Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ19-24 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

เด็กควรตรวจสุขภาพบ่อยแค่ไหน

     การตรวจสุขภาพ🩺ประจำปีนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกๆคนควรทำ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะว่าเด็กๆ👦เองก็ควรตรวจสุขภาพเช่นเดียวกับคนในวัยผู้ใหญ่อย่างเราๆ โดยปกติจะเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนมักจัดให้เด็กตรวจทุกๆปีอยู่แล้ว แต่หากเป็นเด็กเล็กที่ยังไม่เข้าโรงเรียนคุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะต้องพาไปตรวจเอง วันนี้บทความของเราจะพามาดูถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพในเด็กและประเด็นสุขภาพที่ต้องตระหนักถึงสำหรับเด็กในช่วงวัยต่างๆกันค่ะ💁‍♀️การตรวจสุขภาพของเด็กในแต่ละช่วงวัย✨การตรวจสุขภาพในทารกแรกเกิดสำหรับทารกแรกเกิดที่มีอายุในช่วง 7 วัน การตรวจสุขภาพจะเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนทำคลอด🤱 แพทย์จะทำการประเมินความปกติของสุขภาพร่างกายทารกในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะภาวะตัวเหลือง ความผิดปกติของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ตรวจสอบการตอบสนองต่อเสียง🔊และแสง☀️ อีกทั้งยังมีการให้วัคซีน💉ที่จำเป็นเพิ่มเติมค่ะ และเมื่อเจ้าตัวน้อยโตขึ้นแต่ยังมีอายุต่ำกว่า 6 เดือน แพทย์จะมีการติดตามพัฒนาการด้านต่างๆของร่างกาย และมีการให้วัคซีนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง สำหรับทารกที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนแต่ยังไม่ถึงขวบ ควรได้รับการตรวจสุขภาพช่องปาก🦷จากทันตแพทย์ เพราะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอาหารค่ะ นอกจากนี้ยังมีการตรวจการทำงานและลักษณะของดวงตา👁️ ข้อต่อของร่างกาย ความผิดปกติของอวัยวะเพศ และมีการตรวจประเมินภาวะโลหิตจางค่ะ✨การตรวจสุขภาพในเด็กเล็ก    สำหรับเด็กเล็กที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ หมายถึงเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1-12 ปีค่ะ การตรวจสุขภาพทั่วไปจะใกล้เคียงกับการตรวจสุขภาพในวัยผู้ใหญ่มากขึ้น โดยจะมีการตรวจวัดความดันโลหิต🩸 ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจความผิดปกติเกี่ยวกับตาบอดสีและค่าสายตา🤓 เพราะเป็นช่วงวัยที่มีการใช้สายตาอย่างหนักหน่วงมากขึ้นจากการเรียน📚 สังเกตว่าเด็กๆหลายคนรวมถึงตัวเราเองก็เริ่มมีค่าสายตาที่ผิดปกติในช่วงนี้ใช่ไหมคะ ยิ่งในยุคที่เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์📱เจริญก้าวหน้าเช่นในปัจจุบัน ความเสี่ยงด้านค่าสายตาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นค่ะ นอกจากนี้แพทย์ก็จะให้ความสำคัญกับพัฒนาการทางด้านอื่นๆของเด็กนอกจากด้านสุขภาพกายค่ะ✨การตรวจสุขภาพในเด็กโตย่างเข้าวัยรุ่น    เด็กในวัยนี้จะเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มพัฒนาเข้าสู่ระยะโตเต็มวัย เป็นช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายภายนอกอย่างชัดเจนที่สุด ในวัยนี้จะเน้นไปที่การตรวจการทำงานของอวัยวะภายใน และเนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กมีแนวโน้มจะรับประทานอาหารมากขึ้น🍽️ จึงต้องมีการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด วัดระดับไขมันในเลือดและไขมันสะสมตามอวัยวะภายในต่างๆ เด็กในวัยนี้ควรมีการควบคุมด้านโภชนาการ🍲เป็นพิเศษค่ะประโยชน์ของการตรวจสุขภาพอย่างเหมาะสมตามช่วงวัยข้อที่ 1️⃣เป็นการประเมินสุขภาพตั้งแต่ช่วงแรกเกิดของเด็ก ผู้ปกครองจะได้ทราบตั้งแต่แรกว่าเจ้าตัวน้อยของตนเองมีความผิดปกติหรือเงื่อนไขทางสุขภาพใดบ้างที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จะได้วางแผนการเลี้ยงดูให้เงื่อนไขทางสุขภาพนั้นส่งผลเสียต่อเด็ก👶น้อยที่สุดค่ะข้อที่ 2️⃣หากเด็กเกิดมาพร้อมสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง💪 การตรวจสุขภาพเป็นประจำก็ยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเด็ก ในแง่ของการป้องกันโรคที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตค่ะข้อที่ 3️⃣สำหรับเด็กเล็ก การตรวจสุขภาพ🩺นั้นนอกจากจะบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของสุขภาพร่างกายแล้วยังเป็นการติดตามพัฒนาการทางด้านอื่นๆของเด็กด้วย ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านอารมณ์😊 พัฒนาการทางด้านการเข้าสังคม ผู้ปกครองจะได้ทราบว่าเจ้าตัวน้อยของตนเองมีพัฒนาการในระดับที่เป็นมาตรฐานอย่างเด็กๆคนอื่นหรือไม่ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการตรวจสุขภาพในเด็กอย่างสม่ำเสมอนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้การตรวจสุขภาพประจำปีในวัยผู้ใหญ่อย่างเราๆเลย คุณพ่อคุณแม่👫ไม่ควรมองข้ามการตรวจสุขภาพตามวัย ถึงจะมองภาพรวมแล้วรู้สึกว่าลูกของตนเองมีความแข็งแรงเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ จะดีที่สุดถ้าเด็กได้รับการติดตามสุขภาพเป็นประจำโดยละเอียดจากแพทย์ค่ะ👨‍⚕️

Content Image

เทคนิคการพาเด็ก 2 ขวบขึ้นเครื่องบินอย่างราบรื่น เพียงทำตามนี้!

     คุณแม่บางท่านอาจจะคิดว่าการพาลูกขึ้นเครื่องบินนั้นเป็นสิ่งง่ายๆ สบายมาก เพราะเคยพาลูกขึ้นเครื่องบินมาแล้วตอนที่ยังอายุไม่กี่เดือนถึง 1 ขวบ แต่ความยากจริงๆที่คุณแม่จะต้องเจอคือการพาลูกขึ้นเครื่องบิน✈️ตอน 2 ขวบนั่นเอง เพราะลูกจะต้องนั่งบนที่นั่งของเขาเอง ไม่สามารถอุ้มนั่งที่ตักได้ และมักเผชิญกับปัญหาลูกเกิดอาการกลัว เลยอยากให้คุณแม่อุ้ม พอบังคับเขาก็เลยต้องร้องไห้ลั่นทำเอาผู้โดยสารคนอื่นหงุดหงิดกับเสียงเด็กร้องไห้ บทความนี้จึงได้รวบรวมเทคนิคการพาลูกนั่งเครื่องบินได้อย่างราบรื่นตลอดไฟล์ตกันค่ะ💁‍♀️8 เทคนิคการพาลูกนั่งเครื่องบินได้อย่างราบรื่นตลอดไฟล์ต มีดังต่อไปนี้✨1.สอนลูกก่อนขึ้นเครื่องว่าต้องรัดเข็มขัดนิรภัยคุณแม่เคยให้เขานั่งบนขาแล้วแกล้งทำเป็นเครื่องบินกำลังบินอยู่มั้ยคะ วิธีนี้เราลองมาแล้วและได้ผลจริงคือเราจะสอนลูกว่าก่อนขึ้นเครื่องบินต้องคาดเข็ดขัดนิรภัยนะคะ ไม่อย่างนั้นเครื่องบินจะไม่ออก🙅‍♀️ เด็กๆ ก็จะจำได้ว่าสเต็ปก่อนเครื่องบินจะขึ้นและลงต้องคาดเข็ดขัดนิรภัย พูดบ่อยๆ แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้นเอง✨2.เลือกบินไฟล์ตเช้าเพราะไฟล์ตบินจะไม่ค่อยดีเลย์ และไฟล์ตตอนนี้คนจะไม่ แออัดมาก บางทีลูกขึ้นมาก็ยังไม่สดชื่นเท่าไหร่ ทำให้เขาหลับเองง่ายสบายตลอดทริป😴✨3.ให้ลูกนั่งริมหน้าต่างเขาจะตื่นเต้นกับวิวสูงๆ🤩 ท้องฟ้าสีฟ้าจนลืมงอแงไปเลยในช่วงเครื่องกำลังขึ้นรวมทั้งยังช่วยป้องกันอันตรายจากคาร์ทอาหาร เพราะเด็กๆ อาจจะยื่นขาออกไป หรือโดนกาแฟร้อนๆ ไม่ก็น้ำหกใส่ได้ง✨4.พกของเล่นไว้ล่อตาล่อใจเครื่องขึ้นไปซักพัก ลูกจะเริ่มหมดความสนใจสิ่งต่างๆ เริ่มอยากปลดเข็มขัด ลุกขึ้นยืนยุกยิก ถ้าเป็นไฟล์ตนานหน่อยและสัญญาณรัดเข็ดขัดยังไม่แสดงก็ให้ลูกมานั่งตักคุณแม่ได้บ้างเปลี่ยนอิริยาบถ หรือถ้าอยากให้เขานั่งอยู่กับที่ได้นานๆ คุณแม่ต้องมีแผนไปซื้อของเล่นที่เขาชอบและไม่เคยเห็นมาก่อน สมุดนิทาน📖 สมุดสติกเกอร์ รับรองว่าวิธีนี้เวิร์คจริงในเส้นทางภายในประเทศสั้นๆรวมไปถึงเทคนิคเหล่านี้อีกด้วย✨5.ลูกอาจจะกลัวอาการหูอื้อสำหรับคุณแม่ที่พาลูกขึ้นเครื่องครั้งแรกอาจจะต้องเตรียมน้ำและนมในปริมาณที่นำขึ้นเครื่องได้ ให้ลูกคอยจิบตอนเครื่องเทคออฟและแลนดิ้ง จิบไปเรื่อยๆ ตลอด 30-45 นาทีแรก นอกจากช่วยเรื่องลดความดันในหู👂แล้วยังป้องกันอาการขาดน้ำอีกด้วย✨6.อย่าลืมให้รางวัลเมื่อลูกเป็นเด็กดีช่วงเวลาเดินทางที่เขาตื่นเต้นและมีความสุข คุณแม่ก็อาจจะมีข้อยกเว้นให้เขาได้รางวัลที่เป็นเด็กดีด้วยขนมหรือช็อกโกแลต🍫เล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง✨7.เปิดการ์ตูนให้ลูกดูบนเครื่องบินขอบคุณที่มี Personal TV ประจำทุกที่นั่ง เพราะทำให้เด็กๆ สงบลงและไม่เบื่อด้วยการ์ตูนเรื่องโปรด📺 อยู่ในโมเมนท์ของตัวเอง บ้างก็ดีเหมือนกัน✨8.เตรียมเสื้อกันหนาวและของติดตัวลูกไปด้วยเวลารีบๆ แล้วคุณแม่ดันโหลดทุกอย่างไว้ในกระเป๋า ใต้เครื่องอาจจะต้องเจอโหมดงอแงจากลูกได้ เพราะถ้าต้องขึ้นเครื่องนอนตอนกลางคืน เขาอาจอยากได้ห่มผ้าที่ติดหรือตุ๊กตาที่กอดบ่อยๆ🧸 ทำให้เขาหลับง่ายขึ้นและเร็วขึ้น คุณแม่ก็จะได้พักผ่อนไปด้วย ยังไงอย่าทำเช็คลิสต์ก่อนขึ้นเครื่อง ทั้งกระเป๋า carry-on และกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่แยกกัน     ทราบแล้วใช่ไหมคะว่าการที่จะพาเจ้าตัวน้อย👶อายุ 2 ขวบขึ้นเครื่องบินนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายและก็ไม่ใช่เรื่องยากเสมอไป เพียงแค่คุณแม่ประยุกต์ใช้ 8 เทคนิคดังกล่าวนี้ ก็สามารถทำให้การเดินทางบนเครื่องบินกับเจ้าตัวน้อยนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้ปัญหานั่นเองค่ะ

Content Image

ทำอย่างไรดี!? ลูกเข้าสู่วัยขี้หวง

เมื่อลูกเต็บโตขึ้น และเข้าสู่ช่วงวัย 1 ขวบครึ่ง - 3 ขวบ ลูกน้อยจะกลายเป็นคนขี้หวง และติดคุณแม่มากๆเลยล่ะคะ ในวัยนี้เขาจะเริ่มรับรู้ว่าตัวเองเป็นอีกคนหนึ่งๆ และจะเริ่มสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง โดยลูกน้อยจะเริ่มประกาศความเป็นเจ้าของไม่ว่าจะเป็นของเล่นต่างๆที่เขาชอบ หรือแม้แต่คุณแม่ด้วยค่ะ วิธีการรับมือเมื่อลูกขี้หวงบอกทุกคนในบ้านให้เข้าใจตรงกันก่อนจะเริ่มการฝึกลูกน้อย ให้บอกคนในครอบครัวเพื่อให้เข้าใจว่าหากลูกน้อยเกิดอาการหวงก็ไม่ควรไปดุ เพราะจะทำให้ลูกตกใจกลัว😢 แถมเขาก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ และผู้ใหญ่ก็ไม่ควรไปบังคับให้เด็กแบ่งของค่ะ บอกลูกก่อนหากคุณแม่จะนำของเล่นหรือตุ๊กตาตัวโปรดของเจ้าตัวเล็กไปทำความสะอาด🚿 ให้บอกลูกล่วงหน้าเพื่อให้ลูกเข้าใจและไม่ร้องไห้โวยวาย เพราะหากไม่ได้บอกลูกจะเข้าใจว่าเข้าได้สูญเสียสิ่งนั้นไปตลอดกาล โดยเวลาที่บอกอาจจะกล่าวเป็นเรื่องราวว่า วันนี้คุณแม่พาพี่หมี🧸ไปอาบน้ำก่อนนะจ้ะ เดี๋ยวตอนเย็นก็กลับมาแล้ว ทำสัญลักษณ์ให้เห็นๆ ทำสัญลักษณะบนของต่างๆ ที่เป็นของลูก อาจนำสติ๊กเกอร์หรือปากกา🖊️มาขีดบนของเพื่อให้ลูกทราบว่าของชิ้นไหนเป็นของเขา และสิ่งไหนที่เป็นของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อที่เขาจะได้แยกแยะออกว่าอันไหนเป็นของใคร และไม่แสดงความเป็นเจ้าของไปซะหมด วิธีการรับมือเมื่อลูกขี้หวงเตือนย้ำว่าสิ่งนี้เป็นของคุณพ่อคุณแม่หากเจ้าตัวเล็กยังคงเคลมว่าของต่างๆ เป็นของตนเองอยู่ให้ลองพูดย้ำว่าสิ่งนี้คือของของเรา เช่น เมื่อคุณพ่อคุณแม่กำลังดูทีวีอยู่📺 แล้วอยู่ๆ เจ้าตัวเล็กก็มาแย่งรีโมตทีวีไป ให้บอกลูกอย่างตรงไปตรงมาว่าที่รีโมตนี้ไม่มีสัญลักษณ์ของหนูนะจ้ะ อันนี้ของคุณพ่อคุณแม่ แต่หากอยากดูเรามาแบ่งกันดูนะ เมื่อเป็นอย่างนี้เขาจะค่อยๆเข้าใจเรื่องของการแบ่งปันหากิจกรรมอื่นๆขั้นเวลาเมื่อฝึกลูกบ่อยๆลูกก็จะรู้จักการรอคอย และจะไม่ร้องโวยวายเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เช่น เมื่อไปเล่นในสนามเด็กเล่น เขาจะก็รู้จักรอ🕐ให้คนด้านหน้าเล่นเสร็จก่อนจะถึงคิวของเขา โดยคุณพ่อคุณแม่อาจหากิจกรรมอื่นให้ลูกเล่นข้ามเวลา หรืออาจชวนคุยนู่นนี่ เพื่อที่จะให้ลูกไม่เบื่องอแงระหว่างที่รอเล่นนั่นเองค่ะ 

Content Image

เคล็ดลับในการเลือกพี่เลี้ยงเด็กให้เจ้าตัวน้อย

 ด้วยหน้าที่การงานและภาระต่าง ๆ มากมาย อาจทำให้คุณแม่ไม่มีเวลาดูแลลูกน้อยได้เต็มที่ ทำให้พี่เลี้ยงเด็กเป็นทางเลือกของคุณพ่อคุณแม่ที่เลือกมาดูแลลูกน้อย แต่การหาพี่เลี้ยงเด็กที่เหมาะสมนั้นสำคัญมาก จะมีหลักการเลือกอย่างไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เคล็ดลับในการเลือกพี่เลี้ยงเด็ก มีดังต่อไปนี้1.เลือกคนที่ไว้ใจได้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการหาพี่เลี้ยงเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบประวัติพี่เลี้ยงเด็กให้ดี☑️ การเลือกพี่เลี้ยงเด็กไม่ใช่เลือกใครที่ไหนก็ได้ เพราะคุณจะต้องฝากลูกไว้กับพี่เลี้ยงเป็นเวลานาน จึงต้องพูดคุยกับพี่เลี้ยงเด็กให้มั่นใจได้ว่า พี่เลี้ยงจะดูแลและใส่ใจ เช่น ให้ทานอาหารเป็นเวลา ดูแลความสะอาด🧹 และไม่ทำร้ายลูกน้อย เพราะโดยธรรมชาติของเด็กเขาจะมีหลากหลายอารมณ์และซนตามธรรมชาติ2. รักความสะอาด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก พี่เลี้ยงเด็กควรจะตัดเล็บเรียบร้อย แต่งตัวสะอาด และดูแลเรื่องความสะอาดให้ลูกได้ดี เพราะเด็กยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง🛡️ โดยเฉพาะการเลือกพี่เลี่ยงเด็ก ที่จะมาดูแลเด็กอ่อนอายุ 3 เดือนที่ภูมิคุ้มกันยังน้อยอาจจะต้องพิจารณาข้อนี้เป็นพิเศษ3. อายุและวุฒิภาวะที่เหมาะสม พี่เลี้ยงควรมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป⬆️ เพื่อให้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และวิจารณญาณเพียงพอ หากเลือกคนที่มีวุฒิภาวะสูงได้ยิ่งเป็นข้อดีเพราะงานดูแลเด็กเล็กไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากรู้จักควบคุมอารมณ์แล้ว ต้องเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก👶 และมีความอดทนสูง4. มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็ก พี่เลี้ยงเด็กที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาก่อน จะรู้และเข้าใจ วิธีการเลี้ยงเด็ก มีความอดทนต่อเสียงร้อง😭และสามารถดูแลในเรื่องต่าง ๆ ของลูกคุณได้เป็นอย่างดี แต่อย่าลืมถามถึงอายุของเด็กที่พี่เลี้ยงเคยรับเลี้ยงด้วยเพราะ การเลี้ยงเด็ก แต่ละช่วงวัยก็จะมีรายละเอียดและเทคนิคที่แตกต่างกันไป5. สุขภาพร่างกายแข็งแรง อย่างที่เข้าใจกันดีว่าเด็กเล็กยังมีภูมิต้านทานที่ไม่แข็งแรงเท่าไหร่นัก การเลือกใครสักคนมาดูแลลูก ก็ควรเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง💪 ไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะเขาต้องอยู่ใกล้ชิดลูกของคุณ หากเขาป่วยอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยของคุณได้6. สอบถามให้แน่ใจว่าชื่นชอบสัตว์ไหมหากมีสัตว์เลี้ยง🦮ในบ้านควรแจ้งให้พี่เลี้ยงเด็กทราบก่อน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ชอบสัตว์เลี้ยง หากเจอคนที่ไม่ชอบสัตว์เลี้ยงอาจเกิดปัญหาตามมาได้ ฉะนั้นแล้วการเลือกพี่เลี้ยงเด็กที่รักสัตว์ก็จะเป็นเรื่องดีที่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะคุณสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะดูแลทั้งสัตว์เลี้ยง และลูกน้อยของคุณได้เป็นอย่างดีแน่นอนพี่เลี้ยงเด็กต้องสามารถรับผิดชอบสิ่งดังต่อไปนี้1. ดูแลเจ้าตัวน้อยตลอดทั้งวันที่ทำงานจะต้องรับผิดชอบดูแลลูกตลอดทั้งวัน ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่อยู่บ้าน🏠 แต่พี่เลี้ยงเด็กอาจจะช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีเวลาส่วนตัวบ้าง2. สามารถทำอาหารให้เจ้าตัวน้อยทานได้จัดการเรื่องอาหารของลูกในแต่ละมื้อ🍲 คุณแม่ควรชี้แจงถึงอาหารที่ลูกควรจะได้รับในแต่ละมื้อ หากลูกมีอาหารพิเศษที่ต้องกินในช่วงป่วย🤒 หรือแพ้อาหารบางประเภท หรืออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ควรกำหนดให้ชัดเจน3. ดูแลความปลอดภัยของเด็กตลอดเวลา ไม่ว่าในบ้านหรือเมื่อยามออกนอกบ้าน สำหรับเด็กในแต่ละวัยการดูแลความปลอดภัยก็แตกต่างกันไป เช่น เมื่อลูกหัดคลาน หรือหัดเดิน เด็กจะอยู่ในช่วงเรียนรู้โลกกว้าง ฉะนั้นพี่เลี้ยงต้องดูแลความปลอดภัยอย่างไม่คลาดสายตาเลยทีเดียว👀4. ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ตามพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงอายุ พี่เลี้ยงเด็กที่ดีจะหากิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีของลูกได้ 🎸5. รับผิดชอบกิจกรรมบางอย่างแทนผู้ปกครอง  พี่เลี้ยงต้องรับผิดชอบพาลูกไปสถานที่สอนกิจกรรมเด็ก🏊‍♀️ ในกรณีที่คุณแม่ติดภารกิจไม่สามารถไปด้วยตนเองได้6. ดูแลเรื่องสุขอนามัยภายในบ้านจัดดูแลห้องพัก เตียงนอน🛏️ เสื้อผ้า ของลูกให้สะอาดเรียบร้อย รวมถึงการดูแลรักษาสุขอนามัยที่ดีให้เด็ก ๆ ด้วย7. รายงานพฤติกรรมของลูกให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ หากลูกมีอาการเจ็บป่วย😷 หรือสภาพอารมณ์และพัฒนาการของเด็กไม่ปกติ ต้องสามารถดูแล หรือแจ้งแก่คุณอย่างเร็วที่สุด     สรุปได้ว่าการเลือกพี่เลี้ยงเด็ก👱‍♀️สักคนเป็นเรื่องสำคัญมาก หาคุณพ่อคุณแม่เจอคนที่ถูกใจ สามารถลองนัดมาพูดคุยเพื่อสังเกตและศึกษานิสัยใจคอ เพื่อเป็นการคัดกรองคุณสมบัติพี่เลี้ยงเด็ก ก่อนที่จะรับมาทำงาน หรือจะให้มาทดลองทำงานชั่วคราวดูก่อน และคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด ให้มีโอกาสได้เรียนรู้นิสัยใจคอก่อนจะวางใจเลือกมาดูแลลูกรักของเรานะคะ

Content Image

ลูกติดมือถือ เสี่ยงเป็นออทิสติกเทียม!

     คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกับภาวะหรืออาการออทิสติกมาบ้างใช่ไหมคะ แต่สำหรับคำว่า 'ออทิสติกเทียม' นั้นเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ เรียกว่าพึ่งมาให้เราได้เห็นกันในช่วงที่เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดซึ่งก็คือปัจจุบันนั่นเอง วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความเข้าใจกับภาวะออทิสเทียมให้มากขึ้นกัน ไปเริ่มกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักภาวะออทิสติคเทียมเบื้องต้นภาวะออทิสติกนั้นสามารถเรียกอีกชื่อได้ว่า 'พฤติกรรมคล้ายออทิสติก' นั่นก็หมายความว่าผู้ที่กำลังประสบกับภาวะนี้ไม่ได้กำลังเป็นออทิสติกจริงๆ และผู้ที่เป็นภาวะนี้มักจะเป็นเด็ก ทำให้เราสามารถให้ความหมายกับภาวะออทิสติกเทียมได้ว่า เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางด้านการสื่อสาร🙊กับผู้อื่น สาเหตุคือการที่พ่อแม่ขาดการปฏิสัมพันธ์กับลูก ไม่ยอมพูดคุยหรือเล่นกับลูก ปล่อยลูกทิ้งไว้กับอุปกรณ์สื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์💻 มากเกินไป โดยปกติการสื่อสารจะสำเร็จได้ต้องเกิดจากสองทาง นั่นคือผู้ให้สารกับผู้รับสาร เจ้าตัวน้อยต้องได้รับสารและได้ตอบโต้ แต่การที่ลูกได้รับสารจากการเล่นเครื่องมือสื่อสารนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เด็กขาดการกระตุ้นในการสื่อสาร ความสามารถในการสื่อสารกับผู้คนรอบตัวจึงต่ำหรืออาจทำไม่ได้เลยนั่นเองค่ะต่างจากออทิสติกแท้อย่างไร?ภาวะหรือโรคออทิสติกธรรมดาหรือออทิสติกแท้นั้น เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับพัฒนาการสมอง🧠ของเจ้าตัวน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์🤰 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหล่อหลอมจากสิ่งแวดล้อมภายนอกค่ะ ถึงแม้ว่าลักษณะของอาการนั้นจะมีความคล้ายคลึงกันทั้งออทิสติกแท้และออทิสติกเทียม แต่หากเด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียมนั้นถูกกระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอย่างเหมาะสมนั้น แม้จะเป็นการกระตุ้นในระยะเวลาสั้นๆก็จะสามารถหายจากภาวะดังกล่าว กลับมามีพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมอย่างเหมาะสมได้ค่ะ ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้นั้นจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสมและอาจต้องการการรักษาในเชิงการใช้ยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️เพิ่มเติม จึงจะสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ค่ะอาการออทิสติกเทียม vs ออทิสติกแท้เด็กที่เป็นออทิสเทียมจะเรียกไม่หัน ไม่สนใจเสียงเรียกอย่างชัดเจน ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้นั้นจะบกพร่องในการเข้าสังคมไปเลย ซึ่งอาจหมายถึงไม่ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเช่นเดียวกัน😶 หรืออาจปฏิสัมพันธ์ได้อย่างไม่เหมาะสมค่ะเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมจะมีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่ปกติ🤓 แต่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้มีโอกาสที่จะบกพร่องทางด้านสติปัญญาเด็กที่เป็นออทิสติกเทียมนั้นมักจดจ่ออยู่กับแค่เครื่องมือสื่อสาร📱ที่ผู้ปกครองทิ้งไว้ให้เล่นด้วย ทำอะไรซ้ำๆ พูดตามสื่อที่กำลังดูซ้ำๆ ในขณะที่เด็กที่เป็นออทิสติกแท้จะไม่ค่อยมีพฤติกรรมดังกล่าวค่ะป้องกันภาวะออทิสติกเทียมในเด็กได้อย่างไรวิธีที่ 1️⃣ คุณพ่อคุณแม่รวมไปถึงสมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👧คนอื่นๆควรมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าตัวน้อยบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย🗣️ หรือการเล่นด้วย ทำกิจกรรมด้วยก็ได้ทั้งนั้นค่ะ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมของเด็กด้วยการสื่อสารแบบสองทาง ได้ทั้งรับสารและได้โต้ตอบกับผู้คนจริงๆ หากเด็กโตประมาณหนึ่งนั้นสามารถส่งเสริมการพูดคุยกับผู้คนภายนอกครอบครัวเพิ่มเติมด้วยได้ค่ะวิธีที่ 2️⃣ไม่ทิ้งลูกให้อยู่กับเครื่องมือสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน📱 แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์💻 อาจไม่ถึงกับเป็นการหักดิบบังคับไม่ให้ลูกเล่นไปเลย🙅‍♀️ แต่เป็นการเล่นแบบมีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด จะเป็นการเล่นไปพร้อมกับลูกก็ได้ค่ะ จะได้ตรวจสอบว่าสื่อที่เด็กกำลังเสพนั้นเหมาะสมหรือไม่ และมีการพูดคุยกับลูกไปด้วยได้ อีกทั้งยังควรมีการกำหนดระยะเวลาการเล่นต่อวันให้ชัดเจน ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อวันค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าภาวะออทิสติกเทียมนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ค่อนข้างง่าย ในยุคที่มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ก้าวหน้าเช่นในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถหลีกเลี่ยงมันได้เช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญคือความเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่👨‍👩‍👧หรือผู้ปกครองที่จะต้องมีเวลาให้เจ้าตัวน้อยค่ะ

Content Image

วิธีเลือกผ้าห่มสำหรับเด็ก

     ผ้าห่มถือเป็นข้าวของเครื่องใช้หนึ่งที่มีเราทุกคนต่างต้องเคยใช้กันใช่ไหมคะ จุดประสงค์หลักๆของการใช้งานก็คือกักเก็บความร้อน♨️ให้อยู่ภายในร่างกายได้นานขึ้น แต่คุณผู้อ่านเคยทราบไหมคะว่าสำหรับเจ้าตัวน้อยนั้น👶 การเลือกผ้าห่มมีจุดประสงค์ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องตระหนักในการเลือกซื้อมากกว่าการซื้อผ้าห่มทั่วไป จะมีความพิเศษและข้อควรตระหนักอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เริ่มต้นจากการเลือกจุดประสงค์ของผ้าห่ม💫การเลือกซื้อผ้าห่มเพื่อการห่อร่างกายของทารก ในเด็กแรกเกิดที่พึ่งคลอดออกมา สังเกตว่าจะมีผ้าที่เอาไว้ใช้ห่อตัวทารก👶 นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าผ้าห่มสำหรับห่อตัวนั่นเองค่ะ ลักษณะจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน◽️หรือสี่เหลี่ยมจัตตุรัส จากนั้นคุณพ่อคุณแม่จะนำผ้ามาพับและห่อร่างกายของเจ้าตัวน้อยด้วยตนเอง แต่บางรุ่นก็จะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายถุงนอนสำหรับผู้ใหญ่ไปเลย เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่สะดวกที่จะใช้แบบไหนค่ะ ขนาดที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 40 x 40 จนไปถึง 48 x 48 นิ้วค่ะ💫การเลือกซื้อผ้าห่มที่ใช้ในการห่มร่างกายทารกทั่วไป ก็จะเป็นผ้าห่มทั่วไปเหมือนผ้าห่มที่เราใช้ห่มกันในชีวิตประจำวันเลยค่ะ ผ้าห่มชนิดนี้ก็จะใช้กับเด็กที่โต👦ขึ้นมาหน่อย ไม่จำเป็นต้องใช้กับเด็กที่ยังใช้ผ้าห่มประเภทห่อตัวอยู่ค่ะ คำนึงถึงเนื้อผ้าที่ใช้ผลิต☁️ผ้าคอตตอนหรือที่เรียกกันสั้นๆง่ายๆว่าผ้าฝ้ายนั่นเองค่ะ ผ้าลักษณะนี้มักถูกใช้ทำเสื้อยืดที่เราพบเห็นได้ทั่วไป เนื่องจากมีความเบาและอ่อนนุ่ม☁️ มีคุณสมบัติในการซึมซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดีในระดับหนึ่ง เกิดขุยผ้าได้ค่อนข้างยากหากผ่านการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี และทำความสะอาดได้ง่าย สะดวกสบายกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ👫🌫️ผ้ามัสลิน เป็นผ้าที่มาจากเส้นใยฝ้ายเช่นเดียวกัน แต่ด้วยลักษณะการทอจะมีความละเอียดขึ้นค่ะ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เนื่องจากมีความบางเบา ระบายอากาศ🍃ได้ค่อนข้างดีค่ะ🎋ผ้าใยไผ่ ผ้าใยไผ่เป็นผ้าที่โดดเด่นในเรื่องของคุณสมบัติในการระบายอากาศ ดูดซับเหงื่อได้ค่อนข้างดี ที่สำคัญคือไม่ค่อยเก็บฝุ่น💨 ลดโอกาสในการเกิดภูมิแพ้ฝุ่นในเจ้าตัวน้อยค่ะ🧺ผ้าโพลีเอสเทอร์ เป็นอีกหนึ่งเนื้อผ้าที่มีความอ่อนนุ่มอ่อนโยนต่อผิวของเจ้าตัวน้อย👶 มีน้ำหนักที่เบา เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีอุณหภูมิต่างๆหรือมีอากาศเย็นนั่นเอง เพราะเป็นผ้าประเภทที่โดดเด่นในด้านของการกักเก็บความร้อน♨️ รักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ในบริเวณที่มีอากาศร้อนหรือใช้งานช่วงฤดูร้อน เพราะค่อนข้างด้อยในแง่ของการระบายอากาศค่ะ🐑ผ้าขนแกะ ผ้าขนแกะเป็นผ้าอีกหนึ่งชนิดที่มีพื้นผิวนุ่มลื่นแต่ยังมีความเบาสบาย ทำความสะอาดได้ง่าย และเป็นอีกหนึ่งชนิดผ้าที่โดดเด่นในแง่ของการกักเก็บความร้อน ระบายความร้อนได้ค่อนข้างต่ำกว่าชนิดอื่นๆ จึงเหมาะสมที่จะใช้งานในบริเวณหรือช่วงที่มีอากาศเย็น☃️นั่นเองค่ะคำนึงถึงขนาดผ้าห่ม▫️ผ้าห่มขนาดเล็ก มักเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัดตุรัส ขนาดประมาณ 20 - 24 นิ้ว หากใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยก็จะใหญ่ได้ถึงประมาณ 35 นิ้วค่ะ มักเป็นอัตราส่วนสำหรับผ้าห่มที่มีจุดประสงค์เพื่อห่อร่างกายเด็กทารก🚼ค่ะ◻️ผ้าห่มขนาดกลาง เริ่มตั้งแต่อัตราส่วนเล็กสุดคือประมาณ 35 นิ้วจนถึง 45 นิ้วค่ะ สามารถเลือกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ได้ เพราะใช้ได้กับทั้ง 2 จุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นใช้เพื่อห่อตัวเด็ก👶หรือใช้ห่มทั่วไปนั่นเองค่ะ⬜️ผ้าห่มขนาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ 40 นิ้วเป็นต้นไป มักมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะใช้งานในรูปแบบห่มทั่วไป เหมาะกับเจ้าตัวน้อยที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบ👦ขึ้นไปค่ะ    น้ำหนักของผ้าห่มอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายๆท่านมองข้าม แต่อันที่จริงแล้วนับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะกดทับร่างกายของเจ้าตัวน้อยโดยตรง ผ้าห่มที่ดีและเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าไหร่ ทำจากเนื้อผ้าอะไร ก็ควรมีน้ำหนักโดยรวมของทั้งผืนไม่เกิน 10% ของเจ้าตัวน้อย ยกตัวอย่างเช่น หากลูกของเรามีน้ำหนักตัวประมาณ 5 กิโลกรัม น้ำหนักของผ้าห่มที่ใช้ก็ไม่ควรเกิน 500 กรัมหรือครึ่งหนึ่งของ 1 กิโลกรัมนั่นเองค่ะ ไม่เช่นนั้นผ้าผ่มที่หนักเกินไปอาจกดทับร่างกายเด็ก ทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก😮‍💨และอาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตจากการไหลตายในระหว่างนอนหลับ😴ได้ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการเลือกข้างของเครื่องใช้สำหรับเด็กนั้นมีข้อพิจารณาและข้อที่ควรตระหนักถึงมากกว่าข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป เนื่องจากร่างกายของเจ้าตัวน้อย👶นั้นมีความบอบบางและอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเด็กได้อย่างไม่ทันคาดคิดค่ะ

Content Image

ยาสีฟันสำหรับเด็ก เลือกแบบไหนดี?

     สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังมองหายาสีฟันในการทำความสะอาดฟัน🦷ของเจ้าตัวน้อย คงมีข้อสงสัยว่ายาสีฟันแบบไหนกันนะที่เหมาะสำหรับลูกเรา วันนี้ทางเราได้รวบรวมประเภทของยาสีฟันเด็ก รวมไปถึงวิธีการเลือกซื้อยาสีฟันให้เหมาะกับลูกน้อย👶 เพื่อให้ลูกมีสุขภาพฟันที่ดีและแข็งแรง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ 3 ประเภทหลักๆของยาสีฟันของเด็ก1️⃣ยาสีฟันแบบผ้าเปียกคุณแม่สามารถเริ่มแปรงฟันให้ลูกในช่วงวัยแรกเกิดจนกระทั่งถึงอายุ 1 ปีได้ตั้งแต่ลูกเริ่มมีฟันซี่แรกงอกขึ้นมา แพทย์แนะนำให้ทำความสะอาดฟันด้วยการใช้ผ้าเปียกหรือผ้าก๊อซแทนการใช้แปรงสีฟัน เพราะจะอ่อนโยนต่อเหงือกของลูกที่มีความเซนซิทีฟ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเช็ดเบาๆที่บริเวณเหงือกบน เหงือกล่าง รวมไปถึงเช็ดตรงลิ้น👅และกระพุ้งแก้มหลังจากลูกทานอาหารเสร็จได้ทันทีค่ะ วิธีการเช็คแบบนี้จะช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย🦠ในช่องปาก2️⃣ยาสีฟันแบบเนื้อเจลยาสีฟันแบบประเภทเนื้อเจลจะเหมาะสำหรับเด็กเล็กที่มีอายุ 1- 3 ปี คุณแม่สามารถเลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่ม🪥เหมาะสำหรับช่องปากของลูก และบีบยาสีฟันเนื้อเจลในขนาดเท่าเมล็ดข้าวเพื่อให้ลูกแปรงฟัน และในช่วงวัยนี้คุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักบ้วนปากด้วยตัวเองค่ะ 3️⃣ยาสีฟันแบบเนื้อครีมยาสีฟันเด็กแบบเนื้อครีมจะเหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 3 ปีเป็นต้นไป คุณแม่ควรเลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ 1,000 ppm เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้สุขภาพปากและฟันของลูกแข็งแรง ปริมาณยาสีฟันแบบเนื้อครีมจะมีความเข้มข้น ควรใช้เพียงขนาดเมล็ดถั่วเขียว🫛เท่านั้นค่ะเคล็ดลับในการเลือกยาสีฟันเด็กให้ลูก✨ยาสีฟันที่มีกลิ่นหอมยาสีฟันที่มีกลิ่นหอม🥰จะช่วยดึงดูดให้ลูกอยากแปรงฟัน  เพราะลูกจะรู้สึกสนุกไปกับการแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีกลิ่นผลไม้หอมละมุน เช่นยาสีฟันกลิ่นสตอเบอร์รี่🍓 ยาสีฟันกลิ่นบลูเบอร์รี่🫐 และยาสีฟันกลิ่นส้ม🍊 เป็นต้น และคุณแม่ควรระวังไม่ให้ลูกกลืนยาสีฟันเข้าไปในขณะแปรงฟันด้วยนะคะ✨ยาสีฟันที่ปราศจากสารอันตรายยาสีฟันที่ดีสำหรับลูกควรเป็นยาสีฟันที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีอันตราย☠️ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กได้  เช่น SLS, SLES, แคลเซียมคาร์บอเนต,ซิลิคอน, สีสังเคราะห์ รวมไปถึงสารฟอกสีฟัน เป็นต้น สารเหล่านี้มักทำให้เกิดการระคายเคืองต่อช่องปากของลูก ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมมาจากสารสกัดธรรมชาติ☘️ เพราะจะปลอดภัยและอ่อนโยนต่อลูกมากที่สุดค่ะ✨ยาสีฟันที่ปราศจากส่วนผสมของน้ำตาลถึงแม้ว่ายาสีฟันที่มีรสชาติหอมหวานจะถูกใจสำหรับเด็กๆ แต่รสหวานเหล่านั้นไม่ควรมาจากน้ำตาล🍰 เพราะน้ำตาลที่อยู่ในยาสีฟันอาจทำให้เด็กเกิดฟันผุขึ้นได้ค่ะ โดยคุณแม่สามารถเลือกใช้ยาสีฟันที่ใช้สารทดแทนความหวาน เช่นน้ำตาลหญ้าหวาน🍃 หรือ sorbitol      คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกรักการแปรงฟัน🪥 โดยการเลือกยาสีฟันกลิ่นที่ลูกชอบ และควรระมัดระวังในเรื่องสารขัดฟันที่ผสมอยู่ในยาสีฟันด้วยนะคะ ควรเลี่ยงการใช้ยาสีฟันที่มีสารขัดฟันให้ได้มากที่สุด เพราะสารขัดฟันนั้นมีฤทธิ์ที่รุนแรงต่อสุขภาพฟันของเด็ก👶 อาจทำให้ฟันเกิดการสึกก่อนได้ค่ะ  เพราะฉะนั้นก่อนคุณแม่จะทำการเลือกซื้อยาสีฟัน อย่าลืมตรวจสอบส่วนผสมให้ดีก่อนซื้อมาให้ลูกใช้งานนะคะ 

Content Image

วิธีเลือกนมกล่องให้ลูกน้อย? ดูยังไงแบบไหนถึงดี?

แน่นอนว่าการเลือกนมกล่องให้ลูกนั้น คุณพ่อคุณแม่จำเป็นจะต้องพิจารนาส่วนผสมในแต่ละกล่องว่ามีสารอาหารที่สำคัญมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูถึงหลักในการเลือกนมกล่องให้เจ้าตัวเล็กไปด้วยกันค่ะอายุเท่าไหร่ ปริมาณเท่าไหร่?อายุเท่าไหร่จึงจะเริ่มให้ลูกทานนมกล่องได้?ในช่วงอายุ 1 ขวบครึ่งเป็นต้นไป เด็กๆจะสามารถเริ่มทานนมกล่องได้ รวมถึงเป็นช่วงที่ลูกจะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกทานอาหาร 3 มื้อและทานนมกล่องเสริมได้🥛 ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับเนื่องจากแคลเซียมเป็นสารอาหารที่ร่างกายของเด็กควรได้รับ ซึ่งปริมาณแคลเซียม🦴ที่เหมาะสมนั้นจะต่างกันออกไปตามแต่ช่วงอายุดังนี้ ✨1-3 ปี 500 มิลลิกรัม/วัน  ✨4-8 ปี 800 มิลลิกรัม/วัน  ✨8 ปีขึ้นไป ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน สารอาหารในนมกล่องที่ควรมีสารอาหารในนมกล่องที่ควรมีและเด็กๆต้องการนั้นได้แก่ แคลเซียม และ โอเมก้า โดยโอเมก้านั้นเป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ดังนั้นหากมีส่วนผสมของโอเมก้าด้วยก็จะเป็นประโยชน์ต่อลูกน้อย👨‍👩‍👧‍👦นอกจากนั้น...หากนมของลูกมีส่วนผสมของ DHA ก็จะช่วยในเรื่องของพัฒนาการทางสมอง🧠 รวมถึงสารอาหารที่สำคัญอย่าง MFGM ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการการสื่อประสาทของสมอง วิตามินบี 12 โฟเลต และ วิตามินซีที่หากมีก็จะช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูกน้อยได้นั่นเองค่ะ ได้รับแคลเซียมเยอะอันตรายไหม? ช่วยเพิ่มส่วนสูงได้จริงหรือ?แคลเซียมมากเกินไปจากการทานนม?การที่เด็กๆดื่มนมเข้าไปนั้นไม่ใช่ว่าจะได้รับเข้าไปเต็มๆ เพราะร่างกายจะต้องมีขั้นตอนของการดูดซึม ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าลูกจะได้รับแคลเซียมมากเกินไปจากการทานนม🥛นะคะแคลเซียมช่วยเพิ่มส่วนสูงได้จริงหรือ?อย่างที่ทราบกันว่า แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ดังนั้นหากเด็กๆได้รับปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอ ก็จะช่วยให้ลูกสูงขึ้นตามวัยและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง💪ไปด้วยค่ะ

Content Image

วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด

     ประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับคุณพ่อคุณแม่ก็คือการที่เจ้าตัวน้อยอาจมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆใช่ไหมคะ และหนึ่งในพัฒนาการที่สังเกตได้ง่ายที่สุดก็คือทักษะการพูดนั่นเอง🗣️ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกของเรามีความเร็วในการพัฒนาทักษะการพูดที่ตามเกณฑ์ ไม่ได้ผิดปกติหรือล่าช้าใดๆ ทำไมเด็กจึงพูดไมไ่ด้เสียที และหากต้องการกระตุ้นให้เจ้าตัวน้อยพูดได้เร็วๆจะทำอย่างไรได้บ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️พัฒนาการด้านการพูดของเด็กในเกณฑ์ปกติ🌟สำหรับทารกอายุ 1-4 เดือนประมาณ 4 เดือนแรกของเจ้าตัวน้อยจะเป็นช่วงที่ทารกสนใจในเรื่องของเสียง มีการตอบสนองต่อเสียงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสียงสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือเสียงสนทนาของผู้คน🗣️ เป็นช่วงที่เด็กยังพูดเป็นคำไม่ได้อย่างแน่นอนค่ะ แต่จะเริ่มต้นทักษะการพูดด้วยการเปล่งเสียงอ้อแอ้ไม่เป็นคำแทน เป็นทักษะที่พัฒนามาจากการส่งเสียงงอแงระหว่างร้องไห้ค่ะ😭🌟สำหรับเด็กเล็กที่มีอายุประมาณ 5-6 เดือนหรือครึ่งปี เจ้าตัวน้อยจะตอบสนองต่อเสียงได้อย่างชัดเจนมากขึ้นผ่านพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะหันไปหาเวลาโดนเรียก มองหน้าคุณพ่อคุณแม่เวลาคุยด้วย เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ระดับ โทนเสียง🔊 หรือน้ำเสียงที่ต่างกันในแต่ละสถานการณ์เพื่อบ่งบอกว่ากำลังพอใจไม่สบายใจ กำลังมีความสุข🥰 สบายตัวหรือไม่🌟สำหรับเจ้าตัวน้อยที่มีอายุประมาณ 9-12 เดือนหรือประมาณ 1 ปี เด็กจะเริ่มพูดได้โดยเลียนแบบการออกเสียงจากคำที่ได้ยิน👂บ่อยๆ เริ่มเข้าใจประโยคไม่ซับซ้อนที่มาจากผู้ปกครอง มักออกเสียงเป็นคำๆไป เริ่มลอกเลียนแบบโทนเสียงและการออกเสียงของคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกครอบครัว👨‍👩‍👧‍👦คนอื่นๆที่อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด แม้จะยังไม่สามารถเรียบเรียงประโยคหรือพูดคำนั้นๆได้อย่างชัดเจนและคล่องแคล่ว แต่ก็เป็นช่วงอายุที่พอจะสื่อสารเข้าใจแล้วค่ะ🌟สำหรับเด็กที่มีอายุประมาณขวบครึ่งเป็นต้นไปเด็กจะมีการออกเสียงที่ชัดเจนมากขึ้น เริ่มเรียนรู้ที่จะเรียงประโยค🔠ตามคุณพ่อคุณแม่ ทำให้สื่อสารได้เข้าใจมากยิ่งข้ึน ยิ่งในเด็กที่อายุประมาณ 2 ขวบขึ้นไปก็จะสามารถสื่อสารสองทาง🗣️กับคู่สนทนาได้ค่อนข้างดีและเข้าใจง่ายขึ้นแล้วค่ะสาเหตุที่ลูกพูดได้ช้า    จากเกณฑ์พัฒนาการตามปกติของเด็กที่เราได้กล่าวถึงไปในหัวข้อก่อนหน้า หากคุณพ่อคุณม่สังเกตแล้วว่าเจ้าตัวน้อยของเรามีพัฒนาการที่ช้ากว่าเกณฑ์ จะเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้างเราไปดูกันเลยค่ะ💫ฝึกให้ลูกพูดได้หลายภาษามากเกินไป ภาษาของแต่ละประเทศนั้นนอกจากจะมีคำศัพท์และตัวอักษร🔠ที่ต่างกันแล้ว ยังมีโครงสร้างประโยคที่มีผลต่อระบบความคิดของเด็กที่ต่างกันด้วย ดังนั้นการฝึกให้ลูกพูดได้หลายๆภาษาในวัยที่ยังเด็กเกินไปนั้นไม่ได้ส่งผลดีต่อเด็กเลย เพราะจะทำให้เด็กๆงงและไม่สามารถเข้าใจได้ถูกต้องแม้แต่ภาษาเดียวค่ะ💫ขาดการสื่อสารสองทาง คุณพ่อคุณแม่อาจเป็นฝ่ายพูดกับลูกอย่างเดียว ไม่ได้ตั้งคำถามหรือทำอะไรที่แสดงให้เขาเห็นว่าต้องการการตอบสนอง เด็กจึงไม่พยายามสื่อสารกับผู้ปกครองด้วยการพูดค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นหากปล่อยลูกไว้คนเดียว ไม่ค่อยได้พูดกับเด็ก เด็กยังมีโอกาสที่จะมีภาวะออทิสติกเทียมอีกด้วยค่ะ😶จะกระตุ้นพัฒนาการทางการพูดของเด็กได้อย่างไรวิธีที่ 1️⃣เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวน้อยกำลังพยายามออกเสียง🗣️ ให้คุยกับเขาอย่างใส่ใจและใจเย็น สอนเด็กออกเสียงแต่ละคำช้าๆ ลากเสียงยาวๆให้เด็กทำตามค่ะวิธีที่ 2️⃣หากลูกสงสัยและถามว่าสิ่งรอบตัวคืออะไร ให้ตอบคำถามเขาอย่างช้าๆและใจเย็น แม้จะโดนถามซ้ำๆในสิ่งเดิมๆก็ให้ตอบคำเดิมๆ เพราะการที่เขาได้ยินการออกเสียงและได้เห็นรูปปาก👄แบบชัดๆ ซ้ำๆจะทำให้เด็กเลียนแบบได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นค่ะวิธีที่ 3️⃣เพิ่มกิจกรรมในการสื่อสารแบบสองทาง พูดง่ายๆก็คือกิจกรรมที่ต้องใช้การพูดคุยโต้ตอบ ยกตัวอย่างเช่นการเล่านิทาน📕ค่ะวิธีที่ 4️⃣ฝึกให้ลูกร้องเพลง🎤 เพราะการร้องเพลงนั้นเป็นการฝึกทักษะการออกเสียงและควบคุมเสียง จะทำให้เด็กพูดเป็นคำที่ชัดเจนได้รวดเร็วมากขึ้นค่ะวิธีที่ 5️⃣ให้โอกาสเด็กๆได้มีสังคม👯‍♀️ ซึ่งก็คือเด็กๆด้วยกันนั่นเอง เมื่อเจ้าตัวน้อยได้เจอเด็กๆคนอื่นก็จะเริ่มเรียนรู้ที่จะสื่อสารกัน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการฝึกฝนทักษะการพูดที่เหมาะสมค่ะ     ข้อควรระวังและต้องการการดูแลเป็นพิเศษหนึ่งประเด็น เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กๆกำลังเรียนรู้การออกเสียงและพยายามที่จะเลียนแบบ หากเด็กๆได้ยินคำที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมกับวัยมา เขาก็มีโอกาสที่จะพูดตามเช่นเดียวกันค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่ได้ยินก็ควรตั้งสติและใจเย็นไว้ก่อน เพราะเด็กๆมักจะพูดไปโดยที่ไม่รู้ถึงความหมายและบริบทการใช้งานอย่างชัดเจน คุณพ่อคุณแม่ควรสอนว่าคำนี้ปกติแล้วจะถูกใช้ในสถานการณ์ไหน และลูกๆควรใช้หรือไม่ควรใช้ ก็จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษา🆎และสังคมให้เด็กได้ค่ะ

Content Image

ควรให้ลูกเล่นปืนของเล่นหรือไม่?

ผู้ปกครองหลายๆท่านมองว่าไม่ควรให้ลูกเล่นปืน เพราะกลัวว่าลูกจะก้าวร้าว หรือมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง และยังดูอันตราย ซึ่งบางท่านก็มองว่าเป็นเพียงการเล่นบทบาทสมมติ และเป็นกิจกรรมของเด็กผู้ชาย ซึ่งจริงๆแล้วผู้ปกครองควรจะให้น้องเล่นมือไหม เราไปดูกันค่ะ จริงๆแล้วควรให้เด็กเล่นปืนของเล่นหรือไม่?เมื่อเด็กอายุ 2-3 ขวบ เด็กผู้ชายมักจะเล่นต่อสู้ซึ่งการเล่นแบบนี้อาจเป็นเพียงการแสดงความกล้าหาญผ่านจินตนาการและยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าการเล่นต่อสู้เมื่อตอนเป็นเด็ก จะนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวจริงๆ และผู้ใหญ่หลายคนที่เคยเล่นยิงปืน🔫มาก่อนก็ไม่ได้เป็นอาชญากรเมื่อโตขึ้นโดยเด็ก👶ส่วนใหญ่มักจะแสดงพฤติกรรมความก้าวร้าวและพฤติกรรมความรุนแรงจากสื่อ ซึ่งหากยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุให้ลูกอยากเล่นมากขึ้น นอกจากนั้นการเล่นบทบาทสมมติยังมีส่วนช่วยในเรื่องของพัฒนาการของเด็ก ทำให้เขารู้บทบาททางเพศ และ บทบาทของสังคม แต่อย่างไรก็ตามผู้ปกครองก็ควรมีกฎระเบียบ มีขอบเขต และข้อควรระวังเมื่อให้ลูกเล่นปืน🔫ของเล่นโดยก่อนเล่นควรจะทำความเข้าใจกับลูกก่อน โดยพ่อแม่👬🏽บางคนก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้เล่นปืนของเล่นเพราะกังวลว่าอาจจะเพิ่มพฤติกรรมก้าวร้าวควรกำหนดเกณฑ์อย่างไรเมื่อจะให้ลูกเล่นปืนของเล่นสอนลูกให้แยกแยะระหว่างปืนของเล่นและของจริงให้ลูกรู้จักแยกแยะระหว่างปืนของเล่นและของจริง โดยบอกถึงลักษณะภายนอกและสีของปืน และไม่ควรนำปืนของจริงมาให้ลูกเห็นและเก็บให้พ้นมือเด็ก✋เลือกปืนที่มีความปลอดภัยไม่ใช่ว่าปืนทุกชนิดมีความปลอดภัยดังนั้นเราควรจะเลือกปืน🔫ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น เลือกปืนฉีดน้ำที่มีความแรงของน้ำน้อย หรือ ปืนที่ยิงแล้วมีเสียงไม่ให้ลูกทำร้ายคนอื่นด้วยปืนของเล่นอธิบายให้ฟังว่าการชี้ปืนใส่หน้าคนเป็นสิ่งที่ไม่ควร และไม่ควรทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บและเดือดร้อน รวมถึงไม่ควรรังแกสัตว์🐕‍🦺ด้วยหากไม่อยากให้ลูกเล่นปืนควรทำอย่างไรจัดหาของเล่นอย่างอื่นมาแทนที่หากลูกไม่ยอมและไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็อาจซื้อปืนปลอมให้ลูกเล่น โดย จะต้องดูแตกต่างจากปืนของจริงเพื่อให้ลูกแยกแยะได้และไม่ให้คนอื่นตกใจกลัว😨อธิบายพร้อมเบี่ยงเบนความสนใจหากเห็นว่าลูกเล่นปืน🔫ปลอมอยู่ ค่อยๆเกลี่ยกล่อมโดยการอธิบายกับลูกว่าปืนทำให้คนรอบข้างกลัว เพราะปืนจริงๆสามารถทำร้ายคนได้ พร้อมกับเบี่ยงเบนความสนใจโดยการนำของเล่นอย่างอื่นมาให้เล่น ซึ่งไม่ว่าจะอนุญาติให้ลูกเล่น หรือไม่อยากให้ลูกเล่น คุณพ่อคุณแม่ควรรับมือด้วยความใจเย็นและพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผลเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการอย่างสมวัยค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.