Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ19-24 เดือน

Content Image

ทารกใส่หน้ากากอนามัยได้ไหมนะ?

แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะดีขึ้นแล้ว แต่หลายๆคนก็ยังคงสวมหน้ากากอนามัยเวลาที่ต้องไปสถานที่ที่คนพลุกพล่าน รวมถึงหลายๆท่านก็ตัดสินใจที่จะให้เจ้าตัวน้อยใส่หน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัยด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่าแล้วความจริงแล้วเด็กสามารถสวมหน้ากากได้หรือไม่? และใส่หน้ากากได้ตอนอายุเท่าไหร่? วันนี้เราได้เอาคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะเด็กทารกใส่หน้ากากอนามัยได้หรือไม่?✨ทารกสามารถใส่หน้ากากได้หรือไม่?หลายๆคนอาจสงสัยว่าหากพาทารกน้อยออกจากบ้าน ต้องสวมหน้ากากป้องกันโควิดหรือไม่ ในความเป็นจริงผู้เชี่ยวชาญออกมากล่าวว่าเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีไม่ควรสวมหน้ากาก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กยังไม่แข็งแรงจึงอาจทำให้เด็กหายใจไม่ออกขณะสวมหน้ากาก😷นั่นเองค่ะ✨แล้วจะป้องกันโควิดได้อย่างไร?ทีนี้หากไม่สามหน้ากากป้องกันแล้วจะสามารถป้องกันลูกจากโควิด🦠ได้อย่างไรใช่ไหมคะ อันนี้แพทย์แนะนำว่าไม่ควรพาทารกออกไปข้างนอก เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิดค่ะหลีกเลี่ยงเชื้อโควิดอย่างไร?✨ผ้าคลุมรถเข็นหากให้ลูกน้อยอยู่บนรถเข็น ให้เลือกรถเข็นที่มีผ้าคลุมหรือพลาสติกป้องกันเชื้อที่อาจอยู่ในอากาศได้ และหากใช้เป้สะพายอุ้มลูก ให้หันหน้าลูก👶เข้าหาตัวเพื่อไม่ได้ลูกได้รับละอองการจามหรือไอโดยตรง✨หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นรวมถึงคอยดูว่าคนรอบตัวลูกสวมหน้ากาก😷อยู่หรือไม่ เพื่อลดการแพร่กระจายผ่านการจามหรือไอ หลีกเลี่ยงไม่ได้เข้าใจผู้ที่มีอาการ หรือเสี่ยงที่จะติดโควิด🦠 และหลีกเลี่ยงให้ผู้อื่นใกล้ชิดกับทารก เช่น การหอม การสัมผัสเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ✨หมั่นล้างมือลูกให้สะอาดหากเด็กโตพอแล้วคุณพ่อคุณแม่อาจอธิบายให้ลูกฟังว่าควรจะล้างมือบ่อยๆเพราะอะไร รวมถึงสอนวิธีการไอและจามให้ถูกต้องเพื่อที่จะไม่เป็นการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น โดยจะต้องเอาต้นแขนด้านในยกขึ้นมาบังนั่นเองค่ะ หน้ากากแบบไหนดี?✨หน้ากากแบบที่ลูกชอบหากน้อง👶มีอายุมากกว่า 2 ปีจะสามารถสวมหน้ากากอนามัยได้ โดยควรให้น้องใส่หน้ากากทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน แต่บางครั้งลูกก็อาจงอแงเพราะไม่อยากใส่หน้ากากก็อาจลองให้ลูกเลือกหน้ากากที่ตัวเองชอบเพื่อสร้างความอยากใส่มากขึ้น✨เลือกหน้ากากอย่างไรโดยควรเลือกหน้ากากอนามัย😷ที่เหมาะกับรูปหน้าของเด็ก มีสายคล้องหูแบบยืดหดได้ ไม่รัดแน่นจนเกินไป ผลิตจากผ้าที่ระบายอากาศได้หลายชั้น หรือหน้ากากแบบใช้ครั้งเดียวที่มีขนาดเหมาะกับใบหน้าของลูกน้อยค่ะประเภทของหน้ากากจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้หน้ากากเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นที่ต้องใช้เพื่อป้องกันโรค โดยจะมีหน้ากากอนามัยที่ฮิตใช้กันต่างๆ ดังนี้ค่ะ✨หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากาก😷 ชนิดนี้สามารถกรองฝุ่นและสามารถป้องกันละอองเล็กๆได้ถึง 60% (ข้อมูลจาก Aerosol Science and Technology) แต่เป็นหน้ากากชนิดที่ควรใช้แล้วทิ้งและไม่ควรใช้อันเดิมติดต่อกันหลายวันค่ะ ✨หน้ากากผ้าสำหรับบางคนที่ไม่อยากซื้อหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้ง สามารถใช้แบบผ้าได้ นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังเป็นมิตรต่อโลกอีกด้วย โดยแพทย์👩‍⚕️แนะนำให้ใช้ผ้าฝ้ายสองถึงสามชั้นจะทำให้ป้องกันเชื้อโรค🦠ได้ดีค่ะ โดยหน้ากากผ้าบางชนิดจะสามารถใส่แผ่นรองด้านใดได้ ซึ่งจะช่วยกรองฝุ่นได้อีกชั้นหนึ่งค่ะ ✨หน้ากาก N95 หรือ KN95นอกจากโควิดแล้ว PM2.5 ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เราต้องหาหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองที่มีอนุภาคเล็กมาก ซึ่งหน้ากากชนิดนี้จะมีราคาแพง💸กว่าหน้ากาก😷 ประเภทอื่นๆ โดย N95 และ KN95 นั้นจะสามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ถึง 95%เลยทีเดียวค่ะ แต่มีข้อเสียก็คือจะหายใจได้ค่อนข้างยากกว่าหน้ากากอนามัยข้างต้นนั่นเองค่ะ

Content Image

สอนให้ลูกกระโดดได้ตอนไหน?

การเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กที่กำลังอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่สามารถทำได้คือการกระโดด🏃 การกระโดดในเด็กนั้นมีอประโยชน์อะไรบ้าง แล้วจะทำได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ การกระโดดสำคัญสำหรับเด็กอย่างไร?แท้จริงแล้วการกระโดดมีความสำคัญทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ เพราะการกระโดดจะคล้ายกับตอนวิ่ง🏃  ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กๆชอบทำ เพราะลูกจะรู้สึกว่าได้รับอิสระการชวนลูกให้กระโดดเหมาะสำหรับเด็กที่ไม่สนใจ หรือไม่ออกกำลังกายในแบบอื่นๆ การกระโดดนั้นจะช่วยให้...✨เด็กรู้สึกสนุกสนานและกระตือรือร้น✨เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย✨เรียนรู้วิธีควบคุมการเคลื่อนไหว✨ได้การออกกำลังกายโดยไม่รู้ตัว✨และยังช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้นควรให้ลูกเริ่มกระโดดเมื่อไหร่?ปกติแล้วเด็กที่กำลังอยู่ในวัยหัดเดินที่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 16-18 เดือนจะมีความซนและจะเดิน วิ่งลงบันได ปีนขึ้นๆลงๆ เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งหากลูกมีความซนแบบนี้นั่นแปลว่าลูกพร้อมที่จะกระโดดแล้วอย่าบังคับให้ลูกกระโดดการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันออกไปดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องอดทนแต่ค่อยๆฝึกไป เพราะหากไปบังคับให้ลูกกระโดดจะทำให้ลูกมีโอกาสได้รับบาดเจ็บทางร่างกายได้ เพราะการกระโดดจะต้องอาศัยการลงน้ำหนักที่เท้าค่ะ👣ไม่ควรไปหงุดหงิดใส่ถ้าลูกไม่ยอมเริ่มกระโดดถ้าเจ้าตัวเล็กเข้าสู่อายุ 3ขวบ - 3ขวบครึ่ง👧👦แล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะกระโดดก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะเด็กแต่ละคนต้องการระยะเวลาการพัฒนาที่ต่างกันออกไป รวมถึงมีลำดับการพัฒนาของร่างกายที่ต่างกันออกไปด้วยวิธีส่งเสริมการกระโดดเด็กบางคนไม่ได้มีการพัฒนาการทางร่างกายช้า แต่เด็กไม่กล้าที่จะกระโดด หรือกลัวที่จะกระโดด ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่าลูกอยู่ในช่วงวัยที่จะสามารถเริ่มกระโดดได้ ก็สามารถกระตุ้นให้ลูกกระโดดได้ดังนี้ ✨ให้เริ่มเดินด้วยนิ้วเท้า เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับขา🦵ของลูก✨ในขณะที่ลูกกำลังจะกระโดดสามารถช่วยพยุงโดยการยกมือทั้งสองของลูกขึ้น✨ให้ลองแปะเทปบนพื้นแล้วข้ามกระโดด ✨กระโดดกบ✨กระโดดยาง หรือ เชือก🪢✨กระโดดลงจากบันได แต่ควรระวังเรื่องอุบัติเหตุ ✨อาจลองกระโดดไปพร้อมๆกับลูก✨จัดวางพื้นที่ให้เหมาะสม โดยการนำสิ่งกีดขวางออกไปเพื่อลดอุบัติเหตุกระสอนให้ลูกกระโดดไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่เห็นท่าที่ที่ลูกจะกระโดดก็อย่าเพิ่งตกใจไปเพราะลูกอาจจะมีพัฒนาการที่ช้าหน่อยก็ได้ค่ะ

Content Image

ควรแยกห้องนอนให้ลูกหรือไม่

     สำหรับครอบครัว👨‍👩‍👧ที่มีพื้นที่ในบ้านเพียงพอที่จะจัดห้องใหม่อีกหนึ่งห้อง เป็นห้องนอนหรือห้องส่วนตัวขอเจ้าตัวน้อยโดยเฉพาะ อาจกำลังกังวลว่าจริงๆแล้วควรให้ห้องส่วนตัวกับลูกหรือไม่ หากตัดสินใจว่าจะให้ควรแยกห้องนอน🛌กับลูกตอนไหนดี และควรจัดห้องนอนของเด็กๆอย่างไร บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านมาดูเกี่ยวกับความจำเป็นในการแยกห้องนอนกับลูก และข้อดีข้อเสียของการแยกห้องนอนกัน เราไปเริ่มพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️การแยกห้องนอนเป็นสิ่งจำเป็นไหม ถ้าแยกควรแยกตอนไหนดี?    ต้องบอกว่าเป็นประเด็นทางเลือกแล้วกันค่ะ ผู้ปกครองที่มีพื้นที่ในบ้าน🏡ก็สามารถแยกได้ หรือจะไม่แยกก็ได้ แต่ในกรณีที่ผู้ปกครองไม่มีพื้นที่เหลือในบ้านเพื่อเอาไปทำเป็นห้องนอนได้แล้ว การแยกห้องนอน🛌ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถนอนรวมกันกับเจ้าตัวน้อยได้ตามสะดวกเลยค่ะ หากตัดสินใจว่าจะแยกห้อง ควรเริ่มเมื่อทารกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไปค่ะ เหตุผลเพราะในช่วงสามเดือนแรก เด็กๆจะยังต้องการดื่มนมแม่บ่อยๆ หากแยกกันนอนก็จะไม่สะดวกเวลาให้นม และเด็กเล็กยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหลับ😴ไม่ตื่นในทารกอีกด้วย ซึ่งก็คือการที่ทารกนอนหลับและเสียชีวิต💀ไปเลยนั่นเองค่ะ🩷ข้อดีของการนอนห้องเดียวกับลูก✨ข้อดีที่เป็นรูปธรรมที่สุดข้อแรกก็คือ หากทารกกำลังมีภาวะหลับไม่ตื่น คุณพ่อคุณแม่จะสามารถให้ความช่วยเหลือ🤗ได้อย่างทันท่วงทีค่ะ✨ลูกมีแนวโน้มจะนอนหลับได้ดีและหลับสนิท😴กว่าการนอนคนเดียว เพราะการที่เด็กมีผู้ปกครองอยู่ห้องเดียวกันหรืออยู่เตียงเดียวกัน จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยค่ะ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพัน💞ระหว่างเด็กกับผู้ปกครองด้วยค่ะ✨อันตรายต่างๆที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นน้อยลง เพราะมีผู้ปกครอง👨‍👩‍👧ที่อยู่ห้องเดียวกันหรืออยู่บนเตียงด้วยกันคอยดูแลค่ะ✨ในเด็กที่โตขึ้นมาอยู่ในวัยที่พอจะสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว หากนอนห้องเดียวกันหรือเตียงเดียวกันก็จะมีโอกาสได้พูดคุย🗣️กันก่อนนอน เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านการสื่อสารให้เด็ก และทำให้เด็กไว้ใจเชื่อใจคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ผู้ปกครองจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็กค่ะ💕ข้อดีของการแยกห้องนอนกับลูก✨อันที่จริงแล้วเมื่อเด็กๆโตขึ้น ความต้องการในการที่จะมีพื้นที่ส่วนตัวหรือข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว👛ก็จะเริ่มเพิ่มขึ้น การแยกห้องนอนให้เจ้าตัวน้อยตั้งแต่ยังเด็กๆจึงค่อนข้างตอบโจทย์ความต้องการของเด็กที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ค่ะ และยิ่งเริ่มแยกเร็วเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่ควรต่ำกว่าช่วงอายุ 6 เดือน) เด็กๆก็จะสามารถปรับตัวกับการอยู่คนเดียวได้รวดเร็วมากขึ้น มีอาการงอแง😭หรือติดคุณพ่อคุณแม่น้อยลงค่ะ✨ทำให้เด็กนอนหลับพักผ่อนได้สนิท💤 เพราะไม่มีคุณพ่อคุณแม่ทำเสียงดังรบกวนตอนนอนอย่างไม่ได้ตั้งใจ และป้องกันการที่คุณพ่อคุณแม่จะกลิ้งทับลูกสำหรับครอบครัวที่นอนเตียงเดียวกันด้วยค่ะ✨หากคุณพ่อคุณแม่มีเหตุจำเป็นต้องฝากเด็กๆไว้กับพี่เลี้ยง👩‍💼 หรือต้องไปนอนบ้านอื่น เด็กจะสามารถหลับได้ง่ายกว่าเด็กที่นอนกับคุณพ่อคุณแม่ตลอดค่ะควรเริ่มต้นอย่างไรหากจะแยกห้องนอนกับลูก👉ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่นอนเตียงเดียวกันกับทารกมาก่อน อาจเริ่มต้นจากการแยกเตียงแต่ยังอยู่ภายในห้องเดียวกันได้ค่ะ เพื่อให้ทารกคุ้นชินกับการที่ไม่ต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ปกครองมาก แต่ยังรับรู้ว่ามีผู้ปกครองอยู่ใกล้ๆให้รู้สึกปลอดภัย🤗 เมื่อแยกเตียงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับท่านอนของลูก ควรจัดให้ลูกนอนหงาย อย่าจัดให้ลูกนอนคว่ำโดยเด็กขาดเพราะเด็กอาจขาดอากาศหายใจ🤢และถึงแก่ชีวิตได้👉เลือกฟูกคุณภาพดีให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่แยกเตียงหรือแยกห้องนอนควรเป็นฟูก🧽ที่มีความแข็งเล็กน้อย ไม่อ่อนยวบ ผ้าปูเรียบตึงไม่หลุดรุ่ยง่าย ป้องกันการที่ผ้าปูที่นอนอาจหลุดมาปิดจมูก👃ของเด็กระหว่างนอนหลับ ไม่ควรมีสิ่งของอื่นๆอยู่บนฟูก และห้ามให้เด็กนอนบนอะไรก็ตามที่มีซอกมีหลืบและอ่อนนุ่ม เพราะเด็กอาจเข้าไปติดบริเวณซอกเหล่านั้นแล้วเกิดอาการหายใจลำบากได้👉อธิบายข้อดีของห้องนอนส่วนตัวให้ลูกฟัง เมื่อเตรียมห้องนอนแยกให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ควรพูดถึงข้อดีของห้องนอนส่วนตัวให้เจ้าตัวน้อยฟัง ให้เขารู้สึกตื่นเต้น🤩ที่จะมีห้องของตนเอง และควรเป็นห้องที่ไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์📱 เพราะเด็กอาจเล่นก่อนนอนและรบกวนคุณภาพการนอนของเด็กได้ค่ะ👉หาตุ๊กตาคู่ใจหรือหมอนข้างให้ลูกนอนกอดในช่วงแรกๆของการแยกห้องนอน เป็นธรรมดาที่เจ้าตัวน้อยจะหลับได้ยาก สามารถแก้ปัญหาโดยการให้เด็กมีตุ๊กตาคู่ใจ🧸หรือหมอนข้างให้เขานอนกอด ก่อนนอนผู้ปกครองอาจเข้าไปอยู่ด้วยเพื่อทำกิจกรรมส่งเข้านอนในช่วงเวลาสั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นการเล่านิทาน📖 ก็จะทำให้เด็กๆสามารถหลับได้ง่ายขึ้น จากนั้นผู้ปกครองจึงค่อยๆออกจากห้องมาเบาๆค่ะ👉ชื่นชมลูกเสมอ เมื่อแต่ละคืนผ่านไป เจ้าตัวน้อยสามารถแยกห้องนอนกับคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างราบรื่น ผู้ปกครองควรชื่นชมเขาเสมอ👏 เพื่อให้เขารู้สึกว่าตนเองสามารถนอนคนเดียวได้ดีค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าทั้งการนอนห้องเดียวกับลูกและการแยกห้องนอนกับลูก ก็มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกพิจารณาข้อดีข้อเสียของการนอนในแต่ละแบบ และปรับใช้ตามความเหมาะสมกับลักษณะบ้าน🏡และครอบครัว👨‍👩‍👧ของทุกท่านได้เลยค่ะ

Content Image

นิสัยลูกตามวันเกิดทั้ง 7 วัน ลูกเกิดวันไหน มีนิสัยอย่างไรบ้าง?

     ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าคุณเเม่หลายๆท่านที่ชื่นชอบในเรื่องการดูดวง🔮 คงจะเคยสงสัยอยู่บ้างว่าเจ้าตัวน้อยเป็นคนแบบไหน มีลักษณะนิสัยอย่างไรบ้าง วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมการทำนายนิสัยลูกตาม 7 วันเกิด หากลูกของคุณแม่เกิดวันจันทร์ เขาจะเป็นคนนิสัยประมาณไหนกันนะ มาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️คำทำนายนิสัยของเด็กตามวันเกิดทั้ง 7 วัน มีดังต่อไปนี้❤️สำหรับเด็กที่เกิดวันอาทิตย์ เด็กที่เกิดวันอาทิตย์จะเป็นเด็กที่มีความเป็นผู้นำโดนพวกเขามักจะแสดงตัวเป็นหัวหน้ากลุ่ม😎 หัวหน้าแก๊งค์อยู่บ่อยๆ ถึงแม้ว่าตอนเด็กอาจจจะชอบร้องไห้ เอาเเต่ใจ และมีนิสัยเสียงดัง แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้นมา เขาจะมีภาวะความเป็นผู้นำ เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจใคร จนอาจทำให้หลายๆ คนรู้สึกกลัวอยู่บ่อยๆ เเต่ความจริงเเล้วเด็กที่เกิดวันอาทิตย์ เป็นคนมีน้ำใจมากเเละเป็นคนใจกว้างเสมอ เขาชอบช่วยเหลือเพื่อนฝูงอย่างเต็มที่ และยังเป็นเด็กเฉลียวฉลาด🤓 มีความจำเป็นเลิศ เเละเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีความสามารถพิเศษเรื่องมีเซนส์ สามารถเดาอะไรถูกบ่อยๆ ด้วยค่ะ💛สำหรับเด็กที่เกิดวันจันทร์เด็กที่เกิดวันจันทร์จะเป็นคนเซนซิทีฟ มีจินตนาการเป็นเลิศ แถมยังเป็นคนใจดี สุภาพ อ่อนโยน เป็นเด็กพูดจาเพราะ รักษาน้ำใจคนอื่นอยู่เสมอ บางครั้งพวกเขาอาจจะดูเป็นเด็กขี้อายด้วยซ้ำ มีสิ่งที่ต้องระวังสำหรับเด็กที่เกิดในวันนี้ คือการเป็นคนคิดมาก🤯 อาจมีน้อยใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อยู่เป็นประจำ อีกจุดเด่นเลยคือเป็นเด็กที่มีเมตตา ขี้สงสารผู้อื่น ถ้าเด็กวันจันทร์เห็นเพื่อนกำลังร้องไห้อยู่😭 พวกเขาจะไม่รอช้าที่จะเข้าไปปลอบใจเพื่อนๆ หากคุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมเด็กที่เกิดวันจันทร์ได้เป็นอย่างดี พวกเขามีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตเช่นกันค่ะ🩷สำหรับเด็กที่เกิดวันอังคารเด็กที่เกิดวันอังคาร มีนิสัยกระตือรือร้น ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ ค่อนข้างที่จะไฮเปอร์ไปเลยด้วยซ้ำ และยังมีนิสัยชอบการเเข่งขัน การเอาชนะ เป็นคนใจร้อน โกรธง่ายแต่หายเร็ว เป็นเด็กที่มีความคล่องแคล่ว กล้าหาญ มีความมั่นใจ🫡ในตัวเองสูง เด็กวันอังคารจะไม่ชอบถูกขัดใจ ดังนั้นเรามักไม่ค่อยเห็นเด็กเกิดวันอังคารที่มีบุคลิกเขินอาย เพราะพวกเขามีเลือดของนักสู้ เป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว พวกเขาจึงมองว่าเป้าหมายมีไว้พุ่งชนนั่นเองค่ะ🎯💚สำหรับเด็กที่เกิดวันพุธเด็กที่เกิดวันพุธ เป็นเด็กที่มีปฏิภาณไหวพริบดี🧠 มีโลกส่วนตัวสูง ดังนั้นพวกเขามักจะชอบหยุดไปใช้ความคิดเงียบๆ คนเดียว เเละเป็นคนคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนลงมืออะไรอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเองสูง รักความเป็นอิสระ พวกเขามีวิธีการเอาตัวรอดด้วยการใช้ลูกอ้อน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่มักจะพ่ายแพ้ให้กับลูกอ้อนของลูกเวลาพวกเขาทำผิด และเด็กที่เกิดวันพุธยังเป็นคนที่มีความละเอียดรอบคอบ รู้จักคุณค่าของเงินอีกด้วยค่ะ💰💛สำหรับเด็กที่เกิดวันวันพฤหัสบดีเด็กที่เกิดวันวันพฤหัสบดีเป็นเด็กมองโลกในแง่ดี มีบุคลิกร่าเริงสดใส🥳 น่ารักอยู่เสมอ  มักชอบทำอะไรเพื่อความพึงพอใจของตัวเองอยู่บ่อยๆ หากมีเหตุการณ์ที่เพื่อนๆ ทะเลาะกัน เด็กที่เกิดวันวันพฤหัสบดีมักจะเป็นคนเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายคืนดีกัน เพราะเป็นคนที่รักความยุติธรรมเเละเป็นกลางเสมอ นอกจากนี้เวลาที่พวกเขาได้ของเล่นมาใหม่🚂 เขาจะมีนิสัยเห่อของเล่นใหม่อยู่เป็นอาทิตย์เลย เด็กที่เกิดวันพฤหัสบดียังมีมุมที่อ่อนไหวง่าย โดยเฉพาะเวลาที่พวกเขาเจอเรื่องกดดัน หรือมีอาการเศร้า พวกเขาสามารถเก็บอาการได้เนียนมาก จนทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจจะมองว่าลูกเป็นคนเฉยชา เพราะเป็นเด็กที่มักไม่ค่อยพูดตรงๆ กลัวว่าพูดหรือกระทำไปจะเกิดความผิดพลาดนั่นเอง🩵สำหรับเด็กที่เกิดวันศุกร์เด็กที่เกิดวันศกร์เป็นเด็กที่รักสวยรักงาม💄 ชอบการเเต่งตัวเป็นชีวิตจิตใจ เป็นเด็กที่มีบุคลิกนุ่มนวล อ่อนโยน มีสเน่ห์ และเป็นคนค่อนข้างรักสบาย เมื่อโตมาเลยอาจจะใช้เงินเยอะไปกับการชอปปิ้งสิ่งของสวยงามและการดูแลตัวเอง👗 และที่สำคัญพวกเขามีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน เป็นคนไม่ชอบการถูกบังคับจากผู้ใหญ่ 💜สำหรับเด็กที่เกิดวันเสาร์เด็กที่เกิดวันเสาร์เป็นมีบุคลิกนิ่งๆ เงียบขรึม จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะเดาไม่ถูกว่าลูกกำลังคิดอะไรอยู่🤔 เขาเป็นคนรักความสงบ ไม่ชอบทะเลาะกับใคร เเต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เขาทนไม่ไหว เขาสามารถระเบิดอารมณ์ออกมาได้🤬 ดังนั้นคุณพ่อคุณเเม่ควรสอนให้ลูกรู้จักวิธีจัดการอารมณ์อย่างถูกวิธีด้วยนะคะ     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะ ถึงนิสัยของเด็กที่เกิดในแต่ละวัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเข้าใจถึงบุคลิก และลักษณะนิสัยเเล้วลองนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงลูกกันดูนะคะ และอย่าลืมหมั่นสังเกตพฤติกรรรมของลูกๆ👶 เพื่อค่อนๆสอนและชี้แนะให้ลูกประพฤติตนให้อยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมด้วยค่ะ 

Content Image

ลูกน้อยไอคิวสูง สังเกตได้อย่างไรบ้าง?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนคงอยากทราบกันใช่ไหมคะว่าลูกน้อยของเรามีความฉลาดขนาดไหน ซึ่งวันนี้เราได้นำข้อมูลที่มาจากงานวิจัยที่เกี่ยวกับศึกษา IQ ของเด็ก ซึ่งเขาก็ได้พบว่าเด็กที่มีการเรียนดีนั้นจะมีลักษณะที่ตรงกันจะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ สังเกตสัญญาณต่อไปนี้เด็กความจำดีเด็กที่มีความจำที่ดีนั้นเป็นจะได้เปรียบในการจดจำข้อมูลใหม่ๆ และเรียนรู้ที่โรงเรียน🏫ได้เร็ว "ซึ่งความจำในการทำงานนั้นไม่ได้เพียงเชื่อมโยงกับการเรียนรู้เท่านั้น แต่มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในกิจกรรมประจำวันด้วย" กล่าวโดยนักจิตวิทยา👨‍⚕️ Tracy Packiam Alloway แต่ก็มีข้อเตือนจากการวิจัยก็คือ เด็กที่มีความจำที่ดี ก็โกหกได้เก่งกว่าเช่นกันค่ะ เด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นความอยากรู้อยากเห็นมีความสำคัญพอๆกับความฉลาด🧠 (Harvard Business Review) โดยสังเกตได้จากเด็กที่ชอบถามคำถามเยอะๆ แสดงให้เห็นว่าเขาชอบที่จะแสวงหาความรู้ และชอบที่จะเรียนรู้ในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเรียนรู้ในอนาคตอ่านหนังสือได้ก่อนอายุ 4 ขวบการศึกษาพบว่าขณะที่เด็กทั่วไปอ่านหนังสือ📖ได้ตอนอายุประมาณ 6-7 ขวบ เด็กที่มีความฉลาดมากๆ มักจะอ่านหนังสือได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 4 ขวบ ซึ่งการอ่านหนังสือจะต้องอาศัยหลายๆขั้นตอน และเด็กก็จะต้องเข้าใจคำศัพท์ เรียนรู้การจดจำ จึงจะสามารถอ่านหนังสือได้ ซึ่งเด็กบางคนเมื่อโตขึ้นก็ติดรักการอ่านไปเลยเด็กฉลาดจะมีสัญญาณดังต่อไปนี้เด็กจะมีความสามารถทางดนตรีมีการวิจัยพบว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างความฉลาดและการเป็นนักดนตรี🎼 โดยเชื่อว่าเมื่อเด็กๆได้เรียนรู้เกี่ยวกับดนตรี เด็กๆก็จะได้รับประโยชน์ทางวิชาการด้วย ซึ่งจริงๆแล้วไม่ว่าลูกจะมีพรสวรรค์ทางดนตรี🎹หรือไม่ แต่การให้ลูกได้เรียนรู้ทางด้านดนตรีจะช่วยทำให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ได้นั่นเองค่ะ ลูกมีความกระตือรือล้นเมื่อลูกเข้าสู่วัยเตะแตะ เด็กที่ฉลาดจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงและมีการรับรู้ที่ดีมาก เมื่อเขาเห็นคุณพ่อคุณแม่ร้องไห้😭เขาจะอยากกอดคุณ หรือ เช็ดน้ำตาของคุณ ซึ่งการที่มีความสามารถในการสังเกตสีหน้าทางอารมณ์ของเจ้าตัวเล็กเป็นการบ่งบอกว่าเขามีความฉลาดนั่นเองค่ะเป็นเด็กที่มีมาตรฐานสูง เด็กที่ฉลาดจะปรับปรุงและพยายามทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น รวมถึงจะมีแนวโน้มที่จะสร้างความโดดเด่นให้กับตนเอง ซึ่งจะทำให้เด็กๆเหล่านี้พยายามเรียนวิชาต่างๆ🏫 และเรียนรู้ทักษะต่างๆอย่างสุดความสามารถ เป็นเด็กที่มีสมาธิซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กคนนี้มีความฉลาดนั่นเองค่ะ หากมีทักษะดังต่อไปนี้ อาจแปลว่าลูกคุณมีไอคิวสูงเด็กจะมีสมาธิจดจ่อได้ดีเด็กที่มีความฉลาดจะสามารถจดจ่อโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดี รวมถึงเมื่อเด็กเหล่าอายุประมาณ 10-11 เดือนจะสามารถจับคู่สีและคู่รูปทรงได้อย่างง่ายดาย ซึ่งในระหว่างที่อ่านหนังสือนิทานให้เด็กๆเหล่านี้ฟัง เขาอาจจะชอบชี้ไปที่รูปภาพในหนังสือ📖  หรือ พลิกหน้าหนังสือไปเองตั้งแต่ที่คุณพ่อคุณแม่ยังอ่านไม่จบ  เด็กอาจมีการแสดงทางอารมณ์ที่รุนแรงแปลว่าเด็กเหล่านี้อาจแสดงอารมณ์รุนแรงทั้งในทางเชิงบวกและลบได้ และเขายังมีความคิดที่ซับซ้อนกว่าเด็กคนอื่นๆในวัยเดียวกัน รวมถึงคุณพ่อคุณแม่จะสามารถสังเกตความฉลาดของลูกได้ จากการที่เห็นว่าลูกชอบพูดคุยกับคน สัตว์เลี้ยง🐕 ตุ๊กตา หรือของเล่นอื่นๆ ซึ่งแปลว่าลูกกำลังมีจิตนาการ และควรจะสนับสนุนจิตนาการของเขาค่ะเด็กพูดเก่งกับผู้ใหญ่เด็กที่มีความฉลาด🧠 จะสามารถรับรู้เหตุการณ์ปัจจุบันได้ดี และมีวุฒิภาวะที่โตเร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ ทำให้เขาสามารถที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่ได้เป็นเรื่องเป็นราว โดยจะชอบพูดถึงเรื่องต่างๆในชีวิตของพวกเขา แทนที่จะสนุกกับการเล่นกับเด็กคนอื่นๆในวัยเดียวกัน

Content Image

ควรทำอย่างไรเมื่อลูกชอบพูดคนเดียว?

ลูกชอบพูดคนเดียว เล่นคนเดียว มีเพื่อนในจิตนาการเหล่านี้มีสาเหตุเกิดจากอะไร และมีความผิดปกติไหม วันนี้ไปทำความเข้าใจกันค่ะ ลูกชอบพูดคนเดียว ผิดปกติไหม?นักจิตวิทยา👨‍⚕️ด้านพัฒนาการ Piaget ได้กล่าวไว้ว่าการพูดคนเดียวของเด็กนั้นเป็น หนึ่งในขั้นตอนพัฒนาการของเด็ก ซึ่งความคิดของเด็กมีลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนักจิตวิทยา👨‍⚕️ Adam Winsler ได้กล่าวไว้ว่าพฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมที่เป็นปกติตามธรรมชาติของเด็กเลย ซึ่งมักจะพบได้เมื่อเด็กอายุ 2-5 ขวบ โดยจะค่อยๆหายไปเองเมื่อโตขึ้น และมักจะเกิดขึ้นเมื่อลูกเริ่มเข้าใจภาษามากขึ้นความสำคัญของเพื่อนในจิตนาการ บรรเทาความเหงาในบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ยุ่งจนไม่ค่อยมีเวลาให้🕐 โดยเฉพาะกับเด็กที่เป็นลูกคนเดียว ก็จะรู้สึกเหงาได้ ซึ่งการสร้างเพื่อนในจิตนาการจะช่วยบันทอนความเหงาของลูกได้นั่นเองค่ะเพิ่มความอุ่นใจเมื่อลูกจะต้องพบเจอกับสิ่งแวดล้อมและสังคมใหม่ๆ ลูกก็จะมีความกลัวหรือความกังวล ซึ่งการสร้างเพื่อน🧸ในจิตนาการจะทำให้ลูกรู้สึกอุ่นใจ ดังนั้นเมื่อต้องไปนอนในที่ที่ไม่คุ้นเคยอาจนำของเล่นหรือตุ๊กตาที่ลูกชอบได้ค่ะ เรียกร้องความสนใจลูกอาจใช้การพูดคนเดียวเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ เพราะลูกเรียนรู้ว่าหากตนพูดคนเดียว คุณพ่อ👨คุณแม่👩ก็จะหันมาสนใจนั่นเองค่ะไม่ถูกขัดใจ❤️ลูกจะได้เพื่อนที่ไม่ขัดความต้องการของเขา โดยสามารถเล่น หรือพูดคุยได้ตามที่ลูกต้องการทุกอย่าง ซึ่งจะแตกต่างกับคุณพ่อคุณแม่หรือเพื่อนๆ ที่ในบางครั้งอาจจะมีความคิดที่ไม่ตรงกัน ซึ่งการมีเพื่อนในจิตนาการจะทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาสามารถควบคุมได้ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่าลูกพูดคนเดียวการที่ลูกพูดคนเดียวนั้น ลูกจะได้พัฒนาด้านภาษา🔤ไปในตัว และยังช่วยในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงคุณพ่อคุณจะได้ทราบว่าลูกกำลังรู้สึก หรือคิดอะไรอยู่ โดยสามารถเฝ้าสังเกตลูกและปฏิบัติได้ตามนี้ค่ะ คอยดูอยู่ห่างๆการที่ลูกพูดคนเดียวนั้นเป็นหนึ่งในพัฒนาการและเป็นเรื่องปกติดังนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลไปนะคะ แต่หากลูกเริ่มมีพฤติกรรมรุนแรงกับเพื่อนในจิตนาการ แปลว่าลูกอาจจะมีความเก็บกด😠 ความเครียด หรือ การถูกกระทำรุนแรงมาค่ะปรามลูกเมื่อ...หากลูกเริ่มใช้เพื่อนในจิตนาการไปในทางที่ไม่ถูกเช่น ลูกทำผิดมาแต่เมื่อถามว่าใครทำ กลับบอกปัดว่าเพื่อนในจินตนาการเป็นคนทำ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าลูกกำลังโกหก😔 ซึ่งอาจจะต้องค่อยๆพูดคุยกับลูกอย่างใจเย็น และด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ถ้าลูกยังไม่บอกที่จะบอกว่าใครทำก็ยังไม่ต้องไปบังคับ และให้เว้นเวลา 2-3 ชั่วโมงแล้วลองคุยใหม่ให้ความรักกับลูกหากลูกชอบอยู่กับเพื่อนในจินตนาการมากกว่าคุณพ่อคุณแม่นั่นอาจแปลว่าเขาขาดคนคอยใส่ใจ ขาดความรัก❤️ และรู้สึกเหงา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะแบ่งเวลามาอยู่กับลูกให้มากขึ้น คอยถามไถ่และพูดคุยกับลูกถึงปัญหาในใจ เพื่อที่จะสามารถแก้ไขได้ตรงจุด และอย่าลืมกอดและบอกรักลูกนะคะ 

Content Image

ลูกไม่ตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ ทำไงดี?

     หนึ่งในเรื่องที่ค่อนข้างเป็นที่น่ากังวลสำหรับคุณพ่อคุณแม่👫ที่มีลูกเล็กก็คือพัฒนาการของเด็กใช่ไหมคะ วันนี้บทความของเราจึงชวนคุณผู้อ่านมาดูถึงประเด็นปัญหาหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยหลายๆด้านประกอบกัน นั่นก็คือการที่ลูกไม่ตอบสนองเวลาโดนเรียก🗣️นั่นเอง ทำไมลูกของเราจึงไม่หันเวลาถูกเรียก เป็นเพราะไม่ได้ยิน👂หรือเปล่า หรือว่าไม่เข้าใจว่ากำลังถูกเรียก หรือเกิดจากปัจจัยอื่นๆที่เราเองก็ยังไม่รู้จัก เราไปดูถึงความเป็นไปของสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหานี้กันเลยค่ะ💁‍♀️ทำไมเด็กจึงเรียกไม่หัน👉มีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางการได้ยินข้อนี้เป็นเหตุผลที่ตรงตัวนั่นคือเจ้าตัวน้อยอาจมีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางการได้ยิน👂นั่นเองค่ะ โดยอาจเป็นไปได้ทั้งหูตึงหรือหูหนวก หรือเด็กอาจจะได้ยินเสียงได้ปกติ เพียงแต่มีย่านความถี่🔉ของเสียงบางย่านที่เด็กได้ยินน้อยกว่าด้านอื่นนั่นเองค่ะ แต่หากเด็กยังสามารถตอบสนองต่อเสียงอื่นๆได้ปกติก็ให้ตัดข้อสันนิษฐานข้อนี้ออกไปก่อนค่ะ👉มีพัฒนาการทางด้านการพูดและการสื่อสารที่ช้าเด็กมีพัฒนาการทางด้านการพูด🗣️และการสื่อสารที่ช้ากว่าปกติ คือไม่ทราบว่าและไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังถูกเรียก หรือจะทราบได้ก็ต่อเมื่อถูกเรียกซ้ำหลายๆครั้ง หรืออาจเข้าใจแต่มีพัฒนาการทางการพูดที่ช้า ไม่สามารถหรือไม่กล้าโต้ตอบ👉มีภาวะออทิสติกเทียม อาการหลักๆคือเด็กไม่ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว แต่จะมีโลกส่วนตัวที่สูงมาก โต้ตอบกับแค่ของเล่น🚂หรือสื่อโซเชียลมีเดียที่รับชมผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์📱เท่านั้นสังเกตได้อย่างไรว่าเด็กมีพัฒนาการด้านการสื่อสารที่ช้าข้อที่ 1️⃣เรียกแล้วไม่หัน ไม่มองหน้า ไม่ขานรับโต้ตอบ😶 ไม่มีปฏิกิริยาอะไรที่บ่งบอกถึงการตอบสนองต่อเสียงเลยข้อที่ 2️⃣ลูกไม่ชี้นิ้ว👆งอแงบอกถึงสิ่งที่ตนเองกำลังต้องการข้อที่ 3️⃣เด็กไม่เลียนแบบท่าทาง ไม่เลียนแบบเสียงของสิ่งต่างๆรอบตัว ทั้งคน สัตว์🐶 สิ่งของที่สร้างเสียงได้ข้อที่ 4️⃣เด็กพูดไม่ชัด🤐 พูดเป็นคำไม่ได้การแก้ปัญหาเมื่อลูกเรียกแล้วไม่หันวิธีที่ 1️⃣ในกรณีที่ผู้ปกครองค่อนข้างแน่ใจว่าเด็กมีปัญหาเกี่ยวกับการรับเสียง🔊 การได้ยิน👂 ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการพูดหรือพัฒนาการด้านอื่น ควรรีบพาเด็กเข้าตรวจร่างกายกับแพทย์ทันทีเพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกันในอนาคต และเพื่อไม่ให้กระทบไปยังพัฒนาการด้านอื่นๆของเด็กค่ะวิธีที่ 2️⃣ในกรณีที่ลูกได้ยินเสียง เพียงแต่โต้ตอบได้ช้า ให้ผู้ปกครองใจเย็นๆและพยายามสื่อสารกับเจ้าตัวน้อย👶เรื่อยๆจนกว่าจะตอบสนองค่ะวิธีที่ 3️⃣ในกรณีที่เด็กเคยโต้ตอบได้อย่างปกติ ไม่ได้บกพร่องทางการได้ยิน ทางการพูด หรือทำความเข้าใจได้ล่าช้า แต่อยู่ดีๆก็พูดน้อยลง ผู้ปกครองอาจต้องกลับมาดูพฤติกรรมในการปฏิสัมพันธ์กับลูกให้มากขึ้นค่ะ เราอาจทิ้งเขาไว้กับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์📱หรือของเล่นน้อยไป จนไม่ได้พูดคุยโต้ตอบกับพวกเขา ทำให้ไม่เกิดการสื่อสารสองทาง💬 เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมที่ล่าช้า แก้ปัญหาโดยการใช้เวลากับลูกเพิ่มขึ้นค่ะวิธีที่ 4️⃣เพิ่มกิจกรรมอื่นๆที่ฝึกให้ลูกได้โต้ตอบและออกเสียง นอกจากการพูดคุยกันเรื่องทั่วไปแล้ว การให้ลูกหัดร้องเพลง🎤หรือร้องเพลงเล่นไปพร้อมกับลูกๆก็มีส่วนช่วยได้ หรือการอ่านนิทาน📖โต้ตอบกับเด็กๆก็ช่วยได้เช่นกันค่ะ เป็นการเพิ่มความสนุกสนานเพลิดเพลินมากกว่าการพูดคุยในหัวข้อทั่วไปด้วย     จะเห็นแล้วนะคะว่าสาเหตุของการที่เราเรียกเจ้าตัวน้อย👶แล้วเขาไม่หันนั้น อาจเกิดได้จากหลายปัจจัยมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่👫ห้ามมองข้ามพฤติกรรมนี้ของลูกเพราะเห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยโดยเด็ดขาด เพราะหากเด็กมีความบกพร่องของอวัยวะในร่างกายจริงๆ จะไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ส่งผลให้มีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน และทำให้เจ้าตัวน้อยใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้ยากขึ้นในอนาคตค่ะ

Content Image

ลูกเป็นเบาหวานตั้งแต่กำเนิด รับมือยังไง?

     เราทุกคนคงเคยผ่านหูผ่านตา👀กับโรคเบาหวานกันมาบ้างใช่ไหมคะ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะว่า การที่ใครสักคนจะเป็นเบาหวานนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่พฤติกรรมการรับประทานอาหาร🍽️และการใช้ชีวิตอย่างเดียว แต่เบาหวานสามารถเกิดได้ตั้งแต่ในเด็กแรกคลอด🚼 ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวมากับพันธุกรรม🧬ของเจ้าตัวน้อยเลยค่ะ นั่นหมายความว่าลูกๆของเราไม่จำเป็นต้องมีขนาดตัวที่ใหญ่ มีน้ำหนักตัวมาก ก็ยังสามารถเป็นเบาหวานได้อยู่ดีค่ะ หากถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแล้ว เราในฐานะผู้ปกครองจะมีแนวทางในการดูแลเด็กๆอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่าน แต่ก่อนอื่น เราไปทำความรู้จักกับโรคเบาหวานให้ลึกซึ้งขึ้นก่อนดีกว่าค่ะ💁‍♀️เบาหวานในเด็กสำหรับโรคเบาหวานที่มักเกิดขึ้นกับเด็กนั้น จะถูกแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆด้วยกันดังต่อไปนี้ค่ะ✨เบาหวานชนิดที่ 1 ชนิดนี้มักติดตัวกับเด็กมาตั้งแต่เกิด👶 แต่ยังไม่จำเป็นต้องแสดงอาการทันที ส่วนมากเด็กที่เป็นเบาหวานชนิดนี้มักไม่ได้มีขนาดตัวที่ใหญ่ น้ำหนักตัวเยอะ หรือเป็นโรคอ้วนแต่อย่างใดค่ะ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ที่เข้าใจว่าเซลล์ในกลุ่มเซลล์ตับอ่อนเป็นสิ่งแปลกปลอม🦠ในร่างกาย ซึ่งปกติแล้วเซลล์เหล่านี้จะเป็นตัวสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม หากถูกทำลายไปโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตนเอง ผู้ป่วยจะขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานนั่นเองค่ะ✨เบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดนี้มักจะเกิดได้กับทั้งเด็กและวัยรุ่น👦 แต่ไม่ได้ติดตัวผู้ป่วยมาตั้งแต่กำเนิดค่ะ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้มักมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานหรือโรคอ้วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สาเหตุของเบาหวานชนิดนี้โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร🍫และการใช้ชีวิตค่ะ ซึ่งจะทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมีการทำงานที่ผิดปกติ จนไปถึงร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านจะสามารถแยกชนิดของเบาหวานได้แล้ว เพราะฉะนั้นบทความนี้จะขอเน้นไปที่เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นพิเศษ ซึ่งเป็นชนิดที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดค่ะอาการของเบาหวานชนิดที่ 1อาการที่แสดงออกมีดังนี้👉มีอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย🚽ชัดเจน ไม่ว่าจะอาการหิวบ่อย กระหายน้ำ เมื่อกินน้ำปริมาณมากๆก็จะปัสสาวะบ่อยตามมา และกลิ่นปัสสาวะเป็นกลิ่นหวานๆ คล้ายกลิ่นของน้ำผลไม้ค่ะ🍇👉อาจมีอาการติดเชื้อร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง ในเด็กหญิง👧บางรายก็พบการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ👉มีภาวะเลือด🩸เป็นกรด อาการที่แสดงออกมาคืออาการคลื่นไส้ อยากอาเจียน🤮 เซื่องซึม หายใจหอบ😮‍💨 หากรุนแรงมากจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ช็อค และหมดสติในที่สุดค่ะแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1แนวทางที่ 1️⃣เนื่องจากเป็นชนิดที่เกิดจากการที่ร่างกายของผู้ป่วยไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เอง วิธีรักษาจึงมีวิธีเดียวคือการฉีด💉ฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปทดแทนค่ะ แต่ในปัจจุบันก็มีเครื่องมือที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วย จะได้ไม่ต้องพกเข็มไปฉีดยาตลอดเวลา แต่ใช้ 'อินซูลินปั๊ม' 🔴 ติดไว้กับตัว ซึ่งเป็นเครื่องจ่ายอินซูลินเข้าร่างกายแทนค่ะแนวทางที่ 2️⃣ถึงแม้เบาหวานชนิดนี้จะไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตโดยตรง แต่ผู้ป่วยก็ยังต้องการการดูแลเรื่องโภชนาการ🍲ค่ะ ต้องคอยระวังไม่ให้รับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป และควรออกกำลังกาย🏋️‍♀️ในรูปแบบที่เหมาะสมค่ะ     สำหรับแนวทางป้องกันการเกิดเบาหวานชนิดที่ 1 นั้น เป็นที่น่าเสียดายว่ายังไม่มีค่ะ🙅‍♀️ แต่ก็ไม่ใช่โรคที่เกิดได้บ่อยนักกับเจ้าตัวน้อยแรกคลอด👶 อย่างไรก็ตามหากลูกของเราเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จริงๆ ก็ยังสามารถใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปที่สุขภาพปกติได้ ไม่ใช่โรคที่นับเป็นข้อจำกัดของการใช้ชีวิตมากนัก เพียงแต่ต้องดูแลตนเองให้มากกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย หากมองในแง่ดีก็ถือว่าเป็นการทำให้ผู้ป่วยมีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างดูแลสุขภาพโดยอัตโนมัติค่ะ

Content Image

ลูกสาวมาส์กหน้าได้ตอนไหน?

     แน่นอนว่าการดูแลความสวยงามของตนเองนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับเราทุกคน แต่อาจมากเป็นพิเศษในคุณผู้หญิง👱‍♀️ วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงวิธีการดูแลความสวยงามของใบหน้าวิธีหนึ่ง ซึ่งก็คือการใช้มาส์กหน้านั่นเอง แต่แผ่นมาส์กหน้ารวมถึงครีมมาส์กหน้าในท้องตลาดปัจจุบันนั้นมีมากมายเหลือเกิน หากเจ้าตัวน้อย👧ของเราเข้าสู่วัยอยากเริ่มดูแลความสวยงามของตนเองบ้างแล้ว และอยากลองมาส์กหน้า สามารถเปิดโอกาสให้ลูกลองทำได้หรือไม่ หากทำได้ควรเลือกใช้มาส์กแบบไหน เราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️หลักการในการเลือกแผ่นมาส์กหน้าให้เด็ก✨อ่อนโยนต่อผิว อันที่จริงแล้วไม่ได้มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าเจ้าตัวน้อยต้องมีอายุเท่าไหร่ถึงมาส์กหน้าได้ แต่เราในฐานะผู้ปกครองเองก็พอจะคาดเดาได้ว่าผิวของเด็ก👧นั้นมีแนวโน้มที่จะบอบบางกว่าผู้ใหญ่ เพราะยังผ่านสิ่งแวดล้อมและมลพิษมาไม่มาก ดังนั้นควรเลือกใช้มาส์กไม่ว่าจะในรูปแบบแผ่นหรือครีม🧴 ที่มีการเน้นไปที่ความอ่อนโยนต่อผิว ไม่เติมแอลกอฮอล์ เน้นความเป็นออแกนิค☘️ให้มากที่สุดค่ะ✨คุณภาพดีเลือกใช้ยี่ห้อตามท้องตลาดที่ได้มาตรฐาน ซื้อจากแหล่งสินค้าที่ได้มาตรฐาน น่าเชื่อถือ💯 อย่าเน้นราคาถูก ให้เน้นความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าค่ะ เพราะเป็นสินค้าประเภทที่สัมผัสกับร่างกายเราโดยตรงเป็นระยะเวลานานๆ✨เช็ควันหมดอายุก่อนใช้เมื่อตัดสินใจเลือกยี่ห้อและสถานที่ซื้อได้แล้ว ให้ตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ของมาส์กและวันหมดอายุ📆ให้ครบถ้วน ห้ามใช้มาส์กที่หมดอายุไปแล้วเด็ดขาด เนื่องจากว่าสารที่เป็นองค์ประกอบภายในมีแนวโน้มที่จะเสื่อมสภาพไปแล้ว มาส์กไปก็ไม่เกิดประโยชน์สูงสุด ซ้ำร้ายยังอาจเกิดอันตราย☠️ต่อผิวได้อีกด้วยค่ะ✨ทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้แม้ว่าจะเลือกมาส์กที่ได้มาตรฐาน ซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ บรรจุภัณฑ์ไม่เสียหายและตัวสินต้าเองยังไม่หมดอายุ แต่เจ้าตัวน้อยของเราก็ยังสามารถแพ้😩ได้ เนื่องจากผิวของเด็กนั้นบอบบางกว่าผู้ใหญ่ และผิวของแต่ละคนก็มีปฏิกิริยาต่อองค์ประกอบของมาส์กไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นตัวเดียวกันค่ะ ดังนั้นจึงควรนำมาส์กไปทดสอบโดยการวางติดหรือทากับผิวบริเวณท้องแขน💪ก่อน หากไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้นอย่างเช่นอาการแสบร้อน🥵 หรืออาการคัน ก็จะสามารถอนุมานได้ว่าใช้กับผิวหน้าได้ค่ะ✨ศึกษาวิธีการใช้ตรวจสอบวิธีการใช้มาส์กให้ครบถ้วนทุกครั้ง ไม่ว่าจะต้องมาส์กนานแค่ไหน กี่นาที⏳ สามารถทิ้งไว้ข้ามคืน🌃ได้หรือไม่ หรือต้องล้างออกเสมอ และควรใช้บ่อยแค่ไหนค่ะ✨เลี่ยงการมาส์กข้ามคืนแม้มาส์กหน้าจะมีความเป็นธรรมชาติ🍃 อ่อนโยนกับผิวมากแค่ไหน หรืออ้างว่าสามารถมาส์กทิ้งไว้ข้ามคืนได้ เมื่อถึงตอนเช้า ผู้ปกครองก็ควรล้างหน้า💦ให้เจ้าตัวน้อยอย่างสะอาดหมดจดเสมอ เพราะสารตกค้างจากการมาส์กมีโอกาสที่จะไปรบกวนผิวหรืออุดตันรูขุมขน ทำให้ลูกของเราเกิดอาการแพ้ในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นการเกิดสิวหรือผื่นคันได้ค่ะข้อดีของการมาส์กหน้า👉ช่วยฟื้นฟูพื้นผิวหน้าสำหรับเด็กที่จำเป็นต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด☀️ ความร้อนหรือฝุ่นควัน💨จากการจราจร มาส์กจะช่วยฟื้นฟูพื้นผิวใบหน้าที่ถูกทำลายในชีวิตประจำวันได้ค่ะ👉ช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื่นในกรณีที่เด็กๆมีผิวหน้าค่อนข้างแห้ง บางรายแห้งถึงขนาดผิวลอก มีรอยแตกบางๆ มาส์กหน้าจะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื่น💧ขึ้นได้ค่ะ👉ช่วยลดอาการหน้ามันสำหรับเด็กที่มีผิวหน้าค่อนข้างมัน มาส์กหน้าสูตรลดผิวมันก็สามารถช่วยลดความมันได้ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านจะเห็นแล้วนะคะว่าไม่ได้มีหลักเกณฑ์ว่าเจ้าตัวน้อย👧ของเราจะสามารถมาส์กหน้าได้ตอนอายุเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและความต้องการของเด็กล้วนๆ อย่างไรก็ตามผู้ปกครองควรย้ำกับลูกถึงวิธีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเสมอว่าควรคำนึงถึงอะไรบ้าง เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าความสวยงาม ก็คือความสะอาดและความปลอดภัยนั่นเองค่ะ

Content Image

พัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมเมื่อหนูอายุ 19-24 เดือน!

เมื่อลูกน้อยอายุได้ประมาณ 19-24 เดือน ลูกจะเริ่มดื้อและท้าทายคุณพ่อคุณแม่และปฏิเสธอยู่บ่อยๆ โดยในเดือนนี้ลูกจะมีพัฒนาการอื่นๆอะไรอีกบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะมาดูอารมณ์ของลูกกันเถอะ✨การควบคุมอารมณ์ลูกจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ จึงมีบ่อยครั้งที่จะเจอว่าลูกอารมณ์เสียหงุดหงิด💢 เพื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่พอใจ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องยอมยืดหยุ่น และเข้าใจลูกบ้าง✨หากตำหนิลูกอาจเกิดความไม่มั่นใจในวัยนี้ หากตำหนิลูก ลูกก็อาจขาดความมั่นใจได้ ดังนั้นอาจจะต้องอธิบายอย่างเฉพาะเจาะจงถึงการกระทำที่ทำลงไปว่าทำไมถึงไม่ดี โดยไม่ควรเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น หรือ ไม่ควรดุด่าว่า😠 หรือขึ้นเสียง✨เริ่มกลัวสิ่งต่างๆลูกจะกลัวเสียงต่างๆ เช่น เสียงฟ้าร้อง หมาเห่า🐕 หรือกลัวน้ำเวลาอาบน้ำ ซึ่งคุณแม่สามารถปลอบด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น เพื่อให้ลูกหายกลัวได้ ในวัยนี้แม้ว่าลูกจะเชื่อฟังมากขึ้น แต่ก็ไม่ควรไปบังคับเขาจนเกินไป เพราะลูกอาจไม่พอใจและเกิดความคับข้องใจได้อยากเป็นอิสระและเริ่มสังเกตผู้อื่น✨อยากเป็นอิสระในช่วงนี้ ควรพยายามหลีกเลี่ยงการสั่งลูกเพราะในช่วงอายุนี้แม้ว่าลูกจะอยากอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ แต่ก็อยากมีอิสระด้วยเช่นกัน หากออกคำสั่งกับลูก ลูกอาจปฏิเสธกลับมาทันทีว่า ไม่!⛔ ซึ่งอาจจะต้องใจเย็นๆกับลูก และอาจลองใช้วิธีทำเป็นตัวอย่างให้ลูกดู หรือใช้วิธีให้ลูกได้เลือกด้วยตนเอง ยกเว้นว่าการตัดสินใจนั้นมีความอันตรายก็จำเป็นที่จะต้องออกคำสั่งค่ะ✨ คอยสังเกตคนอื่นลูก👶จะคอยสังเกตความรู้สึกของคนอื่นและจะพยายามทำความเข้าใจ และจะชอบเลียนแบบผู้ใหญ่ บางคนชอบตี ผลัก ทำร้ายคนอื่น เพื่อดูว่าจะมีการโต้ตอบอย่างไร หรือ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น✨ชอบสำรวจของลูกจะเบื่อของของตัวเองและชอบไปสำรวจและรื้อของของคนอื่นมาเล่น และจะมีการนอนที่น้อยลง และนอนหลับยากจะชอบให้เล่านิทาน📖 และหากตื่นขึ้นมาก็ต้องการให้ปลอบเพื่อให้นอนต่อนอกจากนั้นลูกยังรับรู้อารมณ์ของคนอื่นและรู้จักเห็นอกใจคนอื่นอีกด้วยค่ะการตั้งกฏระเบียบวินัยให้ลูกในวัยนี้ก็จะทำให้ลูกซนอยู่ในขอบเขต และไม่ทำอะไรตามใจตนเองไปซะทุกอย่างและจะมีพัฒนาการที่ดีได้อย่างแน่นอนเลยค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.