Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

พัฒนาการของเด็ก 7 ขวบ มีอะไรบ้าง?

     คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเข้าสู่อายุ 7 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่กำลังจะเข้าเรียน ป. 1 พอดี🤓 อาจมีความสงสัยว่าเด็กในวัยนี้ควรจะได้รับการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเข้าสู่โรงเรียนและปฏิบัติตัวต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้ในบทความนี้แล้วค่ะ💁‍♀️ เด็กวัย 7 ขวบ มีพัฒนาการที่มากขึ้นในด้านต่อไปนี้พัฒนาการทางด้านสติปัญญาเด็กวัย 7 ขวบ จะเริ่มเข้าเรียนชั้น ป. 1 ซึ่งลูกจะได้เริ่มเรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์🧮 วิทยาศาสตร์🧪 ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ🔤 เช่น ภาษาอังกฤษเบื้องต้น ลูกจะเริ่มสามารถจดจำคำศัพท์และรูปภาพได้ สามารถเรียนรู้คำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำคนละคำกัน รวมไปถึงสามารถเริ่มอ่านหนังสือออก และแต่งประโยคขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์ได้เช่นกันค่ะพัฒนาการทางด้านร่างกายเด็กช่วงอายุ 7 ปี จะมีการเจริญเติบโตของร่างกายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องส่วนสูง ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6 เซนติเมตรต่อปี ส่วนน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1-3 กิโลกรัม รวมไปถึงลูกอาจจะประสบกับปัญหาอาการเจ็บกล้ามเนื้อต่างๆได้ เช่น อาการปวดขา🦵 ปวดแขน หรือปวดบริเวณหน้าท้องมากยิ่งขึ้น และในวัยนี้ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด และมีฟันแท้งอกขึ้นมาและรวมไปถึงพัฒนาการในด้านนี้อีกด้วยพัฒนาการทางด้านอารมณ์เมื่อลูกได้เริ่มเรียนรู้การเข้าสังคม ทำให้ลูกได้พบเจอกับคุณครู👩‍🏫 เพื่อน👧 และบุคคลภายนอกในสังคม ทำให้ลูกได้เรียนรู้การจัดการกับอารมณ์และความซับซ้อนของความรู้สึกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆปลูกฝังจริยธรรมแก่ลูกด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ลูกจะเริ่มมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากยิ่งขึ้น จะสามารถพัฒนาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพใหม่ๆกับเพื่อนและบุคคลแปลกหน้า รวมไปถึงยังได้เรียนรู้เรื่องเหตุและผล การยอมรับในตนเองและความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่นด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ เด็กวัยนี้ดูเหมือนจะเป็นวัยที่เข้าถึงได้ยาก เพราะลูกเริ่มมีระบบความคิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น💭 แต่ในความเป็นจริงแล้วก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะว่าลูกกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น แถมยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะตอนนี้ในโลกของลูกไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้น แต่จะรวมไปถึง เพื่อนๆที่โรงเรียน คุณครู คุณป้าที่โรงอาหาร ภารโรง และบุคคลอื่นๆที่พวกลูกต้องพบเจอ คุณพ่อคุณแม่ควรให้เวลากับลูกได้ปรับตัว และต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก🫂 เพื่อแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะคะ 

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ25 เดือนขึ้นไป

Content Image

ทำไมเด็กถึงชอบแย่งของเล่นกัน

การที่เด็กชอบแย่งของเล่นกันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนั่นเป็นหนึ่งในพัฒนาการของเด็กนั่นเอง ซึ่งในแต่ละวัยก็จะมีพฤติกรรมการเล่นที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงเราจะสามารถรับมือเมื่อลูกแย่งของเล่นกันได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะการเล่นของเล่นของเด็กแต่ละวัยพัฒนาการเล่นของเด็กสามารถแบ่งได้ 5 ขั้นตอนดังนี้เล่นคนเดียว (Solitary Play)เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ขวบ👶จะมีรูปแบบการเล่นคนเดียว เดี่ยวๆ ซึ่งเป็นการเล่นในระยะแรก ลูกจะสามารถเล่นคนเดียว และสนุกคนเดียว ลูกจะชอบทำเสียงเลียนแบบหรือเสียงแปลกๆขณะเล่นของเล่น🧸 คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นกับลูกบ่อยๆในช่วงนี้ค่ะ ดูคนอื่นเล่น (Spectator Play)เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ - 2 ขวบครึ่งลูกจะชอบดูและสังเกตคนอื่นเล่น ก็ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้เขาเข้าไปเล่นกับพี่ๆ หรือเด็กอื่นๆ เพราะลูกไม่ต้องการเข้าร่วมแต่จะมีการชี้👆🏻และส่งเสียงเล่นแบบขนาน (Parallel Play)เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบครึ่ง - 3 ขวบ เด็กจะเริ่มเข้าไปนั่งเล่นใกล้ๆกับเด็กคนอื่น และเมื่อเห็นว่าพี่คนที่โต👧กว่าหยิบอะไรก็จะหยิบมาเล่น และบางครั้งอาจเกิดการแย่งของเล่นกัน ซึ่งเป็นการเล่นข้างกันแบบไม่คุยกันค่ะ เล่นแบบเชื่อมโยง (Associate Play)เมื่อเด็กอายุ 3-4 ขวบ ลูกจะเริ่มเข้าไปใกล้กับเด็ก👶คนอื่น แล้วเข้าไปเล่นด้วยนิดๆหน่อยๆ จากนั้นก็จะแยกตัวออกมา แล้วกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งลูกจะเลียนแบบเพื่อนหรือพี่👧คนอื่นๆในช่วงนี้ เป็นช่วงที่เหมาะสมที่จะสอนลูกเรื่องการแบ่งปันค่ะ เล่นแบบมีส่วนร่วม (Cooperative Play)เมื่อเด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไปจะเป็นวัยที่มีการทะเลาะกันบ่อยๆ เพราะเป็นวัยที่ลูกมักจะเล่นเป็นกลุ่ม👩🏾‍🤝‍👩ซึ่งการเล่นแบบนี้จะต้องมีกฎกติการ่วมกันซึ่งหากตกลงกันไม่ได้ก็จะทำให้ทะเลาะกันนั่นเองค่ะ ทำอย่างไรเมื่อลูกแย่งของเล่นกันคอยดูพฤติกรรมของลูกคอยดูพฤติกรรมของลูกไว้ให้ดี เพราะโดยส่วนใหญ่เด็กจะเริ่มทะเลาะกันจากการดึง แย่งของ หรืออาจมีการ ดึงผม💆🏻 กัด ต่อย ซึ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและควรจับแยกทันทีที่เห็นค่ะ ซื้อของเล่นสองชิ้นแม้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่หากพี่น้องชอบเล่นของเล่นชิ้นเดียวกัน และไม่ยอมให้อีกฝ่ายเอาไปอย่างเด็ดขาด การแยกซื้อให้คนละชิ้น🤖ก็อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ค่ะสอนให้ลูกเข้าใจสอนให้ลูกเข้าใจเรื่องของการแบ่งปันแม้ว่าการสอนเด็กเล็กให้เข้าใจเรื่องของการเข้าสังคม👩🏾‍🤝‍👩 และการแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่นจะเป็นเรื่องยาก และอาจไม่สำเร็จทันที แต่การค่อยๆสอนให้ลูกซึมซาบก็จะทำให้ลูกเข้าใจว่า ควรจะทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปขู่ ตี หรือ ทำร้ายร่างกายเด็ดขาด😣นะคะแบ่งเวลาเล่นวิธีสามารถใช้ได้กับเด็กที่โตพอจะเข้าใจและฟังรู้เรื่อง ซึ่งอาจแบ่งเวลาตามเข็มนาฬิกา🕐ว่าอาจจะให้คนน้องเล่น 5 นาทีหลังจากนั้นคนพี่ก็ผลัดเล่นอีก 5 นาที เพื่อเป็นการแบ่งว่าเวลานี้ใครได้เล่นค่ะ

Content Image

ฝึกให้ลูกรับผิดชอบตัวเอง (1-5 ขวบ)

ช่วงแรกเกิด-1ขวบ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนดูแลและทำแทนให้ลูกหมด เมื่อลูกน้อยโตขึ้น เข้าสู่อายุ 1-5 ขวบ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องฝึกให้ลูกรับผิดชอบทำธุระส่วนตัวด้วยตัวเอง การฝึกนั้นยิ่งถึงตั้งแต่อายุน้อยมากเท่าไหร่ก็จะทำให้เขาคุ้นเคยและไม่งอแงเวลาที่บอกให้ทำค่ะควรทำอย่างไร✨ไม่ควรเหน็บแนมลูกถ้าลูกปฏิเสธหรือไม่เต็มใจที่จะทำ คุณสามารถให้บทลงโทษได้ แต่ไม่ควรดุด่า เหน็บแนม หรือ ล้อเลียน😠 เพราะนอกจากจะทำให้ลูกหมดความมั่นใจในสิ่งที่ทำแล้วเขาก็จะจดจำพฤติกรรมการเหน็บแนม ล้อเลียนและทำบ้างค่ะ ✨สอนตั้งแต่เล็กหากลูกมีความขี้เกียจและไม่ยอมทำตามที่คุณพ่อคุณแม่สั่งจนต้องทำแทนให้ หรือ ขึ้นเสียงรุนแรงกว่าจะยอมทำ😔 นั่นอาจมาจากว่าลูกไม่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นคุณแม่ควรฝึกให้ลูกมีวินัย และทำอะไรด้วยตนเองเมื่ออายุยังน้อย เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต่อต้านและยอมทำนั่นเองค่ะ✨ลองให้เขาเรียนรู้เองเช่น หากทุกๆเช้าจะต้องปลุกแล้วปลุกอีก⏰ ไม่ยอมไปเรียน ลองปล่อยให้เขาตื่นสายและไปโรงเรียนไม่ทัน เมื่อเขาถูกลงโทษก็จะเกิดความอายและจะไม่อยากตื่นสายอีกเริ่มต้นจากอะไรดี?✨เก็บของเล่นหรือใส่เสื้อผ้าเองอาจเริ่มด้วยการให้ลูกเก็บสิ่งของให้เข้าที่หลังใช้ หรือ เล่นเสร็จ หรือ ให้ลูกใส่เสื้อผ้าเอง👚 โดยหากลูกกำลังทำอยู่คุณก็ไม่ควรเข้าไปทำแทนให้เพื่อตัดความรำคาญ เพราะจะทำให้เขาหมดความภาคภูมิใจและไม่มั่นใจในตนเองคิดว่าตนเองทำไม่ได้ โดยหากลูกทำได้ก็อย่าลืมชมเชยลูกนะคะ✨ ให้ลูกแปรงฟันด้วยตนเองอาจให้ลูกลองแปรงฟัน🪥ด้วยตนเองดู โดยอาจแปรงให้ดูเป็นตัวอย่างก่อนแล้วให้ลูกลองแปรงตาม ลูกอาจแปรงฟันตัวเองได้ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ ดังนั้นอย่าลืมแปรงให้ลูกอีกรอบนะคะ ✨ อาบน้ำเองเมื่อลูกน้อยโตพอสามารถฝึกให้ลูกอาบน้ำ🚿ด้วยตนเอง โดยสอนให้รู้จักวิธีการใช้สบู่ และยาสระผม ถูให้สะอาดทั่วร่างกาย อาจหาซื้ออุปกรณ์อาบน้ำที่ลูกชอบมาให้ เมื่อลูกเริ่มคุ้นชินกับการอาบน้ำแล้ว อาจลองปล่อยให้ลูกอาบเองและดูอยู่ห่างๆ 

Content Image

โรคตับอักเสบเด็กก็เป็นได้!

เรามักจะเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคตับอักเสบซึ่งหลายๆคนมักจะเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น หรือ เกิดจากการดื่มเหล้า ไม่ดูแลสุขภาพร่างกายตนเอง ซึ่งจริงๆแล้วโรคตับอักเสบสามารถเกิดขึ้นกับเด็กเล็กหรือแม้แต่เด็กทารกได้ด้วยค่ะ ตับมีหน้าที่อะไร?ตับ เป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องด้านขวาบน มีหน้าที่สำคัญหลายอย่างดังนี้✨ทำลายสารพิษ☠️ที่ปนมาในเลือดผ่านลำไส้✨ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านสารอาหารจากลำไส้ไปยังอวัยวะส่วนอื่น✨มีหน้าที่ย่อยและดูดซึมไขมัน✨ช่วยให้เลือดแข็งตัว🩸✨ตับมีหน้าที่ผลิตน้ำดี✨รวมถึงลำเลียงน้ำดีไปตามท่อน้ำดีและเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีอาการของโรคตับอักเสบในเด็กเราจะสามารถสังเกตอาการของโรคตับอักเสบในเด็กได้ดังนี้✨รูปร่างผอมลง แขนขาลีบ✨ทานอาหารได้น้อยลง🍲✨ร่างกายเผาผลาญสารอาหารมากผิดปกติ ✨มีอาการดีซ่าน ผิวหนังหรือตาเป็นสีเหลือง✨อวัยวะมีการบวมขึ้นเพราะตับไม่สามารถสร้างโปรตีนได้✨มีถาวะน้ำ🌊ในช่องท้องทำให้ท้อง ตับ ม้ามโตขึ้น✨หากมีอาการรุนแรงอาจอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำสาเหตุของโรคตับในเด็กโรคตับในเด็กที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส🦠 และเด็กจะสามารถหายเองได้ โดยแพทย์จะรักษาตามอาหารที่เป็นอยู่ ไม่มีการใช้ยาแรงๆ หรือผ่าตัดอะไรใดๆค่ะโรคตับในเด็กชนิดเรื้อรัง💡ท่อน้ำดีมีความผิดปกติท่อน้ำดีโป่งฟอง ท่อน้ำดีมีจำนวนน้อยลง หรือ ท่อน้ำดีตีบตัน สามารถพบได้ในทารกแรกเกิด - 3 สัปดาห์ 💡ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจากแม่สู่ลูกทารกจะติดเชื้อมาจากมารดาระหว่างที่ทำการคลอด โดยจะไม่แสดงอาการจนโตเป็นผู้ใหญ่ 💡สารทองแดงสะสมในตับมากมักจะพบในเด็กที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด คุมอาหารที่มีไขมันมาก และควรออกกำลังกาย โดยในบางรายอาจต้องผ่าตัดผู้ปกครองส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าจริงๆแล้วทารกก็สามารถเป็นโรคตับอักเสบได้ โดยนอกจากจะเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อจากมารดา👩แล้วยังเกิดจากการตีบของท่อน้ำดีได้อีกด้วย ซึ่งหากผู้ปกครองทราบถึงโรคตับอักเสบในเด็กก็จะสามารถพาลูกไปพบคุณหมอได้อย่างทันท่วงทีนั่นเองค่ะ 

Content Image

สอนลูกแปรงลิ้นขณะแปรงฟัน

     คุณแม่หลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงความสำคัญของการแปรงลิ้น โดยเฉพาะการแปรงฟันสำหรับเด็กที่อยู่ในช่วงดื่มนม🍼 เพราะคราบนมอาจจะติดอยู่ที่ลิ้นของเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้ทำความสะอาด จะส่งผลต่อสุขภาพปากและฟันของลูกได้ วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีสอนให้ลูกแปรงลิ้นหลังแปรงฟันมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️เทคนิคการสอนให้ลูกแปรงลิ้นอย่างไรให้สะอาดการเริ่มทำความสะอาดภายในช่องปากของทารกหรือเด็กสามารถทำได้ทันทีหลังจากที่ลูกเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นมา🦷 คุณแม่ควรค่อยๆสอนให้ลูกรู้จักแปรงลิ้น โดยค่อยๆสอนให้ลูกทำตามอย่างถูกวิธี เพราะถ้าหากลูกทำอย่างไม่ถูกวิธี อาจทำให้ลิ้นของพวกเขาได้รับบาดเจ็บ เทคนิคง่ายๆในที่คุณแม่สามารถสอนให้ลูกแปรงลิ้นเพื่อสุขภาพในช่องปากที่ดี มีดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1️⃣ไม่ควรใช้ที่ขูดลิ้นจนกว่าลูกของคุณจะอายุประมาณ 5 ขวบ คุณแม่อาจเริ่มจากการให้ลูกให้ลูกใช้แปรงขนนุ่มก่อน🪥ข้อที่ 2️⃣เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เพราะเด็ก ๆ มันจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ ซึ่งนั่นเป็นผลดีหากคุณมีการทำเป็นแบบอย่างให้พวกเขาปฏิบัติตาม🫡ข้อที่ 3️⃣สอนให้ลูกของคุณรู้จักกับลำดับของการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟัน สอนให้พวกเขาทำความสะอาดลิ้น👅ก่อนแล้วจึงจะแปรงฟันข้อที่ 4️⃣ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกของคุณไม่มีการแปรงลิ้นอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้พื้นผิวของลิ้นนั้นได้รับบาดเจ็บได้🩸ข้อที่ 5️⃣สอนให้ลูกของคุณทำความสะอาดแปรง หรือที่ขูดลิ้นหลังจากที่ใช้งาน เพราะการที่ไม่ทำความสะอาดหลังใช้อาจทำให้แบคทีเรีย🦠กระจายไปทั่วปากได้หลังจากหยิบมาใช้งานครั้งต่อไปประโยชน์ของการแปรงลิ้น✨เพื่อการรับรสที่ดียิ่งขึ้นหากลิ้นของลูกเต็มไปด้วยแบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอม อาจทำให้ต่อมรับรสที่อยู่เหนือลิ้นนั้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้เด็ก ๆ ไม่ยอมรับประทานอาหาร เพราะว่าไม่ได้รับรสชาติที่แสนอร่อยของอาหาร ดังนั้นการทำความสะอาดลิ้น👅จะทำให้พวกเขาสามารถลิ้มรสอาหารได้มากยิ่งขึ้น และสามารถแยกแยะรสชาติของอาหารแต่ละรสได้อย่างแม่นยำ และสามารถทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น เจริญเติบโตได้อย่างสมวัย✨เพื่อลดแบคทีเรียในช่องปากแบคทีเรีย🦠เป็นต้นเหตุของปัญหาทางช่องปาก เช่น ฟันผุ กลิ่นปาก หรือแม้แต่โรคเหงือกอักเสบ เป็นต้น ซึ่งการทำความสะอาดลิ้นอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดการเพิ่มจำนวนแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) มิวแทน (mutans) และแลคโตบาซิลลัส (Lactobacilli) ภายในช่องปากของเราได้ เพราะแบคทีเรียเหล่านั้นจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นแผ่นฟิล์มสีขาว ทำให้เกิดลิ้นขาว เพื่อทำหน้าที่ปกป้องตัวมันเอง ซึ่งวิธีที่จะขจัดได้คราบขาวเหล่านั้นได้คือการแปรงลิ้นนั่นเอง✨เพื่อเสริมความมั่นใจการมีเศษอาหารติดฟัน มีคราบนมหรือสีของลิ้นที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้เด็ก ๆ รู้สึกเสียความมั่นใจ😥เมื่อถูกเพื่อนล้อเลียน ดังนั้นการแปรงลิ้นหลังแปรงฟันนั้นสามารถช่วยให้ลิ้นของลูกสะอาด ปราศจากคราบขาว และยังเสริมความมั่นใจให้กับพวกเขาได้✨เพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในช่องปากกลิ่นปาก🙊เกิดมาจากการไหลของน้ำลายที่ลดลง ทำให้เกิดแบคทีเรียสะสม หากลิ้นไม่สะอาดก็จะทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียด้วยเช่นกัน ส่งผลทำให้สุขภาพช่องปากของลูกแย่ลง ซึ่งน้ำยาบ้วนปากไม่สามารถช่วยได้ ดังนั้นการแปรงลิ้นจึงเป็นวิธีเดียวที่ทำความสะอาดลิ้นได้ดีที่สุด และช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ✨เพื่อช่วยเพิ่มการทำงานของระบบในร่างกายแบคทีเรียทุกชนิดล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูก ไม่ใช่เพียงแค่ในช่องปากเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอันตรายต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ หากเกิดเกิดแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ผ่านระบบไหลเวียนเลือด ดังนั้นการกำจัดแบคทีเรียจึงไม่เพียงแค่ปรับปรุงสุขภาพภายในช่องปากเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้สุขภาพโดยรวมของลูก👶ดีขึ้นด้วยนั่นเอง     สรุปได้ว่าคุณแม่ไม่ควรละเลยการสอนลูกแปรงลิ้น👅ให้สะอาด เพราะการทำความสะอาดลิ้นนั้นช่วยลดการสะสมของคราบแบคทีเรียที่ติดอยู่ที่ลิ้น และยังช่วยเลิกการเกิดกลิ่นปากได้อีกด้วย แต่ถ้าพบว่าลูกมีปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก เช่น ฟันผุ และปัญหาช่องเหงือก คุณแม่ควรพาลูกไปปรึกษาทันตแพทย์👨‍⚕️ทันทีเพื่อรับการรักษาได้อย่างตรงจุดนั้นเอง

Content Image

ให้ลูกเรียนดนตรีดีอย่างไร

     ทักษะทางด้านดนตรี🎵นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะที่คุณพ่อคุณแม่👨‍👩‍👧หลายท่านอยากให้เจ้าตัวน้อยพอมีติดตัวไว้บ้าง เพราะนอกจากจะเป็นงานอดิเรกที่น่าสนใจแล้ว ยังอาจเป็นทักษะที่ช่วงส่งเสริมความสามารถในด้านอื่นๆอีกที ไม่ว่าจะเป็นทักษะการฟัง👂 การฝึกสมาธิ การฝึกฝนกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างกล้ามเนื้อมือ✋ และหากเด็กๆรู้ตัวว่าชอบด้านนี้ ในอนาคตก็สามารถยึดถือเป็นอาชีพได้ วันนี้บทความของเราจึงพาคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังหาไอเดียงานอดิเรกประเภทต่างๆให้เจ้าตัวน้อยฝึกฝน มาพิจารณาถึงทักษะทางด้านดนตรีกันค่ะ จะมีสิ่งน่าสนใจอย่างไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำไมจึงควรเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่เด็กเด็ก👧ที่มีอายุในช่วงประมาณ 2-6 ขวบนั้น ถือว่าเป็นอายุที่มีการเจริญเจิบโตในทุกๆด้านอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในนั้นคือพัฒนาการทางด้านระบบประสาทและสมอง🧠 ถือว่าเป็นช่วงวัยที่กำลังมีเส้นใยประสาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้ในด้านใดก็ตามจึงสามารถทำได้ค่อนข้างง่ายในช่วงนี้ค่ะ (แต่ไม่ได้หมายความว่าทำหลังจากนี้ไม่ได้นะคะ) อีกทั้งยังเป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยยังมีเวลาให้กับตนเองอย่างเต็มที่ จึงถือเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถให้โอกาสเด็กได้ลองทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อค้นหาว่าตัวเองชอบทำอะไรและไม่ชอบทำอะไร ถนัดในทักษะไหนบ้าง ซึ่งอาจเป็นไอเดีย💭หรือแนวทางต่อยอดสำหรับการเลือกสายการเรียนได้ในอนาคตค่ะข้อดีของการได้เรียนดนตรีตั้งแต่เด็ก👉ช่วงส่งเสริมทักษะพิเศษในกลุ่มงานอดิเรกให้เจ้าตัวน้อยโดยตรง เด็กๆจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีทักษะทางด้านดนตรี🎸ติดตัวค่ะ👉การเรียนดนตรีนั้นเป็นศาสตร์ที่ต้องฝึกใช้หู👂ในการฟัง การใช้มือ✋ในการตอบสนองเสียงที่ได้ยิน ต้องใช้ความจำและสมาธิที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นเด็กที่ได้เรียนดนตรีมีแนวโน้มที่จะเติบโตมาเป็นคนมีสติ มีสมาธิและจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำค่ะ👉โดยส่วนใหญ่แล้วเพลงที่มักถูกสอนให้กับเด็กๆมักเป็นเพลง🎶ที่มีองค์ประกอบทางดนตรีง่ายๆ โน้ตเพลงไม่ซับซ้อน จะทำให้เด็กมีความผ่อนคลาย มีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นคนอารมณ์ดี🥰ค่ะ👉สำหรับเพลงที่ใช้เรียนบางเพลง อาจเป็นเพลงที่มีเนื้อร้อง ทำให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะการออกเสียง🗣️ การควบคุมเสียง ซึ่งไปพัฒนาทักษะทางด้านการพูดของเจ้าจัวน้อยอีกทอดหนึ่ง บางเพลงอาจมีเนื้อร้องภาษาต่างประเทศอย่างเช่นภาษาอังกฤษ ก็จะช่วยส่งเสริมทักษะการใช้ภาษา🔠ที่ 2 หรือที่ 3 ให้ลูกๆได้อีกด้วยค่ะ👉แน่นอนว่าการเรียนดนตรีนั้น เด็กๆต้องมีปฏิสัมพันธ์กับครูดนตรี👩‍🏫ซึ่งมักจะไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว จะทำให้เด็กได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การพูดคุย ความเหมาะสมเกี่ยวกับมารยาทในการคุยกับผู้ที่อาวุโสกว่าอีกด้วยค่ะเครื่องดนตรีที่เหมาะแก่การเริ่มต้นในเด็กเปียโน 🎹เครื่องดนตรีที่เด็กๆมักจะได้หัดกันจะเป็นเครื่องที่ใช้การกดเพื่อสร้างเสียงอย่างเช่นเปียโน🎹ค่ะ เนื่องจากเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงคงที่ กดลิ่มนิ้ว👆ลงไปแล้วก็สร้างเสียงได้เลย ไม่ต้องอาศัยการทำงานหลายส่วน ยกตัวอย่างเช่นการเล่นเครื่องดีดอย่างกีต้าร์🎸 ก็ต้องอาศัยการกดสายที่มือซ้ายและการดีด🤏ในมือขวาจึงจะสร้างเสียงได้ ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าการสร้างเสียงด้วยการกดเครื่องดนตรีลงไปตรงๆเพียงอย่างเดียว แต่เนื่องจากเปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถคุมความดังเบา🔊ของการกดได้ กดดังเสียงดังกดเบาเสียงเบา อาจนับเป็นอีกหนึ่งมิติของความซับซ้อน ผู้ปกครองหลายท่านจึงเลือกให้เด็กเรียนอิเล็กโทนมากกว่า ซึ่งก็เป็นเครื่องดนตรีที่มีหน้าตาและหลักการเล่นคล้ายเปียโนเลยค่ะ เพียงแต่ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักการกดลิ่มเท่านั้นเอง     อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเล่นดนตรีก็เป็นเพียงทักษะด้านหนึ่งเท่านั้น หากคุณพ่อคุณแม่ได้ให้โอกาสเจ้าตัวน้อยลองสัมผัสกับประสบการณ์ดังกล่าวแล้ว เด็กๆมีอาการต่อต้าน รู้สึกไม่ชอบ🙅‍♀️ ผู้ปกครองก็ไม่ควรจะบังคับให้ทำต่อ เพราะจะทำให้ลูกไม่มีความสุขในวัยที่สมควรมีความสุขที่สุดค่ะ ลูกๆของคุณพ่อคุณแม่👨‍👩‍👧อาจมีความสามารถด้านอื่นที่รู้สึกชอบหรือทำได้ดี จึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะมอบโอกาสให้พวกเขาได้สำรวจประสบการณ์ด้านต่างๆไปเรื่อยๆค่ะ

Content Image

ลูกถามเยอะ พูดมากทำอย่างไร?

     เชื่อว่าคุณแม่หลายๆท่านคงจะปวดหัวกับการที่ลูกพูดมาก พูดไม่หยุด🗣️ พูดเป็นต่อยหอย จนทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกรำคาญ จริงๆแล้วการที่เจ้าตัวน้อยพูดบ่อย ๆ นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อพัฒนาการของลูกเอง แต่คุณแม่จะรับมือเมื่อลูกถามเยอะเกินไปได้ แต่คุณแม่จะรับมือเมื่อลูกถามเยอะเกินไปได้อย่างไรบ้าง เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ พัฒนาการสื่อสารของเด็กแต่ละวัย มีดังต่อไปนี้วัย 0-3 เดือน  เด็กในวัยนี้ถือว่าเป็นวัยกำลังหัดพูด ลูกจะสามารถเปล่งเสียงออกมาง่ายๆ เช่น การทำเสียงอ้อแอ้ เมื่อรู้สึกหิว ไม่สบายตัว ตื่นเต้น เสียใจ หรือมีความสุข อีกทั้งยังส่งเสียงร้องไห้ออกมาที่แสดงถึงอารมณ์ต่างกัน เช่น ร้องไห้เมื่อหิว😭และไม่สบาย หรือมีอาการเจ็บปวดต่างๆ เป็นต้นวัย 4-6 เดือน เด็กในวัยนี้จะเริ่มหัวเราะมากขึ้น😂 และส่งเสียงอ้อแอ้เพื่อแสดงอารมณ์หลากหลาย และเริ่มออกเสียงคำที่ขึ้นต้นด้วย พ พาน บ ใบไม้ และ ม ม้า เพิ่มมากขึ้นวัย 7-12 เดือน เด็กวัยนี้สามารถร้องอ้อแอ้เพื่อเรียกร้องความสนใจมากขึ้น😛 โดยสามารถออกเสียงได้หลายพยางค์ และเลียนแบบเสียงสูงต่ำได้ นอกจากนี้ เด็กยังอาจเริ่มพูดเป็นคำ ๆ เช่น พ่อ แม่ มามา เป็นต้นวัย 1-2 ขวบ ในช่วงนี้ เด็กจะเริ่มรู้จักคำศัพท์ได้มากขึ้น และเริ่มพูดได้เป็นคำ ๆ เช่น กินข้าว บ๊ายบาย เป็นต้น รวมถึงสามารถถามคำถามสั้น ๆ ได้ เช่น อะไร ไปไหน เป็นต้นวัย 2-3 ขวบ เด็กในช่วงนี้จะรู้จักพูด และสื่อสารได้มากขึ้น รวมทั้งสามารถพูดได้เป็นประโยคสั้น ๆ เช่น นี่อะไร กินข้าว ทำอะไร เป็นต้น รวมทั้งยังสามารถพูดเจาะจงในสิ่งที่ต้องการได้ เช่น เอาขวดสีฟ้า รถแดงอยู่ไหน🚗 เป็นต้นวัย 3-4 ขวบ เด็กวัยนี้สามารถถาม และตอบคำถามได้ เช่น ใคร อะไร ที่ไหน เป็นต้น และสามารถเล่าเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน อาหาร หรือเรื่องที่เล่นกับเพื่อนได้วัย 4-5 ขวบ ในช่วงนี้ เด็กสามารถเล่าเรื่อง และอธิบายรายละเอียดได้มากขึ้น เช่น หนูเห็นผีเสื้อสีแดงสวยมาก ๆ🦋 เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถสื่อสารกับเด็กหรือผู้ใหญ่คนอื่นได้ดี สามารถถามตอบได้ดีขึ้น และรู้จักการพูดแบบมีน้ำเสียงโทนสูงหรือต่ำอย่างเห็นได้ชัดข้อดีของการที่ลูกเป็นเด็กช่างพูดลูกสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ดีเด็กที่พูดมาก ขี้คุย มีแนวโน้มว่าจะสามารถพูดคุย และสื่อสารกับผู้อื่นได้ดีกว่าเด็กคนอื่น เพราะเด็กที่พูดเก่งนั้น จะมีความกล้าในการพูด กล้าที่จะฟัง เมื่อเขาพูดนั้น ก็จะทำให้เด็กรู้สึกมีความมั่นใจ และกล้าพูดกล้าแสดงความเห็น เพราะฉะนั้นหากลูก ๆ พูดมาก ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เขาจะพัฒนาการพูด🗣️ลูกเป็นเด็กฉลาดและมีไหวพริบในการพูดเด็กบางคนอาจมีความเข้าใจในเรื่องสื่อสารน้อยกว่าเด็กคนอื่น ๆ แต่เด็กที่พูดมากนั้น มักจะรู้ว่าตัวเองกับสื่อสารเรื่องอะไร และรู้ว่าตัวเองจะพูดเรื่องอะไร ก็จะทำให้เด็กมีไหวพริบในการพูด รู้จักการใช้คำ และสามารถสื่อสารให้ผู้อื่นมีความสุขได้ เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการพูดเพื่อการประสบความสำเร็จเลยค่ะ เด็กที่พูดไม่หยุด มักจะตั้งคำถามจากสิ่งรอบตัวบ่อย ๆ เพราะส่วนใหญ่นั้น ลูกจะเกิดความสงสัยในเรื่องต่าง ๆ🤔 และเมื่อยิ่งสงสัย ก็ยิ่งมักจะตั้งคำถาม และต้องการข้อมูล จึงไม่แปลกที่ว่าทำไมเด็กที่พูดเยอะ พูดเก่งมักจะมีความรู้มากกว่าเด็กที่เงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดนั่นเอง🤐ลูกสามารถเข้าสังคมได้อย่างดีเมื่อเด็ก ๆ รู้จักการสื่อสาร ก็จะช่วยให้เขาเข้าสังคมได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อลูกพูดเก่งก็จะทำให้มีแต่คนอยากที่จะพูดด้วย รวมถึงการที่เด็กเข้าสังคมได้มากขึ้น ก็จะทำให้เขามีความกล้าที่จะพูดคุยกับผู้อื่น อีกทั้งยังสร้างเพื่อนได้เร็ว👯‍♂️ เพราะฉะนั้นหากลูก ๆ ของคุณพ่อคุณแม่พูดเก่ง ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะไม่มีเพื่อนนะคะ รับรองว่าเขาจะมีเพื่อนเยอะแน่นอนลูกเป็นเด็กกล้าแสดงออกทางความคิดหากเด็กรู้จักกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเอง ก็จะทำให้เขากล้าอธิบายสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ หรือความคิดของเขาออกมา ทำให้เด็กรู้จักการวางแผน📝 หรือใช้ความคิดของตัวเองเป็นแนวทางในการทำงาน คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ต้องแปลกใจเลยนะคะ หากลูกที่พูดเก่ง ๆ จะได้เป็นหัวหน้ากลุ่ม หรือตัวแทนของเพื่อนในการนำเสนอชิ้นงาน🤓วิธีง่ายๆในการรับมือเมื่อลูกพูดเก่งและพูดไม่หยุดตั้งใจฟังในสิ่งที่ลูกพูด การตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูดเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งรำคาญไปนะคะ ถึงแม้ว่าเรื่องที่ลูกพูดนั้นจะเป็นเรื่องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำมา เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูดอย่างใจจดใจจ่อ👂 ก็จะช่วยให้ลูกรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่รักและรับฟังเขาคุณพ่อคุณแม่ควรใจเย็นๆ คุณพ่อคุณอย่าเพิ่งโมโห และหงุดหงิดลูกไปนะคะ เมื่อลูกพูดมาก พูดไม่หยุด คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจรู้สึกรำคาญจนเผลอตะคอกและหงุดหงิดใส่ลูก🤬 อยากให้ทำความเข้าใจว่าช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เด็กกำลังหัดพูด และเมื่อพวกเขาพูดแล้วพวกเขาจะรู้สึกสบายใจที่ได้พูดออกมา เมื่อลูกโตขึ้นลูกก็จะค่อยๆพูดน้อยลงนั่นเองค่ะ อย่าขัดในสิ่งที่ลูกกำลังพูด ในช่วงที่ลูกกำลังเล่าเรื่องบางอย่าง คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรขัดในสิ่งที่เขากำลังพูดนะคะ เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกเหมือนโดนขัด และรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้น ไม่ได้มีความสำคัญต่อพ่อแม่ อาจจะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กเก็บกดได้นั่นเอง😐ถามลูกกลับเป็นครั้งคราว ในขณะที่ลูกพูดมาอย่างต่อเนื่องนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรตอบโต้กับลูกบ้าง อย่าปล่อยให้ลูกพูดอยู่คนเดียว😕 โดยอาจจะถามลูกกลับให้เขาตอบ หรือเมื่อลูกพูดจบก็อาจเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน หากคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากฟังเรื่องซ้ำๆที่ลูกพูด      สรุปได้ว่าการที่เด็กพูดมาก พูดไม่หยุด อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกรำคาญ และกังวลใจว่าลูกจะสามารถปรับตัวเมื่อต้องอยู่ในสังคมได้ไหม แต่อย่างไร ก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจว่าช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เด็กอยู่ในช่วงกำลังพูดได้🗣️ และมีความสนใจที่จะพูดนั่นเอง และการที่เด็กพูดมากนั้นยังถือเป็นข้อดีในหลายๆด้าน ทำให้เด็กเป็นคนรู้จักกล้าสื่อสารและแสดงออกทางความคิดนั่นเองค่ะ

Content Image

ทำไมลูกถึงโวยวายเอาแต่ใจ

1-6 ปีเป็นวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็น และกำลังลองผิดลองถูก โดยลูกจะสังเกตว่าคนรอบข้างทำอะไรโดยยังไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมไหนถูกผิด รวมถึงลูกยังมีความเอาแต่ใจอีกด้วย อะไรเป็นเหตุที่ทำให้ลูกเอาแต่ใจและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันค่ะ อะไรที่ทำให้ลูกดื้อ?✨เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการตามวัย จริงๆแล้วการดื้อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการตามวัยของ ลูกอายุ 1-6 ขวบ โดยลูกจะแสดงอาการต่อต้านพ่อแม่และกรอบที่พ่อแม่วางไว้ ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแย่เพราะการแสดงเหล่านี้บ่งบอกถึงการพัฒนาทางจิตใจของลูก ว่าลูกสามารถตัดสินใจ ใช้เหตุผล💡 และคิดได้ด้วยตนเอง ✨อาศัยความเข้าใจโดยคุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจพัฒนาการของลูกในแต่ละวัย เพื่อที่จะได้รับมือลูกอย่างถูกต้อง และเปลี่ยนพฤติกรรมการเป็นเด็กดื้อ ให้กลับมาเป็นเด็กดี🙂ซึ่งการที่ลูกดื้อนั้นมีสาเหตุได้มาจากหลายๆอย่าง เช่น พื้นฐานอารมณ์ของเด็กคนนั้นๆ การเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อมรอบๆตัวทำไมลูกถึงโวยวาย✨ร้องแล้วได้ของตั้งแต่เล็กลูกจะร้องไห้เพื่อขอกินนม🥛 และลูกก็ได้เรียนรู้และจดจำว่าเมื่อร้องไห้ก็จะได้สิ่งที่ต้องการ ดังนั้นในช่วงนี้ลูกก็จะชอบร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจ อยากได้อะไรก็จะร้องตลอด ดังนั้นเวลาออกไปเที่ยงข้างนอก หรือไม่ห้าง หากอยากได้ของเล่นอะไรก็จะงอแงเอาให้ได้นั่นเองค่ะ ✨เพิกเฉยต่อการร้องเมื่อร้องไห้แล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่สนใจ ลูกก็จะเพิ่มระดับร้องไห้โวยวาย😭หนักขึ้นอีก โดยในขั้นตอนนี้หากพ่อแม่ตามใจแล้วล่ะก็ คราวต่อไปลูกก็จะเรียนรู้ว่าต้องโวยวายให้หนัก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการใจแข็งและเพิกเฉยต่อพฤติกรรมของลูกวิธีรับมือ✨อธิบายให้ลูกฟังเมื่อลูกทำผิดก่อนดุหรือตีให้พยายามใจเย็นและอธิบายกับลูกก่อนว่าทำไมถึงโดนทำโทษ อาจใช้วิธีการทำโทษแบบ Time out⏱️ โดยให้แยกลูกออกไปนั่งอยู่คนเดียวเพื่อให้ลูกทบทวนว่าทำอะไรผิดไป รวมถึงอธิบายให้เขาฟังว่าทำไม เมื่อทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ลูกจะรู้จักรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และรู้จักการใช้เหตุผลมากขึ้นค่ะ✨เรียนรู้ในการใช้เหตุผลพยายามสอนลูกในการใช้เหตุผลไม่ใช้อารมณ์เช่น เวลาอยากได้ของเล่น ให้สอนลูกบอกเหตุผลว่าทำไมถึงอยากได้ โดยอาจตั้งคำถามกับลูกบ่อยๆ ว่าทำไมถึงอยากได้หุ่นยนต์ตัวนี้🤖 แล้วรับฟังเหตุผลของลูก โดยให้ลูกฝึกทักษะการต่อรองและไม่ใช้อารมณ์

Content Image

สารพิษที่ควรเก็บให้พ้นมือลูก

     เด็กเล็ก👶ถือเป็นวัยที่กำลังซุกซน ต้องการสำรวจสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ การสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัวนั้นมีประโยชน์ในแง่ของการส่งเสริมพัฒนาการในเด็กแน่นอน แต่หากสำรวจในสิ่งที่เป็นอันตราย☢️โดยที่ไม่รู้ตัวก็จะก่อให้เกิดโทษเช่นเดียวกัน วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงสิ่งของอันตรายหมวดหนึ่ง ซึ่งก็คือสารเคมีที่พบได้ง่ายในบ้านของเรา ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️สารที่ใช้ทำความสะอาดกลุ่มที่ใช้กับร่างกายโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น สบู่🧼 ยาสระผม โฟมล้างหน้า เป็นกลุ่มที่สามารถใช้ภายนอกได้แต่ไม่ควรรับเข้ามาภายในร่างกาย หากจะเก็บสิ่งเหล่านี้ให้พ้นมือเด็ก🖐️👶นั้นก็คงไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก เพราะเจ้าตัวน้อยเองก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้เป็นประจำเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรสอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถใช้ภายนอกได้เท่านั้น ห้ามนำเข้าปาก👄 แต่สำหรับน้ำยาย้อมผมหรือน้ำยาทาเล็บ💅ที่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กๆจะได้ใช้บ่อยๆอยู่แล้ว ของเหล่านี้ก็ควรเก็บให้พ้นมือเด็กค่ะ เพราะนอกจากจะใช้ภายในร่างกายไม่ได้แล้ว ก็ต้องระมัดระวังในการใช้ภายนอกเช่นเดียวกัน เพราะเป็นสารที่ก่อความระคายเคืองต่อผิวได้ค่ะกลุ่มที่ไม่ได้ใช้กับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างสุขภัณฑ์ห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า🧴 ปรับผ้านุ่ม น้ำยาเช็ดกระจก เป็นกลุ่มที่ก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังได้ นอกจากนี้ยังอาจมีไอระเหยซึ่งก่อให้เกิดความระคายเคืองเมื่อสูดดม👃อีกด้วย ส่งผลเสียต่อระบบผิวหนังและระบบหายใจ🤧โดยตรง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เจ้าตัวน้อยจะไม่ได้ใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นการเก็บในที่ที่เข้าถึงได้ยากสำหรับเด็กก็จะเป็นวิธีการป้องกันความเสี่ยงที่ดีค่ะสารที่เป็นสารพิษโดยตรง    สารในกลุ่มนี้ยกตัวอย่างเช่นยาฆ่าแมลงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแบบสเปรย์ เป็นแบบขวดหยด จนไปถึงเป็นชิ้นที่จับต้องได้อย่างลูกเหม็นและชอล์คกำจัดแมลง🪳 สารกลุ่มนี้เป็นสารที่เด็กๆจะไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน ดังนั้นก็ควรเก็บในที่มิดชิด ทำให้เด็กๆเข้าถึงยาก เพื่อป้องกันอันตราย☠️ต่อการที่เด็กๆจะรับเข้าร่างกายค่ะสารในกลุ่มยา    ยา💊ในที่นี้คือยาที่ผู้ปกครองมีในครัวเรือน จะเป็นยาสามัญประจำบ้านหรือยาเฉพาะโรคของคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวก็ได้ นับรวมทั้งยาที่ใช้ภายนอกและภายใน และยังนับรวมถึงขวดอาหารเสริมด้วย ขึ้นชื่อว่ายาก็ต้องมีข้อบังคับและข้อแนะนำในการใช้งาน การจะใช้แต่ละครั้งคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกครอบครัวอื่นๆที่เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว เจ้าตัวน้อยจึงไม่มีโอกาสได้ใช้ยาเหล่านี้ด้วยตนเองหรือตามลำพังอย่างแน่นอน ดังนั้นการเก็บในที่ที่มิดชิดก็จะตัดปัญหาเรื่องที่เด็กจะหยิบเข้าปากมั่วๆ🤤ได้ค่ะวิธีป้องกันอันตรายจากสารพิษในครัวเรือนวิธีที่ 1️⃣เก็บสารที่ก่อให้เกิดพิษ☠️ และเจ้าตัวน้อยไม่ได้มีโอกาสจะได้ใช้บ่อยๆให้พ้นมือเด็ก หากเป็นตู้ควรเลือกตู้ที่มีฝาตู้ปิดมิดชิดหรือล็อคกุญแจ🔒ไว้หากไม่ได้ใช้บ่อยๆวิธีที่ 2️⃣ในกรณีที่ใช้สารหมดนั้นหมดแล้ว ไม่ควร🙅‍♀️เก็บภาชนะที่ใส่สารไว้ด้วยความเสียดาย เพราะสารเหล่านั้นก็จะยังปนเปื้อนหรือเกาะอยู่บนภาชนะ หากเจ้าตัวน้อยเล่นภาชนะเหล่านั้นก็จะได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายได้วิธีที่ 3️⃣หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองต้องทำงานที่ใช้สารเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน ควรเลือกทำในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท🍃 แบ่งพื้นที่กับเด็กชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยเข้ามาใกล้สารเหล่านี้ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังใช้สารอยู่ และอาจรับสารเหล่านี้👃เข้าร่างกายไปได้อย่างไม่รู้ตัวค่ะวิธีที่ 4️⃣สำหรับสารในกลุ่มยา💊 ควรหาภาชนะใส่แยกและทำฉลากไว้ให้ชัดเจนที่สุด🔖 ควรแยกพื้นที่ไว้ ไม่ควรนำไปอยู่ในบริเวณที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย หรือนำไปอยู่รวมกับอาหาร เพราะอาจทำให้เด็กเข้าใจว่าเป็นขนมและนำเข้าปากได้ค่ะ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรนำของกิน เช่น ขนมขบเคี้ยว ลูกอม ไปวางไว้บริเวณที่จัดไว้เพื่อเก็บยา ยกตัวอย่างเช่นตู้ยานั่นเองค่ะวิธีที่ 5️⃣ให้ความรู้กับเจ้าตัวน้อย ว่าอะไรรับประทานได้อะไรรับประทานไม่ได้ สารตัวไหนใช้ภายนอกได้เท่านั้น ห้ามรับประทาน🙅‍♀️ สารตัวไหนห้ามใช้ ถ้าจะใช้ต้องมาบอกคุณพ่อคุณแม่     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าสารเคมี🧪ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย☠️ต่อเจ้าตัวน้อยนั้นล้วนอยู่รอบตัวเรา สามารถพบเจอได้ง่ายมากกว่าที่คิด ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจที่จะเก็บสารเคมีเหล่านี้ให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ห่างไกลจากเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กวัยกำลังเรียนรู้ให้มากที่สุดค่ะ

Content Image

ทำไมถึงยังไม่ควรแคะขี้หูลูกน้อย?

หากพบว่าลูกขี้หูตันจะสามารถแคะหูให้ลูกได้ไหม? เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆคนสงสัย ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของขี้หู และมาดูกันว่าควรจะแคะขี้หูให้ลูกดีหรือไม่กันนะคะ ขี้หูคืออะไร?ขี้หูคือ👂เมื่อต่อมไขมันในหูชั้นนอกมีการขับสารออกมารวมกับผิวหนังชั้นบนที่ลอกหลุดออกมาก็จะกลายเป็นขี้หูนั่นเอง ซึ่งจะมีสีแดง น้ำตาล เหลือง โดยการสะสมของขี้หูนี้จะไม่เคลื่อนตัวไปยังส่วนลึกของรูหู และจะสามารถหลุดออกมาเองได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่❌จำเป็นต้องแคะหูให้ลูกนั่นเองค่ะ รวมถึงการแคะขี้หูจะทำให้ทารกเกิดการอักเสบในหูแถมหูอุดตันมากขึ้นอีกด้วยค่ะประโยชน์ของขี้หู👂สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ ผิวหนังของรูหูของลูกจะได้รับการป้องกันโดยขี้หูเหล่านี้ ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ทั้ง เหงื่อ💦 น้ำ ฝุ่นละอองและเชื้อโรค และเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะแคะขี้หูของลูกจนถึงอายุ 2 ขวบวิธีแบบนี้ไม่ควรใช้!คอนตอนบัดใหญ่เกินไปการใช้คอตตอนบัดที่มีขนาดใหญ่จะเป็นการดันขี้หูให้ลึกเข้าไปอีก การแคะขี้หูให้ลูกจึงอาจยิ่งเป็นการสร้างปัญหาขี้หูอุดตันและทำให้ลูกได้ยินเสียงไม่ชัดค่ะ🙅‍♀️ หากท่านใดที่พบว่าลูกมีขี้หูอุดตันสามารถพาไปพบแพทย์เพื่อหยอดยาและดูดขี้หูออกได้ค่ะ คอตตอนบัดไม่สะอาดหากคอนตอนบัดไม่สะอาดจะทำให้หูของลูกเกิดการติดเชื้อจากเชื้อรา หรือแบคทีเรียได้ รวมถึงหากมีการแคะที่ลึกเกินไปก็อาจไปทำให้แก้วหูทะลุและเกิดอันตราย⚠️กับลูกน้อยได้นะคะ ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ชุบคอตตอนบัดการใช้คอตตอนบัดชุบแอลกอฮอล์แล้วนำมาทำความสะอาดรูหูเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ผิวหนังบริเวณรูหูของลูกแห้ง👂 และหากลูกมีแผลที่บริเวณหูชั้นกลางอยู่แล้ว การที่แอลกอฮอล์ไปเข้าไปโดยจะทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคือง และทำให้หูน้ำหนวกได้นั่นเองค่ะไม่ควรใช้ไม้พันสำลีการใช้ไม้พันสำลีเข้าไปทำความสะอาดในรูหูของลูกเป็นอีกสิ่งที่ควรเลี่ยงเพราะ ผิวหนังในรูหูของลูกยังบอบบางมาก การทำแบบนี้อาจสร้างแผลถลอกในรูหู และอาจเกิดการติดเชื้อ และอักเสบขึ้นมาได้ และเมื่อแผลเริ่มหายลูกก็จะเกิดอาการคัน และใช้ไม้แคะหูซ้ำอีก ก็จะเกิดแผลขึ้นมา และหากปั่นเข้าไปลึกก็จะเสี่ยงต่อการทำให้แก้วหูทะลุด้วยค่ะ😬วิธีทำความสะอาดหูลูกน้อย✨แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่ควรแคะหูให้ลูกแต่ก็สามารถทำความสะอาดหูลูกน้อยได้โดยขณะที่อาบน้ำหรือสระผมให้ลูก ให้การนำผ้าขนหนูที่มีความนุ่ม หรือ อาจใช้สำลีชุดน้ำแล้วเช็ดที่ใบหูและปากรูหูเบาๆ✨พยายามไม่ให้น้ำเข้าไปในรูหูของลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหูของลูกได้โดยการปั้นสำลีให้เป็นก้อนขนาดใหญ่ประมาณหัวแม่มือแล้วใช้สำลีในการอุดหูของลูก✨เนื่องจากเด็กเล็กมีรูหูที่ยังตื้นอยู่ดังนั้นเราไม่ควรจะใช้คอตตอนบัดและควรจะใช้วิธีข้างต้นไปก่อนนะคะ โดยหากเกิดความผิดปกติใดๆ ก็ควรจะพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกต้องจะดีที่สุดค่ะ

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.