Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 3 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการหายใจไม่สะดวกในหญิงตั้งครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจกำลังรู้สึกหายใจไม่สะดวก😮‍💨 หายใจได้ไม่เต็มปอด หรืออาจรู้สึกลำบากเวลานอน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับสรีระของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ👶🤰 ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ และ วิธีการรับมือกับอาการหายใจไม่สะดวกกันค่ะ ทำไมถึงรู้สึกหายใจไม่สะดวก✨สาเหตุที่คนท้องหายใจได้ไม่สะดวกการเติบโตของทารกในครรภ์👶 การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากขึ้น หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการหายใจของคุณแม่ที่มีมาก่อนแล้วและถูกกระตุ้นเมื่อตั้งครรภ์🤰 โดยอาการหายใจไม่สะดวก😮‍💨 นี้มักพบในไตรมาสที่ 3 เพราะทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้มดลูกขยายตัวไปดันอวัยวะรอบๆ รวมถึงปอดนั่นเองค่ะ✨อาการที่พบได้บ่อยอาการที่พบได้บ่อยได้แก่การหายใจถี่ และรู้สึกเมื่อยล้าง่าย ร่างกายอ่อนแอ มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีสีเล็บและผิวหนังที่ผิดปกติ🤰 โดยการหายใจไม่สะดวกนี้เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงอาการจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่ สรีระของคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ อาการหายใจไม่สะดวกเป็นอันตรายไหม?การหายใจไม่สะดวกมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม?โดยปกติแล้วอาการหายใจติดขัด😮‍💨 จะไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่อาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายตัว และอาจรู้สึกลำบากในการนอนหลับ รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า หากมีอาการแบบนี้ให้รีบพบแพทย์แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีปัญหาการควบคุมลมหายใจอย่างมาก หรือ เกิดการขาดออกซิเจนนานๆ ในกรณีนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณแม่🤰และลูกในครรภ์👶 ในได้นะคะ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรง หายใจไม่ได้นานๆ อ่อนเพลีย เจ็บหน้าออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะวิธีรับมือกับอาการหายใจติดขัดขณะตั้งครรภ์✨พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องใช้พลังเยอะ อย่างการซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว เพราะหากทำมากไปจะทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจลำบากและเหนื่อยง่าย✨พยายามนั่งให้ตัวตรงและผ่อนไหล หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น✨หากอยู่ในท่านอนให้ใช้หมอนหนุนร่างกายส่วนบน ก็จะทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ✨หากรู้สึกว่าท่าที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่นี้หายใจไม่ค่อยออกก็ลองหาท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดค่ะ ✨การฝึกหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยหอบได้ดีขึ้นค่ะ ✨อาจลองออกกำลังกายโดยการยกแขนไปข้างหน้าแล้วชูขึ้นศีรษะ แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลังเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้าและออกตามลำดับ เพื่อช่วยขยายปอด

👉 List บทความไตรมาสที่ 3

Content Image

สาเหตุอาการคันระหว่างตั้งครรภ์

นอกจากอาการคันที่เกิดจากผิวแห้งและอากาศแห้งแล้วยังมีอาการคันที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆได้อีกในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีสาเหตุ อาการ และวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ✨ภาวะน้ำดีคั่งในตับขณะตั้งครรภ์ภาวะน้ำดีคั่งในตับ คือ?ภาวะน้ำดีคั่งในตับช่วงตั้งครรภ์ หรือเรียกอีกอย่างว่า Cholestasis of Pregnancy🥴 เป็นอาการคันผิวหนังที่มีความรุนแรงอย่างมาก นอกจากเป็นผลจากฮอร์โมนแล้ว📈 ยังเกิดขึ้นจากการที่เมื่อตับสร้างเกลือน้ำดีขึ้นมาและถูกเก็บไว้ในถุงน้ำดี แต่เกิดความผิดปกติที่ไม่ได้รับการระบายออกมา มีผลให้น้ำดีเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วร่างกายในที่สุด จึงทำให้มีอาการคันนั่นเอง โดยมักพบในได้การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3🤰ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนสูงที่สุดอาการของภาวะน้ำดีคั่งในตับ คือ?โดยจะมีอาการคันตามผิวหนังทั่วตัว☹️ หรืออาจรู้สึกคันเฉพาะฝ่ามือและฝ่าเท้า คุณแม่จะรู้สึกอ่อนเพลียมาก และมีปัสสาวะสีเข้ม การบีบตัวของลำไส้ลดลง คุณแม่จะรู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน🤢 และอาจรู้สึกคันจนนอนไม่หลับ สีผิวจะเหลืองขึ้น อาการเหล่าอาจทำให้อดนอน และทำให้รู้สึกทรมานจึงควรรีบปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ เพราะหากอาการแย่ก็อาจเสี่ยงต่อการคลอดกำหนดของทารกในครรภ์นะคะ โรคผื่นลมพิษอาจคันจากโรคผื่นลมพิษบางครั้งอาการคันในระหว่างการตั้งครรภ์อาจไม่ได้เกิดจากผิวแห้ง หรือจากการยืดขยายของผิวหนัง แต่อาจเกิดจากโรคผื่นลมพิษ (PUPP) ซึ่งเป็นอาการคันที่รุนแรง ซึ่งมีโอกาสเกิดประมาณ 1%📈 ในผู้หญิงตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสสุดท้าย หากเด็กในท้องเป็นผู้ชายก็จะมีความเป็นไปได้เพิ่มสองเท่า หรือในคุณแม่ที่ตั้งท้องลูกคนแรก👶อาการของโรคลมพิษคุณแม่จะพบว่าผิวหนังมีสีแดงและมีอาการคันร่วมด้วย🥴 และอาการผื่นลมพิษจะเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังรอบเอ็วหรือหน้าท้องและจะลามอย่างรวดเร็วไปยัง หลัง ก้น แขน ขา🦵 โรคผื่นลมพิษแม้จะมีอาการคันรุนแรงแต่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และจะหายไปเองหลังคลอดภายใน 2-3 อาทิตย์ อย่างไรก็ตามอาการนี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อแม่หรือเด็ก แต่หากมีอาการคันมาก แนะนำให้ไปพบแพทย์👩‍⚕️ เพื่อรักษานะคะควรทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการคันในระหว่างตั้งครรภ์หากมีอาการคันมากหรือมีความกังวลควรปรึกษากับแพทย์ที่อยู่ในความดูแลเพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างถูกต้อง💊คุณแม่อาจรู้สึกเครียดและหงุดหงิดกับอาการคันที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ตั้งครรภ์ บางคนอาจมีผื่นลามไปทั่วตัว และหากเจอกับอากาศร้อนๆ☀️🥵  ก็อาจทำให้อาการยิ่งลุกลามมากขึ้น หากติดเชื้อ ผิวของคุณแม่จะกลายเป็นสีแดง และมีตุ่มเหมือนฝี และจะรู้สึกเจ็บปวด☹️ ซึ่งจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อร่วมด้วย สรุปคือหากคุณแม่รู้สึกคัน นอนหลับไม่สนิท🥴 มีอาการคันมากต้องเกาแรง ๆ โดยเฉพาะที่มือและเท้าในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้น การบีบตัวของลำไส้ลดลง รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ควรต้องพบแพทย์ทันที👩‍⚕️ 

Content Image

ผลเสียของบุหรี่ระหว่างที่ตั้งครรภ์!

การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของบุคคลทั่วไปอยู่แล้ว แต่หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์สูบบุหรี่แล้วล่ะก็จะส่งผลเสียไปถึงลูกในครรภ์ได้โดยตรงเลย ซึ่งจะมีผลกระทบอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ คุณแม่ตั้งครรภ์สูบบุหรี่มีผลอะไรบ้าง?ผลเสียของบุหรี่ แน่นอนว่าการสูบบุหรี่🚬ต้องไม่เป็นผลดีต่อคุณแม่และลูกในครรภ์อย่างแน่นอน รวมถึง คุณแม่ตั้งครรภ์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเช่น อยู่ในพื้นที่ที่มีควัน ฝุ่น หรือมีกลิ่นเหม็น สุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ก็จะถูกกระทบทั้งสิ้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ที่สูบบุหรี่จะทำให้ทารก👶น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติเมื่อคลอดออกมา รวมถึงยังทำให้ทารกมีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าทารกทั่วไปอีกด้วย ซึ่งผลงานวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะรกเกาะต่ำ หรือ อาจทำให้แท้งบุตร และอื่นๆได้การศึกษาอันน่าตกใจซึ่งมีการศึกษาที่น่าตกใจมากจากการศึกษาในวัยรุ่นอายุ 16-17 ของรองศาสตราจารย์ ซิโมน เดนนิส ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เขาพบว่าวัยรุ่นเหล่านี้กลัวว่าลูก👶ในครรภ์จะมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ตนเองจะรับมือไหว เพราะร่างกายของวัยรุ่นยังเล็กอยู่ จึงพยายามควบคุมให้ทารกมีขนาดเล็กโดยการสูบบุหรี่นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นที่น่าตกใจมากว่า 18% ของคุณแม่ที่สูบบุหรี่ลูกจะคลอดออกมาน้ำหนักเบาถึง 200 กรัมเลยทีเดียวค่ะ😨บุหรี่ภัยร้ายต่อลูกน้อยใจครรภ์บุหรี่จะทำลายโครโมโซมบุหรี่รวมถึงควันบุหรี่🚬  มีความอันตรายอย่างมากต่อแม่ที่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ ซึ่งผลวิจัยพบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีควันบุหรี่ หรือ คุณแม่สูบบุหรี่เอง สารเคมีในบุหรี่จะไปทำลายโครโมโซม🧬ของทารกในครรภ์ และอาจทำให้ทารกเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ หรือ ทำให้เสียชีวิตตั้งแต่แรกคลอดรวมถึงภายหลังคลอดจะพบส่วนสูง น้ำหนักและขนาดตัวที่ต่ำกว่าปกติ และพบว่ามีปัญหา ระบบทางเดินหายใจและมีแนวโน้มที่ลูกจะเป็นโรคหอบหืด🫁มากกว่าเด็กคนอื่นเมื่อโตขึ้น ลูกจะมีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ และอาจป่วยเป็นมะเร็งหากคุณแม่ยังไม่เลิกสูบบุหรี่ระหว่างที่ให้นมลูก เสี่ยงเป็นโรคออทิสติกการที่คุณแม่สูบบุหรี่🚬 จะทำให้ปริมาณการส่งออกซิเจนผ่านสายสะดือลดน้อยลง ทำให้การเจริญเติบโตของลูกล่าช้า และทำให้เสี่ยงต่อการแท้ง หรือการคลอดก่อนกำหนด รวมถึงเสี่ยงเป็นโรคออทิสติกอีกด้วยซึ่งแม้ว่าคุณแม่จะไม่ได้สูบเองโดยตรงแต่การรับควันบุหรี่🚬  จากคนในบ้านก็สามารถส่งผลกระทบให้ลูกมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ มีอการพัฒนาอารมณ์อย่างไม่สมวัย เป็นเด็กสมาธิสั้นคุณแม่ตั้งครรภ์อดทนไม่สูบบุหรี่ได้ก่อนการตั้งครรภ์คุณแม่สามารถวางแผนเลิกบุหรี่ก่อนได้ประมาณ 4-5 เดือน เพราะการหักดิบเป็นเรื่องที่ยาก และจะมีผลกระทบต่อร่างกายเช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ หงุดหงิด😠ซึ่งคุณแม่สามารถขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชถึงการปฏิบัติตัวเพื่อที่จะช่วยเลิกบุหรี่ก่อนการตั้งครรภ์ค่ะ โดยการรับประทานผักผลไม้สด🥬 ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว การออกกำลังกายเบาๆ และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอก็สามารถเป็นตัวช่วยที่สำคัญได้เช่นกันค่ะ 

Content Image

วิธีควมคุมน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ฟังทางนี้!

     คุณผู้หญิงหลายๆท่านที่กำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อย👶 หรือที่กำลังตั้งครรภ์อยู่อาจมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆระหว่างการตั้งครรภ์🤰 แต่คุณผู้หญิงอาจกำลังมองข้ามสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน นั่นก็คือปัจจัยทางด้านน้ำหนักตัว ก่อนอื่นเราไปทราบถึงความสำคัญของปัจจัยทางด้านน้ำหนักตัวว่าส่งผลต่อช่วงตั้งครรภ์ได้อย่างไรกันเลยค่ะ💁‍♀️น้ำหนักตัวมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร ?น้ำหนักตัวที่เหมาะสมจะลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างมีบุตรของคุณแม่ได้ค่ะ ในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และมีน้ำหนักตัวเกินช่วงมาตรฐาน คุณแม่มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน ยกตัวอย่างเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือแม้กระทั่งไขมันอุดตันเส้นเลือด🩸 อาจเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด และคลอดยากกว่าปกติค่ะ แต่ไม่ใช่เพียงกลุ่มคุณแม่ที่น้ำหนักเกินจะมีปัญหาเท่านั้น คุณแม่ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าช่วงมาตรฐานก็มีโอกาสพบกับปัญหานิ่วในถุงน้ำดี และโรคหัวใจขาดเลือดค่ะควรมีน้ำหนักตัวเท่าไหร่ในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์✨ ใน 3 เดือนแรกน้ำหนักตัวของคุณแม่จะยังไม่เปลี่ยนแปลงจากปกติมาก ไม่ควรเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 2 กิโลกรัมค่ะ เพราะท้องของคุณแม่🤰จะยังไม่โตมาก เป็นช่วงที่คนอื่นๆมักดูไม่ค่อยออกว่าคุณแม่กำลังมีเจ้าตัวน้อย✨ ในช่วง 4-6 เดือนต่อมา น้ำหนักของคุณแม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 4-5 กิโลกรัมเลยค่ะ แต่ไม่ต้องตกใจนะคะ หากยังอยู่ในช่วงนี้ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่ จะเป็นช่วงที่คนอื่นๆสามารถสังเกตได้ว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ค่ะ✨ ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวของคุณแม่จะค่อยๆเพิ่มประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หากนับเป็นภาพรวม 3 เดือน คุณแม่สามารถมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 5-6 กิโลกรัม ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะเป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยในครรภ์กำลังเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดวิธีคุมน้ำหนักตอนท้องสิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณแม่ต้องใส่ใจไว้อยู่เสมอ คือ ห้ามอดอาหารเด็ดขาดค่ะ เพราะจะทำให้เจ้าตัวน้อยในครรภ์ขาดสารอาหารและเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรือเจริญเติบโตผิดปกติ อาจทำให้มีภาวะพิการได้ค่ะ ในกรณีของคุณแม่ที่น้ำหนักตัวต่ำเกินไป ควรกินอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นค่ะ🍲 ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารโปรตีนสูง🍣 ไม่เน้นอาหารจำพวกแป้งมากนักแต่ก็ไม่ถึงกับอดไปเลย และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว เช่น อาหารที่ส่วนผสมของน้ำมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว🥥 น้ำมันปาล์ม ส่วนคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป อาจใช้การออกกำลังกายเบาๆเข้ามาช่วยควบคุมน้ำหนักได้ค่ะ    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คุณแม่หรือแม้กระทั่งคุณผู้หญิงที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ไปปรึกษาเรื่องน้ำหนักกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ ว่าน้ำหนักตัวของตนเองในปัจจุบันอยู่ในช่วงมาตรฐานหรือไม่ หากไม่ตนเองควรปรับอาหารการกินอย่างไร ควรออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นและความถี่ที่เหมาะสมกับเงื่อนไขทางสุขภาพของร่างกายตนเองอย่างไร นอกจากจะได้คำแนะนำที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว หากแพทย์สังเกตถึงความผิดปกติของร่างกายจะได้รักษาได้อย่างทันท่วงที ส่งผลเสียต่อคุณผู้หญิงและเจ้าตัวน้อยในอนาคตอย่างเล็กน้อยที่สุดค่ะ

Content Image

อาการ 'มดลูกแตก' คืออะไร?

การที่มดลูกแตกนั้นเป็นอาการที่ร้ายแรงและควรได้รับการรักษาอย่างฉุกเฉิน เพราะหากเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือดแล้ว คุณจะสามารถเสียเลือดได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่คาดคิดเลยทีเดียวค่ะ โดยว่ากันว่าภายใน 5 นาทีก็สามารถเสียเลือดได้ถึง 4 ลิตรกันเลยทีเดียวปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้างมีลูกเยอะปัจจัยของการเกิดมดลูกแตกอาจมาจากการที่คุณแม่มีลูก👶เยอะ ตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป เพราะการมีลูกเยอะจะทำให้มดลูกจะอ่อนแอมากกว่าปกติ หรือหากมีแผลผ่าตัดโดยเฉพาะการตั้งครรภ์แบบติดๆกันก็จะทำให้เสี่ยงได้เช่นกัน รวมถึงคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไปด้วยค่ะคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดคุณแม่ท่านใดที่เคยผ่าตลอดในการตั้งครรภ์ครั้งแรกแล้วลองคลอดเองตามธรรมชาติในครรภ์ถัดมาอาจทำให้มดลูกแตกได้⚠️ รวมถึงคุณแม่ที่เคยใช้ยาเร่งคลอด เช่น สารออกซิโตซิน (Oxytocin) หรือ สารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) รกมีความผิดปกติ หรือมีการขยายของมดลูกมากคุณแม่🤰ที่มีปัญหารกที่ผิดปกติหรือ มีการขยายของมดลูกมากจากการตั้งครรภ์แฝดหรือทารกในครรภ์อยู่ในท่าขวาง มีอาการคลอดยาก จากสัดส่วนของศรีษะทารกไม่ได้สัดส่วนกับอุ้งเชิงกรานก็เป็นสาเหตุเสี่ยงได้เช่นกันค่ะมดลูกมีความผิดปกติ หากคุณแม่มีมดลูกที่มีความผิดปกติแต่กำเนิดเช่น มดลูกมีเยื่อกั้น 2 ช่อง มี 2 มดลูก หรือเคยได้รับการบาดเจ็บกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุรถชน🚗 หรือคุณแม่ที่ใช้เครื่องมือช่วยคลอด หรือ ใช้หัตถการทำคลอดก็อาจทำให้เกิดอาการมดลูกแตกได้ค่ะอาการและผลกระทบอาการมดลูกแตกเป็นอย่างไร?หากมีอาการมดลูกแตก คุณแม่จะมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง โดยมีเลือดตกภายในช่องคลอด หรืออาจเสียเลือดมากจนช็อกหมดสติได้⚠️ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ทารกในครรภ์อาจขาดออกซิเจนและอาจอันตรายถึงชีวิตเพราะหัวใจเต้นผิดปกติ ทารกอาจหลุดออกมาจากมดลูกแล้วล่อยลอยในครรภ์ได้ โดยหากมีอาการมดลูกแตกทารกจะมีอัตราเสียชีวิตในครรภ์สูง🤰ถึงร้อยละ 7 เปอร์เซ็นต์ โดยทารกที่รอด จะมีโอกาสขาดออกซิเจนในสมองถึง 1 ใน 3 ซึ่งจะทำให้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตผลกระทบต่อคุณแม่นอกจากจะมีผลกระทบต่อลูกในครรภ์👶แล้ว อาการมดลูกแตกอาจทำให้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก และอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะรั่ว หรือ ฉีดขาด มีเลือดไหลออกมาได้ โดย 1 ใน 3 ของผู้ที่มดลูกแตกจะเกิดอาการช็อกและต้องช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน และมักจะต้องตัดมดลูกออกในที่สุดวิธีป้องกันพยายามมีลูกไม่เยอะคุณแม่สามารถป้องกันมดลูกแตกได้โดยพยายามมีลูก👶ได้ไม่เกิน 4 คนและเป็นไปได้ควรคลอดเองตามธรรมชาติ หากคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ก็ควรปรึกษาดูแลครรภ์กับคุณหมออย่างใกล้ชิดคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดไม่ควรคลองเองในครั้งต่อไปคุณแม่🤰ที่เคยผ่าคลอด หรือผ่าตัดมดลูก ก็จะมีโอกาสเสี่ยงมดลูกแตก โดยเฉพาะบาดแผลในแนวตั้ง ดังนั้นคุณแม่ไม่ควรคลอดเองในครรภ์ต่อไป และหากขนาดของทารกโตจนทำให้คลอดยาก ควรเลือกการผ่าคลอดมากกว่าการใช้เครื่องมือช่วยคลอดหรือใช้ยาหลีกเลี่ยงการขับขี่มอเตอร์ไซค์ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่มอเตอร์ไซค์🏍️ เพราะการขับขี่มอเตอร์ไซค์มีความเสี่ยงต่อการอุบัติเหตุสูงและอาจส่งผลต่ออุ้งเชิงกรานและมดลูกโดยตรงได้ สุดท้ายนี้เมื่อใกล้คลอดให้คุณแม่คอยสังเกตจำนวนการดิ้นของลูกน้อยและหากสังเกตว่าลูกน้อยดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้นมดลูกอาจกำลังจะแตกก็เป็นได้ค่ะ

Content Image

เคล็ดลับการเบ่งคลอด

การเบ่งคลอดลูกอย่างถูกวิธีถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเมื่อถึงเวลาเจ็บท้องคลอด คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บปวดจนไม่สามารถควบคุมสติได้เลยทำให้ไม่มีแรงเบ่งนั่นเองค่ะเทคนิคการเบ่งคลอด✨สูดหายใจเข้าลึกๆให้คุณแม่ตั้งสติและเมื่อมดลูกบีบตัว ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ👃จนเต็มปอด หากสูด💨เข้าไปมากเท่าไหร่ก็จะเบ่งได้ยาวเท่านั้น✨เบ่งยาวๆเมื่อมดลูกบีบตัวเต็มที่ ให้คุณแม่ก้มหน้าเอาคางชิดอก และเบ่งลงก้นเหมือนตอนถ่ายอุจจาระ พยายามเบ่งให้ยาวให้ได้มากที่สุด คุณแม่อาจจับขอบกั้นเตียงเพื่อให้มั่นคงเวลาเบ่ง✨เมื่อหมดแรงเบ่งเมื่อมดลูกยังแข็งตัวอยู่แต่หมดแรงเบ่ง ให้คุณแม่หายใจ👃 เข้าไปใหม่และเบ่งต่อจนกว่ามดลูกจะคลายตัว เมื่อมดลูกคลายตัวให้หยุดพักหายใจ✨ควรปิดปากให้สนิทขณะเบ่งคลอดควรปิดปากให้สนิท👄 เพราะการอ้าปากจะทำให้ลมเบ่งหายไป ดังนั้นเป็นไปได้การไม่ร้องออกมาขณะที่เบ่งจะดีที่สุดค่ะวิธีเบ่งคลอด✨พักเก็บแรงเมื่อมดลูกคลายตัวให้คุณแม่พักก่อนเพื่อเก็บแรงไว้ พอมดลูกเริ่มบีบตัวอีกครั้งก็ให้สูดลมหายใจเพื่อเก็บลม💨ไว้เบ่งอีกครั้งให้ได้มากที่สุดค่ะ✨อดทนเบ่งคุณแม่ควรอ้าขาออกให้กว้างเพื่อให้ลูกน้อย👶ออกมาได้ง่ายขึ้น และเมื่อมดลูกแข็งตัวคุณแม่🤰 ต้องทนเบ่งให้ได้ไม่ว่าจะเจ็บเพียงไหนเพราะมีเพียงคุณแม่คนเดียวที่สามารถเบ่งให้ลูกน้อยออกมาได้นะคะ✨ หยุดเบ่งให้คุณแม่หยุดเบ่งเมื่อรู้สึกว่าศีรษะของลูกน้อยออกมาหมดแล้ว และในขั้นตอนนี้ไม่ว่าคุณแม่🤰 จะอยากเบ่งต่อขนาดไหนก็ให้อั้นเอาไว้เพราะคุณหมอจะนำเอาน้ำคร่ำที่อยู่ในปาก จมูก หลอดลม ปอดของทารก👶ออกให้หมดก่อนนั่นเอง พอหมดแล้วคุณแม่ก็เบ่งต่อเพื่อให้ลำตัวที่เหลือออกมาได้เลยค่ะรู้อย่างนี้แล้วคุณแม่ควรฝึกเตรียมเบ่งคลอดล่วงหน้าไว้เลยนะคะ เพราะการเบ่งอย่างถูกต้องจะช่วยอย่างมากในการคลอดนั่นเองค่ะ😄

Content Image

อาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายของแม่ตั้งครรภ์ มีสาเหตุมาจากอะไร?

     หนึ่งอาการปวดท้องที่เชื่อว่าคุณผู้หญิงและคุณแม่หลาย ๆ คนน่าจะเคยประสบกันมาบ้าง ก็คืออาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายล่าง ซึ่งอาการปวดท้องในลักษณะนี้เกิดจากอะไร และเป็นอันตรายต่อคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ไหม เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️อาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายล่างในคุณแม่ตั้งครรภ์ บ่งบอกถึงอะไร?อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุอาการปวดท้องข้างซ้ายล่างของคุณแม่ตั้งครรภ์🤰ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นเพียงปัญหาสุขภาพ เพราะอาการปวดท้องนั้นมักมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพที่ค่อนข้างแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้ปวดท้องประจำเดือน ท้องอืด ท้องผูก💩 ลำไส้แปรปรวน ลำไส้อุดตัน โรคเซลิแอค นิ่วในไต อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส🥛 โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ อุ้งเชิงกรานอักเสบ การบิดขั้วของปีกมดลูก การตั้งครรภ์นอกมดลูก ภาวะถุงน้ำในรังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ ดังนั้นหากคุณแม่มีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายล่าง ควรจะต้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย🩺 โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการปวดที่ท้องน้อยด้านล่างซ้ายมาหลายวันแล้วอาการไม่ดีขึ้น วิธีเบื้องต้นในการรับมือกับอาการเจ็บท้องน้อยด้านซ้าย👉ทายาบรรเทาอาการปวด และประคบเย็นร่วมการรับมือกับอาการปวดท้องน้อยนั้น คุณแม่ควรทานยาที่ช่วยบรรเทาอาการปวด💊และใช้การประคบเย็นด้วยน้ำแข็งห่อผ้าสะอาด🧊 หรือการประคบด้วยถุงร้อน การพักผ่อนเยอะ ๆ ก็สามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้ค่ะ     สรุปได้ว่าอาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายสามารถรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการปวดนั้น ๆ  ถ้าอาการปวดไม่ได้รุนแรงอะไรมาก การกินยาแก้ปวด หรือยาปฏิชีวนะ ก็สามารถที่จะรู้สึกดีขึ้นได้ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นเลย หรือรู้สึกปวดท้องน้อยด้านซ้ายจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ ให้รีบไปพบแพทย์👨‍⚕️เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาทันที 

Content Image

คนท้องเล่นเวทได้ไหม?

 ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์นั้นสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง กิจกรรมที่จะทำให้คุณแม่มีสุขภาพดีนั่นก็คือการออกกำลังกายค่ะ คุณแม่หลายๆท่านคงเคยได้ยินว่าการเล่นเวท🏋️‍♀️นั้นทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ แต่ในระหว่างการตั้งครรภ์นั้นคนท้องสามารถเล่นเวทได้ไหมนะ บทความนี้ จะพาคุณแม่ไปหาคำตอบกันค่ะว่าในช่วงระหว่างตั้งครรภ์นั้นคนท้องสามารถเล่นเวทได้ไหม และมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า💁‍♀️ประโยชน์ของการเล่นเวทในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่หลายๆท่านยังคงสงสัยว่าจริงๆแล้วคนท้องเล่นเวทได้ไหม คำตอบคือ คนท้องสามารถเล่นเวทได้ค่ะ✅ การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านนั้นเป็นการช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อให้แก่คุณแม่ โดยแพทย์แนะนำให้คุณแม่ใช้การเล่นเวทแบบเบาๆเท่านั้น ยิ่งสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์แฝดอยู่ด้วย การเล่นเวทอาจมีความเสี่ยงสูงหากคุณแม่ใช้น้ำหนักที่มากเกินไป แต่ในกรณีทั่วไปนั้นการเล่นเวทนั้นมีประโยชน์สำหรับคุณแม่ในหลายๆด้านดังต่อไปนี้ค่ะ💫เป็นการเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อการเล่นเวทจะเป็นการช่วยเสริมกล้ามเนื้อหลังให้คุณแม่และเพิ่มความแข็งแรง💪ของแกนกลางร่างกาย ทำให้สามารถช่วยลดอาการปวดหลังซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์ได้ค่ะ💫ช่วยควบคุมน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์การยกเวทเป็นการช่วยฝึกความแข็งแรงและช่วยควบคุมน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ของคุณแม่ได้ ถ้าหากคุณแม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น งั้นจะเสี่ยงทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ตามมาได้ เช่นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง🩸และโรคอ้วนหลังคลอดด้วย💫ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายมีงานวิจัยได้ศึกษาค้นพบว่าการยกเวทนั้นสามารถช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของคุณแม่ได้ เพื่อเป็นการลดระยะเวลาที่คุณแม่ต้องพักฟื้นหลังคลอด นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกัน🛡️ความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดได้ด้วยค่ะ💫ช่วยให้นอนหลับได้สบายขึ้นในช่วงตั้งครรภ์นั้นคุณแม่หลายๆท่านคงได้ประสบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นการยกเวทเบาๆในช่วงตอนเช้าจะสามารถทำให้คุณแม่ผ่อนคลายและหลับได้สบายมากขึ้นค่ะ😴💫ช่วยแก้ปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายคุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆท่านอาจต้องเจอกับปัญหาท้องผูกและท้องอืด การยกเวทจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ นอกจากนี้คุณแม่ควรจะรับประทานผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง เช่น มะละกอสุก เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นค่ะ🚽💫สามารถลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นของคุณแม่ ทำให้คุณแม่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นเบาหวาน🍰ขณะตั้งครรภ์ การยกเวทจะช่วยลดอัตราความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนอย่างเช่นเบาหวานและภาวะ ครรภ์เป็นพิษระหว่างตั้งครรภ์ได้ด้วยค่ะวิธีเล่นเวทให้ปลอดภัยสำหรับคนท้อง👉เลือกใช้ดัมเบลที่มีน้ำหนักเบาคุณแม่ควรเลือกใช้ดัมเบลที่มีน้ำหนักเบา เห็นผลหลักคือเพื่อให้การยกเวท🏋️‍♀️นั้นปลอดภัยต่อข้อต่อและเส้นเอ็นของคุณแม่ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้แรงกระแทกมากๆและการยกน้ำหนักมากๆ เพราะอาจส่งผลให้คุณแม่ได้รับอาการบาดเจ็บขณะยกเวทได้ค่ะ👉หลีกเลี่ยงการยกดัมเบลเหนือศีรษะอย่างที่ทราบกันว่าในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์🤰นั้นร่างกายของคุณแม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทำให้กระดูกเชิงกรานซึ่งเป็นจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายนั้นเลื่อนออกไปข้างหน้า หากคุณแม่ยกเวทเหนือศีรษะก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดเอวและอาจจะทำให้ไหล่โก่งได้ด้วยค่ะ👉หลีกเลี่ยงการเล่นเวทอย่างหักโหมการยกเวทอย่างหักโหมนั้นส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณแม่ได้อย่างมาก เพราะการยกของหนักๆจะทำให้เลือด🩸ไปไหลเวียนร่างกายได้ไม่สะดวก ซึ่งจะส่งผลให้ออกซิเจนถูกส่งไปให้ลูกน้อยในครรภ์ได้ไม่เพียงพอ ถือได้ว่าเป็นภาวะที่อันตรายต่อทารกในครรภ์เป็นอย่างมาก และยังเสี่ยงทำให้คุณแม่เกิดอาการหน้ามืด😵‍💫เป็นลมได้ในที่สุด👉หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหรือนอนหงายขณะเล่นเวทคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงถ้ายกเวทพี่ผู้เล่นต้องนอนคว่ำหรือหงายขณะยกเวทไปก่อน ให้เปลี่ยนไปใช้ถ้านั่งตัวตรง เช่นท่านั่งบนเก้าอี้🪑ขณะยกดัมเบลไปด้วย ซึ่งถือเป็นท่าที่มีความปลอดภัยต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ👉ฝึกหายใจอย่างถูกต้องคุณแม่ควรฝึกหายใจ😮‍💨ในขณะที่ยกเวทด้วย เพราะการหายใจอย่างถูกจังหวะนั้นก็มีส่วนช่วยให้คุณแม่ยกเวทได้อย่างปลอดภัยด้วยค่ะสัญญาณเตือนว่าคุณแม่ควรหยุดเล่นเวท✨หายใจถี่หากคุณแม่มีอาการหายใจถี่เป็นระยะ😮‍💨 และมีอาการเจ็บหน้าอกแทรกซ้อนมาด้วย คุณแม่ควรหยุดการเล่นเวททันทีนะคะ มิฉะนั้นอาจจะนำไปสู่อาการเวียนศีรษะและหน้ามืด😵‍💫ได้ค่ะ✨อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงในบางรายที่คุณแม่มีลักษณะปวดหรือบวมบริเวณน่องหรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตรงบริเวณแขนและขา🦵 คุณแม่ควรหยุดเล่นเวททันทีค่ะ✨อาการน้ำคร่ำรั่วในขณะที่คุณแม่เล่นเวทอยู่แล้วมีอาการน้ำคร่ำรั่ว💦หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดนั้น เป็นสัญญาณรุนแรงว่าการเล่นเวทนั้นไม่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่และคุณแม่ควรไปพบแพทย์👩‍⚕️โดยเร็วที่สุดค่ะ  ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าการเล่นเวทนั้นเป็นการออกกำลังกายที่คนท้องสามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพื่อที่แพทย์จะได้ให้คำแนะนำถึงการเล่นเวท🏋️‍♀️อย่างถูกต้อง และการเลือกดัมเบลที่เหมาะสมต่อตัวคุณแม่ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกเวทด้วยท่าที่จะส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง เพราะถ้าหากคุณแม่เล่นเวทอย่างหักโหมจนเกินไปจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์นั่นเองค่ะ

Content Image

แม่ท้องใช้น้ำยาบ้วนปากได้ไหม

     คุณแม่คงเคยได้ยินคำว่ากลิ่นปากไม่ใช่เรื่องตลก เราควรให้ความสำคัญและใส่ใจมากๆ หากทำการปล่อยปละละเลยไปก็จะส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพช่องฟันได้ จึงมักมีคำถามขึ้นมาว่าแม่ท้องสามารถใช้น้ำยาบ้วนปากได้ไหม ถ้าใช้แล้วจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบพร้อมกันค่ะ5 วิธีเลือกซื้อน้ำยาบ้วนปากคุณแม่ตั้งครรภ์🤰สามารถใช้น้ำยาบ้วนปากได้ตามปกติเลยนะคะ แต่ก็ควรพิจารณาเลือกดูผลิตภัณฑ์บ้วนปากที่อ่อนโยนต่อสุขภาพช่องฟัน ดังนั้นทางเราจึงได้ลิสต์ 5 วิธีการเลือกน้ำยาบ้วนปาก👄มาให้คุณแม่ทราบกันค่ะ💫เลือกน้ำยาบ้วนปากที่ผสมฟลูออไรด์ฟลูออไรด์ (Fluoride) เป็นส่วนผสมในน้ำยาบ้วนปากที่คุณแม่ควรมอง เพราะกลัวอะไรสามารถช่วยป้องกันโรคฟันผุและยังสามารถทำให้สุขภาพฟัน🦷ของคุณแม่แข็งแรงมากขึ้นค่ะ💫เลือกยี่ห้อที่มีประสิทธิภาพดีคุณแม่ควรเลือกซื้อน้ำยาบ้วนปากผ่านการรับรองมาตรฐานว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้การได้รับการยอมรับจากทันตแพทย์  ก็นั่นหมายความว่าน้ำยาบ้วนปากแบรนด์นั้นๆมีคุณภาพและมาตรฐานที่ดี💯💫เลือกน้ำยาบ้วนปากที่สกัดมาจากสมุนไพรน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมมาจากสารสกัดจากสมุนไพรทางธรรมชาติ☘️ จะมีลักษณะเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก สามารถซอกซอนเพื่อเข้าไปทำความสะอาดช่องฟันได้อย่างดี และยังช่วยป้องกันการเกิดคราบไบโอฟิล์มในช่องปากได้ด้วยค่ะ💫เลือกน้ำยาบ้วนปากที่ผสมคลอเฮกซิดีนคลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) ถือว่าเป็นส่วนผสมที่ดีสำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องช่องปาก👄 โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีปัญหาเหงือกอักเสบอยู่บ่อยๆ เพราะสารตัวนี้จะเข้าไปช่วยดูแลเหงือกของคุณแม่ให้แข็งแรง💪 และยังสามารถช่วยลดการเกิดคราบไบโอฟิล์มในช่องปากได้ด้วยเช่นกัน💫เลือกน้ำยาบ้วนปากที่ผสมเซทิลไพริดิเนียมคลอไรด์สารเซทิลไพริดิเนียมคลอไรด์ (Cetylpyridinium Chloride : CPC) จะเข้าไปทำให้ฟัน🦷ของคุณแม่ดูสะอาดขึ้น และช่วยลดการเกิดคราบไบโอฟิล์ม ลดการเกิดอาการเหงือกอักเสบได้เช่นกัน ประโยชน์ของการใช้น้ำยาบ้านปาก👉ช่วยลดกลิ่นปากการใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นประจำหลังการแปรงฟันสามารถทำให้ช่วยระงับกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์ได้🙊 หรือคุณแม่สามารถใช้น้ำยาบ้วนปากหลั่งจากทานอาหารเสร็จก็ได้นะคะ เพื่อช่วยลดกลิ่นปากจากเศษอาหาร🍝ที่ติดอยู่ตามซอกฟัน👉ช่วยป้องกันการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์น้ำยาบ้วนปากมีฤทธิ์ในการลดการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรีย🦠ในช่องปากได้ ทำให้สุขภาพฟันของคุณแม่นั้นสะอาดปราศจากเชื้อโรค👉ช่วยป้องกันโรคเหงือกอักเสบการที่คุณแม่จะมีสุขภาพเหงือกที่ดีนั้นคุณแม่ไม่ควรละเลยการแปรงเหงือกด้วยนะคะ เพราะสุขภาพเหงือกที่ดีก็ควรได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกันค่ะ คุณแม่สามารถใช้แปรงไฟฟ้า🪥ในการเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพเหงือกและฟันได้ด้วยนะคะ4 วิธีการบ้วนปากอย่างถูกต้อง1️⃣ เตรียมน้ำยาบ้วนปากใส่ในแก้วคุณแม่สามารถเทน้ำยาบ้วนปากลงในแก้ว🥃เพื่อเป็นการจำกัดปริมาณที่จะใช้แต่ละครั้ง ทำให้สะดวกต่อการบ้วนปาก และลดอาการระคายเคืองเนื่องจากใช้น้ำยาบ้วนปากในปริมาณที่มากเกินไปได้2️⃣ เทน้ำยาบ้วนปากเข้าไปในช่องปากหลังจากจัดเตรียมน้ำยาบ้วนปากในปริมาณที่พอเหมาะ คุณแม่สามารถค่อยๆเทน้ำยาบ้วนปากเข้าไปในช่องปาก และควรระวังอาการสำลัก🤢จากการกลืนน้ำยาบ้วนปากด้วยนะคะ3️⃣ กลั้วน้ำยาบ้วนปากในช่องปากตามคำแนะนำของทันตแพทย์ คุณแม่ควรกลั้วน้ำยาบ้วนปากให้ทั่วช่องปากไปเรื่อยๆเป็นระยะเวลาประมาณ 30 - 60 วินาที⏳ และไม่ควรกลั้วนานเกินไปกว่านั้น เพราะอาจจะส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพช่องปากได้ค่ะ4️⃣ ทำการพูดน้ำยาบ้วนปากทิ้งหลังจากทำการกลั้วน้ำยาบ้วนปากเป็นเวลา 30 - 60 วินาทีแล้ว คุณแม่สามารถบ้วนน้ำยาบ้วนปากทิ้งได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องกลัวตามด้วยน้ำเปล่า💧อีกรอบนะคะ     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าน้ำยาบ้วนปากนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่ต้องการดูแลสุขภาพปากและฟัน🦷ให้มีสุขอนามัยที่ดี ไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์ คุณแม่ควรเลือกน้ำยาบ้วนปาก👄ที่เหมาะกับสุขภาพฟันของ ไม่ทำให้คุณแม่รู้สึกแสบปากขณะกลั้วปาก เพราะนั่นหมายถึงอาการระคายเคืองต่อสุขภาพช่องปากที่อาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดีต่อตัวคุณแม่ค่ะ

Content Image

ภาวะรกต่ำขณะตั้งครรภ์ อาการเป็นอย่างไร? อันตรายขนาดไหน?

ในระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นทางฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอารมณ์ที่แปรปรวน ซึ่งแม้ว่าคุณแม่จะพยายามดูแลตนเองแต่ก็อาจมีปัจจัยบางอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้อย่าง ปัญหาภาวะรกเกาะต่ำ ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถเกิดได้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ทำความรู้จักกับรกเกาะต่ำรกเกาะต่ำ คืออะไร?เป็นภาวะที่รกปิดขวางปากมดลูก หรือ คลุมปากมดลูกเพียงบางส่วน ซึ่งโดยปกติแล้วรกเหล่านี้ควรจะอยู่ด้านบนของมดลูกและอยู่ห่างจากปากมดลูก🤰โดยผู้ที่มีภาวะรกเกาะต่ำเมื่อถึงเวลาคลอดปากมดลูกจะขยายออกและทำให้เส้นเลือดที่เชื่อมต่อบริเวณรกและมดลูกเกิดการฉีกขาด และทำให้มีเลือด🩸ออกมากก่อนและขณะคลอดซึ่งหมายความว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ และอาจทำให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ ดังนั้นแพทย์👩‍⚕️จึงมักแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะรกต่ำทำการผ่าคลอดอาการของรกเกาะต่ำอาการรกเกาะต่ำมักเกิดขึ้นในช่วงใด?ภาวะรกเกาะต่ำส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระหว่างปลายไตรมาสที่ 2 - ต้นไตรมาสที่ 3มีอาการเป็นอย่างไร?จะพบเลือดสีแดงสด🩸 ไหลออกจากช่องคลอด แต่มักจะไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งในบางรายอาจมีอาการเจ็บแปลบหรือปวด หรือรู้สึกว่ามีการบีบของมดลูกร่วมด้วยได้ หากคุณแม่เสียเลือดมากอาจทำให้ทารกซีดและเสียชีวิตได้ รวมถึงคุณแม่ก็อาจเสี่ยงเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากพบอาการดังกล่าวคุณแม่🤰ควรไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุดค่ะวิธีการดูแลและป้องกันภาวะรกเกาะต่ำป้องกันได้อย่างไรบ้าง?แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีป้องกันได้ เนื่องจากผู้ที่ตั้งครรภ์ก็ไม่สามารถไปกำหนดหรือควบคุมการยึดของตำแหน่งรกในมดลูกได้ แต่คุณแม่สามารถลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะรกต่ำได้ อย่างการงดบุหรี่🚭 และการรักษาสุขภาพดูแลอย่างไรเมื่อทราบว่าเป็นคุณแม่ควรนอนพ้กผ่อนให้มาก และระวังไม่ให้กระทบกระเทือนทารกในครรภ์ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนักทั้งงานบ้านและงานนอกบ้าน หากพบว่ามีเลือดควรรีบไปพบแพทย์👨‍⚕️ที่ฝากครรภ์ไว้ทันทีค่ะ

Content Image

สตรีมีครรภ์จะรับมือกับคลื่นความร้อนได้หรือไม่?

     เชื่อว่าคุณแม่หลายๆท่านคงจะได้ยินเกี่ยวกับข่าวคลื่นความร้อนในช่วงเดือนเมษายนนี้ ทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์คงจะมีความกังวลมากกว่าคนปกติ เพราะปริมาณเลือดภายในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น🩸 ก็เลยทำให้คนท้องขี้ร้อนกว่าคนปกตินั่นเอง นอกจากนี้หลอดเลือดขอคุณแม่ยังได้มีการขยายตัวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ จึงส่งผลให้ร่างกายเกิดความร้อนมากกว่าปกติ วันนี้ทางเราจะพาไปทราบกับวิธีรับมือกับคลื่นความร้อนสำหรับสตรีตั้งครรภ์  ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️โรคที่มาพร้อมกับความร้อนที่คุณแม่ต้องระวังโรคลมแดด (Heat stroke)คุณแม่ตั้งครรภ์มีโอกาสที่จะเกิดโรคลมแดด หรือที่เรียกกันว่าโลกฮีทสโตรกได้ง่ายกว่าคนปกติ จะมีลักษณะอาการคือไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก มีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย😪 ความดันเลือดต่ำ บางรายอาจจะมีอาการเบื่ออาหาร และปวดศีรษะร่วมด้วย หากคุณแม่ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาการอาจจะหนักขึ้น จนทำให้เพ้อ ชัก เกิดอาการช็อก ไตล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ🫀 และร้ายแรงถึงขึ้นเกิดลิ่มเลือดอุดตันจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุดวิธีรับมือกับคลื่นความร้อนสำหรับสตรีตั้งครรภ์  พยายามไม่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ หากคุณแม่ปล่อยให้ร่างกายเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ💦 จากการที่พบเจอกับสภาวะอากาศที่ร้อนจัด🥵 ร่างกายจะขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณของเหลวในร่างกายลดลง ทำให้เลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน จนส่งผลให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้นั่นเองระวังเรื่องการเจ็บป่วยเป็นไข้หวัดหากคุณแม่เพราะว่าตัวเองเป็นไข้หวัดในขณะตั้งครรภ์😷 คุณแม่จะสังเกตได้ว่าอาการไข้หวัดจะหายช้ากว่าปกติ นั่นเป็นเพราะว่าระบบภูมิต้านทานในร่างกายของคุณแม่ลดต่ำลง และถึงแม้ว่าเชื้อหวัดนั้นจะไม่ได้ส่งผลต่อการติดเชื้อของทารก แต่ถ้าหากคุณแม่เป็นเชื้อไข้หวัดชนิดรุนแรง อาจจะส่งผลทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อภาวะแท้งได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🤰     นอกจากนี้อากาศร้อนยังมีส่งต่อทารกในครรภ์ด้วย ดังนั้นสรุปได้ว่าวิธีการป้องกันง่ายๆ คือ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการออกไปที่อากาศร้อน☀️ หรืออยู่ในที่แดดจ้าเป็นเวลานาน และควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะเบาสบาย ระบายอากาศได้ดี เพราะจะทำให้เหงื่อที่ระบายออกทางรูขุมขนนั้นระบายออกได้ง่าย และไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่รัดรูปจนเกินไปด้วย เพราะจะทำให้คุณแม่รู้สึกอึดอัดได้👚 และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ คุณแม่ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอตลอดทั้งวัน โดยปริมาณที่แนะนำคือ 8-10 แก้วต่อวันค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.