Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

👉 List บทความ10-12 เดือน

Content Image

น้ำตาไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป

     'น้ำตา' 😢นับเป็นผลผลิตจากหลากหลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ในเชิงบวก เช่น มีความสุข อิ่มเอมใจ ปลื้มปิติดีใจ จนไปถึงอารมณ์ในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ กังวล เครียด โศกเศร้า ผิดหวัง เสียใจ ตกใจกลัว แต่บางทีน้ำตาก็อาจไม่ได้มาจากปัจจัยทางด้านอารมณ์เช่นเดียวกัน วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับการหลั่งน้ำตาในเจ้าตัวน้อยให้มากขึ้นกันค่ะหน้าที่ของน้ำตาและการร้องไห้หากตัดเรื่องการเป็นเครื่องมือแสดงอารมณ์ของมนุษย์ออกไป อันที่จริงแล้วหน้าที่หลักของน้ำตาก็คือการเป็นของเหลวที่คอยหล่อเลี้ยงดวงตา👁️ ไม่ให้ดวงตาแห้ง และยังช่วยเป็นเกราะป้องกันชั้นบางๆไม่ให้ฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมในอากาศเข้ามาสัมผัสกับเนื้อลูกตาได้โดยตรงค่ะ น้ำตาจะช่วยกำจัดอนุภาคต่างๆที่ลอยอยู่ในอากาศและลอยเข้าสู่ลูกตาโดยบังเอิญ น้ำตาชนิดนี้อาจมีเซลล์ที่เป็นสมาชิกของระบบภูมิต้านทานในร่างกายเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เพื่อกำจัดเชื้อก่อโรค🦠ในเบื้องต้นค่ะ และอย่างที่เราทราบกันดีว่าน้ำตาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแสดงอารมณ์ทั้งเชิงบวกและเชิงลบตามที่กล่าวไปก่อนหน้า น้ำตาประเภทนี้ก็จะมีองค์ประกอบไม่เหมือนกับน้ำตาที่ไม่ได้มาจากการแสดงอารมณ์ค่ะ ในกรณีของเด็กเล็ก หลังร้องไห้แล้วเด็กจะหลับง่ายขึ้น😴 หลับสบายขึ้นค่ะ เพราะการร้องไห้ก็เป็นอีกกลไกหนึ่งในการระบายความเครียดของเด็กการปลูกฝังให้ลูกสามารถร้องไห้ได้วิธีที่ 1️⃣เมื่อเด็กมีอาการร้องไห้งอแง😭 คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีการพูดคุยเพื่อสะท้อนอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ของเด็ก ให้เจ้าตัวน้อยได้มีโอกาสสัมผัสเข้าไปในจิตใจตนเองว่าที่ร้องไห้อยู่ตอนนี้เพราะกำลังรู้สึกอะไร และสาเหตุอะไรทำให้เกิดความรู้สึกนั้น การกระทำเช่นนี้เป็นการปลูกฝังกับเด็กว่าเราสามารถแสดงออกทางอารมณ์ไปพร้อมกับรู้เท่าทันถึงอารมณ์ตนเอง และสาเหตุที่ทำให้เกิดอารมณ์นั้น ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านการจัดการอารมณ์มากขึ้นค่ะวิธีที่ 2️⃣นอกจากจะพูดคุยอภิปรายถึงอารมณ์ของเจ้าตัวน้อยแล้ว ผู้ปกครองก็ควรสื่อสารถึงอารมณ์ของตนเองเหมือนกัน เพื่อให้เด็กทำความเข้าใจว่าเราทุกคนสามารถมีอารมณ์ในเชิงลบได้เป็นเรื่องปกติ และเมื่อมีอารมณ์เหล่านี้ คนมักจะแสดงออกออกมาอย่างไร การพูดคุยประเด็นนี้จะทำให้เด็กสามารถรับรู้ความรู้สึกและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น💞ได้มากขึ้น เพิ่มพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมของเด็กได้อีกด้วยวิธีที่ 3️⃣การทำแบบฟอร์มติดตามอารมณ์หรือ Mood tracker ซึ่งจะมาในรูปแบบแผนภาพการ์ตูนให้เหมาะกับวัยของเด็กก็ได้ เด็กจะสามารถบันทึกอารมณ์ของตนเองในแต่ละช่วงเวลาของวันได้ เด็กจะมองเห็นภาพรวมและเข้าใจได้ว่าในแต่ละวันเราสามารถมีหลากหลายอารมณ์ได้เป็นปกติ ทำให้เด็กอนุญาตให้ตัวเองมีความรู้สึก กล้าที่จะแสดงความรู้สึก อย่างเช่นกล้าที่จะระบายความรู้สึกไม่ดีด้วยการร้องไห้🥹ออกมา ไม่เก็บอารมณ์ที่ไม่ดีไว้กับตนเองจนอึดอัดและเกิดอาการเหนื่อยล้าทำอย่างไรเมื่อลูกร้องไห้✨ไม่มองข้ามอารมณ์ความรู้สึกของเด็กเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ควรมีประโยคประเภท 'ร้องไห้ทำไมเรื่องแค่นี้เอง' 'หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้นะ' ออกมา เพราะจะทำให้เด็กตั้งกำแพงต่อคุณพ่อคุณแม่ทันที✨ปลอบโยนด้วยความเข้าใจและจริงใจแทน🫂 อาจใช้ประโยคในรูปแบบที่แสดงถึงความเข้าใจ และแสดงให้เด็กๆรับรู้ว่า ถ้าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับตัวคุณพ่อคุณแม่เอง ตัวเราเองก็คงรู้สึกแย่เหมือนกัน เพื่อเป็นการอนุญาตให้เด็กสามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ตั้งกำแพงกับผู้ปกครองค่ะ✨ใช้ประโยคแสดงการให้กำลังใจเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเด็ก👨‍👩‍👧 และพร้อมที่จะแก้ปัญหาไปพร้อมกับเด็กๆเสมอ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา     จะเห็นแล้วนะคะว่าการร้องไห้นั้นไม่ใช่เรื่องแย่เลย เพราะมันก็เป็นเพียงกลไกหนึ่งตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน เพื่อใช้ระบายอารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสุดขีดในจิตใจ ดังนั้นผู้ปกครองควรปลูกฝังว่าทุกคนสามารถร้องไห้ได้ ไม่ว่าจจะเป็นเพศใด ทำอาชีพอะไร มีฐานะ หน้าที่ และบทบาททางสังคมแบบไหนก็ตาม

Content Image

10 วิธีการแปรงฟันเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของลูก

     คุณแม่หลายๆ ท่านอาจคิดว่าการแปรงฟันนั้นไม่จำเป็นวิธีง่ายๆที่ไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากมาย เพราทุกคนก็สามารถทำกันได้ แต่มั่นใจแล้วหรือว่าคุณแม่สอนลูกแปรงฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ? วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมวิธีการแปรงฟันเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของลูกมาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️10 เทคนิคการแปรงฟันเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของลูก มีดังต่อไปนี้1️⃣ เลือกแปรงสีฟันให้ถูกต้องประสิทธิภาพของการแปรงฟันมักขึ้นอยู่กับคุณภาพของแปรงสีฟัน🪥ด้วยนะคะ คุณแม่ควรเลือกซื้อแปรงสีฟันที่มีด้ามจับพอดีกับมือ มีหัวแปรงขนาดเหมาะสมผลิตจากวัสดุซิลิโคนคุณภาพดี  และมีขนแปรงที่นุ่ม ไม่ระคายเคืองต่อเหงือกเจ้าตัวน้อยก็เพียงพอแล้วค่ะ หากคุณแม่พบลูกแปรงฟันได้ไม่ทั่วถึง อาจลองพิจารณาเลือกซื้อแปรงสีฟันไฟฟ้ามาใช้ลูกใช้ดูนะคะ2️⃣ เปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่คุณแม่ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันให้ลูกอยู่เสมอนะคะ✨ เมื่อสังเกตได้ว่าขนแปรงเริ่มหลุดลุ่ยและไม่สามารถตั้งตรงได้อีกต่อไป ถึงแม่ว่าจะถูกใช้งานไปเพียงไม่กี่เดือน 3️⃣ แปรงฟัน 2 ครั้งต่อวัน คุณแม่ควรสอนให้เจ้าตัวน้อยแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการขจัดคราบบหินปูนจากเศษอาหาร แต่ก็ไม่ควรแปรงฟันเกิน 3 ครั้งต่อวันด้วย เพราะผู้เชี่ยวชาญ🧑‍⚕️หลายคนได้กล่าวว่าการแปรงฟันมากเกินไปอาจทำให้เคลือบฟันสึกและก่อให้เกิดอันตรายต่อเหงือกได้ของเด็กได้ด้วยนั่นเองค่ะ4️⃣ เลือกใช้ยาสีฟันคุณภาพดียาสีฟันที่ดีควรมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ (Fluoride) เป็นส่วนประกอบ เพราะฟลูออไรด์สามารถช่วยขจัดคราบหินปูน แถมยังช่วยเคลือบฟันให้แข็งแรง💪ได้อีกด้วย 5️⃣ ใช้เทคนิคการแปรงฟันที่ถูกต้องเทคนิคการแปรงฟันที่ถูกต้องนั้นทำได้ไม่ยาก และคุณแม่ควรสอนให้ลูกใช้เทคนิคการแปรงฟัน🪥ที่เหมาะสม เพราะจะช่วยให้ลูกสามารถทำความสะอาดช่องปากได้ดียิ่งขึ้น เริ่มจากบีบยาสีฟันเล็กน้อยและจับแปรงทำมุมกับฟันที่ 45 องศา จากนั้นแปรงฟันด้านนอกจากบนลงล่างเป็นจังหวะสั้นๆ ต่อมาให้ถูแปรงเป็นวงกลมไปให้ทั่วผิวฟันด้านนอกจนครบทุกซี่ เมื่อแปรงด้านนอกเสร็จแล้ว ให้เปลี่ยนไปแปรงฟันด้านใน โดยขยับไปตามแนวเหงือก และอย่าลืมแปรงลิ้นให้ทั่วด้วยนะคะ รวมไปถึงเทคนิคเหล่านี้อีกด้วย6️⃣ แปรงฟันอย่างอ่อนโยนการแปรงฟันแรงๆ ไม่ได้หมายความว่าฟันจะสะอาดได้ แต่ในทางตรงกันข้ามการแปรงฟันแรงๆ อาจจะทำลายเคลือบฟันและเหงือกได้ อีกทั้งยังทำให้แปรงสีฟันเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ 7️⃣ ใช้เวลาแปรงฟันอย่างเพียงพอเด็กมักจะชอบใช้เวลาในการแปรงฟันเพียงสั้นๆ เพราะคิดว่าแปรงฟันได้สะอาดแล้ว แต่จริงๆแล้ว คุณแม่ควรกำชับให้ลูกใช้เวลาในการแปรงฟันอย่างน้อย 2-3 นาที⏳ เพื่อให้แปรงฟันได้อย่างสะอาดหมดจด และมีสุขภาพช่องปากที่ดีนั่นเองค่ะ8️⃣ อย่าละเลยการแปรงลิ้นการแปรงฟันที่ดีไม่ควรแปรงแค่บริเวณฟันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการแปรงลิ้น👅อีกด้วย เพราะแบคทีเรียอาจจะสมสมอยู่ที่บริเวณโคนลิ้น ซึ่งถือว่าเป็นบริเวณที่กำจัดแบคทีเรียได้ยากกว่าบริเวณอื่นๆ  9️⃣ ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดอีกหนึ่งสิ่งที่ถือว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือ การล้างแปรงสีฟันให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้💦 แล้วผึ่งไว้ในขนแปรงแห้งสนิท เพราะถ้าหากล้างไม่สะอาด ก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียได้🦠 และเมื่อนำไปใช้แปรงฟันครั้งต่อไป ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของการแปรงฟันลดลงค่ะ🔟 ใช้ไหมขัดฟันไหมขัดฟันก็เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่สำคัญ แต่มักถูกมองข้ามไป เพราะบางครั้งแปรงสีฟันก็ไม่อาจเข้าถึงเศษอาหารที่เกาะติดอยู่ตามซอกเล็กๆของฟันได้ ดังนั้น ไหมขัดฟันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับทำความสะอาดเศษอาหารที่คุณแม่สามารถสอนให้เจ้าตัวน้อย👶หัดใช้ได้เช่นกัน       ทุกคนสามารถแปรงฟันได้ แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถแปรงฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กๆ ที่อาจถูกสอนแปรงฟันมาอย่างผิดๆ หลังจากนี้คุณแม่ก็สามารถสอนเทคนิคในการแปรงฟันให้กับลูก เพื่อให้ลูกมีฟันที่สะอาด🦷 และมีสุขภาพช่องปากที่ดีแล้วนะคะ!

Content Image

อาบน้ำทารกอย่างไรให้สะอาด

ตั้งแต่แรกเกิด จนถึง 1 ปี ทารกยังไม่สามารถสื่อสารให้พ่อแม่เข้าใจความต้องการของตนได้ สิ่งที่ทารกทำคือการร้องเพื่อให้พ่อแม่เข้ามาดูแลตนเอง ซึ่งความไม่สบายตัวจากอากาศที่ร้อน หรือเหนียวตัวจากเหงื่อก็เป็นอีกเหตุผลที่จะทารกจะร้องให้พ่อแม่เข้ามาดูแลตนเองทำไมต้องอาบน้ำ✨เหตุผลของการอาบน้ำประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ด้วยอากาศที่ร้อนชื้น และเหงื่อจะส่งผลให้ทารกขึ้นผดผื่นจนเกิดอาการคัน หรือความไม่สบายตัวต่าง ๆ อีกทั้งทารกมีผิวที่บอบบางและแพ้ง่าย จึงต้องเฟ้นหาอุปกรณ์ทำความสะอาดสำหรับเด็กอ่อน👶โดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการแพ้ การอาบน้ำ🚿จึงเป็นกิจวัตรของคนไทยที่จะชำระร่างกายให้สะอาด และสดชื่นในแต่ละวัน✨จำเป็นต้องอาบน้ำบ่อยแค่ไหนหลายๆท่านอาจกำลังสงสัยว่าเราจะต้องอาบน้ำให้ทารกที่เกิดใหม่บ่อยแค่ไหน ซึ่งเมื่อแรกคลอดพยาบาล🏥จะทำการอาบน้ำให้ลูกมาเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนั้นเราไม่จำเป็นจะต้องอาบน้ำให้ลูกทุกวัน เพราะลูกจะยังมีผิวที่บอบบางอยู่มาก ดังนั้นการอาบน้ำบ่อยๆจะทำให้ผิวของลูกแห้งและอักเสบได้วิธีอาบน้ำให้ทารก✨เริ่มต้นจากส่วนหัวก่อนอื่นต้องเตรียมน้ำในอุณหภูมิห้อง ห่อผ้าเช็ดตัวทารก ใช้สำลีชุบน้ำ จากนั้นจึงเช็ดตามใบหน้า ตา หู จมูก ให้สะอาด หากต้องการสระผม ให้ประคองศีรษะของทารก ก่อนชโลมแชมพูสำหรับเด็ก👶 ล้างน้ำ และซับผมให้แห้ง✨จัดการส่วนลำตัวผสมน้ำให้เป็นน้ำสบู่🧼 แกะผ้าที่ห่อตัวทารก ใช้ฟองน้ำชุบน้ำสบู่ ฟอกตัวทารก เช็ดตามลำตัว โดยเฉพาะตามง่ามและข้อพับ จากนั้นค่อย ๆ ล้างตัว อาจจะกวักน้ำล้าง หรือหย่อนทารกลงในอ่าง ตามความสะดวก✨ถึงเวลาซับแห้งเมื่อล้างจนสะอาดก็นำทารกมาซับตัวให้แห้ง ทาแป้งตามข้อพับ หรือบริเวณผิวแพ้ง่าย จากนั้นก็ใส่เสื้อผ้าให้ทารก👚✨เช็ดตัวแทนได้ไหมในกรณีที่ทารกไม่สบาย อากาศหนาว หรือพ่อแม่ยังไม่เชี่ยวชาญในการอาบน้ำ🚿 อาจจะใช้วิธีการเช็ดตัวทารกเช้าเย็นแทนการอาบน้ำ แม้กระทั่งในช่วงหน้าร้อน ที่ทารกอาจจะเหนียวตัวช่วงกลางวันก็สามารถเช็ดตัวระหว่างวันได้เช่นกันควรอาบตอนไหนและข้อควรระวัง✨ควรอาบตอนไหน?การอาบน้ำให้ทารกจะต้องเลือกในเวลาที่จะไม่มีใครมาขัดจังหวะ⏲️ โดยอาจเลือกอาบให้ตอนในมือสายหรือช่วงเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนให้นมได้ โดยควรใช้น้ำอุ่นในการอาบ และหลังอาบน้ำก็ให้ลูกดูดนมต่อก็จะทำให้ลูกนอนหลับได้ค่ะ ✨ข้อควรระวังในการอาบน้ำทารกไม่ควรปล่อยให้ทารกอยู่ตามลำพังแม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ รวมถึงควรเช็คดูอุณหภูมิ🌡️ของน้ำ🌊ที่ใช้ในการอาบน้ำทุกครั้ง ให้แน่ใจว่าไม่เย็นหรือร้อนเกินไปนะคะ คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการใช้อ่างอาบน้ำที่มีขนาดใหญ่จนเกินไปเพราะอาบน้ำให้ลูกจมน้ำได้ค่ะ ควรเลือกแชมพูและสบู่🧼  ที่เหมาะกับวัยของลูก และระหว่างอาบน้ำก็ควรระวังไม่ให้สบู่หรือน้ำ เข้าตา หู👂 หรือปากของลูก และหากลูกมีผิวหนังที่แห้ง หรือมีการลอกของผิวหนัง หลังจากอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นแล้วให้ทาผิวหนังด้วยน้ำมะกอกบริสุทธิ์บางๆ จะเป็นการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวนั่นเองค่ะ 

Content Image

วิธีรับมือกับโรคตาแดงของทารก

     อาการตาแดงหรือที่เรียกว่าเยื่อบุตาอักเสบ เป็นภาวะที่พบบ่อยที่ส่งผลกระทบต่อคนทุกวัย รวมถึงทารกด้วย แม้ว่าอาการตาแดงอาจดูเหมือนเป็นความไม่สะดวกเล็กๆ น้อยๆ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจถึงความสำคัญของอาการตาแดงและดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อให้ลูกน้อยของเรามีความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความสำคัญของโรคตาแดงในทารกคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจถึงสาเหตุของตาแดงตั้งแต่แรกเกิด รวมไปถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และมาตรการป้องกันเพื่อปกป้องลูกๆของท่านค่ะ💁‍♀️การป้องกันอาการตาแดงในทารกสำคัญอย่างไรการป้องกันอาการตาแดงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกัน🛡️ที่ละเอียดอ่อนและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทารกมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการตาแดงได้ง่ายมากค่ะ เนื่องจากมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ดูแล การปฏิบัติตามสุขอนามัยที่จำกัด และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณแข็งแรง หากไม่มีการดูแลและเอาใจใส่อย่างเหมาะสม อาการตาแดงอาจทำให้เกิดความไม่สบาย ขัดขวางพัฒนาการตามปกติ และอาจแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ค่ะอาการตาแดงในทารกอาการที่พบบ่อยในทารก ได้แก่ มีรอยแดง มีน้ำตาไหลมากเกินไป😢 มีน้ำมูกไหล เปลือกตาบวม มีความไวต่อแสงและการถูหรือคันตาบ่อยครั้งค่ะ นอกจากนี้ ทารกอาจประสบปัญหาในการลืมตาเมื่อตื่น เนื่องจากมีเปลือกแข็งหรือมีของเหลวไหลออกมาในชั่วข้ามคืนค่ะสาเหตุของตาแดงตั้งแต่แรกเกิดทารกมักเกิดมาพร้อมกับตาสีแดงเนื่องจากภาวะชั่วคราวที่เรียกว่าเลือดออกใต้ตา👁️ ในระหว่างกระบวนการคลอดบุตร ความดันอาจทำให้หลอดเลือดเล็กแตก ส่งผลให้เกิดรอยแดง แม้ว่าสิ่งนี้อาจทำให้เกิดความกังวล แต่โดยทั่วไปแล้วจะไม่เป็นอันตรายและมีแนวโน้มที่จะหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ค่ะอันตรายและเชื้อโรคที่อาจเกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับตาแดงตาแดงในทารกอาจเกิดจากเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงแบคทีเรีย🦠 ไวรัส และโรคภูมิแพ้ เยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรียและไวรัสสามารถติดต่อได้ง่ายและแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ง่ายผ่านการสัมผัสโดยตรงหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาค่ะ การติดเชื้อเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาเสียหาย หรือแม้แต่สูญเสียการมองเห็นได้ค่ะจะทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยมีตาแดงหากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นรอยแดงหรืออาการอื่นๆ ในดวงตาของทารก จำเป็นต้องปรึกษากุมารแพทย์หรือจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย🩺และการรักษาที่เหมาะสมนะคะ พวกเขาอาจสั่งยาหยอดตาหรือขี้ผึ้งเพื่อแก้ไขสาเหตุของรอยแดงและบรรเทาอาการไม่สบาย สิ่งสำคัญคือต้องปฏิบัติตามคำแนะนำและใช้ยาตามที่กำหนดไว้ค่ะการป้องกันอาการตาแดงในทารก✨รักษาสุขอนามัยที่ดี คุณพ่อคุณแม่ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำก่อนสัมผัสดวงตาหรือใบหน้าของทารกทุกครั้งนะคะ ซึ่งจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของแบคทีเรียหรือไวรัสที่ทำให้เกิดอาการตาแดงได้ค่ะ✨รักษาใบหน้าของลูกน้อยให้สะอาด👶 ค่อยๆ ทำความสะอาดใบหน้าและดวงตาของลูกน้อยด้วยผ้าสะอาดที่เปียกหมาด ใช้ผ้าแยกสำหรับดวงตาแต่ละข้างเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนค่ะ✨หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา👁️ คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาของทารกโดยไม่จำเป็นนะคะ เนื่องจากอาจทำให้แบคทีเรียหรือสารระคายเคืองเข้าตาได้ค่ะ✨ระมัดระวังสิ่งของและของเล่น🧸 ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าของเล่น ผ้าเช็ดตัว และวัตถุอื่นๆ ที่สัมผัสกับใบหน้าของทารกนั้นสะอาดและฆ่าเชื้อเป็นประจำค่ะ✨การให้นมบุตร🤱หากเป็นไปได้ ให้นมลูกอย่างน้อยหกเดือนแรก น้ำนมแม่มีแอนติบอดีที่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงโรคตาแดงด้วยนะคะ✨การฉีดวัคซีน💉 ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกน้อยของท่านได้รับการฉีดวัคซีนที่แนะนำทั้งหมด วัคซีนบางชนิด เช่น วัคซีนป้องกันโรคปอดบวม สามารถช่วยป้องกันโรคตาแดงจากแบคทีเรียบางประเภทได้ค่ะ     ควรให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพแวดล้อมของทารกให้สะอาดเสมอนะคะ รวมถึงเปล เครื่องนอน🛌 และพื้นที่เปลี่ยนเสื้อผ้า ซักผ้าเหล่านี้เป็นประจำเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแบคทีเรียหรือไวรัสค่ะ

Content Image

ไรฝุ่นวายร้ายใกล้ตัว

ไรฝุ่นเจ้าตัวปัญหาที่พบได้ตามเตียงนอนที่เรานอนกันอยู่ทุกๆวัน ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่คนไหนสังเกตว่าลูกน้อยกำลังมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันตา อาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุมาจากไรฝุ่นก็เป็นได้ค่ะ   ไรฝุ่น คืออะไร ?เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินไรฝุ่นกันมาบ้างแล้ว ซุ่งไรฝุ่นหรือ Dust Mites นั้น เป็นแมลง🪲ที่ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าเพราะขนาดของมันเล็กมาก โดยมีความยาวประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตรเจ้าไรฝุ่นเหล่านี้จะชอบอาศัยอยู่ตามที่ที่มีความชื้นสูง แสงเข้าไม่ถึง ที่ที่มีฝุ่น เช่น เตียงนอน🛏️ ผ้าม่าน โซฟา พรมเช็ดเท้าและจะกินเศษผิวหนังของคนที่ผลัดออกมาเป็นอาหารทำไมที่นอนของเราจึงมีไรฝุ่นเยอะ?เตียงนอนมีฝุ่นเยอะเพราะเหตุผลที่มีไรฝุ่นอาศัยตามที่นอนเยอะ นั่นก็เป็นเพราะว่าเตียงส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้รับแสงแดด🌞 และเป็นบริเวณที่จะมีเศษผิวหนังของคนตกอยู่เยอะ เพราะคนเราจะต้องนอนหลับบนเตียงในทุกๆวัน และหากบ้านไหนเลี้ยงสัตว์เลี้ยง🐕อยู่ด้วย เศษหนังที่หลุดร่วงนั้นก็จะเป็นอาหารชั้นดีสำหรับไรฝุ่นเลยล่ะค่ะอาการป่วยภูมิแพ้ เพราะไรฝุ่นดูอย่างไร?หากมีอาการจาม คัดจมูก คันหรือเคืองตา😢 น้ำมูกน้ำตาไหล คันคอ ไอ เป็นผื่น หรือคันผิวหนัง ก็สงสัยได้เลยว่าเจ้าตัวเล็กอาจกำลังมีอาการภูมิแพ้จากไรฝุ่นอยู่ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจทำให้เป็นโรคหอบหืดได้วิธีการกำจัดไรฝุ่นบนที่นอนซักทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนโดยควรซักทุกๆ 2 สัปดาห์อย่างน้อย โดยควรซักนานกว่า 30 นาที และให้ใช้น้ำร้อน♨️มากกว่า 60 องศาเซลเซียสในการซัก  เมื่อซักเสร็จให้นำไปตากแดดเมื่อคุณพ่อคุณแม่ซักเครื่องนอนเสร็จแล้ว ให้นำมาตากแดดเพื่อกำจัดไรฝุ่น โดยให้ตากนานมากกว่า 5 ชั่วโมง โดยจะต้องตากให้โดนแสงให้ทั่วทุกด้าน🌞 เครื่องดูดไรฝุ่นหรือสเปรย์กำจัดไรฝุ่นช่วยได้ถ้าใครไม่สะดวกนำไปซักก็สามารถใช้เครื่องดูดไรฝุ่นกำจัดไรฝุ่นได้ โดยควรจะฉีดสเปรย์กำจัดไรฝุ่น🪲 ก่อนดูดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และให้ตัวไรฝุ่นหลุดออกมาได้ง่ายตอนดูดค่ะ

Content Image

หนูเป็นอีสุกอีใส!

ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี จะสามารถพบโรคอีสุกอีใสได้ ซึ่งจะระบาดมากในช่วงหน้าหนาว โดยสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นได้ด้วยการสัมผัส และต่อให้เคยเป็นแล้วก็อาจเป็นซ้ำได้ค่ะ สาเหตุและอาการของโรคอีสุกอีใส✨โรคอีสุกอีใสคืออะไร?โรคอีสุกอีใส หรือ Chickenpox เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากไวรัสVaricella-Zoster Virus(วาริเซลลาซอสเตอร์) ซึ่งหากผู้ใดไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนก็จะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ✨สาเหตุของโรคอีสุกอีใสลูกน้อยจะได้รับเชื้อจากน้ำมูก น้ำลาย ละอองเสมหะเข้าไปผ่านการหายใจ หรือใช้ของร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสเพราะเชื้อไวรัสจะอยู่ตามของต่างๆที่ผู้ป่วยสัมผัส โดยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่ม🔴ตามตัวของผู้ป่วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ✨อาการของโรคอีสุกอีใสเมื่อลูกติดเชื้ออีสุกอีใส ลูกจะมีอาการเบื่ออาหารอ่อนเพลีย และมีไข้ต่ำ🤒 เมื่อผ่านไปสักพักจะเริ่มมีผื่นขึ้นตามตัว และตามร่างกายเป็นตุ่มมีลักษณะนูน น้ำใส และมีอาการคัน โดยห้ามไปแกะหรือเกาเพราะอาจกลายเป็นแผลเป็นได้ หากทิ้งไว้สัก 2-3 ก็จะดีขึ้นและหายไปเองค่ะโดยอาการของอีสุกอีใสนั้นจะสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะด้วยกัน💉ระยะที่หนึ่งจะพบว่าลูกมีตุ่มขึ้ตามตัวอาจเป็นสีแดงหรือสีชมพู ซึ่งจะเกิดเป็นระยะเวลาหลายวัน💉ระยะที่สองจะพบว่ามีตุ่มน้ำที่เกิดขึ้นภายในวัน และมีการแตกของตุ่มน้ำเหล่านั้น💉ระยะที่สามจะพบว่าลูกมีสะเก็ดแผลที่เกิดจากการแตกของตุ่มน้ำ โดยสะเก็ดเหล่านี้อาจจะใช้เวลาหลายวันสักหน่อยกว่าจะดีขึ้นการรักษาและป้องกันอีสุกอีใส✨ดูแลรักษาอย่างไรโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ไม่ได้มีความรุนแรงมาก ดังนั้นจึงสามารถรักษาตามอาการได้โดยการกินยาลดไข้🤒 พักผ่อนให้มาก ดื่มน้ำ🌊ได้เพียงพอ โดยตุ่มที่ขึ้นมาอาจคันจนทำให้ลูกเผลอไปเกาได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถหายามาบรรเทาอาการคัน และอาจล้างแผลด้วยน้ำเกลือ และล้างมือของลูกบ่อยๆ✨ป้องกันโรคอีสุกอีใสได้อย่างไรบ้างคุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันโรคอีสุกอีใสให้ลูกโดยการพาไปฉีดวัคซีนป้องกัน และพยายามให้ลูกหลีกเลี่ยงผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใส หรือหายมีการระบาดของโรค ควรสอนให้ลูกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่นเช่นที่โรงเรียน🏫เคล็ดลับการจัดการเมื่อลูกเป็นอีสุกอีใสเมื่อมีอาการคันให้ลูบบริเวณที่คันเบาๆ และห้ามเกาแรง ให้ทาคาลาไมน์ หรือ ประคบเย็นเพื่อลดอาการคัน และควรตัดเล็บลูกให้สั้น เพราะหากเกาโดยตุ่ม🔴ที่ขึ้นอาจทำให้แผลยิ่งลุกลามนั่นเองค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถอาบน้ำได้ลูกได้ปกติ แต่ควรอาบด้วยน้ำอุ่น และใช้สบู่ยาที่หมอจ่ายให้ค่ะ👩‍⚕️ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในเด็กที่มีสุขภาพดีโรคอีสุกอีใสนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่คุณหมออาจสั่งยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการ และหากเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนคุณหมอก็อาจพิจารณาให้ยา💊อื่นๆตามความเหมาะสมค่ะโดยอาจมีการสั่งยาต้านไวรัสเพื่อช่วยบรรเทาอาการโดยแนะนำให้ลูกทำการฉีดวัคซีน💉แม้จะเป็นหลังจากที่สัมผัสกับเชื้อไวรัสไปแล้ว (ทางที่ดีคือควรฉีดก่อนเป็นนะคะ) โดยการฉีดจะช่วยป้องกันการติดเชื้อและลดโอกาสการเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงด้วยค่ะ

Content Image

วิธีให้ลูกเลิกดื่มนมจากขวด

เพราะลูกน้อยทานนมขวดมาตั้งแต่อายุยังน้อยจึงไม่แปลกเลยที่จะรู้สึกว่า ขวดนมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับลูก การได้ดูดนมก่อนนอนจะช่วยให้ ผ่อนคลาย ปลอดภัย และลดความวิตกกังวลลง ดังนั้นการให้ลูกเลิกดูดนมจากขวดจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างท้าทายพอสมควรค่ะ โดยเราจะมีวิธีที่สามารถทำให้ลูกเปลี่ยนมาดื่มนมจากแก้วได้อย่างไรบ้าง ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ วิธีให้ลูกเปลี่ยนมาดื่มนมจากแก้วรู้หรือไม่ว่าการดื่มนมจากขวดอาจทำให้เกิดการอุดตันของท่อยูสเตเชียน (eustachian tube) ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมกับโพรงหลังจมูกและหูชั้นกลางทำหน้าที่ ปรับแรงดันหู ซึ่งการอุดตันนี้จะมาจากการที่ลูกนอนดื่มนมแล้วสำลักนั่นเอง😥โดยเราจะค่อยๆให้ลูกเปลี่ยนมาทานจากแก้วได้ดังนี้ค่ะ✨เปลี่ยนมาใช้ถ้วยหัดดื่มอาจลองให้ลูกเปลี่ยนมาทานนมจากแก้วฝาปิด หรือ ถ้วยหัดดื่ม (Sippy Cups) ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อย👶ปรับตัวได้ง่ายกว่าเพราะมีลักษะคล้ายๆกับการดูดขวดนั่นเอง โดยอาจลองเริ่มเปลี่ยนมื้อกลางวันก่อน  ✨ให้ลองหลอดดูดเมื่อลูกเริ่มปรับตัวได้แล้วให้ลองให้ลูกดูดจากกล่อง โดยให้ลูกดูดนมแบบถ้วยหัดดื่มไปก่อนจนกว่าจะดูดจากล่องเป็น🧋 ในช่วงที่ฝึกให้ลูกเลิกดื่มนมจากขวดอาจส่งผลให้น้ำหนักลงเล็กน้อย ให้คุณแม่เพิ่มปริมาณอาหารมื้อหลักเข้าทดแทนนะคะ ✨ให้ดื่มจากแก้วจากนั้นให้เปลี่ยนภาชนะมาเป็นแก้วแทน🥛 โดยเริ่มอย่างช้าๆ จากมื้อกลางวันแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นมื้อเช้า และมื้อก่อนนอนจนชินลองวิธีเหล่านี้ดูนะคะ✨เปลี่ยนนมเป็นน้ำเปล่าให้เปลี่ยนนมในขวดเป็นน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้แทน🍹 และให้ลูกดื่ม ลูกอาจจะงอแงสัก 3-4 วัน แต่คุณแม่จะต้องใจแข็งและแสดงให้ลูกเห็นว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว✨ให้ลูกทานนมตามเวลาฝึกให้ลูกทานนมเป็นเวลาโดยให้เป็นมื้อๆไป เวลาเดิม และไม่ควรให้ทานนมเพื่อปลอบใจหรือเป็นการกล่อมลูกนอน💤ค่ะ✨ลดมื้อดึกไม่ควรปลุกลูกมาทานนมมื้อดึกตั้งแต่ลูกอายุประมาณ 6-9 เดือน และควรค่อยๆมื้อดึกลงจนเลิกมื้อดึกได้ภายใน 1 ขวบ✨กล่าวคำชมเชยเมื่อลูกสามารถทานนมได้โดยไม่ใช้ขวดนม🍼ควรกล่าวคำชมเชยลูกเพื่อให้ลูกมีกำลังใจและภูมิใจในตนเอง วิธีให้ลูกเลิกกินนมจากขวดกรณีที่ลูกโตขึ้นมาหน่อย✨ให้เวลาเตรียมใจหากลูกโตขึ้นมาหน่อยควรบอกให้ลูกได้มีเวลาเตรียมใจ❤️ล่วงหน้า โดยบอกเวลาการเลิดขวดที่ชัดเจนว่าจะเลิกเมื่อใด และเมื่อถึงเวลาคุณพ่อคุณแม่ควรเก็บขวดนมออกไปทั้งหมดหรืออาจให้ลูกได้มีเวลาบอกลาขวดนมและให้ลูกนมขวดนมไปทิ้งด้วยตนเอง✨กล่าวคำชมเชยเมื่อลูกสามารถเลิกกินนมจากขวดนมได้สำเร็จ ก็อย่าลืมกล่าวคำชมเชย หรือให้รางวัล🏆เพื่อให้ลูกมีกำลังใจ และมีความภูมิใจ และจะทำให้ลูกไม่งอแงขอกลับไปกินขวดนมอีกการเลิกดื่มนมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพียงแต่จะต้องใช้วินัย และความสม่ำเสมอ รวมถึงต้องใจเย็นและอดทนจนกว่าลูก👶จะเลิกได้ค่ะ เมื่อลูกเลิกนมได้แล้วก็จะลดปัญหาฟันผุลงได้เช่นกันค่ะ สู้ๆนะคะคุณพ่อคุณแม่

Content Image

ลูกอึไม่ออกมีวิธีอย่างไร?

หากทารกท้องผูกจะคุณพ่อคุณแม่สามารถทำอย่างไรได้บ้าง วันนี้เราได้รวบรวมเอาข้อมูลมาฝากกันแล้วค่ะ ควรทำอย่างไรเมื่อทารกท้องผูก?✨ควรปรับอาหารของลูกน้อย โดยปกติแล้วทารก👶ที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนมักกินนมแม่อย่างเดียวจึงไม่ค่อยทำให้เกิดอาการท้องผูกเพราะนมแม่นั้นย่อยง่าย แต่อาการท้องผูกอาจมาจากสาเกตุการแพ้อาหารที่มารดารับประทาน ดังนั้นหากคุณแม่นมแม่อยู่ก็ควรเลือกทานอาหารที่ไม่ก่อให้ลูกเกิดอาการท้องผูก✨เปลี่ยนการให้นมทารกที่ดื่มนมสูตรอาจแพ้ส่วนผสมบางสูตร🍼 ดังนั้นหากต้องเปลี่ยนยี่ห้อควรปรึกษาแพทย์ และควรทราบว่าลูกของคุณแพ้ส่วนผสมใด ๆ ในสูตรการเพิ่มน้ำผลไม้ลงในนม จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ อาจลองผสมน้ำแอปเปิ้ล หรือลูกพรุน 30-60 มล. ลงในนมหรือน้ำนมแม่ของคุณทุกวัน✨เสริมใยอาหารในทารกที่เพิ่งเริ่มหัดทานอาหารบด คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารลูกน้อยที่อาจทำให้ท้องผูกได้🚽 และควรลดกล้วยและและข้าวลง เพราะทำให้ย่อยยากและมีความเหนี่ยวและเป็นก้อน รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักและผลไม้สามารถนำมาผสมกันได้✨ให้ดื่มน้ำเยอะขึ้นคุณพ่อคุณแม่ควรเช็คให้แน่ใจว่าลูกดื่มน้ำเพียงพอ เพราะน้ำและนมจะช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นและขับออกมาวิธีกระตุ้นการขับถ่ายทารก ทำอย่างไรได้บ้าง✨ช่วยขยับร่างกาย การออกกำลังกายจะช่วยเร่งการย่อยอาหาร ส่งผลให้ร่างกายสามารถขนส่งของเสียออกได้ไวขึ้น ผู้ปกครองสามารถฝึกเด็กทารกโดยการจับให้ทำท่าขี่จักรยานบนอากาศหรืออาจช่วยนวดกระตุ้นขาได้หากทารก👶ยังคลานไม่ได้✨นวดท้องเด็ก การนวดท้องส่วนล่างด้านซ้ายของลูกเป็นวิธีกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่ายง่าย🚽 โดยใช้ปลายนิ้วกดเบา ๆ ประมาณ 3 นาที โดยควรนวดอย่างสม่ำเสมอจนลูกขับถ่ายปกติ✨ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษา ผู้ปกครองควรปรึกษาเรื่องการรักษาหรือยาเมื่อลูกมีอาการท้องผูกกับแพทย์ โดยแพทย์👩‍⚕️อาจแนะนำยาปรับอุจจาระเพื่อให้ลูกน้อยขับถ่ายได้ง่ายขึ้นหรืออาจจ่ายยาเหน็บกลีเซอรีน แต่ไม่ควรใช้บ่อยเพราะลูกจะชินกับมันแล้วจะถ่ายตามปกติไม่ได้ค่ะลักษณะของก้อนอุจจาระบอกอะไรได้บ้าง?✨ก้อนเล็กและแข็งหากลูกมีการถ่ายอุจจาระ💩ออกมาในลักษณะคล้ายขี้กระต่าย โดยมีก้อนเล็กและแข็ง แปลว่าลูกกำลังท้องผูก ซึ่งอุจจาระจะมีลักษณะแห้งเนื่องจากมีการค้างของอุจจาระในลำไส้เป็นเวลานานนั่นเองค่ะ สามารถแก้ไขได้โดยการดื่มน้ำ🌊มากๆ และทานอาหารที่มีกากใย หากมีอาการท้องผูกบ่อยๆ หรือเก็บไว้นานจะทำให้เป็นท้องผูกเรื้อรังและกลายเป็นมะเร็งลำไส้ได้ในที่สุดค่ะ ✨ก้อนเล็ก ๆ หลายก้อนรวมกันคือลักษะของอาการท้องผูกเช่นกันค่ะ โดยให้ลูกรับประทานอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพยายามไม่ให้ลูกเครียด😞นะคะ ✨ทรงรียาวผิวขรุขระและมีลักษณะที่ค่อนข้างแข็ง หากมีลักษณะนี้ลูกไม่ได้มีการขับถ่ายที่ลำบากมากนัก แต่ก็เป็นอุจจาระที่ค่อนข้างขาดน้ำ ดังนั้นควรให้ลูกดื่มน้ำ🌊 มากขึ้นค่ะ ✨เป็นลำสวยผิวเรียบอุจจาระแบบนี้จะมีลักษะคล้ายกล้วยหอม🍌และไม่อ่อนยุ่นหรือไม่แข็งจนเกินไป จะเป็นลักษณะที่มีสุขภาพดีและมีความสมบูรณ์ที่สุด

Content Image

ภาวะน้ำหนักตัวเพิ่ม

     คุณผู้อ่านหลายๆท่านอาจรู้สึกเอ็นดูเมื่อได้เห็นเจ้าตัวน้อย👶ไม่ว่าจะของเราเองหรือของครอบครัวอื่นๆมีความจ้ำม่ำ มีเนื้อมีหนังดูน่ารักและมีอาหาร🍲การกินที่อุดมสมบูรณ์ แต่แม้เด็กๆจะดูน่ารัก ความจ้ำม่ำเหล่านั้นสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของเด็กได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้โรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินในเด็กนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารที่มากเกินความจำเป็นเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากอะไรได้บ้าง สามารถป้องกันและแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️รู้ได้อย่างไรว่าลูกน้ำหนักเกินหรือไม่    โดยปกติแล้วเราจะมีเกณฑ์มาตรฐานเกณฑ์หนึ่ง เป็นเกณฑ์ที่ช่วยบอกว่าคนในแต่ละเพศแต่ละวัย แต่ละช่วงอายุมีค่าดังกล่าวตรงตามคนส่วนใหญ่หรือไม่ หากค่าเกินก็จะถือว่าเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน🐷ค่ะ ค่าดังกล่าวนั้นเรียกว่าค่าดัชนีมวลกาย มาจากภาษาอังกฤษคำว่า Body Mass Index นั่นสามารถทำให้เราสามารถเรียกค่าดังกล่าวแบบย่อๆได้ว่าค่า BMI ที่เราค่อนข้างคุ้นหู👂กันนั่นเองค่ะ วิธีคำนวณก็ทำได้ง่ายมากและในปัจจุบันสามารถทำได้ตามเว็บไซต์แล้ว เพียงกรอกข้อมูลของตนเองยกตัวอย่างเช่น อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง กิจกรรมที่ทำในระหว่างวัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ค่า BMI ออกมา การวิเคราะห์ก็ทำได้ง่ายๆเพียงนำไปเทียบกับตารางค่า BMI ที่มีในอินเตอร์เน็ต💻เท่านั้นค่ะทำไมลูกของเราจึงมีน้ำหนักเกิน👉สาเหตุแรกนั้นค่อนข้างตรงตัวนั่นก็คือการที่เจ้าตัวน้อยของเราได้รับพลังงานจากอาหาร🍲หรือแคลอรี่ที่มากเกินความจำเป็น หรือได้รับมากกว่าที่ใช้ออกไปนั่นเองค่ะ👉ระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่เป็นโรคเบาหวาน หรือรับประทานน้ำตาลสูง🥞อย่างต่อเนื่องค่ะ👉ในกรณีที่เป็นเด็กโต สามารถเคลื่อนไหวได้แล้วร่างกายต้องการพลังงานจากอาหารที่เพิ่มขึ้น แม้เด็กๆจะรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นก็จริง แต่อาจมีวิถีการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมที่ใช้พลังงาน⛹️‍♀️ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ร่างกายจึงเผาผลาญพลังงานไม่มากพอค่ะ👉เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรม🧬ที่ส่งผลต่อร่างกายของเด็กเอง ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติของสมดุลฮอร์โมน ความผิดปกติของสารพันธุกรรมค่ะผลกระทบในระยะยาวหากปล่อยให้เด็กมีน้ำหนักเกิน💫เสี่ยงเป็นโรคในระบบย่อยอาหาร เสี่ยงที่จะทำให้เด็กโตไปแล้วมีโรคในระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญ และระบบไหลเวียนเลือด🩸 แทรกซ้อน ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันเส้นเลือด จนไปถึงโรคหัวใจ🫀💫เสี่ยงมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนมีโอกาสจะทำให้เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับการนอน😴 ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับไม่สนิท นอนไม่หลับ นอนกรน นอนหลับไม่หายใจ💫ขาดวิตามินดีมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เด็กขาดวิตามินดี🌞💫เสี่ยงมีปัญหาขาโก่งในเด็กที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ มีโอกาสที่จะทำให้เด็กมีภาวะขาโก่ง🦵ค่ะ💫เสี่ยงปัญหาผิวคล้ำทำให้เด็กมีผิวบางพื้นที่คล้ำขึ้น💫เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าเด็กจะง่วง🥱ง่ายและมีโอกาสเกิดโรคซึมเศร้า เป็นคนความมั่นใจในตนเองต่ำ นำไปสู่การเกิดโรคทางจิตเภทได้ค่ะวิธีป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำหนักเกินในเด็กวิธีที่ 1️⃣ควบคุมโภชนาการและพฤติกรรมการกินอาหาร🍽️ของลูกให้เข้มงวดขึ้น เป็นปกติที่เด็กๆจะชอบอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ🍟แต่รสชาติดี ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องหักดิบอาหารที่ไม่ดีเหล่านั้น แต่ลดความถี่และปริมาณการรับประทานลงเพื่อให้เจ้าตัวน้อยไม่รู้สึกต่อต้านค่ะวิธีที่ 2️⃣สร้างนิสัยและระเบียบวินัยให้ลูกรักการออกกำลังกาย🤾‍♀️ อาจไม่ถึงกับต้องรักแต่ทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ ไม่รู้สึกต่อต้านหรืออย่างน้อยหากเด็กไม่ชอบกิจกรรมประเภทกีฬาจริงๆ ควรจัดกิจกรรมอื่นๆที่ทำให้เด็กได้เคลื่อนไหวมากขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นกีฬาก็ได้ค่ะวิธีที่ 3️⃣หากปฏิบัติตามแนวทาง 2 ข้อด้านบนในระยะเวลานานแล้ว แต่ยังไม่เห็นผลซึ่งก็คือน้ำหนักของลูกที่ลดลง ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์👨‍⚕️ค่ะ เพราะความอ้วนอาจมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม🧬ของเด็กแล้ว     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในเด็กนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย แต่ทางป้องกันและแก้ปัญหานั้นก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเจ้าตัวน้อย👶และผู้ปกครองมากนัก และไม่ได้ต่างจากการรับมือกับโรคอ้วนในวัยอื่นๆเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปลูกจิตสำนึกให้เด็กๆดูแลสุขภาพ วิธีที่ดีที่สุดในการปลูกฝังก็คือการที่ผู้ใหญ่ในครอบครัว👨‍👩‍👦เป็นที่อย่างที่ดีของพวกเขาค่ะ

Content Image

วิธีการเลือกหมอนทารก หมอนแบบไหนทำให้ลูกหลับสบาย?

     คุณแม่ทุกท่านคงอยากให้เจ้าตัวน้อยนอนหลับ😴สบายกันใช่ไหมคะ การที่ลูกจะนอนหลับสบายนั้นมาจากการนอนบนหมอนที่ถูกต้อง การที่คุณแม่เลือกหมอนที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับศีรษะเด็กโดยเฉพาะ จะเป็นการช่วยลดโอกาสกทำให้ลูกหัวแบน วันนี้เราไปหาพร้อมตอบพร้อมๆกันค่ะว่าหมอนแบบไหนที่จะช่วยให้ลูกหลับสบายและมีหัวทุยสวย💁‍♀️เคล็ดลับการเลือกหมอนที่เหมาะสำหรับศีรษะลูก✨ใส่ใจในการเลือกวัสดุคุณแม่ควรใส่ใจในการเลือกวัสดุในการทำหมอนที่ปลอดภัยต่อลูกน้อย👶 เนื่องจากศีรษะของลูกจะต้องสัมผัสกับหมอนอยู่ตลอดเวลาที่นอนหลับ ดังนั้นควรเลือกหมอนที่ผลิตจากวัสดุที่ง่ายต่อการทำความสะอาดและไม่อับชื้น เช่นหมอนที่โทรมาจากผ้าฝ้าย☁️ ยางพารา และเมมโมรี่โฟม เป็นต้น✨เลือกตามช่วงอายุของเด็กในแต่ละช่วงอายุของเด็กจะมีขนาดศีรษะที่แตกต่างกันไป เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีขนาดรอบศีรษะที่ใหญ่ขึ้น ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกซื้อหมอนให้เหมาะสมกับขนาดศีรษะโดยสามารถวัดขนาดศีรษะของลูกด้วยตนเองหรือจากโรงพยาบาล🏥ได้ค่ะ หากลูกใช้หมอนที่ไม่เหมาะสมกับศีรษะ อาจจะทำให้ศีรษะถูกบีบจนทำให้รู้สึกอึดอัดและเจ็บ✨เลือกหมอนที่มีคุณภาพดีคุณภาพของหมอนถือเป็นสิ่งสำคัญมากที่คุณแม่ควรคำนึงถึงเสมอ แนะนำให้คุณแม่เลือกซื้อหมอนที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับเด็กทารก และเป็นแบรนด์ที่มีการรับประกันคุณภาพ💯หมอนหัวทุยดีต่อลูกยังไง?👉ลดความเสี่ยงทำให้ลูกหัวแบนเพราะหมอนหัวทุยจะไม่ไปกดทับศีรษะของลูกขณะนอน ทำให้ศีรษะของเด็กกลมสวย แต่การที่เด็กจะมีหัวกลมสวยนั้นไม่ใช่เพียงเพราะการใช้หมอนหัวทุยเพียงอย่างเดียว มีปัจจัยอื่นๆที่เข้ามากระทบต่อลักษณะศีรษะของลูกด้วยเช่นกัน เช่น การติดเชื้อในครรภ์ การเกิดปัญหาระหว่างคลอด โภชนาการด้านอาหาร รวมไปถึงกรรมพันธุ์ เป็นต้น👉นอนในท่าที่หลับสบายหมอนหัวทุยสามารถช่วยปรับท่านอนของลูกน้อยให้อยู่ในท่าที่หลับสบาย ทำให้คุณแม่ไม่จำเป็นต้องจับลูกน้อยพลิกตัวบ่อยๆในขณะนอน ไม่ว่าลูกจะนอนดิ้นไปทางไหนก็จะไม่มีทางตกหมอนเด็ดขาดค่ะ👉ความเสี่ยงโรคไหลตายในทารก (SIDS)การที่ทารกใช้หมอนหัวทุยในการนอนจะเป็นการปรับท่าทางการนอนให้เหมาะสมมากที่สุด โดยเฉพาะในบริเวณคอและศีรษะ สามารถช่วยลดการเกิดอันตรายของโรคไหลตายในทารก ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกเสียชีวิตฉับพลันขนาดนอนหลับ หรือแม้กระทั่งช่วยลดการเกิดโรคคอเคล็ดได้ค่ะวิธีป้องกันไม่ให้ลูบหัวแบน💫จัดท่านอนให้ลูกท่านอนหงาย และสลับกับท่านอนตะแคงเป็นระยะๆ จัดว่าเป็นท่าที่เหมาะสมที่สุดที่จะช่วยลดการกดทับในท่าเดิม และทำให้ลูกมีลักษณะศีรษะที่ทุยสวย คุณแม่ควรระวังไม่ให้ลูกนอนท่าคว่ำเด็ดขาด🙅‍♀️ เพราะเสียงที่จะทำให้ลูกหายใจไม่ เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ💫สลับข้างอุ้มให้นมลูกคุณแม่ควรสลับข้างอุ้มให้นมลูกด้วย🤱 ไม่ควรให้นมอยู่ในท่าเดิมๆหรืออยู่ในข้างใดข้างหนึ่งมากกว่า เพราะอาจทำให้ทารกมีศีรษะเบี้ยวและแบนได้ค่ะ💫ใช้หมอนหัวทุยปวดหัวทุยถูกออกแบบมาเพื่อให้รับกับสรีระของศีรษะเด็ก แต่ช่วยทำให้เด็กนอนหลับได้สบายตลอดคืน😴 และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดศีรษะแบนได้     คุณแม่ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าหมอนหัวแบนนั้นจัดเป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับเจ้าตัวน้อย👶เป็นอย่างมาก เพราะหมอนหัวแบนได้ออกแบบมาเพื่อให้ทารกได้นอนหลับอย่างสบาย และเป็นการจัดสรีระศีรษะให้อยู่ในท่าที่ถูกต้องด้วย ทางเราแนะนำให้คุณแม่เลือกซื้อหมอนหัวแบนได้ตามที่ต้องการด้วยควรคำนึงถึงคุณภาพและราคาที่เหมาะสมเป็นหลักค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.