Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 2 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

ภาวะปากมดลูกไม่แข็งแรงคืออะไร?

        เมื่อพูดถึงการวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยแล้ว สิ่งหนึ่งเลยที่คุณผู้อ่านทุกท่านคงไม่อยากให้เกิดอย่างไม่เต็มใจก็คือการแท้งบุตรใช่ไหมคะ อันที่จริงแล้วสาเหตุของการแท้งบุตรนั้นมีหลายปัจจัยมาก แต่ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ และเป็นหนึ่งในสาเหตุของการแท้งบุตรในคุณผู้หญิงอีกด้วยค่ะ เราไปทำความรู้จักกับ 'ภาวะปากมดลูกไม่แข็งแรง' กันเลยค่ะรู้จักกับภาวะปากมดลูกไม่แข็งแรงสำหรับภาวะนี้ ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่าCervical insufficiency หรือหากแปลตรงตัวคือภาวะปากมดลูกขาดประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ แต่เราสามารถเรียกอย่างง่ายๆได้ว่าภาวะปากมดลูกไม่แข็งแรงค่ะ ซึ่งเป็นภาวะที่ลักษณะทางกายภาพรวมไปถึงโครงสร้างภายในของปากมดลูกมีความผิดปกติ จนทำให้ปากมดลูกเปิดเองก่อนกำหนด ส่งผลให้ลูกในครรภ์ของคุณแม่🤰ที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่มีโอกาสหลุดออกจากครรภ์ก่อนกำหนด หรือพูดง่ายๆว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งทำให้เด็กเสี่ยงที่จะพบกับความบกพร่องของร่างกายหรือพิการ แย่ที่สุดคือทำให้เด็กเสียชีวิตหรือการที่คุณแม่แท้งบุตรนั่นเองค่ะสาเหตุของภาวะปากมดลูกไม่แข็งแรง💫เป็นความบกพร่องในร่างกายของคุณแม่ตั้งแต่กำเนิด อาจเป็นผลจากพันธุกรรมที่ทำให้โครงสร้างปากมดลูกหรือส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่งในปากมดลูกของคุณแม่มีรูปร่างและการทำงานที่ผิดปกติค่ะ💫ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดอื่นๆบริเวณมดลูก ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ที่เคยคลอดบุตรด้วยวิธีการทางธรรมชาติมาก่อนหลายครั้ง การเจาะตรวจชิ้นเนื้อบริเวณปากมดลูก หรือการการผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งบริเวณปากมดลูกก็เป็นไปได้ค่ะวิธีสังเกตอาการ&วิธีการวินิจฉัยของแพทย์จะสังเกตอาการเสี่ยงของตนเองได้อย่างไรอาการเสี่ยงของภาวะนี้จะไม่ค่อยบ่งชี้ถึงภาวะนี้ได้อย่างชัดเจนมากนัก เช่น คุณผู้หญิงอาจมีอาการปวดหน่วงๆบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งก็เป็นการปวดที่คล้ายกับอาการปวดประจำเดือน หรือมีความผิดปกติของตกขาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสี กลิ่น และสัมผัส ซึ่งต้องใช้การหมั่นสังเกตลักษณะตกขาวอย่างเป็นประจำร่วมด้วยค่ะ อีกหนึ่งอาการเสี่ยงคือการที่คุณผู้หญิงมีมูกเลือด🩸ออกจากช่องคลอด แต่ไม่ใช่ประจำเดือนค่ะ แต่ในผู้ป่วยบางรายก็ไม่ได้มีอาการที่บ่งชี้ก่อนประสบภาวะดังกล่าวเลยค่ะวิธีการวินิจฉัยของแพทย์เนื่องจากภาวะปากมดลูกไม่แข็งแรง เป็นภาวะที่คุณผู้หญิงสามารถสังเกตอาการเสี่ยงของตนเองได้ค่อนข้างยาก เพราะอาการต่างๆมีความไม่ชัดเจนตามที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้า จึงต้องใช้การดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเกี่ยวข้องค่ะ โดยปกติแล้ว แพทย์👨‍⚕️จะทำการตรวจเช็คภาวะดังกล่าวด้วยการอัลตราซาวนด์ดูลักษณะโครงสร้างภายในมดลูกและปากมดลูกของคุณผู้หญิงค่ะ บางรายอาจมีความนิ่มหรือบางผิดปกติ ลักษณะเบื้องต้นเหล่านี้จึงมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยของแพทย์ ประกอบกับอาการอื่นๆของคุณผู้หญิงตามที่กล่าวไปในหัวข้อการสังเกตอาการเสี่ยงของตนเองด้วยค่ะ    ค่อนข้างน่ากลัวและเป็นที่น่ากังวลเลยใช้ไหมคะสำหรับภาวะนี้ ดังนั้น นอกจากคุณผู้หญิงควรหมั่นสังเกตอาการของตนเองแล้ว การเข้าปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจเป็นช่วงตั้งแต่วางแผนจะตั้งครรภ์ หรือเป็นช่วงระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งก็คือการฝากท้องกับแพทย์ จึงมีความสำคัญต่อตั้งเจ้าตัวน้อยและตัวคุณแม่เองมากๆค่ะ

Content Image

ระวัง! ส่วนผสมในสกินแคร์ที่คนท้องควรเลี่ยง

     ในช่วงตั้งครรภ์นั้นคุณแม่หลายๆท่านคงได้พบกับปัญหาผิวหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นสาเหตุที่คุณแม่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณมากขึ้นเป็นพิเศษ แต่มีส่วนผสมในสกินแคร์หลายๆชนิดที่คุณแม่ไม่ควรใช้ในขณะตั้งครรภ์ จะมีอะไรบ้าง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ส่วนผสมในสกินแคร์ที่คนท้องห้ามใช้เด็ดขาด!✨เรตินอยด์ (Retinoids)อนุพันธ์ในกลุ่มวิตามินเอ เช่น Retinoids, Retinyl Palmitate และTretinoin ที่มีหน้าที่ช่วยในการต่อต้านและลดเลือนริ้วรอย อีกทั้งยังสามารถรักษาสิวได้ จัดว่าเป็นส่วนผสมต้องห้ามที่คุณแม่ไม่ควรใช้🙅‍♀️ เพราะวิตามินเอส่งผลกระทบต่อทารกภายในครรภ์ อาจทำให้ทารกพิการหรือมีความผิดปกติต่างๆจาก✨สารผลัดเซลล์ผิว อย่าง AHA และ BHAAHA, BHA, Benzac และ Salicylic acid จัดว่าเป็นสารสกัดที่ช่วยในการรักษาสิว ซึ่งสารสกัดเหล่านี้สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด🩸ได้ และอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณแม่ไม่ควรใช้ผสมเหล่านี้✨Chemical sunscreenครีมกันแดด☀️ชนิดเคมีคอลนั้นมีส่วนผสมของ Oxybenzone และ Benzophenonev- 3 ซึ่งทีมแพทย์ไม่แนะนำให้คุณแม่ใช้ครีมกันแดดชนิดนี้ เพราะส่วนผสมเหล่านี้สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อทั้งตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ และยังรวมไปถึงส่วนผสมเหล่านี้ด้วย✨ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)ไฮโดรควิโนนมีหน้าที่ช่วยยับยั้งการเกิดของเม็ดสี จึงสามารถช่วยรักษาเรื่องฝ้า กระ และจุดด่างดำได้ แต่ทางวิจัยพบว่าสารไฮโดรคลิโนนนั้นสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงทำให้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้👶 ✨ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย (Deodorant)คุณแม่ที่เตรียมพร้อมให้นมบุตร🤱นั้นควรเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นที่มีส่วนผสมของ Aluminium, Chloride และ Hexahydrate เพราะสารเหล่านี้สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังและร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์ไปสู่ทารกได้ผ่านทางน้ำนม✨น้ำหอมและแอลกอฮอล์ (Fragrance and Alcohol) สกินแคร์ที่ประกอบไปด้วยน้ำหอมและแอลกอฮอล์นั้นล้วนส่งผลให้ผิวคุณแม่เกิดอาการแพ้🤧และระคายเคืองได้ง่าย โดยอาการทั่วไปคุณแม่จะมีอาการผิวหน้าแสบ แดง และอาจมีผื่นคันร่วมด้วย✨พาราเบน (Parabens)พาราเบน หรือเรียกง่ายๆว่าสารกันบูดในสกินแคร์มีประโยชน์ในการป้องกันการเสียของสกินแคร์ต่างๆ ซึ่งสารประเภทนี้จัดว่าเป็นสารที่คุณแม่คุณหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด พบพาราเบนอาจส่งผลให้เกิดการแท้ง🩸หรือการพิการแต่กำเนิดของทารกภายในครรภ์ อีกทั้งยังทำให้คุณแม่เสี่ยงเป็นภาวะมีบุตรยากในอนาคตด้วย     ทราบอย่างนี้แล้วคุณแม่ก็ไม่ควรใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเด็ดขาด🙅‍♀️ เพราะส่วนผสมเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลอันตรายต่อทั้งตัวคุณแม่และทารกในครรภ์อันเป็นที่รักของคุณแม่ได้ ถึงขั้นทำให้เด็กมีความผิดปกติทางด้านสมอง🧠 การพัฒนาทางด้านร่างกาย และยังทำให้เด็กสามารถพิการได้อีกด้วย

Content Image

แนะนำอาหารในแต่ละไตรมาส

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์การเลือกทานอาหารนั้นมีความสำคัญอย่างมากเพราะมีส่วนช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์มีพัฒนาการและการเติบโตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือสติปัญญา ซึ่งนอกจากจะทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การทานอาหารบำรุงครรภ์ให้เหมาะสมในแต่ละไตรมาสก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งอาหารบำรุงครรภ์ที่เหมาะสมในแต่ละไตรมาสจะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะอายุครรภ์ 1-3 เดือน (ไตรมาสแรก)ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์นั้นคุณแม่ควรเน้นทานอาหารที่มีส่วนผสมของโฟเลต ธาตุเหล็ก รวมถึงโปรตีนให้มาก เพราะโฟเลตนั้นมีประโยชน์ต่อพัฒนาการทางสมองของลูกน้อย ทำให้สมองของลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี ในส่วนของธาตุเหล็กนั้นมีช่วยให้ระบบไหลเวียนของคุณแม่ไหลเวียน🩸ได้ดีขึ้น รวมถึงจะทำให้สามารถขนส่งออกซิเจนไปยังลูกน้อย👶ในครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้การเพิ่มปริมาณโปรตีนให้เหมาะสมจะมีส่วนช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์เติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรงนั่นเองค่ะ อายุครรภ์ 4-6 เดือน (ไตรมาสสอง)คุณแม่ท่านใดที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือในช่วง 4-6 เดือนนั้นควรจะเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงก่อให้เกิดอาการแพ้ โดยสามารถทานอาหารที่มีส่วนผสมของไข่🥚 นม ถั่วเหลือง และแป้งสาลีในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงควรทานบำรุงครรภ์ด้วยไข่วันละ 1 ฟอง หรือนมวันละ 1 แก้ว แต่ควรระวังไม่ให้ทานมากจนเกินไปเพราะอาหารประเภทนี้อาจไปกระตุ้นให้ลูกน้อยเกิดอาการภูมิแพ้ได้ คุณแม่สามารถเลือกทานอาหารที่ย่อยง่ายอย่างเช่น ข้าวกล้อง🌾 หรือ ธัญพืชต่างๆ หรืออาจเป็นผัก ผลไม้ และให้ทานเนื้อสัตว์ประเภทไก่หรือปลา เท่านี้ก็จะทำให้อาการท้องอืดดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ อายุครรภ์ 7-9 เดือน (ไตรมาสสาม)และคุณแม่ท่านใดที่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สามหรือ 7-9 เดือน ในช่วงนี้คุณแม่ควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ไอโอดีน สังกะสี ซีลีเนียม และโฟเลต ที่จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทของลูกน้อย🧠 นอกจากนั้นคุณแม่ควรเลือกทานอาหารที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กและแคลเซียมสูงเพื่อบำรุงน้ำนมและให้คุณแม่มีน้ำนมมากเพียงพอในช่วงไตรมาสสุดท้าย ทั้งนี้แคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำนมคุณแม่ รวมถึงยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาการของกระดูกและฟัน🦷ของลูกน้อยได้อีกด้วย

Content Image

คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสที่สองสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?

     การมีกิจกรรมทางเพศหรือมีเพศสัมพันธ์นับเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับแทบทุกคน แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะถือเป็นสิ่งที่ยังทำได้หรือไม่🤰 หากทำได้จะมีข้อควรระวังอะไรบ้าง คุณผู้อ่านหลายท่ายอาจเคยผ่านหูผ่านตากับบทความของเรามาบ้างแล้วสำหรับคำตอบเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ในคุณผู้หญิงทีกำลังตั้งครรภ์ในระยะแรกหรือไตรมาสแรก (ตั้งครรภ์อ่อน 3 เดือนแรก) ว่าสามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ตามปกติหากคุณผู้หญิงที่ไม่ได้มีภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับการตั้งครรถ์ แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่เริ่มมีอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น หรือตั้งครรภ์ในไตรมาสที่สอง (อายุครรภ์ประมาณ 4-6 เดือน) จะยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เหมือนเดิมหรือไม่ มีข้อควรระวังอะไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ลักษณะของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสสอง (อายุครรภ์ 4-6 เดือน)หน้าท้องของคุณแม่ใหญ่ขึ้นอย่างสังเกตได้ เมื่อเทียบกับการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกน้ำหนักของคุณแม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากท้องที่โตขึ้น บริเวณสะโพก ต้นขา ข้อเท้าอาจบวมขึ้นด้วยอาการแพ้ท้องจะเริ่มหายไปหรือเบาลง🤮อารมณ์ยังมีความแปรปรวนง่ายเหมือนเดิม🤯 หรืออาจหนักกว่าเดิมยังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายเหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่น อาการกรดไหลย้อน จุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย🤢 ท้องผูกเริ่มมีอาการปวดหลัง สะโพก อุ้งเชิงกราน ควบคู่ไปกับอาการปวดขา🦵 อาจเกิดขึ้นเนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น🚽 เริ่มกลั้นปัสสาวะได้ยากขึ้นตั้งครรภ์ในไตรมาสสองมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่คำตอบยังคงเป็นไปในแนวทางเดิมเช่นเเดียวกับการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก นั่นก็คือหากคุณแม่ได้ทำการฝากครรภ์มาก่อนหน้า และเข้ารับการตรวจครรภ์เรื่อยๆเป็นประจำตามนัดหมายของแพทย์ผู้ดูแลครรภ์👨‍⚕️ แพทย์ไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของครรภ์ หรือไม่ได้วินิจฉัยว่าคุณแม่และเด็กในครรภ์มีภาวะทางสุขภาพอะไรเพิ่มเติม แน่นอนว่าการมีกิจกรรมทางเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์นั้นก็ยังทำได้ตามปกติเหมือนเดิมค่ะถึงจะสามารถมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้ แต่ก็ยังคงต้องยึดแนวทางการมีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก นั่นก็คือมีเพศสัมพันธ์แบบที่ไม่โลดโผนเกินไป มีกิจกรรมอยู่บนพื้นฐานของความสะอาดและปลอดภัย ไม่ว่าจะมีการใช้เครื่องมือช่วยระหว่างกิจกรรมหรือไม่ก็ตาม และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังเป็นการป้องกันระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยงที่ทั้งแม่และเด็กในครรภ์จะได้รับเชื้อและติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ค่ะ🦠ข้อควรระวังที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยนั่นก็คือ ท่าที่ใช้ทำกิจกรรมควรเป็นท่าที่ไม่เกิดการกดทับบริเวณท้องของคุณแม่ เนื่องจากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสสองท้องจะเริ่มโตแล้ว อาจเกิดอันตรายต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ การมีเพศสัมพันธ์แบบที่เสี่ยงอันตรายต่อเด็กน้อยที่สุดจึงเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือ oral sex 👄นั่นเองค่ะ แต่ก็ยังคงยึดแนวทางเดิม คือควรป้องกันระหว่างทำ oral sex ด้วยค่ะ เพราะหากไม่ป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ยังคงติดต่อได้อยู่คุณแม่ที่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการตั้งครรภ์คุณแม่ที่เคยมีประวัติการแท้ง หรือประวัติคลอดก่อนกำหนดมาก่อนครรภ์ที่คุณแม่กำลังอุ้มท้องอยู่ถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นมีอาการเลือดออกที่ผิดปกติ🩸 คุณแม่มีอาการเจ็บหรือปวดท้องน้อย คุณแม่ที่มีอาการรกเกาะต่ำคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด👯‍♂️ซึ่งถือว่าไม่ใช่ครรภ์ปกติ นับเป็นอีกหนึ่งภาวะตั้งครรภ์เสี่ยงค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงได้ทราบกันไปแล้วนะคะว่าหากคุณผู้หญิงนั้นตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สอง อายุครรภ์ประมาณ 4-6 เดือนนั้น สามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ตามปกติเช่นเดียวกับคุณผู้หญิงในไตรมาสแรก เพียงแต่มีข้อควรระวังเกี่ยวกับการเลือกท่าทางในกิจกรรมเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อป้องกันการที่หน้าท้องของคุณผู้หญิงถูกกดทับระหว่างกิจกรรมและส่งผลเสียต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ👶 

Content Image

แอโรบิกแบบไหนปลอดภัยกับคุณแม่ตั้งครรภ์?

คุณแม่หลายคนอาจสงสัยว่าในขณะตั้งครรภ์นั้นสามารถเต้นแอโรบิกได้หรือไม่ หรืออาจกังวลว่าการเต้นแอโรบิกดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์หรือเปล่า เราอยากให้คุณแม่คลายความกังวลใจได้เลย เพราะว่าวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเต้นแอโรบิกที่เหมาะสมในช่วงตั้งครรภ์มาให้คุณแม่เเล้วค่ะแอโรบิกอย่างไรให้ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายหรือเต้นแอโรบิกนอกจากคุณแม่จะได้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️และจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ที่สุดแล้วนั้น คุณแม่ยังจะรู้สึกคลายความกังวลและสบายใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งนอกจากเรื่องออกกำลังกายแล้ว คุณแม่ยังสามารถปรึกษาถึงเรื่องอื่นๆที่ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การรับประทานอาหาร คุณค่าทางโภชนาการ การพักผ่อน การรับประทานยา💊 เป็นต้นควรเลือกการเต้นแอโรบิกแบบที่มีเเรงกระแทกต่ำถ้าหากคุณแม่เป็นคนที่ออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ คุณแม่สามารถเต้นแอโรบิกที่มีความเข้มข้นสูงได้แต่หลีกเลี่ยงท่าทางที่ต้องใช้เเรงกระเเทกต่างๆ เนื่องจากหากคุณแม่เต้นแอโรบิกที่มีแรงกระเเทกสูงนั้นจะทำให้ข้อต่อและอุ้งเชิงกรานอ่อนแอเเละเสื่อมลงได้😔 ดังนั้น คุณแม่จึงไม่ควรเต้นแอโรบิกแบบที่มีเเรงกระแทกสูงนั่นเอง และถ้าหากคุณแม่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายนั้น เราขอแนะนำให้คุณแม่เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆอย่างเช่นการเดินก่อน🚶‍♀️ หลังจากนั้นจึงค่อยๆสร้างความฟิตจากการเดิน แล้วค่อยหันมาเริ่มคลาสแอโรบิกแบบพื้นฐานค่ะการเต้นแอโรบิกส่งผลดีอย่างไรต่อการตั้งครรภ์ผลดีทางด้านร่างกายเสริมสร้างหัวใจและปอดให้แข็งแรง ช่วยปรับกล้ามเนื้อของคุณแม่ให้เหมาะสมกับสภาพตั้งครรภ์ อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่เป็นอาการปกติในช่วงตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ยังทำให้คุณแม่นอนหลับ💤ได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วยผลดีทางด้านจิตใจหากคุณแม่ออกกำลังกายอย่างถูกวิธีและไม่หักโหมจนเกินไป ร่างกายของคุณแม่จะแข็งแรงขึ้นและสามารถรับสภาพการตั้งครรภ์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าหากร่างกายแข็งเเรงแล้ว จะส่งผลกระทบต่อด้านจิตใจให้คิดบวก😊 ไม่เครียด เตรียมพร้อมรับมือกับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรมากยิ่งขึ้นอีกด้วยวิธีการเต้นแอโรบิกที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์การแอโรบิกแบบเดินการเดินเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งนี้คุณแม่ควรสวมรองเท้าที่ดีและใส่สบายขณะเดิน👟 โดยคุณแม่อาจจะชวนคนอื่นไปเดินเป็นเพื่อนด้วย หรือชวนสามีไปเดินเล่นด้วยกันก็ดี นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วยังนับเป็นกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันกับคุณสามีได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากช่วงตั้งครรภ์แล้ว หลังจากคลอดบุตร การเดินก็ยังเป็นวิธีออกกำลังกายที่ดีเเละง่ายที่สุดสำหรับคุณแม่เช่นกัน❤️การออกกำลังกายแอโรบิกแบบพื้นฐานการแอโรบิกเป็นวิธีการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น คุณแม่อาจจะฝึกก้าวขึ้นเเละลงบันไดเบาๆ🚶‍♀️ ซึ่งบันไดที่ใช้ควรสูงประมาณสี่นิ้ว กว้าง และออกแบบมาเเข็งเเรง โดยทำวันละครั้ง ครั้งละ 15 นาทีเป็นอย่างน้อย โดยให้พยายามรักษาสมดุลให้ดี การก้าวขึ้นลงบันไดเช่นนี้ก็นับเป็นการออกกำลังกายที่ดี หรือถ้าหากคุณแม่ไม่ชอบออกกำลังกายคนเดียว เราขอแนะนำคลาสออกกำลังกายที่จัดขึ้นสำหรับสตรีมีครรภ์ให้คุณแม่ได้ลอง คุณแม่จะได้รู้จักเพื่อนคุณแม่คนอื่นๆในคลาส อีกทั้งยังมีคุณครูคอยสอนและคอยให้คำแนะนำ และปรับการเรียนให้ตรงกับความต้องการของคุณแม่ได้อีกด้วย🤰การใช้อุปกรณ์เสริมการออกกำลังกายแบบใช้อุปกรณ์วงรีหรือลูกบอลยักษ์นั้นดีต่อการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและคาร์ดิโอ อีกทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อข้อต่ออีกด้วย ทั้งนี้คุณแม่ควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆ และค่อยๆเพิ่มเวลาออกกำลังทีละน้อยๆ โดยอุปกรณ์เสริมดังกล่าวคุณแม่สามารถหาซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้า🛒หรือศูนย์ออกกำลังกายนั่นเองการแอโรบิกด้วยเครื่องปั่นจักรยานการปั่นจักรยานอยู่กับที่หรือการออกกำลังกายด้วยเครื่องปั่นจักรยานนั้นเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ทุกเมื่อทุกเวลาโดยไม่ต้องสนใจสภาพอากาศภายนอก คุณแม่อาจจะปั่นจักรยานไปฟังเพลงไป หรือดูหนังเรื่องโปรดไปด้วยก็ได้ตามใจชอบ โดยคุณแม่ควรจะเริ่มปั่นช้าๆ🚲ก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มแรงต้านบนแป้นเหยียบทีละน้อยๆก็ได้การแอโรบิกในน้ำเนื่องจากน้ำมีเเรงต้านต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย สระว่ายน้ำจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมและง่ายในการออกกำลังกายแบบแอโรบิก🤽‍♀️ โดยคุณแม่อาจจะลองไปยืนตรงมุมสระแล้วยกแขนทั้งสองข้างให้ขนานไปกับผิวน้ำ หรือออกกำลังกายขาได้โดยการทำท่าขี่จักรยานในน้ำหรือจับขาสองข้างไว้ด้วยกันเเล้วทำท่านางเงือก หรือออกกำลังกายทั้งแขนเเละขาพร้อมกันโดยใช้ท่ากบ การออกกำลังกายในน้ำวันละประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงจะช่วยส่งเสริมสุขภาพกายเเละสุขภาพจิตของคุณแม่ โดยการว่ายน้ำนั้นนับเป็นการออกกำลังกายที่แม่ๆชอบมากที่สุดในการตั้งครรภ์อีกด้วย💙

Content Image

ท้องกลม ท้องแหลม บอกเพศลูกได้จริงหรือไม่?

     ในสังคมที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน ความสำคัญของเรื่องเพศของเด็กในการกำหนดบทบาทและสถานะทางสังคมลดน้อยลงมากเลยค่ะ อย่างไรก็ตาม ความตื่นเต้น🤩ที่เกี่ยวข้องกับการเดาเพศของลูกน้อยยังคงเป็นแง่มุมที่น่าชื่นชมของการตั้งครรภ์ การเดินทางของการคาดเดาเพศของลูก คุณพ่อคุณแม่เต็มไปด้วยความหวัง ความสุข และความรู้สึกเชื่อมโยงกับชีวิตน้อยๆ ที่กำลังเติบโตภายในครรภ์ของแม่ค่ะ💁‍♀️ทายเพศลูก สามารถทายได้ด้วยวิธีใดบ้างทายจากตัวเลข สมัยก่อนคนเคยทายโดยเอาอายุพ่อกับแม่มาบวกกัน แล้วคูณด้วย 3 และหารด้วย 7 แล้วดูเศษส่วนผลลัพธ์ ถ้าเศษส่วนเป็น 1, 3, 5, 7 แสดงว่าคุณมีลูกชาย ถ้าเศษส่วนเป็น 2, 4, 6 แสดงว่าคุณมีลูกสาว ถ้าเศษเป็น 0 หรือหารลงตัว จะไม่เหลือเศษซึ่งทำนายว่าคุณจะได้ลูกสาวค่ะ👧อีกวิธีหนึ่งคือการเดาโดยการเหยียบท้อง โดยให้คุณแม่นอนหงายและอุ้มเด็กตัวเล็กๆที่อายุยังไม่ถึงขวบไว้บนท้อง หากเด็กเหยียดเท้าลงไปแตะท้องหรือสัมผัสเพียงข้างเดียวก็ทำนายว่าได้ลูกสาว ถ้าเด็กเหยียดเท้าทั้งสองข้างลงมาแตะท้อง แสดงว่าได้ลูกชาย อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจเป็นอันตรายและไม่แนะนำนะคะ🙅‍♀️การเดาจากใบไม้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง🍀 คุณแม่ไม่ควรรู้คำตอบล่วงหน้า ให้คุณแม่รวบรวมใบไม้และผู้ทำนายจะสังเกตลักษณะของใบไม้ หากยื่นใบไม้โดยหงายใบไม้ขึ้น ทำนายว่าได้ลูกสาว หากโยนใบไม้กลับหัว มันจะทำนายลูกชายค่ะการทำนายจากความฝันก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน💤 ถ้าแม่ฝันเห็นอัญมณีทำนายว่าจะได้ลูกสาว ถ้าคุณแม่ฝันเห็นพระพุทธรูปหรือช้าง ทำนายว่าจะมีลูกชายค่ะการเดาจากอัตราการเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งค่ะ🫀 หากอัตราการเต้นของหัวใจเร็วกว่า 140 ครั้งต่อนาที แสดงว่าได้ลูกสาว น้อยกว่านั้นก็หมายถึงลูกชาย อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าอัตราการเต้นของหัวใจไม่ได้แตกต่างกันตามเพศค่ะการใช้แหวนแต่งงานเป็นอีกวิธีหนึ่ง💍 แขวนแหวนแต่งงานจากผมของสามีแล้วแขวนไว้ที่ท้อง ถ้าแหวนแกว่งเป็นวงกลม ทำนายว่าได้ลูกสาว ถ้ามันแกว่งไปทางซ้ายและขวา ทำนายว่าได้ลูกชายค่ะเชื่อกันว่าการเดาจากอาหารที่คุณกินสามารถทำนายเพศได้เช่นกันค่ะ🍱 หากคุณแม่กระหายขนมหวาน นั่นหมายถึงลูกสาว ถ้าชอบอาหารคาวหรือเค็มก็แปลว่าลูกชาย อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้น่าจะได้รับอิทธิพลจากความผันผวนของฮอร์โมนและอาจไม่ถูกต้องค่ะสัญญาณท้องลูกสาว สัญญาณท้องลูกชายทายจากผิวพรรณของมารดา  ถ้าผิวคล้ำ ดูไม่สดใส ทายว่าจะได้ลูกสาว แต่ถ้าผิวสวยงามเปล่งปลั่ง🥰 ทายว่าจะได้ลูกชายค่ะทายจากอาการแพ้ท้อง🤮  ถ้าแพ้ท้องรุนแรง ทายว่าจะได้ลูกสาว แต่ถ้าไม่ค่อยแพ้ท้องหรือไม่แพ้เลย ทายว่าจะได้ลูกชายค่ะ  ทายจากลักษณะท้อง🤰  ถ้าท้องสูง ทายว่าจะได้ลูกสาว แต่ถ้าท้องต่ำ ทายว่าจะได้ลูกชายค่ะทายจากรูปร่างท้อง  ถ้าท้องแหลม ทายว่าจะได้ลูกชาย แต่ถ้าท้องกลม ทายว่าจะได้ลูกสาวค่ะ ทายจากขนาดหน้าอก ถ้าหน้าอกโตขึ้น ทายว่าจะได้ลูกสาว แต่ถ้าขนาดเท่าเดิม ทายว่าจะได้ลูกชายค่ะวิธีไหนบอกเพศลูกได้แม่นยำสุดวิธีบอกเพศลูกที่แม่นยําที่สุด คือ การตรวจอัลตราซาวน์ เพื่อดูเพศลูกค่ะ🩺 อีกวิธีหนึ่งที่มีความแม่นยําใกล้เคียง คือ การตรวจโครโมโซมอสุจิ ในกรณีที่รักษาการมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีทําเด็กหลอดแก้วค่ะ🧪แต่การตรวจดังกล่าว ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยค่ะ🇹🇭 เนื่องจากเป็นการเลือกเพศลูกนั่นเองค่ะตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล 2541 และประกาศแพทยสภาระบุว่าห้ามมิให้ตรวจกําหนดเพศลูก🙅‍♀️ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แล้วเท่านั้นค่ะ

Content Image

มาเช็คภาวะซึมเศร้าในคนท้องกันเถอะ!

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นสามารถพบภาวะอาการซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์ได้ โดย The American Congress of Obstetricians and Gynecologists ( AGOG ) ได้ระบุไว้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์มากถึง 1 ใน 4 หรือ 14 – 23 % มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งคุณแม่จะสามารถรับมือกับภาวะซึมเศร้านี้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ  สาเหตุหลักและอาการของภาวะซึมเศร้าสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีภาวะซึมเศร้าได้✨ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว✨ความเครียดจากเรื่องอื่นๆ หรือจากการทำงาน✨ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น มีโรคประจำตัว กลัวแท้ง เลือดออกกังวล ✨เคยมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อนการตั้งครรภ์✨ตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์✨ถูกทำร้ายมาอาการที่บ่งบอกว่าเสี่ยงเป็นภาวะซึมเศร้า✨มีความกังวลมากกว่าปกติ✨ไม่มีสมาธิในการทำกิจวัตรประจำวัน✨นอนไม่หลับ หรือนอนมากจนเกินไป✨มีการทานมากหรือน้อยจนเกินไป หรืออาจเบื่ออาหารวิธีปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากภาวะซึมเศร้า ออกกำลังกายการออกกำลังกาย🏃‍♀️นั้นจะทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หลั่งสารแห่งความสุข หรือ สารเอ็นโดฟิน ซึ่งจะกระตุ้นให้คุณแม่มีความสุข รวมถึงลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือ ฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดนั่นเองรับประทานของที่ทำให้รู้สึกดีการรับประทานอาหารอย่างของหวาน😋 หรือโปรตีนต่ำอาจจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยควรเลือกอาหารที่มีโอเมก้า 3 ที่จะช่วยลดอาการซึมเศร้า และยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาการสมองของลูกได้อีกด้วยหากคุณแม่มีภาวะซึมเศร้าจะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์หรือไม่? ส่งผลอย่างไรบ้าง?ภาวะซึมเศร้า หรือ ภาวะเครียดนั้นจะส่งผลให้คุณแม่มีความสนใจต่อการตั้งครรภ์น้อยลง รวมถึงอาจรู้สึกเบื่ออาหาร หรือทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์เพื่อดับความเครียด รวมถึงยังอาจทำให้เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้ เพราะลูกตัวเล็กกว่าปกติ😢คุณแม่อาจขาดการออกกำลังกายพักผ่อนน้อยหรือมากเกินไป จึงทำให้คุณแม่มีร่างกายที่อ่อนแอ และอาจมีผลกระทบกับพัฒนาการทางสมอง🧠ของทารกในครรภ์ โดยคุณแม่ที่เคยมีภาวะซึมเศร้าในครรภ์แรกไม่จำเป็นเสมอไปที่จะเกิดในครรภ์ต่อมาค่ะ โดยคุณแม่สามารถเข้ารับการปรึกษากับคุณหมอถึงอาการเหล่านี้เพื่อรับการรักษาบรรเทาอาการได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงทีค่ะ (ขอบคุณข้อมูลจาก รพ.เปาโล โชคชัย 4) ลองกดบุ๊คมาร์คที่ปุ่มขวาบนและกลับมาอ่านอีกครั้งได้ทุกเมื่อ!

Content Image

แม่ท้องเหม็นอาหาร ไม่หิวข้าว ทำไงดี?

     ในช่วงตั้งครรภ์🤰คุณแม่หลายๆท่านคงประสบกับอาการแพ้ท้อง อาการแพ้ท้องนั้นเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์ ลักษณะอาการที่พบเจอได้มากที่สุดคืออาการไวต่อกลิ่น🙊 ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาหาร กลิ่นน้ำหอม หรือแม้กระทั่งกลิ่นของสามี ทำให้คุณแม่รู้สึกเหม็นอาหาร จนบางครั้งทำให้ไม่อยากกินอะไรเลย บทความนี้ได้รวมสาเหตุของอาการเหม็นอาหารและวิธีการบรรเทาอาการเหล่านี้มาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️ทำไมคนท้องถึงมีอาการเบื่ออาหาร✨อาการแพ้ท้อง (Morning sickness)คุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆท่านอาจมีอาการว่าจู่ๆก็รู้สึกไม่ชอบอาหารบางประเภทหรือมีความรู้สึกว่าจมูก👃ไวต่อกลิ่นต่างๆ อาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนชื่อว่า beta hCG ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในร่างกาย จึงนำไปสู่อาการแพ้ท้อง (Morning sickness) อาการแพ้ท้องจะทำให้คุณแม่มีอาการวิงเวียนศีรษะ😵‍💫 คลื่นไส้และอาเจียน🤮 บางกลิ่นที่คุณแม่เคยรู้สึกว่ามีกลิ่นหอม กลับกลายเป็นรู้สึกเหม็นแทน ไงคุณแม่บางรายถึงขั้นเกลียดกลิ่นของอาหารชนิดนั้นไปเลยก็มีค่ะ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่ามีคุณแม่หลายๆท่านน้ำหนักลงในช่วงตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก เพราะต้องพบเจอกับอาการเหม็นอาหาร ทำให้รู้สึกไม่อยากกินอะไรเลยลิสต์อาหารที่คุณแม่รู้สึกว่าเหม็น🥩เนื้อสัตว์และเครื่องเทศคุณแม่หลายๆท่านอาจรู้สึกว่าเหม็นเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว🐮 เพราะเนื้อวัวนั้นมีกลิ่นคาวมากกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น รวมไปถึงเครื่องเทศต่างๆที่ใช้ปรุงอาหารอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเวียนหัวชวนอาเจียนได้🤮🥛ผลิตภัณฑ์จากนมผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมวัว🐄 นมแพะ🐐  โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว ก็อาจทำให้คุณแม่หลายๆท่านรู้สึกเหม็นได้เหมือนกันนะคะวิธีรับมืออาการเหม็นอาหารของคนท้อง👉หลีกเลี่ยงอาหารที่รู้สึกว่าเหม็นหากคุณแม่รู้ตัวเองว่ามีอาการไวต่ออาหารชนิดไหน ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารชนิดนั้นไปเลย เพื่อเป็นการลดอาการเหม็นอาหาร🙊 อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้🤢 อาเจียน ที่อาจตามมาทีหลังค่ะ👉อาหารทานทีละน้อยๆคุณแม่สามารถแบ่งอาหารทานในปริมาณทีละน้อยๆ🍽️ เพื่อช่วยลดอาการเหม็นอาหารได้ค่ะ วิธีนี้จะสามารถทำให้คุณแม่ยังพอทานอาหารได้ ดีกว่าไม่ทานอะไรเลยนะคะ👉ประทานอาหารที่เย็นแล้วอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆนั้นจะมีกลิ่นที่แรง♨️กว่าอาหารที่เย็นลงแล้ว ดังนั้นหลังจากที่ได้รับอาหารมาแล้ว คุณแม่สามารถวางอาหารไว้สักพักให้เย็นลงแล้วค่อยรับประทานค่ะ👉ผ่อนให้เพียงพอวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้องที่ง่ายที่สุดคือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ😴 ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อช่วยให้คุณแม่สดชื่นตลอดวันนะคะ     วิธีรับมืออาการเหม็นอาหารที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงวิธีเบื้องต้นที่คุณแม่สามารถลองทำ หรือปรับใช้ให้เหมาะกับตนเองได้ หลังจากที่คุณแม่มีอาการแพ้ท้อง🤮ไปสักพักแล้ว ร่างกายจะมีการปรับตัวให้คุ้นชินกับอาการเหล่านั้นมากขึ้น ทำให้คุณแม่สามารถเริ่มทานอาหารได้มากขึ้นในภายหลังค่ะ

Content Image

ประโยชน์ของการตรวจอัลตร้าซาวด์ตอนท้อง

     ปัจจุบันเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์การแพทย์🧪นั้นมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เครื่องไม้เครื่องมือเกี่ยวกับการฉายภาพหรือการสร้างภาพทางการแพทย์ก็เช่นกัน วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงวิธีการสร้างภาพทางการแพทย์เทคนิคหนึ่ง เชื่อว่าหลายๆท่านคงเคยผ่านหูผ่านตากันมาไม่น้อย นั้นก็คือการทำอัลตร้าซาวด์นั่นเอง แต่อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าเทคนิคการสร้างภาพทางการแพทย์นั้นมีหลากหลายมาก แล้วทำไมการอัลตร้าซาวนด์ยังคงเป็นที่นิยมในการตรวจครรภ์ของคุณแม่ เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️รู้จักกับอัลตร้าซาวด์เบื้องต้นการทำอัลตร้าซาวด์นั้นคือการปล่อยคลื่นความถี่สูงออกไปสู่อวัยวะหรือบริเวณที่แพทย์ต้องการตรวจ ถ้าพูดถึงการตรวจครรภ์ก็คือการปล่อยคลื่นไปยังบริเวณหน้าท้องของคุณแม่🤰 เมื่อคลื่นเหล่านั้นกระทบกับอวัยวะภายในก็จะเกิดการสะท้อนกลับตามคุณสบัติปกติของคลื่น จากนั้นตัวรับสัญญาณก็จะสามารถรับคลื่นที่สะท้อนกลับมาได้ ฉายให้เห็นในรูปแบบของภาพอัลตร้าซาวด์🖥️ที่เราเคยเห็นกัน เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้คลื่นในการตรวจ จึงค่อนข้างปลอดภัยต่อการตรวจคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สุดในบรรดาวิธีการสร้างภาพทางการแพทย์ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้รังสี☢️ค่ะทำอัลตร้าซาวด์ไปเพื่ออะไรตามที่กล่าวไปว่าการอัลตร้าซาวด์นั้นเป็นเทคโนโลยีการสร้างภาพถ่ายทางการแพทย์วิธีหนึ่ง วัตถุประสงค์ของการทำอัลตร้าซาวด์จึงขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ต้องการนำภาพถ่าย🎞️นั้นไปทำอะไรต่อ โดยจะสามารถแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆได้ดังนี้ค่ะ✨นำภาพถ่ายไปวินิจฉัยโรคต่อ🩺 เนื่องจากการทำอัลตร้าซาวด์สามารถทำให้แพทย์มองเห็น👁️ถึงอวัยวะภายในได้ หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะภายใน ภาพอัลตร้าซาวด์ก็จะถูกนำไปใช้ประกอบการวินิฉัยโรคค่ะ✨นำภาพถ่ายไปวิเคราะห์สภาพครรภ์ คำว่าสภาพครรภ์นั้นค่อนข้างเป็นคำกว้างๆ หากจะจำกัดความให้แคบลง ก็เช่นนำไปใช้วิเคราะห์ลักษณะร่างกายของทารกในครรภ์🚼 ใช้ข้อมูลไปกะประเมินอายุครรภ์ วิเคราะห์เพศของเด็ก วิเคราะห์ความยาวของลำตัวและน้ำหนักของทารกค่ะ✨นำภาพไปใช้ประกอบการทำหัตถการทางการแพทย์ เช่นการวางแผนผ่าตัดอวัยวะภายใน จนไปถึงการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจประโยชน์ของการตรวจครรภ์ด้วยวิธีอัลตร้าซาวด์ข้อที่ 1️⃣เป็นวิธีที่ไม่อันตรายกับคุณแม่และทารกในครรภ์🤰 เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้คลื่น ไม่ได้ใช้รังสีเหมือนการเอ็กซเรย์🩻ข้อที่ 2️⃣ไม่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ🩹หรือความรู้สึกเจ็บปวดใดๆระหว่างตรวจข้อที่ 3️⃣บันทึกภาพจากการตรวจได้ผ่านคอมพิวเตอร์🖥️ เพื่อนำไปใช้วิคราะห์คุณภาพการตั้งครรภ์ ความสมบูรณ์และความปกติของทารกในครรภ์ รวมไปถึงภาวะทางสุขภาพของคุณแม่ได้ข้อที่ 4️⃣ทำให้เห็นท่าทางและการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์🚼 ได้ในกรณีที่คุณแม่อายุครรภ์ที่ค่อนข้างมากแล้วข้อที่ 5️⃣ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถทราบถึงเพศของเจ้าตัวน้อย👦👧ในครรภ์ได้ก่อนคลอด เพื่อวางแผนการเลี้ยงดู การเตรียมตัวซื้อข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงการตั้งชื่อให้เด็กข้อที่ 6️⃣ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเห็น👀หน้าตาของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ล่วงหน้า    จะเห็นแล้วนะคะว่าการทำอัลตร้าซาวด์มีประโยชน์กับการตรวจครรภ์อย่างหลากหลายมากๆและเป็นวิธีการตรวจที่ปลอดภัยทั้งต่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ด้วย ดังนั้นหากคุณผู้หญิงกำลังจะเป็นคุณแม่ที่พึ่งเริ่มต้นตั้งครรภ์ ก็อย่าลืมไปฝากครรภ์เพื่อรับการตรวจด้วยวิธีต่างๆที่น่าเชื่อถือจากแพทย์👨‍⚕️กันนะคะ

Content Image

ปัญหาผิวที่พบบ่อยระหว่างการตั้งครรภ์

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่อาจจะต้องพบกับปัญหาต่างๆเกี่ยวกับผิวไม่ว่าจะเป็นสิว รอยแตก ผื่นคัน ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกันว่าปัญหาผิวอะไรบ้างที่สามารถพบเจอได้ในขณะที่ตั้งครรภ์กันค่ะ ปัญหาผิวที่พบบ่อยระหว่างตั้งครรภ์✨เส้นเลือดฝอย Spider Veinเป็นภาวะเส้นเลือดขอด มีลักษณะคล้ายเส้นใยแมงมุม🕸️ ขนาดเล็ก มักมีสีม่วงหรือแดง และมักเกิดที่ขาซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดที่เกิดจากมดลูกที่หนัก โดยอาจปรากฎบนร่างกายหรือใบหน้าของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์ เส้นเลือดเหล่านี้จะหายไปหลังจากที่คุณแม่คลอดบุตร 👶✨รอยแตกลายเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ก็เป็นธรรมดาที่จะพบว่าน้ำหนักของคุณแม่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกันที่จะต้องเจอกับรอยแตกลาย ที่เกิดมาเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเองและถึงแม้ว่ารอยแตกลายจะไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่การทาครีม🧴จะช่วยบรรเทาอาการคันและช่วยให้จางลงเมื่อเวลาผ่านไปนะคะ✨คันและผื่นคันอีกปัญหาหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์คือปัญหาผื่นคันนั่นเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างเช่นผื่น PUPPP โดยจะมีอาการคัน มีตุ่มมีสีแดงขนาดเล็ก และจะสามารถแพร่เป็นวงกว้างได้ค่ะ🙁  ปัญหาผิวอื่นๆ ระหว่างตั้งครรภ์✨สิวสิว... เป็นอะไรที่คงไม่มีใครอยากจะให้มันขึ้นมาเลยใช่ไหมคะ เพราะมันทั้งน่ารำคาญและอยากจะกำจัดมันออกไปให้เร็วที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ โดยเฉพาะในขณะที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์เนี่ยฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ก็อาจทำให้เกิดสิวบนใบหน้า🙁นั่นเองค่ะ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะเพราะสิวเหล่านี้จะดีขึ้นหลังจากคลอดลูกน้อยค่ะ✨เส้นดำกลางท้องหากคุณแม่สังเกตเห็นรอยเส้นแนวตั้งน้ำตาลหรือสีดำที่เกิดขึ้นกลางท้อง นั่นคือเส้นดำกลางท้อง🤰 หรือ Linea Nigra นั่นเอง ซึ่งหลายๆคนอาจจะกังวลว่าเส้นนี้มันจะอยู่ตลอดไปไหม แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะเส้นดำนี้จะหายไปหลังจากคลอดเจ้าตัวเล็กค่ะ✨การเปลี่ยนแปลงของผมและเล็บอันนี้อาจจะไม่เชิงเป็นปัญหา แต่เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงดีกว่า หลายๆคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าขณะที่ตั้งครรภ์เนี่ย เจ้าฮอร์โมนก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ซึ่งผลจากการที่ฮอร์โมนพุ่งสูงก็ทำให้ผมของคุณแม่หนาและฟูขึ้น👩‍อย่างงงๆ รวมถึงถ้าสังเกต เล็บของคุณแม่ก็ดูเหมือนจะยาว💅เร็วขึ้นเช่นกันค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาผิวต่างๆที่พบได้ในระหว่างตั้งครรภ์ ยังไงก็อย่าเพิ่งไปกังวลกับมันมากนะคะ เพราะส่วนใหญ่มันก็จะหายไปเองเมื่อฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติหรือก็คือหลังคลอดเจ้าตัวเล็ก ยังไงก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันนะคะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.