Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ25 เดือนขึ้นไป | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ25 เดือนขึ้นไป

Content Image

ควรให้ลูกเล่นปืนของเล่นหรือไม่?

ผู้ปกครองหลายๆท่านมองว่าไม่ควรให้ลูกเล่นปืน เพราะกลัวว่าลูกจะก้าวร้าว หรือมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง และยังดูอันตราย ซึ่งบางท่านก็มองว่าเป็นเพียงการเล่นบทบาทสมมติ และเป็นกิจกรรมของเด็กผู้ชาย ซึ่งจริงๆแล้วผู้ปกครองควรจะให้น้องเล่นมือไหม เราไปดูกันค่ะ จริงๆแล้วควรให้เด็กเล่นปืนของเล่นหรือไม่?เมื่อเด็กอายุ 2-3 ขวบ เด็กผู้ชายมักจะเล่นต่อสู้ซึ่งการเล่นแบบนี้อาจเป็นเพียงการแสดงความกล้าหาญผ่านจินตนาการและยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าการเล่นต่อสู้เมื่อตอนเป็นเด็ก จะนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวจริงๆ และผู้ใหญ่หลายคนที่เคยเล่นยิงปืน🔫มาก่อนก็ไม่ได้เป็นอาชญากรเมื่อโตขึ้นโดยเด็ก👶ส่วนใหญ่มักจะแสดงพฤติกรรมความก้าวร้าวและพฤติกรรมความรุนแรงจากสื่อ ซึ่งหากยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุให้ลูกอยากเล่นมากขึ้น นอกจากนั้นการเล่นบทบาทสมมติยังมีส่วนช่วยในเรื่องของพัฒนาการของเด็ก ทำให้เขารู้บทบาททางเพศ และ บทบาทของสังคม แต่อย่างไรก็ตามผู้ปกครองก็ควรมีกฎระเบียบ มีขอบเขต และข้อควรระวังเมื่อให้ลูกเล่นปืน🔫ของเล่นโดยก่อนเล่นควรจะทำความเข้าใจกับลูกก่อน โดยพ่อแม่👬🏽บางคนก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้เล่นปืนของเล่นเพราะกังวลว่าอาจจะเพิ่มพฤติกรรมก้าวร้าวควรกำหนดเกณฑ์อย่างไรเมื่อจะให้ลูกเล่นปืนของเล่นสอนลูกให้แยกแยะระหว่างปืนของเล่นและของจริงให้ลูกรู้จักแยกแยะระหว่างปืนของเล่นและของจริง โดยบอกถึงลักษณะภายนอกและสีของปืน และไม่ควรนำปืนของจริงมาให้ลูกเห็นและเก็บให้พ้นมือเด็ก✋เลือกปืนที่มีความปลอดภัยไม่ใช่ว่าปืนทุกชนิดมีความปลอดภัยดังนั้นเราควรจะเลือกปืน🔫ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น เลือกปืนฉีดน้ำที่มีความแรงของน้ำน้อย หรือ ปืนที่ยิงแล้วมีเสียงไม่ให้ลูกทำร้ายคนอื่นด้วยปืนของเล่นอธิบายให้ฟังว่าการชี้ปืนใส่หน้าคนเป็นสิ่งที่ไม่ควร และไม่ควรทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บและเดือดร้อน รวมถึงไม่ควรรังแกสัตว์🐕‍🦺ด้วยหากไม่อยากให้ลูกเล่นปืนควรทำอย่างไรจัดหาของเล่นอย่างอื่นมาแทนที่หากลูกไม่ยอมและไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็อาจซื้อปืนปลอมให้ลูกเล่น โดย จะต้องดูแตกต่างจากปืนของจริงเพื่อให้ลูกแยกแยะได้และไม่ให้คนอื่นตกใจกลัว😨อธิบายพร้อมเบี่ยงเบนความสนใจหากเห็นว่าลูกเล่นปืน🔫ปลอมอยู่ ค่อยๆเกลี่ยกล่อมโดยการอธิบายกับลูกว่าปืนทำให้คนรอบข้างกลัว เพราะปืนจริงๆสามารถทำร้ายคนได้ พร้อมกับเบี่ยงเบนความสนใจโดยการนำของเล่นอย่างอื่นมาให้เล่น ซึ่งไม่ว่าจะอนุญาติให้ลูกเล่น หรือไม่อยากให้ลูกเล่น คุณพ่อคุณแม่ควรรับมือด้วยความใจเย็นและพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผลเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการอย่างสมวัยค่ะ

Content Image

โรคที่มักพบในเด็กเล็ก

     คนในแต่ละวัยนั้นมีเงื่อนไขทางสุขภาพหรือโรคที่ต้องเฝ้าระวังต่างกัน เช่นเดียวกันกับวัยเด็กของเจ้าตัวน้อยค่ะ👶 เนื่องจากวัยเด็กเป็นวัยที่ยังมีภูมิต้านทานที่ไม่หลากหลาย และความใส่ใจเรื่องสุขอนามัยนั้นก็ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับวัยผู้ใหญ่ การติดเชื้อ🦠จึงเกิดได้ค่อนข้างง่าย บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาดูว่าโรคเหล่านั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าระวังการติดเชื้อโดยผู้ปกครอง โดยจะขอแบ่งเป็นหมวดหมู่ของโรคเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นของคุณผู้อ่านดังต่อไปนี้ค่ะ💁‍♀️โรคติดเชื้อที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจโรคโควิด-19 นับเป็นโรคติดเชื้อที่มีชื่อเสียงที่สุด ณ ปัจจุบันเลยก็ว่าได้ เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อระบบหายใจเป็นหลัก😷 (หากผู้ป่วยไม่มีโรคแทรกซ้อนหรือภาวะทางสุขภาพอื่นๆ) อาการของผู้ติดเชื้อก็จะมีตั้งแต่ระดับเบาจนไปถึงปานกลาง คือมีไข้สูง🤒เหมือนการเป็นไข้หวัด และมีอาการไอ ระคายเคืองคอร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการในกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการเบื่ออาหาร ความสามารถในการรับกลิ่นของจมูกลดลง👃 เป็นผื่นคัน เป็นโรคที่อาการค่อนข้างเกิดได้หลากหลายขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ย่อยของเชื้อที่ติดด้วยค่ะ และในผู้ป่วยที่มีอาการหนักก็จะมีอาการเหล่านี้เช่นเดียวกันในระดับที่หนักขึ้น ความสามารถในการทำงานของอวัยวะในร่างกายโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจลดลง อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้💀 แต่ระดับอาการที่หนักนั้นไม่ค่อยพบในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงแต่เดิมอยู่แล้วค่ะไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่ ยังนับเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้บ่อยกับเด็กๆ เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะเด็กๆยังมีภูมิต้านทานที่ต่ำ เมื่ออากาศเย็นลง ความชื้นเพิ่มขึ้น❄️ สิ่งแวดล้อมก็เหมาะแก่การเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส🦠มากขึ้น เด็กจึงติดเชื้อได้ง่าย และยิ่งเป็นเด็กในวัยเรียนที่ได้มีสังคม มีการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ การแพร่กระจายของเชื้อก็จะเกิดได้ง่ายขึ้นไปอีกค่ะ อาการของโรคก็ค่อนข้างอยู่ในระดับเบาถึงปานกลาง เริ่มตั้งแต่มีไข้ ปวดศีรษะ มีน้ำมูก มีเสมหะ มีอาการไอจาม🤧 แต่ก็ต้องระวังเรื่องภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจที่ตามมาคล้ายๆกับโรคโควิด-19 เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโรคไซนัสอักเสบ โรคหลอดลมอักเสบ จนไปถึงโรคปอดบวม🫁หรือปอดอักเสบอันมาจากการที่เชื้อไวรัสลงปอดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจากการติดเชื้อ RSV เจ้าเชื้อตัวนี้มาจากชื่อเต็มว่า Respiratory Syncytial Virus ซึ่งจะติดได้ง่ายเป็นพิเศษในเด็กเล็ก👶ค่ะ อาการของเชื้อนั้นก็จะเป็นอาการทางระบบหายใจทั่วไป เช่นเดียวกันโรคโควิด-19 และไข้หวัดเลยค่ะ อาการที่เจ้าตัวน้อยจะเป็นก็จะมีตั้งแต่มีไข้🤒 ไอจาม มีน้ำมูกและเสมหะ และเช่นเดียวกันกับสองโรคที่กล่าวมาด้านบน การติดเชื้อตัวนี้ก็จะน่ากังวลเป็นพิเศษหากเกิดกับเด็กที่มีเงื่อนไขสุขภาพด้านทางเดินหายใจ😷เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ค่ะโรคติดเชื้อที่ส่งผลต่อระบบผิวหนังและอื่นๆโรคมือเท้าปาก เป็นอีกหนึ่งโรคที่เกิดขึ้นได้ง่ายเป็นพิเศษในเด็กเล็กค่ะ อาการของโรคนี้มีส่วนที่คล้ายอาการไข้หวัด นั่นก็คือการมีไข้ตำ่ สร้างความอ่อนเพลียให้ผู้ติดเชื้อ แต่อาการที่เป็นเอกลักษณ์คือการที่เด็กจะมีตุ่มแดงพองข้างในช่องปาก👄 ซึ่งจะแตกและก่อให้เกิดแผลตามมา สร้างความเจ็บปวดในช่องปากให้แก่เด็กๆ จนทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร🙁ตามมาเพราะรู้สึกเจ็บเวลาต้องกินอาหารค่ะโรคหัด เป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ผ่านทางเดินหายใจ อาการของโรคก็จะมีส่วนที่คล้ายไข้หวัดทั่วไป นั่นก็คือมีไข้ มีน้ำมูก มีอาการไอ😮‍💨จามประกอบ แต่อาการที่เป็นเอกลักษณ์ของโรคก็คือการที่เด็กๆจะมีผื่นขึ้นตามร่างกาย และหากวัยที่ติดเชื้อเป็นวัยทารกที่กำลังอยู่ในครรภ์🤰 ก็จะมีผลทำให้พัฒนาการในครรภ์ของทารกนั้นเป็นไปอย่างไม่ปกติค่ะ เมื่อคลอดออกมาอาจก่อให้เกิดความพิการได้ค่ะโรคอีสุกอีใส เป็นอีกหนึ่งโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ🦠เช่นเดียวกัน ลักษณะของอาการที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับโรคนี้ก็คือการที่เด็กจะมีตุ่มใสและผื่นขึ้นตามผิวหนัง แต่ก็จะแตก💦และหายไปเอง อย่างไรก็ตามการแตกของตุ่มเหล่านั้นอาจสร้างแผลเป็นตามร่างกายให้เจ้าตัวน้อยได้ค่ะโรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่มีพาหะคือยุงลายค่ะ🦟 อาการของโรคนั้นจะมีความคล้ายไข้หวัดใหญ่ นั่นคือมีไข้สูง🤒 มีภาวะเบื่ออาหารร่วมด้วย เด็กรู้สึกคลื่นไส้ อยากอาเจียน🤮 และเมื่อไข้ลดก็จะมีอาการเซื่องซึมผิดปกติ เป็นโรคที่หสกไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกวิธี ก็อาจทำให้เด็กถึงแก่ชีวิต💀ได้ค่ะวิธีการป้องกันโรคในเด็กวิธีที่ 1️⃣โรคแทบทุกโรคตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีวัคซีน💉ที่ไว้ใช้ป้องกันโรคอยู่ค่ะ ด้วยกลไกการทำงานของวัคซีน อาจป้องกันการติดเชื้อไม่ได้ก็จริง แต่ป้องกันการติดเชื้อแล้วออกอาการอย่างหนักได้ค่ะ ดังนั้นต่อให้เจ้าตัวน้อยได้รับเชื้อมา แต่ได้รับวัคซีนมากระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันก่อนหน้าแล้ว ลูกๆของเรามีแนวโน้มที่จะมีอาการของโรคในระดับที่เบาจนไปถึงไม่เป็นอะไรเลย วิธีที่ 2️⃣สังเกตว่าโรคที่เกิดกับเด็กส่วนใหญ่จะเป็นโรคติดเชื้อ วิธีหนึ่งที่ป้องกันโรคติดเชื้อได้ค่อนข้างดีก็คือการรักษาสุขอนามัยของตนเอง การปลูกฝังให้ลูกรักความสะอาด🤲จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ปกครองควรทำค่ะ     อันที่จริงแล้วโรคในเด็กนั้นยังมีอีกหลายโรคมาก บทความของเราได้ทำการยกตัวอย่างมาเพียงโรคที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยๆในเด็กเท่านั้น ดังนั้นนอกเหนือจากลักษณะของโรคและการป้องกันโรคเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่👫ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโรคอื่นๆ รวมถึงโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างสม่ำเสมอค่ะ

Content Image

วิธีเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

    ครีมกันแดดเด็กถือว่าเป็นอีกหนึ่งไอเท็มสำคัญในการปกป้องผิวที่บอบบางของลูกน้อยจากรังสี UV เมื่อลูกต้องเผชิญกับแสงแดดภายนอก เพราะแสงยูวีสามารถทำให้ผิวเด็กไหม้แดด ผิวหมองคล้ำไม่สวย เกิดอาการแพ้ และคันระคายเคือง รวมไปถึงเกิดผดผื่นและริ้วรอยก่อนวัยได้ด้วยเช่นกัน คุณแม่ควรเลือกครีมกันแดดให้ลูกแบบไหนถึงจะปลอดภัย เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ ครีมกันแดดเด็ก มีกี่ประเภท?ครีมกันแดดนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทซึ่งแตกต่างกันมาก คือ ครีมกันแดดประเภทมิเนอรัลและครีมกันแดดเคมี และครีมกันแดดทั้ง 2 แบบมีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้ 🧴ครีมกันแดดเด็กแบบมิเนอรัล (Mineral Sunscreen) - ครีมกันแดดแบบมิเนอรัล ผลิตจาก zinc oxide และ titanium dioxide ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่ทำงานโดยการเคลือบผิวและสะท้อนรังสี UV ออกไป ไม่ให้ซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนัง โดยฟังก์ชันป้องกันนี้จะทำงานทันทีที่ทาครีมกันแดดมิเนอรัลลงบนผิวของโดยไม่จำเป็นต้องรอเวลาก่อนออกไปเผชิญกับแสงแดด☀️- ครีมกันแดดแบบมิเนอรัลจึงจัดอยู่ในประเภทที่ปลอดภัยและอ่อนโยนต่อผิวบอบบาง✅ เนื่องจากมีวิธีการทำงานที่ไม่ซึมซับรังสี UV เข้าสู่ผิว - ครีมกันแดดแบบมิเนอรัลมีเนื้อสัมผัสที่หนาและหนัก และอาจทิ้งคราบสีขาวไว้บนผิว แต่ในความเป็นจริงแล้ว คราบสีขาวนี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าผิวของลูกกำลังได้การปกป้องและปลอดภัยจากรังสี UV ค่ะ  - ครีมกันแดดแบบมิเนอรัลเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายหรือสร้างมลพิษให้กับท้องทะเล🌊 ดังนั้น คุณแม่สามารถครีมกันแดดชนิดนี้ให้ลูกน้อยลงเล่นน้ำได้อย่างสบายใจเลยค่ะ และควรทาครีมกันแดดซ้ำหลังทุก ๆ 2 ชั่วโมงเพื่อประสิทธิภาพในการปกป้องที่ดีที่สุดด้วยนะคะ  🧴ครีมกันแดดเด็กแบบเคมี (Chemical Sunscreen) - ครีมกันแดดแบบเคมี ประกอบด้วยสารเคมี อย่าง oxybenzone, avobenzone, octisalate, octocrylene, homosalate และ octinoxate โดยส่วนผสมทั้งหมดเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับรังสี UV เข้าสู่ผิวก่อนจะเปลี่ยนเป็นความร้อนและระเหยออกมา♨️ ซึ่งแตกต่างจากการทำงานของครีมกันแดดแบบมิเนอรัล- ครีมกันแดดแบบเคมี ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที⏳ในการออกฤทธิ์ ดังนั้นคุณแม่ต้องรอสักพักก่อนให้ลูกออกไปเผชิญกับแสงแดด แถมยังต้องทาซ้ำบ่อยๆ อีกด้วย - ครีมกันแดดแบบเคมีสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวและกระแสเลือดได้เร็ว จึงทำให้มีโอกาสก่อให้เกิดการแพ้และปฏิกิริยาต่อฮอร์โมนได้ จึงถือว่าเป็นครีมกันแดดประเภทที่ไม่เหมาะกับเด็กน้อยที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายนั่นเอง🙅‍♀️- ครีมกันแดดแบบเคมีไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลและทำลายแนวปะการังได้🪸 ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสียของครีมกันแดดประเภทนี้นั่นเองค่ะครีมกันแดดเด็ก เลือกแบบไหนถึงจะปลอดภัยต่อลูก?👉เลือกใช้ครีมกันแดดเด็กสูตรอ่อนโยนแพทย์ผิวหนังแนะนำให้คุณแม่เลือกใช้ครีมกันแดดเด็กสูตรอ่อนโยนที่มีส่วนผสมของสารกันแดดแบบมิเนอรัล ช่วยปกป้องผิวบอบบางของลูกน้อยจากรังสี UVA และ UVB ด้วยค่า SPF 30 PA++☀️ เริ่มใช้ได้เลยตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และครีมกันแดดจะต้องไม่มีสารเคมีอันตรายอย่างแอลกอฮอล์และน้ำหอม เพื่อที่คุณแม่จะสามารถใช้ทาทั้งผิวหน้า👶และผิวตัวของลูกได้ค่ะ     สรุปได้ว่าแพทย์ผิวหนัง👩‍⚕️แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดมิเนอรัลสำหรับผิวที่บอบบางของเด็กน้อย เพราะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าและปลอดภัยกว่าในระยะยาว หากไม่อยากให้ลูกมีปัญหาผิวตั้งแต่เด็ก คุณแม่ควรเริ่มทาครีมกันแดดให้ลูกได้เลยตั้งแต่อายุ 6 เดือนเลยนะคะ

Content Image

วิธีเลือกสบู่ให้ปลอดภัยกับลูกน้อย

เพราะทารกมีผิวที่บอบบางดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกสบู่ที่เหมาะสมกับผิวของลูกน้อย เพราะหากมีอาการแพ้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะกลายเป็นเรื่องปวดหัวไม่น้อยเลยล่ะคะ โดยเราจะมีวิธีการเลือกสบู่ได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ เลือกสบู่ให้ลูกอย่างไรจึงจะปลอดภัยของใช้เด็กไม่ว่าจะเป็นสบู่เด็ก แชมพู หรือโลชั่นล้วนแล้วแต่มีตัวเลือกมากมายมาให้เลือก ซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อยากมั่นใจว่าสิ่งที่เลือกมานั้นดีที่สุดสำหรับลูก ดังนั้นหลายๆคนจึงอาจกำลังหนักใจว่าควรจะซื้ออะไร ซึ่งสามารถดูเกณฑ์ง่ายๆได้ดังต่อไปนี้เลือกใช้สบู่เด็กออร์แกนิก🧼สบู่ออร์แกนิกคือสบู่ที่ทำมาจากส่วนผสมของธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีจึงเป็นสบู่ที่เหมาะกับผิวของลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เพราะลูกน้อยนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรงเท่าคุณพ่อคุณแม่ดังนั้นสบู่ที่นำมาใช้ก็ไม่ควรจะมีสารเคมีอยู่นะคะ  อ่านฉลากด้านหลังก่อนซื้อสบู่ให้คุณพ่อคุณแม่ลองพลิกหลังขวดเพื่ออ่านฉลากว่าสบู่นั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้าง โดยให้หาผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า "ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิก"🧾 จากแพทย์ผิวหนัง และเป็นไม่ได้ก็ไม่ควรมีน้ำหอมนะคะดูค่า pHเมื่อซื้อสบู่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องดูคือค่า pH🧪ของสบู่ เพราะหากซื้อสบู่ที่มีระดับ pHสูงผิวของลูกน้อยก็จะถูกทำลายได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าสบู่นั้นมีค่า pH ที่มีความเป็นกลาง หรือมีความใกล้เคียงกับผิวหรือไม่ค่ะทดสอบกับผิวของลูกก่อนใช้สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อซื้อสบู่มาแล้วก่อนนำมาใช้อาบน้ำให้ลูกคุณพ่อคุณแม่ควรทำการทดสอบการแพ้ก่อน โดยสามารถทดสอบที่แขนของลูก โดยหากใช้ที่แขน💪แล้วมีอาการแพ้ เช่น ผื่นขึ้น หรือมีอาการอื่นๆ ก็ควรหยุดการใช้ และปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ อ่านรีวิวอีกวิธีนึงที่สามารถทำได้คือ ขอคำแนะนำจากแพทย์หรืออ่านรีวิวของคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์💬ส่วนผสมที่เสี่ยงต่อการแพ้✨ซิลิโคน (Silicone)เป็นสารที่อาจเป็นสาเหตุให้ผิวอุดตัน และอาจทำให้มีปัญหาในการขับเหงื่อ💦ได้✨พาราเบน (Paraben)เป็นสารที่มีความอันตรายต่อร่างกายของลูกน้อย เพราะมันสามารถลูกมีพัฒนาการที่ผิดปกติ หรืออาจสะสมจนทำให้เกิดมะเร็งได้ค่ะ ✨เอสแอลเอส SLS (Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ทำให้เกิดฟอง🛁 แต่ลูกก็สามารถแพ้สารเคมีนี้ได้ และอาจมีการสะสมภายในร่างกาย✨โคคามิโด โพรพิว บีเทน (Cocamidopropyl Betaine)เป็นสารที่ทำให้เกิดฟองเช่นกัน ซึ่งหากเข้าตาลูกน้อยอาจทำให้ระยะเคืองหรือแพ้ได้ค่ะ✨รวมถึงยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกดังนี้💀กลูเตน โพแทสเซียมซอร์เบต ควอเทอร์เนียม-15 โซเดียมเบนโซเอต โทโคฟีริลอะซิเตท ฟีนอกซีเอธานอล โซเดียมแลคเตท ปิโตรเคมี เป็นต้นส่วนผสมที่ปลอดภัยต่อผิวของลูกน้ำมันอัลมอนด์🍂มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ และยังมีวิตามินอีที่ช่วยให้ผิวของลูกอ่อนนุ่มว่านหางจระเข้🎋เป็นส่วนผสมที่ดีสำหรับลูกน้อย ซึ่งช่วยให้ความเย็นและชุ่มชื่น ลดอาการคันตามร่างกาย และยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อราได้อีกด้วยค่ะดอกคาโมมายล์🌼กลิ่นของดอกคาโมมายล์จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขณะอาบน้ำ และมาจากธรรมชาติไม่มีสารอันตรายสบู่เด็กที่เหมาะสำหรับทารกนั้นนอกจากจะต้องอ่อนโยนและให้ความชุ่มชื้นแล้ว ก็จะต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วยนะคะ ซึ่งเมื่อคุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อก็อย่าลืมพลิกฉลากมาดูทุกครั้ง เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีส่วนผสมจากธรรมชาติ🍃 อาจจะผสมส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติจริงๆเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ก็ได้ค่ะ 

Content Image

ลูกกินแต่ขนม ไม่ยอมกินข้าว

คุณพ่อคุณแม่ทานเมื่อลูกไม่กินข้าว กินแต่ขนมและยังกินของเล่นอีก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆในเด็กวัยเตาะแตะ ทำให้ลูกได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรทำสิ่งต่อไปนี้วิธีรับมือลูกไม่ยอมกินข้าวควรทำอย่างไรดี?✨ลดปริมาณขนมต่างๆ🍬 ที่ลูกทานส่วนใหญ่จะมีรสหวาน ทำให้น้ำตาลในเลือดมีระดับที่สูงขึ้นหลังการกิน และจะไปกดสมองส่วนที่ควบคุมความหิวในสมองของลูก ทำให้ลูกไม่อยากกินนั่นเองค่ะ✨จัดเมนูที่หลากหลาย🍲เพื่อให้ลูกได้ลองอาการใหม่ๆ และยังเป็นการดึงดูดความสนใจลูกได้อีกด้วย ซึ่งเด็กวัยนี้มักทานอาหารใหม่ได้ง่าย✨ทานพร้อมกันทั้งครอบครัว เพราะการที่ลูกได้ทานอาหารพร้อมกับผู้ใหญ่👪จะทำให้ลูกทานอาหารได้มากขึ้น เพราะการเห็นคนอื่นทานเป็นการกระตุ้นความอาหารของลูกได้นั่นเองค่ะ✨ตกแต่งจานให้สวยงามน่าทาน ลองจัดจานลูกให้ดูน่ารัก เสริมสร้างจินตนาการ ทำให้แต่ละมื้อมีสีสันสดใส อาจทำเป็นตัวการ์ตูนหรือรูปทรงต่างๆ⭐ที่ลูกชอบ✨ตักอาหารปริมาณพอเหมาะ หากตักให้ลูกมากเกินไป🍲 อาจทำให้ลูกเห็นแล้วไม่อยากทาน เพราะรู้สึกว่ายากที่จะทานให้หมด ควรกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการทาน และเมื่อหมดเวลาทานก็ให้เก็บจาน✨ให้ลูกวิ่งเล่น หากลูกวิ่งเล่นออกกำลังกายจนเหนื่อย🏃 จะทำให้ลูกรู้สึกหิวข้าวขึ้นมาทันที แต่ที่สำคัญคือห้ามให้ขนมหรือของว่างอื่นๆเลยนะคะเมื่อลูกไม่ค่อยยอมทานข้าวได้ควรทำอย่างไร?เช็คสิ่งเหล่านี้ก่อนอื่นเลยควรเช็คน้ำหนักและส่วนสูงของลูกว่าลูกยังอยู่ในช่วงปกติหรือไม่ หากพบว่าน้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์แปลว่าคุณกำลังให้ปริมาณอาหารลูกที่พอเหมาะ หากลูกไม่ยอมทานก็ไม่ควรไปบังคับ หรือดุด่าให้ลูกทาน และควรงดขนมต่างๆ ไอศกรีม🍦 และอื่นๆ เพื่อให้ลูกไม่อิ่มก่อนมื้ออาหาร โดยควรให้อาหารเหล่านี้หลังมื้ออาหารลดนมเป็นอาหารเสริมหากลูกอายุ 1 ขวบขึ้นไป ข้าวควรเป็นอาหารหลักและนมควรเป็นอาหารเสริม โดยควรลดจำนวนการให้นมลงเหลือวันละ 2-3 มื้อ โดยไม่ควรให้ก่อนมื้ออาหาร เมื่อทานข้าว🍲ให้ลูกนั่งทานบนเก้าอี้ และ เมื่อทานกันทั้งครอบครัวก็ไม่ควรพูดคุยเรื่องเครียดๆ โดยปล่อยให้ลูกลองทานเองและคอยช่วยเหลือในส่วนที่จำเป็น

Content Image

ทำโทษลูกด้วยการยึดมือถือ ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

    ในยุคดิจิทัลอย่างยุค 5G สื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย📱มีผลต่อการสร้างระเบียบวินัยของลูกเป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านพบว่าลูกมีอาการติดมือถือจนมากเกินไป และรู้สึกกังวลว่าการติดมือถือจนมากเกินไปนี้จะส่งผลกระทบต่อลูกในหลายๆด้าน จึงทำโทษลูกด้วยการยึดมือถือ จริงๆแล้วการยึดมือถือจะส่งผลท้าทายต่อลูกอย่างไรบ้าง เรามากาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ ลูกติดมือถือแก้ปัญหานี้อย่างไรดี และสิ่งที่ควรปฏิบัติต่อลูกมากกว่าที่จะยึดมือถือสอนให้ลูกใช้มือถืออย่างมีขอบเขตส่วนวิธีแก้ปัญหาระยะยาวของอาการติดมือถือของลูก คือ การแนะนำให้ลูกใช้มือถือและเทคโนโลยีอย่างมีขอบเขต มีความรับผิดชอบและรู้เท่าทันผลเสียที่จะตามมาคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกได้เรียนรู้วิธีควบคุมเวลาในการใช้มือถือและสื่อสารกับลูกอย่างมีประสิทธิภาพด้วยนะคะ✅คุณแม่ควรสงบสติอารมณ์ก่อนอันดับแรกคุณพ่อคุณแม่ควรสงบสติอารมณ์ให้เรียบร้อยก่อนนะคะ หลังจากนั้นสามารถเตือนลูก👦 และปรับความเข้าใจกันเกี่ยวกับเวลาในการเล่นมือถือ อาจจะใช้เป็นช่วงเวลาขณะรับประทานมื้อเย็นพร้อมกับลูก ไม่ควรที่จะลงโทษลูกด้วยการยึดมือถือทันที🙅‍♀️ ให้คุยกับลูกก่อนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น และอธิบายให้ลูกฟังอย่างมีเหตุผลถึงผลกระทบของการเล่นมือถือจนมากเกินไปการตอบสนองและผลที่จะตามมาเมื่อลูกโดนยึดมือถือเด็กแต่ละคนอาจตอบสนองต่างกันไปขึ้นอยู่ลักษณะนิสัยและบุคลิกถือว่าเป็นความท้าทายที่คุณพ่อคุณแม่ในยุคปัจจุบันต้องเผชิญ เพราะสภาพสังคมในปัจจุบัน มือถือนับว่าแทบจะเป็นอวัยวะที่ 33 ของทุกคน เพราะทุกคนจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการทำกิจกรรมประจำวันต่างๆ เช่น ทำการบ้าน เรียนหนังสือ📖 สื่อสารกับเพื่อนฝูง👯‍♂️ และรวมไปถึงการเข้าถึงสื่อความบันเทิงอีกด้วย ดังนั้นหากลูกโดนทำโทษด้วยการยึดมือถือ ลูกอาจจะตอบโต้ หรือยอมจำนนด้วยความโกรธ🤬 อารมณ์เสีย ฉุนเฉียว หรืออาจเพิกเฉยไม่แคร์คุณพ่อคุณแม่เลยก็เป็นไปได้ สร้างความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจให้กับเด็กผลของการลงโทษลูกด้วยการยึดมือถือมักสร้างบาดแผลภายในใจให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกผิด😰 รู้สึกถูกควบคุม และรู้สึกอับอาย และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาลูกเลิกติดมือถือได้อีกด้วยค่ะ แถมทำให้ลูกถอยห่างจากคุณพ่อคุณแม่  ไม่เต็มใจที่จะเปิดให้คุณพ่อคุณแม่เข้าไปในโลกของเขา เพราะรู้สึกไม่ไว้ใจหรือปลอดภัยที่จะทำเช่นนั้น     นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรจัดการกับกรอบความคิดเกี่ยวกับการการใช้มือถือของลูก การเลี้ยงลูก และวิธีสร้างความสัมพันธ์กับลูกในวัยที่เขากำลังเติบโต ควรชวนลูกออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ส่งเสริมให้ลูกมีงานอดิเรก เช่น  อ่านหนังสือ เล่นบอร์ดเกม🎯 หรือจะเป็นกิจกรรมที่สมาชิกในครอบครัวได้ทำร่วมกัน เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวด้วย👨‍👩‍👧

Content Image

กิจกรรมปีนผา ปลอดภัยสำหรับเด็กไหม?

     อีกหนึ่งกิจกรรมที่เด็กๆชื่นชอบก็คือกิจกรรมปีนผา🧗‍♀️ กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กๆเพลิดเพลินแต่ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงและพัฒนาการทางด้านร่างกายของลูก เพราะในการปีนผาแต่ละครั้งนั้นต้องใช้แรงกายและความคิดทางสมองเป็นอย่างมาก วันนี้บทความเราได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแม่ทราบว่ากิจกรรมนี้ปลอดภัยสำหรับลูกน้อยจริงไหม เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️การปีนผา (Rock climbing)การปีนผาแบบจริงและการปีนผาแบบจำลองจะเป็นการปีนไปตามแนวสูงหรือแนวขวาง โดยลูกจะต้องปีนไปที่จุดสูงสุดโดยห้ามตกลงมา กิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมที่ท้าทาย และใช้พละกำลังมาก💪 กีฬาปีนผาจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิดดังนี้✨1. Sport Climbing1.1 Top Rope Climbing เป็นการปีนผาที่ผู้บินจะมีเชือก🪢มัดติดกับอุปกรณ์ของตัวเอง การปีนผาชนิดนี้จัดเป็นการปีนผาที่ปลอดภัยและเหมาะสำหรับเด็กๆที่เป็นมือใหม่ในการปีนผา☑️1.2 Lead Climbingการปีนผาชนิดนี้จัดเป็นการปีนผาที่เด็กๆจะต้องมีความคุ้นชินกับการปีนผา🧗‍♀️มาแล้วสักพัก เพราะจำเป็นต้องใช้การชำนาญเป็นอย่างมาก ✨2. Bouldering คือการปีนผาระยะสั้นที่มีความสูงไม่เกิน 5 เมตร โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการปีนแบบ Sport Climbing สิ่งที่จำเป็นสำหรับเด็กๆคือต้องใช้รองเท้าปีนหน้าผา🥾และช็อกเท่านั้นในการเปลี่ยน การปีนผาประเภทนี้จัดเป็นการปีนผาที่ท้าทายและไม่ใช่การปีนผาในระยะสูงประโยชน์ของการปีนผา👉ช่วยให้ลูกสุขภาพแข็งแรงกิจกรรมปีนผาเป็นกิจกรรมที่ลูกสามารถออกกำลังกายโดยใช้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งลำตัว แขน💪 ขา🦵 และกล้ามเนื้อมือ จึงจัดว่าเป็นกิจกรรมที่ทำให้ลูกสามารถพัฒนากล้ามเนื้อและฝึกความอดทนให้เป็นเด็กที่แข็งแรงค่ะ👉เสริมทักษะทางด้านมือและการมองเห็นกิจกรรมปีนผาจะช่วยให้ลูกเสริมทักษะทางด้านมือ🖐️ เพราะในช่วงปีนผาลูกจําเป็นต้องคิดถึงการวางมือและนิ้วเท้าร่วมกับการใช้ประสาทตาเพื่อการมองเห็น👁️และฝึกรับรู้ 👉เสริมทักษะการตัดสินใจการปีนผาจะช่วยให้ลูกรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเองและเป็นการเพิ่มความมั่นใจ เด็กที่ได้ทำกิจกรรมปีนผาบ่อยๆจะมีการตัดสินใจที่เร็ว🤓 ซึ่งถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับเด็กเป็นอย่างมาก👉เสริมทักษะการเข้าสังคมเมื่อเด็กๆได้ไปทำกิจกรรมปีนผา จะทำให้ได้พบเจอกับเพื่อนใหม่👯‍♂️และสังคมใหม่ และยังมีครูผู้ฝึก👨‍🏭ที่คอยฝึกเด็กๆเป็นพิเศษ จึงทำให้เด็กได้เรียนรู้ถึงการเข้าสังคมและการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆสิ่งที่คุณแม่ควรทราบก่อนพาลูกไปปีนผา💰ค่าใช้จ่ายในการปีนผากิจกรรมปีนผานั้นจัดเป็นกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่ายสูง ในการเล่นแต่ละครั้งจะต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ อุปกรณ์และรองเท้า🥾ในการปีนผา คุณแม่ควรต้องเตรียมค่าใช้จ่ายในกิจกรรมนี้พอสมควรค่ะ⏰ระยะเวลาในการเรียนรู้เนื่องจากกิจกรรมปีนผาจัดว่าเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลานานพอสมควรในการเรียนรู้วิธีการเล่นให้ถูกต้อง เช่น การจับอุปกรณ์ในการปีน รูปแบบในการปีนผา🧗 การดูสัญญาณโรยตัว และการเรียกชื่ออุปกรณ์ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องพาลูก👶มาเล่นอย่างต่อเนื่องค่ะ     คุณแม่ควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนว่าลูกมีความพร้อมสำหรับกิจกรรมปีนผาหรือไม่🧗 เพราะกิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจ รวมไปถึงต้องใช้ความคิดในการตัดสินใจ💭 ดังนั้นอย่าลืมปรึกษากับลูกให้ชัดเจนก่อนทำกิจกรรมนะคะ

Content Image

วิธีการเลือกผ้าปูที่นอนให้ลูกน้อย

การนอนเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับเด็กที่กำลังมีการพัฒนาการในรอบด้าน ซึ่งในการนอนนั้นก็จะต้องมีเตียงนอนที่สบาย รวมถึงจะต้องเลือกซื้อผ้าปูที่นอนให้ลูกอย่างถูกหลักเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยอีกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะไปดูกันว่าเราจะมีวิธีการเลือกผ้าปูที่นอนได้อย่างไรบ้างค่ะ การนอนของเด็กสำคัญอย่างไรความสำคัญของการนอนในเด็ก💤แม้ว่าทุกช่วงอายุของคนเราจะต้องการเวลาในการพักผ่อนนอนหลับที่แตกต่างกัน แต่การนอนก็เป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ทุกคนต้องการ โดยเฉพาะกับเด็กที่การนอน😴จะมีส่วนช่วยในเรื่องของพัฒนาการ เมื่อสมองได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เด็กก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสามารถจำจดได้แม่นยำขึ้น ซึ่งหากเด็กได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้มีพัฒนาการที่ล่าช้าได้ค่ะเด็กก่อนวัยเรียนควรนอนวันละกี่ชั่วโมงเด็กในวัยนี้ควรนอนให้ได้ 9-12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจมีชั่วโมงการนอนที่แตกต่างกันแล้วแต่คน ซึ่งหากลูกนอนไม่พอ คุณพ่อคุณแม่จะสามารถสังเกตได้เมื่อต้องใช้เวลาในการปลุกนานกว่าจะตื่น😪 หรือ เผลอหลับตอนกลางวัน ซึ่งหากอยากจะให้ลูกนอนอย่างเต็มที่ควรจะดูแลสิ่งเหล่านี้ไปด้วยค่ะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ก่อนนอนไม่ควรให้ลูกออกกำลังกาย🏃หรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะ เพราะจะเป็นการทำให้ร่างกายของลูกตื่นตัวและนอนไม่หลับ รวมถึงไม่ควรให้ลูกทานอาหารหนักๆ ก่อนนอน ไม่ควรไล่ให้ลูกไปนอนเชิงดุ เพราะจะทำให้ลูกเชื่อมโยงการนอนกับความรู้สึกไม่ดีนั่นเองค่ะสร้างบรรยากาศการนอนที่ดี💤พยายามสร้างบรรยากาศให้ลูกรู้สึกปลอดภัยก่อนให้ลูกเข้านอนด้วยการชวนลูกพูดคัย รวมถึงจะต้องดูว่าห้องนอนมีอุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การนอนหรือไม่ รวมถึงควรพาลูกเข้านอนให้ตรงเวลา🕐ทุกๆวัน หากพาลูกเข้านอนในตอนกลางคืนให้ปิดไฟ หรือ ใช้แสงไฟสลั่วๆไม่ให้มีแสงจ้าจนเกินไป หากเป็นตอนกลางวันสามารถใช้เสียงเบาๆ และเจอแสงธรรมชาติได้บ้างเลือกผ้าปูที่นอนให้ลูกอย่างไรดี?นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผ้าปูที่นอนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะส่งเสริมการนอนที่ดีให้กับเจ้าตัวเล็กได้ เพราะการเลือกผ้าปูที่นอนนั้นมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของร่างกายและความรู้สึกของลูกต่อการนอนโดยจะมีวิธีการเลือกผ้าปูที่นอนสำหรับเด็กอย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันค่ะ  พาลูกไปเลือกลายผ้าปูที่นอน🛏️หากลูกโตพอที่จะสามารถเลือกได้ ก็สามารถพาลูกไปเลือกผ้าปูที่นอนที่ลูกชอบ เพราะหากได้ผ้าปูที่นอนที่ถูกใจก็จะทำให้ลูกรู้สึกอยากนอนมากขึ้น และอาจช่วยให้ลูกนอนให้เยอะขึ้นนั่นเองค่ะเลือกผ้าห่มขนาดพอดีควรเลือกขนาดของผ้าห่มให้พอดีกับขนาดตัวของลูก เพราะหากเลือกผ้าห่มที่มีขนาดใหญ่เกินไปอาจจะทำให้ลูกไม่สบายตัวเมื่อใช้ห่ม แถมยังยากต่อการหายใจ💨ในเวลานอนอีกด้วยค่ะ ทำความสะอาดง่ายเป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่ควรจะนำมาพิจารนาเพราะหากลูกน้อยมีการปัสสาวะ🚻รดที่นอน หรือใช้ผ้าปูไปสักระยะแล้วจะต้องถึงเวลาในการไปทำความสะอาด คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้ไม่ต้องยากลำบากมากนัก โดยควรเลือกผ้าที่สามารถแห้งได้เร็วและทำความสะอาดได้ง่ายค่ะ เปลี่ยนผ้าปูใหม่อยู่เสมอคุณพ่อคุณแม่จะต้องมั่นใจว่าผ้าปู🛏️ที่นอนสำหรับลูกน้อยนั้นใหม่เสมอ โดยควรดูว่าชุดเครื่องนอนนั้นถูกผลิตมานานแล้วหรือยัง เพราะชุดเครื่องนอนที่เก่านั้นจะมีรอยยุบบนที่นอนซึ่งจะส่งผลให้ลูกมีอาการปวดเมื่อย นอนไม่สบาย รวมถึงอาจกระทบต่อระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ💪ทำให้ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่เตรียมชุดผ้าปูสำรองเมื่อผ้าปูที่นอนจะต้องได้รับการทำความสะอาดในบางครั้งคราว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะเตรียมผ้าปูที่นอนสำรองไว้เผื่อในกรณีนี้ด้วยนะคะ 

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

เพลงอนุบาล ช่วยเสริมพัฒนาการลูก

     การฟังเพลง🎶ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ง่ายและสนุกสำหรับเด็กๆ เพราะเด็กๆจะรู้สึกเพลิดเพลินในการร้อง และเต้นตามจังหวะของเพลง บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับประโยชน์ของการให้ลูกฟังเพลงและเทคนิคการเลือกเพลงที่เหมาะสมกับรูปมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️ประโยชน์ของการให้ลูกฟังและร้องเพลงอนุบาล💫ช่วยกระตุ้นทักษะการจำการฟังเพลงจะเป็นการช่วยพัฒนาทักษะทางด้านความจำ รวมไปถึงช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะในการฟัง👂 พูด และการออกเสียงได้ด้วยค่ะ💫ช่วยให้เด็กกล้าแสดงออกการที่เด็กจะเป็นคนกล้าแสดงออกและกล้าคิดกล้าทำนั้น จะต้องอาศัยดนตรีและการร้องเพลง🎤เข้าไปด้วย เพราะกิจกรรมนี้ทำให้เด็กสนุกและรู้สึกเพลิดเพลินนั่นเองค่ะ💫ช่วยพัฒนาทักษะทางด้านดนตรีเพราะดนตรีเปรียบเสมือนอาหารของสมอง🧠 เด็กจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจถึงจังหวะช้า- เร็ว และเสียงเบา- ดัง อีกทั้งเด็กยังรู้สึกสนุกสนานผ่อนคลาย เพลิดเพลิน และไม่เกิดความเครียดจากการฟังดนตรี ทำให้เด็กๆมีนิสัยที่อ่อนโยน🥰เทคนิคการเลือกเพลงที่เหมาะสมกับลูก👉เลือกเนื้อหาของเพลงที่เหมาะสมเพลงที่คุณแม่เลือกให้ลูกฟังควรเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเหมาะสม  ไม่มีจังหวะที่รุนแรงหรือเร็วจนเกินไป อีกทั้งไม่ควรมีการใช้คำหยาบภายในเพลงด้วยค่ะ🙅‍♀️👉เลือกเพลงที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เพลงที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความจำ💭 จะช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น เช่นเพลงท่อง a-z, เพลงนับเลข และยังรวมไปถึงเพลงที่เกี่ยวกับชื่อสัตว์ต่างๆ🐿️👉เลือกเพลงที่ส่งเสริมจริยธรรมเพลงที่สอดแทรกเนื้อหาทางด้านจริยธรรม ความสามัคคี และความซื่อสัตย์ จะเป็นการสอนเด็กๆทางอ้อมให้เป็นคนดี สามารถแยกแยะว่าอะไรถูกและอะไรผิดได้💯 เด็กก็จะนำมาปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องความสำคัญของการทำท่าประกอบกับเพลงเมื่อลูกได้รู้จักการฟังและร้องเพลงไปแล้ว คุณแม่สามารถชวนลูกขึ้นมาเต้นประกอบท่าทางกับเพลงได้ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว👨‍👩‍👧 เพราะธรรมชาติของเด็กจะชอบเคลื่อนไหวอยู่เสมอ การทำท่าประกอบกับเพลงจะช่วยเสริมพัฒนาการของเด็กได้หลายๆด้าน ดังต่อไปนี้✨ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเข้าใจถึงจังหวะของเพลง✨เป็นการช่วยฝึกสมาธิและความจำจากการร้องเพลง🎤✨ทำให้เด็กรู้สึกเพลิดเพลิน🥳 และคลายเครียด✨ทำให้เกิดจินตนาการและความคิดที่สร้างสรรค์✨ทำให้เด็กเป็นคนกล้าแสดงออกต่อสาธารณะ✨ทำให้เด็กเข้าใจบทบาทของการเป็นผู้นำและการเป็นผู้ตาม     สรุปได้ว่าการร้องเพลงและทำท่าประกอบไปกับเพลงนั้นช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกในหลายๆด้าน และยังทำให้เด็กรู้สึกสนุกไปพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย เพลงยอดฮิตที่เราแนะนำให้คุณแม่เปิดให้ลูกฟัง คือ เพลง Baby Shark🦈, เพลง Don't open the door to strangers🚪, เพลงล้างมือก่อนกินอาหาร และเพลงกินผักกัน🥦 เป็นต้น

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.