Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ25 เดือนขึ้นไป | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ25 เดือนขึ้นไป

Content Image

ลูกกินไม่อิ่มเสียที ผิดปกติหรือไม่

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องอาหารในประเทศไทยนั้น ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเลื่องชื่อทั้งกับชาวต่างชาติและคนไทยด้วยกันเองว่ามีรสชาติดี สามารถหารับประทานได้เรื่อยๆเมื่อหิว แต่ไม่ว่าจะอร่อยแค่ไหน หากเรารับประทานอาหารอิ่มแล้ว ความอยากอาหารนั้นก็มักจะหายเป็นปลิดทิ้งได้ด้วยตนเอง แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กๆบางคนค่ะ เจ้าตัวน้อยบางคนสามารถรับประทานอาหารมื้อหลักได้เยอะมาก นอกจากนี้ยังสามารถรับประทานอาหารว่างหรือขนมจุกจิกได้ทั้งวันโดยไม่รู้จักอิ่มเสียทีอีกด้วย โดยที่น้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นตามปริมาณอาหารหรือไม่เพิ่ม ในทางตรงกันข้ามอาจน้ำหนักลดก็ได้ หากลูกๆของเรามีอาการแบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ หรือเป็นสัญญาณของโรคอะไรหรือไม่ วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารกันค่ะ💁‍♀️เสี่ยงเป็นโรคกินไม่หยุด?โรคกินไม่หยุด หรือ Binge Eating Disorder หรือที่ถูกเรียกเป็นชื่อย่อว่า BED เป็นโรคที่ผู้ป่วยมีอาการรับประทานอาหารในปริมาณกว่าคนปกติ โดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้ รับประทานอาหารได้ตลอดเวลาแม้ไม่ได้กำลังรู้สึกหิว😋 ควบคุมปริมาณอาหารที่ตนเองรับประทานเข้าไปไม่ได้ สำหรับโรคกินไม่หยุดที่พบในเด็กนั้น มีแนวโน้มว่าสามารถเกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้ได้ค่ะเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากพบว่าคนในครอบครัว👨‍👩‍👧ที่เกี่ยวข้องทางสายเลือดกับเด็กเคยเป็นโรคกินไม่หยุด เด็กก็จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคดังกล่าวเช่นเดียวกันเด็กที่เป็นโรคอ้วนเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับความมั่นใจในรูปร่างหรือลักษณะภายนอกของตนเองเด็กที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงที่สะเทือนใจมาเด็กที่มีภาวะอื่นๆทางจิตควบคู่ไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น โรคเครียด โรคซึมเศร้า🥲 โรคกลัวสิ่งต่างๆ ไบโพลาร์ หรือถูกวิเคราะห์ว่าเป็นผู้ป่วยทางจิตหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมาค่ะสัญญาณของโรคกินไม่หยุด✨รับประทานอาหารได้ในปริมาณปกติ หรือมากกว่าปกติ แม้ไม่ได้รู้สึกหิว✨แม้จะอิ่มแล้ว ก็ยังอยากที่จะรับประทานอาหารต่อเรื่อยๆ✨สามารถรับประทานอาหารปริมาณต่อครั้งได้มากๆอย่างรวดเร็ว✨แม้จะได้รับประทานอาหาร แต่ผู้ป่วยไม่ได้มีความสุขกับการรับประทาน มักมารู้สึกผิดและละอายใจต่อตัวเองหลังรับประทานอาหารขึ้นไป🍽️✨มีอาการทั้งหมดตามหัวข้อดังกล่าวตั้งแต่ 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์✨โรคกินไม่หยุดนั้นสามารถนำไปสู่โรคอื่นๆตามมาได้อีกด้วย และโรคที่พ่วงมากับโรคกกินหยุด หนึ่งในนั้นก็คือโรคเบาหวานนั่นเอง แต่โรคเบาหวานเองก็มีหลายประเภท วันนี้บทความของเราจึงจะพาคุณผู้อ่านไปทำความเข้าใจถึงโรคเบาหวานประเภทที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคกินไม่หยุดได้ นั่นก็คือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ค่ะทำความรู้จักโรคเบาหวานชนิดที่ 2✨เป็นเบาหวานที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้ป่วยโดยตรง✨มักเกิดได้กับเด็กที่มีน้ำหนักตัวมาก เป็นโรคอ้วน🐷 รับประทานอาหารที่มักจะเน้นไปที่แป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก✨เด็กที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดเป็นเบาหวาน ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สัญญาณที่บ่งชี้ว่าเด็กอาจเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2✨ปัสสาวะบ่อยกว่าคนทั่วไป🚽✨ปัสสาวะมีกลิ่นหวานเหมือนน้ำผลไม้ หรือเหมือนไวน์🍷✨ดื่มน้ำเยอะ✨รับประทานอาหารได้ค่อนข้างจุ✨บางรายอาจมีกลิ่นลมหายใจคล้ายกลิ่นผลไม้ร่วมด้วย✨ลำคอหนาดำ แม้จะอาบน้ำและขัดขี้ไคลให้เด็กแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้หายคล้ำ สามารถเกิดได้กับบริเวณข้อพับส่วนอื่นๆได้เช่นเดียวกัน     คุณผู้อ่านได้อ่านมาถึงตรงนี้ ก็จะมองภาพรวมเห็นแล้วนะคะ ว่าหากเด็กๆของเรารับประทานอาหารเยอะเกินไป หรือจุกจิกเกินไป และเราไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารของพวกเขาได้ เจ้าตัวน้อยของเราเสี่ยงที่จะเป็นโรคอะไรได้บ้าง หากพบว่ามีสัญญาณที่เข้าข่าย 2 โรคเหล่านี้ ก็ไม่ควรมองข้ามเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กและอาจจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ทันทีค่ะ👨‍⚕️ ว่าเด็กๆของเรากำลังเผชิญกับความผิดปกติใดหรือไม่

Content Image

วิธีเลือกสบู่ให้ปลอดภัยกับลูกน้อย

เพราะทารกมีผิวที่บอบบางดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกสบู่ที่เหมาะสมกับผิวของลูกน้อย เพราะหากมีอาการแพ้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะกลายเป็นเรื่องปวดหัวไม่น้อยเลยล่ะคะ โดยเราจะมีวิธีการเลือกสบู่ได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ เลือกสบู่ให้ลูกอย่างไรจึงจะปลอดภัยของใช้เด็กไม่ว่าจะเป็นสบู่เด็ก แชมพู หรือโลชั่นล้วนแล้วแต่มีตัวเลือกมากมายมาให้เลือก ซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อยากมั่นใจว่าสิ่งที่เลือกมานั้นดีที่สุดสำหรับลูก ดังนั้นหลายๆคนจึงอาจกำลังหนักใจว่าควรจะซื้ออะไร ซึ่งสามารถดูเกณฑ์ง่ายๆได้ดังต่อไปนี้เลือกใช้สบู่เด็กออร์แกนิก🧼สบู่ออร์แกนิกคือสบู่ที่ทำมาจากส่วนผสมของธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีจึงเป็นสบู่ที่เหมาะกับผิวของลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เพราะลูกน้อยนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรงเท่าคุณพ่อคุณแม่ดังนั้นสบู่ที่นำมาใช้ก็ไม่ควรจะมีสารเคมีอยู่นะคะ  อ่านฉลากด้านหลังก่อนซื้อสบู่ให้คุณพ่อคุณแม่ลองพลิกหลังขวดเพื่ออ่านฉลากว่าสบู่นั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้าง โดยให้หาผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า "ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิก"🧾 จากแพทย์ผิวหนัง และเป็นไม่ได้ก็ไม่ควรมีน้ำหอมนะคะดูค่า pHเมื่อซื้อสบู่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องดูคือค่า pH🧪ของสบู่ เพราะหากซื้อสบู่ที่มีระดับ pHสูงผิวของลูกน้อยก็จะถูกทำลายได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าสบู่นั้นมีค่า pH ที่มีความเป็นกลาง หรือมีความใกล้เคียงกับผิวหรือไม่ค่ะทดสอบกับผิวของลูกก่อนใช้สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อซื้อสบู่มาแล้วก่อนนำมาใช้อาบน้ำให้ลูกคุณพ่อคุณแม่ควรทำการทดสอบการแพ้ก่อน โดยสามารถทดสอบที่แขนของลูก โดยหากใช้ที่แขน💪แล้วมีอาการแพ้ เช่น ผื่นขึ้น หรือมีอาการอื่นๆ ก็ควรหยุดการใช้ และปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ อ่านรีวิวอีกวิธีนึงที่สามารถทำได้คือ ขอคำแนะนำจากแพทย์หรืออ่านรีวิวของคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์💬ส่วนผสมที่เสี่ยงต่อการแพ้✨ซิลิโคน (Silicone)เป็นสารที่อาจเป็นสาเหตุให้ผิวอุดตัน และอาจทำให้มีปัญหาในการขับเหงื่อ💦ได้✨พาราเบน (Paraben)เป็นสารที่มีความอันตรายต่อร่างกายของลูกน้อย เพราะมันสามารถลูกมีพัฒนาการที่ผิดปกติ หรืออาจสะสมจนทำให้เกิดมะเร็งได้ค่ะ ✨เอสแอลเอส SLS (Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ทำให้เกิดฟอง🛁 แต่ลูกก็สามารถแพ้สารเคมีนี้ได้ และอาจมีการสะสมภายในร่างกาย✨โคคามิโด โพรพิว บีเทน (Cocamidopropyl Betaine)เป็นสารที่ทำให้เกิดฟองเช่นกัน ซึ่งหากเข้าตาลูกน้อยอาจทำให้ระยะเคืองหรือแพ้ได้ค่ะ✨รวมถึงยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกดังนี้💀กลูเตน โพแทสเซียมซอร์เบต ควอเทอร์เนียม-15 โซเดียมเบนโซเอต โทโคฟีริลอะซิเตท ฟีนอกซีเอธานอล โซเดียมแลคเตท ปิโตรเคมี เป็นต้นส่วนผสมที่ปลอดภัยต่อผิวของลูกน้ำมันอัลมอนด์🍂มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ และยังมีวิตามินอีที่ช่วยให้ผิวของลูกอ่อนนุ่มว่านหางจระเข้🎋เป็นส่วนผสมที่ดีสำหรับลูกน้อย ซึ่งช่วยให้ความเย็นและชุ่มชื่น ลดอาการคันตามร่างกาย และยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อราได้อีกด้วยค่ะดอกคาโมมายล์🌼กลิ่นของดอกคาโมมายล์จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขณะอาบน้ำ และมาจากธรรมชาติไม่มีสารอันตรายสบู่เด็กที่เหมาะสำหรับทารกนั้นนอกจากจะต้องอ่อนโยนและให้ความชุ่มชื้นแล้ว ก็จะต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วยนะคะ ซึ่งเมื่อคุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อก็อย่าลืมพลิกฉลากมาดูทุกครั้ง เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีส่วนผสมจากธรรมชาติ🍃 อาจจะผสมส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติจริงๆเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ก็ได้ค่ะ 

Content Image

7 วิธีดูแลความปลอดภัยเมื่อต้องพาลูกเดินทางด้วยรถยนต์

     การเดินทางไปไหนมาไหนในขณะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อนเป็นอะไรที่ท้าทายมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระยะใกล้หรือไกล การเดินทางพร้อมเด็กอาจเป็นประสบการณ์ที่ดีเพราะลูกได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ แต่ก็มาพร้อมกับความน่าเป็นห่วงในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กในรถเช่นกันค่ะ🚙 ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยสร้างการเดินทางที่ปลอดภัยและสนุกสนานสำหรับลูกน้อยได้ในรูปแบบต่างๆนะคะ เราจะมาแบ่งปันแนวคิดที่คุณพ่อคุณแม่อาจยังไม่รู้กันค่ะ💁‍♀️ แนวทางปฏิบัติที่ดีในการดูแลเด็กในรถเตรียมผู้คนและรถยนต์ไว้ก่อนเสมอ ก่อนออกเดินทาง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งผู้โดยสารและยานพาหนะเตรียมพร้อม รัดเข็มขัดนิรภัยหรือเบาะนิรภัยสำหรับเด็กให้เหมาะสมนะคะ รวมทั้งเด็กด้วยค่ะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ติดตั้งคาร์ซีทอย่างถูกต้องและปรับให้พอดีกับขนาดและน้ำหนักของเด็กแต่ละคนนะคะ ตรวจสอบและบำรุงรักษาสภาพกลไกของรถเป็นประจำ🚙เพื่อลดความเสี่ยงของการเสียที่ไม่คาดคิดด้วยค่ะศึกษาเส้นทางที่ดีที่สุดก่อน คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนเส้นทางล่วงหน้า🗺️ เพื่อลดโอกาสที่จะหลงทางหรือเผชิญกับสภาพถนนที่ไม่คาดคิด หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นหรือมีงานซ่อมถนนต่อเนื่องซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าและความหงุดหงิดได้ค่ะ ทำความคุ้นเคยกับเส้นทางอื่นในกรณีที่จำเป็นต้องอ้อม ยิ่งเราเตรียมพร้อมมากเท่าไร การเดินทางก็จะราบรื่นมากขึ้นสำหรับทั้งคุณพ่อคุณแม่และลูกๆค่ะตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนการเดินทาง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองที่จำเป็นทั้งหมดอยู่ในสภาพการทำงานที่ดีก่อนออกเดินทางทุกครั้งนะคะ✅ รวมถึงการตรวจสอบอุปกรณ์ฉุกเฉินของรถ ยางอะไหล่ และเครื่องมือต่างๆ นอกจากนี้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก เช่น น้ำ ขนม ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด และยา💊ที่จำเป็นด้วยค่ะมีผู้ใหญ่คอยดูแลเด็กเสมอ เมื่อเดินทางพร้อมเด็ก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบซึ่งสามารถดูแลความต้องการของพวกเขาได้ บุคคลนี้ไม่ควรขับรถและควรมุ่งเน้นที่การรับรองความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเท่านั้นค่ะ อาจจะเป็นพี่เลี้ยง ลุง ป้า น้า อา หรือใครก็ได้ที่สามารถดูแลเด็กไม่ให้เกิดอันตรายได้ค่ะ พวกเขาสามารถช่วยเหลืองานต่างๆ เช่น การจัดหาของว่าง🍪 การสนทนา💬 หรือการเข้าร่วมกับข้อกังวลเร่งด่วนใดๆค่ะเด็กไม่ควรนั่งบนตักของคุณขณะขับรถ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น อย่าให้เด็กนั่งบนตักของคุณพ่อคุณแม่ขณะขับรถโดยเด็ดขาดนะคะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กทุกคนได้รับการยึดอย่างแน่นหนาในคาร์ซีทหรือเบาะเสริมที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บในกรณีที่รถหยุดกะทันหันหรือเกิดอุบัติเหตุค่ะระวังสิ่งของในรถ เด็กๆ มีความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะสำรวจโลกผ่านปากของพวกเขา ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถปราศจากวัตถุขนาดเล็กหรือสิ่งของหลวมๆ ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้ง่ายค่ะ👄 เนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายจากการสำลักได้ ตรวจสอบภายในรถเป็นประจำเพื่อกำจัดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นนะคะให้เด็กๆ มีส่วนร่วมด้วยกิจกรรมต่างๆ การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นเวลานานอาจทำให้เด็กเหนื่อยล้าและน่าเบื่อ ซึ่งอาจนำไปสู่ความกระสับกระส่ายและหงุดหงิดได้ค่ะ ให้เด็กๆมีส่วนร่วมและเพลิดเพลินด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น สมุดระบายสี🎨 ปริศนา การพูดคุย การชวนให้มองดูสิ่งของ สถานที่ที่น่าสนใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับวัย หรือแม้กระทั่งการหยุดพักตามแผนในพื้นที่พักผ่อนที่กำหนดยังให้โอกาสในการยืดเส้นยืดสาย เล่น และเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ค่ะ ความสำคัญในการดูแลความปลอดภัยของเด็กขณะเดินทางการดูแลเด็กในรถจำเป็นต้องมีการเตรียมการอย่างรอบคอบ ความเอาใจใส่ และการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย ด้วยการปฏิบัติตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนี้ คุณพ่อคุณแม่จะสามารถรับประกันการเดินทางที่ปลอดภัยและสนุกสนาน🥳สำหรับลูกน้อยของท่านได้มากขึ้นค่ะ อย่าลืมให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาเสมอนะคะ และจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและน่าดึงดูดในระหว่างการเดินทาง ขอให้มีความสุขและปลอดภัยในการเดินทางค่ะ🥰

Content Image

ลูกยังเดินเซ เดินล้มเพราะอะไร?

เมื่อลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่วัยเตาะแตะ ในช่วงแรกของการฝึกเดิน คุณพ่อคุณแม่อาจจะพบว่าลูกยังหาสมดุลไม่ได้และเดินเซ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปลูกจะค่อยๆพัฒนาและสามารถเดินได้มากขึ้น ซึ่งสำหรับเด็กบางคนไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าจะฝึกแล้วและอายุก็มากขึ้นแล้วก็ยังทรงตัวไม่ได้อยู่ ซึ่งเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไรและเราจะสามารถแก้ไขได้อย่างไรเราไปดูกันเลยค่ะ พัฒนาการการเดินของเด็กปกติเด็ก👶ที่เริ่มฝึกเดินจะมีการเดินไม่ยังไม่มั่นคง แขนและมือจะกางออกเพื่อพยายามทรงตัว และจะมีลักษณะขาที่โค้ง นอกจากนั้นการก้าวแต่ละก้าวยังมีความเร็วที่ยังไม่สม่ำเสมอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซและหกล้มนั่นเองค่ะ เราไปดูพัฒนาการการเดินที่ปกติของเด็กกันค่ะ✨เมื่ออายุ 6-8 เดือน จะสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องพยุง✨เมื่ออายุ 9-11 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าคลาน✨เมื่ออายุ 11-12 เดือน จะสามารถเริ่มตั้งไข่✨เมื่ออายุ 12-14 เดือน จะสามารถเดินได้อย่างอิสระ ✨เมื่ออายุ 15 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าขึ้นบันได ✨เมื่ออายุ 16 เดือน จะสามารถวิ่งเล่นได้แต่ยังควบคุมได้ไม่ดีนัก✨เมื่ออายุ 20-24 เดือน จะสามารถขั้นลงบันไดทีละขั้น ✨เมื่ออายุ 3 ขวบ จะสามารถขึ้นลงบันไดแบบสลับเท้า✨เมื่ออายุ 4 ขวบ จะสามารถกระโดด และ กระโดดขาเดียว✨เมื่ออายุ 5 ขวบ จะสามารถกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง✨เมื่ออายุ 6-7 ขวบ จะสามารถยืนกระต่ายขาเดียวได้สาเหตุที่ลูกทรงตัวไม่ได้ เดินเซเกิดจากอะไร?สาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ลูกทรงตัวไม่อยู่และเดินเซ🚶คือผลจากที่ขาแข็งแรงลดลง หรือ เกิดจากความยาวของขาที่คลาดเคลื่อน หรือ เกิดจากระยะการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นหรือลดลง หรือ เกิดจากการปัญหาการรับรู้ความสมดุล😐 ความเจ็บปวด หรือ การรู้สึก ซึ่งเหล่านี้สามารถปรับตัวและรักษาให้ได้ แต่จะต้องทำการวินิจจัยและทำการรักษาโดยแพทย์ สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ลูกเดินเซอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซคือ ลูกมีปัญหาภายในร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของสมอง🧠มีปัญหา หรืออาจมีปัจจัยจากเหตุการณ์หรือสิ่งรอบข้างที่ทำให้ลูกเดินผิดปกติอาการเมื่อลูกเดินเซ เดินสะดุดล้ม✨มีท่านั่งหรือท่าลุกที่ผิดท่า✨มีการบาดเจ็บจากการใช้งานมากเกินไป✨ภาวะกระดูกหักจากความเครียด (พบมากในเด็กที่มีพลังเหลือล้น)✨การบาดเจ็บที่ไม่คาดคิดจากอุบัติเหตุ✨โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก✨การบิดเบี้ยวของเท้าจนเห็นได้ชัดเมื่อมีอาการเมื่อยล้า✨การเจ็บปวดแบบเรื้อรัง จะมีอาการจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ✨ การเจ็บปวดแบบเรื้อรังจะแย่ลงในตอนเช้า

Content Image

อาการหน้ามืด เป็นลมในเด็ก อันตรายถึงชีวิต

     คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านคงมีความกังวลเป็นอย่างมากเมื่อเห็นลูกมีอาการหน้ามืด😨 คล้ายจะเป็นลม อาการเหล่านี้เกิดจากอะไร บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาการเป็นลมของเด็กซึ่งจะมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นลม มีดังต่อไปนี้✨เกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด หากเด็กยืนอยู่บริเวณที่มีอากศร้อนจัด☀️เป็นเวลานาน ก็สามารถทำให้เกิดอาการเป็นลมได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กทำกิจกรรมกลางแจ้งนอกบ้าน✨เกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ลูกมีอาการหน้ามืด เป็นลม มักเกิดจากการดื่มน้ำ💧ที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน ๆ มักจะทำให้เด็กเกิดภาวะขาดน้ำจนทำให้เป็นลมนั่นเอง นอกจากนี้การขาดน้ำยังส่งผลให้เลือด และความดันโลหิตลดลงอีกด้วย✨เกิดจากการยืนนิ่งนาน ๆ เมื่อลูกยืนนิ่งนาน ๆ อาจทำให้เลือดไปสะสมอยู่ที่ขา🦵 ทำให้เด็กสูญเสียแรงโน้มถ่วงจนเกิดอาการหมดสติ และหน้ามืดฟุบไปเอง✨เกิดจากการกลัวหรือตกใจอย่างรุนแรง การที่ลูกตกใจ หรือกลัวอย่างรุนแรง เช่น เกิดจากการกลัวเลือด🩸 ก็สามารถเป็นลมได้ เนื่องจากสมองส่วนที่ควบคุมความดันโลหิต อัตราการหายใจ และอัตราการเต้นของหัวใจทำงานไม่สัมพันธ์กันนั่นเอง✨เกิดจากการหายใจเร็วเกินไป การที่ลูกหายใจเร็ว😮‍💨จนเกินไปก็สามารถทำให้เป็นลมได้ เพราะใขณะที่เกิดการหายใจอย่างเร็วนั้นจะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกหมดสติเองค่ะ✨เกิดจากการกลั้นหายใจ เมื่อลูกเกิดอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียวก็อาจทำให้ลูกกลั้นหายใจ🤢 จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นลมวูบไปต่อหน้าจากการขาดอากาศหายใจ2 ประเภทของอาการเป็นลม จำแนกตามระดับความรุนแรง👉เป็นลมหมดสติชนิดไม่รุนแรง จัดเป็นอาการแบบเป็นลมปกติทั่วไป ซึ่งเกิดจากการทำงานของระบบประสาทหัวใจ และเส้นเลือดที่ขา🦵ทำงานได้ไม่สมดุลกัน👉เป็นลมหมดสติอย่างรุนแรง อาการเป็นลมหมดสติอย่างรุนแรงมีความอันตรายต่อชีวิตเด็กอย่างมาก สาเหตุเกิดจากโรคหัวใจ🫀 ความผิดปกติของสมอง และความผิดปกติจากต่อมไร้ท่อ เป็นต้น เด็กที่เป็นลมหมดสติอย่างรุนแรง อาจฟื้นตัวได้ช้า และแสดงอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการชัก เสียสติ แขนขาอ่อนแรง หรืออาจรุ่นแรงถึงขึ้นเสียชีวิต💀จากการชักได้ วิธีป้องกันไม่ให้ลูกเป็นลม💫ให้ลูกดื่มน้ำให้เพียงพอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำสะอาด💧อย่างเพียงพอ โดยปริมาณที่แนะนำคือวันละ 8 แก้ว เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ นอกจากนี้ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ เพื่อที่ลูกจะได้มีแรงทำกิจกรรมในระหว่างวัน ไม่เสี่ยงเป็นลม หมดสติ💫หมั่นพาลูกไปวัดความดันโลหิต คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ สามารถวัดได้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล🏥 หากพบว่าความดันโลหิตของลูกต่ำกว่าปกติ ควรพาลูกเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ 💫บอกให้ลูกขยับร่างกายบ่อย ๆ คุณพ่อคุณแม่พยายามกำชับให้ลูกเป็นคนแอคทีฟ⛹️ หมั่นขยับร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย เมื่อต้องยืนอยู่นิ่งนาน ๆ เพราะหากลูกเกิดยืนนิ่งเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้ขาอ่อนแรง จนเป็นลมหมดสติได้ค่ะ💫หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดและมีแสงแดดจัด คุณพ่อคุณแม่ควรเลี่ยงการให้ลูกยืนอยู่กลางแดด การพาลูกไปบริเวณที่แออัด มีคนพลุกพล่าน และบริเวณที่มีอากาศร้อน☀️ เพราะก็อาจเป็นสาเหตุทำให้ลูกเป็นลม หมดสติได้ด้วยเช่นกัน      อาการหน้ามืด😨 เป็นลมในเด็กนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งกับเด็กที่มีสุขภาพดี แข็งแรง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาการเป็นลมที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กที่มีโรคประจำตัว เพราะสามารถเสี่ยงเป็นลมชนิดรุนแรง ที่อันตรายถึงชีวิตได้

Content Image

เคล็ดลับวิธีสอนให้ลูกรับมือกับอาการจาม

     เด็กๆมักมีอาการอยู่จาม🤧อยู่เสมอเมื่อต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆ การปิดปากเมื่อจามนั้นถือว่าเป็นมารยาทสำคัญอย่างยิ่งที่คุณแม่ควรสอนให้ลูกปฏิบัติตาม บทความนี้ได้รวบรวม ความสำคัญของการปิดปากเมื่อจามและวิธีการสอนลูกให้ปิดปากเมื่อจามมาให้คุณแม่ทราบกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้ลูกเกิดอาการจาม✨โรคหวัดเมื่อลูกมีอาการเป็นหวัดนั้นจะทำให้ลูกเกิดอาการจามร่วมด้วย เพราะเชื้อไวรัส🦠นั้นเข้าไปสู่จมูกของลูก และยังทำให้ลูกกำลังจะเป็นไข้หวัดได้✨อาการภูมิแพ้อาการภูมิแพ้นั้นมักกระตุ้นให้เกิดอาการจาม โดยภูมิแพ้นั้นอาจจะเป็นภูมิแพ้จากการแพ้ฝุ่น มลภาวะ💨 และเชื้อโรคต่างๆ เป็นต้น✨มีการบาดเจ็บที่จมูกอีกหนึ่งอาการจามที่คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตอยู่ตลอดเวลา คือ ลูกจะจำเมื่อได้รับการบาดเจ็บบริเวณจมูก👃 และถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นานๆก็อาจจะทำให้เกิดโรคอื่นๆที่ตามมาได้ด้วยเช่นกันวิธีสอนลูกให้ปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการจาม👉ปิดปากทุกครั้งที่จะจามการที่คุณแม่สอนลูกให้ปิดปากทุกครั้งที่จะมีอาการจาม🤧 จะช่วยทำให้เชื้อไม่แพร่กระจายไปสู่บุคคลรอบข้าง ดังนั้นจึงเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค👉พกผ้าเช็ดหน้าไว้ติดตัวเสมอคุณแม่ควรหมั่นเตือนให้ลูกพกผ้าเช็ดหน้าติดตัวอยู่เสมอ และสามารถพบผ้าเช็ดหน้าไปโรงเรียนได้🏫 เพราะหากเมื่อไหร่ที่ลูกมีอาการจามและมีน้ำมูกออกมา ลูกสามารถใช้ผ้าเช็ดหน้านั้นซับน้ำมูกได้👉ไม่กลั้นเมื่อจะมีอาการจามคุณแม่ควรหมั่นคอยบอกลูกอยู่เสมอว่าเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกอยากจามนั้นควรจะจามออกมาเลย ไม่ควรกั้นหรือปิดจมูกตัวเอง🙅‍♀️ เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกได้👉หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอการที่ลูกหมั่นล้างมือ🤲ให้สะอาดเป็นประจำนั้นจะเป็นการช่วยลดแบคทีเรียที่เกิดอยู่กับมือ เพราะเมื่อไหร่ที่ลูกต้องทำการปิดปากและจมูกในขณะจาม เชื้อแบคทีเรียที่ติดอยู่กับมืออาจจะทำให้ลูกเกิดอาการป่วยอื่นๆที่ตามมาได้👉ใช้กระดาษทิชชู่ได้ หากคุณแม่บ้านไหนที่ไม่อยากให้ลูกพกผ้าเช็ดหน้าติดตัวไปโรงเรียน ก็อาจจะสอนลูกให้รู้จักพกกระดาษทิชชู่🧻เพื่อเช็ดน้ำมูกได้ เพราะกระดาษทิชชู่นั้นสามารถพกพาได้สะดวกกว่าผ้าเช็ดหน้านั่นเองค่ะ     สรุปได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลยการสอนให้ลูกรู้จักรับมือเมื่อลูกเกิดอาการจาม🤧 เพราะการรู้จักปิดจมูกและปากเมื่อจามนั้นยังเป็นการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมเมื่อลูกอยู่ในสังคม เพราะจะเป็นการไม่แพร่เชื้อโรคให้กับบุคคลรอบข้าง 

Content Image

การให้อิสรภาพแก่เด็ก สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

     การให้เสรีภาพแก่เด็กเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตและการพัฒนาของพวกเขา มันเกี่ยวข้องกับการให้พื้นที่แก่พวกเขาในการสำรวจ ตัดสินใจ และเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขาเอง อย่างไรก็ตาม การค้นหาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างเสรีภาพและการชี้แนะเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจถึงผลลัพธ์เชิงบวกนะคะ คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจกับความสำคัญของการให้เสรีภาพแก่ลูกๆ รวมถึงผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นกับลูกๆของท่านค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของการให้เสรีภาพแก่เด็กความเป็นปัจเจกบุคคลและการแสดงออก การให้อิสระแก่เด็กๆ ในการสำรวจความสนใจ ความหลงใหล และความคิดของตนเอง ช่วยให้พวกเขาพัฒนาความรู้สึกของตนเองที่แข็งแกร่ง สนับสนุนให้พวกเขาแสดงออกถึงบุคลิก ความคิดสร้างสรรค์🥳 และความคิดเห็นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ส่งเสริมความเป็นตัวตนของตนเองได้ค่ะทักษะการตัดสินใจ การอนุญาตให้เด็กตัดสินใจเลือกและตัดสินใจภายในขอบเขตที่เหมาะสม ช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ ช่วยให้พวกเขามีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนและเรียนรู้จากผลที่ตามมา🫡 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวัยผู้ใหญ่ค่ะการสร้างความมั่นใจในตนเอง เมื่อเด็กๆ ได้รับอิสรภาพ พวกเขาจะมีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง พวกเขาเรียนรู้ที่จะเชื่อใจตัวเองและวิจารณญาณ นำไปสู่ภาพลักษณ์ที่ดีในตนเอง ความมั่นใจนี้กลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตทั้งส่วนตัวและทางอาชีพในอนาคตค่ะ💼การพัฒนาความเป็นอิสระและความยืดหยุ่น อิสรภาพช่วยให้เด็กๆ พัฒนาความรู้สึกเป็นอิสระและการพึ่งพาตนเอง การปล่อยให้พวกเขารับความเสี่ยง ทำผิดพลาด และเผชิญกับความท้าทาย ทำให้พวกเขาเรียนรู้ความยืดหยุ่นและการปรับตัว พวกเขามีความสามารถในการรับมือกับความพ่ายแพ้และค้นหาวิธีแก้ไขได้มากขึ้น🤓 ซึ่งมีความสำคัญต่อความสำเร็จโดยรวมในชีวิตค่ะการพัฒนาทางสังคมและอารมณ์ อิสรภาพทำให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ได้ ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เจรจาต่อรองข้อขัดแย้ง และตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง พวกเขาจะได้เรียนรู้ถึงความเห็นอกเห็นใจ🫂 ความเห็นอกเห็นใจ และความร่วมมือ พวกเขายังเข้าใจอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้นและวิธีจัดการอารมณ์อย่างมีประสิทธิภาพค่ะผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบการให้เสรีภาพแก่เด็กๆ มีทั้งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบค่ะ ซึ่งในด้านบวก การให้อิสระแก่เด็กๆ จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาความเป็นอิสระ ทักษะการตัดสินใจ และความมั่นใจในตนเอง มันส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นให้พวกเขาสำรวจความสนใจและความหลงใหลของพวกเขา อิสรภาพยังส่งเสริมความรู้สึกรับผิดชอบและความรับผิดชอบในขณะที่พวกเขาเรียนรู้ที่จะตัดสินใจเลือกและเผชิญกับผลที่ตามมาจากการกระทำของพวกเขา นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่และลูกที่แข็งแกร่ง👨‍👩‍👧โดยอาศัยความไว้วางใจและการสื่อสารที่เปิดกว้างนั่นเองค่ะ และในด้านลบ เสรีภาพที่มากเกินไปโดยไม่มีแนวทางและขอบเขตที่เหมาะสมอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ ขาดวินัย และมีโอกาสได้รับอิทธิพลที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ยังอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงและอันตรายหากเด็กไม่ได้รับการเตรียมพร้อมหรือดูแลอย่างเพียงพอ ค่ะเหตุผลที่พ่อแม่ไม่อยากให้เสรีภาพแก่ลูกๆความกลัวความล้มเหลว พ่อแม่บางคนอาจกลัวว่าการปล่อยให้เสรีภาพจะนำไปสู่ความผิดพลาดและความล้มเหลว ขัดขวางความสำเร็จของบุตรหลานหรือก่อให้เกิดอันตรายได้ค่ะการปกป้องมากเกินไป🛡️ พ่อแม่อาจมีความปรารถนาโดยธรรมชาติที่จะปกป้องบุตรหลานจากอันตราย ซึ่งนำไปสู่การควบคุมและการจำกัดในระดับที่มากเกินไปค่ะแรงกดดันทางสังคม บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมหรือสังคมอาจชักจูงพ่อแม่ให้จัดลำดับความสำคัญของการเชื่อฟังและความสอดคล้องมากกว่าเสรีภาพและการแสดงออกของแต่ละบุคคลค่ะ     เสรีภาพที่มากเกินไปโดยไม่มีขอบเขต กฎเกณฑ์ หรือคำแนะนำที่เหมาะสมอาจนำไปสู่การขาดวินัยและทิศทาง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของเด็กในการเจริญเติบโตได้ค่ะ และเสรีภาพที่ไม่จำกัดอาจทำให้เด็กได้รับอิทธิพลที่เป็นอันตราย เช่น การใช้สารเสพติด💊 อันตรายทางออนไลน์👩‍💻หรือความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และมากกว่านั้นหากปราศจากการเปิดเผยความรับผิดชอบและผลที่ตามมาทีละน้อย เด็กอาจต้องดิ้นรนเพื่อพัฒนาความรู้สึกรับผิดชอบและเผชิญกับความท้าทายเมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากันในที่สุดค่ะ

Content Image

ทำความรู้จัก "โรคฝีดาษลิง" โรคยอดฮิตในเด็กเล็ก

     ฝีดาษลิง🐒 (Monkeypox) เป็นโรคติดต่อที่สามารถติดต่อกันได้หลายรูปแบบ ถึงแม้อาการจะไม่รุนแรงมาก แต่มีอัตราการเสียชีวิตพบได้มากที่สุดในเด็กเล็ก ด้วยการรักษาโรคนี้ยังไม่สามารถทำได้โดยตรง จึงต้องให้ความสำคัญกับอาการป่วยของลูกน้อย ไปจนถึงการป้องกันเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ และจะมีอาการอะไรอีกบ้างที่คุณแม่ควรต้องเป็นห่วง เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️โรคฝีดาษลิง เกิดจากอะไร ?🦠เชื้อไวรัส Othopoxvirus เกิดจากการติดต่อของเชื้อไวรัส Othopoxvirus จากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คน โดยปกติแล้วจะไม่เกิดการระบาดที่รุนแรงมากนัก แต่ในช่วงที่มีอากาศร้อน จะทำให้เกิดการระบาดได้มากขึ้น และเป็นที่น่าสนใจ คือ ถึงแม้จะติดต่อได้ยาก แต่การระบาดกลับกระจายตัวไปในหลายประเทศแล้วในตอนนี้ โรคนี้มีอาการที่ไม่รุนแรง แต่มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดในกลุ่มของเด็กเล็ก👶การติดต่อของฝีดาษลิงฝีดาษลิงถือเป็นโรคที่ติดต่อได้ยากกว่าโรคฝีดาษ และโดยทั่วไปจะมีอาการไม่รุนแรง โรคนี้สามารถติดมาได้จากสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ชนิดมีฟันแทะ เช่น กระต่าย🐇, หนู🐀 หรือกระรอก🐿️ เป็นต้น และยังติดต่อได้จากคนสู่คน ด้วยเหตุนี้เองทำให้มีความเสี่ยงทั้งคนทั่วไป รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน👉การติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสทางผิวหนัง หรือเยื่อเมือก เช่น ตา, จมูก, และ ปาก👄 เป็นต้น หรือจากสารคัดหลั่ง ของสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสนี้, การถูกสัตว์ดังกล่าวกัด หรือข่วน, การสัมผัสเครื่องมือ เครื่องใช้ที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัส ไปจนถึงการนำซากสัตว์ที่มีเชื้อมาปรุงเป็นอาหาร ก็สามารถทำให้เกิดการติดต่อได้เช่นกัน👉การติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ การติดต่อหลัก ๆ แล้วจะติดต่อผ่านละอองฝอยทางระบบหายใจขนาดใหญ่ เมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง หรืออยู่ใกล้กับผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง รวมไปถึงการสัมผัสสารคัดหลั่ง, เลือด🩸, เชื้อโรคตามผิวหนัง รวมไปถึงของใช้ต่าง ๆ ของผู้ป่วยหลังจากรับเชื้อไปแล้ว จะมีระยะฟักตัวประมาณ 7 – 14 วัน อาจนานมากที่สุดประมาณ 21 วัน หากเป็นเด็กเล็ก จะต้องมีการติดตามคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดฝีดาษลิง รักษาได้อย่างไร ?💉รับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ หากพบผู้ป่วย หรือผู้ที่มีอาการเข้าข่ายให้รีบแยกผู้ป่วย เฝ้าระวัง และป้องกันระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วย😷 โดยเฉพาะเด็ก ๆ เพราะร่างกายอาจยังไม่แข็งแรงพอ จากนั้นให้รีบนำตัวเข้าพบแพทย์เพื่อรับการดูแลต่อไป ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่สามารถรักษาโรคนี้ได้โดยตรง ผู้ป่วยสามารถรับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ซึ่งสามารถช่วยได้ มีประสิทธิภาพจากการทดสอบแล้วสูงสุด 85 % และผู้ป่วยจะต้องได้รับยาต้านไวรัส💊 เช่น Brincidofovir, Cidofovir หรือ Tecovirimat เป็นต้น     สรุปได้ว่าถึงแม้ว่าจะมั่นใจในการป้องกันฝีดาษลิง🐒กับลูกน้อยแล้ว การเฝ้าระวัง และการสังเกตอาการป่วยของลูก เป็นสิ่งที่ยังคงต้องทำอยู่ เนื่องด้วยร่างกายของเด็ก อาจยังไม่แข็งแรงเท่ากับผู้ใหญ่ การติดเชื้อที่มีความอันตรายต่ำ สามารถรุนแรงได้ไม่ใช่เพียงแค่เชื้อไวรัส Othopoxvirus เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเชื้ออื่น ๆ ด้วย

Content Image

ยาสีฟันสำหรับเด็ก เลือกแบบไหนดี?

     สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังมองหายาสีฟันในการทำความสะอาดฟัน🦷ของเจ้าตัวน้อย คงมีข้อสงสัยว่ายาสีฟันแบบไหนกันนะที่เหมาะสำหรับลูกเรา วันนี้ทางเราได้รวบรวมประเภทของยาสีฟันเด็ก รวมไปถึงวิธีการเลือกซื้อยาสีฟันให้เหมาะกับลูกน้อย👶 เพื่อให้ลูกมีสุขภาพฟันที่ดีและแข็งแรง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ 3 ประเภทหลักๆของยาสีฟันของเด็ก1️⃣ยาสีฟันแบบผ้าเปียกคุณแม่สามารถเริ่มแปรงฟันให้ลูกในช่วงวัยแรกเกิดจนกระทั่งถึงอายุ 1 ปีได้ตั้งแต่ลูกเริ่มมีฟันซี่แรกงอกขึ้นมา แพทย์แนะนำให้ทำความสะอาดฟันด้วยการใช้ผ้าเปียกหรือผ้าก๊อซแทนการใช้แปรงสีฟัน เพราะจะอ่อนโยนต่อเหงือกของลูกที่มีความเซนซิทีฟ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเช็ดเบาๆที่บริเวณเหงือกบน เหงือกล่าง รวมไปถึงเช็ดตรงลิ้น👅และกระพุ้งแก้มหลังจากลูกทานอาหารเสร็จได้ทันทีค่ะ วิธีการเช็คแบบนี้จะช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย🦠ในช่องปาก2️⃣ยาสีฟันแบบเนื้อเจลยาสีฟันแบบประเภทเนื้อเจลจะเหมาะสำหรับเด็กเล็กที่มีอายุ 1- 3 ปี คุณแม่สามารถเลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่ม🪥เหมาะสำหรับช่องปากของลูก และบีบยาสีฟันเนื้อเจลในขนาดเท่าเมล็ดข้าวเพื่อให้ลูกแปรงฟัน และในช่วงวัยนี้คุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักบ้วนปากด้วยตัวเองค่ะ 3️⃣ยาสีฟันแบบเนื้อครีมยาสีฟันเด็กแบบเนื้อครีมจะเหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 3 ปีเป็นต้นไป คุณแม่ควรเลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ 1,000 ppm เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้สุขภาพปากและฟันของลูกแข็งแรง ปริมาณยาสีฟันแบบเนื้อครีมจะมีความเข้มข้น ควรใช้เพียงขนาดเมล็ดถั่วเขียว🫛เท่านั้นค่ะเคล็ดลับในการเลือกยาสีฟันเด็กให้ลูก✨ยาสีฟันที่มีกลิ่นหอมยาสีฟันที่มีกลิ่นหอม🥰จะช่วยดึงดูดให้ลูกอยากแปรงฟัน  เพราะลูกจะรู้สึกสนุกไปกับการแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีกลิ่นผลไม้หอมละมุน เช่นยาสีฟันกลิ่นสตอเบอร์รี่🍓 ยาสีฟันกลิ่นบลูเบอร์รี่🫐 และยาสีฟันกลิ่นส้ม🍊 เป็นต้น และคุณแม่ควรระวังไม่ให้ลูกกลืนยาสีฟันเข้าไปในขณะแปรงฟันด้วยนะคะ✨ยาสีฟันที่ปราศจากสารอันตรายยาสีฟันที่ดีสำหรับลูกควรเป็นยาสีฟันที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีอันตราย☠️ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กได้  เช่น SLS, SLES, แคลเซียมคาร์บอเนต,ซิลิคอน, สีสังเคราะห์ รวมไปถึงสารฟอกสีฟัน เป็นต้น สารเหล่านี้มักทำให้เกิดการระคายเคืองต่อช่องปากของลูก ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมมาจากสารสกัดธรรมชาติ☘️ เพราะจะปลอดภัยและอ่อนโยนต่อลูกมากที่สุดค่ะ✨ยาสีฟันที่ปราศจากส่วนผสมของน้ำตาลถึงแม้ว่ายาสีฟันที่มีรสชาติหอมหวานจะถูกใจสำหรับเด็กๆ แต่รสหวานเหล่านั้นไม่ควรมาจากน้ำตาล🍰 เพราะน้ำตาลที่อยู่ในยาสีฟันอาจทำให้เด็กเกิดฟันผุขึ้นได้ค่ะ โดยคุณแม่สามารถเลือกใช้ยาสีฟันที่ใช้สารทดแทนความหวาน เช่นน้ำตาลหญ้าหวาน🍃 หรือ sorbitol      คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกรักการแปรงฟัน🪥 โดยการเลือกยาสีฟันกลิ่นที่ลูกชอบ และควรระมัดระวังในเรื่องสารขัดฟันที่ผสมอยู่ในยาสีฟันด้วยนะคะ ควรเลี่ยงการใช้ยาสีฟันที่มีสารขัดฟันให้ได้มากที่สุด เพราะสารขัดฟันนั้นมีฤทธิ์ที่รุนแรงต่อสุขภาพฟันของเด็ก👶 อาจทำให้ฟันเกิดการสึกก่อนได้ค่ะ  เพราะฉะนั้นก่อนคุณแม่จะทำการเลือกซื้อยาสีฟัน อย่าลืมตรวจสอบส่วนผสมให้ดีก่อนซื้อมาให้ลูกใช้งานนะคะ 

Content Image

กดดันลูกมากเกินไป ลูกเสี่ยงเป็นโรคจิต!

     เป็นที่ทราบกันดีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน👫ว่าความคาดหวังในตัวเจ้าตัวน้อยนั้นอาจเป็นไปได้โดยทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ผู้ปกครองล้วนคาดหวังในสิ่งที่คิดว่าดีต่อเด็ก👦ในทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะในช่วงวัยเด็กที่ยังไม่สามารถเลือกหรือวางแผนการใช้ชีวิตของตนเองได้ การได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกตรองก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ความคาดหวังและความช่วยเหลือต้องมากหรือน้อยเพียงใดจึงจะจัดว่าพอดีและไม่สร้างปัญหาทางด้านจิตใจแก่เจ้าตัวน้อย บทความนี้จะชวนคุณผู้อ่านมาวิเคราะห์กันค่ะ💁‍♀️ความคาดหวังที่มากเกินไปอาจนำไปสู่การกดดันเมื่อเราคาดหวังในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งที่จะตามมาก็มีอยู่เพียงสองทาง นั่นคือสมหวัง🙂หรือผิดหวัง🙁 แน่นอนว่าทุกคนอยากสมหวัง เช่นเดียวกับการที่เราคาดหวังในตัวผู้อื่น กับบางคนแม้เราจะคาดหวังแต่เราก็ไม่สามารถบังคับการกระทำและการตัดสินใจของเขาได้ แต่ผู้ที่มีอำนาจทางสังคมน้อยกว่า หนึ่งในนั้นคือลูก👦ของเราเอง การคาดหวังว่าเด็กจะต้องเป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ เป็นการกดดันเด็กแบบกลายๆค่ะ คงไม่ผิดอะไรถ้าผู้ปกครองจะคาดหวังให้เด็กเป็นคนดี มีอนาคตที่ดี ปัญหาคือคำว่า 'ดี' 💯ของเราอาจถูกนิยามไม่เหมือนกันแล้วแต่สภาพและบริบททางสังคม หากเด็กรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกคาดหวังให้เป็นหรือให้ทำในสิ่งที่พ่อแม่เรียกว่า 'ดี' มากเกินไป เด็กอาจรู้สึกถูกกดดันได้ค่ะเรื่องที่ผู้ปกครองอาจกดดันลูกโดยไม่รู้ตัว🍽️เรื่องอาหารการกิน แน่นอนว่าการที่คุณพ่อคุณแม่จัดการมื้ออาหาร🍲ให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน เพียงพอ ในปริมาณที่เหมาะสมนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะสารอาหารนั้นส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการของเด็กเล็ก แต่หากผู้ปกครองเคร่งครัดเกินไป เช่น การบังคับให้เด็กต้องรับประทานอาหารที่ตนเองไม่ชอบ😖 แต่มีประโยชน์เป็นประจำ หรือการห้ามเด็กรับประทานอาหารขยะ🍟 ขนมขบเคี้ยวอย่างเด็ดขาด การกระทำเช่นนี้แม้จะมาจากความหวังดี แต่มันอาจเป็นการกดดันซึ่งส่งผลให้เจ้าตัวน้อยไม่มีความสุขในเวลาต่อมาได้ค่ะ ดังนั้นเราควรใช้วิธีโน้มน้าว ชักชวน นำเสนอถึงประโยชน์และโทษของการกระทำ และถามความคิดเห็นของเด็ก💭 เพื่อที่ให้เด็กรู้สึกได้เลือกเองตามความสมัครใจค่ะ🪩เรื่องกิจกรรมบันเทิง สำหรับเด็กเล็กแล้วกิจกรรมที่ให้ความบันเทิงคงหนีไม่พ้นการเล่นนอก🛝บ้านใช่ไหมคะ ซึ่งก็อาจจะมีความโลดโผนบ้างอย่างการปีนป่าย🧗‍♂️ อาจเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเองได้ แต่ในขณะเดียวกัน การเล่นโลดโผนก็มีส่วนในการพัฒนาความสามารถด้านการเคลื่อนไหวของเด็ก คล้ายกับการได้ออกกำลังกาย ดังนั้นหากผู้ปกครองประเมินแล้วว่ากิจกรรมใดไม่เสี่ยงเกินไป ก็อาจจะเคร่งครัดกับเจ้าตัวน้อยลดลง อนุญาตให้ทำได้แต่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดแทนค่ะอาการที่บ่งบอกว่าลูกโดนกดดันจนเสี่ยงเป็นจิตเวชอาการที่ 1️⃣👉เด็กมีอาการวอกแวก🤪 ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดได้เป็นระยะเวลานานๆ ไม่มีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่อาการที่ 2️⃣👉เด็กอยู่ไม่นิ่ง🫨 เคลื่อนที่และเคลื่อนไหวมากผิดปกติ อาจเป็นผลกระทบมาจากข้อด้านบน คือไม่มีสมาธิจนอยู่นิ่งนานๆไม่ได้นั่นเองอาการที่ 3️⃣👉ไม่มีการประมวลผลที่รอบคอบก่อนลงมือทำอะไรก็ตาม นำมาสู่ผลเสียหลังการกระทำบ่อยๆอาการที่ 4️⃣👉ไม่สามารถทำตามคำสั่งได้😩 หรือทำได้แต่ทำได้แบบไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่เรียบร้อยอาการที่ 5️⃣👉มีอาการเหม่อ😶 ใจลอย ตอบสนองต่อสิ่งเร้าช้า     จะเห็นแล้วนะคะว่าความคาดหวังที่มากเกินไปต่อตัวลูก อาจกลายเป็นความกดดันที่มีแต่จะส่งผลเสียให้เด็กในระยะยาว ดังนั้นสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ทราบตนเองดีว่ามีความคาดหวังในตัวเด็กค่อนข้างสูง อาจเปลี่ยนความแสดงออกซึ่งเป็นผลจากการคาดหวัง จากการกดดันมาเป็นการนำเสนอมุมมองใหม่ๆให้รอบด้าน💭 ให้เจ้าตัวน้อยได้รับรู้ถึงทางเลือก ข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกที่ถูกนำเสนอ แล้วถามความคิดเห็นของเด็กว่าอยากเลือกทำแบบใด เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าได้เลือกใช้ชีวิตด้วยตนเอง แต่ก็ยังมีผู้ปกครองคอยเป็นผู้สนับสนุน👏และเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ว่าผลจากการกระทำจะออกมาดีหรือไม่ดีเพียงใดก็ตามค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.