Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

ทำอย่างไรหากลูกไม่ยอมกินนมผง

     คุณแม่หลายๆท่านอาจจะเผชิญกับปัญหาของลูกน้อยไม่ยอมกินนมผง ไม่ว่าคุณแม่จะพยายามหลอกล่อด้วยสารพัดวิธีแล้วก็ตาม ลูกก็ยังร้องหาแต่นมจากเต้า🤱 ปัญหาเหล่านี้สร้างความรำคาญใจให้คุณแม่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในคุณแม่ที่มีน้ำนมไม่เพียงพอ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลของสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหาลูกน้อยไม่ยอมกินนมผงมาให้คุณแม่ทราบค่ะสาเหตุที่เกิดมาจากลูกลูกไม่คุ้นชินกับรสชาตินมผงถึงแม้ว่านมผงนั้นจะถูกพัฒนามาให้มีคุณสมบัติคล้ายกับนมแม่มากเพียงใด แต่กลิ่นและรสชาติของนมผงนั้นยากที่จะเลียนแบบให้เหมือนนมแม่ได้100%  ทำให้ลูกน้อยสามารถรับรู้ได้ถึงรสชาติที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยดื่มนมแม่ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการปฏิเสธ😭ที่จะดื่มนมผงลูกไม่คุ้นชินกับการดูดนมจากขวดนมในกรณีที่เด็กคุ้นชินกับการดูดนมจากเต้านมอยู่มาตลอด ลูกน้อยจะคุ้นชินกับกลิ่นสัมผัสของเต้านมและไออุ่นจากแม่ขณะที่ดูดนม ซึ่งแตกต่างจากการดูดนมจากขวดนมเป็นอย่างมาก อาจทำให้ลูกเกิดการระแวงที่จะดื่มนมผงและปฏิเสธการกินนมผงชงในที่สุดลูกไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงลูกน้อยอาจเกิดความเครียดเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดความอึดอัดเนื่องจากรู้สึกว่าถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง ทำให้ลูกเกิดการต่อต้านการรับสิ่งใหม่ๆ จึงแสดงออกในรูปแบบของการปฏิเสธ🙈การกินนมผง สาเหตุที่เกิดจากนมผงลักษณะที่ไม่เหมาะสมของขวดนมหากขนาดของจุกนมและขนาดของขวดนม🍼 รวมไปถึงรูของจุกนมไม่เหมาะสมกับลูกน้อยนั้น มีผลอย่างมากต่อการที่ลูกจะปฏิเสธการเปลี่ยนมากินนมผง เพราะลูกรู้สึกไม่สะดวกสบายในการกินนมผงสูตรและยี่ห้อของนมผงอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยปฏิเสธการกินนมผงนั้นมาจากการที่ลูกไม่ถูกใจในรสชาติของนมผงยี่ห้อนั้นๆ คุณแม่สามารถเลือกซื้อนมผงหลายๆยี่ห้อมาในปริมาณถุงเล็กเพื่อทดสอบให้ลูกลองกิน เป็นการเฟ้นหานมผงที่เหมาะกับลูกน้อย และไม่ควรมองข้ามถึงนมผงที่ไม่ก่อให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ🤢 ต่อลูกด้วย แนวทางการแก้ปัญหาผสมนมผงกับนมแม่รวมกันคุณแม่สามารถค่อยๆปรับให้ลูกเรียนรู้ที่จะดื่มนมผงได้ด้วยการชงนมผงผสมกับนมแม่เข้าด้วยกัน ค่อยๆ เพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นชินต่อกลิ่นและรสชาติของนมผง ลดอาการต่อต้านการดื่มนมผง เพราะเด็กจะค่อยๆเรียนรู้ที่จะปรับตัวและคุ้นชินกับรสชาติของนมผงที่คุณแม่ผสมรวมกันมาในขวดหักดิบโดยการให้แต่นมผงโดยธรรมชาติแล้วถึงแม้ลูกน้อยจะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด เขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองหิวโซแน่นอน ดังนั้นเมื่อนมผงเป็นเพียงตัวเลือกเดียวที่มี เขาจะยอมกินนมผงเอง แต่ในช่วงแรกอาจจะมีอาการงอแง สำรอกนม🤮ออกมาเป็นระยะ แต่นานๆไปเด็กจะปรับตัวได้และสามารถยอมรับในการกินนมผงได้ในที่สุด     คุณแม่ควรให้ความสำคัญต่อยี่ห้อของนมผง สารอาหารและปริมาณสัดส่วนในการชงนมผงเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการลดการเกิดปัญหาระบบย่อยอาหาร เช่น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อของลูก คุณแม่ยังคงสามารถให้น้ำนมแม่ได้บ้าง เพราะในน้ำน้ำนมแม่นั้นประกอบไปด้วยสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์ต่อลูก👶 ซึ่งนมผงไม่สามารถเทียบได้

Content Image

ทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยติดการดูดนิ้ว

เราจะเห็นได้บ่อยๆว่าทารกจะชอบดูดนิ้วของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ การดูดนิ้วทำให้ทารกรู้สึกปลอดภัย และความเพลิดเพลิน บางคนอาจดูดเพื่อปลอบใจตนเองหรือเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ โดยวันนี้เราจะไปดูกันว่าทำไมลูกถึงดูดนิ้ว และควรรับมืออย่างไรค่ะการดูดนิ้วของลูกน้อย✨ทำไมลูกจึงดูดนิ้วเมื่อลูกเข้าสู่ช่วงอายุวัย 0-1ปี ซึ่งจะอยู่ในระยะ oral stage ลูกจะมีความสุขกับการกินอิ่มและการดูด ซึ่งเป็นหนึ่งในพัฒนาของเขา ซึ่งการที่ลูกดูดนิ้วนั้นอาจเป็นสัญญาณว่าลูกหิว หรือ กำลังสำรวจนิ้วมือ✋ของตัวเอง หรือลูกอาจกำลังคันเหงือกจากฟันที่กำลังจะขึ้น เมื่อลูกเข้าสู่อายุ 2-4 ปี ลูกก็จะดูดนิ้วลดลง แต่หากลูกยังติดการดูดนิ้วอยู่ก็อาจจะทำให้เกิดความปกติของการสบฟัน🦷 และอาจทำให้ฟันเหยินได้ค่ะ✨ผลเสียของการดูดนิ้วโดยส่วนใหญ่เมื่ออายุได้ 2-4 ขวบ เด็กจะเลิกดูดนิ้วโป้งไปเอง แต่สำหรับบางคนที่ไม่สามารถเลิกดูดนิ้วได้อาจส่งผลให้ฟันหน้ายื่น หรืออาจทำให้ฟัน🦷บนสบไม่เท่าฟันล่าง และส่งผลให้กัดอาหารได้ไม่ดีในที่สุด✨ให้ดูดจุกนมปลอมดีกว่าหรือไม่?แม้ว่าการให้ดูดจุกนมปลอมจะเลิกได้ง่ายกว่าการดูดนิ้ว👈 แต่ก็มีผลเสียไม่น้อยไปกว่าการดูดนิ้วเลยค่ะควรทำอย่างไรเมื่อลูกดูดนิ้ว?✨ปรับเปลี่ยนนิสัยแม้ว่าการดูดนิ้วจะไม่ได้เป็นอันตรายถึงขั้นคอขาดบาดตาย แต่การปรับนิสัยความเคยชินตั้งแต่เด็กได้ก็จะง่ายกว่าการพยายามเปลี่ยนตอนโต โดยอาจหาของเล่นที่ลูกชอบมาหลอกล่อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจแทนการดูดนิ้ว👈✨ชักชวนให้ทำกิจกรรมอย่างอื่นหากลูกน้อยโตพอสมควรแล้วทันตแพทย์👩‍⚕️ อาจตรวจและอธิบายถึงผลเสียของการดูดนิ้วให้ลูกฟัง และชักชวนให้ทำกิจกรรมอื่นๆที่น่าสนุกกว่าการดูดนิ้วได้ค่ะถ้าเด็กดูดนิ้วควรทำอย่างไรดี✨พบทันตแพทย์เป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่ควรจะพาลูกน้อยพบทันตแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจดูว่าลูกน้อย👶มีปัญหาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของขากรรไกรหรือการสบฟันด้วยหรือเปล่า และหากลูกน้อยยังไม่หยุดดูดนิ้วแม้จะอายุ 3 ขวบแล้วก็ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อหาทางรักษาที่เหมาะสมต่อไปค่ะ✨เลิกไม่ได้ทำอย่างไร?หากลูกมีความประสงค์จะเลิกดูดนิ้ว แต่ก็ยังเลิกไม่ได้สักที คุณพ่อคุณแม่อาจปรึกษากับทันตแพทย์👩‍⚕️เพื่อหาวิธีการอื่นๆ ที่ช่วยให้เลิกดูดนิ้วได้ เมื่อลูกอายุ 1 ขวบการดูดนิ้วจะถือว่าปกติและเมื่ออายุ 2-4 ขวบก็จะเลิกดูดไปเอง ในกรณีนี้ลูกหากลูกมีความผิดปกติเช่น ฟันหน้าเริ่มยื่น🦷ความผิดปกตินี้ก็จะอยู่เพียงชั่วคราวเมื่อลูกอายุเกิด 4 ขวบแต่ยังคงดูดนิ้วมือ ก็จะสามารถพบความผิดปกติของการสบฟัน และฟันหน้าบนยื่นได้ค่ะ โดยทันตแพทย์👩‍⚕️จะสามารถรักษาให้ได้เมื่อลูกอายุ 4-6 ขวบขึ้นไป ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรแก้ไขก่อนที่ลูกจะฟันเหยินนะคะ

Content Image

ฝึกให้ลูกนอนเองได้หรือไม่?

เราจะฝึกทารกให้สามารถนอนเองได้หรือไม่? แล้วจะมีวิธีอย่างไร วันนี้เราได้รวบรวมเคล็ดลับต่างๆมาฝากคุณพ่อคุณแม่กันแล้วค่ะฝึกให้ลูกนอนเอง💤การตื่นนอนกลางคืนการตื่นนอนตอนกลางคืนในทารก👶เป็นเรื่องปกติ อาจตื่นบ่อยประมาณ 4-5 ครั้งเลยก็เป็นได้ หากจะฝึกให้ลูกน้อยนอนเองและไม่ตื่นขึ้นมาบ่อยๆ อาจต้องใช้เวลาฝึกประมาณ 3 วันถึง 1 สัปดาห์กันเลยทีเดียว💤ทารกไม่สามารถหลับเองได้เพราะอะไร?ทารกที่ไม่สามารถนอนหลับด้วยตัวเองได้ หรือ ไม่สามารถหลับต่อเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืนนั้น เกิดเพราะความเคยชินที่จะต้องมีคนมากล่อมให้หลับ หรือ ใช้จุกนมปลอม หรือ ต้องกินนมจนกว่าจะหลับ 💤 หากไม่อยากให้ลูกตื่นมาร้อง😭เรียกให้มากล่อมนอนทุกครั้งลองทำตามวิธีที่จะบอกได้ดังต่อไปนี้ค่ะ ✨เมื่อลูกน้อยเริ่มง่วงให้วางลูกบนที่นอน✨เช็คให้แน่ใจว่าห้องนอนของลูกมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการนอน เช่น ความสว่าง ความเงียบ ✨เมื่อคุณแม่มั่นใจว่าลูกน้อยง่วงจริงๆแล้ว ให้วางลงบนที่นอนแล้วออกจากห้องของลูกไป (ควรติดตั้งกล้องดูทารก เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยไว้ด้วยนะคะ)หากลูกร้องไห้ทำอย่างไร?💤 หากลูกร้องทำตามได้ดังนี้หากวางลูกน้อยลงบนที่นอนแล้วลูกร้องไห้😭คุณแม่สามารถเลือกปฎิบัติได้ตามนี้ อย่างแรกคือกลับไปดูลูกต่อประมาณ 10 นาที แต่ห้ามอุ้มหรือจับ และคอยปลอบอย่างเดียว หรือ เข้าไปลูบตบหลัง หรือ ก้น เพื่อให้ลูกสงบลงแต่ไม่อุ้ม หรือ ไม่เดินกลับไปดู💤 อาจยากหน่อยในช่วงแรกในครั้งแรกอาจเป็นครั้งที่ยากที่สุดของคุณพ่อคุณแม่เพราะลูก👶อาจร้องไห้งอแงอย่างยาวนานประมาณ 1-3 ชั่วโมง แต่อย่าถอดใจไปนะคะ เพราะในครั้งต่อๆมา ลูกจะร้องน้อยลงๆ จนชินและหลับเองได้ หากตื่นมาเพราะหิว ให้ป้อนนมจนเสร็จแล้วปล่อยให้นอนเองโดยไม่ต้องอุ้มกล่อมค่ะการพานอนในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย💤หาต้นเหตุว่าลูกกลัวอะไรเมื่อเริ่มฝึกให้ลูกนอนเองคนเดียวในห้อง คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องหาต้นตอว่าทำไมลูกถึงไม่อยากนอนคนเดียว เช่น กลัวผี👻 กลัวความมืด ก็อาจจะหาไฟกลางคืนมาเปิดให้ห้องสว่างเล็กน้อยก็จะทำให้ลดความกลัวลงได้ค่ะ💤ปรับเวลานอนของลูกในช่วงแรกๆที่ฝึกให้ลูกนอนคนเดียว เราจะต้องเผื่อเวลาให้ลูกเพราะ ลูกจะต้องปรับตัวและสร้างความคุ้นเคยที่จะต้องนอนคนเดียว โดยคุณพ่อคุณแม่อาจอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง📖 เพื่อที่จะให้ลูกไม่กลัวและไม่รู้สึกเดียวดายที่จะต้องนอนคนเดียวค่ะ💤อดทนกับการอ้อนของลูกลูกอาจจะอ้อนขอมานอนกับคุณพ่อคุณแม่ด้วย แต่เมื่อต้องฝึกให้ลูกนอนคนเดียว คุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องใจแข็งและแสดงให้รู้ว่าคำอ้อนของลูกไม่ได้ผล💤ให้รางวัลเมื่อทำสำเร็จเมื่อลูกสามารถนอนเองได้ด้วยตนเองสำเร็จ ก็อย่าลืมให้รางวัลลูก🏆 อาจจะเป็นการให้รางวัลเป็นคำชม หรือให้รางวัลสติ๊กเกอร์ เพื่อให้เขาได้มีความภาคภูมิใจในตนเอง แต่หากลูกยังทำไม่ได้ก็ไม่ควรไปลงโทษเขานะคะ เพราะเขาจะรู้สึกว่ากำลังถูกบังคับนั่นเองค่ะ 

Content Image

ลูกยังเดินเซ เดินล้มเพราะอะไร?

เมื่อลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่วัยเตาะแตะ ในช่วงแรกของการฝึกเดิน คุณพ่อคุณแม่อาจจะพบว่าลูกยังหาสมดุลไม่ได้และเดินเซ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปลูกจะค่อยๆพัฒนาและสามารถเดินได้มากขึ้น ซึ่งสำหรับเด็กบางคนไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าจะฝึกแล้วและอายุก็มากขึ้นแล้วก็ยังทรงตัวไม่ได้อยู่ ซึ่งเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไรและเราจะสามารถแก้ไขได้อย่างไรเราไปดูกันเลยค่ะ พัฒนาการการเดินของเด็กปกติเด็ก👶ที่เริ่มฝึกเดินจะมีการเดินไม่ยังไม่มั่นคง แขนและมือจะกางออกเพื่อพยายามทรงตัว และจะมีลักษณะขาที่โค้ง นอกจากนั้นการก้าวแต่ละก้าวยังมีความเร็วที่ยังไม่สม่ำเสมอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซและหกล้มนั่นเองค่ะ เราไปดูพัฒนาการการเดินที่ปกติของเด็กกันค่ะ✨เมื่ออายุ 6-8 เดือน จะสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องพยุง✨เมื่ออายุ 9-11 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าคลาน✨เมื่ออายุ 11-12 เดือน จะสามารถเริ่มตั้งไข่✨เมื่ออายุ 12-14 เดือน จะสามารถเดินได้อย่างอิสระ ✨เมื่ออายุ 15 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าขึ้นบันได ✨เมื่ออายุ 16 เดือน จะสามารถวิ่งเล่นได้แต่ยังควบคุมได้ไม่ดีนัก✨เมื่ออายุ 20-24 เดือน จะสามารถขั้นลงบันไดทีละขั้น ✨เมื่ออายุ 3 ขวบ จะสามารถขึ้นลงบันไดแบบสลับเท้า✨เมื่ออายุ 4 ขวบ จะสามารถกระโดด และ กระโดดขาเดียว✨เมื่ออายุ 5 ขวบ จะสามารถกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง✨เมื่ออายุ 6-7 ขวบ จะสามารถยืนกระต่ายขาเดียวได้สาเหตุที่ลูกทรงตัวไม่ได้ เดินเซเกิดจากอะไร?สาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ลูกทรงตัวไม่อยู่และเดินเซ🚶คือผลจากที่ขาแข็งแรงลดลง หรือ เกิดจากความยาวของขาที่คลาดเคลื่อน หรือ เกิดจากระยะการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นหรือลดลง หรือ เกิดจากการปัญหาการรับรู้ความสมดุล😐 ความเจ็บปวด หรือ การรู้สึก ซึ่งเหล่านี้สามารถปรับตัวและรักษาให้ได้ แต่จะต้องทำการวินิจจัยและทำการรักษาโดยแพทย์ สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ลูกเดินเซอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซคือ ลูกมีปัญหาภายในร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของสมอง🧠มีปัญหา หรืออาจมีปัจจัยจากเหตุการณ์หรือสิ่งรอบข้างที่ทำให้ลูกเดินผิดปกติอาการเมื่อลูกเดินเซ เดินสะดุดล้ม✨มีท่านั่งหรือท่าลุกที่ผิดท่า✨มีการบาดเจ็บจากการใช้งานมากเกินไป✨ภาวะกระดูกหักจากความเครียด (พบมากในเด็กที่มีพลังเหลือล้น)✨การบาดเจ็บที่ไม่คาดคิดจากอุบัติเหตุ✨โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก✨การบิดเบี้ยวของเท้าจนเห็นได้ชัดเมื่อมีอาการเมื่อยล้า✨การเจ็บปวดแบบเรื้อรัง จะมีอาการจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ✨ การเจ็บปวดแบบเรื้อรังจะแย่ลงในตอนเช้า

Content Image

ระวัง! ผลเสียเมื่อลูกดื่มนมกล่องในปริมาณที่มากเกินไป

     เราทุกคนต่างเคยได้รับการปลูกฝังมาว่าฟันน้ำนมนั้นถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย เมื่อเราเกิดมาอาหารชนิดแรกของเราก็คือน้ำนม🍼 และเมื่อเราโตขึ้น นมกล่องก็ยังถือเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มประเภทที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาหารหรือเครื่องดื่มทุกอย่าง แม้จะถูกจัดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไปนั้นก็ล้วนแต่ส่งผลเสียบางอย่างแทนทั้งสิ้นรวมถึงเครื่องดื่มอย่างนมกล่องด้วย วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงข้อควรระวังในการเลือกรับประทานนมกล่อง ว่าเท่าใดคือปริมาณที่เหมาะสม และหากรับประทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อร่างกายได้บ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปริมาณสารอาหารในน้ำนม    เป็นที่ทราบกันดีว่า พอพูดถึงเครื่องดื่มประเภทนม เราจะนึกถึงประโยชน์ในแง่ของการบำรุงกระดูกและฟัน🦷 เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ดังนั้นการที่เราดื่มนมก็แปลว่าเราคาดหวังว่าจะได้รับแร่ธาตุแคลเซียมแน่นอน แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือไม่สามารถกะประมาณปริมาณแคลเซียมที่เราจะได้รับได้ อันที่จริงแล้วคุณผู้อ่านสามารถกะประมาณได้ง่ายๆ โดยให้จินตนาการว่าเราจะได้รับแคลเซียม 1 มิลลิกรัม หากเราดื่มนมปริมาตร 1 ซีซี หรือ 1 มิลลิลิตร จากนั้นจึงไปคำนึงถึงปริมาณแคลเซียมที่เจ้าตัวน้อยของเราควรได้รับในช่วงอายุที่ต่างกัน ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อถัดไปค่ะปริมาณแคลเซียมที่เด็กในแต่ละวัยควรได้รับสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี จะยังไม่แนะนำให้รับประทานนมกล่อง เพราะสามารถรับประทานน้ำนมของคุณแม่🤱 ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลายกว่านมกล่องหลายเท่าอยู่แล้วค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1-3 ปี ต้องการแร่ธาตุแคลเซียมประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นก็ควรดื่มน้ำนมประมาณ 500 มิลลิลิตร เทียบเป็นกล่องก็คือการดื่มนมประมาณ 2 กล่องนั่นเอง🍼สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 4-8 ปี จะต้องการแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น อยู่ที่ประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นก็ควรดื่มนมให้ได้ประมาณ 800 มิลลิลิตรต่อวันหรือประมาณ 3 - 4 กล่องเป็นอย่างต่ำนั่นเอง🥛สำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 8 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยเด็กโต จนไปถึงช่วงที่กำลังจะเข้าวัยรุ่น นับเป็นช่วงที่แคลเซียมจะมีบทบาทมากในการเจริญเติบโต💪 เพราะเป็นช่วงที่เด็กจะสูงเร็วที่สุดค่ะ เด็กในช่วงนี้ควรได้รับแคลเซียมสูงถึงประมาณ 1,000 - 1,300 มิลลิกรัม นั่นหมายถึงเจ้าตัวน้อยของเราควรรับประทานนมกล่องมากถึงประมาณ 1 ลิตรต่อวันเลยทีเดียวค่ะข้อควรระวังในการรับประทานนมกล่องมากเกินไป    จากหัวข้อก่อนหน้า คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบไปแล้วนะคะว่าปริมาณที่เหมาะสมกับการดื่มนมของเจ้าตัวน้อยแต่ละวัยนั้นอยู่ที่ระดับใด หากว่ารับประทานเกินปริมาณที่ควรได้รับ ก็อาจส่งผลเสียต่อไปนี้ได้ค่ะเด็กมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มาจากการที่แก๊ส💨ในกระเพาะมีปริมาณที่มากเกินไปมีโอกาสทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด ไม่สบายท้อง อยากอาเจียน🤢เมื่อเกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว จะทำให้เด็กร้องไห้งอแง😭 นอนหลับยากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของธาตุเหล็ก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการได้รับแคลเซียมในระดับที่มากเกินไปเสี่ยงเป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานในเด็กบางคนที่คุณพ่อคุณแม่ให้รับประทานน้ำนมแทนน้ำจนติดนิสัย🥛 เสี่ยงทำให้ลูกเป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานของวัยได้ เพราะน้ำเปล่าไม่ให้พลังงาน แต่การดื่มนมนั้นให้พลังงานค่ะรู้จักกับประเภทของนม เลือกดื่มและเก็บรักษาอย่างถูกวิธีนมยูเอชที เป็นนมสดที่ผ่านการฆ่าเชื่อด้วยอุณหภูมิอย่างน้อย 133 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่สูงมากพอที่จะฆ่าเชื้อก่อโรคในนมได้🦠 ดังนั้นหากยังไม่เปิดกล่องก็จะสามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้นานถึงประมาณครึ่งปีเลยทีเดียวนมพาสเจอไรซ์ เป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนที่อุณหภูมิต่ำลงมา คือ 63 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ 30 นาที อายุขัยของนมจึงต่ำกว่านมยูเอชที ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น และสามารถเก็บรักษาได้ในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น⏳ หากเก็บมานานกว่านั้น แม้กล่องหรือขวดจะยังไม่ถูกเปิดออกก็ไม่ควรดื่มค่ะนมสเตอรีไลซ์ เป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเช่นกัน ที่อุณหภูมิขั้นต่ำ 100 องศาเซลเซียส🌡️ นมชนิดนี้จะมีคุณสมบัติคล้ายนมยูเอชทีเนื่องจากผ่านอุณหภูมิที่สูงมากพอที่จะฆ่าเชื้อก่อโรคในนม ทำให้สามารถเก็บรักษาโดยที่ยังไม่เปิดกล่องได้ถึงประมาณ 1 ปีค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบถึงชนิดและปริมาณสารอาหารที่เจ้าตัวน้อยจะได้รับจากการดื่มนม🍼 รวมไปถึงปริมาณที่เหมาะสมในการดื่มนมสำหรับเจ้าตัวน้อยในวัยที่ต่างกัน และประเภทของนมเพื่อการตัดสินใจเก็บรักษาอย่างถูกวิธีไปเรียบร้อยแล้วนะคะ อย่างไรก็ตาม หากสังเกตว่าลูกของเราดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสม ภาชนะที่บรรจุนมไม่เสียหาย นมยังไม่หมดอายุ แต่มีอาการแปลกๆเกิดขึ้นกับร่างกายหรือรู้สึกไม่สบายตัวไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ควรเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อขอคำปรึกษาจากแพทย์👩‍⚕️ เพราะในบางท่านอาจมีภาวะแพ้น้ำนมได้ค่ะ

Content Image

วิธีเลือกนมกล่องให้ลูกน้อย? ดูยังไงแบบไหนถึงดี?

แน่นอนว่าการเลือกนมกล่องให้ลูกนั้น คุณพ่อคุณแม่จำเป็นจะต้องพิจารนาส่วนผสมในแต่ละกล่องว่ามีสารอาหารที่สำคัญมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูถึงหลักในการเลือกนมกล่องให้เจ้าตัวเล็กไปด้วยกันค่ะอายุเท่าไหร่ ปริมาณเท่าไหร่?อายุเท่าไหร่จึงจะเริ่มให้ลูกทานนมกล่องได้?ในช่วงอายุ 1 ขวบครึ่งเป็นต้นไป เด็กๆจะสามารถเริ่มทานนมกล่องได้ รวมถึงเป็นช่วงที่ลูกจะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกทานอาหาร 3 มื้อและทานนมกล่องเสริมได้🥛 ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับเนื่องจากแคลเซียมเป็นสารอาหารที่ร่างกายของเด็กควรได้รับ ซึ่งปริมาณแคลเซียม🦴ที่เหมาะสมนั้นจะต่างกันออกไปตามแต่ช่วงอายุดังนี้ ✨1-3 ปี 500 มิลลิกรัม/วัน  ✨4-8 ปี 800 มิลลิกรัม/วัน  ✨8 ปีขึ้นไป ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน สารอาหารในนมกล่องที่ควรมีสารอาหารในนมกล่องที่ควรมีและเด็กๆต้องการนั้นได้แก่ แคลเซียม และ โอเมก้า โดยโอเมก้านั้นเป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ดังนั้นหากมีส่วนผสมของโอเมก้าด้วยก็จะเป็นประโยชน์ต่อลูกน้อย👨‍👩‍👧‍👦นอกจากนั้น...หากนมของลูกมีส่วนผสมของ DHA ก็จะช่วยในเรื่องของพัฒนาการทางสมอง🧠 รวมถึงสารอาหารที่สำคัญอย่าง MFGM ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการการสื่อประสาทของสมอง วิตามินบี 12 โฟเลต และ วิตามินซีที่หากมีก็จะช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูกน้อยได้นั่นเองค่ะ ได้รับแคลเซียมเยอะอันตรายไหม? ช่วยเพิ่มส่วนสูงได้จริงหรือ?แคลเซียมมากเกินไปจากการทานนม?การที่เด็กๆดื่มนมเข้าไปนั้นไม่ใช่ว่าจะได้รับเข้าไปเต็มๆ เพราะร่างกายจะต้องมีขั้นตอนของการดูดซึม ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าลูกจะได้รับแคลเซียมมากเกินไปจากการทานนม🥛นะคะแคลเซียมช่วยเพิ่มส่วนสูงได้จริงหรือ?อย่างที่ทราบกันว่า แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญที่ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ดังนั้นหากเด็กๆได้รับปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอ ก็จะช่วยให้ลูกสูงขึ้นตามวัยและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง💪ไปด้วยค่ะ

Content Image

โรคตับอักเสบเด็กก็เป็นได้!

เรามักจะเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคตับอักเสบซึ่งหลายๆคนมักจะเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น หรือ เกิดจากการดื่มเหล้า ไม่ดูแลสุขภาพร่างกายตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วโรคตับอักเสบสามารถเกิดขึ้นกับเด็กเล็กหรือแม้แต่เด็กทารกได้ด้วยค่ะ ตับมีหน้าที่อะไร?ตับ เป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องด้านขวาบน มีหน้าที่สำคัญหลายอย่างดังนี้✨ทำลายสารพิษ☠️ที่ปนมาในเลือดผ่านลำไส้✨ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านสารอาหารจากลำไส้ไปยังอวัยวะส่วนอื่น✨มีหน้าที่ย่อยและดูดซึมไขมัน✨ช่วยให้เลือดแข็งตัว🩸✨ตับมีหน้าที่ผลิตน้ำดี✨รวมถึงลำเลียงน้ำดีไปตามท่อน้ำดีและเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีอาการของโรคตับอักเสบในเด็กเราจะสามารถสังเกตอาการของโรคตับอักเสบในเด็กได้ดังนี้✨รูปร่างผอมลง แขนขาลีบ✨ทานอาหารได้น้อยลง🍲✨ร่างกายเผาผลาญสารอาหารมากผิดปกติ ✨มีอาการดีซ่าน ผิวหนังหรือตาเป็นสีเหลือง✨อวัยวะมีการบวมขึ้นเพราะตับไม่สามารถสร้างโปรตีนได้✨มีถาวะน้ำ🌊ในช่องท้องทำให้ท้อง ตับ ม้ามโตขึ้น✨หากมีอาการรุนแรงอาจอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำสาเหตุของโรคตับในเด็กโรคตับในเด็กที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส🦠 และเด็กจะสามารถหายเองได้ โดยแพทย์จะรักษาตามอาหารที่เป็นอยู่ ไม่มีการใช้ยาแรงๆ หรือผ่าตัดอะไรใดๆค่ะโรคตับในเด็กชนิดเรื้อรัง💡ท่อน้ำดีมีความผิดปกติท่อน้ำดีโป่งฟอง ท่อน้ำดีมีจำนวนน้อยลง หรือ ท่อน้ำดีตีบตัน สามารถพบได้ในทารกแรกเกิด - 3 สัปดาห์ 💡ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจากแม่สู่ลูกทารกจะติดเชื้อมาจากมารดาระหว่างที่ทำการคลอด โดยจะไม่แสดงอาการจนโตเป็นผู้ใหญ่ 💡สารทองแดงสะสมในตับมากมักจะพบในเด็กที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด คุมอาหารที่มีไขมันมาก และควรออกกำลังกาย โดยในบางรายอาจต้องผ่าตัดผู้ปกครองส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าจริงๆแล้วทารกก็สามารถเป็นโรคตับอักเสบได้ โดยนอกจากจะเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อจากมารดา👩แล้วยังเกิดจากการตีบของท่อน้ำดีได้อีกด้วย ซึ่งหากผู้ปกครองทราบถึงโรคตับอักเสบในเด็กก็จะสามารถพาลูกไปพบคุณหมอได้อย่างทันท่วงทีนั่นเองค่ะ 

Content Image

สอนลูกพูดสองภาษาพร้อมกันทำให้ลูกพูดช้าลงจริงหรือ?

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาว่าหากสอนลูกพูดสองภาษาอาจทำให้ลูกพูดช้ากว่าการสอนพูดภาษาเดียว ซึ่งในเรื่องนี้นั้นมีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนเราไปดูกันเลยค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกพูดได้ช้า? สอนสองภาษาทำให้พูดช้าลงจริงไหม?เด็กพูดได้ช้าเกิดจากอะไร?เด็กที่พูดได้ช้า👶 คือเด็กที่มีพัฒนาการด้านการพูดที่ช้ากว่าเด็กทั่วไปที่มีอายุเท่ากัน ซึ่งการที่เด็กพูดได้ช้านั้นอาจมีสาเหตุเพราะ ลูกสูญเสียการได้ยิน👂 หรือ มีการรับรู้ที่ผิดปกติ หรือ มีสติปัญญาผิดปกติ แต่การที่สอนลูกพูดสองภาษานั้นไม่ได้เป็นต้นเหตุให้มีการพูดที่ช้าลงแต่อย่างใดสมองเด็กเหมือนฟองน้ำ🧽ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายๆคนกลัวว่าลูกจะสับสนและพูดช้าหากสอนสองภาษาพร้อมๆกัน แต่เด็กก็เหมือนฟองน้ำ สมองของเด็กจะซึมซัมความรู้ทุกอย่างได้ไวมากดังนั้นแม้ว่าจะสอนลูกสองภาษาพร้อมๆกัน ก็จะสามารถพูดไวได้เท่ากับการสอนพูดภาษา🔤เดียวอย่างไม่มีปัญหาค่ะ วิธีสอนลูกพูดสองภาษาหลักการในการสอนลูกพูดสองภาษาเมื่อทราบแล้วว่าการสอนลูกสองภาษา🔤พร้อมๆกันไม่ได้ทำให้ลูกพูดช้าลง แล้วหากอยากจะสอนลูกสองภาษาพร้อมกันล่ะ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่สำคัญในการสอนคือควรมีหลักในการสอนและควรสอนอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามพูดทั้งสองภาษาเรื่อยๆ💭 แล้วลูกจะทำความคุ้นเคยกับเสียงและความหมายของคำของแต่ละภาษาที่แตกต่างกัน ที่สำคัญคือจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และสามารถพูดทั้งสองภาษาได้ในที่สุด ประโยชน์ของการสอนสองภาษาประโยชน์ของการสอนลูกสองภาษา🔤ในครั้งเดียวกันคือ สมองของลูกจะได้รับการกระตุ้นให้เรียนรู้ได้มากขึ้นและดีขึ้น ลูกจะเข้าใจเรื่องอื่นๆที่เรียนได้มากขึ้นเมื่อลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนค่ะ🏫  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะการสอนลูกสองภาษานอกจากจะไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกพูดช้าลงแล้ว ลูกยังพูดได้หลายภาษาและยังเป็นการกระตุ้นสมองของน้องให้ทำงานเรียนรู้ได้ดีอีกด้วยค่ะ 

Content Image

อันตรายไหม? ลูกนอนหลับแล้วแต่ตาปิดไม่สนิท

     โดยปกติแล้วเวลาที่เรานอนหลับพักผ่อน😴 แน่นอนว่าดวงตาจะปิดสนิท👁️ใช่ไหมคะถ้าเกิดไม่ได้อยู่ในภาวะละเมอ แต่หากเจ้าตัวน้อยของเรากำลังนอนหลับแล้วตายังกรอกไปกรอกมาหรือเปลือกตาเปิดมากพอที่จะเห็นตาขาวก็ตาม แบบนี้ถือว่าเด็กกำลังนอนหลับหรือไม่ แล้วการนอนหลับแบบนี้มีสาเหตุมากจากอะไร เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️รู้จักกับอาการนอนหลับแต่ปิดตาไม่สนิทสำหรับภาวะดังกล่าว เป็นภาวะที่มีศัพท์เรียกเฉพาะว่า 'Lagophthalmus' ค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วอาการหรือภาวะนี้ไม่ได้มีอันตรายต่อร่างกายหรือสุขภาพของทารก👶เลยค่ะ เพียงแต่ภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับทารกบางคนที่กำลังนอนหลับลึก💤 จึงมีสมมุติฐานออกมาว่าการที่เด็กนอนหลับลึกแต่ไม่ยอมปิดตาอาจเกิดจากการที่ระบบประสาท🧠ของเด็กมีการตื่นตัวค่อนข้างสูงค่ะ ดังนั้นอาการหรือภาวะนี้มักจะหายไปเองตอนที่เจ้าตัวน้อยโตขึ้นค่ะทำไมเจ้าตัวน้อยจึงมีอาการนี้สำหรับสาเหตุของอาการนี้ยังไม่เป็นที่ระบุชัดเจนค่ะ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นพฤติกรรมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม🧬ได้ พูดง่ายๆคือในรุ่นของคุณพ่อคุณแม่👫 หรือสมาชิกคนใดในครอบครัวก็ตามอาจมีคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวค่ะ แต่ในบางกรณีนั้น ภาวะนี้ก็มีสาเหตุมาจากความผิดปกติบางอย่างของอวัยวะภายในร่างกายเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นภาวะกล้ามเนื้อดวงตา👁️ผิดปกติ เส้นประสาทหรือเส้นเลือดบริเวณใบหน้ามีความผิดปกติ จนไปถึงภาวะความผิดปกติของต่อมไร้ท่ออย่างต่อมไทรอยด์เลยค่ะอาการนอนหลับไม่ปิดตาแบบไหนควรเฝ้าระวังเนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาถูกควบคุมด้วยเส้นประสาทคู่ที่ 7 ที่มาจากสมองค่ะ แต่นอกจากเส้นประสาทคู่นี้จะควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อดวงตาแล้ว มันยังควบคุมกล้ามเนื้อกลุ่มต่างๆบริเวณใบหน้า👶ด้วย จึงเป็นไปได้ว่าอันที่จริงแล้วกล้ามเนื้อดวงตาและกล้ามเนื้อใบหน้านั้นสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ แต่เกิดความผิดปกติขึ้นที่เส้นประสาทที่ใช้ควบคุมกล้ามเนื้อในกลุ่มดังกล่าวนั่นเอง โรคที่อาจเป็นสาเหตุของภาวะเส้นประสาทคู่ดังกล่าวผิดปกติอีกที ก็อาจเป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง👂 การติดเชื้อภายในสมอง🧠 จนไปถึงเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถระบุสาเหตุได้เลยก็ได้ค่ะอาการผิดปกติที่อาจมีร่วมด้วย และบ่งบอกถึงอันตราย✨หากเจ้าตัวน้อยมีอาการปากเบี้ยว ออกเสียงหรือพูดไม่ชัด😬 (ในกรณีที่เด็กอยู่ในวัยที่สามารถพูดได้แล้ว) ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ทันทีค่ะ ตามที่กล่าวไปว่าเส้นประสาทคู่ที่ 7 จากสมองมีส่วนในการควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าเช่นเดียวกัน ดังนั้นเส้นประสาทคู่ดังกล่าวจะควบคุมกล้ามเนื้อกลุ่มที่อยู่บริเวณปากของเด็กด้วยค่ะ อาการปากเบี้ยว🫦และพูดไม่ชัดจึงอาจบ่งงบอกว่าเส้นประสาทคู่ที่ 7 จากสมองกำลังมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง✨เจ้าตัวน้อยมีอาการแสบตาและมีน้ำตาไหล😢ร่วมด้วย เป็นอาการที่บ่งบอกว่าภาวะนอนหลับปิดตาไม่สนิทนั้นทวีความรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองที่มากขึ้น เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อก่อโรคบริเวณดวงตา👁️ ก่อให้เกิดอาการอักเสบ มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียการมองเห็นจนไปถึงสูญเสียดวงตา👀เลยค่ะหากมีอาการ ควรแก้ไขด้วยวิธีไหน?วิธีที่ 1️⃣ 👉คุณแม่สามารถช่วยปิดเปลือกตาของเจ้าตัวน้อยเบาๆได้ในระหว่างนอนหลับ😴ค่ะวิธีที่ 2️⃣👉ในกรณีที่เด็กโตขึ้นมากแล้วแต่ยังไม่มีทีท่าว่าอาการจะดีขึ้น ควรนำเด็กเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวินิจฉัยว่าลูกของเรามีความผิดปกติเกี่ยวกับเส้นประสาทในสมอง🧠 กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าหรือโรคแทรกซ้อนอื่นๆหรือไม่ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าอาการหรือภาวะนอนหลับไม่ปิดตานั้นพบได้ในเด็กอ่อน👶 เจ้าตัวน้อยมีแนวโน้มที่จะหายเองเมื่อมีอายุมากขึ้น แต่หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดไม่สบายใจ สามารถพาเจ้าตัวน้อยไปตรวจร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️เพื่อวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ หรือหากไม่มีความผิดปกติ แพทย์ก็อาจมีวิธีที่จะทำให้เด็กหายใจภาวะนี้ได้รวดเร็วมากขึ้นอยู่ดี เพราะฉะนั้นการไปตรวจร่างกายไว้ก่อนนั้นล้วนเป็นประโยชน์ต่อเจ้าตัวน้อยทั้งสิ้นค่ะ

Content Image

ของหนูนะ! (ลูกหวงของทำอย่างไรดี)

เด็กจะมีความคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของในสิ่งของต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ เด็กบางคนไม่ยอมแม้กระทั้งพ่อแม่ที่จะเอาของรักของหวงของเขาไป ซึ่งสาเหตุของการหวงของคืออะไรและจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกันค่ะสาเหตุการหวงของ✨พาไปไหนมาไหนได้เพราะของทำให้เด็กๆ รู้สึกอุ่นใจ สิ่งของนั้นพวกเขา👶จะอุ้มและพาไปได้ทุกที่ ไม่เหมือนพ่อแม่หรือเพื่อนที่ต้องอยู่ห่างกันในบางครั้ง✨สามารถทำอะไรก็ได้เพราะเด็กๆ สามารถทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้ก็ได้อย่างอิสระ เช่น หวีผมให้ตุ๊กตา พาไปห้องน้ำ เข้านอนด้วยกัน💤 ทำให้เด็กแต่ละคนสามารถแสดงความรู้สึกได้อย่างเต็มที่การสอนลูกไม่ให้หวงของ✨วิธีการไม่ให้ลูกหวงของคือให้บอกลูกก่อนหยิบของลูกไป เช่น หากคุณต้องการพาหมีเน่าตัวโปรด🧸ไปทำความสะอาด ควรบอกลูกว่าน้องหมีไม่สบายและต้องพาไปรักษา เดี๋ยวก็กลับมา ลูกก็เข้าใจเหตุผลและไม่โวยวายค่ะ✨หวงของทุกอย่างหากลูกหวงทุกอย่างไปหมดทุกอย่าง ให้ทำสัญลักษณ์⭕ให้รู้ว่าของอันนี้คือของลูก และของอย่างอื่นลูกหวงไม่ได้ เพราะเด็กบางคนหวงของทุกอย่างที่อยู่ในบ้านค่ะ✨ของอันไหนใช้ร่วมกันสอนให้รู้ว่าของในบ้านอันไหนที่ใช้ร่วมกันและไม่ใช่ของลูกแค่คนเดียว เช่น หากดูทีวี📺พร้อมกัน ก็ควรเปลี่ยนไปดูช่องที่ผู้ใหญ่อยากดูบ้าง ไม่ใช่สำหรับลูกคนเดียว✨แยกออกจากกันบอกลูกโดยตรงว่าของสิ่งนี้เป็นของคุณและไม่ใช่ของลูก👶 และแยกของออกจากกันอย่างเช่นกัน การสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน และแยกแยะได้ว่าของสิ่งไหนเป็นของใครจะช่วยลดอาการหวงของของลูกลงได้ค่ะสอนแบบนี้✨สอนลูกแบ่งปันผู้อื่นหากมีแขกมาเยี่ยมที่บ้านแล้วมีเด็กคนอื่นมาด้วย ก็ให้อธิบายกับลูกว่าให้พี่เขายืมเล่นหน่อยอีกเดี๋ยวก็คืน หากลูกไม่ยอมก็ไม่ต้องไปดุว่าเพราะจะทำให้ยิ่งไม่ยอมเข้าไปใหญ่นะคะ โดยการสอนแบบนี้จะทำให้ลูกรู้จักการแบ่งปันของกับผู้อื่น แต่การสอนนี้อาจต้องใช้เวลา🕐สักหน่อย ควรสอนด้วยคำพูดอ่อนโยนเพื่อให้เด็กยอมรับฟังและไม่ต่อต้านนะคะ✨บอกทุกคนในบ้านบอกให้ทุกคนในบ้านเข้าใจว่าของชิ้นไหนเป็นของลูก🧸 และเมื่อจะหยิบก็ให้อนุญาตก่อน หากลูกไม่อนุญาติก็จะไม่นำไป หากทำเช่นนี้ก็จะเป็นการสอนให้ลูกเข้าใจการเคารพของๆผู้อื่น และลูกก็ต้องทำเช่นกัน เช่น เมื่ออยากใช้ของของคุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องขออนุญาติเช่นกันค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.