Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 1 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

เรามารู้จักอาการแพ้ท้องกันเถอะ!

คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยมีชื่อเรียกกันว่า Morning Sickness🤮เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการในตอนเช้านั่นเอง แต่บางคนก็อาจมีอาการในช่วงเวลาอื่น และบางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องก็เป็นได้ค่ะ โดยในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่าอาการแพ้ท้องนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร รวมถึงวิธีการรับมือกับอาหารแพ้ท้องเหล่านี้ได้อย่างไรกันบ้างค่ะ  อาการแพ้ท้องช่วงตั้งครรภ์🤰 หิวบ่อยเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องทานอาหารบ่อยครั้งกว่าเดิม🍚 เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากคุณแม่รับประทานอาหารได้ไม่บ่อยเท่าที่ร่างกายต้องการก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้นั่นเองค่ะ🤰 ระดับฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ฮอร์โมนอย่างเอสโตรเจนและ hCGจะเพิ่มสูงขึ้น📈กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ท้อง รวมไปถึงฮอร์โมนโปเจสเตอโรนก็จะเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน อาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และอาเจียนหลังรับประทานอาหารนั่นเอง 😵‍💫🤰 ไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ศูนย์ในสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เมื่อได้รับกลิ่นและรสสัมผัสบางอย่าง ก็อาจรู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนได้ง่าย🤮🥴 ซึ่งการแพ้ท้องรุนแรงนั้นจะมีในครอบครัวฝ่ายหญิงที่มีประวัติอาการแพ้ท้องอาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ข้อดีของการแพ้ท้องหลาย ๆคนอาจจะกำลังคิดว่า เอ๊ะ การแพ้ท้องนี่มันมีข้อดีด้วยหรอ😞 แต่ความจริงแล้วการแพ้ท้องเป็นการปกป้องเด็กทารกในครรภ์ได้นะคะ🤰 เพราะจะทำให้คุณแม่ทานได้เฉพาะอาการที่ปรุงง่าย และทำให้คุณแม่หิวบ่อย เป็นการลดความเสี่ยงต่อการเจอเชื้อโรคในอาหารแปลกปลอมนั่นเอง🙂อาการแพ้ท้องมักจะพบในการท้องลูกคนแรก👶หรือการท้องลูกแฝด 2 คนขึ้น🍼หรือพบได้ในช่วงการท้องระยะ 3 เดือนแรก และหากคุณแม่อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก หรือเมารถเมาเรือง่ายอยู่แล้วก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ท้องได้เช่นกันคะวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้อง🤰 การเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารแปลก ๆ ที่มีกลิ่นแรง หรือ รสจัด หรืออาหารที่ทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อย อาจจะเลือกอาหารที่มีรสอ่อนและไม่ปรุงเยอะ🍚 สามารถเลือกทานอาหารที่เสิร์ฟเย็น เช่น โยเกิร์ต สลัด🥗 ผลไม้สด🍓🍋เป็นต้น การหลีกเลี่ยงอาหารอุ่นร้อนนั้นจะช่วยให้สามารถเลี่ยงกลิ่นที่ระเหยออกมาได้ ซึ่งกลิ่นนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้คลื่นไส้อาเจียนได้นั่นเอง🤰 เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหาร พยายามทานน้อยแต่บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารครั้งละมาก ๆ เพราะการทานอาหารเยอะเกินไปจะทำให้แน่นท้องเกินและอาจอยากอาเจียนได้ เลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว🍚 พาสต้า🍝 ขนมปัง🍞 อาจลองจิบเครื่องดื่มรสเปรี้ยวเมื่อรู้สึกอยากอาเจียน เช่น น้ำมะนาว หรือ น้ำผลไม้คั้นสด หรืออาจพกลูกอมรสเปรี้ยวไว้ในกระเป๋าไว้เผื่อได้นะคะ 🤰 หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พยายามเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นฉุน หรือ สเปรย์ปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้ถ่ายเทและพยายามอย่าให้ห้องอับชื้น✔️หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรผสมแอลกอฮอล์ แปรงฟัน🪥และลิ้นให้สะอาดเมื่อคุณแม่รู้สึกคลื่นไส้สุดท้ายนี้ควรแบ่งเวลาไปยืดเส้นยืดสายเดินสูดอากาศภายนอก🌞☁️จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ~ คุณแม่ทุกคนสู้ๆค่ะ!~💖

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 1

Content Image

ฮอร์โมนแปรปรวนมีผลต่อการตั้งครรภ์มากกว่าที่คิด

     โกรธ😡 หงุดหงิด เอาแต่ใจ อารมณ์คุณแม่ที่เปลี่ยนไป คุณพ่อโปรดเข้าใจมันคือฮอร์โมนค่ะ เราเข้าใจค่ะว่าคุณแม่👱‍♀️ที่อยากมีลูกน้อยก็ต้องเกิดความคาดหวัง และรอคอยเป็นธรรมดา เมื่อเรามีการคาดหวังและรอคอยกับอะไรมากๆบางครั้งก็อาจส่งผลกับฮอร์โมนและอารมณ์ที่เปลี่ยนไปโดยที่เราไม่รู้ตัว จริงๆแล้วคุณแม่รู้ไหมคะว่าฮอร์โมนที่แปรปรวนนั้น มีผลต่อคุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰มากกว่าที่คิด เรามาทำความรู้จักฮอร์โมนประเภทต่างๆที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ และวิธีการรับมือเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการเจ้าฮอร์โมนกันดีกว่าค่ะ💁‍♀️รู้จักฮอร์โมน Hormone 🔍เราอาจได้ยินคำว่าฮอร์โมนบ่อย จริงๆฮอร์โมนแล้วคืออะไรกันแน่ฮอร์โมน คือ สารเคมีที่ร่างกายของเราผลิตขึ้นจากกลุ่มเซลล์ในต่อมไร้ท่อต่างๆในร่างกาย🧍‍♀️ เช่น ต่อมใต้สมอง, มดลูก, รังไข่ ต่อมไทรอยด์ 🔍ทำไมฮอร์โมนถึงส่งผลให้อารมณ์แปรปรวนเมื่อระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปรง จะส่งผลให้คุณแม่มีอาการหงุดหงิดง่าย🤬 เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนถือเป็นฮอร์โมนที่สำคัญต่อสมองและอารมณ์ของคุณแม่ค่ะรู้จักฮอร์โมนที่มีผลต่อการตั้งครรภ์💫รู้จักฮอร์โมนเอสโตรเจน Estrogen คือ ฮอร์โมนเพศหญิง👱‍♀️ที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง มีหน้าที่ควบคุมระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ซึ่งรับผิดชอบในการควบคุมการตกไข่ และการประจำเดือน🩸และการหมดประจำเดือน จึงส่งผลโดยตรงในการตั้งครรภ์ของคุณแม่ค่ะ💫รู้จักฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน Progesterone คือ ฮอร์โมนที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมภาวะไข่ตกและการมีประจำเดือน ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในเพศหญิงนี้จะมีหน้าที่ไปกระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณเยื่อบุมดลูกเพิ่มขึ้น เพื่อให้เยื่อโพรงมดลูกมีคงตัว มีความหนา และพร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน🚼 แต่หากไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น โปรเจสเตอโรนก็จะลดระดับลงทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนตามรอบเดือนนั่นเองค่ะ💫รู้จักฮอร์โมน หรือ FSH (Follicle Stimulating Hormone)คือ ฮอร์โมนที่มีหน้าที่กระตุ้นการเจริญของไข่ เป็นฮอร์โมนที่มีผลโดยตรงต่อรอบเดือนของประจำเดือน🩸ค่ะ เพราะหากมีระดับ FSH ต่ำเกินไปหรือสูงเกินไปจะสามารถส่งผลให้เกิดภาวะมีบุตรยากค่ะ💫ฮอร์โมน หรือ LH (Luteinizing Hormone)คือ ฮอร์โมนธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นจากต่อมใต้สมอง🧠 ฮอร์โมนนี้มีผลต่อการมีบุตรทั้งในคุณแม่และคุณพ่อ👫เลยนะคะ ฮอร์โมนลูทิไนซิงจะทำหน้าที่กระตุ้นอัณฑะในเพศชายและรังไข่ในเพศหญิงค่ะวิธีง่ายๆก็ช่วยปรับฮอร์โมนได้👉นอนหลับให้เพียงพอการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายในชีวิตประจำวันๆ อย่างการนอนให้เพียงพอ😴ก็ช่วยร่างกายผลิตฮอร์โมนได้ดีขึ้นแล้วค่ะ เพราะการที่เรานอนหลับไม่เพียงพอยังส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมน LH ที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่จะมีการตกไข่ หากฮอร์โมน LH ผิดปกติจะผลต่อการตกไข่และทำให้ประจำเดือนที่มาไม่ปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากอีกด้วยค่ะ👉ออกกำลังกายสม่ำเสมออีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนได้ดีมากคือการออกกำลังกายค่ะ เช่น เต้นแอโรบิกเบาๆแบบสนุกๆ💃 ออกไปวิ่งเบาๆ หรือการผ่อนคลายร่างกายอย่างโยคะ🧘‍♀️ ถ้าคุณแม่ทำเป็นประจำสม่ำเสมอร่างกายก็จะสร้างฮอร์โมนได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน👉ลดความเครียดการมีคุณแม่มีภาวะอารมณ์ที่ดี จิตใจแจ่มใส🥰 ลดและหลีกเลี่ยงสถาณการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด เมื่อมีสุขภาพจิตที่ดีก็จะสามารถรักษาระดับฮอร์โมนได้ดีค่ะ

Content Image

การนัดติดตามตรรจครรภ์ ไม่ไปตามนัดจะเป็นอะไรไหม?

     ในช่วงของการตั้งครรภ์ถือเป็นช่วงที่คุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะร่างกายและสรีระต่างๆได้มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์ รวมไปถึงการเจริฐเติบโตของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ด้วย ดังนั้นคุณหมอจึงนัดตรวจครรภ์อยู่เสมอ คุณแม่เกิดคำถามขึ้นมาว่าถ้าไม่ไปตามนัดเพราะติดธุระ เปลี่ยนไปเดือนหน้าแทนจะได้ไหม🤔 วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณแม่ทราบค่ะวิธีนับอายุครรภ์ของคุณแม่ท้อง👉การนับอายุครรภ์ในทางการแพทย์จะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อประจำเดือนไม่มา โดยสามารถแบ่งออกเป็นสามไตรมาส ดังต่อไปนี้ไตรมาสที่ 1 (เดือน 1 - 3) นับจากช่วงสัปดาห์ที่ 1 - 14ไตรมาสที่ 2 (เดือน 4 - 6) นับจากช่วงสัปดาห์ที่ 15 - 28ไตรมาสที่ 3 (เดือน 7 - 9) นับจากช่วงสัปดาห์ที่ 29- 42คุณแม่ควรตรวจครรภ์ทั้งหมดกี่ครั้ง🤰คุณแม่ควรฝากครรภ์อย่างน้อย 8 ครั้ง องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้คุณแม่มาฝากครรภ์อย่างน้อย 8 ครั้ง ก่อนคลอด เพื่อการตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพ ดังนั้นการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นมีความสำคัญต่อการติดตามดูสุขภาพและพัฒนาการของทารกในครรภ์👶คุณหมอตรวจอะไรบ้างในแต่ละไตรมาสของการตั้งครรภ์✨ไตรมาสที่ 1โดยทั่วไปแนะนำให้คุณแม่ไปให้ฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ ช่วงไตรมาสที่ 1 สูติแพทย์จะนัดฝากครรภ์ทุก 4 สัปดาห์ โดยคุณหมอจะเน้นเรื่องให้ความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ติดตามอาการแพ้ท้อง🤮 และกระบวนการฝากครรภ์ รวมไปถึงการตรวจเลือดคัดกรองโรคต่างๆ เช่น ตรวจกรุ๊ปเลือด ตรวจโรคติดเชื้อ🦠 ตรวจโรคเลือดธาลัสซีเมีย เป็นต้น และยังเน้นการรับประทานให้เพียงพอ และสารอาหารที่ต้องทานเพิ่ม เช่น ธาตุเหล็ก (วันละ 30-60 มิลลิกรัม) และธาตุโฟเลท (วันละ 400 ไมโครกรัม) ✨ไตรมาสที่ 2ในไตรมาสที่ 2 สูติแพทย์จะนัดฝากครรภ์ทุก 4 สัปดาห์ คุณหมอจะเน้นการตรวจติดตามขนาดของยอดมดลูก การคัดกรองเบาหวานของสตรีตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์) การสร้างภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่💉 บาดทะยัก การตรวจคัดกรองพันธุกรรม🧬หรือความสมบูรณ์ของทารกในครรภ์(อายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์) และการสอนคุณแม่นับลูกดิ้นในไตรมาสนี้นั่นเอง ✨ไตรมาสที่ 3ไตรมาสที่ 3 ถือว่าเป็นช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ สูติแพทย์จะนัดตรวจครรภ์ถี่ขึ้นเป็นทุก 2 สัปดาห์ จนกระทั่งอายุครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ จึงนัดเป็นทุกสัปดาห์จนคลอด ในไตรมาสสุดท้ายจะเป็นการเน้นเรื่องการเฝ้าระวังการคลอดก่อนกำหนด ภาวะครรภ์เป็นพิษ การตกเลือด🩸ก่อนคลอด การเตรียมตัวคลอดบุตร การเลือกช่องทางคลอด เช่น การคลอดธรรมชาติ หรือการผ่าคลอด การนับลูกดิ้นและติดตามตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์จนถึงวิธีสังเกตอาการเตือนก่อนคลอด       สรุปได้ว่าฝากครรภ์ในแต่ละครั้งล้วนมีความสำคัญทางรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนั้นหากคุณแม่ไม่สามารถมาฝากครรภ์ตามนัดก็อาจพลาดโอกาสในการดูแลหรือการตรวจที่สำคัญในช่วงอายุครรภ์นั้นๆ หากมีความจำที่ต้องเลื่อนนัดฝากครรภ์ คุณแม่ควรมาติดตามการฝากครรภ์ในสัปดาห์ถัดไป หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สูติแพทย์👩‍⚕️ช่วยดูแลครรภ์ได้อย่างใกล้และช่วยวางแผนการคลอดที่เหมาะสมค่ะ

Content Image

มีเพศสัมพันธ์หลังคลอดได้เมื่อไหร่ sex ท่าไหนปลอดภัย มาดูกัน!

     การวางแผนการตั้งครรภ์เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังคิดจะมีลูก การวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่ประสบความสำเร็จและมีสุขภาพดี และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนค่ะ💁‍♀️สามารถมีเพศสัมพันธ์หลังคลอดได้เมื่อไหร่✨ปัจจัยที่ควรคำนึงก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์หลังคลอดการฟื้นฟูของร่างกายหลังคลอด ร่างกายของคุณแม่จะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู มดลูกจะค่อยๆ เข้าอู่และกลับคืนสู่ขนาดเดิม ช่องคลอดและฝีเย็บที่ฉีกขาดจะต้องได้รับการดูแลและรักษาจนกว่าจะหายดี แพทย์จะแนะนำให้รอประมาณ 4-6 สัปดาห์⏳หลังคลอดเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างเต็มที่ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ค่ะความพร้อมทางอารมณ์ การคลอดลูกเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจของคุณแม่ได้ คุณแม่บางคนอาจรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแอ หรือซึมเศร้าหลังคลอด😢 จึงควรให้เวลากับตัวเองในการปรับตัวและฟื้นฟูสภาพจิตใจก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์ค่ะปัญหาทางสุขภาพ คุณแม่ที่ประสบปัญหาทางสุขภาพบางอย่าง เช่น การฉีกขาดของฝีเย็บรุนแรง อาจต้องใช้เวลานานกว่าในการฟื้นตัวและอาจไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แพทย์จะให้คำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมเพื่อให้คุณแม่สามารถกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยค่ะ✅การคุมกำเนิด คุณแม่ที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์อีกควรปรึกษาแพทย์👩‍⚕️เกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมหลังคลอด มีวิธีการคุมกำเนิดหลายวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับคุณแม่หลังคลอดค่ะไลฟ์สไตล์ประจำวันของคุณแม่ การมีลูกน้อยอาจส่งผลต่อกิจวัตรประจำวันและไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ได้🤱 คุณแม่ควรพิจารณาว่าตนเองพร้อมที่จะกลับมามีเพศสัมพันธ์ในขณะที่ต้องดูแลลูกน้อยหรือไม่ หากคุณแม่รู้สึกเหนื่อยล้าหรือเครียดมากเกินไป อาจควรเลื่อนการมีเพศสัมพันธ์ออกไปก่อนค่ะฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะช่วยเสริมสร้างและกระชับกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวมากขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์และป้องกันปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ค่ะสร้างสมรรถภาพทางร่างกาย การออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดิน 🚶‍♀️หรือว่ายน้ำ จะช่วยให้คุณแม่ฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและเตรียมพร้อมสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ค่ะลองใช้เทคนิคช่วยผ่อนคลาย การหายใจเข้าออกลึกๆ หรือการทำสมาธิ🧘‍♀️จะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลก่อนมีเพศสัมพันธ์ค่ะสื่อสารกับคู่ของคุณ การสื่อสารกับคู่ของคุณอย่างเปิดเผย🗣️และซื่อสัตย์เกี่ยวกับความรู้สึกและความต้องการของคุณจะช่วยให้คุณทั้งคู่มีประสบการณ์ทางเพศที่ดีหลังคลอดค่ะปัจจัยที่ทำให้ความต้องการทางเพศเปลี่ยนไปหลังคลอดความต้องการทางเพศที่ลดลงหลังคลอดเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นได้กับคุณแม่หลายๆ คน สาเหตุหลักๆ ได้แก่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความเหนื่อยล้า ความเจ็บปวด🥴 ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของภาพลักษณ์ร่างกาย และปัญหาความสัมพันธ์ค่ะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดอาจส่งผลต่อความต้องการทางเพศได้ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจนซึ่งลดลงหลังคลอดอาจทำให้ความต้องการทางเพศลดลงค่ะ⬇️ความเหนื่อยล้า การดูแลทารกแรกเกิดอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยล้าและหมดแรง😪 ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการทางเพศได้ค่ะความเจ็บปวด อาการปวดจากการคลอดหรือการฉีกขาดอาจทำให้คุณแม่ไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ค่ะความเครียด ความเครียด🤯จากการเป็นคุณแม่ใหม่และการปรับตัวกับการเลี้ยงลูกอาจส่งผลต่อความต้องการทางเพศได้ค่ะการเปลี่ยนแปลงของภาพลักษณ์ร่างกาย บางคุณแม่หลังคลอดอาจรู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตนเอง ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการทางเพศได้ค่ะปัญหาความสัมพันธ์ ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์กับคู่ของคุณหลังจากมีลูก🚼อาจส่งผลต่อความต้องการทางเพศได้ค่ะแนะนำ 4 ท่าเซ็กซ์หลังคลอดที่ปลอดภัยSpooning ท่านี้นอนตะแคง หันหน้าเข้าหากัน โดยฝ่ายชายอยู่ด้านหลังและโอบกอดฝ่ายหญิงไว้🫂 ท่านี้ช่วยลดแรงกดทับที่หน้าท้องของฝ่ายหญิง และยังช่วยให้ฝ่ายหญิงควบคุมจังหวะได้ดีขึ้นค่ะWomen on top ท่านี้นอนหงายและให้ฝ่ายหญิงคร่อมอยู่ด้านบน ท่านี้ช่วยให้ฝ่ายหญิงควบคุมจังหวะและความลึกได้ดีขึ้น และยังช่วยลดแรงกดทับที่หน้าท้องของฝ่ายหญิงด้วยค่ะMissionary with pillows ท่านี้นอนหงายและให้ฝ่ายชายอยู่ด้านบน แต่ใช้หมอนหนุนที่หลังและสะโพกของฝ่ายหญิง ท่านี้ช่วยลดแรงกดทับที่หน้าท้องของฝ่ายหญิง และยังช่วยให้ฝ่ายชายควบคุมจังหวะได้ดีขึ้นค่ะModified doggy style ท่านี้นอนคว่ำและให้ฝ่ายชายเข้าจากด้านหลัง แต่ให้ฝ่ายหญิงคุกเข่าและใช้แขนพยุงน้ำหนักตัว ท่านี้ช่วยลดแรงกดทับที่หน้าท้องของฝ่ายหญิง และยังช่วยให้ฝ่ายหญิงควบคุมจังหวะได้ดีขึ้นค่ะ

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

เสียงหัวใจทารกในครรภ์ เริ่มฟังได้ตอนไหน?

     สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์นั้น คงมีเรื่องตื่นเต้นมากมายเกี่ยวกับทารกในครรภ์🤰 คุณพ่อคุณแม่อาจมีความลุ้นและกังวลว่าลูกในครรภ์นั้นจะมีสุขภาพ พัฒนาการ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ปกติหรือไม่ วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงหนึ่งวิธีที่สามารถใช้ในการตรวจสอบสภาพร่างกายของเด็กในครรภ์เบื้องต้นได้ด้วยตนเอง นั่นก็คือการฟังเสียงหัวใจที่กำลังเต้นของเจ้าตัวน้อยในครรภ์นั่นเองค่ะ จะสามารถทำอย่างไรได้บ้างนั้น ก่อนอื่นเราไปเริ่มที่วิธีการทางการแพทย์กันก่อนเลยค่ะ💁‍♀️วิธีตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ใช้เทคนิค Real time sonography ซึ่งถือว่าเป็นการทำอัลตร้าซาวนด์รูปแบบหนึ่ง หลักการก็คือการปล่อยคลื่นเสียงความถี่🔊ที่หูของคนเราไม่สามารถได้ยินได้ลงไปที่บริเวณท้องของคุณแม่ จากนั้นจึงใช้ตัวรับสัญญาณ ในการรับสัญญาณจากคลื่นความถี่นั้น แล้วแปลงสัญญาณออกมาปรากฏในรูปแบบขอภาพบนจอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพภายในท้องของคุณแม่ ณ ช่วงเวลาจริงที่กำลังทำการตรวจ ด้วยวิธีนี้จะทำให้ทั้งแพทย์เองและคุณแม่สามารถมองเห็นถึงการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ รวมถึงการเต้นของหัวใจก็ได้เช่นกันค่ะใช้ Ultrasonic Doppler ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้คลื่นความถี่ในการตรวจสอบเสียงหัวใจ🫀ของทารกได้เช่นเดียวกัน โดยจะใช้กับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 10-12 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะใช้เทคนิค Echocardiography ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบการทำงานของหัวใจทารกด้วยคลื่นความถี่สูงค่ะ แต่สำหรับเครื่องมือนี้จะใช้ได้ช่วง 48 วันหลังคุณแม่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายค่ะ🩸 วิธีฟังเสียงหัวใจทารกที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง    ใช้ Stethoscope🩺 หรือหูฟังทางการแพทย์ในการตรวจสอบ  ซึ่งก็คือการจิ้มปลายหูฟังไปยังบริเวณที่ต้องการจะฟังเสียงนั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วเครื่องมือนี้ก็ถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์เช่นเดียวกัน แต่เป็นเครื่องมือที่นอกจากแพทย์จะใช้ได้แล้ว คุณแม่หรือสมาชิกท่านอื่นๆในครอบครัวก็สามารถเรียนรู้ที่จะใช้ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องทราบถึงเทคนิคในการใช้ และตำแหน่งที่ต้องการฟังเสียงค่ะ✨ตำแหน่งที่เหมาะกับการฟังเสียงหัวใจของทารกในครรภ์หากร่างกายของทารกอยู่ระนาบเดียวกับร่างกายของคุณแม่ในท่ายืน พูดให้เห็นภาพก็คือ หากจินตนาการว่าทารกกำลังยืนตรงภายในครรภ์ของคุณแม่🤰 จะได้ยินเสียงหัวใจของเด็กได้ก็ต่อเมื่อแตะปลายหูฟังไปที่บริเวณที่สูงกว่าสะดือของคุณแม่ค่ะในทางตรงกันข้าม หากจินตนาการว่าทารกกำลังพลิกตัวกลับหรือกำลังอยู่ในท่าคว่ำตัว เอาศีรษะดิ่งลงมา จะได้ยินเสียงหัวใจ🫀ของเด็กได้ในบริเวณที่ต่ำกว่าระดับสะดือของคุณแม่ค่ะหากศีรษะของทารกเยื้องไปทางขวาของอุ้งเชิงกรานคุณแม่ จะได้ยินเสียงหัวใจได้ก็หากนำปลายหูฟังไปแตะบริเวณหน้าท้องฝั่งขวาค่ะในทางกลับกัน หากศีรษะของทารกเยื้องไปทางซ้ายของอุ้งเชิงกรานคุณแม่ จะได้ยิน👂เสียงหัวใจได้ก็หากนำปลายหูฟังไปแตะบริเวณหน้าท้องฝั่งซ้ายนั่นเองค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าปัจจุบันมีวิธีการที่หลากหลายมากที่จะทำให้เราสามารถตรวจสอบการเต้นของหัวใจของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้จากการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งก็มีทั้งเครื่องมือหรือเทคนิคที่จำเป็นต้องตรวจที่โรงพยาบาล🏥 และเครื่องมือที่เราสามารถเรียนรู้ที่จะใช้ได้เอง หากคุณแม่ท่านใดสนใจก็สามารถลองทำตามวิธีดังกล่าวกันได้นะคะ

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำสีผมได้หรือไม่? อันตรายไหม?

ท้องแล้วทำผมได้ไหมนะ? คุณแม่หลายๆคนอยากจะดูแลตนเองให้สวยอยู่ตลอดจึงเกิดคำถามนี้ขึ้นมา ซึ่งความจริงแล้วคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็สามารถทำสีผมได้ แต่จะต้องผ่านไตรมาสแรกไปก่อนจึงจะอยู่ในระยะที่ปลอดภัยนั่นเองค่ะตั้งครรภ์แล้วสามารถทำสีผมได้เมื่อไหร่?สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰ในช่วงไตรมาสแรก ร่างกายของคุณแม่จะบอบบางมากและเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวเล็กในครรภ์กำลังสร้างอวัยวะที่สำคัญต่างๆ ซึ่งคุณแม่ควรจะคอยดูแลตนเอง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี แม้ว่าปกติแล้วคนที่ทำสีมักจะต้องเติมโคนผมใหม่💆🏻 แต่ช่วงนี้ก็ขอให้งดไปก่อนนะคะ และเมื่อตั้งครรภ์ครบ 5 เดือน หากคุณแม่ไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆร่วมด้วยก็สามารถทำสีผมได้ค่ะสารในน้ำยาย้อมผมที่คนท้องควรระวัง! สารตะกั่วสารตะกั่วในผลิตภัณฑ์ทำสีผมนั้นจะมีส่วนผสมของโลหะและเกลือ ซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุนัยน์ตาถึงขั้นทำให้ตาบอด👀ได้เลยค่ะ นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการระคายเคืองของหนังศีรษะ นอกจากนั้นหากสะสมมากๆ อาจทำให้ระบบประสาทถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถควบคุมอวัยวะบางส่วนได้ แถมยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอีกด้วยค่ะสารพาราฟินิลีนหากคุณแม่แพ้สารพาราฟินิลีนแล้วล่ะก็จะส่งผลให้ริมฝีปาก👄 ตา และแก้มบวม ซึ่งบางคนก็มีอาการคัน มีตุ่มใสบริเวณหนังศรีษะ และหากระหว่างที่ย้อมสารนี้ไปถูกตาแล้วอาจทำให้ตาอักเสบหรือบอดได้เลยค่ะ และหากแพ้มากๆก็อาจถึงขั้นหายใจไม่ออกก็มี สารแอมโมเนียสารแอมมโมเนียในน้ำยาฟอกสีผมนั้นแม้จะมีกลิ่นที่ไม่รุนแรงมาก แต่สามารถทำลายระบบทางเดินหายใจได้เลยนะคะ ซึ่งหากคนที่กำลังโกรกสีผมอยู่และสูดดมสารนี้เข้าไป น้ำมูกน้ำตาก็จะไหล มีการหายใจไม่ออก🫁 ไอ แสบตา ซึ่งหากทำสีผมด้วยสารนี้บ่อยๆ อาจทำให้ผมล้านก่อนวัยได้นะคะสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สารนี้มันจะถูกผสมอยู่ในน้ำยากัดสีผม เพื่อทำลายเม็ดสีที่มีความเข้มของสีผมให้อ่อนลง👩‍🦱 ซึ่งสารนี้สามารถก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ทำให้เกิดอาการแสบคันได้ค่ะ หากทำสีผมขณะตั้งครรภ์ จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่?แม้ว่าทางการแพทย์👨‍⚕️จะไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดว่า ทารกจะได้รับอันตรายจากสารเคมีที่คุณแม่ได้รับขณะทำสีผม หรือ คุณแม่ได้รับอันตรายจากการทำสีผมหรือจากการทำการฟอกสี ซึ่งโดยทั่วไปหากมีสิ่งแปลกปลอมหรือสารเคมีเข้าสู่ร่างกายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ สิ่งเหล่านั้นมักจะถูกขับออกมาในรูปแบบของปัสสาวะ🚽 ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อทารกนั่นเองค่ะ

Content Image

อาบน้ำอุ่นขณะตั้งครรภ์ได้ไหมนะ?

เมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ คุณแม่หลายๆคนก็มักจะมีคำถามมากมายว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นทำได้หรือไม่ รวมถึงการอาบน้ำอุ่นก็เช่นกัน บางคนอาจจะเคยได้ยินมาว่าเมื่อตั้งครรภ์แล้วไม่ควรอาบน้ำอุ่น ซึ่งจะจริงหรือไม่นั้นเราไปหาคำตอบด้วยกันเลยค่ะ!ในระหว่างตั้งครรภ์สามารถอาบน้ำอุ่นได้หรือไม่?💡อาบน้ำอุ่นได้หรือไม่?คุณแม่ที่ตั้งครรภ์สามารถอาบน้ำอุ่น🛀ได้นะคะ เพียงแต่จะต้องไม่ร้อนจนเกินไป (ไม่ร้อนเกินอุณหภูมิร่างกาย) เพราะการที่คุณแม่🤰อาบน้ำร้อนจะทำให้ทารกในครรภ์มีภาวะเครียดได้เนื่องจากเลือดลมจะหมุนเวียนมากเกินไป และ อาจทำให้หัวใจของคุณแม่เต้นเร็วขึ้นด้วย💡จะต้องแน่ใจว่าน้ำไม่ร้อนจนเกินไปหากคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่ในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่ยังสามารถแช่หรืออาบน้ำอุ่นได้ แต่จะต้องแน่ใจว่าน้ำไม่ร้อนจนเกินไปเพราะอาจทำให้สมอง🧠และกระดูกสันหลังของตัวอ่อนในครรภ์บกพร่องได้ค่ะ และไม่ควรแช่น้ำอุ่นนานเกิน 15 นาทีนะคะ💡หากอยากแช่ควรทำอย่างไร?ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้ เวียนหัว อาเจียนและรู้สึกอยากจะเป็นลม หากอยากแช่น้ำอุ่นก็ไม่ควรล็อคประตูห้องน้ำและควรบอกกับคนในครอบครัว👪หรือสามีเอาไว้ก่อนเข้าไปอาบข้อดีของการอาบน้ำอุ่น💡ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายข้อดีของการอาบน้ำอุ่น🛀คือ จะทำให้กล้ามเนื้อของคุณแม่ผ่อนคลายได้ดี โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลังและเท้า เมื่อผ่อนคลายก็จะทำให้คุณแม่นอนหลับสบายนั่นเองค่ะ 💡ช่วยลดบวมตามร่างกายสำหรับคุณแม่🤰ที่มีอาหารบวมมือ✋ บวมเท้า การแช่น้ำอุ่นจะช่วยลดอาการบวมตามร่างกายรวมถึงช่วยให้น้ำคร่ำอยู่ในระดับที่เหมาะสม และ บรรเทาอาการหดตัวของมดลูกก่อนกำหนดอีกด้วยค่ะ จะเห็นได้ว่าการอาบน้ำอุ่น🛀ในระหว่างตั้งครรภ์นั้นมีทั้งข้อดีและข้อที่ควรระวังดังนั้นให้คุณแม่คอยตรวจเช็คระดับความร้อนของน้ำก่อนอาบน้ำให้ดีทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะความเสี่ยงของการอาบน้ำอุ่น💡อันตรายต่อการพัฒนาการสมองและไขสันหลังของทารกในครรภ์หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อาบน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิร้อน🌡️จนเกินไปอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายของคุณแม่สูงขึ้น โดยทั่วไปแล้วอาจไม่ได้มีผลกระทบที่เห็นได้ในทันทีแต่อาจทำให้คุณแม่เกิดภาวะไฮเปอร์เทอเมีย ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกินไปซึ่งอาจส่งผลให้ทารก👶มีความผิดปกติได้โดยเฉพาะในไตรมาสแรกที่ทารกกำลังพัฒนาส่วนสมอง🧠และไขสันหลัง ซึ่งเป็นส่วนที่อ่อนแอที่สุด ดังนั้นการที่คุณแม่อาบน้ำอุ่นจัดในช่วยนี้อาจทำให้ทารกเกิดโรคเกี่ยวกับความบกพร่องของกระดูกสันหลังได้นั่นเองค่ะ 💡ความดันโลหิตของคุณแม่ต่ำลงการอาบน้ำร้อนจัดจะทำให้ความดันของคุณแม่ต่ำลง ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงและอันตรายต่อทารกในครรภ์เพราะความดันต่ำของคุณแม่จะกระทบกับการไหลเวียนเลือด🩸สู่ทารกในครรภ์ของคุณแม่นั่นเองค่ะ💡เป็นลมและสุดท้ายคุณแม่อาจเสี่ยงเป็นลมระหว่างที่แช่น้ำร้อน อาจเกิดอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ และทำให้เกิดภาวะความดันต่ำระหว่างที่แช่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปใช้บริการสปา หรือห้องซาวน่า♨️ก็ควรจะหลีกเลี่ยงไปก่อนเพราะพวกนี้อุณหภูมิ🌡️จะมีความสูงคงที่ไม่เหมือนการแช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิจะค่อยๆลดลงค่ะ ทีนี้เราก็ทราบข้อดีข้อเสียกันไปแล้วนะคะ หากอยากจะแช่น้ำอุ่นก็ทำได้แต่ก็ต้องคอยระวังเรื่องของอุณหภูมิ ไม่ให้สูงเกินไป และไม่แช่นานจนเกินไปนะคะ ก็ขอให้คุณแม่ทุกท่านแช่น้ำอุ่นคลายเครียดกันอย่างระมัดระวังกันด้วยนะคะ!

Content Image

ทำความรู้จักภาวะน้ำคร่ำมาก (Polyhydramnios)

     คุณแม่อาจเคยได้ยินกับภาวะน้ำคร่ำมากมาก่อนกันบ้างใช่ไหมคะ ดังนั้นวันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาวะน้ำคร่ำมากมาให้คุณแม่ทราบ เรามาหาคำตอบกันพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ภาวะน้ำคร่ำมาก คืออะไร?✨ภาวะน้ำคร่ำมาก (Polyhydramnios)“น้ำคร่ำ” มีบทบาทสำคัญในการตั้งครรภ์อย่างมาก นั่นก็คือ น้ำคร่ำจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน🛡️ทารกและป้องกันสายสะดือไม่ให้ถูกกด น้ำคร่ำทำให้ทารกมีพื้นที่ในการขยับไปมาเพื่อเสริมสร้างระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้เติบโตได้ปกติ นอกจากนี้ การที่ทารกกลืนน้ำคร่ำยังเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบทางเดินอาหาร การที่ทารกหายใจ น้ำคร่ำก็เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาของปอด🫁อีกด้วย ปกติน้ำคร่ำจะมีปริมาตร 30 ซีซี ที่อายุครรภ์10สัปดาห์ เพิ่มเป็น 200 ซีซีที่ 16 สัปดาห์ และเพิ่มเป็น 800 ซีซีที่ช่วงอายุครรภ์กลางไตรมาสที่สาม จนถึง 40 สัปดาห์ หลังจากนั้นปริมาณน้ำคร่ำจะค่อยๆ ลดลง ซึ่งภาวะน้ำคร่ำมากผิดปกติ พบได้ 1-2% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมดภาวะน้ำคร่ำมาก เกิดจากอะไร?👉6 สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะน้ำคร่ำมาก ทารกในครรภ์มีความผิดปกติแต่กำเนิด : ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท🧠 หัวใจ หรือไตที่ผิดปกติ มารดาที่ตั้งครรภ์เป็นเบาหวาน ทารกครรภ์แฝด👯‍♂️ ทารกมีภาวะซีด ทารกมีภาวะติดเชื้อในครรภ์🦠 ไม่ทราบสาเหตุอาการและวิธีการรักษาภาวะน้ำคร่ำมากอาการ- สตรีมีครรภ์ที่มีภาวะน้ำคร่ำมาก มักมีอาการหายใจลำบาก เหนื่อย😰 นอนราบไม่ได้ ขาบวม บางรายที่มีอาการรุนแรง จะมีปัสสาวะออกน้อย อาจมีการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด หรืออาจเกิดถุงนำคร่ำแตกก่อนกำหนด เกิดภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด ตกเลือดหลังคลอดวิธีการรักษา- เนื่องจากภาวะน้ำคร่ำมากมีหลายสาเหตุ การรักษาจึงต้องรักษาตามแล้วแต่สาเหตุ หากมีภาวะน้ำคร่ำมากโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถสังเกตอาการต่อไปได้ แต่หากน้ำคร่ำมาก ทำให้มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด หรือมารดามีภาวะหายใจลำบาก😮‍💨 อาจต้องมีการเจาะระบายน้ำคร่ำออก เพื่อลดปริมาณน้ำคร่ำค่ะ      ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าถึงแม้ภาวะน้ำคร่ำมากผิดปกติจะพบได้น้อยเพียง 1-2%ในคุณแม่ตั้งครรภ์🤰 แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งภาวะที่มีความอันตรายต่อทารกภายในครรภ์ ดังนั้นคุณแม่ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติต่างๆที่อาจเกิดขึ้นเสมอนะคะ

Content Image

วิธีลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร 600 บาท เพียงทำตามนี้!

     คุณแม่หลายๆท่านคงได้ยินเรื่องเงินอุดหนุนบุตรเป็นจำนวน 600 บาทมากันบ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่ก่อนจะได้รับเงินจำนวนดังกล่าวนั้น มีเอกสารอะไรบ้างที่คุณแม่ควรจะต้องเตรียมให้พร้อมเพื่อทำการลงทะเบียน วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาให้คุณแม่ไว้ ณ ที่นี้แล้วค่ะ💁‍♀️โครงการเงินอุดหนุนบุตรคืออะไร และใครบ้างที่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนบุตร?มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเด็กจากทางรัฐบาลโครงการเงินอุดหนุนบุตร เป็นมาตรการช่วยเหลือเยียวยาให้กับผู้ปกครองที่มีบุตรตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี เป็นจำนวน 600 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่มีเกณฑ์ได้รับเงินอุดหนุนบุตรจากรัฐบาลจะต้องมีคุณบัติและเงื่อนไขดังต่อไปนี้👉คุณสมบัติผู้ลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนบัตร มีดังต่อไปนี้✨ผู้ปกครอง- มีสัญชาติไทย🇹🇭- เป็นบุคคลที่รับเด็กแรกเกิดไว้ในความอุปการะ เด็กแรกเกิดต้องอาศัยรวมอยู่ด้วย✨เด็กแรกเกิด- มีสัญชาติไทย- อายุไม่เกิน 6 ปี👶- อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย สมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี- ไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน📑เอกสารยื่นเงินอุดหนุนบุตร- แบบคำร้องขอลงทะเบียน (ดร.01) https://csg.dcy.go.th/file/n/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%20%E0%B8%94%E0%B8%A3.01%20.pdf- แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02) https://csg.dcy.go.th/file/n/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%20%E0%B8%94%E0%B- บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครอง- สูติบัตรเด็กแรกเกิด- สมุดบัญชีเงินฝากของผู้ปกครอง (กรุงไทย, ออมสิน หรือ ธกส.) อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น- สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก📒(เฉพาะหน้าที่ 1 ที่มีชื่อของหญิงตั้งครรภ์)- ใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ของทุกคนในครัวเรือนที่มีรายได้ประจำ- สำเนาเอกสาร หรือบัตรข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรแสดงสถานะหรือตำแหน่ง หรือเอกสารอื่นใด ที่แสดงตนของผู้รับรองคนที่ 1 และผู้รับรองคนที่ 2สถานที่รับลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร📍กรุงเทพมหานคร : ณ สำนักงานเขต📍เมืองพัทยา : ณ ศาลาว่าการเมืองพัทยา📍ส่วนภูมิภาค : ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลคุณแม่สามารถลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนบัตรออนไลน์ได้ไหม?✅ ทำได้ ผ่านแอปพลิเคชัน "เงินเด็ก" การลงทะเบียนเพื่อรับเงินอุดหนุนบุตรออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน "เงินเด็ก"📱นั้นสามารถทำได้ แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันของกรมการปกครองก่อนการยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน ThaiD ต้องทำการพิสูจน์ตัวตนครั้งแรกที่ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต และต้องแนบเอกสารประกอบการลงทะเบียนในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วยหลักฐานเพื่อรับรองสถานะครัวเรือน รวมถึงภาพถ่ายบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเอกสารอื่นที่แสดงสถานะหรือตำแหน่งของผู้รับรองใบรับรองเงินเดือนหรือหนังสือรับรองรายได้ของสมาชิกในครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเมื่อลงทะเบียนเสร็จสิ้นและผ่านการตรวจสอบสิทธิ์แล้ว ผู้ปกครองจะได้รับเงินอุดหนุนบุตร💰 โดยมีผลตั้งแต่เดือนที่ทำการลงทะเบียนขั้นตอนและวิธีลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตรออนไลน์ บนแอป "เงินเด็ก"ผู้ปกครองเดินทางไปพิสูจน์ตัวตนครั้งแรก ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตใกล้บ้าน🏫 (ทำครั้งแรกครั้งเดียว)โหลดแอปเงินเด็กโหลดแอป ThaiD ของกรมการปกครองเข้าแอปเงินเด็ก แล้วยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชั่น ThaiDเมื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วจะสมารถข้าไปกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนผ่านแอปเงินเด็ก และติดตามสถานะการรับเงินได้     สรุปได้ว่าคุณแม่สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ เพื่อความสะดวกมากยิ่งขึ้นของการรับเงินอุดหนุนบุตร💰 นอกจากนี้คุณแม่สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินอุดหนุนบุตร ได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรมกิจการเด็กและเยาวชน 📞โทร 08 2091 7245, 08 2037 9767, 08 3431 3533, 06 5731 3199 

Content Image

อาการวิงเวียนศีรษะขณะตั้งครรภ์

อาการวิงเวียนศีรษะเป็นอาการของการตั้งครรภ์ที่พบบ่อยและจะหายไปเองได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ควรคอยสังเกตอาการอื่นๆ ที่อาจมาพร้อมกับอาการวิงเวียนศีรษะ และติดต่อแพทย์หากจำเป็นสาเหตุของอาการวิงเวียนศีรษะ💡ระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจคุณ❤️เต้นเร็วขึ้น และสูบฉีดเลือดต่อนาทีมากขึ้น ดังนั้นเลือดในร่างกายของคุณจึงเพิ่มขึ้น 30 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อระบบหัวใจและหลอดเลือดไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหล่านี้ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ จึงทำให้คุณแม่จะรู้สึกวิงเวียนหรืออาจถึงกับเป็นลม💡หลอดเลือดขยายตัวเมื่อคุณตั้งครรภ์🤰 หลอดเลือดของคุณจะขยายกว้างขึ้น ความดันโลหิตลดลง ทำให้คุณเวียนหัว แต่ไม่ต้องห่วนนะคะ เพราะอาการเหล่านี้จะกลับสู่สภาวะปกติเมื่อสิ้นสุดการตั้งครรภ์😃💡เป็นลมหมดสติเมื่อคุณแม่ไอ จาม🤧 หรือถ่ายอุจจาระ ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง และนำไปสู่อาการวิงเวียนศีรษะและเป็นลม ภาวะขาดน้ำ ความวิตกกังวล และความเจ็บปวดยังทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะได้💡โรคโลหิตจางการขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคโลหิตจาง   การขาดเซลล์เม็ดเลือดแดงเพื่อนำออกซิเจนไปยังสมองและอวัยวะอื่น ๆ เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่รู้สึกวิงเวียนนั่นเองค่ะ💡ความวิตกกังวลเมื่อคุณอยู่ภายใต้ความเครียด😟 และวิตกกังวล คุณแม่มักจะหายใจไม่ออกและรู้สึกอ่อนเพลีย ควรลองปรึกษานักบำบัดเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะซึมเศร้าและหาวิธีทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นนะคะ👩‍⚕️วิธีป้องกันอาการวิงเวียนศีรษะ💡อย่ายืนเร็วเกินไปเลือดลงไปที่เท้าและขาส่วนล่างของร่างกายเมื่อคุณแม่นั่ง หากคุณแม่ลุกขึ้นยืนกะทันหัน เลือดจะไม่สามารถตามความเร็วในการยืนของคุณได้ ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว และทำคุณแม่ให้เวียนหัวนั่นเองค่ะ หากคุณนอนราบและเตรียมที่จะตื่นขึ้น ให้ลุกขึ้นนั่งช้าๆ และนั่งบนเตียงสักครู่แล้วค่อยลุกขึ้นยืนนะคะ🛏️💡อย่านอนหงายมดลูกที่กำลังเติบโตสร้างแรงกดต่อหลอดเลือดดำ ทำให้การไหลเวียนช้าลง รวมถึงหัวใจ❤️ ของคุณก็จะสูบฉีดเลือดน้อยลงทำให้ความดันโลหิตลดลง คุณแม่จึงอาจรู้สึกวิตกกังวล วิงเวียน และคลื่นไส้ได้ชั่วขณะหนึ่ง🤢💡ทานอาหารให้เพียงพอเมื่อคุณแม่ทานอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ น้ำตาลในเลือดต่ำก็ทำให้คุณแม่เวียนหัวได้เช่นกัน🥣 แบ่งมื้ออาหารตลอดทั้งวันเพื่อให้สามารถทานของว่างได้บ่อยขึ้นนะคะ และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ🥛💡หลีกเลี่ยงความร้อนการอาบน้ำร้อน🛀 หรือการเข้าไปในห้องซาวน่าจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวและทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ โดยคุณแม่จะรู้สึกวิงเวียนเมื่ออยู่ในที่แออัด🧑‍🤝‍🧑 พยายามทำให้ห้องน้ำเย็นอยู่เสมอและหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน💡อย่าออกกำลังกายหักโหมการออกกำลังกายหนักๆ จะทำให้คุณหายใจไม่ออกและรู้สึกเหมือนจะเป็นลม ควรออกกำลังกายเบาๆ และอย่าหักโหม🏃‍♀️

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.