Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 1 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

เรามารู้จักอาการแพ้ท้องกันเถอะ!

คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยมีชื่อเรียกกันว่า Morning Sickness🤮เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการในตอนเช้านั่นเอง แต่บางคนก็อาจมีอาการในช่วงเวลาอื่น และบางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องก็เป็นได้ค่ะ โดยในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่าอาการแพ้ท้องนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร รวมถึงวิธีการรับมือกับอาหารแพ้ท้องเหล่านี้ได้อย่างไรกันบ้างค่ะ  อาการแพ้ท้องช่วงตั้งครรภ์🤰 หิวบ่อยเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องทานอาหารบ่อยครั้งกว่าเดิม🍚 เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากคุณแม่รับประทานอาหารได้ไม่บ่อยเท่าที่ร่างกายต้องการก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้นั่นเองค่ะ🤰 ระดับฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ฮอร์โมนอย่างเอสโตรเจนและ hCGจะเพิ่มสูงขึ้น📈กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ท้อง รวมไปถึงฮอร์โมนโปเจสเตอโรนก็จะเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน อาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และอาเจียนหลังรับประทานอาหารนั่นเอง 😵‍💫🤰 ไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ศูนย์ในสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เมื่อได้รับกลิ่นและรสสัมผัสบางอย่าง ก็อาจรู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนได้ง่าย🤮🥴 ซึ่งการแพ้ท้องรุนแรงนั้นจะมีในครอบครัวฝ่ายหญิงที่มีประวัติอาการแพ้ท้องอาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ข้อดีของการแพ้ท้องหลาย ๆคนอาจจะกำลังคิดว่า เอ๊ะ การแพ้ท้องนี่มันมีข้อดีด้วยหรอ😞 แต่ความจริงแล้วการแพ้ท้องเป็นการปกป้องเด็กทารกในครรภ์ได้นะคะ🤰 เพราะจะทำให้คุณแม่ทานได้เฉพาะอาการที่ปรุงง่าย และทำให้คุณแม่หิวบ่อย เป็นการลดความเสี่ยงต่อการเจอเชื้อโรคในอาหารแปลกปลอมนั่นเอง🙂อาการแพ้ท้องมักจะพบในการท้องลูกคนแรก👶หรือการท้องลูกแฝด 2 คนขึ้น🍼หรือพบได้ในช่วงการท้องระยะ 3 เดือนแรก และหากคุณแม่อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก หรือเมารถเมาเรือง่ายอยู่แล้วก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ท้องได้เช่นกันคะวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้อง🤰 การเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารแปลก ๆ ที่มีกลิ่นแรง หรือ รสจัด หรืออาหารที่ทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อย อาจจะเลือกอาหารที่มีรสอ่อนและไม่ปรุงเยอะ🍚 สามารถเลือกทานอาหารที่เสิร์ฟเย็น เช่น โยเกิร์ต สลัด🥗 ผลไม้สด🍓🍋เป็นต้น การหลีกเลี่ยงอาหารอุ่นร้อนนั้นจะช่วยให้สามารถเลี่ยงกลิ่นที่ระเหยออกมาได้ ซึ่งกลิ่นนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้คลื่นไส้อาเจียนได้นั่นเอง🤰 เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหาร พยายามทานน้อยแต่บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารครั้งละมาก ๆ เพราะการทานอาหารเยอะเกินไปจะทำให้แน่นท้องเกินและอาจอยากอาเจียนได้ เลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว🍚 พาสต้า🍝 ขนมปัง🍞 อาจลองจิบเครื่องดื่มรสเปรี้ยวเมื่อรู้สึกอยากอาเจียน เช่น น้ำมะนาว หรือ น้ำผลไม้คั้นสด หรืออาจพกลูกอมรสเปรี้ยวไว้ในกระเป๋าไว้เผื่อได้นะคะ 🤰 หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พยายามเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นฉุน หรือ สเปรย์ปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้ถ่ายเทและพยายามอย่าให้ห้องอับชื้น✔️หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรผสมแอลกอฮอล์ แปรงฟัน🪥และลิ้นให้สะอาดเมื่อคุณแม่รู้สึกคลื่นไส้สุดท้ายนี้ควรแบ่งเวลาไปยืดเส้นยืดสายเดินสูดอากาศภายนอก🌞☁️จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ~ คุณแม่ทุกคนสู้ๆค่ะ!~💖

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 1

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วเหงื่อออกเยอะแปลกไหม

ทำไมเหงื่อไหลได้ขนาดนี้ เปิดพัดลมก็แล้ว เปิดแอร์ก็แล้ว แต่ก็ยังเอาไม่อยู่!  นี่เป็นเพราะอากาศอบอ้าวของเมืองไทยหรือเป็นเพราะกำลังตั้งครรภ์รึเปล่า หากอยากทราบว่าอาการแบบนี้ผิดปกติไหมเราไปพบคำตอบกันค่ะ อาการเหงื่อออกในระหว่างตั้งครรภ์คนท้องขี้ร้อนไม่ใช่เรื่องแปลกเลยในระหว่างการตั้งครรภ์นั้น ระดับฮอร์โมนและอัตราการไหลเวียนของโลหิตจะเพิ่มขึ้นสูง ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิของร่างกายของคุณแม่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน การที่มีเหงื่อ💦ออกนั่นหมายถึงการที่ร่างกายกำลังระบายความร้อนออกเพื่อให้ร่างกายของคุณแม่เย็นลงนั่นเองค่ะตอนกลางคืนเหงื่อก็ยังออกเยอะอยู่คุณแม่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เหงื่อออกประเภทนี้เรียกว่าเหงื่อตอนกลางคืน🌙ซึ่งเป็นอาการทั่วไปของการตั้งครรภ์ นั่นเป็นเพราะร่างกายคุณแม่กำลังพยายามควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย แต่ก็มีหลายๆ สถานการณ์ที่อุณหภูมิร่างกายได้รับผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้เหงื่อออกมากเกินปกติได้ปัจจัยใดบ้างที่อาจส่งผลต่อภาวะเหงื่อออกเยอะของคุณแม่ปริมาณเลือดในระหว่างการตั้งครรภ์ ปริมาณเลือด🩸ของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นได้ถึง 60% ในทุกส่วนของร่างกาย นั่นหมายถึงร่างกายของคุณแม่จะอุ่นขึ้น และแน่นอนว่าร่างกายต้องพยายามควบคุมอุณหภูมิให้เย็นลงด้วยการขับเหงื่อออกนั่นเองต่อมไทรอยด์ต่อมไทรอยด์ที่ทำงานเพิ่มขึ้นทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ทำให้คุณแม่จะหิวบ่อยและต้องกินเผื่อลูกน้อยในท้อง เพื่อให้ร่างกายพร้อมสร้างอวัยวะต่างๆ ให้กับเจ้าตัวน้อยให้ได้อย่างแข็งแรงสมบูรณ์การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นมาก📈เพื่อช่วยเตรียมร่างกายเมื่อคุณแม่เกิดการตั้งครรภ์ แต่นั่นก็หมายถึงอารมณ์ของคุณแม่จะอ่อนไหวง่าย ขี้หงุดหงิด หรือโกรธง่าย อาจส่งผลให้เหงื่อออกเยอะมากเป็นพิเศษ และนั่นจะทำให้คุณแม่หงุดหงิดมากเ็นพิเศษด้วยเช่นกันการใช้ยาการใช้ยาบางชนิดของคุณแม่ เช่น ยาที่ใช้รักษาภาวะอาเจียนรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum) ในช่วงการตั้งครรภ์คือ Ondansetron หรือ Zofran ที่จะส่งผลให้คุณแม่เหงื่อออกมากในช่วงตั้งครรภ์ โดยทางที่ดีควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ยาก่อน โดยเฉพาะในการตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสแรก หากจำเป็นต้องใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยการติดเชื้อในช่วงการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจไวต่อการติดเชื้อมากขึ้นต่อระบบฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันที่เปลี่ยนแปลงไป มักทำให้เกิดอาการมีไข้ หนาวสั่น และเหงื่อออกมากผิดปกติ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์👨‍⚕️โดยเร็วที่สุดค่ะภาวะเบาหวานหากคุณแม่มีอาการมึนงง ง่วงนอนมาก ปวดหัวมึนศีรษะ กระหายน้ำมากผิดปกติ อยากปัสสาวะตลอดเวลา มองเห็นภาพซ้อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเกิด ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ได้ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุดภาวะฮีทสโตรก และอีกสาเหตุที่สำคัญมากๆ ในช่วงนี้ที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย 'ภาวะฮีทสโตรก'🥵 ซึ่งคุณแม่อาจจะปรับตัวได้ไม่ทันหากอุณหภูมิในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ในสภาพอากาศแบบนี้คุณแม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นฮีทสโตรกได้ง่ายกว่าคนปกติ ต้องคอยระวังและช่วยกันดูแลคุณแม่ให้เป็นพิเศษวิธีรับมือ + อาการเหงื่อออกจะดีขึ้นตอนไหน? รับมือและบรรเทาอาการเหงื่อออกเยอะอย่างไรดีแนะนำให้คุณแม่สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางเบา ซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี ให้สบายตัวและไม่รู้สึกอึดอัด    รับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ หรือเครื่องดื่มเย็นๆ🧃 เพื่อดับร้อนให้กับร่างกายของคุณแม่ แต่ทั้งนี้ต้องระวังอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีความหวานหรือความเค็มมากจนเกินไป โดยเฉพาะความเค็มเพราะจะทำให้อุณหภูมิร่างกายของคุณแม่สูงขึ้นมากกว่าเดิม ทานในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อร่างกายของคุณแม่และเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์ด้วย    หลีกเลี่ยงอากาศร้อนจัด☀️ พยายามอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก หากเหงื่อออกเยอะจนคุณแม่รู้สึกไม่สบายตัว สามารถอาบน้ำได้บ่อยได้เลย เพื่อปรับให้อุณหภูมิในร่างกายอยู่ในระดับที่เหมาะสมอาการเหงื่อออกเยอะจะหายไปตอนไหน? ระยะเวลาของอาการจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล โดยที่บางคนอาจมีเหงื่อออกมาช่วงเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ บางคนอาจมีเหงื่อเยอะ💦 ตลอดจนกระทั่งคลอดเจ้าตัวน้อยเลยก็ได้ หลังคลอดแล้วก็อาจจะยังพบกับภาวะเหงื่อมากได้ เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอร์โรนจะเริ่มลดลง ซึ่งอาจใช้เวลา 2-3 สัปดาห์กว่าฮอร์โมนเหล่านี้จะปรับเข้าสู่สภาวะปกติก่อนการตั้งครรภ์ ทั้งนี้อาการที่เกิดขึ้น หากพบความผิดปกติไม่ว่าจะไข้ขึ้นหรืออัตราหัวใจเต้นเร็ว คุณพ่อควรพาคุณแม่ไปพบแพทย์เฉพาะทางโดยทันที

Content Image

อาการ 'มดลูกแตก' คืออะไร?

การที่มดลูกแตกนั้นเป็นอาการที่ร้ายแรงและควรได้รับการรักษาอย่างฉุกเฉิน เพราะหากเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือดแล้ว คุณจะสามารถเสียเลือดได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่คาดคิดเลยทีเดียวค่ะ โดยว่ากันว่าภายใน 5 นาทีก็สามารถเสียเลือดได้ถึง 4 ลิตรกันเลยทีเดียวปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้างมีลูกเยอะปัจจัยของการเกิดมดลูกแตกอาจมาจากการที่คุณแม่มีลูก👶เยอะ ตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป เพราะการมีลูกเยอะจะทำให้มดลูกจะอ่อนแอมากกว่าปกติ หรือหากมีแผลผ่าตัดโดยเฉพาะการตั้งครรภ์แบบติดๆกันก็จะทำให้เสี่ยงได้เช่นกัน รวมถึงคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไปด้วยค่ะคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดคุณแม่ท่านใดที่เคยผ่าตลอดในการตั้งครรภ์ครั้งแรกแล้วลองคลอดเองตามธรรมชาติในครรภ์ถัดมาอาจทำให้มดลูกแตกได้⚠️ รวมถึงคุณแม่ที่เคยใช้ยาเร่งคลอด เช่น สารออกซิโตซิน (Oxytocin) หรือ สารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) รกมีความผิดปกติ หรือมีการขยายของมดลูกมากคุณแม่🤰ที่มีปัญหารกที่ผิดปกติหรือ มีการขยายของมดลูกมากจากการตั้งครรภ์แฝดหรือทารกในครรภ์อยู่ในท่าขวาง มีอาการคลอดยาก จากสัดส่วนของศรีษะทารกไม่ได้สัดส่วนกับอุ้งเชิงกรานก็เป็นสาเหตุเสี่ยงได้เช่นกันค่ะมดลูกมีความผิดปกติ หากคุณแม่มีมดลูกที่มีความผิดปกติแต่กำเนิดเช่น มดลูกมีเยื่อกั้น 2 ช่อง มี 2 มดลูก หรือเคยได้รับการบาดเจ็บกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุรถชน🚗 หรือคุณแม่ที่ใช้เครื่องมือช่วยคลอด หรือ ใช้หัตถการทำคลอดก็อาจทำให้เกิดอาการมดลูกแตกได้ค่ะอาการและผลกระทบอาการมดลูกแตกเป็นอย่างไร?หากมีอาการมดลูกแตก คุณแม่จะมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง โดยมีเลือดตกภายในช่องคลอด หรืออาจเสียเลือดมากจนช็อกหมดสติได้⚠️ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ทารกในครรภ์อาจขาดออกซิเจนและอาจอันตรายถึงชีวิตเพราะหัวใจเต้นผิดปกติ ทารกอาจหลุดออกมาจากมดลูกแล้วล่อยลอยในครรภ์ได้ โดยหากมีอาการมดลูกแตกทารกจะมีอัตราเสียชีวิตในครรภ์สูง🤰ถึงร้อยละ 7 เปอร์เซ็นต์ โดยทารกที่รอด จะมีโอกาสขาดออกซิเจนในสมองถึง 1 ใน 3 ซึ่งจะทำให้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตผลกระทบต่อคุณแม่นอกจากจะมีผลกระทบต่อลูกในครรภ์👶แล้ว อาการมดลูกแตกอาจทำให้เสียเลือดเป็นจำนวนมาก และอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะรั่ว หรือ ฉีดขาด มีเลือดไหลออกมาได้ โดย 1 ใน 3 ของผู้ที่มดลูกแตกจะเกิดอาการช็อกและต้องช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน และมักจะต้องตัดมดลูกออกในที่สุดวิธีป้องกันพยายามมีลูกไม่เยอะคุณแม่สามารถป้องกันมดลูกแตกได้โดยพยายามมีลูก👶ได้ไม่เกิน 4 คนและเป็นไปได้ควรคลอดเองตามธรรมชาติ หากคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ก็ควรปรึกษาดูแลครรภ์กับคุณหมออย่างใกล้ชิดคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดไม่ควรคลองเองในครั้งต่อไปคุณแม่🤰ที่เคยผ่าคลอด หรือผ่าตัดมดลูก ก็จะมีโอกาสเสี่ยงมดลูกแตก โดยเฉพาะบาดแผลในแนวตั้ง ดังนั้นคุณแม่ไม่ควรคลอดเองในครรภ์ต่อไป และหากขนาดของทารกโตจนทำให้คลอดยาก ควรเลือกการผ่าคลอดมากกว่าการใช้เครื่องมือช่วยคลอดหรือใช้ยาหลีกเลี่ยงการขับขี่มอเตอร์ไซค์ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่มอเตอร์ไซค์🏍️ เพราะการขับขี่มอเตอร์ไซค์มีความเสี่ยงต่อการอุบัติเหตุสูงและอาจส่งผลต่ออุ้งเชิงกรานและมดลูกโดยตรงได้ สุดท้ายนี้เมื่อใกล้คลอดให้คุณแม่คอยสังเกตจำนวนการดิ้นของลูกน้อยและหากสังเกตว่าลูกน้อยดิ้นน้อยลงหรือไม่ดิ้นมดลูกอาจกำลังจะแตกก็เป็นได้ค่ะ

Content Image

คุณแม่ตั้งครรภ์ดูหนังสะเทือนใจได้หรือไม่?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนอาจกำลังสงสัยว่าหากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่ แล้วชอบดูหนังที่มีความรุนแรง หนังสยองขวัญ หรืออาจชอบดูซีรี่ย์หรือละครที่มีฉากให้อ่อนไหวกันไปตามๆกัน เหล่านี้จะส่งผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่ เราไปพบคำตอบกันค่ะ การดูหนังสยองขวัญส่งผลกับทารกในครรภ์หรือไม่นะ?ผลกระทบของการดูหนังสยองขวัญต่อทารกในครรภ์การดูหนังสยองขวัญ👻จะทำให้คุณแม่เกิดการลุ้นตาม หรืออาจเกิดความเครียดตามเนื้อหาของหนังไปด้วย ซึ่งการเกิดความเครียดจะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมา ซึ่งอาจทำให้มีโอกาสทำให้ทารกในครรภ์เป็นเด็กสมาธิสั้น หรืออาจเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดได้ รวมถึงยังส่งผลในระยะยาวต่อเด็กในครรภ์ให้มีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ🫀เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้ด้วยนอกจากนี้ความเครียดของคุณแม่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง🧠 การปรับตัวทางสังคมของลูก และปัญหาทางจิตใจได้ ดังนั้นคุณแม่อาจจะต้องเลี่ยงหนังแนวสยองขวัญไปก่อน และอาจเลือกซีรี่ย์ หรือหนังแนวตลกๆ มีความสุขมาแทนไปก่อนค่ะ หากคุณแม่ตั้งครรภ์แต่อยากดูหนังสยองขวัญควรทำอย่างไร?ควรรอให้พ้น 24 สัปดาห์ซึ่งหลังจากผ่านไป 24 สัปดาห์แล้วทารกจะมีพัฒนาการทางร่างกายต่างๆและเริ่มเกิดอวัยวะต่างๆขึ้นแล้ว แต่คุณแม่ยังต้องหลีกเลี่ยงการดูหนังโรงภาพยนต์🎥 เพราะเสียงดังของโรงหนังอาจจะทำให้ลูกน้อยตกใจได้ หรือไปรบกวนลูกน้อยในครรภ์ได้ค่ะ ยิ่งหนังที่เล่นมากกว่า 2 ชั่วโมงแล้วอาจจะทำให้คุณแม่ลำบากในการลุกเข้าๆออกๆเพื่อเข้าห้องน้ำ และการนั่งนานๆก็อาจทำให้ปวดหลังได้นั่นเองค่ะ หลีกเลี่ยงฉากที่มีความเครียดหากคุณแม่กำลังดูหนัง ซีรี่ย์หรือละครที่บ้าน🏠 แล้วเจอฉากที่ทำให้เกิดความเครียด หรือคิดมากก็สามารถกดเปลี่ยนไปดูช่องอื่นที่เพลินใจกว่าได้ หรือหากดูทางออนไลน์แล้วเครียดขึ้นมาก็อาจจะเลื่อนไปดูฉากอื่นแทนเป็นอย่างไรบ้างค่ะ อารมณ์ของคุณแม่นั้นมีผลต่อทารกในครรถ์อย่างคาดไม่ถึงเลยใช่ไหมค่ะ ซึ่งหากคุณแม่ทำให้ตนเองมีความสุข นอกจากสุขภาพจิตจะดีแล้วก็ยังทำให้ร่างกายแข็งแรง💪 และทำให้ลูกน้อยในครรภ์เติบโตพัฒนาแข็งแรงสมวัยอีกด้วยค่ะ 

Content Image

8 อาการเล็บผิดปกติในคนท้อง

  ในระหว่างตั้งครรภ์🤰 การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงเล็บ💅ด้วยค่ะ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเล็บส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายและเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น แต่ความผิดปกติบางอย่างอาจบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพของแม่ๆได้นะคะ และเพื่อไม่ให้คุณแม่ๆกังวลกับความผิดปกติเหล่านี้มากจนเกินไป คุณแม่ควรศึกษาสาเหตุหรือปัจจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนี้และหาวิธีป้องกันไว้ก่อนได้ค่ะ💁‍♀️8 อาการของความผิดปกติของเล็บที่สังเกตได้การดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์🤰เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ๆควรให้ความใส่ใจมากๆเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายเช่นความผิดปกติของสุขภาพเล็บ💅 คุณแม่ๆสามารถสังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงที่หลายๆคนพบเจอ โดยจะถูกจำแนกออกเป็น 8 อาการดังนี้ค่ะ1️⃣ ขอบเล็บเหลืองขอบเล็บเหลืองอาจเกิดจากการติดเชื้อรา🦠หรือการใช้ยาทาเล็บ ในบางกรณี อาจบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับตับหรือต่อมไทรอยด์ ควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของคุณแม่ๆเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมด้วยนะคะ บางทีอาจจะเป็นเพราะซักผ้า🧺หรือล้างจานมากเกินไปดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาความสมดุลหรือต้องทายาเป็นเดือนๆเลยค่ะ2️⃣ จุดสีขาวบนเล็บจุดสีขาวหรือที่เรียกว่า leukonychia มักไม่เป็นอันตรายและเกิดจากการบาดเจ็บเล็กน้อยที่เนื้อใต้เล็บ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ยังสามารถเป็นสัญญาณของการติดเชื้อราหรือการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด ขอแนะนำให้ควบคุมอาหารที่สมดุล🍽️และปฏิบัติตามสุขอนามัยของเล็บให้ดีค่ะ3️⃣ รอยบุบตามขวางรอยบุบหรือรอยบุ๋มบนเล็บ หรือที่เรียกว่า Beau's lines อาจเกิดจากการหยุดชะงักชั่วคราวของการเจริญเติบโตของเล็บเนื่องจากความเจ็บป่วย🤒 การบาดเจ็บ หรือความเครียด ในหญิงตั้งครรภ์ เครื่องหมายเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงการขาดสารอาหารหรือการเจ็บป่วยที่รุนแรง การปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญในการระบุสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสมค่ะ4️⃣ เล็บเปราะแม้ๆหลายคนประสบปัญหาเล็บเปราะและหักง่าย ซึ่งมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการไหลเวียนของเลือด🩸ที่เพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมความแข็งแรงของเล็บ ควรหมั่นตัดแต่งเล็บ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรุนแรงมากเกินไป และให้ความชุ่มชื้นแก่มือและเล็บเป็นประจำด้วยนะคะ5️⃣ เส้นคล้ายคลื่นตามแนวแนวตั้งของเล็บรูปแบบคล้ายคลื่นหรือเป็นสันตามแนวเล็บ หรือที่เรียกว่ารอยย่นตามยาว อาจเป็นสัญญาณปกติของอายุหรือเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่เนื้อใต้เล็บ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี อาจบ่งชี้ถึงสภาวะทางการแพทย์แฝงอยู่ หากคุณแม่ๆสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ที่เป็นอยู่หรือแย่ลง ให้ปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ👩‍⚕️เพื่อรับการประเมินเพิ่มเติมนะคะ6️⃣ เล็บรูปช้อนเล็บที่ดูเหมือนตักหรืองอเหมือนช้อน หรือที่เรียกว่า koilonychia อาจเกี่ยวข้องกับโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณมีอาหารที่สมดุลและอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมค่ะ7️⃣ เส้นหนาสีดำตามแนวแนวตั้งของเล็บเส้นสีดำหนาหรือที่เรียกว่าเมลาโนนิเคีย อาจเกิดจากการผลิตเซลล์เม็ดสีมากเกินไปในเนื้อใต้เล็บ💅 แม้ว่ามันมักจะไม่เป็นอันตราย แต่ก็แทบจะไม่เป็นสัญญาณของมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อประเมินและจัดการอย่างเหมาะสมค่ะ8️⃣ การเปลี่ยนแปลงของปลายเล็บการเปลี่ยนแปลงของสีหรือพื้นผิวของปลายเล็บมักไม่ร้ายแรงและอาจเกิดจากการบาดเจ็บหรือการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ๆสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือแย่ลง ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย🩺และการรักษาที่เหมาะสมเช่นกันค่ะ   การเปลี่ยนแปลงของเล็บและความผิดปกติในระหว่างตั้งครรภ์🤰อาจมีปัจจัยสำคัญแตกต่างกันไป แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตราย แต่บางส่วนอาจบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ สิ่งสำคัญคือคุณแม่ๆต้องปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมด้วยนะคะ การรักษาสุขอนามัยของเล็บที่ดี💅 การรับประทานอาหารที่สมดุล และการดูแลตนเองโดยรวมจะช่วยส่งเสริมสุขภาพเล็บในระหว่างตั้งครรภ์ให้ดีขึ้นค่ะ

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 สัปดาห์

     ร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 สัปดาห์จะเป็นช่วงที่คุณแม่มีระดับฮอร์โมน และค่า hCG ในเลือดชัดเจนมากยิ่งขึ้น แล้วมีสิ่งไหนที่คุณแม่ควรระวังในขณะตั้งครรภ์ 3 สัปดาห์ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงตั้งครรภ์ 3 สัปดาห์👉อาการครั่นเนื้อครั่นตัวคุณแม่จะมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว และมีอาการอาการไข้ต่ำ🤒 อาการเหล่านี้จะปรากฏในช่วงหัวค่ำ ซึ่งอาการนี้จัดว่าเป็นอาการปกติ คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะคะ วิธีดูแล คือ ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะทำให้อาการทุเลาลงได้👉อาการปวดหลังคุณแม่จะพบเจอกับอาการปวดหลัง เนื่องจากร่างกายมีการขยายตั้งแต่ช่วงอุ้งเชิงกรานลงมา เพื่อเตรียมรองรับตัวอ่อนที่กำลังจะเกิดขึ้น อาการปวดหลัง ปวดเมื่อยตัว และปวดตรงบั้นเอวนั้นเป็นอาการที่แม่ท้องต้องเผชิญ คุณแม่ควรปรับเปลี่ยนท่านอน🛏️ หรือใช้หมอนตั้งครรภ์หนุนช่วงขา เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยลดอาการปวดหลังได้แล้วค่ะ👉อาการอยากทานของเปรี้ยว หนึ่งอาการยอดฮิตของคุณแม่ท้องอ่อนๆ คืออาการหิวอาหารเปรี้ยว เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอย่างส้ม🍊 สตอเบอร์รี่🍓และองุ่น🍇 เป็นต้น ยังรวมไปถึงอาการหิวอาหารเมนูแปลกๆในคุณแม่บางรายอีกด้วย👉มีความไวต่อกลิ่นคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 สัปดาห์จะมีสัมผัสกับกลิ่นที่ไวยิ่งขึ้น👃 แพทย์เรียกอาการนี้ว่า “Super Smell” อาการเหล่านี้มักทำให้คุณแม่รู้สึกเวียนศีรษะ มีอาการคลื่นไส้กับกลิ่นต่างๆรอบตัว ไม่ใช่เฉพาะกับกลิ่นอาหาร แต่ยังรวมไปถึงกลิ่นหอมต่างๆ เช่น กลิ่นของน้ำหอม และอาจรวมไปถึงอาจมีอาการเหม็นสามี จนไม่อยากให้สามีเข้าใกล้ด้วยเช่นกัน 👉ความต้องการทางเพศเปลี่ยนไปคุณแม่จะมีความต้องการทางเพศที่เพิ่มขึ้น ในบางรายจะมีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น หรือในบางรายก็อาจจะมีความต้องการทางเพศที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด อาการนี้จะหายไปก็ต่อเมื่อคุณแม่เริ่มเข้าสู่การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 🤰เป็นต้นไป 👉รูปร่างมีน้ำมีนวลคุณแม่จะมีร่างที่อวบยิ่งขึ้น และมีลักษณะมีน้ำมีนวล จึงสังเกตได้ว่าไม่สามารถใส่เสื้อผ้าชุดเดิมได้อีกต่อไป เพราะชุดคับลง👗 จนทำให้คุณแม่หลายๆท่านอาจสงสัยว่าตัวเองทานอาหารเยอะเกินไปหรือเปล่า วิธีปฏิบัติตัวสำหรับคุณแม่ท้อง 3 สัปดาห์✨หยุดการทานยาทุกชนิดที่เคยทานก่อนตั้งครรภ์คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา💊หรือรับประทานวิตามินใดๆเข้าร่างกาย เพราะยาหรือวิตามินเหล่านั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ได้ เช่น วิตามินเอ✨ระมัดระวังตัวมากขึ้น คุณแม่ควรใส่ใจดูแลตนเองให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ เช่น การใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าแมลง น้ำยาล้างห้องน้ำ เป็นต้น และควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักด้วย📦 ✨ลดละเลิกการดื่มแอลกอฮอล์ คุณแม่ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด การสูบบุหรี่🚬 รวมไปถึงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ด้วยและหันมาทานอาหารที่มีประโยชน์จะดีที่สุดค่ะ ควรหันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสารอาหารเหล่านั้นจะถูกส่งไปยังทารกผ่านทางสายสะดือ✨งดสัมผัสกระบะทรายแมว คุณแม่ควรงดการสัมผัสกับอุจจาระของแมว🐈อย่างเด็ดขาด เพราะในอุจจาระ💩แมวจะมีเชื้อโรคอยู่ ซึ่งเชื้อโรคเหล่านั้นจะส่งผลจะกระทบโดยตรง ผ่านการหายใจ หรือผ่านการสัมผัส สามารถทำให้ตัวเชื้อเข้าสู่ปอด และส่งผลถึงเด็กในครรภ์ได้✨แจ้งทันตแพทย์ว่ากำลังตั้งครรภ์ เพราะการทำฟันนั้น🦷 อาจส่งผลกระทบต่อครรภ์ของคุณแม่ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ควรจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ หรือทันตแพทย์ที่คุณได้ทำการรักษา เพื่อการหลีกเลี่ยงขั้นตอนที่อาจจะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์✨งดกิจกรรม adventureคุณแม่ควรงดกิจกรรมโลดโผนทุกชนิด เช่น การออกกำลังกายอย่างหนัก การเดินป่า🧗‍♀️ และชกมวย🥊 เป็นต้น เพราะกิจกรรมเหล่านี้อาจส่งผลกระทบกับเด็กในครรภ์ได้นั่นเองค่ะ      แม้ว่าการตั้งครรภ์ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 นี้ คุณแม่จะยังคงใช้ชีวิตได้เป็นปกติ แต่คุณแม่ก็ควรระมัดระวังตัวมากขึ้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุต่างๆที่สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ รวมไปถึงควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อน😴 การทานอาหารที่มีประโยชน์ และหันมาดูแลสุขภาพร่างกายให้มากยิ่งขึ้น

Content Image

กำลังตั้งครรภ์อยู่ทานหวานอันตรายไหมนะ?

เป็นคำถามที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่หลายๆคนสงสัย เนื่องจากเวลาเครียดๆ หรือระดับฮอร์โมนสวิง จะทำให้แม่ที่ตั้งครรภ์หลายคนอยากทานของหวาน แต่ก็เกิดความกังวลว่า ท้องอยู่ทานหวานได้มั้ย? จะอ้วน หรือส่งผลต่อลูกในครรภ์บ้างรึเปล่า? ซึ่งปกติแล้ว เป็นข่าวดีว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็สามารถทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาลได้ แต่ก็ควรจำกัดปริมาณนํ้าตาลให้เหมาะสม เพราะหากมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเบาหวานแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ โรคอ้วน ปริมาณนํ้าตาลในเลือดสูง ซึ่งนอกจากส่งผลเสียต่อคุณแม่แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ด้วย เพราะฉะนั้น วันนี้เรามาหาคำตอบด้วยกันว่า ควรทานนํ้าตาลในปริมาณเท่าไหร่ และหากมากเกินไปจะส่งผลอะไรบ้างตั้งครรภ์อยู่ ควรทานนํ้าตาลในปริมาณเท่าใดการทานหวานขณะตั้งครรภ์อยู่ อาจยังไม่มีคำแนะนำที่เป็นมาตรฐานแต่โดยปกติแล้ว ไม่ควรบริโภคนํ้าตาลเกิน 25 กรัม ต่อวัน หรือประมาณ 6 - 8 ช้อนชา ตามคำแนะนำของสำนักโภชนาการกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพราะฉะนั้นควรงดอาหารจำพวกนํ้าอัดลม โดยใน 1 กระป๋องมีนํ้าตาล 7 - 10 ช้อนชา รวมถึงระมัดระวังเครื่องดื่มอื่นๆที่ใส่นํ้าตาลเข้าไปด้วย เช่น ชามะนาว ชาเขียว🍵 น้ำเก๊กฮวย น้ำขิงและน้ำผลไม้ปั่นมีน้ำตาลประมาณ 3 - 6 ช้อนชานอกจากนี้ควรระวังผลไม้ที่มีนํ้าตาลสูงเช่น กล้วยหอม🍌 มะม่วงสุก แตงโม องุ่น อย่างไรก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลที่แนะนำต่อวันที่เหมาะสมต่อสุขภาพ และปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ได้ เนื่องจากการรับนํ้าตาลนั้น อาจขึ้นอยู่กับระดับเผาผลาญในร่างกาย ระดับนํ้าตาลในเลือด และนํ้าหนักตัวหากตั้งครรภ์อยู่ทานนํ้าตาลมากเกินไป ส่งผลกระทบด้านสุขภาพอะไรต่อบ้าง🍭 ทำให้นํ้าหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยปกติคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่จะมีนํ้าหนักตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว หากทานหวานมากขึ้นไปอีก จะส่งผลต่อนํ้าหนักตัวที่สูงขึ้น จนนํ้าหนักเกิน และเสี่ยงต่อโรคอ้วน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการคลอดลูก และการพัฒนาการของเด็กในครรภ์👶 เช่น คลอดก่อนกำหนด ทารกตายก่อนคลอด (Stillbirth) ทารกพิการแต่กำเนิด เป็นต้น🍭 ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียการที่ได้รับนํ้าตาลในปริมาณสูง อย่างนํ้าตาลทราย หรือนํ้าตาลซูโครส (Sucrose) จะทำให้ระดับนํ้าตาลในเลือดแปรปรวน คือมีนํ้าตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น และลดลงอย่างชับพลัน ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย และง่วงนอน🍭 ส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์หากกินน้ำตาลมากจนมีภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ จะส่งผลต่อการพัฒนาการของลูก ทำให้เกิดความเสี่ยงภาวะพิการแต่กำเนิด เช่น หัวใจพิการ🫀 สมองพิการ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อการคลอด คือ ทำให้ทารกคลอดก่อนกำเนิด มีน้ำหนักตัวแรกคลอดเยอะเกินไป นอกจากนี้ยังส่งผลต่ออาการแพ้ต่างๆของลูกได้โดยมีงานวิจัยพบว่า หากเด็กได้รับนํ้าตาลฟรุกโตส (นํ้าตาลที่มักผสมในเครื่องดื่ม) ในปริมาณมากตอนอยู่ในครรภ์ จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดในเด็กได้มากกว่า คุณแม่ที่หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มรสหวานในช่วงครรภ์ วิจัยนี้อยู่ในวารสาร Annals of the American Thoracic Society เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคฟรุกโตสช่วงที่เป็นทารกในครรภ์และช่วงวัยเด็ก กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหอบหืดเมื่อเป็นเด็กวัยเรียน🍭 เสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษจากงานวิจัยในวารสาร European Journal of Clinical Nutrition เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคน้ำตาลในช่วงตั้งครรภ์และความเสี่ยงในการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษบริโภคน้ำตาลมากกว่ากลุ่มที่สุขภาพดี โดยเฉพาะอาหารน้ำตาลสูง เครื่องดื่มรสหวานทั้งอัดลมและไม่อัดลม🥤 🍭  เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสารให้ความหวานอื่นๆโดยปกติแล้ว สารให้ความหวานแทนนํ้าตาลนั้น ไม่ได้มีอันตรายต่อแม่ตั้งครรภ์ รวมถึงลูกในครรภ์มากนัก แต่สารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ สารแซ็กคาริน หรือขัณฑสกร (Saccharin) เพราะจากการศึกษาวิจัยพบว่า สารนี้เพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ของลูกน้อยในครรภ์ได้ แต่ทั้งนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ หรือนักโภชนาการเพื่อคำนึงถึงความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นปริมาณนํ้าตาลเทียม หรือนํ้าตาลทรายขาวทั่วไปไปพร้อมกัน

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 6 สัปดาห์

     ช่วงตั้งครรภ์ 6 สัปดาห์ คุณแม่หลายๆท่านคงพบกับอาการแพ้ท้องหนัก คลื่นไส้อาเจียน🤮 และไม่สามารถทานอาหารระหว่างวันได้เลย วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมเคล็ดลับในการดูแลครรภ์ของคุณแม่ตั้งครรภ์ 6 สัปดาห์ มาให้ฟังพร้อมๆกันค่ะสิ่งที่คุณแม่ท้อง 6 สัปดาห์ ควรทำ✨แบ่งอาหารเป็นมือเล็กๆการทานอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่ทานบ่อยครั้ง🕒 แทนที่การทานอาหารมื้อใหญ่วันละ 3 เวลา จะช่วยให้คุณแม่สามารถทานอาหารได้มากขึ้น ในกรณีที่คุณแม่มีอาการแพ้ท้องหนักมาก จนทานอาหารไม่ลง✨ใส่ใจการพักผ่อนในเพียงพอคุณแม่ควรเพิ่มการพักผ่อนให้มากขึ้น😴 ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด เพราะความเครียดส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกภายในครรภ์✨หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆในช่วงท้อง 6 สัปดาห์ คุณแม่มีโอกาสตั้งครรภ์นอกมดลูกสูง และในระยะนี้ยังต้องระวังการแท้งเป็นพิเศษ ควรงดชา กาแฟ☕️ รวมไปถึงการดื่มแอลกอฮอลล์และบุหรี่ด้วยนะคะ ✨เลี่ยงการใช้สารเคมีช่วงนี้คุณแม่ควรใส่ใจสุขภาพของตนเองเป็นพิเศษ ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายเป็นประจำ รวมไปถึงควรเลี่ยงการใช้สารเคมีต่างๆ เช่น น้ำยาย้อมผม เครื่องสำอางค์💄 และน้ำหอม เพราะคุณแม่จะมีผิวที่บอบบาง เสี่ยงต่อการแพ้ได้ง่ายมากค่ะมีเลือดออกขณะตั้งครรภ์ 6 สัปดาห์ อันตรายไหม?สำหรับคุณแม่คนไหนที่มีอาการเลือดออกขณะท้อง 6 สัปดาห์ ไม่ควรที่จะชะล่าใจไป เพราะเป็นสัญญาณที่ส่งผลไม่ดีต่อทารกในท้อง เลือดออกมีสาเหตุมาจากอาการดังต่อไปนี้👉รกเกาะต่ำเกิดจากการที่รกของเราเกาะอยู่บริเวณที่ต่ำจนเกินไป ส่งผลทำให้รกมาอยู่ใกล้กับบริเวณปากมดลูก จึงส่งผลทำให้มีเลือด🩸ออกทางบริเวณช่องคลอดนั่นเอง หากคุณแม่มีอาการดังนี้ ควรรีบทำการรักษาทันที เพราะอาจทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนดขึ้นมาได้👉ท้องลมอาการท้องลมจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับการตั้งครรภ์ปกติทั่วไป เช่น มีการคลื่นไส้อาเจียน🤮 หรือแพ้ท้อง แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ ท้องลมจะไม่มีตัวอ่อนอยู่ด้านในมดลูก เรียกง่าย ๆ ว่า “ภาวะไข่ฝ่อ” ส่งผลทำให้คุณแม่มีเลือดออกบริเวณช่องคลอด👉แท้งคุกคามภาวะแท้งคุกคามเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณแม่มีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดเรื่อยๆ โดยอาการเหล่านี้จะทำให้คุณแม่รู้สึกปวดเกร็งบริเวณมดลูก เป็นอาการที่คุณแม่ควรรีบรักษาทันที🩺 เพราะอาจทำให้เกิดอาการแท้งและตกเลือดได้👉การติดเชื้อในช่องคลอดการที่คุณแม่มีอาการเลือดออกขณะท้อง 6 สัปดาห์ นั้นมาจากการติดเชื้อในช่องคลอด ดังนั้นคุณแม่ควรดูแลรักษาร่างกายของตัวเองให้แข็งแรง รักษาสุขอนามัยให้ดี เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อในช่องคลอด🦠👉ท้องนอกมดลูกการท้องนอกมดลูก🤰 เกิดจากการที่ตัวอ่อนไม่ได้เข้าไปฝังตัวในมดลูกของเรา ส่งผลให้ตัวอ่อนค้างอยู่ที่บริเวณท่อนำไข่และไม่ได้รับการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้มีเลือดไหลออกมาบริเวณช่องคลอดนั่นเอง     คุณแม่ตั้งครรภ์ 6 สัปดาห์ ต้องเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่เกิดจากอาการเลือดออกได้ ดังนั้นคุณแม่ควรดูแลรักษาร่างกายของตัวเองให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และไม่ควรเครียดจนเกินไป  เพราะความเครียดจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ หากคุณแม่พบอาการผิดปกติใดๆ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์👩‍⚕️เพื่อทำการรักษาทันทีค่ะ

Content Image

คนท้องทาเล็บเจลได้ไหม?

     แน่นอนว่าเรื่องของความสวยงามนั้นเป็นของคู่กันกับคุณผู้หญิง การทำเล็บเจล💅ก็นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านความสวยงามยอดนิยมในยุคปัจจุบันเช่นกัน แต่การรักสวยรักงามของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰นั้นจะส่งผลกระทบต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์หรือไม่ ควรทำหรือควรหลีกเลี่ยงไปก่อน บทความของเรามีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับการทำเล็บเจลเบื้องต้น    สำหรับคุณผู้อ่านเพศชายที่กำลังเป็นคุณพ่อ👨 หรือมีคนรอบตัวรวมถึงสมาชิกครอบครัวที่กำลังเป็นคุณแม่ อาจยังไม่เข้าใจว่าการทำเล็บเจล💅นั้นต่างจากการทาสีเล็บปกติอย่างไร ในการทาเล็บปกติ เมื่อทาสีแล้วรอสีแห้งก็จะเป็นอันเสร็จกระบวนการ แต่สำหรับเล็บเจลนั้น เมื่อทาสีเจลเสร็จ จะต้องนำเล็บเข้าไปอบด้วยแสง UV☀️ เพื่อให้สีแห้ง ดูมันวาวกว่าการทาเล็บปกติ มีความสวยงามมากกว่า อีกทั้งยังติดแน่นอยู่ได้นานมากกว่าการทาเล็บปกติอีกด้วยค่ะ แต่ก็แลกมากับข้อเสียในด้านการติดแน่นทนนาน เพราะคุณแม่ที่ทำเล็บเจลจะไม่สามารถล้างออกเอง ต้องให้ช่างแกะเล็บเจลออกให้เท่านั้นและต้องมีการตะไบเล็บเข้าช่วย หากทำบ่อยๆเล็บมีโอกาสบางลงค่ะความเสี่ยงต่อคุณแม่ในกระบวนการทำเล็บเจล👉สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการทำเล็บนั้นต้องใช้สีเจล สารที่ทำให้เล็บแข็งตัวได้เร็ว จนไปถึงสารเคมีที่ช่วยยืดความติดทนนานของเล็บ ซึ่งล้วนส่งผลข้างเคียงต่อคุณแม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการในกลุ่มปวดหรือวิงเวียนศีรษะ🤕 ระคายเคืองดวงตา👁️ จมูก👃 ลำคอ จนไปถึงปอด🫁 เป็นพิษต่อระบบตับและไต ทำอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์ หากเกิดการสะสมกันมากๆก็นับเป็นสารก่อมะเร็ง และยังส่งผลเสียต่อระบบประสาทของทารกได้อีกด้วย👉เทคนิคการตกแต่งเล็บ ในการตกแต่งเล็บเป็นขั้นตอนที่มีการใช้กรรไกรตัดเล็บหรือตะไบเล็บร่วมด้วย ซึ่งอาจสร้างบาดแผลบริเวณนิ้ว✋ให้กับคุณแม่โดยไม่ตั้งใจ หากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่สะอาดหรือทำเล็บอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่สะอาดก็อาจส่งผลให้คุณแม่ติดเชื้อก่อโรค🦠ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อรา ติดเชื้อแบคทีเรีย จนไปถึงติดเชื้อไวรัส จริงอยู่ที่เชื้อก่อโรคเหล่านี้ก่อโรคต่อคุณแม่ได้โดยตรง แต่เชื้อบางชนิดก็ส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ได้เช่นกันค่ะ👉การใช้รังสี UV☀️ ในการอบเล็บเจล อันที่จริงเราทุกคนสามารถพบรังสี UV ได้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้วซึ่งก็คือการได้รับแดด🌞นั่นเอง เพียงแต่การอบเล็บเจลนั้นจะใช้รังสี UV ที่มีความเข้าสูงกว่าในแดดฉายไปที่เล็บโดยตรง เป็นที่ทราบกันดีว่ารังสี UV นั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งได้หากได้รับในระยะเวลานานๆติดต่อกัน ในข้อนี้นับเป็นความเสี่ยงกับใครก็ตามที่ได้รับรังสี UV ในปริมาณมากโดยไม่ป้องกัน ไม่ได้เสี่ยงกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ทำเล็บเจลเท่านั้นค่ะควรทำอย่างไรหากอยากทำเล็บเจลในช่วงตั้งครรภ์ข้อที่ 1️⃣เลือกร้านที่ถูกสุขอนามัยชัดเจนและมีอากาศถ่ายเท🍃 เพื่อให้คุณแม่ได้รับสารเคมีจากขั้นตอนต่างๆของการทำเล็บเจลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ข้อที่ 2️⃣แจ้งคนทำเล็บก่อนว่ากำลังตั้งครรภ์🤰 เผื่อว่าจะสามารถเลือกน้ำยาทาเล็บที่ไม่มีส่วนผสมของโทลูอีน ฟอร์มาลดีไฮด์ (ฟอร์มาลีน) และไดบิวทิลพาทาเลตได้ ส่วนขั้นตอนการล้างเล็บก็พยายามเลือกใช้น้ำยาที่ไม่มี🙅‍♀️ส่วนผสมของอะซิโตน เพราะสารเหล่านี้เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานานๆสามารถก่อมะเร็งหรือความผิดปกติอื่นๆของร่างกายแม่และเด็กได้ทั้งสิ้นค่ะข้อที่ 3️⃣ควรใส่ถุงมือ🧤หรือทาครีมกันแดด🧴บริเวณมือทุกครั้งก่อนไปทำเล็บ เนื่องจากถุงมือและครีมกันแดดจะช่วยให้คุณแม่ได้รับรังสี UV ในขั้นตอนการอบเล็บในระดับที่น้อยลงค่ะ นั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งก็จะน้อยลงเช่นเดียวกันค่ะข้อที่ 4️⃣ในช่วงที่เล็บยังไม่แห้ง พยายามอย่าใช้ปากเป่าหรือนำเล็บที่พึ่งทาเข้าใกล้บริเวณใบหน้า เนื่องจากสารเคมีในกระบวนการอาจปนเปื้อนมาทางการสูดดม👃ได้ค่ะข้อที่ 5️⃣เมื่อทำเล็บเจลเสร็จแล้ว คุณแม่ควรไปล้างมือ🤲โดยละเอียดเพื่อป้องกันเรื่องสารเคมีตกค้างบริเวณเล็บที่ผ่านการทำเล็บเจลมาค่ะ     ถึงแม้การทำเล็บเจลดูจะนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของคุณแม่และเด็กในครรภ์🤰 แต่จะเห็นได้ว่ามีวิธีการลดความเสี่ยงเหล่านั้นอยู่ (แต่ก็ไม่แนะนำให้ทำเล็บเจลบ่อยๆในช่วงตั้งครรภ์นะคะ) ดังนั้นคุณแม่จึงสามารถทำเล็บเจลได้ค่ะ เพียงแต่ไม่ทำถี่จนเกินไปและพิจารณาถึงคุณสมบัติและสุขอนามัยของร้านที่จะไปทำอยู่เสมอเท่านั้นเองค่ะ

Content Image

สตรีมีครรภ์จะรับมือกับคลื่นความร้อนได้หรือไม่?

     เชื่อว่าคุณแม่หลายๆท่านคงจะได้ยินเกี่ยวกับข่าวคลื่นความร้อนในช่วงเดือนเมษายนนี้ ทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์คงจะมีความกังวลมากกว่าคนปกติ เพราะปริมาณเลือดภายในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น🩸 ก็เลยทำให้คนท้องขี้ร้อนกว่าคนปกตินั่นเอง นอกจากนี้หลอดเลือดขอคุณแม่ยังได้มีการขยายตัวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ จึงส่งผลให้ร่างกายเกิดความร้อนมากกว่าปกติ วันนี้ทางเราจะพาไปทราบกับวิธีรับมือกับคลื่นความร้อนสำหรับสตรีตั้งครรภ์  ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️โรคที่มาพร้อมกับความร้อนที่คุณแม่ต้องระวังโรคลมแดด (Heat stroke)คุณแม่ตั้งครรภ์มีโอกาสที่จะเกิดโรคลมแดด หรือที่เรียกกันว่าโลกฮีทสโตรกได้ง่ายกว่าคนปกติ จะมีลักษณะอาการคือไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก มีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย😪 ความดันเลือดต่ำ บางรายอาจจะมีอาการเบื่ออาหาร และปวดศีรษะร่วมด้วย หากคุณแม่ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาการอาจจะหนักขึ้น จนทำให้เพ้อ ชัก เกิดอาการช็อก ไตล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ🫀 และร้ายแรงถึงขึ้นเกิดลิ่มเลือดอุดตันจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุดวิธีรับมือกับคลื่นความร้อนสำหรับสตรีตั้งครรภ์  พยายามไม่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ หากคุณแม่ปล่อยให้ร่างกายเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ💦 จากการที่พบเจอกับสภาวะอากาศที่ร้อนจัด🥵 ร่างกายจะขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณของเหลวในร่างกายลดลง ทำให้เลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน จนส่งผลให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้นั่นเองระวังเรื่องการเจ็บป่วยเป็นไข้หวัดหากคุณแม่เพราะว่าตัวเองเป็นไข้หวัดในขณะตั้งครรภ์😷 คุณแม่จะสังเกตได้ว่าอาการไข้หวัดจะหายช้ากว่าปกติ นั่นเป็นเพราะว่าระบบภูมิต้านทานในร่างกายของคุณแม่ลดต่ำลง และถึงแม้ว่าเชื้อหวัดนั้นจะไม่ได้ส่งผลต่อการติดเชื้อของทารก แต่ถ้าหากคุณแม่เป็นเชื้อไข้หวัดชนิดรุนแรง อาจจะส่งผลทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อภาวะแท้งได้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🤰     นอกจากนี้อากาศร้อนยังมีส่งต่อทารกในครรภ์ด้วย ดังนั้นสรุปได้ว่าวิธีการป้องกันง่ายๆ คือ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการออกไปที่อากาศร้อน☀️ หรืออยู่ในที่แดดจ้าเป็นเวลานาน และควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะเบาสบาย ระบายอากาศได้ดี เพราะจะทำให้เหงื่อที่ระบายออกทางรูขุมขนนั้นระบายออกได้ง่าย และไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่รัดรูปจนเกินไปด้วย เพราะจะทำให้คุณแม่รู้สึกอึดอัดได้👚 และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ คุณแม่ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอตลอดทั้งวัน โดยปริมาณที่แนะนำคือ 8-10 แก้วต่อวันค่ะ 

Content Image

คนท้องเดินไม่ค่อยสะดวก เดินอุ้ยอ้าย เกิดจากอะไร?

     การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาของความท้าทายสำหรับทั้งแม่และทารกในครรภ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่ๆที่มีครรภ์จะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและใช้มาตรการป้องกันที่จำเป็น เนื่องจากคนท้องส่วนใหญ่ประสบปัญหาในการเดินเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินไป ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพซึ่งอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวค่ะ💁‍♀️สาเหตุทั่วไปที่ทำให้คนท้องเดินไม่สะดวกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หญิงตั้งครรภ์มักจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อข้อต่อและกล้ามเนื้อ ทำให้การเดิน🚶‍♀️มีความท้าทายมากขึ้นค่ะจุดศูนย์ถ่วงเปลี่ยนไป มดลูกที่กำลังเติบโตจะเลื่อนจุดศูนย์ถ่วงไปข้างหน้า ทำให้ความสมดุลของร่างกายเปลี่ยนแปลง และทำให้รักษาความมั่นคงขณะเดินได้ยากขึ้นค่ะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ฮอร์โมนคลายตัวจะถูกปล่อยออกมาในระหว่างตั้งครรภ์🤰 ซึ่งจะทำให้เอ็นและข้อต่อคลายตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดบุตร ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงและการประสานงานขณะเดินนั่นเองค่ะความเหนื่อยล้าและไม่สบายตัว การตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและไม่สบายตัว ทำให้ยากต่อการรักษารูปแบบการเดินตามปกติ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้น🩸 และพุงที่โตขึ้นสามารถทำให้เกิดสิ่งนี้ได้ค่ะอาการบวมและการเก็บของเหลว หญิงตั้งครรภ์จำนวนมากมีอาการบวมที่ขา🦵และเท้าเนื่องจากการกักเก็บของเหลว ซึ่งอาจทำให้เดินไม่สะดวกและลำบากค่ะคนท้องยืนนานๆ ส่งผลกับทารกในครรภ์ยังไงบ้างการยืนเป็นเวลานานในระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อทั้งผู้ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ได้ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ยืนเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้การไหลเวียนโลหิตบริเวณส่วนล่างของร่างกาย รวมถึงขาและเท้าลดลง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบวม เส้นเลือดขอด และไม่สบายได้ค่ะ🤒ในแง่ของทารกในครรภ์ การไหลเวียนของเลือด🩸ในมารดาที่ลดลงอาจส่งผลต่อออกซิเจนและสารอาหารที่จัดหาให้กับทารก การยืนเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักแรกเกิดต่ำ แม้ว่าจะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอาชีพที่ต้องยกของหนักหรืองานที่ต้องใช้แรงมากก็ตามค่ะหากจำเป็นต้องยืนนานๆ นี่คือข้อควรปฏิบัติสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์สวมรองเท้าที่ใส่สบาย👟 ใช้รองเท้าที่มีการรองรับและช่วยลดแรงกระแทกที่เท้าและขาของคุณแม่ค่ะหยุดพักทุกครั้งที่เป็นไปได้ หาโอกาสนั่งพักผ่อน💺 แม้แต่การพักช่วงสั้นๆ ก็ช่วยผ่อนคลายร่างกายได้ค่ะใช้ที่พักเท้า🦶 หากยืนเป็นเวลานาน ให้ลองใช้ที่พักเท้าเพื่อยกเท้าขึ้นทีละข้าง ซึ่งจะช่วยลดอาการบวมและไม่สบายได้ค่ะฝึกท่าทางที่ดี ยืนโดยให้ไหล่ไปข้างหลัง ยกหน้าอกขึ้น และกระจายน้ำหนักให้เท่ากันทั้งสองเท้า หลีกเลี่ยงการคุกเข่าค่ะ🧎‍♀️สวมชุดพยุงตัว🎽 ลองใช้ชุดพยุงตัว เช่น ถุงน่องรัดหน้าท้องหรือผ้ารัดหน้าท้อง ซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตและลดอาการบวมค่ะขยับน้ำหนัก ถ่ายน้ำหนักจากเท้าข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งเป็นประจำเพื่อหลีกเลี่ยงการกดดันบริเวณใดบริเวณหนึ่งมากเกินไปค่ะออกกำลังกายเบาๆ🧘‍♀️ พูดคุยกับผู้ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณแม่เกี่ยวกับการออกกำลังกายเบาๆ หรือการยืดกล้ามเนื้อที่สามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายและปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.