Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ25 เดือนขึ้นไป

Content Image

กลากน้ำนมคืออะไรกันแน่? อันตรายขนาดไหน?

กลากน้ำนม หรือ กลากน้ำลายที่ขึ้นบนใบหน้าของทารกมีสาเหตุจากอะไรและจะสามารถป้องกันได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันค่ะลักษณะอาการและสาเหตุ✨ลักษณะอาการกลากน้ำนม หรือ กลากน้ำลาย เป็นกลากที่ขึ้นบนใบหน้าของทารกซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้ำนม🥛หรือนมที่เลอะปาก กลากน้ำนมเป็นอาการของผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายน้ำนมติดแห้งอยู่บริเวณแก้ม ซึ่งสามารถเกิดทั้งในทารกและเด็กโต👶 โดยอาการเริ่มแรกจะสังเกตุเห็นได้ว่ามีจุดแดงๆ🔴เล็กๆ และลูกอาจรู้สึกคันบริเวณที่ผื่นขึ้นได้ หลังจากนั้นจุดแดงจะขยายวงเป็นดวงๆ ออกไป ซึ่งขนาดและขอบเขตของการกระจายนั้นไม่ชัดเจน และมีขุยบางๆ ซึ่งหากมีสีผิวที่เข้มจะสังเหตุได้ง่ายกว่า บริเวณที่กลากน้ำนมขึ้นบ่อยๆ ได้แก่ บริเวณใบหน้า แก้ม รอบปาก👄 รวมถึงบริเวณหน้าผาก รวมถึงอาจเกิดบริเวณร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็น คอ หน้าอก ไหล่ หลัง แขน ขา ลำตัว แต่ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ และเมื่อโตจะหายไปเอง✨สาเหตุแม้ว่าในปัจจุบันเราจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของกลากน้ำนม แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจมีสาเหตุจากการแพ้แดด☀️หรือลม หรืออาจเกิดจากการขาดอาหาร ติดเชื้อแบคทีเรีย น้ำเหลืองไม่ดี หรือมีโรคภูมิแพ้ แต่ไม่ใช่โรคที่ติดต่อได้ และไม่ได้เกิดจากเชื้อราการป้องกันไม่ให้ลูกเป็นกลากน้ำนมแม้ว่าเราจะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของกลากน้ำนม แต่ก็มีวิธีป้องกันโรคนี้ได้บ้าง ให้หลีกเลี่ยงการตากแดดหรือลมนานเกินไป  โดยเฉพาะในทารกที่มีภูมิแพ้ และให้ใช้สบู่🧼ที่เหมาะสำหรับผิวของทารก รวมถึงหมั่นทาครีมหลังอาบน้ำเพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอวิธีการรักษากลากน้ำนม✨เช็ดน้ำลายและเปลี่ยนผ้าทุกครั้งที่ลูกทานนมเสร็จ ให้เช็ดน้ำลายและน้ำนมให้สะอาด รวมถึงเปลี่ยน ผ้ากันเปื้อน ผ้าอ้อม และ เสื้อผ้า👚ให้ลูกบ่อยๆ เพื่อป้องกันกลากน้ำนม✨ใช้ผ้าเปียกใช้ผ้าเปียกหมั่นเช็ดทำความสะอาดลูกหลังทานนมเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้นและกำจัดกลากน้ำนมได้อีกด้วย✨นมแม่จริงๆแล้วนมแม่สามารถรักษากลากน้ำนมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ให้ชุบน้ำนมแม่🥛โดยใช้ลำสีก้อนและเช็ดบริเวณที่เป็นกลากน้ำนม ลูกก็จะอาการค่อยๆดีขึ้นค่ะ✨ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าสูตรอ่อนโยนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว🧼ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อย ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม แล้วลองล้างหน้าดูอาจทำให้อาการกลากน้ำนมดีขึ้นค่ะโดยปกติแล้วกลากน้ำนมมักจะหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา เพียงแต่อาจอยู่นานในเด็กบางคน หากผู้ปกครองมีความกังวลก็สามารถพาลูกน้อย👶ไปหาหมอเพื่อตรวจและรับการรักษาได้ค่ะ

Content Image

ทำไมถึงยังไม่ควรแคะขี้หูลูกน้อย?

หากพบว่าลูกขี้หูตันจะสามารถแคะหูให้ลูกได้ไหม? เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆคนสงสัย ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของขี้หู และมาดูกันว่าควรจะแคะขี้หูให้ลูกดีหรือไม่กันนะคะ ขี้หูคืออะไร?ขี้หูคือ👂เมื่อต่อมไขมันในหูชั้นนอกมีการขับสารออกมารวมกับผิวหนังชั้นบนที่ลอกหลุดออกมาก็จะกลายเป็นขี้หูนั่นเอง ซึ่งจะมีสีแดง น้ำตาล เหลือง โดยการสะสมของขี้หูนี้จะไม่เคลื่อนตัวไปยังส่วนลึกของรูหู และจะสามารถหลุดออกมาเองได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่❌จำเป็นต้องแคะหูให้ลูกนั่นเองค่ะ รวมถึงการแคะขี้หูจะทำให้ทารกเกิดการอักเสบในหูแถมหูอุดตันมากขึ้นอีกด้วยค่ะประโยชน์ของขี้หู👂สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ ผิวหนังของรูหูของลูกจะได้รับการป้องกันโดยขี้หูเหล่านี้ ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ทั้ง เหงื่อ💦 น้ำ ฝุ่นละอองและเชื้อโรค และเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะแคะขี้หูของลูกจนถึงอายุ 2 ขวบวิธีแบบนี้ไม่ควรใช้!คอนตอนบัดใหญ่เกินไปการใช้คอตตอนบัดที่มีขนาดใหญ่จะเป็นการดันขี้หูให้ลึกเข้าไปอีก การแคะขี้หูให้ลูกจึงอาจยิ่งเป็นการสร้างปัญหาขี้หูอุดตันและทำให้ลูกได้ยินเสียงไม่ชัดค่ะ🙅‍♀️ หากท่านใดที่พบว่าลูกมีขี้หูอุดตันสามารถพาไปพบแพทย์เพื่อหยอดยาและดูดขี้หูออกได้ค่ะ คอตตอนบัดไม่สะอาดหากคอนตอนบัดไม่สะอาดจะทำให้หูของลูกเกิดการติดเชื้อจากเชื้อรา หรือแบคทีเรียได้ รวมถึงหากมีการแคะที่ลึกเกินไปก็อาจไปทำให้แก้วหูทะลุและเกิดอันตราย⚠️กับลูกน้อยได้นะคะ ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ชุบคอตตอนบัดการใช้คอตตอนบัดชุบแอลกอฮอล์แล้วนำมาทำความสะอาดรูหูเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ผิวหนังบริเวณรูหูของลูกแห้ง👂 และหากลูกมีแผลที่บริเวณหูชั้นกลางอยู่แล้ว การที่แอลกอฮอล์ไปเข้าไปโดยจะทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคือง และทำให้หูน้ำหนวกได้นั่นเองค่ะไม่ควรใช้ไม้พันสำลีการใช้ไม้พันสำลีเข้าไปทำความสะอาดในรูหูของลูกเป็นอีกสิ่งที่ควรเลี่ยงเพราะ ผิวหนังในรูหูของลูกยังบอบบางมาก การทำแบบนี้อาจสร้างแผลถลอกในรูหู และอาจเกิดการติดเชื้อ และอักเสบขึ้นมาได้ และเมื่อแผลเริ่มหายลูกก็จะเกิดอาการคัน และใช้ไม้แคะหูซ้ำอีก ก็จะเกิดแผลขึ้นมา และหากปั่นเข้าไปลึกก็จะเสี่ยงต่อการทำให้แก้วหูทะลุด้วยค่ะ😬วิธีทำความสะอาดหูลูกน้อย✨แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ควรแคะหูให้ลูกแต่ก็สามารถทำความสะอาดหูลูกน้อยได้โดยขณะที่อาบน้ำหรือสระผมให้ลูก ให้การนำผ้าขนหนูที่มีความนุ่ม หรือ อาจใช้สำลีชุดน้ำแล้วเช็ดที่ใบหูและปากรูหูเบาๆ✨พยายามไม่ให้น้ำเข้าไปในรูหูของลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหูของลูกได้โดยการปั้นสำลีให้เป็นก้อนขนาดใหญ่ประมาณหัวแม่มือแล้วใช้สำลีในการอุดหูของลูก✨เนื่องจากเด็กเล็กมีรูหูที่ยังตื้นอยู่ดังนั้นเราไม่ควรจะใช้คอตตอนบัดและควรจะใช้วิธีข้างต้นไปก่อนนะคะ โดยหากเกิดความผิดปกติใดๆ ก็ควรจะพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกต้องจะดีที่สุดค่ะ

Content Image

ฝึกลูกทำความสะอาดอวัยวะและก้นหลังขับถ่าย

     การสอนลูกๆให้เข้าห้องน้ำเอง🚽 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาพวกเขา คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกลูกๆให้เข้าห้องน้ำเองและฝึกให้พวกเขาบอกผู้ใหญ่ทุกครั้งเมื่อจะมีความจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำ ซึ่งการฝึกลักษณะนี้ต้องมีจุดเริ่มต้นเสมอ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เทคนิคดังต่อไปนี้ไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมเลยนะคะ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พวกเขารักษาความสะอาดและสุขอนามัยอีกด้วยค่ะ💁‍♀️การฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำเป็นครั้งแรกทำอย่างไรค้นหามุมส่วนตัวสำหรับลูกๆ สร้างพื้นที่ที่สะดวกสบายและเป็นส่วนตัวในห้องน้ำที่ลูกๆ รู้สึกปลอดภัย👶 ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีสมาธิกับงานที่ทำอยู่โดยไม่มีการรบกวนใดๆค่ะฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำเป็นระยะ สร้างกิจวัตรสำหรับการพักเข้าห้องน้ำ ส่งเสริมให้ลูกเข้าห้องน้ำเป็นระยะๆ เช่น หลังอาหารหรือก่อนนอน💤 ความสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้พวกเขาพัฒนานิสัยที่ดีค่ะชมเชยลูกตามสถานการณ์ การเสริมแรงเชิงบวกมีบทบาทสำคัญในการจูงใจลูก เพราะการที่คุณพ่อคุณแม่ชื่นชม👏และรับทราบความพยายามของพวกเขาทุกครั้งที่ใช้ห้องน้ำเองได้สำเร็จ ช่วยเพิ่มความมั่นใจและกระตุ้นให้พวกเขาอยากจะทำเองต่อไปค่ะลองให้รางวัลบ้าง คุณพ่อคุณแม่สามารถลองใช้ระบบการให้รางวัลเพื่อจูงใจให้ลูกๆของคุณมีความก้าวหน้า ซึ่งอาจทำได้ง่ายๆ เหมือนกับสติกเกอร์หรือขนมชิ้นเล็กๆ 🍬อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องค่อยๆ ลดรางวัลลงเมื่อลูกของคุณรู้สึกสบายใจกับกิจวัตรประจำวันมากขึ้นค่ะเข้าใจความแตกต่างระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย สอนลูกๆถึงความแตกต่างทางกายวิภาคพื้นฐานระหว่างเด็กชายและเด็กหญิง โดยเน้นถึงความสำคัญของสุขอนามัยที่เหมาะสมสำหรับทั้งสองเพศ คุณพ่อคุณแม่สามารถอธิบายความสำคัญของการเช็ดก้นจากหน้าไปหลังสำหรับเด็กผู้หญิง👧เพื่อป้องกันการติดเชื้อค่ะสอนลูกถึงวิธีเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน การฝึกเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน🌃อาจใช้เวลานานกว่าการฝึกตอนกลางวัน คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกๆใช้ห้องน้ำก่อนเข้านอน เพื่อพวกเขาจะไม่ฉี่รดที่นอน และหากพวกเขาต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกๆ ให้ใช้ไฟส่องทางเดินด้วยค่ะ ฝึกลูกๆให้ล้างและเช็ดก้นเองทำอย่างไรอธิบายกระบวนการ เริ่มต้นด้วยการอธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมการล้างและเช็ดก้น🍑จึงมีความสำคัญต่อสุขอนามัย คุณพ่อคุณแม่ควรใช้ภาษาที่เรียบง่ายและเหมาะสมกับวัยเพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจถึงความสำคัญของความสะอาดนะคะฝึกลูกๆให้นั่งอย่างถูกต้อง สอนลูกถึงวิธีนั่งบนฝารองนั่งชักโครกอย่างถูกต้อง🚽 แสดงให้พวกเขาเห็นถึงวิธีการวางตำแหน่งตัวเองอย่างสบายในขณะที่ต้องแน่ใจว่าพวกเขายึดเกาะได้ดีเพื่อการทรงตัวค่ะฝึกให้ลูกๆเช็ดก้นเบาๆ สาธิตวิธีเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังโดยใช้การเคลื่อนไหวเบาๆ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำความสะอาดอย่างทั่วถึงพร้อมระวังไม่ทำให้ผิวระคายเคือง และอย่าลืมแนะนำให้พวกเขาเช็ดต่อไปจนกว่ากระดาษชำระจะออกมาสะอาดนะคะ🧻ล้างมือให้สะอาด หลังจากเช็ดแล้ว ให้สอนลูกถึงความสำคัญของการล้างมือด้วยสบู่🧼และน้ำอุ่นเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที แสดงเทคนิคการล้างมือที่ถูกต้องให้พวกเขาและกระตุ้นให้พวกเขาฝึกฝนทุกครั้งที่ใช้ห้องน้ำค่ะข้อดีในการฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำเองส่งเสริมความเป็นอิสระ การเข้าห้องน้ำเองช่วยให้ลูกๆมีพัฒนาการพึ่งพาตนเองได้ โดยค่อยๆ ปล่อยให้พวกเขาดูแลตัวเองในห้องน้ำ สอนพวกเขาถึงวิธีเปลื้องผ้า นั่งในห้องน้ำ🚽 และทำความสะอาดตัวเองส่งเสริมทักษะการสังเกต สอนลูกๆให้รับรู้สัญญาณที่บ่งบอกว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำ เช่น กระเพาะปัสสาวะเต็มหรือรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ กระตุ้นให้พวกเขาสื่อสารความต้องการของตนกับคุณพ่อคุณแม่หรือใช้ห้องน้ำโดยอิสระเมื่อเหมาะสมค่ะ✅ส่งเสริมทักษะการตัดสินใจ การฝึกทำเองส่งเสริมให้ลูกๆตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ห้องน้ำ กระตุ้นให้พวกเขาฟังร่างกายของตนเองและตัดสินใจว่าเมื่อใดควรไปค่ะเน้นความสะอาด สอนลูกๆถึงความสำคัญของการรักษาความสะอาดในห้องน้ำ แสดงให้พวกเขาเห็นวิธีกดชักโครก ล้างมือ🤲 และรักษาพื้นที่ให้เรียบร้อยแล้วลูกๆก็จะเกิดการเรียนรู้และเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆค่ะ 

Content Image

เมลาโทนินปลอดภัยกับเด็กจริงหรือ!?

หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่าเมลาโทนินมีส่วนช่วยให้นอนหลับได้สบาย และบางคนอาจจะกำลังสงสัยว่าแล้วเมลาโทนินจะสามารถใช้กับเด็กได้หรือไม่ วันนี้เราไปดูกันค่ะ เมลาโทนิน คืออะไร?เมลาโทนินคือ?เมลาโทนิน (Melatonin)💊  เป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ💤ที่สมองของคนเราสามารถสร้างขึ้นได้ตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอนของมนุษย์ ซึ่งเมลาโทนินจะผลิตออกมาในตอนกลางคืน😴 และหยุดผลิตในตอนที่มีแสงสว่างในตอนกลางวัน พูดง่ายๆคือเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการตื่นนอนและนอนหลับของคนเรานั่นเองค่ะ เมลาโทนินใช้ใน...?ผู้ที่ใช้เมลาโทนินนี้คือผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับ💤 โดยจะนำมาใช้แก้ปัญหาในระยะสั้น อย่างผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับ หรือหลับช้า ผู้ที่มีอาการเจ็ตแล็ก ผู้ที่มีความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีอาการอื่นๆ เช่น หอบหืด สมาธิสั้น กลุ่มอาการออทิสติก เป็นต้น เมื่อใดที่ไม่ควรใช้เมลาโทนินในการจะใช้เมลาโทนินนั้นคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องปรึกษากับแพทย์เพื่อให้แพทย์ให้คำแนะนำและให้ปริมาณยาที่เหมาะสม ซึ่งก็มีบางกรณีทีที่แพทย์อาจจะไม่แนะนำให้ใช้เมลาโทนิน😴 เช่น✨ลูกมีอายุน้อยกว่า 3 ขวบ✨ลูกมีความวิตกกังวล ไม่สบายใจ คิดมากจากเหตุการณ์ต่างๆ✨ลูกมีปัญหาด้านการนอนไม่หลับจากสาเหตุการมีสิ่งรอบกวนที่หู หรือ ติดเชื้อที่หู✨ลูกมีปัญหาการเดินละเมอ✨ลูกมีปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เป็นต้นซึ่งหากไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่ควรนำเมลาโทนิน💊มาช่วยในการนอนหลับ💤  แต่ให้พยายามให้ลูกเข้านอนด้วยธรรมชาติของเขา พยายามไม่ให้ลูกเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก หรือทานคาเฟอีน เมื่อต้องเข้านอน และพยายามให้จัดเวลานอนให้เป็นตารางประจำเมลาโทนินสำหรับเด็ก ปลอดภัยจริงหรอ?การศึกษาส่วนใหญ่พบว่าหากใช้เมลาโทนิน💊ในระยะสั้นจะไม่มีผลข้างเคียงหรือ มีผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย และมีความปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจพบได้ มีดังต่อไปนี้ ✨อาเจียน✨ปวดหัว เวียนศีรษะ✨มีอาการมึนงงในตอนเช้า✨คลื่นไส้✨ปวดท้อง✨เหงื่อออกมาก✨ปัสสาวะรดที่นอนซึ่งปัจจุบันแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังไม่มั่นใจว่าเมลาโทนิน💤จะมีผลข้างเคียงหรือไม่หากใช้ในระยะยาว และยังขาดผลการวิจัยอย่างเพียงพอในเรื่องนี้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนและไม่ค่อยซื้อยามาให้ลูกทานเองนะคะ 

Content Image

นั่งคาร์ซีทจำเป็นไหม?

หลายๆท่านชำนาญในการฝึกให้ลูกนั่งคาร์ซีทแล้ว แต่ก็ยังมีคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆท่านที่อาจจะยังไม่แน่ใจว่าควรจะฝึกให้ลูกนั่งคอร์ซีทอย่างไร ไม่ให้ลูกงอแง ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมคำตอบมาให้แล้วค่ะ คาร์ซีทมีประโยชน์อย่างไร?เหตุผลที่ควรให้ลูกนั่งคาร์ซีท💺คาร์ซีทนั้นถูกออกแบบมาให้สำหรับทารกโดยเฉพาะเพื่อไว้ใช้บนรถยนต์ โดยจะมีเข็มขัดนิรภัยคาดและมีขนาดที่เหมาะกับรูปร่างของเด็กทำให้ลดโอกาสหรือป้องกันความรุนแรงจากการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์🚗ได้อายุเท่าไหร่ที่เหมาะกับการนั่งคาร์ซีท?คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกเริ่มนั่งคาร์ซีทได้ตั้งแต่วันแรกที่กลับจากโรงพยาบาล🏥เลย โดยเพื่อให้ลูกชินคุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกตั้งแต่ลูกยังเด็ก และจะสามารถใช้คาร์ซีทได้ต่อเนื่องจนถึงอายุ 12 ขวบวิธีการเลือกคาร์ซีทวิธีการเลือกคาร์ซีทปัจจุบันมีการผลิตคาร์ซีทออกมาให้ได้เลือกกันหลายรูปแบบมากมาย ผู้ปกครองสามารถเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับลูกน้อยได้โดยวัดน้ำหนักและส่วนสูง ซึ่งหากลูกยังมีน้ำหนักไม่ถึง 9 กิโลกรัม ควรนั่งคาร์ซีท💺หันหน้าเข้าพนักพิงเบาะหลัง และเมื่ออายุได้ประมาณ 2 ขวบ (น้ำหนัก 9 ถึง 36 กิโลกรัม) สามารถเปลี่ยนไปใช้แบบหันทางหน้ารถ🚗ได้ค่ะ อายุกับการนั่งคาร์ซีท✨วัยแรกเกิด – 12 เดือนในวัยนี้ควรติดตั้งคาร์ซีทไว้ที่เบาะหลังโดยทำการหันหน้าเข้าเบาะ ยึดคาร์ซีทไว้กับตัวล็อคเข็มขัดนิรภัย นำสายเข็มขัดคล้องใส่ตัวล็อคของคาร์ซีทเอาไว้ ✨อายุ 1-3 ขวบเมื่ออายุ 1-3 ขวบคุณพ่อคุณแม่สามารถติดตั้งคาร์ซีทไว้ที่เบาะหลังโดยหันหน้าออก ✨อายุ 4-7 ขวบติดตั้งคาร์ซีทไว้เบาะหลังแล้วหน้าออกเช่นเดียวกัน โดยสามารถเปลี่ยนจากคาร์ซีทเป็น Booster seat ได้ค่ะ ซึ่งเป็นที่นั่งนิรภัยในการช่วยล็อกตัวลูกและที่นั่งไว้ด้วยกัน✨อายุ 7-8 ขวบวัยนี้ลูกสามาถนั่งที่ปกติได้แล้ว แต่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอวิธีฝึกให้ลูกนั่งคาร์ซีทเคล็ดลับในการฝึกให้ลูกนั่งคาร์ซีทให้ฝึกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากเป็นไปได้ควรฝึกตั้งแต่วันแรกที่พาออกจากโรงพยาบาลเพื่อให้ลูกได้คุ้นเคยกับการนั่งคาร์ซีท ไม่ว่าจะเดินทางในระยะใกล้หรือไกลก็ควรจับให้ลูกนั่งคาร์ซีทเพื่อป้องกันเวลาเกิดอุบัติเหตุเกิดค่ะเมื่อลูกโตขึ้น แล้วงอแงไม่ยอมนั่งคาร์ซีท💺ให้พูดคุยปรับความเข้าใจว่าเด็กที่นั่งคาร์ซีทและไม่ได้นั่งคาร์ซีทเวลาเกิดอุบัติเหตุจะเป็นอย่างไรเมื่อเห็นว่าลูกไม่สบายตัวให้เช็คดูว่าสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไรเช่น แดดอาจจะส่องตรงที่ๆลูกนั่งมากเกินไปอาจเปิดเพลงฟัง มีของเล่นให้ลูกเล่นบนรถ🚗 มีขนมทานเล่นให้ หรือ สลับไปนั่งด้านหลังเป็นเพื่อนลูกหากลูกงอแงไม่ยอมนั่งคาร์ซีทควรทำอย่างไร?การที่ให้ลูกนั่งตักและไม่นั่งคาร์ซีท💺 หากรถชนแรงๆ อาจจะเสี่ยงเสียชีวิตได้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้เลยนะคะ ดังนั้นคุณแม่ควรใจแข็งและให้ลูกนั่งคาร์ซีทเอาไว้เพื่อความปลอดภัย โดยอาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ นำของเล่นที่ลูกชอบมาให้เล่น หรือ นั่งด้านหลังเบาะเป็นเพื่อนลูกค่ะ

Content Image

เคล็ดลับการสอนลูกให้รู้จักความเคารพ

หากอยากให้ลูกเคารพเราและบุคคลรอบข้าง เราก็จะต้องแสดงให้ลูกเห็นเสียก่อนว่าการเคารพต่อผู้อื่นเป็นอย่างไร โดยอาจใช้กิจกรรมและสื่อต่างๆ เพื่อนให้ลูกเข้าใจมากขึ้น ซึ่งความเคารพมีความสำคัญอย่างไรและเราจะสามารถปลูกฝังลูกให้มีความเคารพได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ สอนให้รู้จักความเคารพ จำเป็นอย่างไร?✨ความสำคัญของความเคารพการสอนลูกให้รู้จักความเคารพตั้งแต่เด็ก👶 ก็จะช่วยให้ลูกเข้าใจข้อบรรทัดฐานทางสังคม และไม่ทำอะไรล่วงเกินด้วยความไม่รู้ อาจรวมถึงอากัปกิริยา เช่น การโวยวายใส่ หรือ การพูดจาไม่ดีใส่ผู้อื่น และหากลูกไม่ได้รับการปลูกฝังก็อาจมีปัญหา เมื่อโตขึ้นได้ ✨เริ่มจากตัวเราก่อนโดยการที่จะให้ลูกของเรามีความเคารพนั้น ก็จะต้องเริ่มจากการปฎิบัติตัวของตัวเราก่อน เพราะลูกจะจำจดสิ่งต่างๆที่เราทำ รวมถึงคำพูดที่เราพูด🗣️ และจะเลียนแบบพฤติกรรมนั้นๆ โดยเมื่อพูดถึงผู้อื่นก็ควรให้ความเคารพต่อตัวตนเองเขา แสดงความเห็นอกเห็นใจกับผู้อื่น💖 รวมถึงเราก็ควรเคารพตัวตนที่ลูกเป็นด้วยเช่นกันค่ะการที่จะเก่งเรื่องหนึ่งแต่ไม่เก่งเรื่องหนึ่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดา และเราควรจะยอมรับในตัวตนของลูกและไม่สร้างความกดดันโดยการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ สอนให้ลูกเคารพอย่างไรดี?✨ใช้กิจกรรมต่างๆ เป็นสื่อกลางการจะสอนลูกให้เข้าใจอาจจะต้องใช้ความพยายามโดยการหากิจกรรมต่างๆมาให้ลูกทำ เช่น การเล่านิทาน📖ที่เกี่ยวกับความเคารพ หรืออาจเปิดวีดีโอ📹เกี่ยวกับการเคารพสิทธิของผู้อื่นมาประกอบให้ลูกเข้าใจมากขึ้น อาจมีการถามตอบกับลูกบ่อยๆ เรื่องความเคารพเพื่อดูความเข้าใจของลูก✨เข้าใจความหลากหลายเด็ก👶ที่เกิดมาในยุคนี้จะเจอกับความหลากหลายมากกว่าสมัยก่อน ด้วยความก้าวไกลของเทคโนโลยีรวมถึงการเดินทางข้ามประเทศกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ดังนั้นเราจะต้องสอนลูกให้เข้าใจว่ามีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเพศ หรือ สีผิว เชื้อชาติ ภาษา🔤 ซึ่งการบอกให้ลูกเข้าใจตั้งแต่เด็กก็จะทำให้โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เปิดและเคารพรับความหลากหลายได้ดีใช้สื่อกลางสอนให้ลูกรู้จักความเคารพ ✨ระวังการเลียนแบบจากสื่อต่างๆ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การเข้าถึงข้อมูลต่างๆทางออนไลน์ก็เป็นเรื่องง่ายขึ้นเช่นกัน จึงเป็นเรื่องยากขึ้นที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกเสพสื่อทางโทรทัศน์📺 ภาพยนต์ และสื่อออนไลน์ต่างๆ เมื่อลูกเสพสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ ก็อาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองดูได้ อย่างการพูดจาไม่ดีของคนในวีดีโอ📹 ลูกก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ รวมถึงอาจเห็นคนไม่เคารพผู้อื่น และอาจทำตามได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยลูกให้อยู่คนเดียวเวลาดูสื่อต่างๆ เพื่อที่จะได้สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับลูกได้นั่นเองค่ะ✨สังเกตพฤติกรรมของลูกหลังการสอนเมื่อสอนลูก👶ให้รู้จักความหลากหลาย และความเคารพต่อผู้อื่นไปแล้ว ให้สังเกตว่าลูกมีพฤติกรรมอย่างไร หากลูกยังไม่ให้เกียรติเพศตรงข้าม หรือเพศอื่นๆ หรือ ล้อเพื่อนที่เก่งน้อยกว่าตนเอง หรือมีเชื้อชาติ หรือสีผิวที่แตกต่างจากตนเอง คุณพ่อคุณแม่ก็จำเป็นที่จะต้องตักเตือน และอธิบายให้ลูกฟังว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และลูกควรจะต้องแก้ไขอย่างไร แต่หากลูกแสดงออกในทางที่ถูกต้อง มีการให้เกียรติและเคารพผู้อื่น🙏🏻 ก็ควรกล่าวคำชื่นชมและให้รางวัลลูกเพื่อให้ลูกมีกำลังใจค่ะ 

Content Image

ทำไมลูกถึงเดินเขย่งเท้านะ?

เด็กอายุระหว่างวัย 1-3 ปี หรือวัยเตาะแตะ เป็นช่วงที่ลูกจะสามารถ นั่ง ยืน เดิน ได้อย่างอิสระ แม้บางครั้งอาจต้องการความช่วยเหลือจากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเราจะเห็นบ่อยๆ ว่าเด็กๆ จะเดินเขย่งเท้าในวัยนี้ ซึ่งอาจมาจากความเคยชินที่จะพยายามเขย่งขออุ้ม ซึ่งลูกน้อยไม่ควรเดินเขย็งจนเกิน 3 ขวบค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเขย่งเท้า✨โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากผู้ปกครองพบว่าลูกของตัวเองมีอายุเกิน 3 ขวบแล้วแต่ยังมีอาการเดินเขย่งเท้าอยู่🦵  ทั้งที่ก่อนหน้านี้สามารถเดินได้ปกติ แปลว่าลูกอาจมีโอกาสเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการผิดปกติของเซลล์ประสาทสมองที่เป็นโรคทางพันธุกรรม✨เอ็นร้อนหวายตึงมากกว่าปกติการที่ลูกเดินเขย่งเท้า👣อาจมีสาเหตุมาจากเอ็นร้อยหวายตึงกว่าปกติ ซึ่งเป็นกรรมพันธุ์เช่นกัน โดยมักจะมีอาการปวดบริเวณเอ็นร้อยหวายค่ะ✨โรคออทิซึมอีกสาเหตุหนึ่งอาจมาจากการที่เด็กเป็นโรคออทิซึมซึ่งจะมีพัฒนาการร่างกายช้ากว่าปกติ เช่น พูดช้า ทำตามขั้นตอนไม่ได้ ไม่เข้ากลุ่มเพื่อน และการเดินเขย่งเท้า🦵ผิดปกติด้วย✨นิสัยชอบเดินเหย่งบางครั้งการเขย่งเท้าของเด็กก็ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ว่าเกิดจากอะไรแม้จะพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อทำการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ตาม ซึ่งอาการเดินเขย่งอาจเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมของตัวเด็กเองได้ค่ะลูกเขย่งเท้าแบบนี้ไม่ปกติ👣ลูกอาจเดินผิดปกติจากการเป็นโรคทางจิตเวช เช่น จิตบกพร่อง หรือ ออทิสติก ซึ่งจะทำให้ลูกเดินเขย่งๆ นั่นเองค่ะ👣หากลองคลำบริเวณหลังเข่าของลูกแล้วเจอเนื้องอกให้พาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อหาสาเหตุทันที เพราะอาจมีสาเหตุจากการมีเนื้องอกที่กำลังรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อขาของลูก ส่งผลให้ลูกเดินแปลกๆนั่นเองค่ะ👣หากพบว่าลูกมีปานขึ้นจำนวนมากตามผิวหนังของร่างกาย หรือมีเนื้องอกขึ้นมาตามผิวหนังควรพาลูกไปตรวจหาสาเหตุ รวมถึงดูความผิดปกติของกระดูกสันหลังของลูกด้วยค่ะ🦴👣หากลูกคลอดยาก คลอดก่อนกำหนด หรือสมองเคยขาดออกซิเจนระหว่างคลอด ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ลูกเดินเขย่งค่ะวิธีช่วยยืดกล้ามเนื้อ✨ยืดเอ็นร้อยหวายสามารถทำได้โดยให้ลูก👶นอนหงายจากนั้นยกขาขึ้น งอเข่าเข้า และให้ยกปลายเท้าชี้ขึ้น เกร็งค้างไว้เบาๆ ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ (อย่าฝืนมาก) ให้ทำทั้งหมด 10 เซ็ต✨ยืดน่องหากลูกน้อยไม่ได้เขย่งเท้าจากการป่วยทางสมองหรือร่างกาย เรามีวิธีที่จะให้ลูกสามารถทำได้ง่ายๆ อย่างการยืดน่อง🦵 โดยให้ลูกนอนหงายและเหยียดขาให้ตรงสุด จากนั้นงอปลายเท้าขึ้นจนสุดเท่าที่ทำได้ ทำแบบนี้สลับไปมาจนครบ 20 ครั้ง (ข้างละ 10)

Content Image

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกหัวโน เป็นแผลฟกช้ำ

     การที่ลูกเผลอพลัดตก หกล้ม หัวฟาด จนหัวโน หรือเกิดเป็นแผลฟกช้ำนั้นเกิดขึ้นได้เสมอกับเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กในวัยกำลังหัดเดิน หัดวิ่ง เผลอแป๊บเดียวก็อาจจะได้รอยปูดโปนมาฝาก แต่คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีปฐามพยาบาลเมื่อลูกหัวโน ต้องรับมือแบบนี้!💁‍♀️วิธีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการปฐมพยาบาลเมื่อลูกหัวโน👉หากลูกเกิดหัวโน เป็นแผลฟกช้ำ สามารถปฐมพยาบาลได้ดังต่อไปนี้ - ตั้งสติ ถ้าพ่อแม่ควบคุมสติได้ ก็จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ดี ไม่ตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ฉะนั้นต้องตั้งสติให้ดี ดูว่าลูกหกล้มแรงแค่ไหน หรือตกมาจากที่สูงมากน้อยแค่ไหนเพื่อประเมินสถานการณ์ - สำรวจลูก🔎 ดูว่าลูกได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง เลือดออกไหม ฟกช้ำ หรือหัวโนตรงไหนหรือเปล่า - หากมีบาดแผล ให้จัดการทำความสะอาดแผล และทำแผลให้เรียบร้อย🩹 - หากไม่มีมีแผล แต่หัวโน ให้ทำความสะอาดบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และทำการประคบเย็นโดยใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็ง🧊 หรือใช้เจลประคบเย็น - สังเกตอาการ แม้ว่าจะจัดการทำแผล และประคบเย็นเรียบร้อยแล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่ยังจำเป็นจะต้องติดตามอาการของลูกน้อยต่อไปค่ะ ดูว่าในช่วง 24 ชั่วโมงนั้นลูกน้อยมีอาการอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ เช่น อาเจียน🤮 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาเจียนพุ่ง หมดสติ ง่วงซึมผิดปกติ นอนนานขึ้นกว่าปกติ หรือปลุกยากกว่าปกติ ปวดศีรษะรุนแรง มีอาการชักเกร็ง เลือดไหลไม่หยุด หายใจไม่ออก พูดจาผิดปกติ หากลูกมีอาการดังที่กล่าวควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทันทีค่ะ - ไปโรงพยาบาลทันที🏥 อย่างที่บอกว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องสำรวจดูก่อนว่าลูกตกอย่างไร ตกสูงแค่ไหน ฟาดกับพื้นแข็งหรือไม่ ถ้าตกสูง และกระทบกับพื้นแข็งอย่างรุนแรง หลังจากทำแผลและประคบเย็นเสร็จ ให้พาลูกไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการค่ะ มีอะไรที่คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลอีกบ้างเมื่อลูกหัวโน?✨คุณพ่อคุณแม่ควรทำการประคบเย็นค่ะ หากลูกหกล้มหัวโน คุณพ่อคุณแม่ควรทำการประคบเย็นภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ  เพราะการประคบเย็น ครั้งละ 2-3 นาที แล้วหยุดพัก แล้วประคบต่อ ทำเช่นนี้ต่อไปอย่างน้อย 15 นาที หรือ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้เส้นเลือดหดตัวและลดอาการบวมที่บริเวณศีรษะค่ะ หรือควรจะมีเจลเย็นติดบ้านเอาไว้บ้าง เผื่อใช้ในกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน แต่ถ้าหากพ้น 24 ชั่วโมงไปแล้วลูกอาการบวมยังไม่ลดลง หรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีค่ะ ✨ใช้บาล์มเพื่อลดบวมและฟกช้ำค่ะ แต่ที่จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องทายาอะไรนะคะ ข้อสำคัญคือให้ลูกนอนพักผ่อนเยอะ ๆ😴 และประคบเย็นบ่อย ๆ ก็เพียงพอแล้วค่ะ แต่ก็สามารถยาทาแก้ปวด แก้บวม แก้ฟกช้ำต่าง ๆ อาจจะใช้บาล์มเพื่อลดบวมและฟกช้ำก็ได้ค่ะ หโดยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามจากแพทย์และเภสัชกรได้โดยตรงว่าควรใช้ยาทาชนิดไหนดีถึงจะเหมาะกับเด็ก      สรุปได้ว่าอาการหกล้ม หัวฟาด🤕 หัวโน แม้จะดูเป็นอุบัติเหตุโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นได้สำหรับเด็ก แต่บางครั้งการหกล้ม หรือหัวฟาดเพียงครั้งเดียวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางสมองได้ เพราะเป็นการกระทบกระเทือนที่ศีรษะโดยตรง และกะโหลกศีรษะของเด็กนั้นยังไม่ได้แข็งแรงเท่ากับผู้ใหญ่  ดังนั้นหากศีรษะของลูกยังมีอาการบวมอยู่ และไม่หายโน ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาทันทีค่ะ 

Content Image

วิธีเลือกสบู่ให้ปลอดภัยกับลูกน้อย

เพราะทารกมีผิวที่บอบบางดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกสบู่ที่เหมาะสมกับผิวของลูกน้อย เพราะหากมีอาการแพ้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะกลายเป็นเรื่องปวดหัวไม่น้อยเลยล่ะคะ โดยเราจะมีวิธีการเลือกสบู่ได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ เลือกสบู่ให้ลูกอย่างไรจึงจะปลอดภัยของใช้เด็กไม่ว่าจะเป็นสบู่เด็ก แชมพู หรือโลชั่นล้วนแล้วแต่มีตัวเลือกมากมายมาให้เลือก ซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อยากมั่นใจว่าสิ่งที่เลือกมานั้นดีที่สุดสำหรับลูก ดังนั้นหลายๆคนจึงอาจกำลังหนักใจว่าควรจะซื้ออะไร ซึ่งสามารถดูเกณฑ์ง่ายๆได้ดังต่อไปนี้เลือกใช้สบู่เด็กออร์แกนิก🧼สบู่ออร์แกนิกคือสบู่ที่ทำมาจากส่วนผสมของธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีจึงเป็นสบู่ที่เหมาะกับผิวของลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เพราะลูกน้อยนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรงเท่าคุณพ่อคุณแม่ดังนั้นสบู่ที่นำมาใช้ก็ไม่ควรจะมีสารเคมีอยู่นะคะ  อ่านฉลากด้านหลังก่อนซื้อสบู่ให้คุณพ่อคุณแม่ลองพลิกหลังขวดเพื่ออ่านฉลากว่าสบู่นั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้าง โดยให้หาผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า "ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิก"🧾 จากแพทย์ผิวหนัง และเป็นไม่ได้ก็ไม่ควรมีน้ำหอมนะคะดูค่า pHเมื่อซื้อสบู่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องดูคือค่า pH🧪ของสบู่ เพราะหากซื้อสบู่ที่มีระดับ pHสูงผิวของลูกน้อยก็จะถูกทำลายได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าสบู่นั้นมีค่า pH ที่มีความเป็นกลาง หรือมีความใกล้เคียงกับผิวหรือไม่ค่ะทดสอบกับผิวของลูกก่อนใช้สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อซื้อสบู่มาแล้วก่อนนำมาใช้อาบน้ำให้ลูกคุณพ่อคุณแม่ควรทำการทดสอบการแพ้ก่อน โดยสามารถทดสอบที่แขนของลูก โดยหากใช้ที่แขน💪แล้วมีอาการแพ้ เช่น ผื่นขึ้น หรือมีอาการอื่นๆ ก็ควรหยุดการใช้ และปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ อ่านรีวิวอีกวิธีนึงที่สามารถทำได้คือ ขอคำแนะนำจากแพทย์หรืออ่านรีวิวของคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์💬ส่วนผสมที่เสี่ยงต่อการแพ้✨ซิลิโคน (Silicone)เป็นสารที่อาจเป็นสาเหตุให้ผิวอุดตัน และอาจทำให้มีปัญหาในการขับเหงื่อ💦ได้✨พาราเบน (Paraben)เป็นสารที่มีความอันตรายต่อร่างกายของลูกน้อย เพราะมันสามารถลูกมีพัฒนาการที่ผิดปกติ หรืออาจสะสมจนทำให้เกิดมะเร็งได้ค่ะ ✨เอสแอลเอส SLS (Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ทำให้เกิดฟอง🛁 แต่ลูกก็สามารถแพ้สารเคมีนี้ได้ และอาจมีการสะสมภายในร่างกาย✨โคคามิโด โพรพิว บีเทน (Cocamidopropyl Betaine)เป็นสารที่ทำให้เกิดฟองเช่นกัน ซึ่งหากเข้าตาลูกน้อยอาจทำให้ระยะเคืองหรือแพ้ได้ค่ะ✨รวมถึงยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกดังนี้💀กลูเตน โพแทสเซียมซอร์เบต ควอเทอร์เนียม-15 โซเดียมเบนโซเอต โทโคฟีริลอะซิเตท ฟีนอกซีเอธานอล โซเดียมแลคเตท ปิโตรเคมี เป็นต้นส่วนผสมที่ปลอดภัยต่อผิวของลูกน้ำมันอัลมอนด์🍂มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ และยังมีวิตามินอีที่ช่วยให้ผิวของลูกอ่อนนุ่มว่านหางจระเข้🎋เป็นส่วนผสมที่ดีสำหรับลูกน้อย ซึ่งช่วยให้ความเย็นและชุ่มชื่น ลดอาการคันตามร่างกาย และยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อราได้อีกด้วยค่ะดอกคาโมมายล์🌼กลิ่นของดอกคาโมมายล์จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขณะอาบน้ำ และมาจากธรรมชาติไม่มีสารอันตรายสบู่เด็กที่เหมาะสำหรับทารกนั้นนอกจากจะต้องอ่อนโยนและให้ความชุ่มชื้นแล้ว ก็จะต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วยนะคะ ซึ่งเมื่อคุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อก็อย่าลืมพลิกฉลากมาดูทุกครั้ง เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีส่วนผสมจากธรรมชาติ🍃 อาจจะผสมส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติจริงๆเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ก็ได้ค่ะ 

Content Image

หนังสือภาพมีประโยชน์อย่างไร?

การอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กจะส่งเสริมให้ลูกสามารถอ่านหนังสือออกได้ไวกว่าเพื่อนวัยเดียวกันเมื่อเข้าเรียน ซึ่งหนังสือภาพนั้นก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับเด็กๆ เพราะนี่จะเป็นตัวช่วยให้ลูกได้คุ้นเคยกับหนังสือและได้หัดอ่าน ซึ่งในบทความนี้เราจะไปดูกันว่าประโยชน์ของหนังสือภาพนั้นมีอะไรบ้างค่ะ หนังสือภาพ📖หนังสือภาพ คืออะไร?หนังสือภาพ คือ หนังสือที่มีภาพวาดหรือรูปภาพ🖼️เป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ หรือบางครั้งก็มีประโยคสั้นๆ หรืออาจไม่มีตัวหนังสือเลย ซึ่งหนังสือภาพเหล่านี้เหมาะสำหรับทารก👶ที่ยังอ่านหนังสือไม่ได้ แต่จะช่วยให้ลูกได้มีทักษะการคิด ปลูกฝังให้ลูกชอบการอ่านหนังสือค่ะ📖สามารถให้ลูกเริ่มอ่านหนังสือภาพเมื่ออายุเท่าไหร่?มีคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านที่อ่านหนังสือ📚ให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงตอนคลอดออกมา ซึ่งการอ่านหนังสือให้ลูกบ่อยๆจะเป็นการปลูกฝังที่ดีและช่วยให้ลูกชอบการอ่านหนังสือ ซึ่งอายุส่วนใหญ่ที่เหมาะแก่การอ่านหนังสือด้วยตนเองนั้นคืออายุระหว่าง 6 ถึง 9 เดือน ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เหมาะกับการอ่านหนังสือภาพ เพราะในวัยนี้ลูกจะเริ่มจดจำภาพและสีได้ และจะชอบจับนู่นจับนี่✋นั่นเองค่ะประโยชน์ของหนังสือภาพ📖เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆลูกจะเรียนรู้พฤติกรรมของตัวละครในหนังสือภาพ ซึ่งแต่ละตัวละครก็จะมีนิสัยที่แตกต่างกันไป ซึ่งลูกๆจะซึมซับนิสัยเหล่านั้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดีนั่นเองค่ะ😀📖เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆในหนังสือภาพบางเล่มจะมีประโยค หรือคำศัพท์สั้นๆเขียนไว้ คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านออกเสียงและชี้ไปที่รูปภาพในหนังสือบ่อยๆ เพื่อให้ลูกจำคำศัพท์🔤เหล่านั้นได้ค่ะ📖สามารถคิดไตร่ตรองหากลูกมีการอ่านหนังสือภาพบ่อยๆ ตั้งแต่เด็ก ลูกจะมีสมาธิและจะสามารถจดจ่อได้ดีเมื่อโตขึ้น รวมถึงลูกจะเป็นผู้ฟัง👂ที่ดี เมื่อได้ยินคนมาเล่าอะไรก็จะสามารถคิดกลั่นกรองได้เช่นเดียวกับตอนที่อ่านหนังสือนั่นเองค่ะ📖ปลูกฝังให้ลูกชอบศิลปะด้วยความที่หนังสือภาพนั้นมีภาพที่มีสีสันสวยงามอยู่เยอะ ดังนั้นหนังสือภาพเหล่านี้จึงช่วยให้ลูกซึมซับและทำให้ลูกชอบศิลปะ🎨เมื่อโตขึ้นได้ค่ะ วิธีปลูกฝังให้ลูกชอบอ่านหนังสือ📖เสริมสร้างจินตนาการ หนังสือภาพส่วนใหญ่จะไม่มีคำพูดดังนั้นลูกๆ จะสร้างจินตนาการขึ้นมาจากภาพ รวมถึงการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ลูกก็จะจินตนาการเรื่องราวตามที่เขาได้ยิน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างทักษะการคิด และฝึกให้ลูกมีจิตนาการ🎨ที่ดีนั่นเองค่ะ📖อ่านหนังสือให้ลูกฟังแต่เล็กในเด็กแรกเกิด แม้ว่าลูกอาจจะยังไม่สามารถเข้าใจภาษาได้🔤 เราสามารถนำหนังสือมาอ่านให้ลูกฟังทุกคืนก่อนนอนเพื่อเป็นการปลูกฝังให้ลูกคุ้นเคยตั้งแต่เด็กค่ะ 📖คติสอนใจหนังสือภาพของเด็กมักจะมีคติสอนใจสอดแทรกเข้ามาเพื่อให้เด็กๆได้เรียนรู้จากบทเรียนต่างๆในเรื่อง ซึ่งจะช่วยขัดเกลาให้ลูกอยู่ในบรรทัดฐานและเข้าใจว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ❌📖ชวนลูกคุยเกี่ยวกับนิทานที่อ่านเมื่อลูกโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถชวนลูกมาอ่านหนังสือ และเมื่ออ่านนิทานเสร็จแล้ว ให้ชวยคุยถึงนิทานเรื่องนั้น📚 ว่าฟังแล้วเป็นอย่างไร มีข้อคิดอะไรบ้าง และพฤติกรรมได้ควรทำตามหรือไม่ทำตาม ก็จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกกับการอ่านนิทานมากขึ้นค่ะ📖เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้หลายๆคน อาจเคยได้ยินมาว่าคนเราจะจดจำภาพได้ดีกว่าตัวหนังสือใช่ไหมคะ ซึ่งหนังสือภาพจะช่วยให้ลูกเข้าใจและเรียนรู้เนื้อหาได้ไวขึ้น เพราะภาพและสี🖼️ที่อยู่ในหนังสือภาพจะช่วยให้สมองของลูกจดจำข้อมูลได้ดีนั่นเองค่ะ 📖เรียนรู้คำศัพท์ เมื่ออ่านหนังสือให้ลูกฟัง คุณพ่อคุณแม่สามารถบอกคำศัพท์ให้ลูกฟังและชี้ภาพในหนังสือ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และจดจำคำศัพท์🔤ใหม่ๆระหว่างที่ดูหนังสือนั่นเองค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.