Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

คุณแม่สามารถใช้ครีมทาตัวเดิมที่เคยใช้ก่อนตั้งครรภ์ได้ไหม?

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ร่างกายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการใช้ชีวิต อาหาร หรือแม้แต่ในเรื่องของผิวพรรณ และเพื่อให้คุณแม่ได้มั่นใจว่าครีมบำรุงที่คุณแม่ใช้อยู่มีความปลอดภัยสำหรับช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ วันนี้เราจึงนำข้อมูลที่สำคัญมาฝากกันค่ะเหตุผลที่คุณแม่ควรใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับคนท้องโดยเฉพาะความปลอดภัยคืออับดับ 1อย่างแรกเลยที่จะต้องให้ความสนใจแน่นอนว่าจะต้องเป็นเรื่องของความปลอดภัยว่าครีมที่ใช้อยู่นั้นอ่อนโยนและปลอดภัยพอที่จะสามารถทาลงบนผิวหนังของคุณแม่ตั้งครรภ์🤰ได้หรือไม่การเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ สภาพผิวของคุณแม่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เมตาบอลิซึม ระบบต่อมไร้ท่อ และหลอดเลือด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความมัน สิว แห้งกร้าน จุดด่างดำได้ด้วย รวมถึงเรื่องของเกราะป้องกันผิวก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ความสนใจกับสารประกอบที่อยู่ในครีม🧴ที่ใช้นั่นเองค่ะ วิธีการเลือกซื้อครีมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มองหาผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก คุณแม่สามารถมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากออร์แกนิก🍃 และ มีการรับรองว่าสามารถใช้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ ก็จะสามารถทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการผสมสารที่เป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่และทารก รวมถึงหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้หลีกเลี่ยงสารเรตินอยต์สารเรตินอยต์นั้นเป็นสารที่สามารถพบได้ในมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านริ้วร้อย แต่ในช่วงเวลาตั้งครรภ์นั้น คุณแม่ควรจะหลีกเลี่ยงมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของเรตินอยต์ไปก่อนจะดีที่สุดค่ะ เพราะเรตินอยต์ มีอนุพันธ์ของวิตามินเอบางชนิด เช่น แอคคิวเทน หรือ เทรติโนอิน ที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์🤰ได้นั่นเองวิธีการเลือกซื้อครีมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์การเลือกซื้อครีมกันแดด🌞ในการเลือกซื้อครีมกันแดดคุณแม่สามารถมองหารุ้นที่มีผสมของซิงค์ออกไซด์และไททาเนียมไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำงานโดยการผลักแสง UV ออกไป มีความปลอดภัยสำคัญคุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰 แต่มีข้อเสียตรงที่จะค่อนข้างซึมซับได้ดีไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และมีความขาววอกได้ แต่สามารถทำงานป้องกันรังสีจาก UVA และ UVB ได้โดยไม่ต้องรอนานหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่มีความรุนแรงส่วนผสมที่คุณแม่ควรเลี่ยงในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้แก่✨กรดซาลิไซลิก ✨ไฮโดนควิโนน✨พาทาเลต✨ฟอร์มาลดีไฮด์✨ออกซีเบนโซน✨เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์และเรตินอยด์ตามที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากสารเหล่านี้มีโอกาสอาจส่งผลเสียต่อคุณแม่และลูกน้อยได้มากกว่าสารประเภทอื่นๆนั่นเองค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

อาการที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ระยะแรก

คุณแม่แต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันออกไปบางคนอาจไม่มีอาการใด ๆเลย แต่ในบางคนก็มีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้น ดังนั้น ในระยะแรกอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดูออกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ แต่ในทางการแพทย์จะมีลักษะอาการบางอย่างที่เราพอจะสังเกตุได้ มาดูกันว่าคุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่นะคะอาการของคนท้องระยะแรก 1-2 สัปดาห์ 🤰 อาการขาดประจำเดือนประจำเดือนของผู้หญิงจะมาห่างกันประมาณ 28 วัน แต่หากประจำเดือนของคุณไม่มาเกิน 10 วัน 🩸 ก็อาจเป็นสัญญาณบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ แต่การขาดประจำเดือนก็อาจมาจากสาเหตุอื่นได้ 📅 เช่น ร่างกายอ่อนเพลีย การใช้ยาคุม หรือ การมีโรคบางอย่างก็เป็นได้🤰 ตกขาวมามากผิดปกติฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อตั้งครรภ์ และส่งผลให้มีอาการตกขาวมีปริมาณมากขึ้น  หากตกขาวของคุณมีสีขาวขุ่นก็อย่าเพิ่งตกใจไป 🙂 เพราะร่างกายของคุณสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยให้ปากช่องคลอดมีการหล่อลื่นนั่นเอง แต่คุณแม่ควรดูแลรักษาความสะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา และหากมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ต่างไปจากนี้ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการนะคะ👩‍⚕️ 🤰 อาการเลือดซึมทางช่องคลอดเนื่องจากร่างกายของคุณแม่กำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาวะใหม่ที่เกิดจากการปฎิสนธิภายในมดลูก หากคุณแม่พบว่ามีเลือดสีแดงจางๆ🩸ออกเล็กน้อยบริเวณช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ก็เป็นได้ โดยเลือดจะหยุดไหลไปเองภายในหนึ่งถึงสองวัน และจะไม่มีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย หากเลือดไม่หยุดไหล และมีอาการปวดท้องเกร็ง👩‍⚕️ควรไปพาแพทย์ทันทีนะคะ🤰 พบการเปลี่ยนแปลงของเต้านมคุณอาจพบว่าหัวนมของคุณมีเข้มหรือคล้ำขึ้น รวมถึงเต้านมของคุณอาจขยายขึ้น และมีอาการเจ็บตึงเต้านมด้วย🧐  การเปลี่ยนแปลงนี้จะเห็นชัดในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก 🤰 ไวต่อกลิ่นคุณอาจพบว่าจมูกไวต่อกลิ่นมากเป็นพิเศษ โดยจะเรียกว่า Super Smell 👃  เช่น บางคนอาจเห็นกลิ่นยาสีฟันที่ใช้เป็นประจำ หรือบางคนอาจเหม็นกลิ่นตัวของสามี เป็นต้นสัญญาณอื่น ๆ ของการตั้งครรภ์🤰 เวียนหัว ปวดศีรษะคุณอาจพบอาการปวดหัวซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนภายในร่างกายขณะตั้งครรภ์นั่นเอง ซึ่งในสัปดาห์แรกคุณแม่บางคนอาจมีอาการปวดมากหรือน้อย 🥴☹️ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนนะคะ🤰 การคัดเต้าและเจ็บหัวนมหากคุณรู้สึกคัดบริเวณเต้นนมและเจ็บหัวนม🥺 พร้อมกับเกิดอาการขาดประจำ🩸 ก็อาจเป็นอาการที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์ โดยอาการคัดเต้าและเจ็บหัวนมนี้ก็มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายนั่นเอง เมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้น ขนาดของเต้านมจะขยายใหญ่มากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมผลิตนมให้กับลูกน้อยต่อไป👶🤰 ปวดหลังอาการปวดหลังช่วงล่างอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่ากำลังตั้งครรภ์ โดยอาจมีอาการร่วมกับการเป็นตะคริว☹️ สาเหตุเกิดจากการขยายของมดลูกส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนกลางมีการขยายด้วย อาการปวดหลังอาจเกิดขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ของคุณแม่🥺  ลองเลือกหมอนสำหรับรองหลังและหมอข้างสำหรับวางขาดูนะคะ🤰 ปัสสาวะบ่อยหากคุณพบว่าช่วงนี้ตัวเองเข้าห้องน้ำ🚻 ปัสสาวะบ่อย ๆ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ โดยการตั้งครรภ์ในช่วงแรกนั้นร่างกายของคุณแม่จะสร้างของเหลวในร่างกายมากขึ้น อุ้งเชิงกรานของคุณแม่มีเลือดมาไหลเวียนมาขึ้น มดลูกคุณแม่ขยายตัว ส่งผลให้เบียดกระเพาะปัสสาวะอาหาร จึงทำให้คุณแม่เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นนั่นเองคะ 🚽🤰 อยากกินของเปรี้ยว หรือของอื่นๆ คุณอาจอยากกินอาหารที่ต่างออกไปจากเดิมที่เคยกิน.🥘  บางคนอยากกินรสเปรี้ยว หรือ อาหารแปลก ๆ บางคนอาจมีอาการเบื่ออาหาร และไม่อยากกินอะไรเลย โดยมีสาเกตุจากการรับรู้รสชาติของคุณแม่เปลี่ยนแปลงไปจากการที่ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นนั่นเอง  

Content Image

ทำไมโฟลิกจึงมีความจำเป็น? ต้องทานเท่าไหร่?

คุณแม่หลายๆท่านทั้งรวมทั้งคุณผู้อ่านคงเคยได้ยินมาว่า กรดโฟลิกเป็นหนึ่งในสารอาหารที่คุณแม่ที่กำลังจะมีเจ้าตัวน้อยควรรับประทาน แต่จริงๆแล้วกรดโฟลิกสามารถกินได้เพียงในขณะอุ้มท้องหรือไม่ มีปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ กินมากไปเป็นอันตรายหรือเปล่า บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านอย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับกรดโฟลิกกันก่อนค่ะทำไมคุณแม่ถึงต้องทานกรดโฟลิกกรดโฟลิกคืออะไรขึ้นชื่อว่ากรดแต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด กรดโฟลิกเป็นสารอาหารประเภทหนึ่ง (วิตามินบี 9 ชนิดหนึ่ง) บางท่านอาจเคยได้ยินอีกชื่อ คือ โฟเลต ให้รับรู้ไว้ว่าล้วนเป็นสารอาหารตัวเดียวกัน โฟลิกเป็นสารอาหารที่สามารถพบได้ตามอาหารจากธรรมชาติที่หารับประทานได้ไม่ยากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ไข่แดง🥚 ตับ ผักใบเขียว ผักสีส้ม และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ค่ะประโยชน์ของโฟลิกกรดโฟลิกมีส่วนช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยในท้องคุณแม่เป็นหลัก ช่วยตั้งแต่ในระยะแรกที่เกิดการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ การพัฒนาระบบประสาท สมอง และไขสันหลัง ช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดง🩸ให้แข็งแรง และยังช่วยเสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของเจ้าตัวน้อยอีกด้วย แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกันค่ะ หากคุณแม่รับประทานกรดโฟลิกมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาโลหิตจางทั้งกับตนเองและกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะรับประทานแค่ไหนจึงจะพอดี?อันที่จริงแล้วกรดโฟลิกสามารถรับประทานได้ตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวจะตั้งครรภ์ซึ่งก็คือก่อนตั้งครรภ์จะดีที่สุดค่ะ และควรรับประทานต่อไปในปริมาณที่เหมาะสมจนกว่าจะคลอดบุตรเลย สำหรับช่วงก่อนตั้งครรภ์แนะนำว่าควรได้รับโฟลิกไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน หากตั้งครรภ์แล้วให้เพิ่มปริมาณเป็น 0.8 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรรับประทานเกิน 1 มิลลิกรัมต่อวัน💊 จะเห็นว่าไม่ใช่ปริมาณที่เยอะเลยใช่ไหมคะ เพียงแค่คุณผู้อ่านกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิกตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น ก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับกรดโฟลิกตามเกณฑ์อยู่แล้ว แต่หากไม่มั่นใจก็สามารถรับประทานโฟลิกในรูปแบบของอาหารเสริมได้ค่ะหากรับประทานโฟลิกไม่พอ จะเกิดอะไรขึ้น ?การขาดกรดโฟลิกจะส่งผลอย่างชัดเจนในคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยค่ะ👶 เด็กในท้องอาจมีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญที่ไม่เต็มที่ของระบบประสาทและสมอง กะโหลกศีรษะไม่ปิดจนผิดปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน        จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความเสี่ยงจากการขาดกรดโฟลิกค่อนข้างน่ากลัวเลยใช่ไหมคะ ดังนั้นการควบคุมเรื่องสารอาหารที่คุณแม่หรือกระทั่งคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยจึงสำคัญมาก หากไม่มั่นใจว่าสามารถทำได้เอง แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านของการตั้งครรภ์ รวมไปถึงนักโภชนาการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รับความรู้ในด้านการกินอาหาร และได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เป็นประโยชน์กับทั้งลูกน้อยและตัวของคุณแม่เองค่ะ

👉 List บทความเตรียมตัวตั้งครรภ์

Content Image

การวางแผนตั้งครรภ์คืออะไร?

     สำหรับคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย👫ท่านใดที่อยากจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคต สิ่งหนึ่งที่จำเป็นก็คือการวางแผนตั้งครรภ์🤰ค่ะ การวางแผนตั้งครรภ์นั้น หากพูดขึ้นมาลอยๆก็ดูจะเป็นหัวข้อที่กว้างมากเลยใช่ไหมคะ บทความนี้จะช่วยกำหนดขอบเขตและจับกลุ่ม ว่าการวางแผนการตั้งครรภ์เชิงสุขภาพควรคำนึงในด้านไหนบ้าง เพื่อให้คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายที่จะเป็นคุณแม่คุณพ่อในอนาคตมองเห็นถึงสิ่งที่ต้องทำง่ายขึ้นค่ะการตรวจสุขภาพร่างกายที่เกี่ยวกับการมีบุตรโดยตรง ตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป🩺ตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไปทั้งในคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย โรคที่ตรวจก็จะเป็นโรคในกลุ่มเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ🫀 โรคต่อมไทรอยด์ผิดปกติ หากพบว่ามีความผิดปกติก็จะได้รับการรักษาก่อนมีบุตรค่ะตรวจเลือด🩸ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและความเข้ากันได้ของเลือด ในส่วนของความสมบูรณ์ของเลือดนั้นหมายถึง ความปกติของรูปร่างเม็ดเลือด ปริมาณเลือดและเกล็ดเลือด และการตรวจความเข้ากันได้ของเลือดจะช่วยให้แพทย์👩‍⚕️สามารถประเมินได้ว่าจะทำการคลอดได้อย่างราบรื่นหรือไม่ จำเป็นต้องมีเลือดสำรองเตรียมพร้อมไว้หรือไม่ค่ะตรวจโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม🧬ตรวจโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการที่คุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย หรืออาจเป็นทั้ง 2 ฝ่ายที่เป็นพาหะของโรค แล้วถ่ายทอดมายังทารก👶 ซึ่งหากตรวจพบถึงความเสี่ยงไว้ก่อนก็จะสามารถช่วยประเมินได้ว่าคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายควรจะมีบุตรหรือไม่ หากจะมีบุตรควรเตรียมตัวเพิ่มเติมอย่างไร และหากเจ้าตัวน้อยเป็นโรคทางพันธุกรรมจริงๆจะมีการรับมืออย่างไรในอนาคตค่ะตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ⚧️ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ เชื้อไวรัสตับอักสบชนิดบีและชนิดซี เชื้อซิฟิลิส และเชื้อหัดเยอรมัน หากติดเชื้อจะได้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแนวทางการรักษาและการมีบุตร ว่าจะทำอย่างไรให้ทารกปลอดภัยจากการติดเชื้อต่างๆดังกล่าวรับวัคซีนป้องกันโรค💉ในการรับวัคซีนป้องกันโรคแล้ว ส่วนใหญ่มักจะได้รับเป็นเซ็ตหรือเป็นชุดนั่นเอง ซึ่งก็เป็นกลุ่มวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคทั้งก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังตั้งครรภ์ นอกจากนี้ในกรณีที่โลกกำลังเกิดอุบัติภัยโรคระบาดอย่างเช่นโรคโควิด–19 ก็อาจต้องพิจารณาการรับวัคซีนป้องกันโรคระบาดร่วมด้วยค่ะตรวจสุขภาพช่องปาก🦷สุขภาพช่องปากอาจดูเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากการตั้งครรภ์ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะ ว่าโรคทางช่องปากบางประเภทสามารถทำให้คนเราติดเชื้อและถึงแก่ชีวิตได้ หรือผลกระทบในระดับต่ำๆก็คือการปวดฟัน🦷 ซึ่งทำให้คุณแม่ไม่มีความสุขในระหว่างการตั้งครรภ์แน่ๆ ดังนั้นในช่วงตลอดการตั้งครรภ์ การดูแลสุขภาพช่องปาก🪥จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากค่ะควบคุมอาหารและวางแผนเรื่องอาหารการกิน🍽️คุณแม่ที่มีน้ำหนักไม่ตามเกณฑ์มาตรฐาน (มักพิจารณาจากค่า BMI ของร่างกาย) มีแนวโน้มที่จะมีบุตรยากกว่าคุณแม่ที่มีน้ำหนักปกติ นอกจากนี้ ถึงจะเป็นคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวปกติ ก็ยังต้องคำนึงถึงความครบถ้วนของสารอาหารที่ได้รับด้วย ไม่ว่าจะเป็นสารอาหารหลักประเภทที่ให้พลังงาน 3 กลุ่ม ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต🍚 โปรตีน🍣 และไขมัน รวมไปถึงสารอาหารที่ไม่ให้พลังงานแต่ยังจำเป็นต่อร่างกาย นั่นก็คือกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุนั่นเองค่ะ ในส่วนของการควบคุมอาหารนั้นสามารถเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือนักโภชนาการได้ เนื่องจากคู่สมรสแต่ละคู่นั้นมีเงื่อนไขทางสุขภาพที่ต่างกัน สารอาหารที่ควรได้รับจึงต่างกันไปแล้วแต่ตัวบุคคลด้วยค่ะลด และ เพิ่ม สิ่งต่อไปนี้ลดพฤติกรรมเสี่ยงที่การตั้งครรภ์🚬 พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรเลิก ได้แก่ การเสพสิ่งเสพติดทั้งผิดกฎหมายและถูกกฎหมายเลยค่ะ ซึ่งยังรวมไปถึงสารบางประเภทที่ไม่ได้ถูกบัญญัติว่าเป็นสิ่งเสพติด แต่คนที่ได้รับก็มีแนวโน้มที่จะติดเหมือนกันนั่นก็คือคาเฟอีน ที่พบได้ในเครื่องดื่มประเภทกาแฟ☕️  ชา🍵 และน้ำอัดลม🥤นั่นเองค่ะ ต่อมาจะเป็นพฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆค่ะ เพราะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งผลเสียต่อทั้งร่างกายของเราเอง คู่สมรส และเจ้าตัวน้อยในอนาคตได้ค่ะเพิ่มการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ🚶‍♀️เนื่องจากการออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมน้ำหนักและสมรรถภาพทางร่างกาย💪 มันจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นในการวางแผนการตั้งครรภ์ค่ะ แต่ก็ต้องออกในระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมกับเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเองด้วยนะคะ      คุณผู้อ่านจะเห็นแล้วนะคะว่าการวางแผนการตั้งครรภ์🤰ในเชิงสุขภาพนั้นไม่ได้ยากเกินความสามารถของทุกคนเลย และเป็นสิ่งที่สามารถทำได้แม้ไม่ได้วางแผนจะมีบุตรอีกด้วยค่ะ เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้นั้นส่งผลดีต่อสุขภาพของทุกๆคน ดังนั้น หากไม่ลำบากเกินไป การที่คุณผู้อ่านหมั่นคำนึงถึงพฤติกรรมเหล่านี้และทำตามก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวค่ะ

Content Image

ท่าโยคะสำหรับคนมีลูกยาก

     คุณแม่ที่กำลังวางแผนการตั้งครรภ์🤰หลายคนอาจจะกำลังมองหาวิธีการออกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์อยู่ใช่ไหมคะ จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องออกกำลังหนัก แต่การออกกำลังกายเบาๆอย่างโยคะ🧘‍♀️ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์และลดภาวะการมีบุตรยากสำหรับคุณแม่ที่มีบุตรยากได้ค่ะ โดยจะมีท่าโยคะท่าไหนที่จะช่วยให้คุณแม่ได้มีลูกน้อยสมใจ ไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ท่าโยคะเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์🧚‍♀️ท่าเทพธิดา เริ่มกันที่ท่าง่ายๆ โดยคุณแม่อยู่ในท่ายืนตัวตรง🧍‍♀️ ค่อยๆ ย่อเข่า กางขาทั้งสองข้างออกให้กว้างทำมุมฉากกับพื้น นำมือทั้งสองข้างจับที่เอว ลำตัวและลำคอเหยียดตรง สายตามองตรงไปข้างหน้า แล้วพยายามยืนค้างท่านี้ไว้ให้ได้นานที่สุดนะคะเพราะท่านี้จะช่วยสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา🦵รวมถึงสะโพกค่ะ🐎ท่าอาชา ชื่ออาจะดูแปลกไปสักหน่อย ไม่ได้ให้คุณแม่ทำท่าม้า🐴นะคะ มาเริ่มกันที่คุณแม่ยืนตัวตรง ปลายเท้าชิดติดกัน ควบคุมลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ😮‍💨 จากนั้นก้าวขาข้างขวาเหยียดตรงไปที่ด้านหลังปลายเท้าแตะลงบนพื้นยกส้นเท้าขึ้น ระวังไม่ให้หัวเข่าแตะพื้น จากนั้นงอเข่าซ้ายลงทำมุม 90 องศา กดน้ำหนักลงไปที่สะโพก พนมมือค้างไว้🙏 แล้วคลายท่า และสลับข้าง ทำซ้ำท่าเดิม ซึ่งท่านี้จะช่วยเพิ่มออกซิเจนภายในร่างกาย ช่วยลดอาการปวดตามร่างกายได้ดีค่ะ🦋ท่าผีเสื้อท่านี้คุณแม่เริ่มที่นั่งหลังเหยียดตรงค่ะ จากนั้นนำมือจับฝ่าเท้า🦶ทั้งสองข้างประกบเข้าหากัน ดึงเข้ามาหาลำตัว ยึดตัวตรงพร้อมกับการหายใจเข้า😮‍💨 ค่อย ๆ โน้มตัวทีละนิดลงที่พื้นด้านหน้า พยายามกดเข่าลงให้ติดพื้นนะคะ หายใจออก ท่านี้จะช่วยให้สะโพกของคุณแม่ขยายกว้างขึ้น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อช่วยลดอาการปวดประจำเดือน🩸ได้อีกด้วยนะคะ🦅ท่านกอินทรี เริ่มจากคุณแม่อยู่ในท่ายืนตัวตรง🧍‍♀️ ให้คุณแม่ยกขาด้านขวาขึ้นแล้วค่อยๆงอเข่าวางบนเข่าขาซ้าย ให้ข้อเท้าขวาเกี่ยวไว้กับข้อเท้าซ้าย พยายามย่อเข่าซ้ายลงให้ได้ที่สุด พนมมือท่าไหว้🙏 และค้างท่านี้ประมาณ 5-10 วินาที⏳ แล้วสลับข้างทำอีกข้างในท่าเดิม ซึ่งท่านกอินทรีจะช่วยในเรื่องของสมาธิ🧘‍♀️ ลดการปวดเมื่อยขา ลดการปวดหัวไหล่ และยังป้องการเป็นตะคริว🌉ท่าสะพาน เป็นหนึ่งในท่าที่ท้าทายแต่เชื่อว่าคุณแม่ทำได้แน่นอนค่ะ💯 เริ่มที่คุณแม่นอนราบบนพื้น แยกขา🦵ทั้งสองข้างห่างกัน งอเข่าขึ้นดึงเท้าทั้งสองข้างเข้าใกล้กับก้นให้ได้มากที่สุด จากนั้นใช้มือจับที่ข้อเท้าหรือถ้าจับไม่ถึงก็วางมือลงบนพื้น ยกสะโพกและหน้าอกขึ้นจากพื้น ให้หน้าอกชิดคาง ท่านี้ทำค้างไว้ประมาณ 5-10 วินาที⏳ คุณแม่ค่อยๆ หย่อนก้นลงให้ติดพื้น เหยียดเท้าเข้าสู่ท่านอนหงาย  ทำท่านี้บ่อยจะช่วยเรื่องกล้ามเนื้อส่วนหลังหลัง ส่วนหน้าท้อง และอุ้งเชิงกรานให้แข็งแรงขึ้น อีกทั้งสามารถช่วยลดความเครียดและอาการซึมเศร้า😢ได้อีกด้วย💫ท่าบริหารมดลูกหมุนก้นกระดกหน้าและหลังให้คุณแม่เริ่มจากยืนแยกขาออกจากกันย่อเข่า หลังจากนั้นให้ขยับก้นกบเป็นวงกลม⭕️ หมุนช้า ๆ ไปทางขวาแล้วหมุนซ้ายกลับ หลังจากนั้นกระดกก้นกบไปข้างหน้าและข้างหลังให้สุดเลย ทำแบบนี้ 3 เซ็ตค่ะ✨ท่าขมิบการขมิบนั้นจะช่วยบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรง ได้ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเหมือนการกลั้นอุจจาระ💩ปัสสาวะโดยให้เกร็งค้างไว้นับ 1 ถึง 5 แล้วคลาย ทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เมื่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรง ป้องกันปัญหามดลูกต่ำมดลูกหย่อนได้ท่าโยคะเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้มากแค่ไหน👉เพิ่มโอกาสมากขึ้นถึง 3 เท่าจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่าผู้หญิงที่ฝึกโยคะ🧘‍♀️มีโอกาสประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากขึ้นถึง 3 เท่า หลังจากฝึกโยคะท่าเฉพาะ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้ฝึก รู้อย่างนี้แล้ว คุณแม่มีกำลังใจในการฝึกโยคะเพื่อลูกน้อย👶แล้วใช่ไหมคะ👉ฝึกโยคะอย่างสม่ำเสมอเมื่อเราได้เรียนรู้ท่าโยคะทั้ง 8 ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์🤰กันไปแล้ว คุณแม่ควรทำวันละ 5 ท่า ท่าละ 10-15 ครั้ง เป็นประจำสม่ำเสมออย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการฝึกสูดลมหายใจเข้าช้าๆ😮‍💨 แต่ละครั้งควรสูดให้สุดถึงช่องท้องและปล่อยออกช้าๆ อย่าให้มีเสียง อีกอย่างที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยคือ การฝึกผ่อนคลายร่างกายง่ายๆเช่น การนอนราบไม่เกร็งร่างกาย ก็สามารถช่วยคลายความเครียด ส่งผลให้คุณแม่มีสุขภาพจิตที่ดี🥰 ถือเป็นอีกปัจฉัยสำคัญที่ส่งผลให้คุณแม่ได้มีลูกน้อยสมใจค่ะ

Content Image

ผู้ชายสามารถตั้งครรภ์ได้ไหม?

     เป็นที่ทราบกันว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด รวมไปถึงการค้นคว้าและวิจัยเพื่อการปลูกถ่ายมดลูก เพื่อพัฒนาความเป็นไปได้ในอนาคตที่ว่าผู้ชายจะสามารถตั้งครรภ์ได้เหมือนกับผู้หญิง  จริงๆแล้วผู้ชายจะสามารถตั้งครรภ์ได้เหมือนกับผู้หญิงจริงหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ผู้ชายสามารถตั้งครรภ์ได้ไหม?🙅‍♀️ ตั้งครรภ์ไม่ได้ตามเพศสภาพของความเป็นชายผู้ชายที่เป็นเพศชายโดยกำเนิด ไม่สามารถที่จะตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้ เนื่องจากไม่มีอวัยวะสำคัญในการตั้งครรภ์อย่างมดลูก และไม่มีรังไข่ทำหน้าที่ในการตกไข่และเกิดการปฏิสนธิกับอสุจิ 👉ความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เพื่อทำให้ผู้ชายตั้งครรภ์ได้มีการค้นคว้าและการวิจัยเรื่องการปลูกถ่ายมดลูกในผู้ชาย ซึ่งจากผลการค้นคว้าล่าสุดพบว่า ภายในท้องของผู้ชายนั้นมีพื้นที่มากพอที่จะปลูกถ่ายมดลูกอันจะนำไปสู่โอกาสในการตั้งครรภ์ได้ ซึ่งเทคโนโลยีการปลูกถ่ายมดลูกนี้ เป็นเทคโนโลยีที่มีการค้นคว้าและทำสำเร็จมาแล้ว👏 โดยมีการปลูกถ่ายมดลูกให้กับผู้หญิงที่สูญเสียมดลูกไป และพบว่ามดลูกที่ปลูกถ่ายเข้าไปใหม่นั้น สามารถที่จะมีการตั้งครรภ์ได้ตามปกติด้วย แต่นวัตกรรมการปลูกถ่ายมดลูกในผู้ชายนั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากอุ้งเชิงกรานของผู้ชายและผู้หญิงนั้นต่างกัน ระดับฮอร์โมนและปริมาณเลือด🩸ที่จะหล่อเลี้ยงมดลูกที่ปลูกถ่ายในผู้ชายหรือหญิงข้ามเพศนั้นก็ยังจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงที่ร่างกายจะปฏิเสธอวัยวะที่ปลูกถ่ายเข้าไปใหม่ด้วยเช่นกัน👉ในปัจจุบันมีผู้ชายที่ตั้งครรภ์ได้จริงไหม? เพียงแต่ว่าผู้ชายเหล่านั้นได้ผ่านการเป็นเพศหญิงมาก่อน กล่าวคือผู้ชายเหล่านั้นเกิดมาเป็นผู้หญิง ก่อนจะทำการเปลี่ยนเพศจากผู้หญิงมาเป็นผู้ชาย เรียกว่า ผู้ชายข้ามเพศ👨 หรือ Transmen อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ชายข้ามเพศทุกคนที่อยากมีลูกแล้วจะสามารถตั้งครรภ์ได้🤰 เพราะผู้ชายข้ามเพศที่ตั้งครรภ์ได้คือผู้ที่ยังคงเก็บมดลูกเอาไว้ ส่วนผู้ชายข้ามเพศที่ตัดมดลูกทิ้งไปแล้ว จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก เว้นเสียแต่ว่าผู้ชายข้ามเพศที่ตัดมดลูกทิ้งไปแล้ว จะเข้ารับการปลูกถ่ายมดลูก ซึ่งก็จะเป็นความซับซ้อนอีกทีหนึ่ง เนื่องจากอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะพบมดลูกที่เข้ากันกับร่างกายได้ หรืออาจจะพบกับความล้มเหลว หรือปลูกถ่ายมดลูกไม่สำเร็จ 👉เป็นไปได้ไหมในทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ชายจะมีมดลูก?ในปัจจุบันมีการค้นคว้าและการวิจัยปลูกถ่ายมดลูกในผู้ชายอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งหากสำเร็จ ในอนาคตโอกาสที่ผู้ชายแต่กำเนิดจะตั้งครรภ์ได้จริง ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีบทสรุปที่แน่นอน จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา⏰ในการศึกษาถึงข้อดีข้อเสียและความเป็นไปได้อย่างละเอียดต่อไป อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมการปลูกถ่ายมดลูกในผู้ชายเช่นนี้ ก็มีการทวงถามถึงจรรยาบรรณทางการแพทย์ว่านี่เป็นการกระทำที่ฝืนธรรมชาติหรือไม่ และนวัตกรรมดังกล่าวทำขึ้นมาตอบสนองเฉพาะผู้ที่มีเงินเท่านั้นหรือไม่ เป็นต้น การปลูกถ่ายมดลูกคืออะไร?✨การปลูกถ่ายมดลูก (Uterus Transplantation) คือ กระบวนการปลูกถ่ายมดลูกเพื่อใช้รักษาในกรณีภาวะมีบุตรยาก หรือในกรณีที่เกิดมาโดยไม่มีมดลูก หรือมีการตัดมดลูกออก หรือมีมดลูกที่ไม่แข็งแรง การปลูกถ่ายมดลูกอันใหม่เข้าไป ก็จะช่วยให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ยาก🤰 มีโอกาสตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ได้ ส่วนการปลูกถ่ายมดลูกในผู้ชายนั้นสามารถที่จะทำได้ เนื่องจากภายในท้องของผู้ชายนั้นมีพื้นที่มากพอที่จะปลูกถ่ายมดลูกที่จะนำไปสู่โอกาสในการตั้งครรภ์ได้✅ แต่...เรื่องการปลูกถ่ายมดลูกในผู้ชายนี้ ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการค้นคว้าและการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่คำตอบในอนาคตข้างหน้าว่า ผู้ชายหรือผู้หญิงข้ามเพศอาจจะสามารถตั้งครรภ์เองได้จากการปลูกถ่ายมดลูกหรือไม่✨ค่าใช้จ่ายในการปลูกถ่ายมดลูกปัจจุบันมีความพยายามค้นคว้าและวิจัยการปลูกถ่ายมดลูกในหลาย ๆ ประเทศ เช่น จีน อินเดีย ตุรกี สหรัฐอเมริกา สวีเดน เป็นต้น ซึ่งสนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว ๆ 3,546,400 บาทเป็นต้นไป💵      สรุปได้ว่าผู้ชายโดยกำเนิดในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้ ส่วนการปลูกถ่ายมดลูกในผู้ชายนั้น ยังอยู่ระหว่างการค้นคว้าและการวิจัย👩‍🔬เพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่อนาคตข้างหน้าว่าผู้ชายหรือผู้หญิงข้ามเพศอาจจะสามารถตั้งครรภ์เองได้จากการปลูกถ่ายมดลูก 

Content Image

โรคซึมเศร้ามีส่วนทำให้มีลูกยากจริงไหมนะ?

        ในปัจจุบัน ท่านผู้อ่านหลายๆท่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ 'ภาวะซึมเศร้า' แต่ท่านทราบหรือไม่คะว่า ภาวะซึมเศร้าสามารถส่งผลต่อการมีบุตรได้เช่นกัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเข้าข่ายประสบภาวะดังกล่าวหรือไม่ แล้วถ้าเข้าข่ายจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรหากวางแผนที่จะมีเจ้าตัวน้อยพอดี บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะมาทำความรู้จักโรคซึมเศร้ากันโรคซึมเศร้าคืออะไร เกิดขึ้นได้ยังไงโรคซึมเศร้าเป็นภาวะหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมีความอ่อนไหวได้ง่ายกับสิ่งเร้ารอบตัว จัดการและรับมือ👋กับอารมณ์ได้น้อยลงจนไปถึงไม่ได้เลย ส่งผลให้ทัศนคติหรือพฤติกรรมบางอย่างเปลี่ยนไปจนเป็นปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันสาเหตุของภาวะซึมเศร้านั้นมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง🧠อย่างฉับพลันปมปัญหาชีวิตในวัยเด็กที่ทำให้เกิดความฝังใจ หรือการที่ผู้ป่วยต้องเจอกับเหตุการที่ส่งผลลบต่อความรู้สึกหนักๆอาการที่สังเกตได้จากภาวะซึมเศร้า💫อารมณ์ไม่คงที่ ในที่นี้หมายถึงมีความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ที่ง่ายและบ่อย อาจมีความสุขมากๆ สักพักก็เริ่มเบื่อหน่าย สะเทือนใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ สิ่งที่เคยชอบก็ไม่ชอบ ไม่อยากทำ รวมไปถึงการมีอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายขึ้น💫ทัศนคติต่อสิ่งต่างๆเปลี่ยนไป และมักจะเปลี่ยนไปในแง่ลบ ไม่ว่ากับทั้งเรื่องอื่นๆหรือเรื่องของตนเอง มองไม่เห็นคุณค่าในตนเอง รู้สึกเป็นภาระต่อคนรอบข้าง💫มีสมาธิในการจดจ่อและความจำที่แย่ลง หลงลืมง่าย ขาดสติในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันลดลงอย่างเห็นได้ชัด💫ทั้งหมดที่กล่าวมานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับสังคมรอบข้าง มักเก็บตัวอยู่คนเดียว เซื่องซึม รู้สึกว่าตนเองอยู่คนเดียวจึงคิดที่จะตัดสินใจทำอะไรคนเดียว ด้วยความที่มีอารมณ์ไม่คงที่จึงอาจส่งผลให้ทะเลาะกับคนรอบข้างได้ง่ายภาวะซึมเศร้าส่งผลอะไรบ้าง? วิธีปฏิบัติตัวเมื่อมีภาวะซึมเศร้าภาวะซึมเศร้าส่งผลต่อการมีลูกได้ยังไงแน่นอนว่าผู้ป่วยซึมเศร้าจะมีความเครียดประกอบ ซึ่งความเครียด ความวิตกกังวล ล้วนแล้วแต่เกิดจากความผิดปกติของสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ในคุณผู้หญิงอาจส่งผลให้ไข่🥚ไม่ตกตามเวลา หรือไข่ที่ตกไม่ได้คุณภาพมากพอที่จะทำการผสม ผู้ป่วยบางท่านมีอาการทำร้ายตนเองร่วมด้วย หากตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายต่อเด็กในท้อง👶 อีกทั้งหากยังทำการรักษาโดยใช้ยาอยู่ ก็จะมีความละเอียดอ่อนในการเลือกใช้ยามากขึ้น เพราะแพทย์ต้องพิจารณาว่ายาจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ในอนาคตหรือไม่การปฏิบัติตัวหากเข้าข่ายภาวะซึมเศร้า แต่อยากมีลูกอันดับแรกคุณแม่ควรเข้ารับการประเมินความรุนแรงของโรคจากจิตแพทย์👩‍⚕️ เพื่อตัดสินใจเลือกหนทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพแต่ส่งผลข้างเคียงต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยที่สุด หากรักษาหายแล้ว หรือจิตแพทย์ยืนยันว่าสามารถมีบุตรได้ จึงไปทำการตรวจสุขภาพร่างกายและปรึกษาแนวทางในการตั้งครรภ์กับแพทย์ เพื่อตรวจสอบว่าตนเองและสามีมีข้อจำกัดในการมีลูกหรือไม่ ในขณะนั้นภาวะซึมเศร้าที่ตนเองเคยเป็นหรือเป็นอยู่เป็นข้อจำกัดในการตั้งครรภ์ไหมหากมีข้อจำกัด จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว🧪ช่วยหรือไม่ ทั้งหมดนี้แพทย์สามารถให้คำปรึกษาและข้อปฏิบัติตนโดยละเอียดให้กับคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายได้ค่ะ        จะเห็นได้ว่าโรคซึมเศร้าไม่ใช้ข้อจำกัดของการมีลูก แต่ก็ยังเป็นหัวข้อที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ และได้รับการดูแล คำแนะนำ และคำปรึกษาอย่างถูกต้องจากทั้งแพทย์และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากคุณผู้อ่านท่านใดที่กำลังวางแผนจะมีลูกแล้วมีอาการเข้าข่าย หรือไม่ได้วางแผนจะมีลูกแต่มีอาการเข้าข่ายก็ตาม ควรปรึกษากับจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการ โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรักษาอย่างถูกวิธี และเป็นเพียงโรคหนึ่งที่เราทุกคนมีโอกาสพบเจอได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด เพียงแค่ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์ค่ะ

Content Image

โรคธาลัสซีเมีย โรคที่หญิงวางแผนมีบุตรไม่ควรมองข้าม!

    การตรวจสุขภาพก่อนวางแผนมีบุตรนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การตรวจโรคธาลัสซีเมียสำหรับคู่สมรส👰‍♀️🤵‍♂️จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับลูกหากคุณพ่อคุณแม่มีพาหะธาลัสซีเมียแฝงอยู่ในพันธุกรรม เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️โรคธาลัสซีเมียคืออะไร และมีกี่แบบโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) จัดว่าเป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม🧬จากรุ่นพ่อรุ่นแม่ไปสู่รุ่นลูกได้ โรคธาลัสซีเมียเป็นผลมาจากความผิดปกติของร่างกายในกระบวนการสร้างฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญในเม็ดเลือดแดง🩸  หน้าที่หลักของเม็ดเลือดแดงคือทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ เมื่อเม็ดเลือดแดงมีปริมาณที่ไม่ปกติจะส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เช่น อาการเหนื่อยล้าได้ง่าย😰 อาการผิวเหลือง และอาการมีปัสสาวะสีเข้ม เป็นต้นโรคธาลัสซีเมียที่ส่งผลรุนแรงต่อทารกมีอยู่ 2 ชนิดหลัก คือ 1️⃣ Alpha Thalassemia : รุนแรงจนสามารถทำให้ทารกเสียชีวิตได้💀2️⃣ Beta Thalassemia :  ไม่มีผลรุนแรงต่อทารกสักเท่าไหร่ แต่จะทำให้ทารกเกิดอาการอื่นๆที่ตามมาได้3 วิธีการตรวจธาลัสซีเมียก่อนตั้งครรภ์👉การตรวจคัดกรอง (Screening test)ถือว่าเป็นวิธีการตรวจธาลัสซีเมียที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีวิธีการตรวจที่ไม่ซับซ้อน และสามารถรู้ผลได้อย่างรวดเร็ว✅👉การตรวจชนิดของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin typing)การตรวจวิธีนี้ถือว่าเป็นการตรวจที่ละเอียดและมีราคาสูงมากกว่าการตรวจชนิดแรก เพราะการตรวจชนิดของฮีโมโกลบินจะสามารถทำให้ระบุชนิดของโรคได้ แต่มีข้อจำกัดอยู่ 1 อย่างคือ หากผู้ที่เข้ารับการตรวจยีนมีธาลัสซีเมียแบบแฝงมากกว่า 1 ชนิด การตรวจลักษณะนี้จะสามารถตรวจได้ผ่านโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น🏥👉การตรวจ DNA (DNA analysis)การตรวจ DNA จัดว่าเป็นการตรวจที่ละเอียดแม่นยำที่สุด เพราะต้องใช้เครื่องมือแพทย์ในระดับสูง และยังต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ จึงทำให้ค่าใช้จ่าย💰ในการตรวจ DNA สูงที่สุด เมื่อเทียบกับการตรวจทั้ง 3 แบบความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับพาหะธาลัสซีเมียจากพ่อแม่✨กรณีที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นธาลัสซีเมียทั้งคู่ทารกจะมีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมียแน่นอน 100% ค่ะ✨กรณีที่มีคนใดคนหนึ่งเป็นธาลัสซีเมีย แต่อีกคนไม่ได้เป็นและไม่มีพาหะทารกจะมียีนแฝง หรืออาจจะเป็นพาหะธาลัสซีเมียได้ 100%✨กรณีที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่มียีนแฝงทั้งคู่ หรือคนใดคนหนึ่งมีพาหะ แต่อีกคนปกติทารกจะมีโอกาสเป็นปกติ 50% และมีโอกาสเป็นพาหะธาลัสซีเมีย 50%✨กรณีที่คุณพ่อหรือคุณแม่เป็นธาลัสซีเมีย ส่วนอีกคนมียีนแฝงอยู่หรือเป็นพาหะ ทารกจะมีโอกาสเป็นธาลัสซีเมีย 50% และมีโอกาสเป็นพาหะ 50%✨กรณีที่คนใดคนหนึ่งมียีนแฝง หรือเป็นเพียงพาหะทั้งคู่ ทารกจะมีโอกาสเป็นปกติ 25% มีโอกาสเป็นเป็นธาลัสซีเมีย 25% และมีโอกาสที่จะเป็นพาหะ 50%     สรุปได้ว่าการตรวจธาลัสซีเมียก่อนวางแผนมีบุตร👶นั้นจัดว่าเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคธาลัสซีเมีย ยังสามารถมีลูกได้ตามปกติ เพียงแต่ลูกจะมีโอกาสเป็นพาหะได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความเสี่ยงจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่ในแต่ละเคส แต่ในปัจจุบันนั้นการทำเด็กหลอดแก้ว🧪ร่วมกับการตรวจยีนตัวอ่อน เป็นวิธีที่สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ทารกเป็นโรคธาลัสซีเมียขั้นรุนแรงได้ หากคุณพ่อคุณแม่สนใจวิธีดังกล่าว สามารถปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ได้ทันทีค่ะ

Content Image

ทำไมจึงควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (ฉบับคุณแม่ตั้งครรภ์)

คุณแม่คนไหนที่กำลังวางแผนจะตั้งครรภ์ หรือ กำลังตั้งครรภ์อยู่ ควรได้รับวัคซีนอย่างครบถ้วนเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกังวลกับการตั้งครรภ์ โดยควรมีการวางแผนการให้วัคซีนทั้งในระยะตั้งครรภ์และระยะหลังคลอดอย่างเหมาะสม ซึ่งหนึ่งในวัคซีนที่ควรจะได้รับก็คือวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั่นเองค่ะวัตถุประสงค์ของการฉีดวัคซีนโดยทั่วไปวัตถุประสงค์ของการฉีควัคซีน💉ในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้นมักจะทำเพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันในและยังช่วยเพิ่มโอกาสในการป้องกันโรคให้กับทารกหลังคลอดในช่วง 6-12 เดือนแรกอีกด้วยโรคไข้หวัดใหญ่นั้น...เป็นหนึ่งในโรคที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่าคนทั่วไปหากติดเชื้อ โดยอาจเสี่ยงเป็นภาวะปอดอักเสบและอาจถึงชีวิตได้😱 เพราะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบหลอดเลือด หัวใจ ทางเดินหายใจ และยังต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น ดังนั้นเราจึงพบคนที่ตั้งครรภ์นั้นมีโอกาสนอนโรงพยาบาล🏥มากกว่าถึง 4 เท่าหากเป็นไข้หวัดใหญ่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ในหญิงตั้งครรภ์โรคไข้หวัดใหญ่พบส่วนมากช่วงไหน?โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยนั้นจะสามารถพบมากในช่วงฤดูฝน🌧️ และต่อเนื่องในช่วงฤดูหนาวด้วย ซึ่งมักมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ที่ระบาดเกือบทุกปี และสามารถเป็นซ้ำได้ ควรฉีดวัคซีนอย่างไร?ปัจจุบันคุณแม่จะได้รับคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่💉 ชนิดเชื้อตาย (วัคซีนชนิดเชื้อเป็น ถือเป็นข้อห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์) โดยสามารถฉีดได้ทุกช่วงของการตั้งครรภ์ ซึ่งลูกก็จะสามารถได้รับประโยชน์โดยอ้อมได้อีก ด้วยโดยเมื่อคลอด ลูกจะมีภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่แรกเกิดโดยไม่ต้องฉีดวัคซีนนั่นเองค่ะ โดยควรมาฉีดซ้ำทุกปีวัคซีนมีความปลอดภัยไหม อันตรายหรือเปล่า?วัคซีนไข้หวัดใหญ่ปลอดภัยขนาดไหน?วัคซีนไข้หวัดใหญ่💉 นั้นถือเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูง และมีผลข้างเคียงที่น้อยมาก โดยมักจะมีอาการเฉพาะตำแหน่งที่ฉีด มีไข้ต่ำ และปวดเมื่อยได้ 1-2 วันหลังฉีดคุณแม่ท่านใดที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็อย่าลืมปรึกษากับคุณหมอและทำการฉีดกันทุกๆปีนะคะ นอกจากจะป้องกันคุณแม่จากไข้หวัดใหญ่แล้วยังเป็นผลดีกับทารกในครรภ์ด้วย แบบนี้ไม่ฉีดไม่ได้แล้วล่ะคะ😄

Content Image

แนะนำวิตามินและอาหารเสริมคนอยากมีลูก

      คุณผู้อ่านท่านใดที่กำลังมองหาถึงวิธีการเตรียมตัวในการมีเจ้าตัวน้อยในอนาคต ทราบหรือไม่คะว่า เรื่องอาหารการกินก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆเลย ปกติแล้วเราหลายๆคนอาจไม่ได้คำนึงถึงสารอาหารที่เราได้รับในแต่ละวัน ว่าเพียงพอหรืออยู่ในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่ใช่ไหมคะ แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคต ปริมาณและชนิดของสารอาหารที่ได้รับแต่ละวันนั้นสำคัญมากค่ะ โดยสารอาหารประเภทไหนสำคัญอย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะอาหารตามแหล่งธรรมชาติที่คุณผู้หญิงควรรับประทาน🥩อาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์เป็นที่ทราบกันดีว่าหากพูดถึงเนื้อสัตว์ เราก็มักจะนึกถึงสารอาหารประเภทโปรตีน แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะว่าเนื้อแต่ละชนิดก็มีแร่ธาตุเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่เหมือนกัน สำหรับเนื้อสัตว์ที่น่าสนใจจะเป็นเนื้อของหอยนางรม ที่เต็มด้วยแร่ธาตุจำพวกสังกะสีหรือที่เรียกว่าซิงค์นั่นเองค่ะ และเชื่อกันว่าจะช่วยส่งเสริมการตั้งครรภ์ได้หากรับประมาณช่วง 1 สัปดาห์ก่อนไข่ตกค่ะ เนื้ออีกชนิดคือเนื้อแซลมอนค่ะ เนื่องจากอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างฮอร์โมนหลายๆชนิดในร่างกายค่ะ🥬อาหารในกลุ่มผักเริ่มจากผักใบเขียวที่ค่อนข้างหาได้ง่าย นั่นก็คือผักโขมนั่นเองค่ะ นอกจากจะอุดมไปด้วยกากใยอาหารแล้ว ยังเป็นผักที่มีสารอาหารประเภทโฟเลตสูง มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการตั้งครรภ์ ลำดับต่อไปจะเป็นอะโวคาโดที่อุดมไปด้วยไขมันพืชที่ดีค่ะ ต่อมาจะเป็นหน่อไม้ฝรั่งที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 3 ที่ช่วยส่งเสริมระบบไหลเวียนเลือดค่ะ ปิดท้ายด้วยเมล็ดฟักทองที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ที่ส่งเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดเช่นเดียวกันค่ะ🫐อาหารในกลุ่มผลไม้อย่างแรกที่แนะนำจะเป็นกล้วยหอมค่ะ นอกจากจะมีสารอาหารหลักคือคาร์โบไฮเดรตประเภทที่ย่อยและดูดซึมค่อนข้างง่ายแล้ว ยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียมและวิตามินบี 6 ที่เสริมสร้างระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อค่ะ ต่อมาจะเป็นผลไม้ในตระกูลเบอรี่ค่ะ เพราะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นในเซลล์ร่างกายของเราค่ะ🥛เครื่องดื่มที่ควรดื่มเป็นประจำจะแนะนำเป็นนมสด เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแคลเซียมค่ะ โดยจะเป็นนมวัวหรือนมพืช ก็สามารถเลือกรับประทานได้ตามความชอบและเงื่อนไขสุขภาพของคุณผู้หญิงแต่ละท่านได้เลยค่ะอาหารเสริมที่คุณแม่ควรทาน✨กรดโฟลิกอีกชื่อคือวิตามินบี 9 ที่มีหน้าที่หลักๆเกี่ยวข้องกับระบบประสาทในร่างกาย ปริมาณที่แนะนำสำหรับคุณผู้หญิงที่อยากมีเจ้าตัวน้อยจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่ควรเกิน 1 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ เพราะจะส่งเสริมให้เกิดโรคจำพวกมะเร็งได้✨ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยในระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์และมีจำนวนที่ปกติค่ะ การที่เม็ดเลือดแดงที่เป็นตัวละครหลักในการช่วยแลกเปลี่ยนแก๊สและสารอาหารให้กับเซลล์ในร่างกายมีความอุดมสมบูรณ์ ก็จะทำให้ร่างกายอุดมสมบูรณ์ค่ะ ปริมาณที่แนะนำสำหรับธาตุเหล็กจะอยู่ที่ 15 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ✨ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย อีกทั้งยังส่งเสริมระบบประสาทและสมองอีกด้วยค่ะ โดยปริมาณที่แนะนำสำหรับไอโอดีนจะอยู่ที่ 0.2 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ✨สังกะสีหรือซิงค์เป็นแร่ธาตุที่ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายค่ะ ปริมาณที่แนะนำจะอยู่ในช่วง 8-11 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ✨โคลีนเป็นอีกหนึ่งแร่ธาตุที่มีหน้าที่ในการทำงานเกี่ยวข้องกับระบบประสาทค่ะ ปริมาณที่แนะนำจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 425 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ    อันที่จริงแล้ว ยังมีแร่ธาตุและวิตามินอีกมากที่ยังไม่ถูกพูดถึงคุณประโยชน์และปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทานในบทความนี้ อย่างไรก็ตาม แร่ธาตุต่างๆล้วนมีปริมาณที่เหมาะสมต่อการรับประทานไม่เท่ากันในแต่ละท่าน คุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคตควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินว่าเงื่อนไขสุขภาพของตนเอง เหมาะสมที่จะได้รับแร่ธาตุชนิดใดบ้าง ควรเน้นอะไรและลดอะไร เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมอาหารค่ะ

Content Image

มาเพิ่มคุณภาพอสุจิของคุณผู้ชายกันเถอะ

          คุณผู้อ่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ หลายๆท่านคงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมคะว่า ส่วนใหญ่เรามักเห็นบทความในเชิงแนะนำวิธีการปฏิบัติตัว และการบำรุงสุขภาพของคุณผู้หญิงที่วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคต แต่เนื้อหาเกี่ยวกับการเตรียมตัวและปฏิบัติตัวของคุณผู้ชายนั้นค่อนข้างพบเจอได้น้อยกว่า ทั้งที่การมีเจ้าตัวน้อยก็ต้องอาศัยความสมบูรณ์ของทั้งไข่จากคุณแม่และตัวอสุจิจากคุณพ่อ บทความนี้จะให้ความสำคัญกับการบำรุงตัวอสุจิของคุณพ่อเป็นพิเศษค่ะทำความรู้จักอสุจิตัวอสุจิคืออะไรอสุจิเป็นหนึ่งในเซลล์ที่เคลื่อนที่ได้ ผลิตจากอวัยวะสืบพันธุ์ของคุณพ่อ หลายท่านเข้าใจว่าน้ำเชื้อ💦ที่ปล่อยออกมาหลังเสร็จกิจกรรมเพศสัมพันธ์หรือการฝันเปียกของคุณผู้ชายก็คือตัวอสุจิ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ถูก แต่ยังไม่ถูกทั้งหมด เพราะน้ำเชื้อของคุณผู้ชายนั้นไม่ได้มีเพียงตัวอสุจิ แต่ยังมีอาหารเลี้ยงเจ้าอสุจิหลายล้านตัว🕺 และสารเคมีที่ช่วยในการรักษาสภาพ ความอยู่รอด และคุณภาพของตัวอสุจิของคุณผู้ชายอีกด้วยค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านบางท่านอาจเกิดความสงสัยว่า แล้วตัวอสุจิที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับอย่างอื่นในน้ำเชื้อหรือไม่ เราไปดูกันต่อเลยค่ะอสุจิที่ดีคืออะไรแน่นอนว่าอย่างแรกจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปริมาณของอสุจิค่ะ โดยปกติแล้วคุณผู้ชายจะมีตัวอสุจิต่อการปล่อยน้ำเชื้อ 1 ครั้งได้ถึงประมาณ 300-500 ล้านตัว💦  หากมีมากกว่านี้ก็เป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่หากน้อยกว่านี้ก็เป็นเรื่องเสี่ยงต่อการเกิดภาวะมีบุตรยาก แต่แน่นอนค่ะว่าจะเน้นปริมาณอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเน้นคุณภาพด้วย ในอสุจิกว่า 300 ล้านตัวนั้น ไม่ใช่ทุกตัวที่จะมีความสามารถมากพอในการเดินทางไปเจอไข่ของคุณแม่ค่ะ👩 สิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าอสุจิมีคุณภาพคือการที่ตัวอสุจิมีลักษณะภายนอกที่ปกติ หัวไม่หาย หางไม่ขาด กระตือรือร้นที่จะว่ายน้ำ แต่เนื่องจากเราไม่สามารถมองเห็นลักษณะของเจ้าอสุจิด้วยตาเปล่าได้ จึงควรใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการช่วยตรวจค่ะทำยังไงให้อสุจิแข็งแรงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสม เน้นไปที่สารอาหารจำพวกโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นไข่ เนื้อสัตว์🍖 หอยนางรม หรือแม้กระทั่งโปรตีนจากพืชอย่างเช่นถั่ว ซึ่งนอกจากอาหารเหล่านี้จะให้โปรตีนแล้วยังให้สารอาหารในกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุด้วย และควรกินผักใบเขียวทั่วไปหรือผลไม้ตามปกติค่ะออกกำลังกายด้วยความเข้มข้นที่เหมาะสมกับร่างกายตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมน้ำหนักและป้องกันการเกิดโรค คุณพ่อที่มีร่างกายที่แข็งแรงและสุขภาพดีจากการออกกำลังกายก็จะทำให้เจ้าตัวอสุจิแข็งแรงไปด้วย อย่างไรก็ตาม หากคุณผู้ชายมีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดทางด้านสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ถึงลักษณะการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองก่อนเสมอ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดค่ะลด ละ เลิกสารเสพติดทั้งในในกลุ่มที่ถูกกฎหมายในปัจจุบันหรือไม่ถูกกฎหมายก็ตามพยายามจัดการกับอารมณ์ของตนเองไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไป พักผ่อนด้วยกิจกรรมและงานอดิเรกที่ชอบ นอนหลับให้เพียงพอ เพราะการนอน💤คือการพักผ่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ค่ะหลีกเลี่ยงสถานการณ์สุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคทางเพศสัมพันธ์ถึงแม้ว่าเจ้าอสุจิของเราจะแข็งแรงเพียงใด หากมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็จะทำให้การมีบุตรอย่างปลอดภัยเป็นไปได้ยากมากขึ้นค่ะ        จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติตัวในการเสริมความแข็งแรงของเจ้าอสุจิในร่างกายของคุณผู้ชายนั้นไม่ได้ยากเลยใช่ไหมคะ  ปัจจัยเหล่านี้นอกจากจะทำให้ตัวอสุจิของคุณผู้ชายแข็งแรงโดยตรงแล้ว ยังทำให้อาหารเลี้ยงเจ้าอสุจิมีคุณภาพด้วย อันที่จริงเป็นข้อควรปฏิบัติที่มีประโยชน์กับทั้งคุณผู้ชาย คุณผู้หญิง รวมไปถึงคนทั่วไปที่ไม่ได้วางแผนจะมีเจ้าตัวน้อย เพียงแต่ต้องใช้ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และวินัย เพียงเท่านี้คุณผู้ชายก็มีโอกาสจะได้เป็นคุณพ่อในอนาคตตามที่ฝันไว้แน่นอนค่ะ

Content Image

เลือดล้างหน้าเด็กคืออะไร แปลว่าตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

     คุณผู้หญิงหลายๆ ท่านอาจเคยได้ยินว่า ‘เลือดล้างหน้าเด็ก’ กันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ บ้างก็ว่าเลือดล้างหน้าเด็ก คือสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ จริงๆแล้วเลือดล้างหน้าเด็กคืออะไร วันนี้เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เลือดล้างหน้าเด็ก คืออะไร?✨เลือดจากการฝังตัวของตัวอ่อน (Implantation Bleeding) เลือดล้างหน้าเด็ก เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้ในช่วง 3 สัปดาห์แรกหลังจากที่ไข่ได้รับการผสมกับสเปิร์มจนกลายเป็นตัวอ่อนและเดินทางผ่านท่อนำส่งไปฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งขณะที่ตัวอ่อนกำลังฝังตัวนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกเกิดบาดแผลขึ้นและมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดนั่นเองค่ะ เลือดที่ไหลออกมาจะมีลักษณะเป็นสีชมพู สีแดง หรือสีน้ำตาลจางๆ ในปริมาณเล็กน้อยคล้ายหยดเลือด🩸เพียงเท่านั้น ขณะเดียวกันคุณแม่บางท่านอาจจะมีอาการปวดท้องเบาๆร่วมด้วย และเลือดล้างหน้าเด็กนี้จะหายไปเองภายใน 1-2 วัน ไม่ได้เป็นอาการที่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใดสิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่ผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะเกิดอาการแบบนี้ เพราะผู้หญิงบางคนก็แทบจะไม่มีอาการใดๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกเลยว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นอาการไวต่อกลิ่น คลื่นไส้🤢 อาเจียน อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน หรือมีเลือดล้างหน้าเด็กไหลออกมา ดังนั้นหากคุณกำลังสงสัยว่าเลือดที่ไหลออกมานั้นเป็นเลือดล้างหน้าเด็กหรือประจำเดือน ควรหาซื้อที่ตรวจครรภ์มาเช็กเพื่อให้ได้คำตอบจะดีที่สุดค่ะความแตกต่างของเลือดประจำเดือน เลือดจากอาการแท้ง จากเลือดล้างหน้าเด็ก🩸เลือดประจำเดือนช่วงที่มีประจำเดือนผู้หญิงมักจะมีอาการปวดท้อง ปวดหลัง หรือคัดตึงหน้าอกร่วมด้วยตลอดระยะเวลาที่มีเลือดออก ซึ่งลักษณะของเลือดเป็นสีแดงสดและไหลติดต่อกันภายในระยะเวลา 3-5 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน⏳ และจะหายไปเองเมื่อหมดรอบประจำเดือน  🩸เลือดจากอาการแท้ง สำหรับอาการแท้งนั้นก็จะแตกต่างจากเลือดล้างหน้าเด็กโดยสิ้นเชิง เพราะอาการแท้งนั้นจะมีเลือดไหลออกมาแบบกระปริบกระปรอยบ่อยครั้งและจะเป็นๆ หายๆ มากกว่า 2 วัน คล้ายเป็นสัญญาณเตือน หรือในบางครั้งอาจเป็นเลือดที่ไหลออกมาเพียงครั้งเดียวในปริมาณมาก ซึ่งอาการแท้งนั้นมักจะมีอาการอ่อนเพลีย😰และปวดท้องร่วมด้วยอย่างรุนแรง หากพบอาการเช่นนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีสัญญาณที่บ่งบอกได้จากการมีเลือดล้างหน้าเด็กหากเลือดที่ไหลออกมาเป็นเลือดล้างหน้าเด็ก ก็ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่มือใหม่ด้วยนะคะ แต่ถ้าหากเลือดที่ไหลออกมาไม่ใช่เลือดล้างหน้าเด็ก อาจจะเป็นสัญญาณเตือนของร่างกายที่กำลังบ่งบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย โดยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้นั้น มีอยู่2 ประเภท ดังต่อไปนี้ 👉1. มีเลือดออก แต่ไม่ได้ตั้งครรภ์สำหรับผู้หญิงที่มีเลือดออกนอกรอบประจำเดือน และลองตรวจครรภ์ดูแล้วไม่พบว่าตนเองนั้นกำลังตั้งครรภ์ แนะนำให้รีบไปพบแพทย์👨‍⚕️เพื่อดูว่าเลือดที่ไหลออกนั้นเกิดจากอะไร ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นอาจเป็นผลมาจากความผิดปกติต่างๆ เช่น มีการตกไข่ที่ผิดปกติ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเลือดทางช่องคลอดสำหรับผู้หญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรง การคุมกำเนิด หรือเกิดอาการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน 👉 2. มีเลือดออก แต่ตั้งครรภ์ สำหรับผู้หญิงคนไหนที่มีเลือดไหลออกนอกรอบประจำเดือนและตรวจพบว่าตนเองนั้นกำลังตั้งครรภ์ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการฝากครรภ์🤰และรับฟังคำแนะนำต่างๆทันที แต่อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไปนะคะ เพราะเลือดที่ไหลออกมานั้นบางครั้งก็อาจจะไม่ใช่แค่เพียงเลือดล้างหน้าเด็ก แต่เป็นสัญญาณที่กำลังบอกให้คุณเฝ้าระวังว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้จะมีความผิดปกติใดใดเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งคุณอาจจะมีความเเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น แท้งคุกคาม ตั้งครรภ์นอกมดลูก ตั้งครรภ์ลม เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอาการที่ส่งผลเสียต่อร่างกายและอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้     สรุปได้ว่า เลือดล้างหน้าเด็กนั้นไม่สามารถบ่งบอกถึงสัญญาณของการตั้งครรภ์ได้เสมอไป เพราะไม่ใช่คนท้องทุกคนที่จะมีเลือดล้างหน้าเด็กไหลออกมาจากทางช่องคลอดในช่วงระยะเวลา 3 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ แต่การมีเลือดออกแบบนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตรายบางอย่างที่คุณไม่ควรมองข้าม  ดังนั้นแนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย🩺หาสาเหตุให้แน่ชัด เพื่อทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆค่ะ

Content Image

มีเพศสัมพันธ์บ่อยแค่ไหนถึงท้อง

     อย่างที่ทราบกันดีว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์🤰นั้นก็คือ การมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งคู่รัก👫หลายคู่อาจจะพยายามมีบ่อยๆเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ หรือในบางคู่ที่มีภาวะการมีบุตรยากพยายามเท่าไหร่ก็ยังไม่สำเร็จ จึงเกิดเป็นคำถามที่พบบ่อยคือ มีเพศสัมพันธ์บ่อยแค่ไหนถึงท้อง ความถี่ที่เหมาะสมในการมีเพศสัมพันธ์นั้นจริงๆแล้วควรมีบ่อยแค่ไหน วันนี้เรามาหาคำตอบกันค่ะ💁‍♀️มีเพศสัมพันธ์กี่ครั้งถึงจะท้อง💫ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์จริงๆแล้วสิ่งที่จำเป็นต่อการตั้งครรภ์คือต้องใช้อสุจิ 1 ตัว และไข่ 1 ฟอง เพื่อเกิดการปฎิสนธิและสร้างตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งโดยเฉลี่ยการหลั่งน้ำอสุจิ 1 ครั้ง อาจมีตัวอสุจิมากกว่า 100 ล้านตัว อีกทั้งอสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ในช่องคลอดเพื่อรอผสมกับไข่ได้นานประมาณ 3-5 วัน ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์และการหลั่งภายใน แม้เพียงครั้งเดียว☝️ก็อาจมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์🤰ได้ อย่างไรก็ตาม คู่รักที่ต้องการมีลูก การมีเพศสัมพันธ์และการหลั่งในช่องคลอดบ่อยครั้งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์มากขึ้นค่ะ💫มีเพศสัมพันธ์ ลึกแค่ไหนถึงท้องเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ทางช่องคลอด🍌 ถ้าให้ลึกที่สุด ก็คือสอดลึกจนชนปากมดลูกหรือใกล้กับปากมดลูก วิธีนี้จะช่วยส่งเจ้าตัวอสุจิให้เข้าใกล้ปากมดลูก และลดระยะทางของอสุจิไปหาไข่ได้ และยังลดการสัมผัสกับความเป็นกรดในช่องคลอดอีกด้วยค่ะ จึงควรจัดท่าทางในการมีเพศสัมพันธ์ให้เหมาะสมที่สุดเพื่อเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์🤰เรามีบ่อยไหม ถ้าเทียบกับสถิติความถี่ในมีเพศสัมพันธ์🔎สถิติความถี่การมีเพศสัมพันธ์ในคู่รักทั่วไปอยากรู้ว่าความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ของคู่เรากันถือว่าบ่อยไหม ลองมาเปรียบเทียบกับผลสำรวจ📈กันค่ะ ผลสำรวจจาก มหาวิทยาลัยชิคาโกเปิดบอกว่า คู่รักทั่วไปช่วงอายุระหว่าง 18-24 ปีมีเพศสัมพันธ์ประมาณเดือนละ 7-10 ครั้ง และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นเป็นช่วง 25-29 ปีจะมีเพศสัมพันธ์กันลดลงเหลือเดือนละประมาณ 8 ครั้ง เมื่ออายุเข้าช่วง 30-49 ปี จะเหลือเดือนละ ประมาณ6 ครั้ง และเมื่อเข้าสู่อายุ 50-59 ปีมีเพศสัมพันธ์ประมาณเดือนละแค่ 4 ครั้ง  ถ้าเราอ้างอิงจากผลสรุป ก็จะทำให้เข้าใจได้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วคู่รักทั่วไป👫มีเพศสัมพันธ์กัน ลดลงประมาณ 20% ต่อช่วงอายุ 10 ปีนั่นเองค่ะ ✨ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์จะผันแปรตามช่วงอายุเมื่ออายุเปลี่ยนไป ความต้องการทางเพศก็เปลี่ยนผันย่อมส่งผลต่อความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ค่ะ ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์จะลดลงตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นจะมีปัจจัยต่างๆรอบตัว อาจทำให้มีความต้องการลดลง⤵️✨คู่รักที่มีความสุขมากที่สุดการมีเพศสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับความพอใจร่วมกันของคู่รักค่ะ ผลจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยโตรอนโตพบว่า ใน 28,000 คน มีคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์สัปดาห์ละครั้งเป็นคู่ที่มีความสุขมากที่สุด🥰ค่ะ อาจเพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับหลายๆคู่ และในการสุ่มคู่แต่งงาน 2,400 คู่ที่แต่งงาน👰‍♀️🤵‍♂️อยู่ด้วยกันมานานมากกว่า 14 ปีขึ้นไป ก็พบว่าคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งมีความสุขกับคู่ชีวิตและเป็นคู่รักที่พอใจในคู่ของตัวเองค่ะข้อควรรู้ในการมีเพศสัมพันธ์สำหรับคู่รักที่มีบุตรยากสำหรับคู่รักที่มีบุตรยาก หรืออยากมีบุตร👶 เราแนะนำว่าควรมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองหรือไปกดดันคู่รักของเราว่าจะต้องมีเพศสัมพันธ์ทุกวัน เพราะอาจทำให้รู้สึกเครียด😥 เหนื่อย หรือกดดันได้ สิ่งที่สำคัญคือต้องมีช่วงเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสมค่ะ🕓 นั่นก็คือช่วงที่ไข่ตก การที่นับวันไข่ตกก็คือใช้ได้กับคนที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอ ซึ่งก็คือ 28-30 วัน โดยปกติแล้วคือช่วงกลางรอบเดือน โดยวิธีตรวจก็คือซื้ออุปกรณ์ตรวจการตกไข่ วิธีนี้ก็อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์🤰มากขึ้นค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.