Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

👉 List บทความ10-12 เดือน

Content Image

ฝีในทารกเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เพราะผิวของทารกยังบอบบางและยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา ดังนั้นทารกจะยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่จึงมีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งรวมถึงฝีที่สามารถเกิดขึ้นในทารกได้ค่ะ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึงอาการและวิธีการดูแลรักษาฝีในทารกกันค่ะ ฝีคืออะไร? สาเหตุของการเกิดฝีฝี คือ?การติดเชื้อในรูขุมขนหรือต่อมชั้นใต้ผิวหนัง👶 ทำให้เกิดก้อนเนื้อลักษณะนุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากแบคทีเรียในกลุ่ม staphylococcus aureus ซึ่งโดยปกติแบคทีเรียนี้จะไม่เข้าสู่ร่างกายง่ายๆ เพราะมีผิวหนังช่วยป้องกันอยู่ แต่หากมีการกัดหรือขูดกลายเป็นแผล เชื้อเหล่านี้ก็จะสามารถเข้าสู่ร่างกายและสามารถพัฒนาเป็นฝีได้ ซึ่งในช่วงแรกจะผิวจะกลายเป็นสีแดง🔴และมีก้อนเนื้อเกิดขึ้น หลังจากนั้นก้อนเนื้อจะกลายเป็นสีขาวและจะเกิดการสะสมของหนอง ฝึสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส หรือ ผ่านการใช้สิ่งของเครื่องใช้ได้อีกด้วยสาเหตุของการฝีในทารก✨ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ✨ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย✨ขาดสุขอนามัยที่ดี✨สัมผัสสารเคมี เช่น สบู่ ครีม ผงซักฟอก✨สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย อาการและการรักษาฝีในทารกอาการของฝีในทารก ผิวหนังแดงและบวมบริเวณที่ถูกกระทบกระเทือน ในทารกบางคนอาจมีไข้🌡️ร่วมด้วย หรืออาจมีการบวมของต่อมน้ำเหลืองรอบๆแผลการรักษาฝีในทารก ให้ทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการกระจายของการติดเชื้อ และป้องกันเสียดสีกับสิ่งอื่น ให้ปิดด้วยผ้ากอซ แต่หากยังพบว่าแผลมีการขยายใหญ่หรือโตขึ้นควรจะพบแพทย์👨‍⚕️ต่อ แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะ และใบบางกรณีอาจผ่าตัดแผลเพื่อล้างหนองออกค่ะ  การป้องกันการเกิดฝีในทารกเราสามารถป้องกันการเกิดฝีให้โดยการหลีกเลี่ยงสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและกลายเป็นฝีได้ เช่น✨ก่อนจับทารกทุกครั้งให้ล้างมือให้สะอาด✨ทำการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและผ้าเช็ดตัวของทารกบ่อยๆ ✨รักษาสุขลักษณะอย่างเหมาะสมให้ทารก✨สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต่อร่างกายโดยการ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ✨หากเกิดฝีควรทำความสะอาดให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายค่ะ

Content Image

โรคสมาธิสั้นในเด็กเป็นอย่างไร?

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจพบเจอว่าทำไมลูกถึงไม่ค่อยมีสมาธิและทำอะไรนานๆไม่ค่อยได้ ซึ่งอาการเหล่านี้นั้นอาจกำลังบ่งบอกว่าลูกเป็นโรคสมาธิสั้นก็เป็นได้ โรคสมาธิสั้นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไรและควรรับมืออย่างไร วันนี้เราไปดูกันค่ะ โรคสมาธิสั้นคืออะไร? สาเหตุของโรค?โรคสมาธิสั้น คืออะไร?โรคสมาธิสั้น (ADHD) เป็นภาวะที่สมองมีความบกพร่องในหน้าที่ ซึ่งจะพบพฤติกรรมผิดปกติได้สามอย่างคือ อาการอยู่ไม่นิ่ง ขาดสมาธิต่อเนื่อง และขาดการยั้งคิด ซึ่งเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน เด็ก👶ที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะแสดงพฤติกรรมชัดเจนกว่า สาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นโรคสมาธิสั้นสาเหตุหลักของโรคสมาธิสั้นนั้นมาจากพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง🧠 และสาเหตุอีกส่วนมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่นคุณแม่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ หรือ มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ หรืออาจมีปัจจัยของการเลี้ยงดู เช่น ปล่อยให้ลูกเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากเกินไป หรือ การเลี้ยงดูอย่างไม่เป็นระเบียบวินัยลักษณะของโรคสมาธิสั้นโรคสมาธิสั้นนั้นมีลักษณะทางคลินิกที่มีความผิดของสมอง ทำให้เด็กไม่สามารถจดจำสิ่งที่ตั้งใจจะทำ หรือ ทำให้ขาดการยับยั้บชั่งใจ รวมถึงไม่สามารถวางแผนได้ ซึ่งโรคสมาธิสั้นสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก อาการอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity)อาการไม่อยู่นิ่งนั้นจะสามารถสังเกตุเห็นได้ชัดในวัยเด็กเล็ก ซึ่งเด็กจะมีความซุกซนมากกว่าคนอื่น จะมีการเคลื่อนไหวร่างกาย วิ่งไปมา🏃 ปีนป่ายไม่หยุดนิ่ง และจะมีการส่งเสียงดัง พูดเยอะ และมักจะลุกเดินบ่อยๆ หรือชอบก่อกวนเพื่อนในห้อง และเมื่อโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก็จะไม่มีความอดทนที่จะทำกิจกรรมอย่างสงบได้ และจะรู้สึกกระวนกระวายใจขาดสมาธิที่ต่อเนื่อง (Inattention)อาการขาดสมาธิต่อเนื่องจะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดในช่วงวัยเรียน โดยเมื่อต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีอาการเหม่อลอย ไม่ตั้งใจฟัง เปลี่ยนความสนใจง่าย และทำงานไม่สำเร็จรวมถึงเด็กจะมีอาการหลงลืมง่าย ไม่มีการบริหารเวลา🕐 หรือ จัดระเบียบ ไม่มีความรับผิดชอบ ทำของหายบ่อยๆ  อย่างไรก็ตามหากได้ทำกิจกรรมที่ชอบเช่นดูทีวี เล่นเกมก็จะสามารถดูได้เป็นเวลานานค่ะ อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsivity)อาการนี้จะสามารถพบได้ในวัยเด็กเล็ก👶 โดยเด็กจะมีอาการหงุดหงิด ใจร้อน เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ หรือเวลาที่ต้องอดทนรอ รวมถึงมักจะไม่ระวังอันตราย และชอบเล่นแรง เมื่อโตขึ้นจะไม่สามารถอดทนรอคอยได้ ชอบแทรกเวลาคนอื่นพูด เมื่อเป็นวัยรุ่นจะมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว และไม่ไตร่ตรอง รวมถึงอาจทำพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายอยู่บ่อยๆวิธีรักษาโรคสมาธิสั้นหากได้รับการวินิจฉัยว่าลูกน้อยเป็นโรคสมาธิสั้น ผู้ปกครองควรทำตามคำแนะนำของแพทย์และลองปรับใช้ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของลูกดูนะคะ ✨โดยพยายามนำสิ่งที่อาจจะรบกวนลูกได้ออกไป เพื่อให้ลูกทำการได้อย่างสงบและมีสมาธิ✨กำหนดกิจวัตรประจำวันของลูกได้เป็นแบบแผน กำหนดเวลาของแต่ละกิจกรรมไว้เลย✨พยายามนำสิ่งที่อาจจะรบกวนลูกได้ออกไป เพื่อให้ลูกทำการได้อย่างสงบและมีสมาธิ✨ลองแบ่งงานบ้านง่ายๆให้ลูกทำ ไม่ควรให้ลูกทำหลายอย่าง รวมถึงให้กำลังใจลูกเมื่อลูกทำได้สำเร็จ และควรบอกให้ลูกทำเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม✨พยายามบอกล่วงหน้าเมื่อต้องการสั่งงาน รวมถึงพยายามให้ลูกทำสำเร็จได้ด้วยตนเอง✨หากลูกมีพฤติกรรมก่อกวน พยายามเบี่ยงเบนความสนใจโดยการทำกิจกรรมอื่น หรือพยายามให้ลูกหยุดทำพฤติกรรมอย่างนุ่มนวล✨ใช้วิธี Time out หรือ ลงโทษโดยการลดเวลาการดูทีวีลง✨พูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ✨คอยฝึกให้ลูกรู้จักการอดทนและการรอคอย สามารถเป็นตัวอย่างให้ลูกดูได้โรคสมาธิสั้นนั้นสามารถแก้ไขได้ ซึ่งการแก้ไขนั้นเริ่มเร็วได้เท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเมื่อลูกยังเล็กเขาจะสามารถปรับตัวและเรียนรู้ได้ดีกว่าตอนโตนั่นเองค่ะ 

Content Image

วิธีรับมือลูกติดแท็บเล็ต!

หากปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตบ่อยๆ ก็จะทำให้ลูกรักติดแท็บเล็ตและไม่ยอมปล่อยเลยล่ะคะ โดยเราจะสามารถมีวิธีแก้การติดแท็บเล็ตของลูกได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ วิธีการแก้เมื่อลูกติดแท็บเล็ตให้ลูกทำกิจกรรมอื่นด้วยการที่เด็กติดจอจะทำให้เด็กขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ส่งผลให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนๆ รวมถึงจะทำให้เด็กขาดการเคลื่อนไหว และไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างการเล่นกับเพื่อนๆ ในชีวิตจริง การโต้ตอบผู้อื่น การออกกำลังกาย🏃 การเล่นกีฬา การวาดรูป ร้องเพลง จึงทำให้ขาดการใช้จินตนาการไปกำหนดเวลาการเล่นอย่างชัดเจนผู้ปกครองควรกำหนดเรื่องของเวลา🕛ในการเล่นที่ชัดเจน เช่น กำหนดให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง และเล่นได้เมื่อทานข้าวทำการบ้านเสร็จเท่านั้น ซึ่งการกำหนดที่ชัดเจนจะเป็นการฝึกให้ลูกมีระเบียบตั้งแต่เด็กๆลองทำวิธีเหล่านี้ให้เวลากับลูกมากกว่าการมองจอหากคุณพ่อคุณแม่อยู่กับหน้าจอมือถือ📱ตลอดเวลาก็จะส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยลง เป็นผลทำให้ลูกขาดทักษะการเข้าสังคมและทักษะทางด้านภาษา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ลดเวลาในการใช้มือถือหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆลง และใช้เวลากับลูกมากขึ้นค่ะคอยดูแลเมื่อลูกใช้แท็บเล็ตเราไม่ควรที่จะปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตตามลำพัง เพราะลูกอาจจะกำลังเข้าไปดูอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ หรือ แอบเล่นแท็บเล็ต🤳ก่อนนอนทำให้นอนไม่เต็มที่ รวมถึงอาจทำให้ลูกมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า เนื่องจากไม่ได้คุยกับใคร ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องคอยชวนคุยและชี้แนะว่าอะไรควรไม่ควรเพื่อให้ลูกเข้าใจว่าอะไรคือถูกต้องและไม่ถูกต้องแสดงให้ลูกรู้ว่าใครเป็นเจ้าของแท็บเล็ตหากคุณพ่อคุณแม่ตามใจลูก และซื้อแท็บเล็ตให้ลูกเล่น ลูกก็จะคิดว่าแท็บเล็ตเป็นของตัวเองและจะแสดงความเป็นเจ้าของ โดยการโกรธ😡 ไม่พอใจ หรือ แสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อคุณพ่อคุณแม่ห้ามไม่ให้เล่น ดังนั้นเราจะต้องบอกลูกให้เข้าใจว่าแท็บเล็ตนั้นเป็นของพ่อแม่ และเป็นเพียงการให้ยืมเล่นเท่านั้น  แท็บเล็ตเหมาะกับเด็กอายุเท่าไหร่?อายุ 1-3 ขวบวัยนี้ยังเป็นวัยที่ไม่เหมาะสมที่จะให้เล่นแท็บเล็ต เพราะเป็นช่วงอายุที่เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา กล้ามเนื้อ การสื่อสาร ดังนั้นเราควรที่จะ ใช้เวลากับลูกในการส่งเสริมทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหัดให้ลูกยืน หัดให้ลูกเดิน และสอนคำศัพท์🔤ลูกแทนการให้เล่นแท็บเล็ตอายุ 5-6 ขวบเมื่อลูกอายุ 5-6 ขวบ ผู้ปกครองสามารถใช้แท็บเล็ต📱 ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ แต่ไม่ควรใช้เกิน 1 ชั่วโมง และควรเน้นให้ลูกทำกิจกรรมอื่นๆเช่นการ ร้องเพลง วาดรูป

Content Image

ลูกน้อยเหงื่อไหลมาก อันตรายไหม?

คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่าบางครั้งลูกน้อยมีเหงื่อออกตอนนอนด้วย นั่นเป็นเพราะร่างกายของเด็กจะมีการเผาผลาญพลังงานเพื่อพัฒนาวัยวะต่างๆของร่างกาย จึงเป็นสาเหตุให้มีอาการเหงื่อออกนั่นเองค่ะ อย่างไรก็ตามยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกที่ทำให้น้องเหงื่อออก จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันค่ะ สาเหตุของการเหงื่อออก✨ภาวะหลั่งเหงื่อมากอาจเกิดจากภาวะเหงื่อท่วม หรือ ภาวะหลั่งเหงื่อมาก💦 เป็นภาวะที่ลูกน้อยจะมีเหงื่ออกเยอะมากตามรักแร้ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ทั้งๆที่เปิดแอร์ ซึ่งภาวะนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆนะคะ✨ภาวะหยุดหายใจขณะหลับลูกน้อยอาจมีเหงื่อออกตอนน้อยจากสาเหตุภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ โดยลูกน้อย👶จะมีอาการหายใจดัง (คล้ายเสียงกรน) สีของผิวหนังออกสีฟ้าๆ ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของอวัยวะในช่องทางเดินลมหายใจ ควรพาน้องไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อตรวจดูเพิ่มเติมค่ะสาเหตุอื่นๆ✨ภาวะไหลตาย (SIDS)ลูกอาจมีเหงื่อ💦ออกจากสาเหตุภาวะไหลตาย หรือ SIDS ที่เกิดในทารก โดยอาการนี้ทารกจะหายใจไม่ออก และมีอุณภูมิร่างกายที่สูงขึ้น พอหายใจไม่ออกก็เป็นเหตุให้เสียชีวิตค่ะ✨โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอาการเหงื่อออกมากจะพบได้ในทารก👶ที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากหัวใจที่บกพร่องจากการผิดปกติของการเจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งจะมีเหงื่อออกมากเป็นพิเศษในตอนกลางคืนวิธีรับมือเมื่อลูกเหงื่อออกตอนนอน✨จัดให้ห้องมีอุณภูมิที่เหมาะสมพยายามให้ห้องมีอุณภูมิอยู่ที่ประมาณ 25-27 องศา ซึ่งเป็นอุณภูมิที่เหมาะสมที่สุด โดยหากอุณภูมิห้องมีความพอดีก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่เสื้อผ้า👚ที่หนาเกินเหตุหรือห่มผ้าหลายชั้น เพราะจะทำให้ลูกไม่สบายตัวได้ค่ะ✨ให้ลูกดื่มน้ำก่อนเข้านอนหากลูกมีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกดื่มน้ำ🌊ก่อนเข้านอนเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกขาดน้ำ และเพื่อชดเชยเหงื่อที่เสียไปค่ะ✨ให้ลูกใส่เสื้อผ้าสบายๆคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกชุดที่สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี เนื้อผ้าไม่ควรระคายเคืองต่อผิวของลูกและควรโปร่งสบาย💨 เพื่อลดการอับเชื้อและลดแบคทีเรียเมื่อลูกเหงื่อออกระหว่างนอนด้วยค่ะโดยหากพบว่าลูกมีอาการเหงื่อออกตอนนอนร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น มีเสียงกรน นอนกระสับกระส่าย นอนกัดฟัน ก็ควรพาลูกไปพบคุณหมอนะคะ แม้ว่าอาการเหงื่อออก💦ขณะที่ลูกน้อยนอนนั้น จะไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นอันตราย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะ ควรคอยสังเกตอาการของลูกน้อย👶 และหากไม่มั่นใจลองพาไปพบคุณหมอ👩‍⚕️เพื่อตรวจอย่างละเอียด เพื่อความสบายใจว่าลูกน้อยไม่ได้เป็นโรคอันตรายใดๆค่ะ 

Content Image

วาดรูปมีประโยชน์อย่างไร?

การวาดรูปเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกทำให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์และยังเป็นกิจกรรมที่ทำให้ลูกได้มีเวลาร่วมกันกับคุณพ่อคุณแม่ซึ่งการวาดรูปนั้นมีข้อดีอะไรอีกบ้างเราไปดูกันเลยค่ะมารู้จักการวาดรูปให้มากกว่านี้กันเถอะ การวาดรูปคือ?การวาดรูป🎨 หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์และจิตนาการออกมาเป็นรูปภาพ โดยอาจจะวาดลงบนกระดาษธรรมดา หรือ ผ้า หรือของสิ่งอื่นๆ ซึ่งการวาดของแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันออกไป นักวาดศิลปินบางคนก็จะมีลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์🖌️ และหากมีความสามารถก็จะสามารถนำผลงานไปขายได้ทำไมถึงควรวาดรูปกับลูกทุกๆวันนอกจากจะเป็นการใช้เวลาว่างให้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความสนิทสนมภายในครอบครัว ซึ่งหากลูกชอบวาดรูป🎨ก็สามารถชวนมาวาดได้บ่อยๆค่ะสามารถช่วยเหลือลูกได้ดังนี้ประคองมือของลูกหากลูกยังเล็กสามารถช่วยประคองมือ✋ของลูกเพื่อส่งเสริมพัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็กของลูก เมื่อวาดรูปลูกจะได้เรียนรู้การจับดินสอ🖌️ และเรียนรู้การเคลื่อนไหว ซึ่งในการจับดินสออาจมีการจับไม่ถนัดมือ ซึ่งเราสามารถช่วยประคองให้ลูกจับให้ถูกวิธีได้แต่อย่าช่วยตลอดนะคะ ให้ช่วยประคองเพียงบางครั้งก็พอ เพื่อให้ลูกได้ฝึกการจับด้วยตนเองค่ะ จุดประกายศิลปินในตัวการวาดรูป🎨 จะทำให้เด็กๆได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และหากเด็กคนไหนที่มีพรสวรรค์ มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี วาดรูปเก่ง ก็จะสามารถวาดรูปภาพ🖼️ออกมาได้มากมาย ซึ่งหากปลูกฝังลูกตั้งแต่เล็ก ลูกก็จะชอบศิลปะ และหากพบว่าลูกมีความถนัดในด้านนี้เราก็จะสามารถสนับสนุนลูกได้อย่างเต็มที่ซึ่งแรกๆลูกอาจจะวาดไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ แต่หากได้ฝึกวาดไปเรื่อยๆ🖌️ ลูกก็จะค่อยๆเก่งมากขึ้นเองค่ะส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้ฝึกให้ลูกเรียนรู้เด็กแต่ละคนมีความสามารถและความถนัดที่แตกต่างกัน เด็กบางคนถนัดในการมองภาพ มองแผนผัง🖼️ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกเกิดไอเดียได้ โดยอาจให้ลูกวาดเกี่ยวกับการ์ตูน อาหาร หรือของเล่นที่ชอบ หรืออาจจะเป็นสถานที่ที่ลูกเคยไป หรืออาจฝึกภาษาไปพร้อมๆกับการวาดรูป🎨ก็ได้ค่ะ การวาดรูปเป็นการสื่ออารมณ์และความคิดหากลูกพูดน้อย สื่อสารทางคำพูดไม่ค่อยเก่ง คุณพ่อคุณแม่อาจกระตุ้นให้น้องๆ แสดงออกผ่านทางภาพวาดได้ ซึ่งสังเกตได้ว่าลูกวาด🎨อะไร ใช้ลายเส้นแบบไหน เพราะภาพที่วาดออกมามักจะสะท้อนอารมณ์🙂 ความรู้สึก และความคิดของคนเรานั่นเองค่ะ หากไม่สามารถบอกได้ว่าภาพวาดสื่ออะไร ก็อาจจะต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาคำตอบค่ะ ร่วมทำกิจกรรมกับลูกลองสร้างสรรค์บนสิ่งของอื่นๆดูคุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกวาด🎨ลงบนอย่างอื่นที่ไม่ใช่กระดาษก็ได้ เช่นวาดภาพที่สามารถนำไปประดับบนผลังบ้าน ออกแบบและใช้ไอเดียจากความคิดสร้างสรรค์ อาจวาดลงบนของต่างๆ เช่น แก้ว จาน หรือของอื่นๆ🍶 ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยได้ในบางขั้นตอนแต่ควรให้ลูกได้แสดงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของตนเองค่ะ ฝึกความรับผิดชอบหากลูกอยู่ในวัยที่กำลังเตรียมเข้าโรงเรียนและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบได้ โดยอาจจะให้จัดกระเป๋า เก็บจาน กวาดบ้านง่ายๆ ซึ่งเมื่อลูกวาดรูป🎨 หรือ สร้างสรรค์ศิลปะเสร็จแล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถบอกให้ลูกเก็บอุปกรณ์วาดรูป จานสี และทำความสะอาดพื้นที่เพื่อฝึกให้ลูกทำอะไรเองตั้งแต่เนิ่นๆค่ะ ให้มีสมาธิมากขึ้น เด็กบางคนมีสมาธิสั้น ดื้อและซน ซึ่งเราสามารถชวนลูดมาวาดรูปได้🖌️ เพราะการวาดรูป🎨จะเป็นการฝึกให้ลูกได้ใช้สมาธิจดจ่อ ทำให้เด็กที่จดจ่อกับอะไรนานๆไม่ค่อยได้ได้รับการฝึกให้มีสมาธิกับการวาดเส้นและระบายสีนั่นเองค่ะ 

Content Image

เคลือบฟลูออไรด์ควรทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่จึงจะดี?

เราคงเคยมีประสบการณ์เคลือบฟลูออไรด์กันมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูกันมาการเคลือบฟลูออไรด์ตั้งแต่เด็กมีความจำเป็นอย่างไร และหากไม่ทำจะมีผลกระทบจนถึงตอนโตหรือไม่ เราไปดูกันเลยค่ะ ทำความรู้จักกับฟลูออไรด์ฟลูออไรด์คืออะไร?ฟลูออไรด์🦷 หรือ Fluoride เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันฟันผุและ สามารถพบได้ที่ฟันของคนเรา อาหารเสริม หรือตามแหล่งน้ำนั่นเอง ซึ่งฟลูออไรด์นี้จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้ฟันแข็งแรง รวมถึงลดผลกระทบของคราบจุลิทรีย์ได้อีกด้วยฟลูออไรด์มีความสำคัญอย่างไร?การเคลือบฟลูอออไรด์ในเด็กมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเด็กเล็กมักจะมีการทำความสะอาดฟัน หรือการแปรงฟัน🪥ที่ไม่สะอาด และหลายๆคนไม่ชอบแปรงฟัน และยังแปรงได้ไม่ถูกวิธี ดังนั้นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปากก็จะทำลายฟันของลูกทีละน้อยๆ จนกลายเป็นฟันผุ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางช่องปากอื่นๆ จนทำให้สูญเสียฟันก็เป็นได้ค่ะ  อายุเท่าไหร่จึงจำเป็นต้องได้รับฟลูออไรด์?ทันตแพทย์👨‍⚕️มีการแนะนำให้ใช้ฟลูออไรด์ได้ตั้งแต่ฟัน🦷เพิ่งขึ้นเริ่มแรก หรืออายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป โดยจะใช้ในรูปแบบของยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ โดยจะมีปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุดังนี้อายุน้อยกว่า 3 ขวบควรจะให้ใช้ในปริมาณน้อย โดยทำให้แปรงสีฟัน🪥เปียกและบีบยาสีฟันให้เพียงเล็กน้อย และขณะแปรงฟันหากมีฟองก็ควรเช็ดฟองออกให้ลูกน้อยค่ะอายุน้อยกว่า 6 ขวบบีบปริมาณพื้นที่ความกว้างพอๆกับยาสีฟันที่มีขนาดเหมาะสมกับวัยของลูกน้อยอายุ 6 ขวบขึ้นไปควรจะใช้ในปริมาณเท่ากับพื้นที่ของแปรงเช่นกัน โดยมีขนาดแปรงที่เหมาะสมกับอายุของลูกเนื่องจากปัญหาฟันผุ🦷เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วโลก และพบถึง 60%ของเด็กทั่วโลก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการแปรงฟันไม่สะอาด หรือการไม่แปรงฟันดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องให้ฟลูออไรด์ลูกตั้งแต่เด็กค่ะ การเคลือบฟลูออไรด์ที่ฟันข้อกำหนดอายุแม้ว่าการเคลือบฟลูออไรด์จะไม่มีข้อกำหนดอย่างแน่ชัดว่าควรเริ่มหรือหยุดเคลือบที่อายุเท่าไหร่ แต่จากการศึกษาทางทันตแพทย์พบว่าเด็กที่อายุต่ำว่า 3 ขวบจะมีโอกาสกลืนฟลูออไรด์ที่เคลือบได้ จึงควรเคลือบฟลูออไรด์ที่อายุ 3 ขวบจนถึงอายุ 16 ปี 🪥เคลือบฟลูออไรด์มีวิธีอย่างไรบ้างขั้นตอนการเคลือบฟลูออไรด์นั้น ทันตแพทย์👨‍⚕️จะทำความสะอาดช่องปากของลูกน้อยให้สะอาดก่อนการเคลือบ จากนั้นจะนำถาดใส่ฟลูออไรด์เจล (fluoride tray) ที่มีน้ำยาเคลือบฟลูออไรด์มาครอบที่ฟันของลูกน้อย และทิ้งน้ำยาไว้ประมาณ 4-5 นาทีแล้วจึงนำออกเมื่อนำน้ำยาออกแล้ว ทันตแพทย์จะให้บ้วน🌊ฟลูออไรด์ออกจนหมดปาก ทั้งนี้จะไม่สามารถทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือบ้วนน้ำเป็นเวลา 30นาที เพราะจำให้ฟลูออไรด์ที่เคลือบไว้หลุดออกไปนั่นเอง

Content Image

หนูปวดท้องจังเลย..

ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ขวบมักเกิดอาการปวดท้องซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กวัยนี้ วันนี้เราจะไปดูกันว่าทำไมลูกน้อยถึงปวดท้องและคุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีอย่างไรที่จะช่วยลดอาการเหล่านี้ให้น้อยลงได้บ้างค่ะท้องอืดท้องเฟ้อ✨อาการของท้องอืดอาการที่ทารกทุกคนเป็นคือมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง เพราะมีลมอยู่ในลำไส้มาก โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการดูดนมจากขวดนม🍼 เพราะเวลาดูดก็จะดูดอากาศเข้าไปด้วยนั่นเอง จะสังเกตุได้ว่าท้องลูกน้อยป่องขึ้นคล้ายลูกโป่ง และลูกจะร้องไห้งอแง และดิ้นมาก แต่ยิ่งลูกร้องไห้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งกลืนลม💨เข้าไปในท้องมากขึ้น ลูกจะรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว ร้องงอแง แอ่นตัว ดิ้นมาก ยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งกลืนลมเข้าไปในท้อง ทีนี้ล่ะ อาการท้องอืดก็หนักขึ้น✨ป้องกันไม่ให้ลูกท้องอืดได้อย่างไรหลังให้นมลูกจะต้องอุ้มเรอระหว่างและหลังทานนมและอาจลองจับท่าดังต่อไปนี้💨วางลูกให้อยู่ในท่าหงาย💨จับขาของลูกน้อยขึ้นและทำท่าปั่นจักรยานกลางอากาศโดยจะปั่นไปทิศทางด้านหน้าหรือหลังก็ได้💨จากนั้นค่อยๆดันเข่าของลูกให้ชิดหน้าอกของลูก💨ให้ทำท่านี้ซ้ำเท่านี้ก็สามารถช่วยลูกน้อยไล่ลมได้แล้วค่ะ!กรดไหลย้อนในเด็ก✨อาการของกรดไหลย้อนเนื่องจากกระเพาะอาหารของทารก👶 นั้นยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทารกจึงมีอาการกรดไหลย้อนได้เหมือนกัน หรือหากมีการกินนมเร็วเกินไปก็อาจมีการอาเจียนออกมาได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยได้โดยการจับพาดบ่าเพื่อให้เรอ โดยควรให้อยู่ในท่าหลังตรงประมาณ 20 นาที✨อาการแบบไหนที่ควรพาไปพบคุณหมอโรคกรดไหลย้อน หรือ GERD สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในและนอกระบบทางเดินอาหารโดยควรพาลูกน้อยไปหาหมอทันที หากลูกมีการอาเจียน สำลัก ไอ หายใจลำบาก หรือร้องไห้มากขณะทานนม หรือหลังทานเสร็จท้องผูก✨เกิดตอนไหนท้องผูกจะเกิดแค่ในทารกบางคนเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่มักจะถ่ายวันละ 7-8ครั้งเลยทีเดียว โดยเฉพาะทารกที่ทานนมแม่🍼 เพราะมีนมแม่ย่อยง่ายจึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องท้องผูก โดยส่วนมากจะมีปัญหาเมื่อสารอาหารในน้ำนมเปลี่ยน หรือ ทารกที่เริ่มทานนมผง✨ช่วยได้โดยสำหรับคุณแม่ท่านใดที่ยังให้ลูกกินนมแม่ คุณแม่ควรทานอาหารที่มีกากใยสูงเพราะจะส่งผลต่อระบบขับถ่ายของลูกนั่นเองค่ะ หากลูกของคุณแม่ทานอาหารเสริมอยู่ก็สามารถให้ลูกน้อยทานน้ำส้มคั้น🍊หรือน้ำลูกพรุนได้ค่ะท้องเสีย✨เป็นอันตรายไหมหากลูกน้อยมีอาการท้องเสียจะถือว่าอันตรายมาก เพราะอาการท้องเสียสามารถทำให้ขาดน้ำได้🌊จากการอุจจาระบ่อยๆ โดยส่วนมากเกิดจากเชื้อไว้รัสที่ปะปนมาในอาหาร หรือของเล่น✨ควรทำอย่างไรหากมีลูก👶อาการท้องเสียให้รีบพาไปหาหมอเพื่อให้หมอดูว่าเป็นการท้องเสียแบบไหน ในบางรายอาจต้องให้น้ำเกลือ แต่หากไม่มีอาการหนักก็อาจกลับมารักษาตัวที่บ้านได้ โดยสามารถป้องกันอาการท้องเสียได้ด้วยการทำความสะอาดของเล่นเป็นประจำ และปรุงอาหารที่สดใหม่ทุกครั้งค่ะ

Content Image

วิธีละลายน้ำนมแม่แช่แข็ง ต้องทำแบบนี้!

     คุณแม่หลายๆท่านอาจมีการสต๊อกน้ำนมแม่เก็บไว้ในช่องแช่แข็งกันอย่างแน่นอนใช่ไหมคะ? แต่คุณแม่แน่ใจไหมคะเขาว่าคุณแม่ได้ทำอะไรน้ำนมแช่แข็งได้อย่างถูกวิธี วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมวิธีละลายน้ำนมแช่แข็งอย่างถูกวิธีมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️เคล็ดลับวิธีละลายน้ำนมแม่แช่แข็ง มีดังต่อไปนี้✨ทำละลายน้ำนมแม่ที่มีอายุการเก็บนานที่สุดก่อนการทำละลายน้ำนมแม่ที่ถูกเก็บไว้ในช่องแช่แข็งจะง่ายขึ้น เมื่อคุณแม่ระบุวัน📝และเวลาที่ปั๊มและจัดเก็บน้ำนมไว้ และควรเรียงลำดับจากถุงใหม่ไปเก่าให้เรียบร้อยด้วยนะคะ  หลังจากนั้นคุณแม่สามารถหยิบถุงที่เก่าที่สุดออกมาทำละลายก่อน วิธีนี้เรียกว่าระบบ FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) ✨ทำละลายโดยการแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำละลายน้ำนมแม่ได้ คือการย้ายน้ำนมจากช่องแช่แข็งลงมายังตู้เย็นในช่องแช่ธรรมดา วิธีนี้จะเหมาะกับคุณแม่ที่ไม่รีบร้อนในการใช้นมให้ลูกดื่ม เพราะอาจใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมงในการปล่อยให้สต็อกน้ำนมของคุณแม่ค่อยๆละลายนั่นเองค่ะ และคุณแม่ควรใช้น้ำนมที่ทำละลายด้วยวิธีนี้ภายใน 24 ชั่วโมง⏳ทันทีนะคะ หากปล่อยไว้นานอาจทำให้น้ำนมบูดได้ค่ะ ✨ทำละลายโดยการแช่ในภาชนะที่มีน้ำอุ่นหากคุณแม่ต้องการทำละลายน้ำนมอย่างรวดเร็วคุณแม่สามารถแช่น้ำนมในภาชนะที่มีน้ำอุ่น♨️เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น น้ำนมก็จะละลายตัวและสามารถนำมาใช้งานเพื่อให้เจ้าตัวน้อยดื่มได้แล้วค่ะ✨ทำละลายโดยการปล่อยให้น้ำไหลผ่านถุงเก็บน้ำนม วิธีนี้เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการละลายน้ำนมแม่ หลักการคือปล่อยให้น้ำไหล💧ผ่านถุงเก็บน้ำนม เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นหรือก๊อกน้ำที่สามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิได้ ข้อควรระวังขณะทำการละลายน้ำนมแช่แข็ง มีดังต่อไปนี้🙅‍♀️ห้ามนำนมไปอุ่นด้วยการใช้ไมโครเวฟหรือการต้มเพราะการทำละลายด้วยสองวิธีนี้สามารถทำลายสารอาหารสำคัญที่อยู่ในนมแม่ได้ อีกทั้งยังให้อุณหภูมิของน้ำนมแม่ไม่สม่ำเสมอ อาจจะมีบางส่วนร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไป ทนอาจทำให้นมลวกปาก🫦ลูกได้ จนเกิดเป็นแผลนั่นเองค่ะ🙅‍♀️ห้ามทิ้งนมแม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากทำละลายน้ำนมแม่เรียบร้อยแล้ว คุณแม่ควรป้อนนม🍼ให้ลูกน้อยได้ทันทีหรืออาจเก็บไว้ในตู้เย็นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 2 ชั่วโมงเด็ดขาด หากเกินระยะเวลาดังกล่าว คุณแม่ควรนำนมไปทิ้งทันที🚮🙅‍♀️ห้ามนำน้ำนมที่ละลายแล้วไปแช่แข็งซ้ำ น้ำนมแม่ที่ผ่านการแช่แข็งและทำละลายแแล้ว ไม่ควรนำกลับไปแช่แข็งซ้ำอีกรอบ นั่งๆคุณแม่ควรวางแผน🤔ให้ดีก่อนทำละลายน้ำนมเพื่อใช้ทุกรอบนะคะ      วิธีการละลายน้ำนมแช่แข็งนั้นมีหลายวิธีที่เราได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งน้ำนมที่ถูกละลายแล้วอาจจะมีกลิ่นและรสชาติ😋เปลี่ยนไปเล็กน้อย เนื่องจากเกิดการย่อยสลายไขมันตามธรรมชาติในน้ำนมแม่ของเอนไซม์ไลเปส (Lipase Enzyme) ในระหว่างการเก็บรักษา แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าคุณภาพของน้ำนมจะลดลงนะคะ น้ำนมที่ละลายแล้วยังสามารถใช้ป้อนให้กับเจ้าตัวน้อย👶ได้ตามปกติเลยค่ะ

Content Image

ข้อดีข้อเสียของการให้ลูกเข้าเรียนเนอสเซอรี่

     การศึกษาขั้นพื้นฐาน📚นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญกับเจ้าตัวน้อย👶ทุกคน แต่ในทางกลับกันการเรียนในชั้นเตรียมอนุบาลที่ไม่ใช่การศึกษาขั้นพื้นฐานหรือการศึกษาภาคบังคับนั้นจำเป็นหรือไม่ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร คุณแม่จำเป็นต้องให้ลูกเข้าเรียนในรูปแบบการศึกษาดังกล่าวหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ แต่ก่อนอื่นเราไปเริ่มต้นทำความรู้จักกับระดับชั้นเตรียมอนุบาลกันเลยค่ะ💁‍♀️การศึกษาระดับเตรียมก่อนอนุบาลมีความจำเป็นไหม?✨เตรียมก่อนอนุบาล (Nursery)ระดับชั้นเตรียมก่อนอนุบาลนั้นมักถูกหลายคนเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 'เนิร์สเซอรี่' ค่ะ จะบอกว่าเป็นโรงเรียนก็คงพูดได้ไม่เต็มที่นัก เพราะไม่จำเป็นต้องมีหลักสูตรทางวิชาการมาสอนเจ้าตัวน้อยอย่างชัดเจน ถ้าให้ความหมายว่าเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็ก🏫อาจดูเหมาะสมกว่า โรงเรียนเตรียมอนุบาลหรือเนิร์สเซอรี่จะรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปเพื่อเข้าศึกษา (หลักเกณฑ์อายุขั้นต่ำอาจแตกต่างกันในแต่ละโรงเรียน) เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีเวลา🕓มากพอที่จะดูแลเจ้าตัวน้อยที่บ้าน จึงนำลูกมาฝากไว้ที่สถานที่รับเลี้ยง ให้ครูพี่เลี้ยง👩‍🏫หรือเจ้าหน้าที่ดูแลให้ค่ะข้อดีของการเข้าเรียนเนอสเซอรี่ข้อที่ 1️⃣ อย่างแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดคือช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สบายขึ้นค่ะ สำหรับรูปแบบครอบครัวเล็กที่ทั้งครอบครัวอาจประกอบไปด้วยคุณพ่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อย รวมกันเป็น 3 คน👨‍👩‍👧 หากคุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานทั้งคู่ก็จะไม่สามารถมาดูแลเด็กได้อย่างเต็มตัว หากปล่อยไว้ตามลำพังก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมแน่นอน การให้เจ้าตัวน้อยเข้าเรียนเนอสเซอรี่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะข้อที่ 2️⃣ เด็กมีพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมและพัฒนาการทางด้านอารมณ์มากขึ้นเพราะได้เข้าสังคมใหม่ เจ้าตัวน้อยจะได้เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์แบบอื่นนอกจากคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้น👯‍♀️ไปจนถึงคุณครูพี่เลี้ยง ซึ่งการเข้าสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ๆจะช่วยให้เด็กๆปรับตัวได้เร็วขึ้น มีความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น มีแนวโน้มที่จะงอแงและมีอาการติดคุณพ่อคุณแม่น้อยลงเมื่อต้องเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลค่ะข้อที่ 3️⃣เด็กๆจะได้เรียนรู้กฎระเบียบและโครงสร้างทางสังคมที่ต่างกันระหว่างที่บ้าน🏡ซึ่งเป็นสถานที่ส่วนตัวกับโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะ การได้เรียนรู้ถึงกฎที่ต่างกันจะทำให้เด็กๆเข้าใจถึงความหลากหลายของกฎระเบียบรวมถึงวัฒนธรรมที่ต่างกันในสังคมแต่ละพื้นที่ค่ะข้อที่ 4️⃣เป็นสถานที่ที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางกาย เพราะโรงเรียนมักจะมีพื้นที่กว้างขวางและปลอดภัย มีของเล่นที่หลากหลายเตรียมไว้ให้เด็ก🚂 อำนวยความสะดวกและความสนุกให้เจ้าตัวน้อยมากกว่าที่บ้าน และยังรวมไปถึงการเติบโตทางความคิด💭 เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กๆจะได้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นอย่างสนุกสนาน🛝 และถึงแม้โรงเรียนเตรียมอนุบาลจะไม่ได้เน้นวิชาการมากนัก แต่ก็จะมีสอนบ้างอยู่ดี ทำให้เด็กๆมีโอกาสพบเจอกับเนื้อหาวิชาการเหล่านั้นก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาล เมื่อได้เรียนอีกครั้งก็มีแนวโน้มจะเข้าใจบทเรียนได้ง่ายและเร็วขึ้นค่ะข้อเสียของการเข้าเรียนเนอสเซอรี่ข้อที่ 1️⃣สิ่งแรกที่เป็นข้อเสียซึ่งสามารถสังเกตได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมคือเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นค่ะ💵 แม้การเรียนในระดับชั้นเตรียมอนุบาลมีแนวโน้มจะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ไวขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ในทุกกรณี และหากคุณพ่อคุณแม่มีเวลาที่จะดูแลลูกในทุกๆวัน หรือมีสมาชิกในครอบครัวพร้อมจะดูแลช่วยอยู่แล้วอย่างใกล้ชิด🤗 การเข้าเรียนในระดับชั้นเตรียมอนุบาลก็ดูจะเป็นสิ่งเกินความจำเป็นค่ะข้อที่ 2️⃣วัยเด็กเป็นวัยที่ยังมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อก่อโรค🦠ค่อนข้างต่ำ (ต่ำเป็นพิเศษในเด็กเล็ก) ดังนั้นการเข้าไปอยู่กับคนหมู่มาก มีพื้นเพหรือพื้นฐานชีวิตที่หลากหลาย มีกิจกรรมในแต่ละวันไม่เหมือนกัน ก็อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงทำให้เจ้าตัวน้อยป่วย🤒บ่อยกว่าตอนอยู่ที่บ้านได้ค่ะข้อที่ 3️⃣การเลือกโรงเรียนเนอสเซอรี่นั้นต้องพิจารณาถึงหลายประเด็นเกี่ยวกับโรงเรียน🏫 ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมภายนอกและภายในโรงเรียน ความสะอาดและสุขอนามัย เครื่องมืออำนวยความสะดวก📝 คุณภาพของบุคลากรภายในโรงเรียนและเพื่อนร่วมชั้นเรียน จำนวนนักเรียนต่อหนึ่งห้องเรียน เนื่องจากประเด็นเหล่านี้สาารถบ่งบอกได้ถึงความสามารถของโรงเรียนในการดูแลเจ้าตัวน้อยของเราได้ค่ะ หากเด็กไม่ได้รับการดูแลที่ดีมากพอก็อาจก่อให้เกิดโทษต่อตัวเด็กเองได้ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการศึกษาในชั้นเนอสเซอรี่นั้นไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับแต่อย่างใด แต่เป็นการศึกษาทางเลือก หากคุณพ่อคุณแม่👨‍👩‍👧มั่นใจว่าตนเองมีเวลามากพอจะดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลยค่ะ แต่หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการเห็นเด็กๆรู้จักปรับตัวใช้ชีวิตกับสังคมอื่นๆ การศึกษาระดับชั้นเนอสเซอรี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีค่ะ

Content Image

ทารกแรกเกิดเริ่มมองเห็นได้ตอนไหน?

     โดยปกติแล้ว เจ้าตัวน้อยในครรภ์จะยังไม่สามารถมองเห็นอย่างชัดเจนได้ทันทีที่ออกมาจากครรภ์ของคุณแม่ ต้องใช้เวลาเล็กน้อยในการปรับตัวและพัฒนาสายตา แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กๆควรที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนตอนไหน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกน้อยของเรามีพัฒนาการทางด้านการมองเห็นสมวัยหรือไม่ เสี่ยงที่จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับสายตาหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ทารกเริ่มมองเห็นได้ตอนอายุเท่าไร?👉ทารกอายุประมาณ 4 สัปดาห์ (1 เดือน)ในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ทารกยังมองเห็นได้ไม่ชัดเจนมากนัก ถึงดวงตาจะสามารถรับแสงและประมวลเป็นภาพได้แล้วก็ตาม และจะมองเห็นเพียงระยะใกล้ๆ ประมาณ 20-40 เซนติเมตรหรือระยะสายตาประมาณ 1 ไม้บรรทัดยาวเพียงเท่านั้น ภาพที่รับได้ก็จะเป็นโทนภาพสีขาวดำเทา เป็นช่วงที่ผู้ปกครองอาจสังเกตได้ว่าเจ้าตัวน้อยของเราอาจมีอาการตาเหล่ เนื่องจากการทำงานของดวงตาทั้งสองข้างอาจยังไม่สัมพันธ์กันมากนัก ถึงแม้ดวงตา👁️จะยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนวัยผู้ใหญ่ แต่เนื่องจากดวงตาสามารถรับภาพได้แล้ว จึงเป็นช่วงที่ทารกจะสามารถจดจำคนที่อยู่ใกล้ๆในระยะสายตาที่มองเห็นบ่อยๆได้ นั่นก็คือคุณแม่ที่คอยป้อนน้ำนมนั่นเองค่ะ🤱👉ทารกอายุประมาณ 8 สัปดาห์ (2 เดือน)ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการทางด้านสายตาที่ดีขึ้น สามารถกลอกตามองสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมาได้คล่องแคล่วมากขึ้น ทำให้เริ่มมีความสนใจในสิ่งรอบตัวมากขึ้น อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ทารกจะสามารถผลิตน้ำตาเพื่อใช้ในการหล่อเลี้ยงดวงตาได้แล้วอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ในช่วงนี้ ตาของทารกจะเริ่มมีความไวต่อแสงค่ะ☀️👉ทารกอายุประมาณ 12 สัปดาห์ (3 เดือน)เป็นช่วงที่ทารกเริ่มรับรู้ถึงระยะใกล้-ไกลของภาพ เริ่มมองเห็นภาพเป็นสีสัน ไม่ใช่เพียงสีขาวดำอีกต่อไป แต่สีที่รับรู้ได้ดีก็ยังเป็นเพียงแม่สี อันได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน เนื่องจากสามารถเก็บรายละเอียดภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ทำให้เจ้าตัวน้อยของเราจดจำใบหน้าของผู้ที่พบเห็นได้มากขึ้น เริ่มสนใจที่จะสังเกตสีหน้าและแววตาของคนที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย👀👉ทารกอายุประมาณ 16 สัปดาห์ (4 เดือน)แน่นอนว่าพัฒนาการทางสายตาของเจ้าตัวน้อยก็ยังดำเนินไปอย่างดีขึ้นเรื่อยๆเป็นปกติ แต่ที่สังเกตได้ชัดเจน ในช่วงนี้ทารกควรจะเริ่มหายจากจากอาการตาเหล่หรือตาเขได้แล้ว พูดง่ายๆคือดวงตาทั้งสองข้างควรทำงานสอดประสานกันเป็นปกติแล้วนั่นเอง และช่วงนี้ความสามารถในการมองเห็นของทารกจะใกล้เคียงกับวัยผู้ใหญ่แล้ว ไม่ว่าความสามารถในการมองภาพและแยกแยะสีสันได้🖼️ แยกระยะใกล้-ไกลได้ชัดเจน นอกจากนี้ระบบประสาทอัตโนมัติยังทำหน้าที่ ซึ่งก็คือการตอบสนองต่อแสงจ้าได้ดีมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อทารกเห็นแสงจ้าๆก็จะกะพริบตาโดยอัตโนมัตินั่นเอง👉ทารกอายุประมาณ 24 สัปดาห์ (6 เดือน) ถึง 1 ขวบปี (12 เดือน)เป็นช่วงที่ทารกมีพัฒนาการการมองเห็นที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบแล้ว ดวงตาทั้งสองข้าซ้ายขวาทำงานสอดประสานกัน โดยปกติแล้วไม่ควรมีภาวะตาเหล่หรือตาเขหลงเหลืออยู่อีก เนื่องจากเป็นช่วงที่พัฒนาการทางด้านสายตานั้นค่อนข้างเต็มที่ ทำให้พัฒนาการทางร่างกายในด้านอื่นๆดีขึ้นอย่างประสานกันด้วย ยกตัวอย่างเช่นพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหว การที่เด็กสามารถแยกระยะใกล้-ไกลของวัตถุตรงหน้าได้ ก็ทำให้การเคลื่อนไหวจนไปถึงการเคลื่อนที่ การหยิบจับสิ่งของรอบตัว🧸เป็นไปอย่างคล่องแคล่วได้นั่นเองค่ะวิธีการกระตุ้นพัฒนาการด้านสายตาของเด็กแรกเกิดจ้องมองดวงตาและใบหน้าทารกในระยะใกล้บ่อยๆแขวนของเล่นที่มีลักษณะ 3 มิติไว้ในระยะสายตา ถ้าเป็นของเล่นที่เคลื่อนไหวได้🪀ก็จะเป็นสิ่งที่ดีขึ้นไปอีกค่ะเปลี่ยนตำแหน่งที่นอนของเจ้าตัวน้อยเป็นครั้งคราว ให้พวกเขาได้มีโอกาสมองภาพอื่นๆ เรียนรู้ทิวทัศน์อื่นๆรอบตัวใช้สิ่งของหรือติดภาพที่มีสีสันสดใส เน้นไปที่แม่สีอย่างสีแดง🔴 สีเหลือง🟡 สีน้ำเงินชัดเจน🔵 ให้เด็กมีโอกาสมองเห็นบ่อยๆ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบถึงพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยที่พึ่งออกมาลืมตาดูโลกกว้างแล้วนะคะ จะเห็นว่าเด็กๆนั้นมีพัฒนาการทางด้านการมองเห็นเร็วกว่าที่คิด แน่นอนว่าพัฒนาการทางด้านการมองเห็นนั้นพ่วงมากับพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้และการจดจำด้วย ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นนาทีทองของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกจดจำใบหน้าและสร้างความผูกพันกับเด็กได้อย่างรวดเร็ว🤗 ดังนั้นอย่ารอช้าที่จะดูแล ให้เวลา และมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาเยอะๆกันนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.