Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 2 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

คนท้องนวดและทำสปาได้ไหม?

     คุณแม่ตั้งครรภ์ที่รักการนวด💆‍♀️มักมีคำถามว่าขณะตนเองท้องนั้นสามารถนวดผ่อนคลายและทำสปาได้ไหมนะ และการนวดผ่อนคลายดีต่อคนท้องอย่างไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️คนท้องสามารถนวดผ่อนคลายและทำสปาดีได้ไหม?✅ คำตอบ คือ สามารถทำได้ค่ะการนวด (Massage) คือ การรักษาหรือบำบัดอาการด้วยมือ (Hand Management) เป็นการใช้มือกระทำตามระบบตามหลักวิทยาศาสตร์ต่อเนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้คนท้องรู้สึกผ่อนคลาย การนวดดีต่อระบบประสาท🧠 กล้ามเนื้อ และระบบทางเดินหายใจ ถือว่าเป็นการถ่ายเทน้ำเหลืองในร่างกายดีขึ้น แถมยังสามารถลดอาการเครียดได้อีกด้วย ซึ่งการนวดสำหรับคนท้องคนเป็นการนวดจากเธอราพิสท์ที่ได้รับการอบรมการนวดผ่อนคลายสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ🤰 เพราะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษต่อตัวคนท้องและหน้าท้องที่บอบบางข้อควรระวังสำหรับคุณแม่ก่อนนวดผ่อนคลาย✨พิจารณาจากอายุครรภ์จากมาตรฐานของเธอราพิสท์ และผู้ให้บริการสปาระดับโลก มีกฎว่า คุณแม่ที่อายุครรภ์ 1 – 2 สัปดาห์ไม่ควรเข้ารับบริการนวดเป็นเด็ดขาด🙅‍♀️ เพราะมีความเสี่ยงต่อการแท้งลูก เพราะถ้าทำการนวดไป จะไปกระทบต่อร่างกาย ทำให้มดลูกบีบรัด สามารถส่งผลไม่ดีต่อครรภ์ได้ ดังนั้นการนวดจริงเหมาะกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนเป็นต้นไป เพราะการนวดผ่อนคลาย จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อของคุณแม่ได้ มีการศึกษาวิจัยพบว่าในแม่ท้องแรกจะมีความกังวลมาก ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการตึงเครียด ดังนั้นการนวดจะช่วยให้คลายความกังวลต่าง ๆ ลง อีกทั้งยังช่วยลดอาการออฟฟิศชินโครม และอาการปวดหลังของคุณแม่ได้ด้วยค่ะคุณแม่ตั้งครรภ์ นวดและทำสปาแบบไหนได้บ้าง?👉นวดหน้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ (Nourishing Facial Treatment)การทำสปาบำรุงผิวหน้าก็มีความสำหรับสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่อาจประสบกับปัญหาผิวแห้งขาดน้ำ💧 ดังนั้นการเติมความชุ่มชื้นและผ่อนคลายให้กับผิวหน้า สามารถทำให้คุณแม่มีผิวหน้าและผิวกายที่ดี มีความเนียมนุ่ม กระจ่างใส และคลายความกังวลปัญหาผิวต่าง ๆ👉นวดสำหรับคนท้อง (Prenatal Body Massage)คุณแม่ควรเลือกรับบริการการนวดน้ำมันออร์แกนิกไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เพราะจะปลอดภัยกับทารกในครรภ์👶 และยังสามารถช่วยบำรุงผิวของคุณให้มีความชุ่มชื้น และป้องกันปัญหาท้องแตกลายได้อีกด้วยค่ะ 👉สปามือ-เท้า (Nail Spa)สปามือและเท้า🦶 ถือว่าปลอดภัยสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะในช่วงท้องเริ่มโต คุณแม่จะมีความลำบากในเรื่องการดูแลมือ และเท้า ไม่สามารถเอื้อมมือไปตัดเล็บเท้าได้เหมือนช่วงก่อนตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณแม่อย่าลืมเลือกหาร้านสปามือ-เท้าที่สะอาดและปลอดภัยก่อนเลือกใช้บริการด้วยนะคะ👉บอดี้สครับ (Body Soft Scrub)การทำบอดี้สครับจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และเผยผิวใหม่ที่มีความเนียนนุ่ม แถมบอดี้สครับ ยังมีการชะโลมผิวด้วยออยหรือครีมบำรุงต่าง ๆ ช่วยให้ผิวไม่แห้งกร้าน คุณแม่สามารถหาร้านสครับที่ใช้สครับสูตร Organic 100% ส่วนผสมาจากธรรมชาติ เช่นสครับที่ทำมาจาก น้ำผึ้ง🍯 มะขาม นมสด และโยเกิร์ต เป็นต้น ก็จะปลอดภัยต่อผิวของคุณแม่ค่ะ     สรุปก็คือคุณแม่สามารถเข้ารับบริการนวดผ่อนคลาย💆‍♀️และทำสปาได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 3 เดือนเป็นต้นไป การนวดนั้นช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายจากความวิตกกังวลต่างๆ แถมยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยในช่วงตั้งครรภ์ได้อีกด้วย คุณแม่ควรเลือกร้านนวดและสปาที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่และทารกภายในครรภ์นะคะ

Content Image

ทารกในครรภ์เริ่มดิ้นเมื่อไร จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกไม่ดิ้น!

     คุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์มักจะคอยสังเกตุดูทุกพัฒนาการของทารกในครรภ์ ทุกๆการเปลี่ยนแปลงของลูกทำให้แม่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก และอีกหนึ่งการรอคอยก็คือการรอสัมผัสลูกดิ้นเป็นครั้งแรก ลูกจะเริ่มดิ้นเมื่อไหร่ ดิ้นตรงไหน เกิดอะไรขึ้นทำไมลูกยังไม่ดิ้น ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ลูกในท้องจะเริ่มดิ้นตอนไหน✨ช่วงอายุครรภ์ 18 – 24 สัปดาห์ในช่วงหากอายุครรภ์ 18 – 24 สัปดาห์ จะเป็นช่วงที่คุณแม่สามารถรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง🤰 หรือ อาการลูกตอด สำหรับคุณแม่ท้องแรก แต่ถ้าเป็นคุณแม่เป็นท้องสอง จะมีความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกได้เร็วกว่า เพราะคุณแม่รู้แล้วว่าอาการลูกดิ้นเป็นอย่างไร และมดลูกของคุณแม่ยืดออกมากกว่าครั้งแรก จึงทำให้สามารถสัมผัส🖐️กับความรู้สึกนั้นได้มากกว่าสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ดิ้น👉เกิดจากน้ำหนักตัวของคุณแม่ หากคุณแม่มีน้ำหนักตัวมาก หรือเป็นโรคอ้วน🐖 มีโอกาสที่จะมีความรุ้สึกว่าลูกดิ้นช้ากว่าคุณแม่ที่มีน้ำหนักปกติ เนื่องจากผนังหน้าท้องที่หนา ทำให้คุณแม่ไม่สามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ค่ะ👉เกิดจากปริมาณน้ำคร่ำการที่คุณแม่มีน้ำคร่ำมาก น้ำคร่ำน้อย ล้วนมีผลกับการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ หากคุณแม่มีน้ำคร่ำที่น้อย💧ก็จะทำให้คุณแม่ไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ เพราะทารกไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวได้เช่นกันค่ะ👉เกิดจากตำแหน่งของรก หากรกอยู่ในตำแหน่งบริเวณช่องท้องของมดลูก อาจใช้เวลานานมากกว่าที่คุณแม่จะรู้สึกถึงอาการลูกดิ้น เพราะว่ามีบริเวณช่องว่างระหว่างท้องมาก ทำให้คุณแม่สัมผัสการเคลื่อนไหวของลูกได้ยาก👉เกิดจากคุณแม่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งอื่นการที่คุณแม่ ยุ่ง ๆ🤯 หรือ มีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องทำทั้งวัน จนไม่ได้โฟกัสที่ลูก ก็ทำให้ไม่สามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ได้ความสำคัญของจำนวนลูกดิ้นการนับลูกดิ้นนั้นช่วงอายุครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ สามารถบ่งบอกได้ถึงสุขภาพของทารกในครรภ์ว่ามีสุขภาพดีหรือไม่ค่ซึ่งการนับลูกดิ้นนั้นมีวิธีดังนี้ ✍️นับลูกดิ้นหลังจากรับประทานอาหารเนื่องจากช่วงหลังจากคุณแม่รับประทานอาหาร🍲จะเป็นช่วงเวลาที่ทารกมีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก คุณแม่ควรบันทึกเวลาที่ลูกดิ้นลงไปทุก ๆ ครั้งที่ คุณแม่ รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูก ๆ และควรนับภายในระยะเวลา 30 นาที จนถึง 2 ชั่วโมงค่ะ     หากคุณแม่พบว่าลูกไม่ดิ้น คุณแม่สามารถใช้วิธีกระตุ้นลูกดิ้น โดยการเดินออกกำลังกายเบาๆ ดื่มน้ำผลไม้เย็นๆ เช่น น้ำส้มคั้น🍊 และสมารถนอนตะแคงซ้ายเพื่อดูการดิ้นของลูกได้ด้วยเช่นกัน ทารกที่ปกติควรดิ้นอย่างน้อย 10 ครั้งใน 2 ชั่วโมง หากคุณแม่พบว่าทารกมีการดิ้นที่ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเลยค่ะ

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

คนท้องกินข้าวกล้องได้ไหม

     ข้าวกล้อง🍘 นั้นถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ค่อนข้างขึ้นชื่อและเป็นที่นิยม เนื่องจากมีสารอาหารที่หลากหลายกว่าข้าวขาว🍚หรือข้าวขัดสี แต่การรับประทานข้าวกล้องนั้นจะปลอดภัยกับคุณแม่เช่นเดียวกับคนทั่วไปหรือไม่ มีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า สามารถรับประทานได้มากแค่ไหน จะเป็นอะไรไหมถ้าเลือกรับประทานข้าวชนิดอื่นแทน บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับข้าวกล้องเบื้องต้นข้าวกล้องนั้นก็คล้ายกับข้าวขาว🍚ที่เรารับประทานกันเป็นปกติเลยค่ะ เพียงแต่เป็นข้าวที่ผ่านการเอาเปลือกแข็งๆออกเพียงเท่านั้น ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสี จึงทำให้ข้าวกล้องนั้นยังคงมีสีน้ำตาลอมแดง🍘 และมีส่วนที่เรียกว่าจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวอยู่ ซึ่งส่วนที่เหลืออยู่นั้นนับเป็นส่วนที่มีคุณค่าทางสารอาหารที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แต่อาจให้สัมผัสเวลารับประทานที่แตกต่างจากข้าวขาว ข้าวกล้องจะมีความร่วนกว่า มีความกรุบมากกว่าเวลาเคี้ยว หลายท่านจึงอาจไม่ชินและไม่ได้ชื่นชอบมากนัก นอกจากนี้ข้าวกล้องยังให้พลังงานต่ำกว่าข้าวขาวในปริมาณที่เท่ากัน จึงถือเป็นข้าวที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักนั่นเองค่ะประโยชน์ของการรับประทานข้าวกล้องให้พลังงานต่ำกว่าข้าวขาว และยังมีคอเลสเตอรอลซึ่งถือเป็นไขมันชนิดหนึ่งกว่าข้าวขาว ทำให้คุณแม่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง🩸 โรคหัวใจ🫀 และโรคเบาหวานจากการไม่ควบคุมอาหารลดลงมีสารอาหารจำพวกโปรตีนมากกว่าข้าวขาว เป็นที่ทราบกันดีว่าสารอาหารในกลุ่มนี้ช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ลดโอกาสที่คุณแม่จะขาดโปรตีนเนื่องจากรับประทานอาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์🥩ไม่เพียงพอได้ค่ะลดโอกาสที่คุณแม่จะเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย💩 เนื่องจากข้าวกล้องนั้นมีเส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์มากกว่าข้าวขาวธรรมดา มีแนวโน้มที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้คุณแม่ขับถ่าย🚽ง่ายขึ้น และขับถ่ายอย่างเป็นปกติ ไม่เกิดอาการท้องอืดหรือท้องผูกค่ะลดโอกาสในการเกิดโรคโลหิตจาง🩸 โรคเกี่ยวกับกระดูกรวมไปถึงโรคเหน็บชา เนื่องจากข้าวกล้องเป็นข้าวที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพของเม็ดเลือด มีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก🦴และฟัน🦷 อุดมไปด้วยวิตามินบีที่ช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ในการทำงานของกล้ามเนื้อลดอาการอ่อนเพลีย😰ในระหว่างการตั้งครรภ์ของคุณแม่ เนื่องจากเป็นข้าวกลุ่มที่อุดมไปด้วยสารอาหารในกลุ่มเกลือแร่และวิตามินที่หลากหลายมากกว่าข้าวขาว ซึ่งเป็นข้าวขัดสีค่ะคำแนะนำในการรับประทานข้าวกล้องข้อที่ 1️⃣หากเป็นผู้ประกอบอาหารด้วยตนเอง ในขั้นตอนการหุงข้าวกล้องนั้น ควรใช้น้ำ💧หุงให้มากกว่าการหุงข้าวขาวทั่วไป เนื่องจากข้าวกล้องนั้นมีส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ดูดซึมน้ำได้ยาก หากใช้ปริมาณน้ำเท่ากันอาจทำให้ข้าวกล้องมีความร่วนและฝืดคอ🤢เกินไป ทำให้รับประทานยากขึ้นได้ค่ะข้อที่ 2️⃣รับประทานข้าวกล้องที่พึ่งผ่านการปรุงสุกมากใหม่ๆ นอกจากเหตุผลเกี่ยวกับสุขอนามัยทางด้านอาหารแล้ว ในช่วงที่หุงสุกใหม่ๆ ข้าวกล้องจะมีความนิ่มอยู่ ทำให้รับประทานได้ง่าย🍽️ ให้สัมผัสที่คล้ายกับข้าวขาวมากกว่าตอนที่หุงสุกสักพักแล้วค่ะข้อที่ 3️⃣ในระหว่างรับประทานข้าวกล้อง🍘 ควรใช้เวลาในการเคี้ยวข้าวให้นานกว่าการเคี้ยวข้าวขาวเล็กน้อย เพราะไม่ว่าข้าวกล้องจะนิ่มขนาดไหนหลังหุงข้าว ก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีเนื้อสัมผัสที่หยาบและร่วนมากกว่าข้าวขาวอยู่ดี จึงบดเคี้ยวได้ค่อนข้างยากกว่าค่ะข้อควรระวังในการรับประทานข้าวกล้องควบคุมปริมาณที่รับประทานคุณผู้อ่านอาจมีความแปลกใจว่าที่ผ่านมาบทความของเรานำเสนอเกี่ยวกับด้านดีของการรับประทานข้าวกล้อง🍘ทั้งสิ้น เช่นนั้นแล้วการรับประทานข้าวกล้องจะก่อให้เกิดโทษได้ด้วยหรือ แน่นอนค่ะว่าทุกสิ่งมีทั้งประโยชน์👍และโทษ👎 ข้าวกล้องเองก็เป็นอาหารประเภทหนึ่ง และยังเป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานอีกด้วย หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถทำให้เกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ🫀 ความดันโลหิตสูง🩸 จนไปถึงโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกับการรรับประทานอาหารชนิดอื่นๆค่ะ แม้ว่าในปริมาณที่เท่ากัน ข้าวกล้องจะให้พลังงานที่ต่ำกว่าก็ตาม     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็น่าจะพอสรุปได้แล้วนะคะ ว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰นั้นสามารถรับประทานข้าวกล้อง🍘ได้อย่างปลอดภัยแน่นอน หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เช่นเดียวกับการรับประทานข้าวขาวหรืออาหารกลุ่มที่ให้พลังงานอื่นๆเลยค่ะ นอกจากนี้การรับประทานข้าวกล้องเองก็ยงเป็นประโยชน์กับคนทั่วไปด้วย ดังนั้นไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเป็นคนทั่วไปหรือคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ข้าวกล้องก็ยังเป็นอาหารที่บทความของเราแนะนำอยู่ดีค่ะ

Content Image

คุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มนมอะไรได้บ้างนะ?

ในยุคสมัยนี้ก็มีนมประเภทต่างๆมาให้เราเลือกดื่มกัน ซึ่งโดยส่วนมากคนที่ตั้งครรภ์ก็สามารถดื่มนมสดธรรมดา หรือ นมสดพาสเจอไรส์พร่องมันเนยได้ แต่หากคนไหนที่ไม่ชอบทานนมวัว หรือ แพ้นมวัวก็จะมีเครื่องดื่มชนิดอื่นที่สามารถมาทดแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นนมถั่วเหลือง นมแอลมอนด์ และอื่นๆ ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงกันค่ะว่า นมแบบไหนจึงจะเหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์การดื่มนมส่งผลดีต่อผู้ที่ตั้งครรภ์อย่างไร?ในระหว่างการตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่รวมถึงเจ้าตัวเล็กในครรภ์จะต้องการแคลเซียมมาช่วยในการเสริมสร้างกระดูก ฟัน🦷 กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ เส้นใยประสาทต่างๆ และยังช่วยลดการเกิดตะคริว รวมถึงการได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอจะทำให้เด็กโตมาสูงกว่าหากคุณแม่ไม่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอระหว่างการตั้งครรภ์ อาการที่เกิดขึ้นได้ในระหว่างการตั้งครรภ์🤰ได้อีกด้วย ซึ่งคุณแม่ควรจะได้รับประมาณแคลเซียมประมาณ 1,000-1,300 มิลลิกรัมต่อวันค่ะแนะนำนมบำรุงครรภ์สำหรับคุณแม่จริงๆแล้วก็มีนมหลากหลายชนิดมากที่คุณแม่สามารถรับประทานได้ในระหว่างการตั้งครรภ์แล้วแต่ความชอบเลย โดยเริ่มจากนมวัวนมวัว🐄นั้นมีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์ในร่างกาย เพราะมีส่วนผสมของกรดอะมิโน วิตามินดี อี และเอ รวมถึงยังช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานในระหว่างการตั้งครรภ์และยังมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของทารก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ทารก และช่วยทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรง โดยคุณแม่สามารถทานนม 1 แก้วต่อวัน หากเป็นนมไขมันต่ำ🥛 ควรทานวันละ 2-3 แก้วต่อวันเพื่อให้ได้ปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอค่ะ นมแพะใครที่เคยทานนมแพะ🐐มาก่อนจะทราบว่านมแพะจะมีกลิ่นเฉพาะตัว แต่ก็มีประโยชน์ไม่แพ้นมวัวเลยทีเดียวโดยใน 1 แก้วนั้นคุณแม่จะได้รับแคลเซียมสูงถึง 283 มิลลิกรัม และยังได้โปรตีน วิตามินเอ บี 2 ที่มากกว่านมวัว แถมยังมีไขมันเนยต่ำอีกด้วย ทั้งยังช่วยในการย่อยอาหารและเร่งกระบวนการเผาผลาญของร่างกายด้วยค่ะ นมถั่วเหลืองใครที่ชอบทานนมถั่วเหลือง🥜เป็นประจำอยู่แล้วก็สบายใจได้เลย เพราะนมถั่วเหลืองนั้นมีโปรตีนเกือบเทียบเท่ากับนมวัวเลยทีเดียวค่ะ รวมถึงยังมีแคลเซียม เส้นใยอาหารพอสำหรับความต้องการของร่างกายต่อวัน มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ โรคหลอดเลือก และโรคหัวใจ หากรับประทานนมถั่วเหลือง 1 แก้วคุณแม่จะได้ปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัมค่ะ นมอัลมอนด์คุณแม่คนไหนที่แพ้กลูเตนและนมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์🍶ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ได้ทานกันได้ โดยนมถั่วเหลืองมีเส้นใยอาหาร โปรตีน กรดโฟลิก วิตามินบี อี ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระ ให้พลังงานต่ำ และเป็นนมที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัว ซึ่งใน 1 แก้วจะมีแคลเซียม 7.5 มิลลิกรัมนมข้าวโอ๊ตนมข้าวโอ๊ต🌾สามารถลดอาการท้องผูกได้ เพราะเป็นนมที่มีเส้นใยอาหารสูง และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และความอยากอาหาร รวมถึงยังมีวิตามินเอ บี โพแทสเซียม แมงกานิส และฟอสฟอรัส ซึ่งนมข้าวโอ๊ะจะมีโปรตีนสูงกว่านมอัลมอนต์ และมีแคลเซียม 120 มิลลิกรัมต่อการดื่ม 1 แก้วนมที่ควรเลี่ยงหากกำลังตั้งครรภ์ถึงแม้ว่าผู้ตั้งครรภ์จะสามารถเลือกทานนมได้หลายชนิด แต่นมดิบ หรือนมที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ🦠ก็ไม่ควรไปทาน เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ และทำให้คุณแม่มีอาการเจ็บป่วยได้ โดยหากดื่มนมแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ ไข้ขึ้น ก็ควรจะไปพบแพทย์โดยด่วนเลยค่ะ  

Content Image

วิธีการบอกข่าวการแท้งกับครอบครัว

แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดและไม่อยากให้เกิดขึ้น และนอกจากจะต้องดูแลฟื้นฟูจิตใจตัวเองหลังจากเหตุการณ์สูญเสียครั้งนี้ การนำส่งข่าวให้ครอบครัวและคนรอบตัวก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โทรศัพท์หาครอบครัวและคนใกล้ชิดคุณสามารถ...โทรศัพท์📱หาคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง มีความเป็นไปได้ว่าครอบครัวและเพื่อนๆของคุณอาจกำลังวางแผนที่จะไปเยี่ยมคุณหลังคลอด ซึ่งหากคุณ....ไม่อยากพบเจอผู้คนในขณะนั้นคุณสามารถโทรบอกครอบครัวและเพื่อนๆของคุณ และแจ้งข่าวให้พวกเขาทราบ แน่นอนว่าครอบครัวและเพื่อนๆของคุณจะเข้าใจและกล่าวคำปลอบขวัญให้แก่คุณแน่นอน แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากโทรศัพท์📱ไปหาเพื่อนๆที่ละคน คุณก็สามารถใช้วิธีถัดไปได้ส่งข้อความส่วนตัวแน่นอนว่า...จะต้องมีเพื่อนๆ คนที่ทำงาน หรืออีกหลายๆคนมาร่วมยินดีและคอยให้กำลังใจคุณ แม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้สนิทกับเพื่อนทุกๆคน แต่คนเหล่านี้ก็คอยเป็นห่วงคุณเสมอ คุณสามารถ...ส่งข้อความส่วนตัว✉️ไปหาเพื่อนๆเพื่อบอกข่าวที่เกี่ยวกับการสูญเสียและ ขอบคุณสำหรับความปรารถนาดี และการสนับสนุนของคนรอบข้าง แต่หากจำนวนของเพื่อนๆ มีมากเกินไปและคิดว่าไม่สามารถจะส่งหารายคนได้ คุณก็สามารถเลือกวิธีถัดไปได้ค่ะ โพสต์แจ้งเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดียหากคุณเป็นคนเล่นโซเซียลมีเดียอยู่แล้ว คุณก็สามารถใช้ช่องทางนี้เพื่อเขียนโพสต์เล่าเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับการสูญเสียในครั้งนี้ไป ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเล่าถึงรายละเอียดต่างๆทั้งหมด และสามารถเล่าเท่าที่อยากจะเล่าได้✍️ และที่สำคัญคือ คุณไม่จำเป็นต้องตอบกลับข้อความที่หลั่งไหลเข้ามาให้กำลังใจ หรือ ตอบกลับคอมเมนต์ในโพสต์ของคุณรวมถึงเมื่อโพสต์แจ้งเรื่องราวเสร็จแล้ว จะเป็นการดีถ้าคุณแม่จะหยุดพักการเล่นโซเชียลไปสักระยะ เพื่อกลับมารักษาสภาพจิตใจ🧘ของตัวเองก่อน และเพื่อเลี่ยงต่อสิ่งเร้าต่างๆในโซเชียลที่จะมากระทบกระเทือนจิตใจของคุณแม้การบอกข่าวให้คนรอบข้างฟังจะสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการดูแลสภาพจิตใจของตัวเอง และอย่าโทษตัวเองถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะแม้จะทำการป้องกันเท่าไหร่ บางครั้งการแท้งก็เกิดขึ้นเองโดยที่เราทำอะไรไม่ได้ อย่าลืมว่าคุณแม่ยังไม่คนรอบข้างที่รักและเป็นห่วงคุณแม่อยู่ และคุณแม่ก็จะสามารถผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้แน่นอนค่ะ💪

Content Image

เคล็ดลับง่ายๆ อยากให้ลูกผิวดี อย่าพลาด!

     คุณแม่ทุกท่านคงอยากให้เจ้าตัวน้อยเป็นเด็กที่มีผิวพรรณสวย เนียนละเอียด และนุ่มละมุนน่ากอด🤗 วันนี้ทางเราได้รวบรวมเคล็ดลับง่ายๆเพียงแค่คุณแม่ทำตามนี้ เจ้าตัวน้อยก็จะมีผิวเนียนละเอียดตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️อาหารที่ช่วยบำรุงให้ลูกผิวดีการที่ลูกจะมีผิวดีได้นั้นย่อมมาจากสารอาหารที่มีประโยชน์ที่ได้รับผ่านทางสายสะดือจากคุณแม่ เพราะสารอาหารที่ดีนั้นอุดมไปด้วยประโยชน์ต่างๆ เช่น โพแทสเซีย มแคลเซียม วิตามินบี และธาตุเหล็ก ที่สามารถบำรุงให้ลูกมีผิวเนียนนุ่ม กระจ่างใส และสุขภาพดีได้ มีดังต่อไปนี้✨เนื้อปลาคุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานปลาในช่วงตั้งครรภ์ เพราะเนื้อปลานั้นเป็นโปรตีนที่มีประโยชน์ ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันการเกิดสิว และยังทำให้เสริมสร้างสุขภาพผิวที่ดีของลูกด้วยค่ะ เช่น ปลาแซลมอน🍣 ปลาทู และปลาทับทิมเป็นต้น✨น้ำเปล่าน้ำเปล่าถือเป็นเครื่องดื่มที่หาทานได้ง่ายที่สุด น้ำเปล่านั้นมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้นและกระจ่างใส คุณแม่ควรดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้วต่อวัน🚰 ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายของคุณแม่และผิวพรรณของทารกชุ่มชื้นค่ะ✨ธัญพืชธัญพืชนั้นอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การที่คุณแม่ทานธัญพืชเป็นประจำจะส่งผลให้ผิวพรรณของลูกผ่องใสและสุขภาพดี ตัวอย่างธัญพืชที่คุณแม่ควรทาน คือ ถั่วลิสง🥜 ถั่วแดง ข้าวกล้อง และซีเรียลเป็นต้น✨น้ำมะพร้าวเพียงคุณแม่ดื่มน้ำมะพร้าว🥥ในช่วงตั้งครรภ์ก็จะทำให้ทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์มีผิวเนียนนุ่มขาวใส เพราะในน้ำมะพร้าวนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารหลายอย่าง อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งมีหน้าที่หลักในการทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่มค่ะ✨องุ่นองุ่น🍇เป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ได้ และยังไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวของลูกกระจ่างใสและมีเซลล์ผิวที่แข็งแรง ✨ขมิ้นชัน ขมิ้นชัน🫚ถือว่าเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่มีประโยชน์ เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการ วิ่งเวียนศีรษะและยังช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมของคุณแม่ ขมิ้นชันยังสามารถทำให้ผิวของลูกน้อยแข็งแรง เพราะในขมิ้นชันนั้นอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์จำนวนมากนั่นเองค่ะและรวมไปถึงเคล็ดลับเหล่านี้อีกด้วยค่ะ👉การสครับผิวคุณแม่สามารถสครับผิวให้ลูกน้อยได้ เพราะการสครับผิว🧽นั้นจะเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วบริเวณผิวหนังชั้นนอกออกไป ทำให้ผิวรูปมีความกระจ่างใสและชุ่มชื้น โดยแนะนำให้คุณแม่ใช้สครับผิวที่มีส่วนประกอบมาจากธรรมชาติ เช่น สครับนมสด🥛 และสครับจากน้ำดอกกุหลาบ👉การนวดน้ำมันอโรม่าน้ำมันอโรม่านั้นมีส่วนช่วยให้ผิวลูกมีความชุ่มชื้น และยังเป็นการปรับสมดุลให้แก่เซลล์ผิวอีกด้วย โดยน้ำมันที่แนะนำ คือ น้ำมันจากอัลมอนด์และน้ำมันมะกอก เพราะมีความปลอดภัยต่อผิวที่อ่อนโยนของลูกน้อย โดยคุณแม่สามารถนวดน้ำมันให้ลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ผิวของลูกเนียนนุ่มกระจ่างใส👉การทาแป้งกรัม การทาแป้งกรัมก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบำรุงผิวของลูกน้อยได้ โดยคุณแม่สามารถผสมแป้งกรัมกับนมสดและขมิ้นชัน คนให้เข้ากันแล้วจึงทาไว้บนผิวลูกเป็นระยะเวลา 10 นาที⏳ พอแป้งเริ่มแห้งจึงสามารถใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆเพื่อเช็ดออก เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ผิวของลูกเนียนนุ่มน่าสัมผัสค่ะ     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าเคล็ดลับการทำให้ผิวของเจ้าตัวน้อยเนียนนุ่มน่าสัมผัสนั้นทำได้ไม่ยากเลย คุณแม่ควรหมั่นทานอาหารที่มีประโยชน์และบำรุงผิวด้วยการทาโลชั่น🧴ที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างเป็นประจำให้เจ้าตัวน้อย เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ผิวลูกชุ่มชื่น กระจ่างใส และสุขภาพดีค่ะ

Content Image

ระดับน้ำตาลคุณแม่ตอนตั้งครรภ์ควรอยู่ในระดับไหนนะ?

     คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะพบปัญหาหลักๆ ตอนตั้งครรภ์🤰คือโรคเบาหวาน ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นต้องระวังเรื่องระดับน้ำตาลในเลือด🩸มากเป็นพิเศษ ซึ่งการวัดระดับน้ำตาลในเลือดจะช่วยให้คุณแม่ทราบได้ว่ามีโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวานหรือไม่ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานและอันตรายที่ส่งผลต่อสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์มาให้แม่ทราบค่ะสาเหตุและอาการของโรคเบาหวานค่าฮอร์โมน HCG 🎚️สาเหตุที่ทำให้คนท้องเป็นเบาหวานได้ง่ายนั้นมาจากฮอร์โมนในรก เนื่องจากรกจะคอยสร้างฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin : HCG) เป็นฮอร์โมนมีผลต่อการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ทำหน้าที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เมื่อฮอร์โมนของรกหรือสารเคมีไปยับยั้งการทำงานของอินซูลินที่ทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดแล้วทำให้เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน มักส่งผลเสี่ยงต่อผู้ที่ตั้งครรภ์อายุ 35 ปีขึ้นไป🆙 หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานมาก่อนปัจจัยที่ทำให้คุณแม่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวของคุณแม่🤰คุณแม่ที่ก่อนตั้งครรภ์มีน้ำหนักเกินเกณฑ์หรือมีค่า BMI มากกว่า 30 รวมไปถึงคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวขึ้น-ลงเร็ว↕️ผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ ล้วนเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานอายุของคุณแม่🤰คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าคุณแม่ที่มีอายุน้อยคุณแม่ที่เป็นโรค PCOS🤰คุณแม่ที่เป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ หรือ (Polycystic Ovarian Syndrome : PCOS) มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ผิดปกติ🤰หากคุณแม่มีประวัติการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติมาก่อนเช่น การแท้ง ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือคลอดทารกที่มีน้ำหนักมากกว่า 4000 กรัมขึ้นไป คุณแม่มีโอกาสสูง⏫ที่จะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์การตรวจคัดกรองเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ระดับน้ำตาลของคุณแม่ตั้งครรภ์🍬คุณแม่ตั้งครรภ์ควรตรวจค่าน้ำตาลและตรวจคัดกรองเบาหวานตั้งแต่อายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ โดยค่าน้ำตาลปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์ก่อนรับประทานอาหารควรไม่เกิน 95 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หลังรับประทานอาหารไม่เกิน 1 ชั่วโมงควรอยู่ในระดับ140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และหลังทานอาหาร 2 ชั่วโมง อยู่ในระดับ120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากระดับน้ำตาลของคุณแม่มีค่ามากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คุณหมอจะวินิจฉัย📋ว่าคุณแม่เป็นเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่จะต้องเข้ารับการตรวจอีกครั้ง โดยคุณหมอจะนัดวันและแจ้งการเตรียมตัวเบื้องต้นก่อนตรวจดังนี้    1. ให้คุณแม่งดน้ำ🙅‍♀️🚰 และอาหารหลังเที่ยงคืนก่อนวันนัดตรวจ    2. ทำการตรวจเลือดครั้งที่ 1    3. ดื่มน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม และ ตรวจเลือด    4. ดื่มน้ำตาลกลูโคสอีก 3 ครั้ง และ ตรวจเลือด     ทราบอย่างนี้แล้วคุณแม่ควรควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลต่อสุขภาพของทารก👶และเสี่ยงเสียชีวิตในครรภ์ได้ เนื่องจากเบาหวานมักไม่แสดงอาการชัดเจน คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตอาการ บางครั้งจะมีอาการคล้ายคนท้อง เช่น หิวบ่อย ทานอาหารเก่งขึ้น 🍽️ กระหายน้ำมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงคุณแม่ควรพบแพทย์👩‍⚕️ตามนัดสม่ำเสมอ และควบคุมการทานอาหาร การบริโภคน้ำตาล และของหวานอย่างเคร่งครัด🙅‍♀️🍰

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 21 สัปดาห์

     คุณแม่หลายๆ ท่านคงกำลังวุ่นวายอยู่กับการเลือกชื่อให้ลูกกันอยู่ใช่ไหมคะ ในสัปดาห์ที่ 21 คุณแม่จะไม่ได้เลือกแค่ชื่อนะคะ ยังมีสิ่งของส่วนตัวที่คุณแม่จะต้องจัดเตรียมให้พร้อมอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเปลนอน ผ้าอ้อม หรือถ้าเลิกผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับเด็ก จะมีอาการอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 21 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?🥬ทารกมีขนาดตัวเท่าหัวผักกาดขาว ทารกจะมีขนาดตัวยาว 10.5 นิ้ว และหนัก 12.7 ออนซ์ ตอนนี้ทารกตัวใหญ่พอที่จะทำให้หลัง ๆ มานี้คุณแม่รู้สึกได้มากขึ้นเวลาที่ลูกขยับอยู่ในท้องอาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 21 สัปดาห์อาการโดยทั่วไปของอายุครรภ์ 21 สัปดาห์ นั้นเหมือนเป็นการนำร่องเข้าสู่ไตรมาสที่สามโดยจะมีอาการดังต่อไปนี้- อาการแสบกลางอก หรืออาหารไม่ย่อย คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรถเผ็ด🌶️หรือมันมากนะคะ รวมถึงสิ่งที่อาจทำให้เกิดอาการอื่น ๆ ด้วย ถ้ายังไม่ทราบว่าอาการที่เป็นอยู่เกิดจากอะไรกันแน่ ลองจดรายละเอียดสิ่งที่รับประทานดูนะคะ- อาการเจ็บเตือนหรือเจ็บหลอก มดลูกของคุณแม่อาจบีบตัวขึ้นมาเป็นครั้งคราวเวลาที่มันเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด🚼 ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องปกติมาก ตราบใดที่การบีบตัวหายไปเมื่อคุณแม่เปลี่ยนท่าทาง และควรแจ้งคุณหมอให้ทราบนะคะหากอาการปวดไม่หายไป- น้ำนมซึม🍼 ท่อน้ำนมของคุณแม่จะมีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ในช่วงปลายไตรมาสที่สองนี้ อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ เริ่มเลือกซื้อเสื้อชั้นในให้นมนะคะ- อาการผิวแห้งและคัน ผิวของคุณแม่ยืดออกพร้อมกับท้องที่โตขึ้น ซึ่งก็ทำให้ระคายเคืองมากขึ้นไปด้วย ลองหาน้ำมันทาผิวหรือโลชั่น🧴มาทา เพื่อให้ผิวคงความชุ่มชื้นและคันน้อยลง หากมีผื่นขึ้น ควรแจ้งคุณหมอทันทีค่ะ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่สร้างความรำคาญซึ่งมีชื่อว่า โรคผื่นลมพิษคุณแม่ตั้งครรภ์ (PUPPP)- เผชิญกับรอยแตกลาย ผิวของคุณแม่บางลง🤰จากการที่ลูกโตขึ้น ทำให้เกิดการฉีกขาดของชั้นผิวหนังแท้ที่อยู่ใต้ผิวหนังกำพร้าบริเวณหน้าท้อง รอยแตกนี้พบได้บ่อยและเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิงบางคนเพราะอาจเกิดจากการที่คนในครอบครัวมีรอยแตกนี้เช่นกันหรือเกิดจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณแม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับคนท้องดูนะคะการอัลตร้าซาวน์ในช่วงตั้งครรภ์ 21 สัปดาห์ทารกมีการพัฒนาของระบบย่อยอาหารและระบบสืบพันธุ์ในช่วงอายุครรภ์ 21 สัปดาห์นั้นระบบย่อยอาหารของทารกมีการพัฒนามากขึ้นแล้ว พร้อมสำหรับการออกมาเจอโลกภายนอก ลูกจะสร้างขี้เทาขึ้นมาซึ่งก็คืออุจจาระสีดำ💩ลักษณะเหมือนน้ำมันดินเช่นเดียวกับที่ทารกถ่ายออกมาเป็นครั้งแรกนั่นเองค่ะ รวมไปถึงมีการเริ่มพัฒนาระบบสืบพันธุ์แล้วเช่นกันค่ะ ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง👧 ตอนนี้ลูกมีไข่สะสมสำหรับตลอดทั้งชีวิตอยู่ในมดลูกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีจำนวนถึงหกล้านใบเลยทีเดียวค่ะ! ส่วนเด็กผู้ชายนั้น👦 ลูกอัณฑะยังอยู่ในท้องของเขา แต่จะเคลื่อนลงมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเมื่อถุงอัณฑะพัฒนาจนสมบูรณ์     สรุปได้ว่าในช่วงอายุครรภ์ 21 สัปดาห์ คุณแม่ควรนัดตรวจคัดกรองโดยการใช้น้ำตาลกลูโคส และใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับคนท้อง🧴 เพื่อเป็นการป้องกันรอยแตกลายที่อาจเกิดขึ้นได้จากการขยายตัวของผิวหนังนั่นเองค่ะ

Content Image

ความแตกต่างระหว่างเซรั่มและครีมสำหรับคนท้อง

     คุณแม่อาจจะสงสัยว่าในขณะตั้งครรภ์🤰นั้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบไหนดี และเกิดความลังเลระหว่างการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับคนท้อง เซรั่มและครีมบำรุงผิวหน้าที่จำหน่ายอยู่ในห้างสรรพสินค้าแตกต่างกันอย่างไร ควรเลือกใช้อันไหนดี แล้วอันไหนควรทาก่อนหรือหลัง วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ ความแตกต่างระหว่างเซรั่มและครีมสำหรับคนท้องจริงๆ แล้วทั้งตัวเซรั่มและครีมต่างก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับบำรุงผิวเพื่อเสริมสร้างความชุ่มชื้นและช่วยฟื้นฟูสุขภาพของผิวคุณแม่ให้ชุ่มชื้นและดียิ่งขึ้น✅ แต่ก็มีความแตกต่างกันแบ่งได้ตาม 3 หัวข้อ ดังนี้👉เนื้อสัมผัส (Texture)- ครีมมีความหนืดและหนักกว่าเซรั่ม เนื้อครีมจะมีความเข้มข้นกว่าเซรั่ม- เซรั่มมีความบางและเบากว่าครีม มีลักษณะคล้ายกับน้ำ💦มากกว่าครีม👉ส่วนประกอบ (Ingredients)- เซรั่มมักส่วนประกอบที่ช่วยดูแลผิวอย่างเช่น วิตามินซี🍊 ไฮยาลูรอนิค หรือกรดไฮยาลูรอนิค เป็นต้น และมักมีส่วนประกอบที่ช่วยให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายกว่า- ครีมมักมีส่วนประกอบที่ช่วยเสริมสร้างความชุ่มชื่น เช่น วิตามินอี และน้ำมันมะกอก🫒 หรือสารที่ช่วยปกป้องผิวจากการแห้งและการสูญเสียความชุ่มชื้น เช่น คอลลาเจน ว่านหางจระเข้ เป็นต้น👉ขั้นตอนการทา (Product Layering)- สามารถลงเซรั่มได้ทันทีหลังจากทำความสะอาดผิวหน้า👱‍♀️เรียบร้อยแล้ว- สามารถลงครีมได้หลังจากทาเซรั่มเสร็จแล้วเซรั่ม หรือ ครีม เลือกอะไรดีกว่ากัน✨เซรั่ม (Serum)เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องการดูแลใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นและมีเนื้อบางเบา เนื่องจากมีความเข้มข้นและส่วนประกอบที่เน้นการซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายและซึมซาบลงในชั้นผิวที่ลึกกว่า เช่น ไฮยาลูรอนิคและวิตามินซี🍊 เหมาะสำหรับ คุณแม่ที่มีผิวผสมและมีผิวมันเป็นส่วนใหญ่✨ครีม (Cream)เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องการบำรุงผิวหน้าและความชุ่มชื้นแบบขั้นสุด เพื่อให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์และมีความสดชื่น เพราะส่วนประกอบของครีมจะเน้นไปที่การเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น วิตามินอี เชียบัตเตอร์🧈 และน้ำมันมะกอก🫒 จึงทำให้มีเนื้อหนักกว่าเนื้อเซรั่มนั่นเองวิธีการเลือกซื้อเซรั่มและครีมสำหรับคนท้อง🧴พิจารณาจากส่วนประกอบและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เมื่อคุณแม่เลือกซื้อเซรั่มและครีมเพื่อบำรุงผิว ควรที่จะตรวจสอบส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้างและจำเป็นต้องใช้หรือไม่ ช่วงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง🙅‍♀️ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีที่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงกับผิวคนแพ้ง่าย เช่น แอลกอฮอล์ และน้ำหอม เป็นต้น รวมไปถึงประสิทธิภาพของส่วนประกอบในเซรั่มและครีมยังเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบที่มีประสิทธิภาพในการบำรุงผิวที่ได้ผลดีต่อผิว เช่น วิตามินซี วิตามินอี🥑 และกรดไฮยาลูรอนิค เป็นต้น     สรุปได้ว่าการดูแลผิวหน้า👱‍♀️เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะสำหรับคนแม่ตั้งครรภ์ เพราะในช่วงระหว่างตั้งครรภ์นั้นคุณแม่จะมีผิวที่บอบบางกว่าผู้หญิงทั่วไป จึงทำให้คุณแม่ต้องเลือกหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อผิวหน้าของตนเองค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.