Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 2 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

เห็ดทรัฟเฟิลปลอดภัยต่อคนท้องจริงหรอ?

     คุณแม่คงเคยได้ยินกับเมนูที่ทำมาจากเห็ดทรัฟเฟิล🍄กันใช่ไหมคะ เช่น สปาเก็ตตี้ทรัฟเฟิล🍝 เห็ดทรัฟเฟิลนั้นถือเป็นเห็ดยอดนิยมในปัจจุบันที่มีราคาแพงมาก สามารถหาทานได้ตามร้านอาหารหรูที่พร้อมเสิร์ฟเมนูพรีเมี่ยม แต่เห็ดทรัฟเฟิลนั้นปลอดภัยต่อคุณแม่ตั้งครรภ์จริงๆ วันนี้เราจะไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️เห็ดทรัฟเฟิล คืออะไร?เห็ดทรัฟเฟิล (Truffle) คือเห็ดราชนิดที่ไม่มีพิษ เห็ดชนิดนี้สามารถพบได้บริเวณต้นไม้🌳 และมีรากงอกอยู่รอบๆ เห็นทรัฟเฟิลไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง จึงมีลักษณะคล้ายๆปรสิต จัดเป็นเห็ดหายาก สามารถพบได้แค่ในบางประเทศเท่านั้น และต้องใช้สุนัข🦮ในการดมกลิ่นหา ทำให้เห็ดชนิดนี้มีราคาแพง คุณประโยชน์ของเห็ดทรัฟเฟิลเห็ดทรัฟเฟิล🍄นั้นจัดว่าเป็นเหตุที่ให้พลังงานมาก โดยเห็ดทรัฟเฟิลขนาด 100 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 284 กิโลแคลอรี่ อีกทั้งเห็ดทรัฟเฟิลยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ดังต่อไปนี้ ✨จัดเป็นแหล่งของสารอาหารชั้นดีในเห็ดทรัฟเฟิลนั้นอุดมไปด้วยโปรตีนและแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อคุณแม่ตั้งครรภ์🤰 เช่น คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี ธาตุเหล็ก ไฟเบอร์ โซเดียม แมงกานีส แมกนีเซียม และแคลเซียม เป็นต้น จึงจัดว่าเป็นอาหารที่ช่วยเสริมสุขภาพของคนท้องได้อย่างดี✨มีฤทธิ์ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียสารสกัดจากเห็ดทรัฟเฟิลมีส่วนช่วยในการต่อต้านการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย🦠ที่มีชื่อว่า สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ในเห็ดทรัฟเฟิลมากถึง 66 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้✨มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงในเห็ดทรัฟเฟิลนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง หรือ ในภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่า antioxidant ซึ่งสารนี้สามารถช่วยให้ร่างกายของคุณแม่แข็งแรง💪และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหลายๆประเภท เช่น โรคหัวใจ🫀 โรคมะเร็ง เป็นต้น ✨บรรเทาอาการอักเสบเนื่องจากเห็ดทรัฟเฟิลสามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังสามารถช่วยลดอาการอักเสบได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณแม่มีอาการอักเสบที่รุนแรง เห็ดทรัฟเฟิลไม่สามารถรักษาให้หายได้นะ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อรับการรักษาค่ะอันตรายจากเห็ดทรัฟเฟิล👉มีสารปนเปื้อนเชื้อโรคถึงแม้ว่าเห็ดทรัฟเฟิลนั้นจะอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด แต่มีการพบว่าในเห็ดทรัฟเฟิลนั้นมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคได้ เชื้อโรค🦠นี้ทำให้เกิดโรคที่มีชื่อว่า โรคทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) เป็นเชื้อที่พบได้ในอุจจาระแมว💩และอาหารที่ปรุงไม่สุก หากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับเชื้อนี้เข้าไป จะทำให้เกิดอาการคล้ายอาการเป็นหวัด มีลักษณะอาการเป็นไข้🤒 ปวดศีรษะ มีอาการเจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ รวมไปถึงอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองบวมด้วยค่ะ     สรุปได้ว่าคุณแม่สามารถทานเห็ดทรัฟเฟิลได้ค่ะ✅ แต่ควรให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาเห็ดทรัฟเฟิล เพื่อไม่ให้ปนเปื้อนเชื้อโรค และควรนำเห็ดทรัฟเฟิลไปปรุงให้สุกก่อนทาน เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการกำจัดเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยภายในครรภ์👶ได้ค่ะ

Content Image

ทำไมตั้งครรภ์แล้วต้องงดคาเฟอีน?

    คุณผู้อ่านบางท่านอาจเป็นคอกาแฟ ชาเขียว หรือเครื่องดื่มเมนูอื่นๆที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนใช่ไหมคะ ถ้าหากใช่ และคุณผู้อ่านกำลังวางแผนที่จะตั้งครรภ์ ต้องแนะนำให้งดหรืออย่างน้อยควรลดไปก่อน จะด้วยเหตุผลอะไร เราไปดูพร้อมกันเลยค่ะทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์ถึงควรงดคาเฟอีนแม้จะเป็นที่เข้าใจได้ว่าการได้รับประทานคาเฟอีน...ไม่ว่าจะในรูปแบบใด จะสามารถทำให้คุณแม่ตื่นตัว รู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับตอนไม่ได้รับ ซึ่งก็ดูจะเป็นการแก้ปัญหาของคุณแม่ที่มีความอ่อนเพลียระหว่างวันได้ใช่ไหมคะ แต่เนื่องจากคาเฟอีน☕เป็นสารที่สามารถเข้าถึงรกในครรภ์ของคุณแม่ได้ ดังนั้นทารกก็จะได้รับคาเฟอีนด้วยเช่นกันค่ะ นอกจากนี้คาเฟอีนยังสามารถสะสมในรกได้ด้วย หากคุณแม่ได้รับคาเฟอีนสูง เจ้าตัวน้อยก็จะได้รับเช่นเดียวกัน แล้วคาเฟอีนส่งผลเสียอะไรต่อเจ้าตัวน้อย👶ได้บ้าง เราไปดูกันต่อเลยค่ะคาเฟอีนมีความเสี่ยงอย่างไรกับทารกในครรภ์🥤เพิ่มโอกาสแท้ง คาเฟอีนในปริมาณมากสามารถเพิ่มความเสี่ยงให้คุณแม่เกิดภาะแท้งบุตรได้ โดยเฉพาะในคุณแม่ที่ยังมีอายุครรภ์ไม่มากนัก🥤เพิ่มโอกาสที่จะทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์ตั้งแต่ยังไม่คลอด🥤เสี่ยงทำให้ทารกที่คลอดออกมามีน้ำหนักน้อย และขนาดตัวที่เล็ก🥤ส่งผลเสียให้ทารกหลังคลอดมีการเรจริญเติบโตที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ปัญหาโรคอ้วน แม้กระทั่งมีการพัฒนาทางด้านสติปัญญาที่ช้าเมื่อเทียบกับทารกจากคุณแม่ที่ไม่ได้รับคาเฟอีนหากงดไม่ได้จริงๆต้องทำอย่างไร    สำหรับคุณแม่ที่งดหรือหักดิบไม่ได้โดยทันที อย่างไรก็ตามควรต้องลดหรือควบคุมปริมาณที่ได้รับค่ะ คุณแม่ไม่ควรได้รับคาเฟอีน (ไม่ว่าจากแหล่งใด) เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ หากเทียบกับเครื่องดื่มประเภทกาแฟ คุณแม่ไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 1-2 แก้ว☕ ต่อวันในกรณีที่กาแฟมีปริมาตรประมาณ 250 มิลลิลิตรค่ะ ซึ่งอันที่จริงแล้ว มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า คุณแม่ที่ได้รับคาเฟอีนเพียง 50 มิลลิกรัมต่อวันอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ ก็ส่งผลเสียต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์แล้ว เพราะฉะนั้นคุณแม่🤰ควรรับประทานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะปริมาณคาเฟอีนในอาหารที่มักพบได้ในชีวิตประจำวัน🥤สำหรับเครื่องดื่มที่เราต่างทราบกันดีว่าอุดมไปด้วยคาเฟอีน นั่นก็คือกาแฟนั่นเองค่ะ กาแฟสำเร็จรูปส่วนใหญ่มักมีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 63 มิลลกรัมต่อแก้วค่ะ หากเป็นการแฟชงก็อาจมีปริมาณคาเฟอีนที่เพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ช่วง 95-165 มิลลิกรัมเลยค่ะ🥤เครื่องดื่มประเภทต่อไปที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีคาเฟอีนเช่นเดียวกันก็คือชานั่นเองค่ะ สำหรับชาสำเร็จรูป มักมีปริมาณคาเฟอีน 26-36 มิลลิกรัมค่ะ และหากเป็นชาชงเอง ก็อาจมีเพิ่มขึ้นถึง 48 มิลลิกรัมต่อแก้วค่ะ🥤มาถึงเครื่องดื่มที่หลายคนอาจไม่ทราบว่ามีคาเฟอีนเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย นั่นก็คือน้ำอัดลมรสชาติต่างๆนั่นเองค่ะ โดยมาก 1 กระป๋องจะมีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 37 มิลลกรัมค่ะ🥤ขนมช็อคโกแล็ตหรือโกโก้ก็มีคาเฟอีนเป็นส่วนผสมเช่นเดียวกันนะคะ ส่วนมากมักจะอยู่ในช่วง 25-30 มิลลิกรัมต่อ 1 ชิ้นค่ะ    จะเห็นแล้วนะคะว่า สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น คาเฟอีนไม่ได้ส่งผลดีใดๆต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์เลย แต่สามารถเข้าใจได้ค่ะว่าบางทีเรารับประทานมันเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว คงเป็นเรื่องยากหากต้องหักดิบไปเลย อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่สามารถลดปริมาณที่ได้รับได้ และควบคุมปริมาณไม่ให้เกินระดับที่เราแนะนำ ก็จะเป็นเรื่องดีทั้งต่อร่างกายของคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อยในครรภ์นะคะ

Content Image

คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสที่สองสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?

     การมีกิจกรรมทางเพศหรือมีเพศสัมพันธ์นับเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับแทบทุกคน แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะถือเป็นสิ่งที่ยังทำได้หรือไม่🤰 หากทำได้จะมีข้อควรระวังอะไรบ้าง คุณผู้อ่านหลายท่ายอาจเคยผ่านหูผ่านตากับบทความของเรามาบ้างแล้วสำหรับคำตอบเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ในคุณผู้หญิงทีกำลังตั้งครรภ์ในระยะแรกหรือไตรมาสแรก (ตั้งครรภ์อ่อน 3 เดือนแรก) ว่าสามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ตามปกติหากคุณผู้หญิงที่ไม่ได้มีภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับการตั้งครรถ์ แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่เริ่มมีอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น หรือตั้งครรภ์ในไตรมาสที่สอง (อายุครรภ์ประมาณ 4-6 เดือน) จะยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เหมือนเดิมหรือไม่ มีข้อควรระวังอะไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ลักษณะของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสสอง (อายุครรภ์ 4-6 เดือน)หน้าท้องของคุณแม่ใหญ่ขึ้นอย่างสังเกตได้ เมื่อเทียบกับการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกน้ำหนักของคุณแม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากท้องที่โตขึ้น บริเวณสะโพก ต้นขา ข้อเท้าอาจบวมขึ้นด้วยอาการแพ้ท้องจะเริ่มหายไปหรือเบาลง🤮อารมณ์ยังมีความแปรปรวนง่ายเหมือนเดิม🤯 หรืออาจหนักกว่าเดิมยังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายเหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่น อาการกรดไหลย้อน จุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย🤢 ท้องผูกเริ่มมีอาการปวดหลัง สะโพก อุ้งเชิงกราน ควบคู่ไปกับอาการปวดขา🦵 อาจเกิดขึ้นเนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น🚽 เริ่มกลั้นปัสสาวะได้ยากขึ้นตั้งครรภ์ในไตรมาสสองมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่คำตอบยังคงเป็นไปในแนวทางเดิมเช่นเเดียวกับการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก นั่นก็คือหากคุณแม่ได้ทำการฝากครรภ์มาก่อนหน้า และเข้ารับการตรวจครรภ์เรื่อยๆเป็นประจำตามนัดหมายของแพทย์ผู้ดูแลครรภ์👨‍⚕️ แพทย์ไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของครรภ์ หรือไม่ได้วินิจฉัยว่าคุณแม่และเด็กในครรภ์มีภาวะทางสุขภาพอะไรเพิ่มเติม แน่นอนว่าการมีกิจกรรมทางเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์นั้นก็ยังทำได้ตามปกติเหมือนเดิมค่ะถึงจะสามารถมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้ แต่ก็ยังคงต้องยึดแนวทางการมีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก นั่นก็คือมีเพศสัมพันธ์แบบที่ไม่โลดโผนเกินไป มีกิจกรรมอยู่บนพื้นฐานของความสะอาดและปลอดภัย ไม่ว่าจะมีการใช้เครื่องมือช่วยระหว่างกิจกรรมหรือไม่ก็ตาม และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังเป็นการป้องกันระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยงที่ทั้งแม่และเด็กในครรภ์จะได้รับเชื้อและติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ค่ะ🦠ข้อควรระวังที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยนั่นก็คือ ท่าที่ใช้ทำกิจกรรมควรเป็นท่าที่ไม่เกิดการกดทับบริเวณท้องของคุณแม่ เนื่องจากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสสองท้องจะเริ่มโตแล้ว อาจเกิดอันตรายต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ การมีเพศสัมพันธ์แบบที่เสี่ยงอันตรายต่อเด็กน้อยที่สุดจึงเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือ oral sex 👄นั่นเองค่ะ แต่ก็ยังคงยึดแนวทางเดิม คือควรป้องกันระหว่างทำ oral sex ด้วยค่ะ เพราะหากไม่ป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ยังคงติดต่อได้อยู่คุณแม่ที่ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการตั้งครรภ์คุณแม่ที่เคยมีประวัติการแท้ง หรือประวัติคลอดก่อนกำหนดมาก่อนครรภ์ที่คุณแม่กำลังอุ้มท้องอยู่ถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นมีอาการเลือดออกที่ผิดปกติ🩸 คุณแม่มีอาการเจ็บหรือปวดท้องน้อย คุณแม่ที่มีอาการรกเกาะต่ำคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด👯‍♂️ซึ่งถือว่าไม่ใช่ครรภ์ปกติ นับเป็นอีกหนึ่งภาวะตั้งครรภ์เสี่ยงค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงได้ทราบกันไปแล้วนะคะว่าหากคุณผู้หญิงนั้นตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สอง อายุครรภ์ประมาณ 4-6 เดือนนั้น สามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ตามปกติเช่นเดียวกับคุณผู้หญิงในไตรมาสแรก เพียงแต่มีข้อควรระวังเกี่ยวกับการเลือกท่าทางในกิจกรรมเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อป้องกันการที่หน้าท้องของคุณผู้หญิงถูกกดทับระหว่างกิจกรรมและส่งผลเสียต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ👶 

Content Image

โฟลิก สารอาหารที่สำคัญสำหรับคนท้อง

     คุณแม่ท้องมักจะได้ยินจากหมอให้อย่าลืมรับประทานโฟลิก จริงๆแล้วโฟลิกมีความสำคัญต่อคนท้องมากแค่ไหน เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️โฟลิกคนท้อง คืออะไร?✨กรดโฟลิก (Folic Acid) ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารที่สำคัญของคุณแม่ที่แพลนจะตั้งครรภ์ และคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่แล้ว🤰 เพราะโฟลิกมีความจำเป็นในการช่วยสร้างตัวอ่อน และเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยพัฒนาทารกในครรภ์ให้มีความสมบูรณ์ได้ นอกจากนี้การรับประทานกรดโฟลิกในช่วงตั้งครรภ์ อาจช่วยป้องกันลูกพิการแต่กำเนิด รวมทั้งความบกพร่องต่าง ๆ ของระบบประสาทที่ร้ายแรง เช่น กระดูกสันหลังบิดเบี้ยว🦴 ภาวะสมองเสื่อม🧠 และเยื่อหุ้มสมองเจริญนอกกะโหลก อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะผิดปกติต่าง ๆ ในการคลอดด้วย เช่น ครรภ์เป็นพิษ หรือภาวะคลอดก่อนกำหนด เป็นต้นปริมาณโฟลิกที่คนท้องควรได้รับต่อวัน👉ขั้นต่ำ 400 ไมโครกรัมทุกวันแม่ท้องทุกคนควรได้รับกรดโฟลิกอย่างน้อย 400 ไมโครกรัมทุกวัน โดยคุณแม่สามารถรับประทานวิตามินกรดโฟลิกเพื่อช่วยในการเพิ่มปริมาณกรดโฟลิกต่อวันได้ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดความบกพร่องของระบบประสาทของลูกในครรภ์🤰 ดังนั้นการรับประทานโฟลิกอย่างสม่ำเสมอจึงถือเป็นเรื่องที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามแต่อย่างไรก็ตาม การได้รับกรดโฟลิกมากเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายต่อคุณแม่ได้เช่นกัน👎 ไม่ว่าโฟลิกที่ได้รับจะมาจากอาหารที่คุณแม่รับประทาน หรือจากอาหารเสริม ผลข้างเคียงอาจทำให้เกิดภาวะย่อยสลายกรดโฟลิกในกระแสเลือดไม่ทัน จนทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพได้ ซึ่งอาจกระทบต่อทั้งแม่และทารกในครรภ์ หากคุณแม่ได้รับกรดโฟลิกมากเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาภาวะขาดวิตามินบี 12 และมีปัญหาสุขภาพจิตโฟลิกสามารถพบได้ในอาหารประเภทไหนบ้าง?อาหารที่คุณแม่ควรรับประทานในช่วงตั้งครรภ์ เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณกรดโฟลิกให้ได้ประมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน มีดังนี้🥬ผักใบเขียวผักใบเขียว จัดเป็นอาหารชั้นดีที่อุดมไปด้วยโฟลิก เช่น ผักโขม กะหล่ำปลี หรือผักกาดเขียว 1 จานใหญ่ต่อวันก็จะช่วยเพิ่มกรดโฟลิกให้แก่ร่างกายได้อย่างเพียงพอสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์🥜พืชตระกูลถั่วพืชตระกูลถั่วอุดมไปด้วยกรดโฟลิก เช่น ถั่วแดง เมล็ดถั่ว ถั่วฝัก หรือถั่วเลนทิล ย่อมให้โฟลิกที่ดีแก่ร่างกายอย่างมาก ยกตัวอย่าง เช่น คุณแม่รับประทานถั่วแดง 1 ถ้วย จะให้โฟลิก 131 ไมโครกรัม ดังนั้นคุณแม่จึงควรเลือกรับประทานให้เหมาะสม และพอดี🥦บร็อคโคลี่บร็อคโคลี่ 1 ถ้วย ทำให้ร่างกายได้รับกรดโฟลิกมากถึง 26% ของจำนวนกรดโฟลิกที่ร่างกายต้องการต่อวัน คุณแม่สามารถรับประทานบร็อคโคลี่ได้โดวยการนำไปลวกให้สุก แล้วทานคู่กับน้ำสลัด🥗 ก็จะช่วยเพิ่มกรดโฟลิกได้ดีกว่าการนำบร็อคโคลี่ไปผัดหรือทอดค่ะ🍇ผลไม้รสเปรี้ยวผลไม้รสเปรี้ยวนั้นถือว่ามีกรดโฟลิกสูงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะส้ม🍊 ที่มีกรดโฟลิกสูงถึง 50 กรัม นอกจากนี้องุ่น กล้วย มะละกอ และสตรอว์เบอร์รีก็ให้กรดโฟลิกที่สูงอีกเช่นกัน ถือว่าเป็นการเพิ่มกรดโฟลิกให้ร่างกายคุณแม่ได้ง่ายๆเพียงทานผลไม้🥚ไข่ไข่ 1 ฟองจะให้โฟลิกมากถึง 22 กรัมต่อวัน ไม่ว่าจะเป็น ไข่ไก่ หรือไข่เป็ด ก็ถือว่าเป็นอาหารที่หาทานได้ง่าย มีราคาถูก และยังอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุมากมาย อีกทั้งยังให้โปรตีน ซีลีเนียม ไรโบฟลาวิน และวิตามินบี 12 นอกจากในไข่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงของการผิดปกติของดวงตา👁️อีกเช่นกัน     สรุปได้ว่าโฟลิกถือว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับคนท้องเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากโฟลิกจะช่วยพัฒนาระบบประสาท🧠ของลูกน้อยในครรภ์แล้ว ยังช่วยให้คุณแม่คลอดบุตรได้ง่ายอีกด้วย ดังนั้นคุณแม่ควรรับประทานโฟลิกในปริมาณที่พอดีต่อวัน เพราะถ้าหากรับประทานมากจนเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่างๆต่อทารกในครรภ์และสุขภาพจิตของคุณแม่ด้วยเช่นกัน 

Content Image

กำลังตั้งครรภ์อยู่ทานหวานอันตรายไหมนะ?

เป็นคำถามที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่หลายๆคนสงสัย เนื่องจากเวลาเครียดๆ หรือระดับฮอร์โมนสวิง จะทำให้แม่ที่ตั้งครรภ์หลายคนอยากทานของหวาน แต่ก็เกิดความกังวลว่า ท้องอยู่ทานหวานได้มั้ย? จะอ้วน หรือส่งผลต่อลูกในครรภ์บ้างรึเปล่า? ซึ่งปกติแล้ว เป็นข่าวดีว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ก็สามารถทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาลได้ แต่ก็ควรจำกัดปริมาณนํ้าตาลให้เหมาะสม เพราะหากมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเบาหวานแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ โรคอ้วน ปริมาณนํ้าตาลในเลือดสูง ซึ่งนอกจากส่งผลเสียต่อคุณแม่แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ด้วย เพราะฉะนั้น วันนี้เรามาหาคำตอบด้วยกันว่า ควรทานนํ้าตาลในปริมาณเท่าไหร่ และหากมากเกินไปจะส่งผลอะไรบ้างตั้งครรภ์อยู่ ควรทานนํ้าตาลในปริมาณเท่าใดการทานหวานขณะตั้งครรภ์อยู่ อาจยังไม่มีคำแนะนำที่เป็นมาตรฐานแต่โดยปกติแล้ว ไม่ควรบริโภคนํ้าตาลเกิน 25 กรัม ต่อวัน หรือประมาณ 6 - 8 ช้อนชา ตามคำแนะนำของสำนักโภชนาการกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพราะฉะนั้นควรงดอาหารจำพวกนํ้าอัดลม โดยใน 1 กระป๋องมีนํ้าตาล 7 - 10 ช้อนชา รวมถึงระมัดระวังเครื่องดื่มอื่นๆที่ใส่นํ้าตาลเข้าไปด้วย เช่น ชามะนาว ชาเขียว🍵 น้ำเก๊กฮวย น้ำขิงและน้ำผลไม้ปั่นมีน้ำตาลประมาณ 3 - 6 ช้อนชานอกจากนี้ควรระวังผลไม้ที่มีนํ้าตาลสูงเช่น กล้วยหอม🍌 มะม่วงสุก แตงโม องุ่น อย่างไรก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลที่แนะนำต่อวันที่เหมาะสมต่อสุขภาพ และปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ได้ เนื่องจากการรับนํ้าตาลนั้น อาจขึ้นอยู่กับระดับเผาผลาญในร่างกาย ระดับนํ้าตาลในเลือด และนํ้าหนักตัวหากตั้งครรภ์อยู่ทานนํ้าตาลมากเกินไป ส่งผลกระทบด้านสุขภาพอะไรต่อบ้าง🍭 ทำให้นํ้าหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยปกติคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่จะมีนํ้าหนักตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว หากทานหวานมากขึ้นไปอีก จะส่งผลต่อนํ้าหนักตัวที่สูงขึ้น จนนํ้าหนักเกิน และเสี่ยงต่อโรคอ้วน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการคลอดลูก และการพัฒนาการของเด็กในครรภ์👶 เช่น คลอดก่อนกำหนด ทารกตายก่อนคลอด (Stillbirth) ทารกพิการแต่กำเนิด เป็นต้น🍭 ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียการที่ได้รับนํ้าตาลในปริมาณสูง อย่างนํ้าตาลทราย หรือนํ้าตาลซูโครส (Sucrose) จะทำให้ระดับนํ้าตาลในเลือดแปรปรวน คือมีนํ้าตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น และลดลงอย่างชับพลัน ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย และง่วงนอน🍭 ส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์หากกินน้ำตาลมากจนมีภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ จะส่งผลต่อการพัฒนาการของลูก ทำให้เกิดความเสี่ยงภาวะพิการแต่กำเนิด เช่น หัวใจพิการ🫀 สมองพิการ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อการคลอด คือ ทำให้ทารกคลอดก่อนกำเนิด มีน้ำหนักตัวแรกคลอดเยอะเกินไป นอกจากนี้ยังส่งผลต่ออาการแพ้ต่างๆของลูกได้โดยมีงานวิจัยพบว่า หากเด็กได้รับนํ้าตาลฟรุกโตส (นํ้าตาลที่มักผสมในเครื่องดื่ม) ในปริมาณมากตอนอยู่ในครรภ์ จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดในเด็กได้มากกว่า คุณแม่ที่หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มรสหวานในช่วงครรภ์ วิจัยนี้อยู่ในวารสาร Annals of the American Thoracic Society เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคฟรุกโตสช่วงที่เป็นทารกในครรภ์และช่วงวัยเด็ก กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหอบหืดเมื่อเป็นเด็กวัยเรียน🍭 เสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษจากงานวิจัยในวารสาร European Journal of Clinical Nutrition เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคน้ำตาลในช่วงตั้งครรภ์และความเสี่ยงในการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษบริโภคน้ำตาลมากกว่ากลุ่มที่สุขภาพดี โดยเฉพาะอาหารน้ำตาลสูง เครื่องดื่มรสหวานทั้งอัดลมและไม่อัดลม🥤 🍭  เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสารให้ความหวานอื่นๆโดยปกติแล้ว สารให้ความหวานแทนนํ้าตาลนั้น ไม่ได้มีอันตรายต่อแม่ตั้งครรภ์ รวมถึงลูกในครรภ์มากนัก แต่สารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ สารแซ็กคาริน หรือขัณฑสกร (Saccharin) เพราะจากการศึกษาวิจัยพบว่า สารนี้เพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ของลูกน้อยในครรภ์ได้ แต่ทั้งนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ หรือนักโภชนาการเพื่อคำนึงถึงความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นปริมาณนํ้าตาลเทียม หรือนํ้าตาลทรายขาวทั่วไปไปพร้อมกัน

Content Image

คนท้องต้องรู้ Do and Don't ในช่วงตั้งครรภ์

     ความรู้พื้นฐานและเคล็ดลับที่คุณแม่มือใหม่ควรพิจารณาไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างกิจวัตรประจำวัน การ สร้างความผูกพันกับลูกน้อยของคุณ การเข้าใจประโยชน์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การดูแลสุขอนามัยที่เหมาะสม การดูแลตัวเอง การเอาใจใส่แนวทางปฏิบัติในการนอนหลับอย่างปลอดภัย การติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และการทำความเข้าใจกับสิ่งที่อยู่รอบตัว เราจะมาพิจารณาไปพร้อมกันนะคะว่าสิ่งใดที่คนท้องควรทำและไม่ควรทำ ในบทความนี้เราจะโฟกัสในเรื่องของอาหารค่ะ💁‍♀️ทำไมคนท้องกินอาหารตามใจปากไม่ได้👉คุณแม่ตั้งครรภ์ควรคำนึงถึงอาหารของตนเองด้วยเหตุผลหลายประการค่ะ เช่น อาหารบางชนิดอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกที่กำลังพัฒนา อีกอย่างคือคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องแน่ใจว่าพวกเขาได้รับสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีของลูกน้อย สุดท้ายในเรื่องของสารบางชนิดที่พบในอาหารและเครื่องดื่ม🍺 อาจส่งผลเสียต่อทารกที่กำลังพัฒนาได้ สิ่งสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเกี่ยวกับความต้องการอาหารเฉพาะของตนและข้อจำกัดใดๆ ที่อาจมีผลบังคับใช้ พวกเขาสามารถให้คำแนะนำและคำแนะนำส่วนบุคคลโดยพิจารณาจากสถานะสุขภาพและความคืบหน้าของการตั้งครรภ์ของแต่ละบุคคลได้ค่ะอาหารที่ควรทานอาหารที่อุดมด้วยโฟเลต โฟเลตเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการพัฒนาท่อประสาทของทารก รวมอาหาร เช่น ผักใบเขียว🥦 ผลไม้รสเปรี้ยว พืชตระกูลถั่ว และธัญพืชเสริมในอาหารของคุณแม่ๆเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับโฟเลตอย่างเพียงพอค่ะวิตามินบี 6 จำเป็นต่อการทำงานที่เหมาะสมของระบบประสาท และช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง รวมอาหารต่างๆ เช่น กล้วย อะโวคาโด🥑 ไก่ และธัญพืชไม่ขัดสีลงในมื้ออาหารของคุณแม่ๆเพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 6 ที่เพียงพอค่ะผลไม้อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ที่จำเป็น ให้ความชุ่มชื้นที่จำเป็นมากและสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ค่ะ คุณแม่ๆสามารถเพลิดเพลินกับผลไม้หลากหลายชนิด เช่น แอปเปิ้ล🍎 ส้ม เบอร์รี่ และเมลอน เพื่อตอบสนองความต้องการทางโภชนาการของคุณแม่ๆนะคะผลิตภัณฑ์นมเป็นแหล่งแคลเซียมและโปรตีนที่ดีเยี่ยม ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนากระดูกและฟัน🦷ของทารก เลือกใช้นมไขมันต่ำ โยเกิร์ต และชีสเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับสารอาหารเหล่านี้อย่างดีต่อสุขภาพค่ะเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น ไก่🐔 ไก่งวง และเนื้อวัว อุดมไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก และวิตามินบี 12 โปรตีนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ในขณะที่ธาตุเหล็กช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง คุณแม่ๆควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อสัตว์ปรุงสุกอย่างเหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตามด้วยนะคะอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง🩸และการขนส่งออกซิเจน รวมอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ผักโขม ถั่วเลนทิล เนื้อไม่ติดมัน และธัญพืชเสริมในอาหารของคุณแม่ๆเพื่อรักษาระดับธาตุเหล็กให้เพียงพอค่ะอาหารที่มีน้ำตาล แม้ว่าการจำกัดปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มเข้ามาเป็นสิ่งสำคัญ แต่น้ำตาลธรรมชาติจากผลไม้สามารถช่วยเพิ่มพลังงานที่ดีต่อสุขภาพได้ค่ะ อาหารที่ไม่ควรทานอาหารที่ทำให้เกิดการหดตัวของมดลูก อาหารบางชนิด เช่น สับปะรด🍍 มะละกอ และสมุนไพรบางชนิดอาจทำให้มดลูกหดตัวได้ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ในช่วงเดือนแรกของการตั้งครรภ์เพื่อลดความเสี่ยงค่ะอาหารทะเลบางประเภท โดยเฉพาะที่มีสารปรอทสูง อาจเป็นอันตรายต่อทารกที่กำลังพัฒนาได้ค่ะ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารทะเลดิบหรือปรุงไม่สุก และเลือกใช้ตัวเลือกที่มีสารปรอทต่ำ เช่น ปลาแซลมอน🍣 กุ้ง และปลาคอด ในปริมาณที่พอเหมาะนะคะชีสเนื้อนุ่ม เช่น เฟต้าชีส บลูชีส🧀 และกาเมมเบิร์ตอาจมีแบคทีเรียที่เป็นอันตราย เช่น ลิสเทอเรีย แบคทีเรียเหล่านี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ ควรใช้เนยแข็งพาสเจอร์ไรส์เพื่อความปลอดภัยค่ะควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เพราะอาหารแปรรูปส่วนใหญ่มักมีโซเดียม🧂 มีไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และมีสารปรุงแต่งสูง พวกมันมีคุณค่าทางโภชนาการเพียงเล็กน้อยและอาจส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไปค่ะ

Content Image

คนท้องกินเอแคลร์ได้ไหม

     ในระหว่างตั้งครรภ์🤰 สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานอาหารที่สมดุลและให้สารอาหารที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับทั้งแม่และลูก จึงมีคำถามเกี่ยวกับขนมชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนท้องคือเอแคลร์🧁 ขนมเอแคลร์มีคุณค่าทางโภชนาการ และความปลอดภัยสำหรับคนท้องจริงหรือไม่💁‍♀️ เอแคลร์ Eclair คืออะไร มาจากที่ไหนเอแคลร์เป็นขนมอบแสนอร่อยที่หลายคนชอบรับประทาน เชื่อกันว่าเอแคลร์มีต้นกำเนิดในฝรั่งเศส🇫🇷 และเป็นส่วนหนึ่งของอาหารฝรั่งเศส ขนมอบแสนอร่อยนี้ทำโดยใช้แป้งชูส์ซึ่งรีดเป็นรูปทรงยาวและอบจนเป็นสีเหลืองทองและกรอบ เมื่อเย็นแล้วเอแคลร์จะเต็มไปด้วยไส้ครีม🧁 โดยทั่วไปทำจากคัสตาร์ดหรือวิปครีม และราดด้วยเคลือบแสนอร่อย😋  อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงการตั้งครรภ์สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงอาหารที่ปลอดภัยในการบริโภค ว่าคนท้องสามารถรับประทานเอแคลร์ได้หรือไม่ 🍽️คุณค่าทางโภชนาการก่อนอื่นเลยนะคะเราจะมาดูเนื้อหาทางโภชนาการ🍽️ของขนมเอแคลร์กันค่ะเพื่อจะได้รู้ว่าคนท้องสามารถกินได้ไหม และถ้ากินได้สามารถบริโภคในปริมาณเท่าไหร่จึงจะปลอดภัย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเอแคลร์หนึ่งชิ้น (ประมาณ 100 กรัม) จะมีประมาณ 360-400 กิโลแคลอรี เนื้อหาทางโภชนาการที่แน่นอนอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสูตรเฉพาะและไส้ที่ใช้ค่ะ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปเอแคลร์จะอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และน้ำตาล ทั้งยังให้โปรตีนและวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นหากเทียบกับการกินผักผลไม้🍇  ดังนั้นก็หมายความว่าคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเอแคลร์ยังไม่เพียงพอ🙅‍♀️สำหรับคนท้องนะคะ แต่สามารถกินเป็นอาหารว่างได้ค่ะ 👉ครีมเอแคลร์กับความปลอดภัยด้านอาหารในขณะที่เอแคลร์สามารถทำได้ เป็นขนมที่น่ารับประทาน สิ่งสำคัญคือต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการเติมครีม🧁 ครีมที่ใช้ในเอแคลร์อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแบคทีเรีย🦠หากไม่ได้รับการจัดการและจัดเก็บอย่างเหมาะสม คุณแม่ๆควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอแคลร์นั้นทำจากครีมพาสเจอร์ไรส์ที่สดใหม่และเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วย🤒จากอาหารด้วยนะคะการกินเอแคลร์ขณะตั้งครรภ์การกินเอแคลร์ไม่ได้ให้คุณค่าทางโภชนาที่เพียงพอสำหรับคนท้อง หากคุณแม่ๆอยากกินเอแคลร์ก็สามารถกินได้นะคะ แต่ควรคำนึงถึงสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือต้องออกกำลังกาย⛹️‍♀️อย่างพอเหมาะเพราะว่า ปริมาณน้ำตาลและไขมันที่สูงในเอแคลร์อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไปหากบริโภคในปริมาณมากค่ะ คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยสำหรับคนท้องในการกินเอแคลร์มีดังนี้ค่ะ✨1. การควบคุมสัดส่วน การจำกัดในการกินเอแคลร์🧁ของคุณแม่ๆต่อครั้ง ให้กินได้1-2 ชิ้นพอนะคะเพื่อหลีกเลี่ยงการบริโภคแคลอรี่ที่มากเกินไปค่ะ. ✨2. เลือกอย่างชาญฉลาด ควรเลือกใช้เอแคลร์ที่ทำสดใหม่จากแหล่งที่เชื่อถือได้💯เพื่อความปลอดภัยของอาหารหรือถ้าเป็นไปได้ คุณแม่ๆสามารถทำทานเองได้ยิ่งดีกว่านะคะ เพื่อจะเลือกวัสดุและควบคุมปริมาณของส่วนผสมให้เหมาะกับสุขภาพของคุณแม่ๆได้ค่ะ. ✨3. พิจารณาทางเลือกอื่น หากคุณแม่ๆกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลและไขมันที่สูงในเอแคลร์ คุณแม่ๆสามารถสำรวจตัวเลือกของหวานที่ดีต่อสุขภาพอย่างอื่นได้นะคะ เช่น ขนมอบที่ทำจากผลไม้🍓หรือขนมโฮมเมด        ✨4. ปรับสมดุลอาหาร คุณแม่ๆสามารถกินอาหารประเภทอื่นๆรวทกับเอแคลร์ได้ หรือกินคละกันบ้างเป็นบางครั้งบางคราว เพราะว่าอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมาจากอาหารที่มีความหลากหลาย เช่น ผลไม้🍊 ผัก เมล็ดธัญพืช🥜 โปรตีนไม่ติดมัน และผลิตภัณฑ์จากนม🥛ซึ่งก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกันค่ะสรุปได้ว่าคนท้องสามารถดื่มด่ำกับเอแคลร์🧁เป็นครั้งคราวได้ตราบเท่าที่ทำเช่นนั้นในปริมาณที่พอเหมาะ และด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงขนาดชิ้นส่วน เลือกแหล่งที่เชื่อถือได้ และพิจารณาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ คุณแม่ๆสามารถเพลิดเพลินกับขนมอบแสนอร่อยนี้😋ได้อย่างปลอดภัย อย่าลืมให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่สมดุลเสมอนะคะ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ👩‍⚕️หากคุณแม่ๆมีข้อกังวลใดๆ ขอให้กินเอแคลร์ให้อร่อยและดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์ด้วยนะคะ 

Content Image

อาการผมร่วงขณะตั้งครรภ์

คุณแม่หลายๆท่านอาจกำลังรู้สึกกังวลใจกับอาการผมร่วงเกิดขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ หลายๆคนอาจขาดความมั่นใจ หรืออาจกำลังเครียดว่าเอ๊ะ สุขภาพเราไม่ดีหรือเปล่า ซึ่งเจ้าอาการผมร่วงนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรเราไปดูกันเลยค่ะ  ฮอร์โมนเอสโตรเจน✨การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเมื่อตั้งครรภ์ ร่างกายคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างมากมาย🤰 โดยเฉพาะฮอร์โมน"เอสโตรเจน" ซึ่งจะมีปริมาณที่สูงขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ ฮอร์โมนนี้จะทำให้เส้นผมมีการเจริญดีขึ้น ส่งผลให้คุณแม่มีผมดกดำสวยงามตามอายุครรภ์ที่มากขึ้น ✨เมื่อการตั้งครรภ์สิ้นสุดลงฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดระดับลงอย่างรวดเร็ว😟 ส่งผลให้เส้นผมไม่เจริญเติบโตและยังกลับเข้าสู่ระยะพัก ทำให้เกิดอาการผมร่วงตามต่อมาในช่วง 3-4 เดือนแรกภายหลังคลอด แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ🙂 เพราะหลังจากนั้นเส้นผมจะกลับงอกขึ้นใหม่ภายในเวลา 6-12 เดือนภายหลังคลอดแต่หากพบว่าผมร่วงยาวนานกว่า 3-4 เดือนภายหลังคลอด แนะนำให้พบแพทย์👩‍⚕️เพื่อหาสาเหตุและรักษาต่อไปนะคะสาเหตุอื่นๆของผมร่วง✨สาเหตุผมร่วงแม้ว่าฮอร์โมนจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมร่วง แต่คุณแม่บางคนก็มีอาการผมร่วงมาจากภาวะโภชนาการที่ไม่ดี เช่น คุณแม่บางคนเข้าใจว่าเมื่อตั้งครรภ์แล้วไม่สามารถทานอาหารแสลงได้ จึงทานแต่ข้าวต้ม เป็นผลให้ร่างกายไม่ได้รับการบำรุงที่เพียงพอ จึงทำให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อย ร่างกายเกิดภาวะเครียด และทำให้ผมร่วงในที่สุด✨เมื่อไหร่ปัญหาผมร่วงจะหมดไปทั้งนี้ทั้งนั้นผมร่วงของคุณแม่เป็นเรื่องธรรมชาติ โดยปัญหาผมร่วงนี้จะหมดไปหลังคลอดประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปีค่ะการรักษาบำรุงเส้นผม👩 ใช้หวีที่มีซี่ห่างแปรงผม เพื่อลดการหลุดร่วงของผม👩 เลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่🍲 โดยสามารถเพิ่มการผักและผลไม้เข้ามา เพื่อให้เส้นผมได้วิตามินและเกลือแร่อย่างเพียงพอต่อการเจริญเติบโต👩 หลีกเลี่ยงการทำสีผมเพราะสารเคมี⚕️🥼 สามารถแทรกซึมและอาจมีผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ได้👩 ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและผลิตภัณฑ์ดูแลผมที่ทำมาจากธรรมชาติเพื่อลดอาการแพ้ ลดอาการระคายเคืองหนังศีรษะ และป้องกันการหลุดร่วงของผม 👩 ใช้เจลว่านหางจระเข้มาทาหรือนวดหนังศีรษะ💆🏻จะช่วยป้องกันผมร่วงและช่วยบำรุงเส้นผมได้เป็นอย่างดี โดยการน้ำว่างหางจระเข้มาปอกเปลือกและล้างเมือกให้สะอาด จากนั้นให้นำมาทา👩 น้ำมันธรรมชาติจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่หนังศีรษะและเพิ่มความชุ่มชื้น คุณแม่สามารถใช้น้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว🥥🌴 น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันอัลมอนด์นวดศีรษะ โดยนำน้ำมันมาอุ่นในมือเล็กน้อยแล้วนำมานวดศีรษะเบาๆ จากนั้นให้ทิ้งไว้บนศีรษะประมาณ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก👩 การรับประทานธาตุเหล็กจะช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ เพราะธาตุเหล็กจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด🩸และช่วยนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

Content Image

เอกซเรย์อันตรายต่อลูกในท้องไหม คนท้องเข้าเครื่องสแกนได้หรือเปล่า??

     หลายครั้งที่การรักษาด้วยวิธีต่างๆทางการแพทย์นั้นก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพร่างกายของผู้ป่วย วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงหนึ่งวิธีที่เป็นองค์ประกอบของการรักษาและวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ที่ถือว่าเป็นเครื่องมือพื้นฐานอย่างมากในปัจจุบัน นั่นก็คือการทำเอกซเรย์นั่นเอง คุณผู้อ่านบางท่านอาจมีความเชื่อหรือเคยได้ยินมาว่า การทำเอกซเรย์นั้นไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายทั้งในคนทั่วไป และอาจมีความอันตรายเป็นพิเศษสำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์ ความเชื่อหรือคำกล่าวนี้จะเป็นความจริงหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับการเอกซเรย์อันที่จริงแล้วที่เราเรียกกันว่าการเอกเซเรย์🩻นั้นก็เหมือนกับการถ่ายรูปด้วยกล้องที่เราใช้กันในปัจจุบัน การถ่ายรูปด้วยกล้องถ่ายรูปจะทำให้เราสามารถเก็บภาพภายนอกของวัตถุที่เราถ่ายได้ เนื่องจากแสงจากดวงอาทิตย์สะท้อนไปยังวัตถุที่เราต้องการถ่าย จากนั้นจึงสะท้อนเข้าเลนส์กล้องไปยังตัวรับแสงอีกที การทำเอกซเรย์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเก็บภาพเช่นเดียวกัน🎞️ ต่างกันที่ในการถ่ายภาพปกติเราต้องอาศัยแสงเพื่อที่จะมองเห็นวัตถุ แต่การเอกเซรย์นั้นจะใช้รังสีเอ็กซ์ในการยิงไปที่วัตถุแทน รังสีเอ็กซ์ซึ่งสามารถทะลุผ่านวัตถุได้บางชนิดรวมถึงร่างกายของเรา จะช่วยให้ฉากรับภาพสามารถรับภาพภายในของวัตถุที่ทะลุผ่านได้ ซึ่งก็คืออวัยวะและส่วนประกอบภายในร่างกายของเรานั่นเองค่ะ❓การทำเอกซเรย์อันตรายจริงหรือเนื่องจากการทำเอกซเรย์ต้องอาศัยการใช้รังสีเอ็กซ์ในการเก็บภาพ ซึ่งเจ้ารังสีเอ็กซ์นั้นสามารถเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างหรือทำลายสารพันธุกรรม🧬ในร่างกายของเราได้จริง ซึ่งจะทำให้เซลล์ที่บรรจุสารพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงู้สึกว่าเป็นผลข้างเคียงที่รุนแรงมากเลยใช่ไหมคะ แต่ร่างกายของเราจะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องได้รับรังสีในปริมาณที่มากพอและถี่พอ ซึ่งก่อนจะทำการเอกซเรย์ทุกครั้ง ทั้งแพทย์และเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคต้องทำการประเมินความจำเป็นของรังสี☢️ที่ใช้ในการยิงเพื่อเก็บภาพในทุกๆครั้งอยู่แล้ว ซึ่งถือได้ว่าใช้ความเข้มข้นของรังสีที่ต่ำมากๆ จึงมีโอกาสน้อยมากที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพร่างกายค่ะตั้งครรภ์อยู่เอกซเรย์ได้หรือไม่ตามที่กล่าวไปว่าในการใช้รังสีเอ็กซ์เพื่อการเก็บภาพนั้นจะมีการคำนวณความเข้มข้นของรังสีที่ใช้ก่อนยิงอยู่แล้ว ซึ่งกับร่างกายของคุณแม่เองไม่เกิดอันตรายแน่ๆ แต่หากกำลังตั้งครรภ์ เด็กในครรภ์👶มีแนวโน้มที่จะอ่อนไหวต่อสิ่งเร้ามากกว่าผู้ใหญ่ หากต้องการเก็บภาพอวัยวะภายในบริเวณช่องท้องหรือบริเวณใดก็ตามที่รังสีมีโอกาสโดนร่างกายของเด็ก แพทย์อาจเลือกใช้วิธีเก็บภาพแบบอื่นแทน ยกตัวอย่างเช่นการทำอัลตร้าซาวนด์ แต่หากวิธีเก็บภาพด้วยวิธีอื่นๆนั้นไม่เหมาะสมที่จะใช้วินิจฉัย แพทย์ก็อาจใช้เทคนิคอื่นนอกเหนือจากการเก็บภาพเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม หากเป็นการเอกซเรย์ที่อวัยวะหรือบริเวณที่จะไม่โดนเด็กในครรภ์ ก็สามารถทำได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องแจ้งแพทย์และเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้งค่ะว่ากำลังตั้งครรภ์🤰👉ข้อควรระวังเมื่อต้องเอกซเรย์ระหว่างตั้งครรภ์แจ้งแพทย์👩‍⚕️หรือเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคว่ากำลังตั้งครรภ์ เพราะมีผลต่อการจัดท่าเพื่อทำเอกซเรย์และการคำนวณความเข้มข้นของรังสีที่ใช้ยิงเพื่อเก็บภาพตามความเหมาะสมและความจำเป็นหากไม่มีความจำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการทำเอกซเรย์หากคุณแม่อายุครรภ์เพียง 10-17 สัปดาห์     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านจะเห็นแล้วนะคะว่าอันที่จริงแล้วการทำเอกซเรย์หรือการได้รับรังสีเอ็กซ์ในปริมาณต่ำๆนั้นแทบไม่ส่งผลอันตรายต่อร่างกายของผู้ป่วยเลย หากเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำเอกซเรย์ นั่นก็คือความแม่นยำในการวินิจฉัย🩺และการรักษาของแพทย์นั้นก็ยังถือว่าเป็นเทคนิคหรือวิธีการที่คุ้มค่าที่จะทำ ดังนั้นต่อไปนี้ถ้าคุณแม่มีความจำเป็นต้องได้รับการเอกซเรย์ หากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคประจำโรงพยาบาล🏥นั้นก็สามารถวางใจได้ค่ะ

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์

      ตอนนี้คุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 16 สัปดาห์แล้ว จะเท่ากับท้องได้สี่เดือนค่ะ สัปดาห์นี้คุณแม่อาจมีนัดพบคุณหมออีกครั้ง และจะได้ยินเสียงหัวใจลูกเต้นอีกด้วย และสิ่งที่น่าตื่นเต้นไปยิ่งกว่านั้นคือคุณแม่จะรู้สึกได้เวลาลูกเตะหน้าท้อง และจะมีอาการอะไรอีกบ้างที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 16 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?🥑ทารกมีขนาดตัวเท่าผลอะโวคาโด ทารกจะมีความยาวของตัวประมาณ 4.6 นิ้ว และมีน้ำหนักประมาณ 3.5 ออนซ์อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ช่วงตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ คุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกว่าผมและเล็บยาวเร็วขึ้น ผมดูหนาขึ้นและเงางามกว่าเดิม ส่วนผิวก็ดูผ่องใสไปด้วย  และรวมไปถึงอาการอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นได้- อาการปวดหลัง เป็นผลข้างเคียงจากฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ค่ะ วิธีบรรเทา คือ ออกกำลังกายเบาๆ พยายามนั่งหรือยืนตัวตรง🚶‍♀️ และยืดเหยียดร่างกายบ่อย ๆ นะคะ- หน้าอกขยาย หน้าอกของคุณแม่อาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาหลายไซส์ทีเดียว และควรจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการให้นมลูก🤱ในช่วงท้ายของไตรมาสที่สองนี้ค่ะ- อาการท้องผูก💩 อาการขับถ่ายไม่สะดวกเป็นผลจากการที่มดลูกเริ่มกดทับลำไส้ พยายามรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงและดื่มน้ำเยอะ ๆ นะคะ- ขี้หลงขี้ลืม🤔 อาการนี้รู้จักกันในชื่อ #PregnancyBrain สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงท้องขี้ลืมมากกว่าเดิมนั้นยังไม่เป็นที่ทราบ อาจเป็นเรื่องทางชีววิทยาหรือเป็นเพียงผลของการที่คนท้องมีอะไรต้องคิดมากมายเต็มไปหมดก็ได้ค่ะ- อาการดวงตา👁️แห้งและคัน เป็นผลจากฮอร์โมน คุณแม่ลองหายาหยอดตาทั่ว ๆ ไปมาใช้ดูก็ได้ แต่ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนนะคะว่าอะไรที่ปลอดภัยบ้าง- มีผิวพรรณผ่องใส คุณแม่จะรู้สึกว่าผิวพรรณผ่องใสมากยิ่งขึ้น🥰 ซึ่งต่างจากช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ที่ผิวหมองคล้ำท้องของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ เป็นยังไง👉รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์คุณแม่จะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ 16 สัปดาห์ของคุณ การเคลื่อนไหวของลูกอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเหมือนมีลมหรือกล้ามเนื้อกระตุก แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อลูกน้อยเติบโตและแข็งแรงขึ้น ทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นค่ะและการที่คุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้นย่อมมากับปัญหาอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่าง เช่น การที่ปอด🫁โดนเบียดจากลูกที่กำลังเติบโต ซึ่งอาจทำให้คุณแม่หายใจไม่ค่อยอิ่มเป็นครั้งคราวนะคะ     สรุปได้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่น่าจะได้พบคุณหมอเพื่อทำการตรวจปัสสาวะค่ะ คุณหมอ👩‍⚕️จะดูว่าปัสสาวะของคุณแม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกถึงอาการของโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์หรือภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่ และนัดครั้งนี้อาจมีการอัลตร้าซาวน์ด้วยนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.