Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ19-24 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

โควิดในเด็กเล็ก (COVID-19)

โควิด-19 (COVID-19) หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV-2 ที่มีการคาดเดาว่าเกิดจากสัตว์กลุ่มค้างคาว ไวรัสนี้มีความรุนแรงและน่ากลัว รวมถึงมีอัตราการตายสูง โดยเราจะสามารถรับมือกับโควิด-19 นี้ในเด็กเล็กได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะเราจะมีวิธีการดูแลลูกอย่างไรเมื่อโควิดระบาด?วิธีป้องกันโควิดในเด็กจริงๆแล้วการป้องกันโควิดในเด็กก็จะเหมือนกับการป้องกันของผู้ใหญ่เลยค่ะ โดยพยายาม Stay home stay safe หรือพยายามให้ลูกอยู่บ้านและออกไปเมื่อจำเป็นเท่าไหร่ เพราะการออกไปข้างนอกจะเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค🦠มาจากที่ต่างๆได้ค่ะ แต่หากมีความจำเป็นจะต้องออกข้างนอก หลังกลับเข้าบ้านก็ควรล้างมือและรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ🚿ทันทีค่ะเด็กส่วนใหญ่ติดโควิดจากไหน?และเราจะพบว่าเด็กเล็กส่วนใหญ่จะติดมาจากผู้ใหญ่ที่อาศัยร่วมกันได้บ้างเกือบ 100 ละ 100 เลยล่ะค่ะ ดังนั้นหากคนในบ้านเริ่มมีอากาศที่เหมือนจะเป็นหวัด🤧 มีน้ำมูก ไข้ต่ำ ครั่นเนื้อครั่นตัว ก็ให้แยกลูกออกมาทันที ความรุนแรงของโควิดในเด็กเล็กยิ่งเด็กเล็กก็ยิ่งมีความเสี่ยงในประเทศจีนพบว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี อาจมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหากมีอาการปอดอักเสบ🫁 จึงทำให้มีอาการรุนแรงได้ แต่เมื่อเด็กมีอายุ 2 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงน้อยลง เมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไปก็จะมีอาการที่รุนแรงน้อยลงไปอีก ร่วมถึงมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงด้วยข้อควรระวังอย่างไรก็ตามแม้ว่าเด็กจะแสดงอาการออกมาน้อย แต่สามารถแพร่เชื้อ🦠สู่คนอื่นๆได้ ดังนั้นหากลูกมีอาการเช่า เป็นหวัด🤧  มีน้ำมูก ไอ ก็ควรแยกออกจากผู้สูงอายุในบ้านที่มีอายุ 70 ขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุดก่อนค่ะวัคซีนปอดอักเสบในเด็กช่วยป้องกันโรคโควิดได้หรือไม่?แม้ว่าวัคซีนปอดอักเสบจะไม่ใช่วัคซีนภาคบังคับสำหรับเด็กไทย แต่วัคซีนนี้สามารถป้องกันเชื้อได้ ซึ่งไม่ได้ป้องกันโรคโควิดได้ แต่จะช่วยลดความรุนแรงเมื่อลูกติดเชื้อโควิด🦠ได้ค่ะ ดังนั้น จึงแนะนำให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีเข้ารับการฉีดวัคซีน💉ปอดอักเสบ โดยสามารถฉีดได้ เมื่อลูกอายุ 2, 4, 6 และ 15 เดือน รวมเป็น 4 ครั้งค่ะTips สำหรับคุณพ่อคุณแม่รับมือโควิด🦠คุณพ่อคุณแม่สามารถใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน รวมถึงให้ลูกใส่หน้ากากอนามัย😷 โดยเด็กจะสามารถใส่หน้ากากเริ่มได้ตอนกี่ขวบนั้นสามารถเข้าไปดูได้ที่บทความนี้เลยค่ะ รวมถึงสามารถใช้แอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเจลหรือสเปรย์ รวมถึงควรเว้นระยะห่างจากคนอื่นเพื่อป้องกันสารคัดหลั่งหรือฝอยละอองประมาณ 1-2 เมตร และไม่ควรนำมือไปจับหน้า ตา จมูก ปาก และควรล้างมือบ่อยๆระหว่างวันด้วยสบู่🧼พาลูกออกนอกบ้านเมื่อจำเป็นได้ไหม?จริงๆแล้วแพทย์แนะนำว่ายังไม่ควรพาลูกน้อยออกนอกบ้าน เพราะเชื้อมีการแพร่จากคนสู่คน และทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีจะยังมีภูมิคุ้มกันต่ำ แต่หากจำเป็นต้องพาลูกออกจากบ้าน🏠ก็ควร หลีกเลี่ยงการพาไปในที่ที่มีคนจำนวนมาก และหากเลือกได้ก็ควรจะเป็นสถานที่ที่ถ่ายเทอากาศได้ดีค่ะ

Content Image

ควรทำอย่างไรเมื่อลูกชอบพูดคนเดียว?

ลูกชอบพูดคนเดียว เล่นคนเดียว มีเพื่อนในจิตนาการเหล่านี้มีสาเหตุเกิดจากอะไร และมีความผิดปกติไหม วันนี้ไปทำความเข้าใจกันค่ะ ลูกชอบพูดคนเดียว ผิดปกติไหม?นักจิตวิทยา👨‍⚕️ด้านพัฒนาการ Piaget ได้กล่าวไว้ว่าการพูดคนเดียวของเด็กนั้นเป็น หนึ่งในขั้นตอนพัฒนาการของเด็ก ซึ่งความคิดของเด็กมีลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนักจิตวิทยา👨‍⚕️ Adam Winsler ได้กล่าวไว้ว่าพฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมที่เป็นปกติตามธรรมชาติของเด็กเลย ซึ่งมักจะพบได้เมื่อเด็กอายุ 2-5 ขวบ โดยจะค่อยๆหายไปเองเมื่อโตขึ้น และมักจะเกิดขึ้นเมื่อลูกเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้นความสำคัญของเพื่อนในจิตนาการ บรรเทาความเหงาในบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ยุ่งจนไม่ค่อยมีเวลาให้🕐 โดยเฉพาะกับเด็กที่เป็นลูกคนเดียว ก็จะรู้สึกเหงาได้ ซึ่งการสร้างเพื่อนในจิตนาการจะช่วยบันทอนความเหงาของลูกได้นั่นเองค่ะเพิ่มความอุ่นใจเมื่อลูกจะต้องพบเจอกับสิ่งแวดล้อมและสังคมใหม่ๆ ลูกก็จะมีความกลัวหรือความกังวล ซึ่งการสร้างเพื่อน🧸ในจิตนาการจะทำให้ลูกรู้สึกอุ่นใจ ดังนั้นเมื่อต้องไปนอนในที่ที่ไม่คุ้นเคยอาจนำของเล่นหรือตุ๊กตาที่ลูกชอบได้ค่ะ เรียกร้องความสนใจลูกอาจใช้การพูดคนเดียวเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ เพราะลูกเรียนรู้ว่าหากตนพูดคนเดียว คุณพ่อ👨คุณแม่👩ก็จะหันมาสนใจนั่นเองค่ะไม่ถูกขัดใจ❤️ลูกจะได้เพื่อนที่ไม่ขัดความต้องการของเขา โดยสามารถเล่น หรือพูดคุยได้ตามที่ลูกต้องการทุกอย่าง ซึ่งจะแตกต่างกับคุณพ่อคุณแม่หรือเพื่อนๆ ที่ในบางครั้งอาจจะมีความคิดที่ไม่ตรงกัน ซึ่งการมีเพื่อนในจิตนาการจะทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาสามารถควบคุมได้ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่าลูกพูดคนเดียวการที่ลูกพูดคนเดียวนั้น ลูกจะได้พัฒนาด้านภาษา🔤ไปในตัว และยังช่วยในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงคุณพ่อคุณจะได้ทราบว่าลูกกำลังรู้สึก หรือคิดอะไรอยู่ โดยสามารถเฝ้าสังเกตลูกและปฏิบัติได้ตามนี้ค่ะ คอยดูอยู่ห่างๆการที่ลูกพูดคนเดียวนั้นเป็นหนึ่งในพัฒนาการและเป็นเรื่องปกติดังนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลไปนะคะ แต่หากลูกเริ่มมีพฤติกรรมรุนแรงกับเพื่อนในจิตนาการ แปลว่าลูกอาจจะมีความเก็บกด😠 ความเครียด หรือ การถูกกระทำรุนแรงมาค่ะปรามลูกเมื่อ...หากลูกเริ่มใช้เพื่อนในจิตนาการไปในทางที่ไม่ถูกเช่น ลูกทำผิดมาแต่เมื่อถามว่าใครทำ กลับบอกปัดว่าเพื่อนในจินตนาการเป็นคนทำ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าลูกกำลังโกหก😔 ซึ่งอาจจะต้องค่อยๆพูดคุยกับลูกอย่างใจเย็น และด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ถ้าลูกยังไม่บอกที่จะบอกว่าใครทำก็ยังไม่ต้องไปบังคับ และให้เว้นเวลา 2-3 ชั่วโมงแล้วลองคุยใหม่ให้ความรักกับลูกหากลูกชอบอยู่กับเพื่อนในจินตนาการมากกว่าคุณพ่อคุณแม่นั่นอาจแปลว่าเขาขาดคนคอยใส่ใจ ขาดความรัก❤️ และรู้สึกเหงา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะแบ่งเวลามาอยู่กับลูกให้มากขึ้น คอยถามไถ่และพูดคุยกับลูกถึงปัญหาในใจ เพื่อที่จะสามารถแก้ไขได้ตรงจุด และอย่าลืมกอดและบอกรักลูกนะคะ 

Content Image

วิธีกล่อมลูกนอน ทำแบบนี้ลูกหลับง่าย สบายทั้งคืน!

     กิจกรรมหนึ่งที่ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายคุณผู้ปกครองอย่างมากก็คือการส่งเด็กๆเข้านอน😴 ด้วยความที่เจ้าตัวน้อยของเรานั้นมีอุปนิสัยที่แตกต่างกันออกไป บางคนหลับง่าย บางคนมีพลังงานล้นเหลือ แม้จะส่งเข้านอนแล้วก็ยังไม่ยอมนอนหลับเสียที วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาดูถึงกิจกรรมที่มีส่วนช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ส่งเด็กๆเข้านอนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จะมีกิจกรรมอะไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️บรรยากาศของห้องนอนปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เจ้าตัวน้อยของเรารวมถึงตัวเราเองนอนหลับได้ดี นั่นก็คือบรรยากาศของห้องนอนค่ะ🛌 โดยบรรยากาศที่ทำให้ห้องนอนของเราน่านอน ประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆดังนี้ห้องนอนต้องเงียบ🤫 ขึ้นชื่อว่าห้องนอนแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือความเงียบ เพื่อทำให้ร่างกายของเราเข้าสู่สภาวะสงบได้มากที่สุด ความเงียบในที่นี้ไม่นับรวมถึงเสียงอื่นๆที่สร้างขึ้นเพื่อกล่อมเด็กนอน อย่างเสียงเล่านิทานของพ่อแม่ หรือเพลงบรรเลงเบาๆเพื่อกล่อมนอน คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกใช้เสียงใน 2 ลักษณะที่กล่าวมาแบบเบาๆได้ค่ะห้องนอนต้องมืด🌌 แม้อาจจะมีหลายๆท่านที่โดยปกติแล้วนอนเปิดไฟ แต่จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายๆอย่างนั้นก็ยืนยันว่าการนอนหลับในที่มืด นอนหลับแบบไม่มีแสงรบกวนนั้นทำให้ผู้นอนมีประสิทธิภาพในการนอนที่เต็มที่มากกว่า หากเจ้าตัวน้อยของเรากลัวความมืดจริงๆจนนอนไม่หลับ ก็อาจแก้ปัญหาโดยการเปิดไฟแสงส้มสลัวๆแทนการเปิดไฟแสงขาวจ้าๆค่ะใช้น้ำมันหอมระเหย🪻 เพื่อสร้างกลิ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย บางบ้านอาจใช้เทียนหอมก็ไได้เช่นเดียวกัน แต่หากกลัวอันตรายจากการจุดไฟก็สามารถใช้น้ำมันหอมระเหยที่มาในรูปแบบของ Diffuser ไม่ว่าจะเป็นแบบเสียบก้านหอมหรือใส่เข้าไปในเครื่องพ่นความชื้นก็ได้เช่นเดียวกันค่ะ    ทำกิจกรรมต่างๆให้เป็นกิจวัตร    การฝึกฝนให้ร่างกายของเราได้ทำอะไรเหมือนเดิมทุกวันจนเป็นกิจวัตร จะเป็นการฝึกและบอกร่างกายว่า ณ เวลานี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงใดของวัน หากเข้าสู่ช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมเดิมๆก่อนนอนในแต่ละวัน ก็จะเป็นการบอกร่างกายว่าหากได้ทำกิจกรรมนี้ แปลว่าใกล้ได้เวลาที่จะเข้านอนแล้ว ร่างกายของเราก็จะเริ่มเข้าสู่สภาวะสงบและง่วงนอนไปเอง กิจกรรมเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันต่อเลยค่ะรับประทานอาหารก่อนนอน🍽️ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการรับประทานอาหารก่อนนอนแบบกะทันหัน เช่น การรับประทานอาหารก่อนนอนเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะการกระทำเช่นนี้เป็นบ่อเกิดของโรคกรดไหลย้อนในอนาคตได้ ควรเว้นระยะห่างไว้อย่างต่ำประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนนอนค่ะอาบน้ำก่อนนอน🛀 การอาบน้ำจะทำให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย เมื่ออาบน้ำเสร็จและเตรียมตัวนอนทันที ร่างกายของเราจะเข้าสู่สภาวะสงบ พร้อมนอนได้ไม่ยากนัก เช่นเดียวกับเจ้าตัวน้อยของเรานั่นเองค่ะทำโยคะก่อนนอน🧘‍♀️ โยคะในที่นี้ไม่จำเป็นต้องต้องเป็นท่ายากๆเลยค่ะ จะนับว่าเป็นการยืดเส้นยืดสายเงียบๆก่อนนอนก็ได้ เพราะหลังยืดเส้นยืดสาย กล้ามเนื้อของเด็กๆจะผ่อนคลายมากขึ้น และระหว่างที่ยืดเส้นยืดสายก็จะทำให้ร่างกายเข้าสูสภาวะสงบ ง่ายต่อการนอนหลับเช่นเดียวกันค่ะกล่อมเด็กๆด้วยตัวเองโดยปกติแล้ว เด็กๆที่ยังถือว่าเป็นเด็กเล็ก ยังไม่แยกห้องนอนหรือพึ่งเริ่มต้นแยกห้องนอนได้ไม่นาน จะมีอาการติดผู้ปกครองอยู่แล้ว ดังนั้นหากไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ๆก็อาจนอนไม่หลับ คุณผู้ปกครองอาจสามารถใช้วิธีการกล่อมเด็กๆให้เข้านอนได้ดังนี้ค่ะเล่านิทานก่อนนอน📖การเล่านิทานให้ลูกฟังบ่อยๆก่อนนอนจะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย แถมยังเป็นการทำให้ลูกสนิทมากขึ้นกับคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะร้องเพลงหรือเปิดเพลงกล่อมเด็กคลอตามเบาๆ🎶เปิดเสียงบรรยากาศบางอย่างที่ก่อให้เกิดความผ่อนคลายคลอตามเบาๆ บางท่านอาจรู้จักเสียงเหล่านี้ในชื่อ ASMR หรือ white noise นับเป็นเสียงที่มีความถี่สม่ำเสมอ สร้างความผ่อนคลายและความเพลิดเพลินได้ ยกตัวอย่างเช่น เสียงพัดลม เสียงน้ำตก💦 เสียงน้ำไหลเบาๆ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่ามีวิธีส่งเด็กๆเข้านอน😴ที่หลากหลายมากให้ทุกท่านเลือกใช้ เจ้าตัวน้อยแต่ละคนก็อาจชื่นชอบหรือเหมาะสมกับวิธีการที่แตกต่างกันไป หากเป็นครอบครัวที่ยังไม่แยกห้องนอน คุณผู้ปกครองยังนอนกับเด็กๆอยู่ก็อาจเลือกใช้เป็นวิธีที่ตนเองชื่นชอบส่วนตัวได้เช่นเดียวกันค่ะ

Content Image

พฤติกรรมแบบนี้แปลว่าอะไร? (2 ขวบ)

เมื่อลูกของคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่วัย 2 ขวบ อาจจะเริ่มสังเกตได้ว่าลูกเริ่มมีอารมณ์เกรี้ยวกราดมากขึ้น และมีพฤติกรรมแปลกต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้นบ่งบอกอะไรบ้างเราไปดูกันค่ะลูกทำแบบนี้แปลว่า? ✨นอนกับเล่นมากมายเมื่อลูกโตขึ้นอยู่ๆ ลูกก็อยากขนตุ๊กตา🧸นู่นนี่เข้าไปนอนด้วยเต็มไปหมด ทั้งๆที่เมื่อก่อนก็สามารถนอนได้คนเดียว นั่นแปลว่าลูกเริ่มมีจินตนาการโดยใช้ตุ๊กตาและของเล่นอื่นๆ ซึ่งไม่ได้มีผลเสียอะไรค่ะ✨แอบขับถ่ายคุณอาจพบว่าลูกอาจถ่าย💩ออกมาโดยไม่ได้บอก โดยการไปหลบหลังสิ่งของหรือ เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งแปลว่าลูกต้องการมุมสงบและความเป็นส่วนตัว โดยคุณสามารถเริ่มฝึกลูกให้หัดเข้าห้องน้ำได้ตั้งแต่วัยนี้ค่ะ✨หึงหวงลูกจะมีพฤติกรรมการหึงหวงแม่👩 หรือของบางอย่าง เมื่อลูกรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความสำคัญเพียงพอ คุณแม่สามารถบอกรักลูก และกอดลูกบ่อยๆ จะทำให้ลูกรับรู้ความรักที่มีต่อลูกแน่นอนค่ะแบบนี้แปลว่า...?✨ขว้างปาสิ่งของคุณพ่อคุณแม่อาจพบว่าลูกเริ่มทำลายข้าวของโดยการ โยนขว้างทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นของเล่น อาหาร🍲 เมื่อลูกไม่พอใจ นั่นเป็นเพราะว่าลูกยังไม่สามารถจัดการอารมณ์ของตนเองได้ และอยากได้รับความสนใจจากพ่อแม่นั่นเองค่ะ✨ใจร้อน ปุดๆในวัยนี้ลูกต้องการเป็นตัวของตัวเอง มีความใจร้อน🔥 และต้องการได้รับการตอบสนองให้เร็วที่สุด วิธีที่คุณแม่สามารถทำได้คือ ไม่ตอบสนองการเรียกร้องของลูกเร็วเกินไป ตอบสนองเร็วในยามจำเป็นจริงๆเท่านั้น✨กลัวบางอย่างลูกอาจเริ่มกลัวอะไรหลายๆอย่างเช่น บันไดเลื่อน ตู้เสื้อผ้า เตียง🛏️ ให้พยายามอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าไม่มีอะไรต้องกลัวและปลอบลูกค่ะทำไมลูกถึงเกรี้ยวกราด..?✨ทำไมลูกถึงดื้อเฉพาะตอนอยู่กับเราเมื่อลูกอายุ 2 ขวบ เขาจะยังไม่ไว้ใจคนอื่น แต่เมื่ออยู่กับพ่อแม่เขารู้ว่าพ่อแม่รักเขาและจะคอยช่วยเหลือเขาทันทีหากมีปัญหา ลูกอาจมีการร้องสะอึกสะอื้น😭เมื่อต้องแยกกับคุณพ่อคุณแม่ไปกับคุณยาย หรือ พี่เลี้ยง หรืออาจร้องไห้โวยวาย และโกรธ สิ่งที่คุณแม่ทำได้คือ พยายามนิ่งและใจเย็นจนกว่าลูกจะเงียบลง โดยไม่ควรไปลงโทษนะคะ✨รับมือลูกอย่างไรดีในการรับมือกับลูกวัย 2 ขวบนั้นคุณจะต้องมีความใจเย็นและมีความสม่ำเสมอในการอธิบายให้ลูกฟังด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดุหรือเย็นชา และให้ชมลูกทุกครั้งเมื่อลูกสามารถทำได้ เช่น ใส่เสื้อผ้าเองได้👚 ทานอาหารเองได้ และอะไรอื่นๆที่ทำและสำเร็จได้ด้วยตนเอง รวมถึงเมื่อเข้ากับเพื่อนได้ดี แต่หากลูกมีการเก็บตัวและดูซึมเศร้าตลอดเวลานั่นอาจเป็นสาเหตุจากความเครียดบางอย่างที่ลูกซ่อนไว้หรืออาจมีปัญหาทางร่างกาย ควรพาลูกไปพบคุณหมอ👩‍⚕️เพื่อตรวจหาสาเหตุจะดีที่สุดนะคะ

Content Image

ลูกไม่ยอมทานข้าวแก้ไขอย่างไรดี?

ผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกำลังกลุ้มใจอยู่ว่าทำไมลูกถึงทานข้าวแต่ละมื้อได้ยากเย็นเหลือเกิน หลอกล่อแล้วหลอกล่ออีกกว่าจะทานหมดจาน สาเหตุที่ลูกน้อยทานอาหารนั้นมาจากอะไร และจะสามารถจัดการได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกันดีกว่าค่ะ อาหารสำคัญไฉนการทานข้าว🍲จะส่งเสริมให้ลูกน้อยเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง และได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพื่อไปซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกาย สาเหตุที่ลูกไม่ยอมทานข้าว✨มีความเจ็บป่วยความเจ็บป่วยในที่นี้อาจหมายถึงทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยหากลูกให้เวลาในการกินนานมากไป หรือ ปฏิเสธอาหารบางประเภทอย่างชัดเจน หรือ ลูกดูเครียดเมื่อให้ทานอาหาร มีการกลืนไม่ลง สำลักอาหาร ท้องเสีย อาเจียน ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อตรวจหาสาเหตุค่ะอาการอื่นๆที่สามารถสังเกตุได้คือ อาการหอบเหนื่อยระหว่างที่ลูกรับประทานอาหาร หรือ ลูกมีพัฒนาอื่นๆล่าช้า หรือมีการเจริญเติบโตที่ไม่สมวัยพร้อมกับมีปัญหาไม่ยอมทานข้าว😔 ก็จะต้องพาลูกไปตรวจเพิ่มเติมและหาทางแก้ไขกันต่อไปนะคะ🏥✨อาหารไม่ตรงความชอบ หรือ ไม่คุ้นเคยลูกอาจไม่ชอบอาหารนั้นๆ หรืออาจต้องการเวลาปรับตัวกับเมนูใหม่ ซึ่งลูกไม่ได้มีปัญหาทางด้านร่างกายหรือจิตใจ และจะเลือกกินจึงทำให้กินได้🤔เฉพาะบางอย่าง แต่หากลูกเลือกกินมากเกินไปก็อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกได้ค่ะ ซึ่งการเจริญเติบโตของลูกอาจจะต้องดูยีนที่ได้รับมาด้วย เช่น ลูกอาจจะตัวเล็กกว่าเพื่อนคนอื่นๆ หากยีนคุณพ่อคุณแม่เป็นคนตัวเล็กเป็นต้นค่ะ✨เกิดจากความเข้าใจผิดข้อนี้เกิดจากความเข้าใจผิดของคุณพ่อคุณแม่ที่คิดว่าลูกกินน้อย ทั้งๆที่ปริมาณที่เขาทานมีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโต เพียงแต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ให้ปริมาณ🍲ลูกเยอะเกินไปนั่นเองค่ะวิธีแก้ไขเมื่อลูกไม่ยอมทานข้าว✨ทานข้าวให้ตรงเวลาการทานข้าวนั้นควรลูกทานให้ตรงเวลา เพราะหากให้อาหารไม่ตรงเวลาอาจทำให้ร่างกายของลูกทำงานไม่เป็นเวลา เป็นผลให้เป็นโรคกระเพาะตามมาได้😔 รวมถึงหากลูกไม่ค่อยทานข้าว หรือ ทานได้น้อย อาจมีเหตุมาจากการที่ลูกทานอย่างอื่นจนอิ่มก่อนถึงมื้ออาหารหลักก็เป็นได้ค่ะดังนั้นลูกน้อยควรได้ทานมื้ออาหารหลัก🍲 3 เวลา คือ เช้า กลางวัน และเย็น โดยควรเว้นจากการให้อาหารว่างประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกมีเวลาย่อยและรู้สึกหิวเมื่อถึงมื้อหลัก✨ให้ของว่างอย่างพอดีไม่ควรให้ของว่างมากเกินไปเพราะลูกจะอิ่มก่อนถึงอาหารมื้อหลัก เป็นไปได้ควรให้ของว่างหลังอาหาร โดยให้ของว่างที่มีประโยชน์เช่น ผลไม้🍌 นมเปรี้ยว หรือขนมสำหรับเด็ก ✨กำหนดเวลาในการกินที่แน่นอนเช่นกำหนดให้ลูกสามารถทานอาหารได้มื้อละไม่เกิน 30 นาที โดยให้บอกลูกล่วงหน้าว่าจะกินได้นานเท่าไหร่ และกินเวลาไหน โดยเมื่อครบเวลาให้บอกลูกว่าครบเวลาแล้ว แม่จะเก็บแล้วและลูกจะทานได้อีกทีตอนกี่โมง🕐 โดยหากลูกหิว สามารถให้อาหารว่างได้ (ตามเวลาที่กำหนด) หากไม่ใช่เวลาอาหารให้เบี่ยงเบนความสนใจของลูก โดยการทำกิจกรรมอื่นๆ ไปพลางๆค่ะ✨กิจกรรมเคลื่อนไหวก่อนลูกจะเข้าชั้นประถมลูกควรมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย อย่างการวิ่งเล่น🏃 วันละประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ลูกหิวมากขึ้น โดยไม่ควรให้ลูกเล่นมือถือ ไอแพต หรือดูทีวีนิ่งๆ เป็นยังไงบ้างคะกับวิธีรับมือเมื่อลูกไม่ยอมทานข้าว ไม่ยากเกินไปเลยใช่ไหมคะ เชื่อว่าหากลองวิธีต่างๆแล้วลูกจะต้องยอมทานมากขึ้นแน่ๆเลยค่ะ อย่าเพิ่งท้อกันไปนะคะ😊

Content Image

เหตุผลที่ไม่ควรแคะหูทารก

ถ้าลูกไม่ได้ทำความสะอาดหูนานๆต้องแคะให้ลูกหรือไม่? คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งแคะหูให้ทารกนะคะ! เพราะการแคะหูทารกนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้อย่างเกิดการอักเสบในหู แถมหูอาจอุดตันมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การแคะหูให้ลูกจะมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะหากแคะหูลูกน้อยจะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ขี้หูอุดตันเนื่องจากรูหูของเจ้าตัวเล็กยังมีขนาดเล็ก👂 และขนาดของคอตตอนบัตมีขนาดใหญ่ ดังนั้นการใช้คอตตอนบัดเข้าไปแคะ จะกลายเป็นดันขี้หูเข้าไปในรูหูและเกิดการอุดตันในรูหูมากขึ้น ทารกอาจได้ยินเสียงได้ไม่ชัดเจน และเมื่อขี้หูเริ่มแห้ง ก็จะเริ่มมีความแข็ง ส่งผลให้ทารกมีอาการเจ็บหูมากขึ้น จนต้องใช้ยาหยอดหูในการรักษาเท่านั้นรูหูติดเชื้อขนาดของคอนตอนบัตที่มีขนาดใหญ่จนนอกจากจะดันขี้หูให้เข้าไปอุดตันแล้ว การใช้คอนตอนบัตที่ไม่สะอาดอาจเสี่ยงให้หูของทารก👶เกิดการติดเชื้อได้อีกด้วย อย่าง เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ส่งผลเกิดโรคต่างๆในหูได้ แถมหากเข้าไปในรูหูจนลึกเกินไปก็อาจทำให้แก้วหูทะลุได้ด้วยรูหูเกิดเชื้อราหลายๆคนอาจนำคอตตอนบัตจุ่มน้ำให้เปียกหมาดแล้วจึงมาทำความสะอาดหูของลูก ซึ่งความจริงแล้วเป็นวิธีที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง การทำความสะอาดนั้นสามารถทำได้บริเวณปีกหูด้านนอก การสอดเข้าไปในหูจะทำให้ขี้หูอุดตันและเปียกชื้น และเกิดการเติบโตของเชื้อรา🦠ในรูหูได้ ดังนั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทำความสะอาดด้วยคอตตอนบัตจะดีกว่านะคะหากแคะหูลูกน้อยจะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้หูชั้นกลางอักเสบหูชั้นกลางคือช่วงโพรงอากาศเล็กๆ ระหว่างช่องหูชั้นในและเยื่อแก้วหู ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อทารกมีอาการหวัด โดยการจาม🤧และการสั่งน้ำมูกแรงๆ จะทำให้ของเหลวขึ้นไปยังหูชั้นกลาง และเมื่อคุณพ่อคุณแม่แคะหูจะส่งผลให้ของเหลวกระจายตัวแพร่เชื้อโรคและทำให้เกิดการติดเชื้อ โดยทารกจะมีอาการปวดหู หูอื้อ และร้องไห้บ่อยหูชั้นในอักเสบโดยหูชั้นในเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการควบคุมในเรื่องของการทรงตัวของทารกและมีลักษณะการติดเชื้อเช่นเดียวกับหูชั้นกลาง โดยเกิดจากการที่ของเหลวทางจมูกและลำคอ เมื่อไปแคะขี้หูก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อมากขึ้น ทารกจะมีอาการเวียนศีรษะ ซึม อาเจียน🤮 แขนขา อ่อนแรง เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกหูชั้นนอกอักเสบการแคะหูบ่อยๆ รวมถึงการมีน้ำเข้ารูหูของลูกน้อยเมื่ออาบน้ำ โดยที่ไม่ได้ปิดหูให้กับลูกนั้น จะส่งผลให้ขี้หูที่อัดแน่นมีความชื้นจากน้ำ ทำให้แบคทีเรีย🦠 มีการเติบโต และเกิดการอักเสบในหูของลูกน้อยได้ ทารกจะมีอาการปวดหู และมีน้ำหนองไหลออกมาจากหู หากคุณพ่อคุณแม่พบอาการนี้ให้พาลูกน้อยพบแพทย์ทันที แพทย์จะให้การรักษาด้วยการล้างหูและยาปฏิชีวนะค่ะเกิดฝึด้านใน Ear Pitทารกบางคนอาจพบจุดบริเวณเหนือหู👂ที่เชื่อมระหว่างผิวหนังกับผิวด้านล่าง ซึ่งเกิดจากการสร้างรูหูที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ Ear Pit สามารถติดเชื้อได้ง่าย การแคะหูจะทำให้มีการกระแทกในรูหูบ่อยครั้ง และทำให้ Ear Pit เกิดการติดเชื้อและอักเสบจนเกิดเป็นฝีด้านในได้ โดยวิธีการรักษาจะต้องผ่านำหนองออก จึงจะสามารถทำความสะอาดหูด้านในได้ค่ะการทำความสะอาดหูนั้นควรทำความสะอาดแค่ใบหูด้านนอกเท่านั้น โดยสามารถใช้ผ้าสะอาดเช็ดรอบหูของทารก พยายามให้โดยความชื้นน้อยที่สุด ขี้หูนั้นไม่ได้เป็นอันตราย แถมมีประโยชน์ช่องป้องกันสิ่งสกปกรกต่างๆไม่ให้เข้ามาในรูหู และสามารถหลุดออกมาเองได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ

Content Image

จัดโต๊ะอ่านหนังสือให้ลูกอย่างไรดี?

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจจะเริ่มวางแผนที่จะทำโต๊ะอ่านหนังสือให้ลูกอ่าน การสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมให้ลูกอ่านหนังสือนั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง และจะทำอย่างไรให้ลูกมีความอยากอ่านหนังสือวันนี้เราได้นำเคล็ดลับดีๆมาฝากกันแล้วค่ะ การตกแต่งห้องหนังสือให้ลูกน้อย แสงสว่างนอกจากการเลือกโทนสีห้องแล้ว การจัดให้ห้องมีแสงสว่าง☀️ที่เพียงพอก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันค่ะ โดยห้องไม่ควรสว่างจ้าจนแสบตา หรือ มืดจนมองไม่ค่อยเห็น ควรจะเลือกมุมที่มีแสงส่องถึงในระดับสายตานะคะจัดโต๊ะให้เรียบร้อย📚การจัดโต๊ะให้เป็นระเบียบจะทำให้ลูกมีสมาธิในการอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะการที่เราเห็นอะไรรกๆเต็มไปหมดก็จะทำให้รู้สึกหมดอารมณ์ในการอ่านหนังสือได้ ในทางตรงกันข้ามหากทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็จะทำให้ลูกรู้สึกสงบและรู้สึกดีได้นั่นเองค่ะ🤗การเลือกโทนสีการเลือกโทนสีที่ถูกต้องจะช่วยให้ลูกมีสมาธิและมีความคิดมากขึ้น ซึ่งในการเลือกโทนสีนั้นจะต้องดูว่าลูกอยู่ในวัยไหน และมีความสนใจเกี่ยวกับอะไร เช่น หากลูกมีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการและชอบศิลปะ🎨 ก็อาจใช้โทนสีเหลืองตกแต่งกระตุ้นความคิด💡 หรือหากลูกจะต้องเรียนวิชาการ ก็จะต้องใช้สีโทนเย็น เช่น สีฟ้าอ่อน หรือสีเขียวอ่อน เพื่อให้ห้องดูสงบและสร้างความผ่อนคลายให้ลูกนั่นเองค่ะ จัดมุมวางหนังสือ📖ควรจะจัดมุมวางหนังสือให้อยู่ข้างใดข้างหนึ่งของห้องแต่ไม่ควรไว้ตรงข้ามกับเตียงนอนของลูก ควรจะแยกออกห่างเพราะการวางใกล้ๆอาจส่งผลให้ลูกนอนหลับไม่สนิทและกระตุ้นการเรียนรู้แทนที่จะพักผ่อนนะคะ หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออกการจัดโต๊ะให้หันไปทางทิศตะวันออกจะช่วยเพิ่มพลังความคิดให้ลูกน้อยได้ รวมถึงช่วยเสริมสร้างสมาธิด้วยค่ะ ดังนั้นหากอยากให้ลูก👶มีสมาธิมากขึ้นก็อย่าลืมจัดวางโต๊ะให้ถูกทิศนะคะ สร้างบริเวณให้ลูกอ่านหนังสือชานพักบันไดหากในบ้านมีชานพักบันได ก็อาจใช้มุมนี้เป็นมุมอ่านหนังสือก็ได้ค่ะ โดยอาจซื้อเก้าอี้ที่มีเบาะนุ่ม🪑 ให้เหมาะแก่การอ่านหนังสือของลูก รวมถึงทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและสนุกกับการอ่านได้ด้วยค่ะมุมห้องนอนจริงๆแล้วเราควรจะแยกห้องอ่านหนังสือกับห้องนอนของลูกแยกออกจากกัน และให้ลูกนอนให้ห้องนอนและไม่ควรทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างเงื่อนไขให้ลูกรู้สึกง่วงนอน💤เวลาอยู่ในห้องนอน แต่หากไม่มีทางเลือกก็อาจจะต้องจัดมุมอ่านหนังสือให้ลูกไว้ในห้องนอนโดยพยายามให้อยู่ห่างจากเตียง🛏️และอาจนำของน่ารักๆ มาตกแต่งเพิ่มเติมได้ค่ะ พื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกหากจัดให้ลูกอยู่ในที่ที่แออัดจนเกินไปจะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัดได้ หากได้อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเท💨สะดวกก็จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย😮‍💨และเป็นการเสริมสร้างความจำและความคิดของลูกได้อีกด้วยค่ะมุมเล็กๆในบ้าน หรืออาจเลือกมุมใดมุมหนึ่งในบ้าน🏠ที่คุณพ่อคุณแม่ดูแล้วไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมาและมีความสงบและดูเป็นส่วนตัวที่สุด เพราะหากมีคนเดินไปเดินมาจะทำให้ลูกเสียสมาธิในการอ่านนั่นเองค่ะหลังจากที่ได้อ่านบทความไปแล้วก็หวังว่าคุณพ่อคุณแม่จะได้ไอเดียในการจัดวางโต๊ะอ่านหนังสือของลูกน้อยได้ไม่มากก็น้อยนะคะ อย่าลืมคำนึงถึงแสงสว่าง ที่ตั้งและการจัดตกแต่งที่เหมาะสม รับรองว่าลูกน้อยจะต้องชอบแน่ๆเลยค่ะ 

Content Image

สอนลูกพูดสองภาษาพร้อมกันทำให้ลูกพูดช้าลงจริงหรือ?

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาว่าหากสอนลูกพูดสองภาษาอาจทำให้ลูกพูดช้ากว่าการสอนพูดภาษาเดียว ซึ่งในเรื่องนี้นั้นมีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนเราไปดูกันเลยค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกพูดได้ช้า? สอนสองภาษาทำให้พูดช้าลงจริงไหม?เด็กพูดได้ช้าเกิดจากอะไร?เด็กที่พูดได้ช้า👶 คือเด็กที่มีพัฒนาการด้านการพูดที่ช้ากว่าเด็กทั่วไปที่มีอายุเท่ากัน ซึ่งการที่เด็กพูดได้ช้านั้นอาจมีสาเหตุเพราะ ลูกสูญเสียการได้ยิน👂 หรือ มีการรับรู้ที่ผิดปกติ หรือ มีสติปัญญาผิดปกติ แต่การที่สอนลูกพูดสองภาษานั้นไม่ได้เป็นต้นเหตุให้มีการพูดที่ช้าลงแต่อย่างใดสมองเด็กเหมือนฟองน้ำ🧽ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายๆคนกลัวว่าลูกจะสับสนและพูดช้าหากสอนสองภาษาพร้อมๆกัน แต่เด็กก็เหมือนฟองน้ำ สมองของเด็กจะซึมซัมความรู้ทุกอย่างได้ไวมากดังนั้นแม้ว่าจะสอนลูกสองภาษาพร้อมๆกัน ก็จะสามารถพูดไวได้เท่ากับการสอนพูดภาษา🔤เดียวอย่างไม่มีปัญหาค่ะ วิธีสอนลูกพูดสองภาษาหลักการในการสอนลูกพูดสองภาษาเมื่อทราบแล้วว่าการสอนลูกสองภาษา🔤พร้อมๆกันไม่ได้ทำให้ลูกพูดช้าลง แล้วหากอยากจะสอนลูกสองภาษาพร้อมกันล่ะ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่สำคัญในการสอนคือควรมีหลักในการสอนและควรสอนอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามพูดทั้งสองภาษาเรื่อยๆ💭 แล้วลูกจะทำความคุ้นเคยกับเสียงและความหมายของคำของแต่ละภาษาที่แตกต่างกัน ที่สำคัญคือจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และสามารถพูดทั้งสองภาษาได้ในที่สุด ประโยชน์ของการสอนสองภาษาประโยชน์ของการสอนลูกสองภาษา🔤ในครั้งเดียวกันคือ สมองของลูกจะได้รับการกระตุ้นให้เรียนรู้ได้มากขึ้นและดีขึ้น ลูกจะเข้าใจเรื่องอื่นๆที่เรียนได้มากขึ้นเมื่อลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนค่ะ🏫  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะการสอนลูกสองภาษานอกจากจะไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกพูดช้าลงแล้ว ลูกยังพูดได้หลายภาษาและยังเป็นการกระตุ้นสมองของน้องให้ทำงานเรียนรู้ได้ดีอีกด้วยค่ะ 

Content Image

ทารกต้องตรวจสุขภาพอะไรบ้าง?

การพาลูกไปตรวจสุขภาพเมื่ออยู่ในวัยทารกเป็นเรื่องที่สำคัญและไม่ควรละเลย เพราะวัยทารกเป็นวัยที่ยังไม่สามารถบอกความเจ็บป่วยของตนเองได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปตรวจก่อนที่ความเจ็บป่วยนั้นจะส่งผลต่อการพัฒนาการและสุขภาพของลูกค่ะควรพาลูกไปตรวจสุขภาพตอนอายุเท่าไหร่?ในแต่ละช่วงวัยของเด็ก👶จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรคอยดูแลและคอยสังเกตุอย่างใกล้ชิดว่าร่างกายของลูกมีการเจ็บป่วยในจุดใดหรือไม่ รวมถึงควรพาไปตรวจสุขภาพต่างๆด้วย โดยอายุที่ควรพาลูกไปตรวจที่โรงพยาบาล🏥ได้แก่💡1 เดือน💡2 เดือน 💡4 เดือน💡6 เดือน💡9 เดือน💡12 เดือน💡15 เดือน💡18 เดือน💡2 ขวบ💡ตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ตรวจสุขภาพปีละครั้งการตรวจสุขภาพเรื่อยๆ ยังเป็นการช่วยประเมินพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูก รวมถึงเป็นการป้องกันโรคต่างๆ และเป็นการรักษาได้อย่างรวดเร็วหากลูกป่วยเป็นอะไรตรวจสุขภาพทารก มีอะไรบ้าง✨ตรวจร่างกายทั่วไปในส่วนนี้แพทย์จะทำการตรวจสุขภาพเบื้องต้น โดยจะมีการตรวจร่างกายเช่น ตรวจชีพจร🫀 ความดันโลหิต การหายใจ อุณหภูมิร่างกาย รวมถึงจะตรวจดูการเจริญเติบโตของลูก เช่น วัดส่วนสูง น้ำหนัก และในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี จะมีการวัดรอบศีรษะด้วย  ✨ตรวจภาวะโภชนาการแพทย์จะตรวจประเมินภาวะโภชนาการของลูกโดยจะสอบถามประวัติในการรับประทานอาหาร🍲ของลูกจากคุณพ่อคุณแม่ และจะพิจารณาว่ามีปริมาณและสารอาหารว่าเพียงพอไหม โดยในบางรายแพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดเพื่อประเมินและรักษา รวมถึงแพทย์จะเช็คสัดส่วนของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงและอัตราการเติบโตของลูกน้อย👶 ด้วยค่ะ✨ตรวจประเมินพัฒนาการทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมลูกจะต้องได้รับการประเมินอารมณ์และพฤติกรรมด้วย เนื่องจากเมื่อลูกยังเล็กลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอามรณ์และพฤติกรรมเสมอ ดังนั้นแพทย์👩‍⚕️จะช่วยประเมินว่าลูกมีปัญหาหรือไม่ หรือควรช่วยเสริมพัฒนาการอย่างไร โดยหากพบปัญหาคุณหมอก็จะสามารถช่วยหาทางรักษาได้อย่างถูกต้องค่ะ✨ตรวจปัสสาวะเมื่อลูกอายุครบ 4 ขวบ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปตรวจคัดกรองปัสสาวะ🚻 เพื่อตรวจดูความผิดปกติของไต ซึ่งเป็นโรคที่อาจไม่แสดงอาการเมื่อลูกยังเด็กแต่จะส่งผลระยะยาวเมื่อเขาโตขึ้นค่ะตรวจอะไรอื่นๆอีกบ้าง?✨ตรวจการได้ยินการตรวจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการตรวจเด็กทารกคือการตรวจการได้ยิน👂โดยทารกควรได้รับการตรวจตั้งแต่แรกเกิด โดยหากพบว่าลูกมีความบกพร่องในการได้ยิน ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการในการพูด👄ด้วยเช่นกัน โดยลูกอาจพูดช้า หรือไม่พูดเลย หากได้รับการตรวจตั้งแต่แรกเกิดก็จะทำให้คุณหมอสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีและอาจทำให้ลูกสามารถฟังและพูดได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ✨ตรวจการมองเห็นลูกควรได้รับการตรวจการมองเห็น👀ด้วย โดยเมื่อลูกโตขึ้นมาหน่อย คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปตรวจสายตาสั้น ยาว เอียงได้ เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจมีผลให้เกิดโรคตาขี้เกียจ หรืออาจทำให้สายตาพิการได้ค่ะ✨ตรวจสุขภาพฟันและช่องปากเมื่อลูกอายุครบ 1 ขวบ ลูกจะสามารถตรวจสุขภาพช่องปากและฟันได้ เมื่อลูกมีฟันขึ้นซี่แรก🦷 ผู้ปกครองสามารถพาลูกไปพบทันตแพทย์👩‍⚕️เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ เมื่อลูกเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้น เขาจะเริ่มเคี้ยงอาหารเอง ดังนั้นการดูแลฟันลูกอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันโรคฟันผุได้✨ตรวจคัดกรองภาวะพร่องเอนไซม์และภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ เมื่อแรกเกิดลูกควรจะได้รับการตรวจภาวะพร่องเอนไซม์และภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อให้สามารถหาภาวะบกพร่องและรักษาได้ทันที เพราะหากลูก👶ไม่ได้รับการตรวจสองสิ่งนี้ อาจจะทำให้พัฒนาการของลูกล่าช้ากว่าวัยอันควร หรืออาจล่าช้าไปทั้งชีวิตเลยก็เป็นได้ค่ะ✨ตรวจภาวะขาดธาตุเหล็กและภาวะซีดการตรวจคัดกรองสองอย่างนี้จะทำในทารกที่อยู่ในช่วงอายุ 6-9 เดือน เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเลือด ซึ่งในวัย 6-9เดือนนั้นลูกจะเริ่มทานอาหารที่นอกเหนือจากนม🥛และกำลังต้องการได้รับสารอาหารอย่างอื่นนอกเหนือจากนมด้วย ซึ่งลูกจะต้องการเวลาในการปรับตัวในการทานอาหาร และหากได้รับสารอาหาร🍲 ที่ไม่เพียงพอแล้วล่ะก็อาจทำให้ขาดธาตุเหล็ก ทำให้เกิดภาวะตัวซีดได้ในที่สุดค่ะ

Content Image

พัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมเมื่อหนูอายุ 19-24 เดือน!

เมื่อลูกน้อยอายุได้ประมาณ 19-24 เดือน ลูกจะเริ่มดื้อและท้าทายคุณพ่อคุณแม่และปฏิเสธอยู่บ่อยๆ โดยในเดือนนี้ลูกจะมีพัฒนาการอื่นๆอะไรอีกบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะมาดูอารมณ์ของลูกกันเถอะ✨การควบคุมอารมณ์ลูกจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ จึงมีบ่อยครั้งที่จะเจอว่าลูกอารมณ์เสียหงุดหงิด💢 เพื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่พอใจ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องยอมยืดหยุ่น และเข้าใจลูกบ้าง✨หากตำหนิลูกอาจเกิดความไม่มั่นใจในวัยนี้ หากตำหนิลูก ลูกก็อาจขาดความมั่นใจได้ ดังนั้นอาจจะต้องอธิบายอย่างเฉพาะเจาะจงถึงการกระทำที่ทำลงไปว่าทำไมถึงไม่ดี โดยไม่ควรเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น หรือ ไม่ควรดุด่าว่า😠 หรือขึ้นเสียง✨เริ่มกลัวสิ่งต่างๆลูกจะกลัวเสียงต่างๆ เช่น เสียงฟ้าร้อง หมาเห่า🐕 หรือกลัวน้ำเวลาอาบน้ำ ซึ่งคุณแม่สามารถปลอบด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น เพื่อให้ลูกหายกลัวได้ ในวัยนี้แม้ว่าลูกจะเชื่อฟังมากขึ้น แต่ก็ไม่ควรไปบังคับเขาจนเกินไป เพราะลูกอาจไม่พอใจและเกิดความคับข้องใจได้อยากเป็นอิสระและเริ่มสังเกตผู้อื่น✨อยากเป็นอิสระในช่วงนี้ ควรพยายามหลีกเลี่ยงการสั่งลูกเพราะในช่วงอายุนี้แม้ว่าลูกจะอยากอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ แต่ก็อยากมีอิสระด้วยเช่นกัน หากออกคำสั่งกับลูก ลูกอาจปฏิเสธกลับมาทันทีว่า ไม่!⛔ ซึ่งอาจจะต้องใจเย็นๆกับลูก และอาจลองใช้วิธีทำเป็นตัวอย่างให้ลูกดู หรือใช้วิธีให้ลูกได้เลือกด้วยตนเอง ยกเว้นว่าการตัดสินใจนั้นมีความอันตรายก็จำเป็นที่จะต้องออกคำสั่งค่ะ✨ คอยสังเกตคนอื่นลูก👶จะคอยสังเกตความรู้สึกของคนอื่นและจะพยายามทำความเข้าใจ และจะชอบเลียนแบบผู้ใหญ่ บางคนชอบตี ผลัก ทำร้ายคนอื่น เพื่อดูว่าจะมีการโต้ตอบอย่างไร หรือ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น✨ชอบสำรวจของลูกจะเบื่อของของตัวเองและชอบไปสำรวจและรื้อของของคนอื่นมาเล่น และจะมีการนอนที่น้อยลง และนอนหลับยากจะชอบให้เล่านิทาน📖 และหากตื่นขึ้นมาก็ต้องการให้ปลอบเพื่อให้นอนต่อนอกจากนั้นลูกยังรับรู้อารมณ์ของคนอื่นและรู้จักเห็นอกใจคนอื่นอีกด้วยค่ะการตั้งกฏระเบียบวินัยให้ลูกในวัยนี้ก็จะทำให้ลูกซนอยู่ในขอบเขต และไม่ทำอะไรตามใจตนเองไปซะทุกอย่างและจะมีพัฒนาการที่ดีได้อย่างแน่นอนเลยค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.