ควรจะเปิดไฟ💡ให้มีความสว่างพอที่จะมองเห็นทางเพื่อให้ไปเผลอไปสะดุดล้มอะไร โดยหากสวิตช์ไฟอยู่ห่างจากตัวก็อาจใช้แสงจากมือถือ หรือ ไฟฉายช่วยได้นะคะ สวมรองเท้าที่มีตัวกันลื่นรองเท้าบางชนิดแม้จะเป็นรองเท้ากีฬา👟แต่หากไม่มีกันลื่นแล้วเมื่อเดินบนพื้นก็สามารถล้มได้ง่ายๆ โดยเฉพาะหากเจอพื้นเปียก หรือ ฝนตกแล้วล่ะก็อันตรายมากๆเลยค่ะ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำในอ่างคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำแบบอ่างน้ำ🛁เพราะจะทำให้ลื่นล้มได้ เมื่อพยายามลุกขึ้นมา ดังนั้นควรจะยืนอาบน้ำแบบใช้ฝักบัว🚿จึงจะดีที่สุดค่ะ

Content Image

ความสำคัญของการอัลตร้าซาวน์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

     คุณแม่คงเคยได้ยินการตรวอัลตร้าซาวน์กันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกท่านจะได้รับนัดจากแพทย์ เพื่อตรวจอัลตราซาวนด์เจ้าตัวน้อยในครรภ์แต่การตรวจที่ว่านี้ตรวจอะไรในครรภ์บ้าง แล้วคุณแม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรสำหรับการตรวจอัลตราซาวนด์ท้อง บทความนี้ได้หาคำตอบมาไว้ให้คุณแม่แล้วค่ะ💁‍♀️อัลตร้าซาวน์คืออะไร?👉อัลตร้าซาวน์ (Ultrasound) เป็นการตรวจโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ที่มีความถี่มากกว่า 20,000 เฮิรตซ์ เกินในระดับที่หูของเราจะได้ยิน ซึ่งคลื่นเสียงนี้ จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ กับร่างกายของเรา จุดประสงค์ของการตรวจอัลตร้าซาวน์ในคุณแม่ตั้งครรภ์นั้นทำมาเพื่อตรวจดูพัฒนาการอวัยวะต่าง ๆ ของทารกในครรภ์🤰 ว่ามีความสมบูรณ์ หรือมีความผิดปกติอะไรหรือไม่ นั่นเองค่ะ การตรวจอัลตร้าซาวน์จะแสดงภาพทารกในครรภ์ออกมาในรูปแบบของภาพ 2D, 3D หรือ 4D ซึ่งขึ้นอยู่กับเทคโนยีของเครื่องอัลตร้าซาวน์ที่ใช้ ซึ่งการตรวจอัลตราซาวนด์จะช่วยให้แพทย์👩‍⚕️สามารถติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจดูความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ อย่างหัวใจ หรือการตรวจเช็กเพศของทารกในครรภ์อัลตร้าซาวน์มีทั้งหมดกี่แบบ?การตรวจอัลตร้าซาวน์สามารถจำแนกการตรวจอัลตราซาวนด์ได้หลายแบบ แต่จำแนกหลัก ๆ ได้ 2 แบบ ได้แก่1. การตรวจอัลตร้าซาวน์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้อง (Transabdominal Ultrasound, TAS)การตรวจอัลตร้าซาวน์ชนิดนี้ต้องทำในขณะที่มีปัสสาวะอยู่เต็ม ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้กันบ่อย โดยในขณะตรวจจะใช้เจลหล่อลื่นทาที่หน้าท้องก่อน และใช้เครื่องอัลตร้าซาวน์วางเคลื่อนไปบนหน้าท้อง เจลที่ใช้ในระหว่างการตรวจนั้น จะช่วยให้เครื่องตรวจเคลื่นที่ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งจับภาพภายในครรภ์ได้ชัดเจน📹คุณแม่อาจจะต้องดื่มน้ำ🚰ก่อนการตรวจอัลตร้าซาวน์ล่วงหน้าประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะมีของเหลวเพียงพอสำหรับการตรวจอัลตร้าซาวน์ โดยการตรวจจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที2. การตรวจอัลตร้าซาวน์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound, TVS)การตรวจอัลตร้าซาวน์แบบการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง🔊ทางช่องคลอด เป็นการตรวจอัลตร้าซาวน์ที่ใช้ในการตรวจที่ต้องการการประเมินแบบเฉพาะเจาะจง โดยการตรวจชนิดนี้จะถูกการจำกัดการมองเห็นจากผนังหน้าท้อง ชั้นใต้ผิวหนัง รวมถึงลำไส้ ทำให้ไม่สามารถเห็นบริเวณอุ้งเชิงกรานได้ชัดเจน โดยเหมาะสำหรับการตรวจสิ่งเหล่านี้▶️ตรวจการตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรก- ตรวจเพื่อดูบริเวณปากมดลูก เช่น รกเกาะต่ำ ประเมินกระดูกสันหลังส่วนล่างของทารกในครรภ์ เนื้อสมองของทารก🧠 เป็นต้น- ตรวจการตั้งครรภ์นอกมดลูก- ตรวจดูภาวะผิดปกติของอุ้งเชิงกราน ที่ไม่สามารถใช้การตรวจแบบคลื่นเสียงความถี่สูงทางหน้าท้อง (Transabdominal Ultrasound, TAS) ได้- การประเมินรังไข่ และประเมินการเจริญพันธุ์นอกจากนี้ การตรวจอัลตราซาวนด์ยังสามารถแสดงผลได้อีก 3 แบบด้วยกัน ดังนี้        1️⃣ แบบ Dopplerการตรวจชนิดนี้ จะตรวจดูระบบไหวเวียนเลือดของทารกในครรภ์ รวมทั้งสามารถฟังเสียงการเต้นของหัวใจ🫀เด็กทารกในครรภ์ ซึ่งการตรวจนี้ จะสามารถระบุได้ว่าระบบไหลเวียนเลือดของทารกในครรภ์มีปัญหาอะไรหรือไม่ โดยปกติ การตรวจแบบ Doppler จะตรวจในไตรมาสที่ 3 หรือไตรมาสสุดท้าย แต่ก็สามารถตรวจก่อนเวลาได้เช่นกัน        2️⃣ แบบ 3 มิติ (3D)การตรวจชนิดนี้จะแสดงผลการอัลตราซาวด์ออกมาเป็นภาพ🎞️ ให้ภาพของทารกในครรภ์ที่ชัดเจน สามารถตรวจดูได้ว่า อวัยวะต่าง ๆ ของทารกนั้น สมบูรณ์ หรือมีพัฒนาการที่ปกติหรือไม่ นอกจากการตรวจแบบนี้ ยังสามารถใช้ในการตรวจความผิดปกติของมดลูกได้อีกด้วย        3️⃣ แบบ 4 มิติ (4D)การแสดงผลของการตรวจแบบ 4-D จะได้ภาพในแบบเคลื่อนไหวได้ เป็นวิดีโอ📹ข้อดีและข้อเสียของการตรวจอัลตร้าซาวน์ท้อง👍ข้อดีการตรวจอัลตร้าซาวน์ท้องจะสามารถช่วยให้คุณแม่เห็นภาพที่ชัดเจนของทารกในครรภ์👶 ไม่ว่าจะเป็นเพศ การเจริญเติบโตของอวัยวะ ระบบต่าง ๆ ของทารกในครรภ์ว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจดูมดลูกของคุณแม่ว่ามีความปกติขณะตั้งครรภ์หรือไม่👎ข้อเสียสำหรับข้อเสียในการตรวจอัลตร้าซาวน์ท้อง คือ ถึงแม้ว่าการตรวจอัลตร้าซาวน์จะทำให้เห็นภาพรวมของทารกในครรภ์ที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้การตรวจอัลตร้าซาวน์ยังมีข้อจำกัดในการตรวจ ซึ่งทำให้คุณภาพของภาพนั้นแสดงผลออกมาไม่ชัดเจนได้เช่นกันค่ะ เนื่องจากคลื่นเสียงในการตรวจอัลตร้าซาวน์ไม่สามารถทะลุผ่านร่างกายได้ลึกนัก หากคุณแม่มีภาวะอ้วน การแสดงผลภาพกก็อาจจะทำได้ยาก และยังรวมไปถึงประสบการณ์ของผู้ทำอัลตร้าซาวน์ หากผู้ตรวจไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ ก็อาจจะทำให้ผลการตรวจขาดความแม่นยำได้🙅‍♀️     สรุปได้ว่าคุณแม่ควรเตรียมตัวก่อนไปอัลตร้าซาวน์เสมอนะคะ หากเป็นการอัลตร้าซาวน์ที่หน้าท้อง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️อาจจะขอให้คุณแม่ดื่มน้ำจำนวนมากล่วงหน้า ประมาณ 4 – 6 แก้ว เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะเต็ม ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพในครรภ์ได้ชัดขึ้น และค่าใช้จ่ายของการตรวจอัลตร้าซาวน์ท้องอาจจะมีความแตกต่างกันออกไปตามประเภทของสถานพยาบาล รวมทั้งประเภทของอัลตร้าซาวน์ ซึ่งการอัลตร้าซาวน์ผ่านทางหน้าท้องและช่องคลอดในโรงพยาบาลรัฐ จะมีราคาประมาณ 400 บาท💵 เป็นต้นไป และอาจจะมีค่าบริการทางการแพทย์เพิ่มเติมด้วยค่ะ

Content Image

คนท้องกินแต่ผักผลไม้ ระวัง

  การเลือกกินกินผัก🥦และผลไม้🍊 ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์อย่างมาก เพราะสารอาหารจากผักผักผลไม้ที่กินเข้าไปจะตรงสู่เด็กทารกผ่านทางสายสะดือ เท่ากับว่าคุณแม่กินกินอะไรไปลูก👶ก็จะได้รับสารอาหารนั้นตามไปด้วย ดังนั้นคุณแม่ควรใส่ใจและหาคุณแม่ควรคำนึงถึงข้อมูลเกี่ยวกับข้อควรระวังและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากกินแต่ผักผลไม้ว่าคนท้องห้ามกินอะไรและคนท้องกินอะไรดีเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของการกินแต่ผักและผลไม้ที่จะส่งผลต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ในแง่มุมของโภชนาการและสารอาหาร👉เสี่ยงขาดธาตุเหล็ก (Iron)ถึงแม้ในผลไม้จะประกอบด้วยธาตุเหล็กเป็นจำนวนมาก แต่ลำไส้จะดูดซึมธาตุเหล็กจากผลไม้ออกมาใช้งานได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการดูดซึมจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อ🐮, นม🥛 และไข่🥚 เป็นต้น เพราะเหตุนี้การที่คุณแม่กินผลไม้มากเกินไป จะเสี่ยงต่อการรับสาร ไฟเทต (Phytate) ซึ่งขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กในผัก จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคุณแม่ควรกินเนื้อสัตว์มากกว่าผลไม้ 👉เสี่ยงขาดวิตามินบี 12 (Vitamin B12)วิตามินบี 12 มีประโยชน์ต่อร่างกายของแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก ซึ่งวิตามินบี 12  พบได้มากในอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากกว่าพืช เช่น เนื้อแดง🥩, ปลา🐟, สัตว์ปีก🐔 เป็นต้น โทษของการขาดวิตามินบี 12 นั้นร้ายแรงมากกว่าที่คุณแม่คิด เพราะอาจทำให้มีผลต่อกระบวนการผลิตเม็ดเลือดแดง🩸 เนื่องจากวิตามินบี 12 จะต้องทำงานร่วมกับไตเพื่อกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงนั่นเอง👉เสี่ยงขาดโปรตีน (Protein) และไขมันดี (HDL)ถึงแม้การทานผลไม้นั้นให้ประโยชน์มากมายต่อคุณแม่ แต่สารอาหารที่พบได้ยากในผลไม้ คือ โปรตีน🐖 และไขมันดี ซึ่งมีปริมาณน้อยกว่าสารอาหารจากเนื้อสัตว์ สารอาหาร 2 ชนิดนี้ มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย โดยเฉพาะไขมันดี เช่น Omega 3 เนื่องจากร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้👉เสี่ยงต่อภาวะขาดสังกะสี (Zinc deficiency)ธาตุสังกะสีมีความสำคัญต่อการรับรู้รสชาติอาหารและกลิ่นต่างๆ ได้ไวขึ้น ซึ่งธาตุสังกะสีพบได้ในปริมาณสูงจากการทานหอยนางรม🦪 และเนื้อแดง🥩 เป็นต้น หากคุณแม่ทานแต่ผลไม้ไปเรื่อย ๆ จะส่งผลให้การรับรสของคนท้องเปลี่ยนไปได้ ซึ่งคุณแม่สามารถลดความเสี่ยงของต่อมรับรสที่เปลี่ยนไปได้ด้วยการทานผลไม้ที่มีธาตุสังกะสีเพิ่มขึ้น เช่น ถั่วเหลือง ธัญพืช🥜 ในแง่มุมของคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์✨ร่างกายคุณแม่อาจขาดพลังงานในผลไม้นั้นมีปริมาณไขมันดีและโปรตีนน้อย ซึ่งมีผลต่อพลังงานจำเป็นที่คุณแม่ควรจะได้รับในแต่ละวัน การที่คุณแม่กินแต่ผลไม้นั้นจะส่งผลให้ร่างกายคุณแม่อ่อนแรง🫠 กล้ามเนื้อรีบ รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรงได้  เนื่องจากการขาดไขมัน และโปรตีนที่เป็นพลังงานหลักต่อร่างกาย ✨ทารกในครรภ์ขาดสารอาหารคนท้องกินอะไร ทารกในครรภ์👶ในครรภ์ก็ได้รับสารอาหารนั้น คุณแม่ต้องคำนึงถึงสิ่งนี้อยู่ตลอด แน่นอนว่าการกินแต่ผักและผลไม้ จะทำให้ร่างกายอาจขาดสารอาหารบางอย่างซึ่งส่งผลต่อทารก เพราะทารกยังต้องการสารอาหาร🍲ที่ครบถ้วนสำหรับการเติบโตตามพัฒนาการ การขาดสิ่งใดไป จะส่งผลให้ทารกมีการเติบโตได้น้อยกว่าปกติได้ คนท้องจึงควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ดีกว่าการทานแค่ผลไม้เพียงอย่างเดียว✨เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์การที่คุณแม่กินผลไม้รสชาติหวาน มีปริมาณน้ำตาลสูง⬆️ เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก ลำไย และขนุน อาจทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์🤰 และอีกทั้งยังทำให้หลังคลอดจะมีน้ำหนักตัวเยอะ ส่งผลให้ลดน้ำหนักได้ยาก และทารกที่คลอดออกมาตัวเล็กอีกด้วย✨เสี่ยงต่อการแท้งและคลอดก่อนกำหนดเอนไซม์บรอมีเลน (bromelain) พบได้มากในสับปะรด🍍 เป็นหนึ่งในผลไม้ที่คนท้องควรเลี่ยง🙅‍♀️ โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากเอนไซม์บรอมีเลนจัดเป็นเอนไซม์ที่สลายโปรตีน ทำให้ปากมดลูกหดตัว อาจส่งผลให้ทารกคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งยังร้ายแรงถึงสามารถทำให้เสี่ยงต่อภาวะแท้ง💀ได้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมคุณแม่ควรเลี่ยงการกินสับปะรดในระหว่างตั้งครรภ์  คุณแม่ควรให้ความสำคัญต่อการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ มากกว่าการเลือกกินแต่ผัก🥦และผลไม้🍊เท่านั้น โดยเฉพาะชนิดของผลไม้ที่ดูเหมือนว่าจะสามารถกินได้อย่างปลอดภัย เพราะเรามักจะได้ยินเสมอว่าผลไม้ทุกชนิดมีประโยชน์ แต่สำหรับคนท้องแล้ว ผลไม้บางชนิดหากกินมากเกินไป อาจจะให้โทษมากกว่าประโยชน์ก็เป็นไปได้

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.