Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ10-12 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

ระวัง! แบบนี้ไม่ควรทำกับทารก!

เมื่อมีทารกเกิดใหม่แน่นอนว่าทุกคนในบ้านต่างก็ดีใจ และก็อยากชื่นชมความน่ารักของน้องใหม่ พร้อมทั้งต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรา คนในครอบครัว หรือ เพื่อนที่มาเยี่ยมนั้น ก็อาจเผลอทำอะไรที่ไม่ควรทำกับทารกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งวันนี้เราจึงได้นำข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่ควรทำกับทารกมาฝากกันแล้วค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำแบบนี้อันตราย!ไม่ควรจับทารกเหวี่ยงคุณพ่อบางท่านอาจจะชอบจับลูกน้อยเหวี่ยงไปมา เพราะลูก👶ก็ดูสนุกสนานหัวเราะใหญ่ ซึ่งที่จริงแล้วการจับทารกเหวี่ยงนั้นมีความอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะหากไปจับในบริเวณแขนหรือขาแล้วจับเหวี่ยง จะทำให้ลูกเสี่ยงกระดูก หรือ ข้อต่อหักได้🦴 ดังนั้นอย่าจับลูกเหวี่ยงจะดีที่สุดนะคะไม่ควรเขย่าตัวทารกบางคนเมื่อลูกร้องไห้มากๆ และไม่รู้ว่าจะให้ลูกหยุดร้องไห้ด้วยวิธีไหนดี จึงเขย่าตัวทารก ซึ่งการเขย่าตัวทารกนั้นมีความอันตรายกว่าที่คิด เพราะมีผลให้เส้นเลือดในดวงตา👀หรือสมอง🧠ฉีกขาดได้ รวมถึงอาจทำให้ประสาทตาของทารกหลุดลอก ยิ่งกว่านั้นแผลที่เกิดขึ้นในสมองของทารกอาจทำให้ทารกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราไม่ควรจะไปเขย่าตัวทารกนะคะ ข้อห้ามที่ไม่ควรทำกับทารกไม่ควรให้ทานอาหารเสริมก่อนอายุ 6 เดือนเนื่องจากว่าระบบกระเพาะอาหารของทารกนั้นยังเจริญไม่เต็มที่ดังนั้นเมื่อทานอาหารเสริม🍲ก็จะทำให้เกิดอาหารย่อยไม่ได้ และอาจทำให้ลำไส้อุดตัน และลำไส้เน่าตามมาได้นั่นเองค่ะไม่ควรจุ๊บปากหรือหอมแก้มทารกเหตุผลนั้นเป็นเพราะ เราอาจเป็นตัวนำพาเชื้อโรค🦠ที่ไม่แสดงอาการในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันดีกว่า ไปให้กับทารกที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าได้นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด มือเท้าปาก เริม หัด อีสุกสีใสและอื่นๆ อีกโดยควรรอให้ทารกอายุครบ 3 เดือนจะดีกว่านะคะ  ไม่ควรดัดขาทารกอาจมีความเชื่อที่บอกว่าจะต้องดัดขา🦵ทารกเพื่อป้องกันขาโก่ง หรือไม่ควรให้ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขาโก่ง ซึ่งความจริงแล้วการดัดขาทารกอาจทำให้ทารกเจ็บ และการดัดขาเองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้ แถมการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็ไม่ได้ทำให้ขาโก่งด้วยระวังสิ่งเหล่านี้ไม่ล้างมือก่อนจับทารกการจับทารกทั้งๆที่มือ✋ยังไม่สะอาด อาจทำให้เชื้อโรคต่างๆแพร่สู่ทารกได้ ดังนั้นก่อนสัมผัสก็ควรจะล้างมือ รวมถึงคอยล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆของทารกอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและแบคทีเรียต่างๆค่ะ ไม่ควรพาออกนอกบ้านก่อนอายุ 3 เดือนเนื่องจากระบบต่างๆของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงภูมิคุ้มยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาน้องออกจากบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ🦠 ต่างๆ (ยกเว้นไปโรงพยาบาลตามนัดของคุณหมอ)ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อทารกโดยเฉพาะเพราะว่าผิวของทารกมีความบอบบางมากดังนั้นการใช้สบู่ แชมพู🧴 หรือของต่างๆของผู้ใหญ่ อาจทำให้มีสารตกค้างและเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อระวังต่างๆ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมบอกคนรอบข้างเพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยกันนะคะ 

👉 List บทความ10-12 เดือน

Content Image

ไรฝุ่นวายร้ายใกล้ตัว

ไรฝุ่นเจ้าตัวปัญหาที่พบได้ตามเตียงนอนที่เรานอนกันอยู่ทุกๆวัน ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่คนไหนสังเกตว่าลูกน้อยกำลังมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันตา อาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุมาจากไรฝุ่นก็เป็นได้ค่ะ   ไรฝุ่น คืออะไร ?เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินไรฝุ่นกันมาบ้างแล้ว ซุ่งไรฝุ่นหรือ Dust Mites นั้น เป็นแมลง🪲ที่ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าเพราะขนาดของมันเล็กมาก โดยมีความยาวประมาณ 0.1-0.3 มิลลิเมตรเจ้าไรฝุ่นเหล่านี้จะชอบอาศัยอยู่ตามที่ที่มีความชื้นสูง แสงเข้าไม่ถึง ที่ที่มีฝุ่น เช่น เตียงนอน🛏️ ผ้าม่าน โซฟา พรมเช็ดเท้าและจะกินเศษผิวหนังของคนที่ผลัดออกมาเป็นอาหารทำไมที่นอนของเราจึงมีไรฝุ่นเยอะ?เตียงนอนมีฝุ่นเยอะเพราะเหตุผลที่มีไรฝุ่นอาศัยตามที่นอนเยอะ นั่นก็เป็นเพราะว่าเตียงส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้รับแสงแดด🌞 และเป็นบริเวณที่จะมีเศษผิวหนังของคนตกอยู่เยอะ เพราะคนเราจะต้องนอนหลับบนเตียงในทุกๆวัน และหากบ้านไหนเลี้ยงสัตว์เลี้ยง🐕อยู่ด้วย เศษหนังที่หลุดร่วงนั้นก็จะเป็นอาหารชั้นดีสำหรับไรฝุ่นเลยล่ะค่ะอาการป่วยภูมิแพ้ เพราะไรฝุ่นดูอย่างไร?หากมีอาการจาม คัดจมูก คันหรือเคืองตา😢 น้ำมูกน้ำตาไหล คันคอ ไอ เป็นผื่น หรือคันผิวหนัง ก็สงสัยได้เลยว่าเจ้าตัวเล็กอาจกำลังมีอาการภูมิแพ้จากไรฝุ่นอยู่ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจทำให้เป็นโรคหอบหืดได้วิธีการกำจัดไรฝุ่นบนที่นอนซักทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนโดยควรซักทุกๆ 2 สัปดาห์อย่างน้อย โดยควรซักนานกว่า 30 นาที และให้ใช้น้ำร้อน♨️มากกว่า 60 องศาเซลเซียสในการซัก  เมื่อซักเสร็จให้นำไปตากแดดเมื่อคุณพ่อคุณแม่ซักเครื่องนอนเสร็จแล้ว ให้นำมาตากแดดเพื่อกำจัดไรฝุ่น โดยให้ตากนานมากกว่า 5 ชั่วโมง โดยจะต้องตากให้โดนแสงให้ทั่วทุกด้าน🌞 เครื่องดูดไรฝุ่นหรือสเปรย์กำจัดไรฝุ่นช่วยได้ถ้าใครไม่สะดวกนำไปซักก็สามารถใช้เครื่องดูดไรฝุ่นกำจัดไรฝุ่นได้ โดยควรจะฉีดสเปรย์กำจัดไรฝุ่น🪲 ก่อนดูดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และให้ตัวไรฝุ่นหลุดออกมาได้ง่ายตอนดูดค่ะ

Content Image

วิธีรับมือลูกติดแท็บเล็ต!

หากปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตบ่อยๆ ก็จะทำให้ลูกรักติดแท็บเล็ตและไม่ยอมปล่อยเลยล่ะคะ โดยเราจะสามารถมีวิธีแก้การติดแท็บเล็ตของลูกได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ วิธีการแก้เมื่อลูกติดแท็บเล็ตให้ลูกทำกิจกรรมอื่นด้วยการที่เด็กติดจอจะทำให้เด็กขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ส่งผลให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนๆ รวมถึงจะทำให้เด็กขาดการเคลื่อนไหว และไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างการเล่นกับเพื่อนๆ ในชีวิตจริง การโต้ตอบผู้อื่น การออกกำลังกาย🏃 การเล่นกีฬา การวาดรูป ร้องเพลง จึงทำให้ขาดการใช้จินตนาการไปกำหนดเวลาการเล่นอย่างชัดเจนผู้ปกครองควรกำหนดเรื่องของเวลา🕛ในการเล่นที่ชัดเจน เช่น กำหนดให้เล่นได้วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง และเล่นได้เมื่อทานข้าวทำการบ้านเสร็จเท่านั้น ซึ่งการกำหนดที่ชัดเจนจะเป็นการฝึกให้ลูกมีระเบียบตั้งแต่เด็กๆลองทำวิธีเหล่านี้ให้เวลากับลูกมากกว่าการมองจอหากคุณพ่อคุณแม่อยู่กับหน้าจอมือถือ📱ตลอดเวลาก็จะส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยลง เป็นผลทำให้ลูกขาดทักษะการเข้าสังคมและทักษะทางด้านภาษา ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ลดเวลาในการใช้มือถือหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆลง และใช้เวลากับลูกมากขึ้นค่ะคอยดูแลเมื่อลูกใช้แท็บเล็ตเราไม่ควรที่จะปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตตามลำพัง เพราะลูกอาจจะกำลังเข้าไปดูอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ หรือ แอบเล่นแท็บเล็ต🤳ก่อนนอนทำให้นอนไม่เต็มที่ รวมถึงอาจทำให้ลูกมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า เนื่องจากไม่ได้คุยกับใคร ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องคอยชวนคุยและชี้แนะว่าอะไรควรไม่ควรเพื่อให้ลูกเข้าใจว่าอะไรคือถูกต้องและไม่ถูกต้องแสดงให้ลูกรู้ว่าใครเป็นเจ้าของแท็บเล็ตหากคุณพ่อคุณแม่ตามใจลูก และซื้อแท็บเล็ตให้ลูกเล่น ลูกก็จะคิดว่าแท็บเล็ตเป็นของตัวเองและจะแสดงความเป็นเจ้าของ โดยการโกรธ😡 ไม่พอใจ หรือ แสดงอารมณ์รุนแรงเมื่อคุณพ่อคุณแม่ห้ามไม่ให้เล่น ดังนั้นเราจะต้องบอกลูกให้เข้าใจว่าแท็บเล็ตนั้นเป็นของพ่อแม่ และเป็นเพียงการให้ยืมเล่นเท่านั้น  แท็บเล็ตเหมาะกับเด็กอายุเท่าไหร่?อายุ 1-3 ขวบวัยนี้ยังเป็นวัยที่ไม่เหมาะสมที่จะให้เล่นแท็บเล็ต เพราะเป็นช่วงอายุที่เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา กล้ามเนื้อ การสื่อสาร ดังนั้นเราควรที่จะ ใช้เวลากับลูกในการส่งเสริมทักษะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหัดให้ลูกยืน หัดให้ลูกเดิน และสอนคำศัพท์🔤ลูกแทนการให้เล่นแท็บเล็ตอายุ 5-6 ขวบเมื่อลูกอายุ 5-6 ขวบ ผู้ปกครองสามารถใช้แท็บเล็ต📱 ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ แต่ไม่ควรใช้เกิน 1 ชั่วโมง และควรเน้นให้ลูกทำกิจกรรมอื่นๆเช่นการ ร้องเพลง วาดรูป

Content Image

วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด

     ประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับคุณพ่อคุณแม่ก็คือการที่เจ้าตัวน้อยอาจมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆใช่ไหมคะ และหนึ่งในพัฒนาการที่สังเกตได้ง่ายที่สุดก็คือทักษะการพูดนั่นเอง🗣️ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกของเรามีความเร็วในการพัฒนาทักษะการพูดที่ตามเกณฑ์ ไม่ได้ผิดปกติหรือล่าช้าใดๆ ทำไมเด็กจึงพูดไมไ่ด้เสียที และหากต้องการกระตุ้นให้เจ้าตัวน้อยพูดได้เร็วๆจะทำอย่างไรได้บ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️พัฒนาการด้านการพูดของเด็กในเกณฑ์ปกติ🌟สำหรับทารกอายุ 1-4 เดือนประมาณ 4 เดือนแรกของเจ้าตัวน้อยจะเป็นช่วงที่ทารกสนใจในเรื่องของเสียง มีการตอบสนองต่อเสียงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสียงสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือเสียงสนทนาของผู้คน🗣️ เป็นช่วงที่เด็กยังพูดเป็นคำไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ แต่จะเริ่มต้นทักษะการพูดด้วยการเปล่งเสียงอ้อแอ้ไม่เป็นคำแทน เป็นทักษะที่พัฒนามาจากการส่งเสียงงอแงระหว่างร้องไห้ค่ะ😭🌟สำหรับเด็กเล็กที่มีอายุประมาณ 5-6 เดือนหรือครึ่งปี เจ้าตัวน้อยจะตอบสนองต่อเสียงได้อย่างชัดเจนมากขึ้นผ่านพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะหันไปหาเวลาโดนเรียก มองหน้าคุณพ่อคุณแม่เวลาคุยด้วย เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ระดับ โทนเสียง🔊 หรือน้ำเสียงที่ต่างกันในแต่ละสถานการณ์เพื่อบ่งบอกว่ากำลังพอใจไม่สบายใจ กำลังมีความสุข🥰 สบายตัวหรือไม่🌟สำหรับเจ้าตัวน้อยที่มีอายุประมาณ 9-12 เดือนหรือประมาณ 1 ปี เด็กจะเริ่มพูดได้โดยเลียนแบบการออกเสียงจากคำที่ได้ยิน👂บ่อยๆ เริ่มเข้าใจประโยคไม่ซับซ้อนที่มาจากผู้ปกครอง มักออกเสียงเป็นคำๆไป เริ่มลอกเลียนแบบโทนเสียงและการออกเสียงของคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกครอบครัว👨‍👩‍👧‍👦คนอื่นๆที่อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด แม้จะยังไม่สามารถเรียบเรียงประโยคหรือพูดคำนั้นๆได้อย่างชัดเจนและคล่องแคล่ว แต่ก็เป็นช่วงอายุที่พอจะสื่อสารเข้าใจแล้วค่ะ🌟สำหรับเด็กที่มีอายุประมาณขวบครึ่งเป็นต้นไปเด็กจะมีการออกเสียงที่ชัดเจนมากขึ้น เริ่มเรียนรู้ที่จะเรียงประโยค🔠ตามคุณพ่อคุณแม่ ทำให้สื่อสารได้เข้าใจมากยิ่งข้ึน ยิ่งในเด็กที่อายุประมาณ 2 ขวบขึ้นไปก็จะสามารถสื่อสารสองทาง🗣️กับคู่สนทนาได้ค่อนข้างดีและเข้าใจง่ายขึ้นแล้วค่ะสาเหตุที่ลูกพูดได้ช้า    จากเกณฑ์พัฒนาการตามปกติของเด็กที่เราได้กล่าวถึงไปในหัวข้อก่อนหน้า หากคุณพ่อคุณม่สังเกตแล้วว่าเจ้าตัวน้อยของเรามีพัฒนาการที่ช้ากว่าเกณฑ์ จะเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้างเราไปดูกันเลยค่ะ💫ฝึกให้ลูกพูดได้หลายภาษามากเกินไป ภาษาของแต่ละประเทศนั้นนอกจากจะมีคำศัพท์และตัวอักษร🔠ที่ต่างกันแล้ว ยังมีโครงสร้างประโยคที่มีผลต่อระบบความคิดของเด็กที่ต่างกันด้วย ดังนั้นการฝึกให้ลูกพูดได้หลายๆภาษาในวัยที่ยังเด็กเกินไปนั้นไม่ได้ส่งผลดีต่อเด็กเลย เพราะจะทำให้เด็กๆงงและไม่สามารถเข้าใจได้ถูกต้องแม้แต่ภาษาเดียวค่ะ💫ขาดการสื่อสารสองทาง คุณพ่อคุณแม่อาจเป็นฝ่ายพูดกับลูกอย่างเดียว ไม่ได้ตั้งคำถามหรือทำอะไรที่แสดงให้เขาเห็นว่าต้องการการตอบสนอง เด็กจึงไม่พยายามสื่อสารกับผู้ปกครองด้วยการพูดค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นหากปล่อยลูกไว้คนเดียว ไม่ค่อยได้พูดกับเด็ก เด็กยังมีโอกาสที่จะมีภาวะออทิสติกเทียมอีกด้วยค่ะ😶จะกระตุ้นพัฒนาการทางการพูดของเด็กได้อย่างไรวิธีที่ 1️⃣เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวน้อยกำลังพยายามออกเสียง🗣️ ให้คุยกับเขาอย่างใส่ใจและใจเย็น สอนเด็กออกเสียงแต่ละคำช้าๆ ลากเสียงยาวๆให้เด็กทำตามค่ะวิธีที่ 2️⃣หากลูกสงสัยและถามว่าสิ่งรอบตัวคืออะไร ให้ตอบคำถามเขาอย่างช้าๆและใจเย็น แม้จะโดนถามซ้ำๆในสิ่งเดิมๆก็ให้ตอบคำเดิมๆ เพราะการที่เขาได้ยินการออกเสียงและได้เห็นรูปปาก👄แบบชัดๆ ซ้ำๆจะทำให้เด็กเลียนแบบได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นค่ะวิธีที่ 3️⃣เพิ่มกิจกรรมในการสื่อสารแบบสองทาง พูดง่ายๆก็คือกิจกรรมที่ต้องใช้การพูดคุยโต้ตอบ ยกตัวอย่างเช่นการเล่านิทาน📕ค่ะวิธีที่ 4️⃣ฝึกให้ลูกร้องเพลง🎤 เพราะการร้องเพลงนั้นเป็นการฝึกทักษะการออกเสียงและควบคุมเสียง จะทำให้เด็กพูดเป็นคำที่ชัดเจนได้รวดเร็วมากขึ้นค่ะวิธีที่ 5️⃣ให้โอกาสเด็กๆได้มีสังคม👯‍♀️ ซึ่งก็คือเด็กๆด้วยกันนั่นเอง เมื่อเจ้าตัวน้อยได้เจอเด็กๆคนอื่นก็จะเริ่มเรียนรู้ที่จะสื่อสารกัน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการฝึกฝนทักษะการพูดที่เหมาะสมค่ะ     ข้อควรระวังและต้องการการดูแลเป็นพิเศษหนึ่งประเด็น เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กๆกำลังเรียนรู้การออกเสียงและพยายามที่จะเลียนแบบ หากเด็กๆได้ยินคำที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมกับวัยมา เขาก็มีโอกาสที่จะพูดตามเช่นเดียวกันค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่ได้ยินก็ควรตั้งสติและใจเย็นไว้ก่อน เพราะเด็กๆมักจะพูดไปโดยที่ไม่รู้ถึงความหมายและบริบทการใช้งานอย่างชัดเจน คุณพ่อคุณแม่ควรสอนว่าคำนี้ปกติแล้วจะถูกใช้ในสถานการณ์ไหน และลูกๆควรใช้หรือไม่ควรใช้ ก็จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษา🆎และสังคมให้เด็กได้ค่ะ

Content Image

ตัดเล็บทารก ทำยังไงน้า?

แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องง่าย แต่การตัดเล็บทารกเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เราจึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการตัดเล็บลูกน้อยมากฝากในบทความนี้ความสำคัญของการตัดเล็บทารก✨ทำไมต้องตัดเล็บทารกคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการตัดเล็บ💅ของลูกน้อยวัยทารกเป็นอย่างมากเนื่องจากเล็บยาวจะทำให้เกิดรอยขีดข่วน หรือบาดแผลบริเวณใบหน้าของทารกได้✨สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ควรศึกษาวิธีการตัดเล็บทารกที่ถูกต้องและเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตัดเล็บให้กับลูกน้อย👶 คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยกันเพื่อให้การตัดเล็บลูกน้อยง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกใช้ที่ตัดเล็บสำหรับทารก ไม่ควรใช้ที่ตัดเล็บของผู้ใหญ่ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการตัดเล็บทารก✨ช่วงกลางวันช่วงกลางวันในขณะที่มีแสงสว่างเพียงพอทำให้คุณพ่อคุณแม่มองเห็นได้ชัดเจนและตัดเล็บได้ง่ายกว่าช่วงกลางคืน🌙หรือในที่มืดที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ✨ช่วงทารกหลับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นอย่างมากในการตัดเล็บทารก👶เนื่องจากทารกจะไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ง่ายต่อการตัดเล็บ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรตัดเล็บอย่างเบามือและระมัดระวังเพื่อไม่ให้ทารกตื่น✨ช่วงหลังอาบน้ำหลังอาบน้ำเป็นช่วงที่เล็บอ่อนตัวทำให้ง่ายต่อการตัดเล็บ💅จึงเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่จะต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเพราะทารกมีการเคลื่อนไหวซึ่งอาจก่อให้เกิดให้เกิดบาดแผลขึ้นได้ เช่น การตัดโดนเนื้อ เป็นต้นที่ตัดเล็บสำหรับทารก✨กรรไกรตัดเล็บกรรไกรตัดเล็บเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ได้ดีในการตัดเล็บ💅ทารกและปลอดภัยตจากเชื้อโรคเนื่องจากจะไม่มีเศษเล็บหรือเศษเนื้อติดค้าง แม้ว่าอาจจะใช้ยากในช่วงแรก จึงต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เมื่อใช้เสร็จแล้วควรทำความสะอาดทุกครั้ง✨ตะไบตัดเล็บเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ง่ายและปลอดภัย ทำให้เป็นที่นิยม แต่อาจมีราคาสูงกว่าที่ตัดเล็บแบบอื่น  ✨ที่ตัดเล็บแบบคลิปแนะนำว่าควรใช้ที่ตัดเล็บแบบคลิปเมื่อทารก👶โตในระดับหนึ่ง เนื่องจากเราไม่สามารถมองเห็นว่าที่ตัดเล็บเข้าไปลึกแค่ไหน จึงมีความเสี่ยงที่จะตัดเข้าเนื้อได้ง่าย การใช้ที่ตัดเล็บแบบนี้จึงต้องมีความชำนาญและควรใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง 

Content Image

ทารกไวต่อการสัมผัส สังเกตได้อย่างไร?

หลายๆคนเมื่ออ่านหัวข้อแล้วก็คงจะเกิดความสงสัยว่าแล้วเราว่าทราบได้อย่างไรว่าลูกน้อยมีความไวต่อการสัมผัส? คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ง่ายๆว่า ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ไม่ชอบที่จะสวมใส่เสื้อผ้าบางชนิดเพราะรู้สึกไม่สบายตัวหรือเปล่า อย่างเช่น เสื้อผ้าขนๆ อย่างผ้าขนสัตว์ โดยเจ้าตัวเล็กอาจมีท่าทางไม่ชอบใจทำหน้าบูดบึ้งนั่นเองค่ะ ทารกไวต่อการสัมผัสเป็นอย่างไร?โดยปกติแล้ว...ระบบการสัมผัส✋นั้นช่วยให้เราสามารถเชื่อมต่อกับผู้อื่นได้อย่างระดับลึก รวมไปถึงเป็นการเชื่อมความสัมพันของลูกน้อยและคุณพ่อคุณแม่ด้วย ซึ่งการสัมผัสนั้นจะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมอย่างสมวัย การสัมผัสและการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ ยังเป็นตัวช่วยป้องกันเราจากอันตรายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความร้อนแต่ในทารกที่มีความไวต่อการสัมผัสนั้นจะได้รับความรู้สึกต่างจากคนอื่นๆ โดยอาจรู้สึกเจ็บได้แม้ว่าจะเป็นการสัมผัสปกติ ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ว่าหากเราสัมผัสลูกน้อยแล้ว เขาพยายามหนีออก หรือมีอาการร้องไห้งอแง😭 แม้ว่าการไวต่อการสัมผัสจะไม่ได้มีผลต่อการเรียนรู้ของเจ้าตัวเล็กโดยตรง แต่เขาอาจเสียสมาธิ ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ และอาจจะป้องกันตัวเองมากกว่าเด็กคนอื่นอาการที่บ่งบอกว่าทารกไวต่อการสัมผัสอาการต่างๆ✨สัมผัสตัวลูกน้อยแล้วมีอาการร้องไห้ ไม่สบายตัว✨เมื่อใส่เสื้อผ้าให้จะแสดงอาการให้เห็นว่าไม่สบายผิว โดยเฉพาะป้ายในเสื้อ✨มีการตอบสนองต่อความรู้สึกที่คนส่วนมากไม่รู้สึกหรือไม่สังเกต✨ไม่ชอบเนื้อสัมผัสของอาหารบางชนิด จึงไม่ยอมทานอาหารชนิดนั้น✨ไม่ชอบให้คุณพ่อคุณแม่ตัดเล็บ แปรงฟัน หวี หรือสระผมอาจเกิดจากความผิดปกติทางการแพทย์อย่าง✨ออทิสติก✨ADHD✨แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม✨ดาวน์ซินโดรม✨ไบโพลาร์✨พัฒนาการล่าช้า✨ความบกพร่องทางการเรียนรู้รับมืออย่างไรเมื่อพบว่าลูกไวต่อการสัมผัสคุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์เรื่องความไวต่อการสัมผัสของลูกน้อย เพื่อส่งต่อให้นักบำบัดวินิจฉัยและรักษาต่อไป ซึ่งนักบำบัด👨‍⚕️จะทำการวางแผนเพื่อรักษาเจ้าตัวเล็ก และจะแนะนำถึงวิธีการต่างๆที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปทำที่บ้านได้เพื่อให้การช่วยเหลืออีกทางความไวต่อการสัมผัสในเด็กอาจเกิดมาจากความผิดปกติอื่นๆ ในด้านของพันธุกรรม🧬หรือพัฒนาการ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกน้อยอาจเป็นหนึ่งในเด็กที่มีความไวต่อการสัมผัสก็ควรจะเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์และนักบำบัดผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุดค่ะ

Content Image

ทารกควรกินข้าววันละกี่มื้อ และอะไรที่ห้ามกิน?

     เมื่อเจ้าตัวน้อยได้ลืมตาออกมาดูโลกแล้ว คุณแม่มักจะเกิดคำถามว่าลูกสามารถกินข้าว🥣ได้วันละกี่มื้อและอาหารแบบไหนที่ลูกไม่ควรทาน บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกินอาหารที่เหมาะสมสำหรับทารกตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงอายุ 1 ปีมาให้คุณแม่ทราบ เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปริมาณมื้ออาหารในแต่ละช่วงวัยของทารก✨อายุ 6-7 เดือน ทารกควรรับประทานอาหารวันละ 1 มื้อ เช่น ข้าวบดละเอียด 3-4 ช้อนโต๊ะ และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์🐟 ผัก ไข่ ตับ และผลไม้นิ่ม ซึ่งอาหารเหล่านี้ต้องผ่านการบดละเอียดก่อนนำไปป้อนให้ทารก โดยอาหารหลักยังคงเป็นนมอยู่✨อายุ 8-9 เดือนทารกควรรับประทานอาหารวันละ 1 - 2 มื้อ ควบคู่ไปกับการดื่มนมแม่ และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักหลายชนิด ไข่🍳ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ ที่มีประโยชน์ ✨อายุ 10 เดือน - 1 ปีทารกควรรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ🍽️ และสามารถเลิกดื่มน้ำนมแม่ได้ค่ะ และอาหารที่แนะนำให้ทานก็ยังเป็นอาหารที่มีสัมผัสนิ่มอยู่ คุณแม่ควรฝึกให้ทารกเคี้ยวและกลืน และเริ่มสังเกตอาการแพ้อาหารบางชนิดได้ในช่วงวัยนี้ค่ะ✨อายุ 1 ปีเป็นต้นไป ทารกควรรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ และควรได้รับสารอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในช่วงวัยนี้คุณแม่ควรระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมและน้ำตาลสูงของลูก เช่นการกินน้ำอัดลม ขนมหวาน🍭 และขนมขบเคี้ยว เพราะอาจทำให้ลูกเสี่ยงฟันผุ🦷และเป็นโรคอ้วนได้อาหารที่ทารกไม่ควรกิน🐮ผลิตภัณฑ์จากนมวัวเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือนไม่ควรดื่มนมวัว🥛 เพราะในนมวัวมีสารอาหารน้อยกว่านมแม่ และยังมีปริมาณของโซเดียมและโพแทสเซียมสูง ซึ่งอาจทำให้ระบบไตทำงานหนัก🥜ผลิตภัณฑ์จากถั่วจริงๆแล้วลูกสามารถกินถั่วได้ แต่คุณแม่ควรมั่นใจก่อนว่าได้ทำการบดถั่วให้ละเอียดก่อนให้ลูกกิน เพราะเสี่ยงที่จะทำให้เม็ดถั่วติดคอลูกจนเกิดอาการสำลัก🤢🍫ผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลควรเลี่ยงให้ลูกรับประทานอาหารทุกชนิดที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เช่น เยลลี่🍬 น้ำอัดลม และช็อกโกแลต เพราะอาจทำให้ลูกฟันผุ และเป็นโรคอ้วน🧂ผลิตภัณฑ์จากเกลือคุณแม่ควรเลี่ยงการใส่เกลือในปริมาณมากในอาหารของลูก เพราะหากลูกได้รับปริมาณโซเดียมสูงเกินไป⬆️ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบไต ทำให้ระบบไตทำงานหนักกว่าปกติ      ในแต่ละช่วงวัยทารก👶มีความต้องการของปริมาณอาหารและสารอาหารที่แตกต่างกันไป คุณแม่ควรใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ เริ่มตั้งแต่การปรุงอาหาร ไม่ควรใส่เกลือมาก บดอาหารให้ละเอียดก่อนให้ลูกกิน🥣 และควรหมั่นสังเกตอาการแพ้อาหารที่อาจเกิดขึ้นได้ในเด็กอยู่เสมอค่ะ 

Content Image

6 เรื่องกังวลใจของคุณแม่มือใหม่

     การเป็นคุณแม่นั้นเปรียบเสมือนอาชีพที่ไม่มีวันหยุด ไม่มีเงินเดือน และไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อยเลยใช่ไหมคะ? และคุณแม่มือใหม่หลายๆท่านก็เกิดควาวิตกกังวลหลายๆอย่างขึ้นด้วย วันนี้ทางเราได้รวบรวมเรื่องกังวลใจที่คุณแม่มือใหม่ต้องพบเจอ จะมีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️6 ความกังวลของคุณแม่ที่มักพบบ่อยที่สุด มีดังต่อไปนี้1️⃣ กังวลว่าจะให้นมลูกไม่ได้เพราะน้ำนมแม่🤱ถือว่าเป็นสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่คุณแม่หลายๆท่านอาจรู้สึกเป็นกังวลและรู้สึกผิดเมื่อไม่สามารถทำตามคำแนะนำจากคุณหมอได้ และแม่บางคนยังประสบกับปัญหาน้ำนมน้อยและท่อน้ำนมอุดตันอีกด้วยวิธีแก้ปัญหา: อยากให้คุณแม่ผ่อนคลายและลดความกังวลลงนะคะ เพียงแค่คุณแม่ได้ลองพยายามจนถึงที่สุด ก็ถือว่าเพียงพอแล้วค่ะ เพราะในความเป็นจริงแล้วก็มีคุณแม่หลายท่านที่ไม่สามารถให้นมลูกได้เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ตัวอย่างเช่น เต้านมบกพร่อง โรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ ติดเชื้อ🦠 HIV เป็นต้น 2️⃣ กังวลว่าทำไมลูกถึงไม่ยอมทานอาหารที่คุณแม่ป้อนเมื่อลูกไม่ยอมทานอาหารที่คุณแม่ป้อน🥣 คุณแม่หลายท่านก็เกิดอาการวิตกกังวล คิดว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดตรงไหนไปหรือไม่ แต่จริงๆ อาจจะเป็นเพราะลูกไม่รู้สึกหิว หรือลูกไม่สบายก็เป็นได้ค่ะ วิธีแก้ปัญหา: คุณแม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยทานอาหารตามลำพังหรือรอจนกว่าเขาจะรู้สึกหิวจริงๆ🤤 แล้วค่อยเสิร์ฟอาหารที่เขาชอบตอนนั้นก็ได้ค่ะ คุณแม่ควรจัดการกับลูกน้อยด้วยสติและอย่าบังคับลูกให้ทานอาหารเด็ดขาดนะคะ เพราะมันอาจทำให้เด็กๆ รู้สึกเสียใจได้3️⃣ กังวลว่าลูกจะมีพัฒนาการผิดปกติคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะกังวลเกี่ยวกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย ลูกจะมีพัฒนาการที่ปกติ ช้า หรือเร็วเกินไปหรือเปล่าน้า?🤔วิธีแก้ปัญหา: คุณแม่ต้องไม่เปรียบเทียบลูกของคุณแม่กับเด็กคนอื่นๆ  เพราะจริงๆ แล้ว เด็กทุกคนมักจะมีพัฒนาการและสติปัญญา🧠ที่แตกต่างกันไปอยู่แล้วนั่นเองค่ะ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยนะคะ และรวมไปถึงความกังวลเหล่านี้ด้วย4️⃣ กังวลว่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เพราะคุณแม่ต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงเจ้าตัวน้อย จึงอาจทำให้คุณแม่เผลอใส่อารมณ์🤬กับลูกในบางครั้ง และอาจเกิดความรู้สึกผิดในใจหลังจากที่คุณแม่สามารถสงบสติอารมณ์จนกลับมาเป็นปกติได้วิธีแก้ปัญหา: เมื่อไรที่คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เราขอแนะนำให้คุณแม่นำเจ้าตัวเล็กไปฝากไว้กับคุณพ่อหรือคุณตาคุณยายก่อนค่ะ จากนั้นให้คุณแม่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองและทำจิตใจให้สงบ😌 เมื่อคุณแม่มั่นใจว่าอารมณ์ของตัวเองสงบแล้ว จึงค่อยกลับไปเล่นและพูดคุยกับลูกค่ะ5️⃣ กังวลเกี่ยวกับลูกเมื่อต้องออกไปทำงานคุณแม่หลายๆ ท่านไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็น Working Women👩‍💻 ไม่ว่าจะด้วยภาระหน้าที่ หรือความรับผิดชอบใดๆ จึงทำให้คุณแม่ต้องตัดสินใจทิ้งลูกๆ ไว้ที่บ้านกับคุณตาคุณยาย หรือพี่เลี้ยงเด็ก ให้รับหน้าที่ดูแลเจ้าตัวน้อยแทนคุณแม่วิธีแก้ปัญหา: หากคุณแม่ได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าจะออกไปทำงานแล้ว ก็ไม่ควรวิตกกังวลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของลูกนะคะ หากเจ้าตัวน้อยร้องไห้งอแง😭หาแม่ คุณแม่ควรลองค่อยๆอธิบายให้ลูกได้เข้าใจถึงความสำคัญและความจำเป็นของการที่คุณแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านนะคะ6️⃣ กังวลว่าต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ แน่นอนว่าสำหรับคนเป็นแม่ การคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด💯ให้ลูกย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องใช้สำหรับเด็ก หรือแม้กระทั่งของเล่นเสริมพัฒนาการของลูก แต่การสรรหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อ และมีที่ราคาที่ย่อมเยาอาจไม่ได้หาได้ง่ายเสมอไป วิธีแก้ปัญหา: คุณแม่ต้องเข้าใจว่าคุณแม่แต่ละท่านมีขีดจำกัดในการเลือกซื้อสินค้าทุกชนิดให้กับลูก สินค้าบางอย่างไม่จำเป็นต้องดีที่สุดหรือแพงที่สุดเสมอไป เพียงแต่สินค้านั้นปลอดภัยต่อลูก ทำให้ลูกมีความสุข และไม่รบกวนกระเป๋าตังค์👛คุณแม่ด้วยก็เพียงพอแล้วค่ะ     ในความเป็นจริงแล้ว การที่เราจะเป็นแม่ที่ดีได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่ต้องทำตามคำแนะนำหรือข้อห้ามต่างๆเสมอไป เพราะเด็กแต่ละคนก็มีนิสัยที่แตกต่างกันออกไป จึงทำให้คุณแม่ต้องประยุกต์วิธีการเลี้ยงที่แตกต่างออกไปจากทฤษฎีนั่นเองค่ะ ดังนั้นคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะ การจะเป็นแม่ที่ดีได้นั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่สามารถเพิ่มขีดจำกัดความรู้ ความสามารถ และเตรียมพร้อมสำหรับการเลี้ยงดูลูกน้อย👶ได้มากขนาดไหนต่างหากค่ะ  

Content Image

วิธีรับมือเมื่อลูกไม่ยอมทานข้าว มีอาการเบื่ออาหาร

     เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจจะประสบกับปัญหาลูกเบื่ออาหาร ลูกไม่กินข้าว ไม่ว่าจะพยายามหลอกล่อเท่าไรแล้วก็ตาม ลูกก็ยังไม่ยอมกินอยู่ดี บทความนี้จะพาคุณแม่มาทรายถึงสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ลูกไม่ยอมกินข้าว และรวมไปถึงวิธีรับมืออเมื่อเด็กไม่กินข้าวหรือเบื่ออาหาร ไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่ยอมทานข้าวอาการเบื่ออาหารในเด็กเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยต่อไปนี้👉ลูกมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลียคุณแม่จะสังเกตได้ว่าลูกมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบาย เช่น มีไข้🤒 เจ็บคอ ใจลอย ไม่ได้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับมื้ออาหาร👉ปฏิเสธอาหารลูกจะทานอาหารน้อยกว่าปกติ😐 ถึงแม้ว่าจะเป็นเมนูที่เขาชื่นชอบ และอาจจะหันเหไปสนใจสิ่งอื่นมากกว่าการทานอาหารอีกด้วย👉ลูกร้องไห้ งอแง เมื่อถูกบังคับให้ทานอาหารเจ้าตัวน้อยจะแสดงอาการงอแง ร้องไห้ฟูมฟาย😭 และอาจจะวิ่งหนีไปทันที เมื่อทนไม่ไหวกับการถูกคุณแม่บังคับให้ทานอาหาร ผลเสียจากการที่ลูกไม่ยอมทานข้าว4 ผลเสียต่อสุขภาพของเด็กที่ไม่ยอมรับประทานอาหาร ได้แก่1.เสี่ยงต่อโรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia) คือ พฤฤติกรรมการกินที่ไม่ปกติ และบูลิเมีย (Bulimia nervosa) หรือ “โรคล้วงคอ”🤮2.น้ำหนักตัวไม่เป็นไปตามเกณฑ์การเจริญเติบโต หรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์3.ได้รับสารอาหารบางอย่างน้อยกว่าที่ควรได้รับ เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน4.มีอาการอ่อนเพลียระหว่างวัน หน้าวูบ😰 หรืออาจจะเป็นลมได้9 เทคนิคแก้ปัญหาเมื่อลูกไม่ยอมทานข้าว✨ทำอาหารเมนูที่เขาชอบให้ทานบ่อยๆ อย่างแรกคุณแม่คุณพ่อต้องตอบให้ได้ก่อนว่าลูกเราชอบกินอะไร ถ้าไม่รู้ต้องคอยสังเกตไปเรื่อย ๆ ว่าเขาชอบกินอาหารแบบไหน🍝 ลองทำอาหารหลาย ๆ แบบดูค่ะ แล้วสักพักจะค่อย ๆ เข้าใจว่าสาเหตุหนึ่งที่ลูกไม่ยอมกินข้าวก็เพราะอาหารไม่ถูกปากเขานี่เอง รวมถึงควรจะหมุนเวียนวัตถุอื่น ๆ มาเพื่อให้เขากินอาหารที่หลากหลาย เพื่อโภชนาการที่ดีของลูก ในช่วงที่ลูกเบื่ออาหารที่โรงเรียนประมาณ 2-3 วันแรก คุณแม่อาจจะพูดคุยปรึกษากับคุณครูถึงปัญหาการเบื่ออาหารของลูก เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันค่ะ✨ตกแต่งอาหารให้น่ารับประทาน เทคนิคอีกอย่างคือการตกแต่งหน้าตาอาหารให้น่ารับประทาน แค่ทำอาหารตามปกติ เสร็จแล้วก็ค่อยมาตกแต่งให้ดูน่าสนใจเช่น พยายามให้มีสีสัน 3-4 สี ซึ่งสีสันเหล่านี้ก็คือสีโดยธรรมชาติของผักผลไม้นั่นเองค่ะ เช่น แครอต🥕จะให้สีส้ม มะเขือเทศ🍅จะให้สีแดง กะหล่ำปลีม่วงให้สีม่วง หรือจะถ้านึกสนุกอยากให้พิเศษมากขึ้น ก็อาจจะทำเป็นเรื่องราว เช่น ตัวการ์ตูนที่เขาชอบ หรือเป็นฉากในนิทานที่เขาเดาได้ รับรองว่าคุณลูกของเราจะทานเก่งขึ้นแน่นอนค่ะ คุณแม่อาจนำไปไอเดียนี้ไปเสนอกับคุณครูที่โรงเรียนนะคะ จัดเป็นหนึ่งกิจกรรมในห้องเรียน ได้ประโยชน์กับลูกน้อยและเด็ก ๆ ในห้องคนอื่น ๆ ด้วยค่ะ✨ให้ลูกเลือกชุดจานชามของเขาเอง เราเพิ่มความสนุกสนานให้กับมื้ออาหารของลูกได้ด้วยจาน ชาม ช้อนส้อม🍽️ แก้วน้ำ ซึ่งมีลวดลายการ์ตูนที่เขาชอบ ก็น่าจะทำให้เขาตื่นเต้นกับการกินข้าวได้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้พาเขาไปเลือกซื้อด้วยตัวเอง จะทำให้หนูน้อยอินกับอุปกรณ์การกินมากขึ้น และต้องระวังเรื่องสีที่เคลือบบนภาชนะทั้งหมดด้วยนะคะ ว่าไม่ละลายเมื่อถูกอาหารร้อนและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ✨แบ่งทานทีละน้อยๆเริ่มต้นด้วยมื้อเล็ก ๆ บางครั้งมื้ออาหารที่มากจนเกินไปก็อาจทำให้เด็กรู้สึกเหนื่อยที่จะกินต่อให้หมด ควรแบ่งอาหารมาทีละน้อย🥣 เมื่อหมดก็สามารถเติมได้ ก็จะช่วยให้เด็กไม่รู้สึกกดดันว่าจะต้องกินให้หมดในคราวเดียว✨งดการใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิดขณะรับประทานอาหารสร้างความรู้สึกที่ดีกับมื้ออาหาร นั่นคือการปิดเสียงรบกวนอื่นที่จะทำให้เขาไม่สนใจอาหาร เช่น ทีวี หรือสมาร์ทโฟน📱 และคุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะกินอาหารพร้อมกับเขา ชวนเขาพูดคุย อย่าดุ อย่าต่อว่าให้เขาเกิดความทรงจำที่ไม่ดีระหว่างการกินอาหาร และคุณพ่อคุณแม่ก็ห้ามเล่นโทรศัพท์มือถือหรืออ่านหนังสือนะคะ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกค่ะ✨คุณพ่อคุณแม่ทานข้าวพร้อมกันกับลูก บางครั้งตัวอย่างที่ดีก็มีค่ามากกว่าคำสอน การที่คุณพ่อคุณแม่กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก🥦 เป็นตัวอย่างและกินอย่างเอร็ดอร่อย😋 ก็อาจจะช่วยให้ลูกเห็นแล้วรู้สึกว่าอยากกินตามบ้าง✨สลับเมนูแปลกใหม่บ้างไม่ทำอาหารซ้ำกัน การทำเมนูเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็รู้สึกเบื่อขึ้นมาได้เหมือนกัน หมั่นทำเมนูใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ หรือทำเมนูเดิมบ้าง แต่ก็มีเมนูใหม่ ๆ เข้ามาเสริมด้วย🍛 เพื่อสร้างความหลากหลายในมื้ออาหาร และทำให้เด็กได้รู้จักรสสัมผัสใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น✨ให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำอาหารเพื่อสร้างแรงจูงใจในมื้ออาหารมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะชวนให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำอาหารด้วย👩‍🍳 เริ่มตั้งแต่การไปจับจ่ายซื้อวัตถุดิบ และลงมือทำในขั้นตอนต่าง ๆ เช่น ล้างผัก ล้างผลไม้ เตรียมจาน ชาม ช้อน และส้อม แต่ควรเลือกขั้นตอนที่ปลอดภัยและอยู่ในสายตาตลอดเวลา✨มีของรางวัลเป็นเมื่อลูกรับประทานอาหาร เด็กกับของรางวัลเป็นของคู่กัน🏅 คุณพ่อคุณแม่อาจลองสร้างแรงจูงใจด้วยการให้ของรางวัลถ้าสัปดาห์นี้กินข้าวหมด หรือกินได้เยอะ ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นให้เด็กอยากที่จะกินอาหารให้มากขึ้น เช่น ถ้าสัปดาห์นี้กินข้าวหมดจานทุกวัน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ควรใช้บ่อย เพราะเด็กควรจะกินอาหารเพื่อการเจริญเติบโต ไม่ใช่เพื่อของรางวัลเพียงอย่างเดียว     สรุปได้ว่าอาการเบื่ออาหารเกิดขึ้นได้ปกติกับเด็ก👶 ไม่จำเป็นต้องมีการกินยาเพื่อรักษาอาการดังกล่าวแต่อย่างใด เพียงแค่คุณแม่ควรพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารของลูก หรือพยายามหากลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการสร้างแรงจูงใจให้ลูกยอมทานอาหารอย่างมึความสุข เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้ลูกอยากทานอาหารตามปกติได้แล้วค่ะ

Content Image

หยุดก่อนแม่! ป้อนกล้วยลูกอาจตายได้

     กล้วยหอม🍌เป็นหนึ่งในผลไม้ที่หารับประทานได้ง่ายและมีประโยชน์มากในประเทศไทย แต่สำหรับทารกแรกเกิดนั้น กล้วยหอมยังเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือไม่ ในทางกลับกันอาจเป็นผลไม้ที่ก่อโทษในเด็ก👶หรือเปล่า ควรให้เจ้าตัวน้อยรับประทานหรือไม่ เราจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปหาคำตอบกันค่ะ💁‍♀️คุณแม่สามารถป้อนกล้วยให้ลูกได้หรือไม่คำตอบคือทำได้ค่ะ ถ้าลูกมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน แต่หากเจ้าตัวน้อยของคุณแม่มีอายุยังไม่ถึง 6 เดือนนั้น การป้อนกล้วยไม่ว่าจะในรูปแบบใดนับเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เด็กจะยังไม่สามารถย่อยกล้วยได้เต็มที่ แน่นอนว่าถ้าย่อยไม่ได้ก็ไม่สามารถดูดซึมมาใช้ได้ ถึงแม้กล้วย🍌จะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย แต่หากร่างของของเด็กดูดซึมไปใช้ไม่ได้ก็เป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ค่ะ0️⃣ เสี่ยงที่จะทำให้ทารกมีภาวะขาดสารอาหาร ร้ายแรงกว่านั้นคือเสี่ยงที่จะทำให้ทารกมีภาวะ 'ลำไส้อุดตัน'💩 ด้วยค่ะ ดังนั้นการให้นมแม่🤱เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของเจ้าตัวน้อยนั้นก็เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วค่ะรู้จักกับภาวะลำไส้อุดตันในทารกภาวะลำไส้อุดตันเกิดจากการที่มีอาหารชิ้นใหญ่ๆไปขวางกั้นลำไส้ ทำให้เด็กมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง🤢 ท้องอืด นำมาซึ่งอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน🤮 ไม่ผายลมตามปกติ มักจะเริ่มปวดในบริเวณหน้าท้องตำแหน่งใต้สะดือในกรณีที่เป็นลำไส้เล็กอุดตัน แต่หากเป็นลำไส้ใหญ่อุดตันตำแหน่งที่ปวดก็จะเคลื่อนที่ต่ำลงมาเล็กน้อย อันที่จริงแล้วภาวะนี้ไม่ได้เกิดได้กับเพียงทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนที่รับประทานกล้วย แต่ยังเกิดกับทารกที่มีอายุมากกว่าช่วงดังกล่าวได้👦 และอาจเกิดกับอาหารอื่นๆนอกจากกล้วยได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสำหรับเด็กแรกเกิด นมแม่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะสัญญาณที่บ่งบอกว่าทารกอาจกำลังมีภาวะลำไส้อุดตัน👉มีอาการท้องผูกเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ทำให้ทารกรู้สึกอึดอัดท้อง มีพฤติกรรมร้องไห้งอแง😭👉หากแก้ปัญหาอาการท้องอืดด้วยการสวนอุจจาระ💩 น้ำที่ออกมาจะมีลักษณะใส👉ทารกมีอาการอาเจียนควบคู่🤮ไปด้วย ในช่วงแรกๆอาจมีเศษอาหารปนออกมา หลักจากนั้นจะมีของเหลวสีออกเขียวหรือน้ำตาลออกมาตาม และมีกลิ่นคล้ายอุจจาระของทารกเอง👉หากคลำบริเวณท้องอาจพบก้อนแข็งคล้ายก้อนเนื้อวิธีการป้อนกล้วยให้ทารกที่อายุมากกว่า 6 เดือนรับประทานวิธีที่ 1️⃣เลือกกล้วยที่มีเนื้อนิ่ม บดง่ายย่อยง่าย ยกตัวอย่างเช่นกล้วยน้ำว่าสุก🍌วิธีที่ 2️⃣ทำให้เนื้อกล้วยมีชิ้นเล็กลง ไม่ว่าจะด้วยการปั่น การบดขยี้ รวมไปถึงการขูดเนื้อกล้วยเพื่อป้อนเจ้าตัวน้อย🥣วิธีที่ 3️⃣กำหนดปริมาณให้เหมาะสม อาจเริ่มให้ลูกรับประทานเพียง 1 ใน 4 ส่วนของกล้วยทั้งลูกเท่านั้น และควรป้อนทีละน้อยๆ คำเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเคี้ยวของเด็ก😋วิธีที่ 4️⃣ให้เด็กใช้เวลาเคี้ยวนานๆ ไม่รีบป้อนจนเกินไป คอยตรวจสอบว่าเด็กเคี้ยวแต่ละคำหมดหรือยังจึงค่อยป้อนคำใหม่สัญญาณผิดปกติหลังป้อนกล้วย✨เด็กมีผื่นคันตามร่างกาย สังเกตได้ชัดว่าบริเวณปาก ลำคอ และลิ้นเกิดการบวม👅 หรือมีอาการลมพิษ🥵✨ดวงตามีสีแดงซึ่งเกิดจากเส้นเลือดฝอยในตาแตก อาจมีอาการตาบวม👁️และคันตาควบคู่ไปด้วย✨เด็กมีอาการจามและมีน้ำมูกไหล😪✨เด็กหายใจถี่หอบถี่😮‍💨✨เด็กร้องไห้งอแงจากการปวดท้อง มีการอาเจียน🤮และท้องเสียควบคู่ไปด้วย     สามารถสรุปได้ว่าจริงๆแล้วผลไม้ที่หาได้ง่ายและเป็นประโยชน์อย่างกล้วย🍌 ก็สามารถให้เด็กรับประทานได้ แต่ต้องพิจารณาเรื่องอายุของเด็กควบคู่ไปด้วย สำหรับเด็กที่อายุไม่ถึง 6 เดือนหรือเด็กแรกเกิด🚼นั้นไม่เป็นที่แนะนำ เพราะอาจก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์จากสารอาหารในกล้วยค่ะ หากคุณแม่ท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับการให้นมบุตร และต้องการให้สารอาหารอื่นๆมาทดแทน ควรเขารับคำปรึกษาและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ก่อน ไม่ควรตัดสินใจเองค่ะ

Content Image

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยมีความสุขในแต่ละช่วงวัย

     คุณแม่ที่กำลังมีลูกในช่วงอายุ 1 ปี อาจจะยังไม่รู้ว่าลูกของเรากำลังรู้สึกยังไง นอกจากหงุดหงิดหรือหิวก็จะชัดเจนด้วย การร้องไห้ลั่น ถึงเขาจะพูดไม่ได้และยังยิ้มไม่ได้ในเดือนแรก ดังนั้นวันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมสัญญาณที่บอกว่าลูกของคุณแม่กำลังอยู่ในมู้ดแฮปปี้ที่สุด จะมีสัญญาณอะไรบ้าง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยมีความสุขในแต่ละช่วงวัย✨วัยแรกเกิดเน้นความอบอุ่นและความใกล้ชิดกับแม่                                         ถึงจะเพิ่งออกมาเจอโลกใบใหม่ ที่ไม่เคยรู้จัก สีหน้าและเสียงของคุณแม่จะทำให้เขาสงบลงได้จากทุกสิ่ง คุณแม่อย่าเพิ่งท้อใจว่าเวลาเล่นหรือยิ้มให้เจ้าตัวเล็กแล้วตอบมาด้วยใบหน้า นิ่งเฉยหรือเขาจ้องเราแบบง่วงๆ แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ! เขาอาจจะร้องไห้หรือนอนเล่นอยู่ แต่เมื่อเขาหันไปทางคุณแม่และจ้องหน้า คุณอยู่อย่างนั้น เหมือนเขากำลังหันมาทักทายผู้หญิงคนแรกที่เขารู้จัก อยู่ด้วยหัวใจที่ตื่นเต้น😍✨0-3 เดือน ปฏิกิริยาเวลาที่คุณแม่อุ้ม: ตอนที่ลูกอยู่ในอ้อมกอดของเราแล้วลูกปล่อยตัวสบายๆไม่ได้ดีดตัวแอ่นหลัง เหมือนอึดอัด เป็นสัญญาณว่าลูกกำลังรู้สึกสบายใจ ในอายุขนาดนี้ลูกมีความสุขเวลาที่ได้ในสิ่งที่คุณแม่ตอบสนองทันที เวลาที่ลูกร้องไห้ คุณแม่ก็รีบให้ดูดนม🤱 เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือกล่อมให้หลับ บางทีทารกอายุน้อยขนาดนี้เวลาที่คุณแม่เล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาก็เริ่มยิ้มหัวเราะและหลับไประหว่างที่คุณแม่อุ้มอยู่ได้ไม่ยากแล้ว✨1-3 เดือน แจกยิ้มไปทั่ว: คุณหมอเด็กจะบอกว่าเด็กในช่วง 4-10 สัปดาห์ เวลาที่เด็กยิ้มอาจจะไม่ได้ตั้งใจเพราะปฏิกิริยา ตอบสนองบางอย่าง เช่น เด็กๆ สามารถยิ้มเวลาที่รู้สึกสบายตัว เช่น ตอนที่ผายลมหรือหลับสบายแล้วยิ้มออกมา แต่วัย 1-3 เดือนพวกเขาจะตอบกลับด้วยการยิ้มโดยตรงเวลามีใครทำอะไรให้เขามีความสุข😊และรวมไปถึงสัญญาณเหล่านี้อีกด้วย✨3-6 เดือน หัวเราะร่า: คุณแม่ที่อยู่กับลูกอย่างใกล้ชิด มาโดยตลอด ลูกจะพัฒนาจากการยิ้มเป็นหัวเราะ😂เวลาที่คุณแม่ใช้เวลาด้วย ตอนที่คุณแม่ทำเสียงตลกๆ หรือเล่นกับเขา เช่น ปูไต่หรือปิดหน้า เปิดมาจ๊ะเอ๋ เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่มีคุณภาพมากๆ เลยนะคะ✨4-7 เดือน เริ่มอ้อแอ้ให้เข้าใจ: เด็กๆ ฟังคุณแม่คุยด้วย มาตลอดและอยากจะเลียนเสียงและเขาจะใช้น้ำเสียงแสดงอารมณ์🗣️ ออกมาได้ สังเกตดูว่าเวลาที่เขาอ้อแอ้ด้วยโทนเสียงสูงๆ แปลว่าเขากำลัง พอใจกับท่าทางของคุณแม่อยู่✨8-11 เดือน แม่ต้องอยู่ในสายตา: ถึงเด็กในวัยกำลังคลานกำลังตั้งไข่จะชอบซุกซนออกไปหาอะไรมาเล่น แต่ไม่ว่าเขาจะไปทางไหน ลองดูได้เลยว่าเขาจะหันมาเช็ค👀ว่าคุณแม่ยังนั่งตรงนั้นอยู่หรือเปล่าเพื่อความมั่นใจ ถึงเขาจะเข้าสู่วัยที่ต้องการออกไปเห็นโลกกว้าง แต่ก็ขอให้มีคุณพ่อคุณแม่ที่เขาไว้ใจและอุ่นใจคอยเคียงข้างเสมอ✨12-18 เดือน ขำกันอย่างจริงจัง: หลังจากเข้า 1 ขวบแล้วเด็กๆ จะมีอารมณ์ขันอย่างชัดเจน เขาจะเอาผ้าอ้อมมาวางไว้ บนหัวหรือพูดในแก้วน้ำเล่นพึมพำๆ ให้คุณแม่หัวเราะ ในหลายๆ งานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กบอกว่าตอนเด็กๆ เล่นตลกกับสิ่งของเป็นส่วนหนึ่งของมุขตลกที่พวกเขาอยากโชว์แค่คุณแม่แกล้งเอาหมวกใบเล็กของเขามาใส่ แค่นี้ลูกก็หัวเราะเฮฮาได้แล้ว😜     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าเจ้าตัวน้อย👶ในแต่ละช่วงวัยก็มักจะมีการแสดงออกถึงการมีความสุขที่แตกต่างกันออกไป คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นเติมความสุขด้วยการทำให้ลูกอารมณ์ดีบ่อยๆ ชวนลูกหัวเราะ เพื่อที่เขาจะได้เติบโตมาเป็นเด็กอารมณ์ดีนั่นไงล่ะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.