Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความทารกแรกเกิด | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เอาผ้าห่อตัวทารกจริงๆแล้วดีหรือไม่?

เราอาจพบปัญหาการนอนของทารกในวัยแรกเกิดได้ซึ่งหนึ่งในวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ คือ การห่อตัวทารกด้วยผ้าการห่อตัวทารกแรกเกิด✨สาเหตุของปัญหาทารกแรกเกิดอาจจะยังไม่สามารถปรับต้วกับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ทำให้เกิดปัญหาในการนอน❌✨การห่อทารกด้วยผ้าห่อตัวช่วยอย่างไรการห่อทารกด้วยผ้าห่อทำให้ทารกเหมือนอยู่ในมดลูก จึงทำให้ทารกนอนหลับง่ายขึ้น ลดอาการงอแง😭 ตื่นตกใจ หรือสะดุ้งตื่นเวลานอน ✨เมื่อไหร่ที่ควรหยุดห่อควรห่อทารกถึงอายุ 2 เดือนเท่านั้น หรือหากทารกสามารถนอนหลับเองได้ดีแล้วก็สามารถหยุด❌ห่อตัวได้เลย✨ทำไมถึงควรหยุดห่อเมื่อทารกโตขึ้นจะสามารถนอนหลับได้ดีขึ้นเอง นอกจากนี้เมื่อทารก👶อายุ 2 เดือนจะเริ่มสามารถเคลื่อนไหวและกลิ้งไปมาได้แล้ว ดังนั้นการห่อทารกไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ข้อควรระวังในการห่อทารก✨ห่อแล้วให้นอนหงายท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารก เพื่อป้องกันไม่ให้ทารก👶หายใจไม่ออกจนอาจทำให้เกิดการเสียชีวิต หรือที่เรียกว่าการไหลตาย (SIDS)✨ห่อให้พอดีการห่อทารกแน่นจนขา🦵งอหรือเหยียดตรงมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ควรพันผ้าโดยให้ทารกยังสามารถขยับสะโพกและขาได้เล็กน้อย วิธีห่อทารกอย่างปลอดภัยจากคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Pediatrics) ได้บอกวิธีห่อตัวของทารกอย่างปลอดภัยไว้ ดังนี้ค่ะ ✨หากห่อตัวทารก คอยดูให้ทารกนอนหลับในท่าหงาย และระวังไม่ให้ลูกนอนตะแคงหรือคว่ำในขณะหลับ ✨รวมถึงควรจัดผ้าปูที่นอน🛏️ให้ตึงเสมอ เพราะหากผ้าปูที่นอนหรือผ้าปูรองนอนมีความหย่อนหรือผ้าห่อตัวของทารกมีการห่อไว้หลวมๆ ก็อาจทำให้ผ้าหลุดออกจากเตียงหรือจากตัวของทารก👶 ได้ และหากผู้ปกครองไม่ได้เฝ้าดูอยู่ขณะนั้นก็อาจทำให้ลูกขาดอากาศหายใจหากหน้าของลูกเข้าไปซุกที่ผ้าทั้งหลายได้ค่ะ ✨ที่สำคัญคือจะต้องคอยระวังไม่ให้ที่นอนมีลักษะที่นุ่มจนเกินไป หรือมีลักษณะบุ่มเป็นแอ่ง เพราะอาจทำให้ลูกหน้าคว่ำแล้วเกิดหายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้ค่ะ💀 รวมถึงควรจะแยกของเล่น ตุ๊กตา🧸 หมอน ผ้าห่มอื่นๆ ออกจากที่นอนของทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คุณพ่อคุณแม่เผลอทับโดยไม่ตั้งใจค่ะ ✨การห่อตัวทารกจะทำให้อุณหภูมิร่างกายของลูกสูง🌡️กว่าปกติ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรระวังไม่ให้ลูกร้อนจนเกินไป โดยให้สังเกตว่าลูกมีเหงื่อ💦ออกตามตัวไหม แก้มแดงหรือเปล่า ผมเปียก มีผื่นจากความร้อน หรือหายใจเร็วกว่าปกติไหมนะคะ 

👉 List บทความทารกแรกเกิด

Content Image

รับมือยังไง? เมื่อต้องพาลูกไปที่ทำงาน

     สำหรับคุณแม่หรือคุณพ่อท่านใดที่เป็นแม่หรือพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม้กระทั่งครอบครัวที่ทั้งคุณผู้หญิงคุณผู้ชายต่างต้องทำงาน👩‍💻 และไม่มีสมาชิกครอบครัวท่านใดอยู่ดูแลลูกในวัยก่อนเข้าเรียน จะจ้างพี่เลี้ยงเด็กก็ไม่สะดวกใจเท่าไหร่นัก ดังนั้นการพาลูกไปที่ทำงานบ้างก็อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แน่นอนว่าเด็กเล็ก👶มักมีความซุกซนตามธรรมชาติของตนเองอยู่แล้ว ซึ่งอาจไปรบกวนการทำงานของเพื่อนร่วมงานท่านอื่นๆได้ ดังนั้นจะต้องพิจารณาประเด็นไหนก่อนพาลูกไปที่ทำงานบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️ปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อต้องพาลูกไปทีทำงาน👉ความเหมาะสมของสถานที่ทำงานอันดับแรกเลยก่อนจะตัดสินใจให้เจ้าตัวน้อยออกนอกสถานที่ ก็ต้องทำการประเมินและตัดสินใจก่อนว่าสถานที่นั้นเหมาะสมหรือไม่ใช่ไหมคะ ความเหมาะสมในที่นี้หมายถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพที่ต้องอยู่ท่ามกลางเครื่องจักร🚜 เครื่องมือเครื่องใช้ที่ต้องการความสะอาด ห้องที่ต้องใส่เสื้อผ้าป้องกันเชื้อก่อโรค👩‍🔬 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พนักงานหรือลูกจ้างห้ามพาคนนอกเข้ามาอยู่แล้ว ก็ไม่ควรให้ลูกไปด้วย🙅‍♀️ เพราะเสี่ยงให้เกิดความอันตรายแก่เจ้าตัวน้อยและแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพของผู้ปกครองเองค่ะ👉ห้ามพาลูกไปแบบไม่บอกกล่าวเพื่อนร่วมงานหากประเมินแล้วว่าที่ทำงานของผู้ปกครองนั้นเหมาะสมมากพอที่จะให้ลูกเข้าไปได้ สิ่งต่อไปที่ควรทำคือการขออนุญาตเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน👩‍💼ค่ะ ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าเด็กมักมาพร้อมกับความซุกซนและเสียงที่ดัง🗣️อยู่แล้ว เพื่อนร่วมงานบางท่านอาจต้องการความเงียบ🤫และสมาธิในการทำงานสูง และหากเพื่อนร่วมงานไม่ยินยอมก็ไม่ควรฝืนค่ะ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบเด็ก ลูกของเรานั้นอาจไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคนค่ะ👉เลือกวันที่จะพาไปให้เหมาะสมหากเพื่อนร่วมงานให้ความยินยอม👌แล้ว อันดับต่อไปคือการเลือกวันที่จะพาลูกไปสำรวจที่ทำงาน คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกวันที่ไม่มีประชุม และเป็นวันที่งานอาจไม่หนักมาก เพราะการเข้าประชุม📋หรือการต้องสะสางงานยุ่งจะทำให้ผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลเด็ก ต้องปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง ซึ่งอาจทำให้เจ้าตัวน้อยไปรบกวนการทำงานของเพื่อนร่วมงานท่านอื่นๆได้ค่ะ👉บอกข้อควรปฏิบัติกับลูกแน่นอนว่าทุกสถานที่ย่อมมีกฎเกณฑ์แม้กระทั่งตอนเด็กอยู่ที่บ้านเองก็เช่นกัน หากจะพาเด็กไปนอกสถานที่ควรทำให้เด็กเข้าใจถึงข้อกำหนดของสถานที่นั้นๆ อะไรทำได้ อะไรห้ามทำ ในครอบครัวที่มีการอบรมและส่งเสริมให้ลูกปฏิบัติตามกฎระเบียบ📝ในบ้านอยู่แล้ว สำหรับข้อนี้ก็จะสบายขึ้นค่ะ เพราะเด็กจะมีพื้นฐานความเข้าใจในการทำตามกฎในระดับหนึ่งอยู่แล้ว👉มีพื้นที่ให้เด็กโดยเฉพาะคำว่าพื้นที่ให้เด็กนี้ไม่ได้หมายถึงมุมของเล่นหรือมุมสันทนาการค่ะ แต่หมายถึงมุมใดก็ตามที่ผู้ปกครองเห็นว่าปลอดภัย สะอาด และเป็นมุมที่จะรบกวนการทำงานของเพื่อนร่วมงานได้น้อยที่สุด ซึ่งควรเป็นมุมที่อยู่ในสายตา👀ผู้ปกครอง มีความใกล้ชิดกับผู้ปกครอง เผื่อว่าเด็กทำอะไรที่ไม่ควรทำก็จะได้ดูแลได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกไม่ดีกับทั้งตัวเด็กเองและผู้ปกครองค่ะประโยชน์ของการพาลูกไปทำงานด้วย✨เป็นการเปิดหูเปิดตาลูก เจ้าตัวน้อยจะมีโอกาสได้เห็นอะไรใหม่ๆ👀 ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ บรรยากาศ รวมไปถึงการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ซึ่งเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านการเข้าสังคมให้แก่เด็กโดยตรงค่ะ✨ฝึกให้เด็กรู้จักปรับตัวเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบใหม่ๆ📝 แน่นอนว่าหากเปรียบเทียบข้อควรปฏิบัติระหว่างอยู่ที่บ้านกับที่ทำงาน ที่ทำงานล้วนมีกฎระเบียบที่ไม่เหมือนที่บ้านและมีความเคร่งครัดมากขึ้นอยู่แล้ว การเปลี่ยนบรรยากาศจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าแต่ละสถานที่นั้นมีแนวทางการอาศัยไม่เหมือนกัน และเติบโตเป็นคนเคารพ🫡กฎในสังคมค่ะ✨เป็นการฝึกความอดทนกับเด็ก เนื่องจากเด็กต้องปฏิบัติตามกฎของที่ทำงาน ต้องอยู่เงียบๆและสงบเรียบร้อย ซึ่งค่อนข้างฝืนธรรมชาติของเด็กในวัยนั้น การกระทำเช่นนี้จะทำให้ลูกรู้ว่าเราไม่สามารถทำตามใจตนเองไปได้ทุกอย่าง ในบางครั้งต้องอดทนกับสิ่งที่ไม่ชอบหรือไม่ได้อยากทำบ้างค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการพาลูกออกนอกสถานที่หรือพาไปที่ทำงาน👩‍💻นั้น แม้จะดูเป็นที่ที่ไม่ได้เหมาะสมสำหรับเด็กเท่าไหร่ แต่ก็จะทำให้เด็กได้เรียนรู้อะไรมากมาย สิ่งสำคัญที่สุดคือความยินยอมจากเพื่อนร่วมงาน และคุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นใจว่าสามารถควบคุมความประพฤติของเจ้าตัวน้อยให้อยู่ในกฎระเบียบได้ค่ะ

Content Image

ระวัง! ผลเสียเมื่อลูกดื่มนมกล่องในปริมาณที่มากเกินไป

     เราทุกคนต่างเคยได้รับการปลูกฝังมาว่าฟันน้ำนมนั้นถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย เมื่อเราเกิดมาอาหารชนิดแรกของเราก็คือน้ำนม🍼 และเมื่อเราโตขึ้น นมกล่องก็ยังถือเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มประเภทที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาหารหรือเครื่องดื่มทุกอย่าง แม้จะถูกจัดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไปนั้นก็ล้วนแต่ส่งผลเสียบางอย่างแทนทั้งสิ้นรวมถึงเครื่องดื่มอย่างนมกล่องด้วย วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงข้อควรระวังในการเลือกรับประทานนมกล่อง ว่าเท่าใดคือปริมาณที่เหมาะสม และหากรับประทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อร่างกายได้บ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปริมาณสารอาหารในน้ำนม    เป็นที่ทราบกันดีว่า พอพูดถึงเครื่องดื่มประเภทนม เราจะนึกถึงประโยชน์ในแง่ของการบำรุงกระดูกและฟัน🦷 เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ดังนั้นการที่เราดื่มนมก็แปลว่าเราคาดหวังว่าจะได้รับแร่ธาตุแคลเซียมแน่นอน แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือไม่สามารถกะประมาณปริมาณแคลเซียมที่เราจะได้รับได้ อันที่จริงแล้วคุณผู้อ่านสามารถกะประมาณได้ง่ายๆ โดยให้จินตนาการว่าเราจะได้รับแคลเซียม 1 มิลลิกรัม หากเราดื่มนมปริมาตร 1 ซีซี หรือ 1 มิลลิลิตร จากนั้นจึงไปคำนึงถึงปริมาณแคลเซียมที่เจ้าตัวน้อยของเราควรได้รับในช่วงอายุที่ต่างกัน ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อถัดไปค่ะปริมาณแคลเซียมที่เด็กในแต่ละวัยควรได้รับสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี จะยังไม่แนะนำให้รับประทานนมกล่อง เพราะสามารถรับประทานน้ำนมของคุณแม่🤱 ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลายกว่านมกล่องหลายเท่าอยู่แล้วค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1-3 ปี ต้องการแร่ธาตุแคลเซียมประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นก็ควรดื่มน้ำนมประมาณ 500 มิลลิลิตร เทียบเป็นกล่องก็คือการดื่มนมประมาณ 2 กล่องนั่นเอง🍼สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 4-8 ปี จะต้องการแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น อยู่ที่ประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นก็ควรดื่มนมให้ได้ประมาณ 800 มิลลิลิตรต่อวันหรือประมาณ 3 - 4 กล่องเป็นอย่างต่ำนั่นเอง🥛สำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 8 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยเด็กโต จนไปถึงช่วงที่กำลังจะเข้าวัยรุ่น นับเป็นช่วงที่แคลเซียมจะมีบทบาทมากในการเจริญเติบโต💪 เพราะเป็นช่วงที่เด็กจะสูงเร็วที่สุดค่ะ เด็กในช่วงนี้ควรได้รับแคลเซียมสูงถึงประมาณ 1,000 - 1,300 มิลลิกรัม นั่นหมายถึงเจ้าตัวน้อยของเราควรรับประทานนมกล่องมากถึงประมาณ 1 ลิตรต่อวันเลยทีเดียวค่ะข้อควรระวังในการรับประทานนมกล่องมากเกินไป    จากหัวข้อก่อนหน้า คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบไปแล้วนะคะว่าปริมาณที่เหมาะสมกับการดื่มนมของเจ้าตัวน้อยแต่ละวัยนั้นอยู่ที่ระดับใด หากว่ารับประทานเกินปริมาณที่ควรได้รับ ก็อาจส่งผลเสียต่อไปนี้ได้ค่ะเด็กมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มาจากการที่แก๊ส💨ในกระเพาะมีปริมาณที่มากเกินไปมีโอกาสทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด ไม่สบายท้อง อยากอาเจียน🤢เมื่อเกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว จะทำให้เด็กร้องไห้งอแง😭 นอนหลับยากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของธาตุเหล็ก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการได้รับแคลเซียมในระดับที่มากเกินไปเสี่ยงเป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานในเด็กบางคนที่คุณพ่อคุณแม่ให้รับประทานน้ำนมแทนน้ำจนติดนิสัย🥛 เสี่ยงทำให้ลูกเป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานของวัยได้ เพราะน้ำเปล่าไม่ให้พลังงาน แต่การดื่มนมนั้นให้พลังงานค่ะรู้จักกับประเภทของนม เลือกดื่มและเก็บรักษาอย่างถูกวิธีนมยูเอชที เป็นนมสดที่ผ่านการฆ่าเชื่อด้วยอุณหภูมิอย่างน้อย 133 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่สูงมากพอที่จะฆ่าเชื้อก่อโรคในนมได้🦠 ดังนั้นหากยังไม่เปิดกล่องก็จะสามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้นานถึงประมาณครึ่งปีเลยทีเดียวนมพาสเจอไรซ์ เป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนที่อุณหภูมิต่ำลงมา คือ 63 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ 30 นาที อายุขัยของนมจึงต่ำกว่านมยูเอชที ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น และสามารถเก็บรักษาได้ในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น⏳ หากเก็บมานานกว่านั้น แม้กล่องหรือขวดจะยังไม่ถูกเปิดออกก็ไม่ควรดื่มค่ะนมสเตอรีไลซ์ เป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเช่นกัน ที่อุณหภูมิขั้นต่ำ 100 องศาเซลเซียส🌡️ นมชนิดนี้จะมีคุณสมบัติคล้ายนมยูเอชทีเนื่องจากผ่านอุณหภูมิที่สูงมากพอที่จะฆ่าเชื้อก่อโรคในนม ทำให้สามารถเก็บรักษาโดยที่ยังไม่เปิดกล่องได้ถึงประมาณ 1 ปีค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบถึงชนิดและปริมาณสารอาหารที่เจ้าตัวน้อยจะได้รับจากการดื่มนม🍼 รวมไปถึงปริมาณที่เหมาะสมในการดื่มนมสำหรับเจ้าตัวน้อยในวัยที่ต่างกัน และประเภทของนมเพื่อการตัดสินใจเก็บรักษาอย่างถูกวิธีไปเรียบร้อยแล้วนะคะ อย่างไรก็ตาม หากสังเกตว่าลูกของเราดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสม ภาชนะที่บรรจุนมไม่เสียหาย นมยังไม่หมดอายุ แต่มีอาการแปลกๆเกิดขึ้นกับร่างกายหรือรู้สึกไม่สบายตัวไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ควรเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อขอคำปรึกษาจากแพทย์👩‍⚕️ เพราะในบางท่านอาจมีภาวะแพ้น้ำนมได้ค่ะ

Content Image

ตัดเล็บทารก ทำยังไงน้า?

แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องง่าย แต่การตัดเล็บทารกเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เราจึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการตัดเล็บลูกน้อยมากฝากในบทความนี้ความสำคัญของการตัดเล็บทารก✨ทำไมต้องตัดเล็บทารกคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการตัดเล็บ💅ของลูกน้อยวัยทารกเป็นอย่างมากเนื่องจากเล็บยาวจะทำให้เกิดรอยขีดข่วน หรือบาดแผลบริเวณใบหน้าของทารกได้✨สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ควรศึกษาวิธีการตัดเล็บทารกที่ถูกต้องและเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตัดเล็บให้กับลูกน้อย👶 คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยกันเพื่อให้การตัดเล็บลูกน้อยง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรเลือกใช้ที่ตัดเล็บสำหรับทารก ไม่ควรใช้ที่ตัดเล็บของผู้ใหญ่ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการตัดเล็บทารก✨ช่วงกลางวันช่วงกลางวันในขณะที่มีแสงสว่างเพียงพอทำให้คุณพ่อคุณแม่มองเห็นได้ชัดเจนและตัดเล็บได้ง่ายกว่าช่วงกลางคืน🌙หรือในที่มืดที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ✨ช่วงทารกหลับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นอย่างมากในการตัดเล็บทารก👶เนื่องจากทารกจะไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ง่ายต่อการตัดเล็บ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรตัดเล็บอย่างเบามือและระมัดระวังเพื่อไม่ให้ทารกตื่น✨ช่วงหลังอาบน้ำหลังอาบน้ำเป็นช่วงที่เล็บอ่อนตัวทำให้ง่ายต่อการตัดเล็บ💅จึงเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่จะต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเพราะทารกมีการเคลื่อนไหวซึ่งอาจก่อให้เกิดให้เกิดบาดแผลขึ้นได้ เช่น การตัดโดนเนื้อ เป็นต้นที่ตัดเล็บสำหรับทารก✨กรรไกรตัดเล็บกรรไกรตัดเล็บเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ได้ดีในการตัดเล็บ💅ทารกและปลอดภัยตจากเชื้อโรคเนื่องจากจะไม่มีเศษเล็บหรือเศษเนื้อติดค้าง แม้ว่าอาจจะใช้ยากในช่วงแรก จึงต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เมื่อใช้เสร็จแล้วควรทำความสะอาดทุกครั้ง✨ตะไบตัดเล็บเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ง่ายและปลอดภัย ทำให้เป็นที่นิยม แต่อาจมีราคาสูงกว่าที่ตัดเล็บแบบอื่น  ✨ที่ตัดเล็บแบบคลิปแนะนำว่าควรใช้ที่ตัดเล็บแบบคลิปเมื่อทารก👶โตในระดับหนึ่ง เนื่องจากเราไม่สามารถมองเห็นว่าที่ตัดเล็บเข้าไปลึกแค่ไหน จึงมีความเสี่ยงที่จะตัดเข้าเนื้อได้ง่าย การใช้ที่ตัดเล็บแบบนี้จึงต้องมีความชำนาญและควรใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง 

Content Image

ล้างจมูกให้ทารก/เด็กเล็กอันตรายไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนอาจจะกำลังสงสัยว่าเราจะสามารถล้างจมูกให้ลูกได้ไหมเมื่อลูกมีน้ำมูกเหนียว หายใจลำบาก ซึ่งจริงๆแล้วแพทย์มักจะแนะนำให้ล้างจมูกมากกว่าการทานยา ซึ่งจะสามารถทำได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ การล้างจมูกการล้างจมูก คืออะไร?การล้างจมูก👃 คือการใช้น้ำเกลือล้างเอาสิ่งสกปรกที่เกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกออก เช่น น้ำมูก หนองในจมูก ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก และทำให้รูจมูกและไซนัสโล่งขึ้น การล้างจมูกดีอย่างไร?การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ🌊จะช่วยนำเอาน้ำมูกที่เหนียวข้นที่ลูกไม่สามารถระบายออกมาได้เอง ซึ่งการล้างจมูกนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในจมูกแล้ว และ ให้ความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุจมูก👃  ยังช่วยป้องกันการลุกลามของเชื้อโรคจากจมูกหรือไซนัสไปสู่ปอดอีกด้วย ซึ่งจะทำให้อาหารหวัดหายได้เร็วขึ้นกว่าการทำลูกทานยาแก้หวัดได้อีกด้วยค่ะ การล้างจมูกให้ลูกอันตรายไหม?การล้างจมูกทารก อันตรายไหม?จริงๆแล้วการล้างจมูก👃 นั้นเป็นวิธีที่ปลอดภัย เพราะเป็นการใช้น้ำเกลือที่มีความอ่อนโยนมาก เวลาที่ลูกร้องดิ้น และสำลักน้ำเกลือจึงไม่เป็นอันตราย ส่วนการที่น้ำเกลือ🌊จะสำลักลงปอด🫁นั้นเป็นไปได้น้อยมาก หากลูกไม่ได้มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทหรือสมอง เพราะคนเราจะไม่สามารถเปล่งเสียงพร้อมกับการหายใจได้ เมื่อทำการฉีดน้ำเกลือเข้าไปส่วนใหญ่จะออกทางจมูกหรือทางปากของเด็กก่อน ซุ่งปริมาณน้ำเกลือที่ฉีดไปก็มีจำนวนน้อยมาก ซึ่งจะมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะสามารถลงไปถึงปอดได้🫁 และหากลงไปจริง น้ำเกลือก็เป็นน้ำเกลือสะอาดจึงไม่ทำให้เกิดปัญหาค่ะ ควรล้างจมูกให้ทารกบ่อยแค่ไหน?ให้ล้างจมูกลูกน้อยเมื่อพบว่าลูกมีอาการแน่นจมูก👃  หรือมีน้ำมูกข้นเหนียว ซึ่งสามารถล้างให้ได้วันละ 2 ครั้งเช้าเย็น วิธีล้างจมูกวิธีล้างจมูกสำหรับทารกให้ใช้น้ำเกลือ🌊อุ่นในการล้างโดยจับให้ลูกนอนยกศรีษะสูงในผ้าห่อตัว และจับหน้าให้อยู่นิ่งๆ สอดกระบอกฉีดยาเข้าไปในจมูก👃 และค่อยๆฉีดน้ำเหลือประมาณ 0.5 ซีซี หากใช้น้ำเกลือที่เป็นสเปรย์พ่นจมูกก็สามารถพ่นสเปรย์แทนได้ค่ะ จากนั้นให้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกออกมา สามารถดูว่ามีที่ดูดน้ำมูกแบบไหนบ้างได้ที่ บทความ นี้เลยค่ะ วิธีล้างจมูกสำหรับเด็กเล็กให้ลูกอยู่ในท่านั่งหรือท่ายืน แล้วแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย นำกระบอกฉีดยาฉีดน้ำเกลือ🌊ประมาณ 1 ซีซี หรือมากกว่านั้นก็ได้ (ดูว่าลูกทนได้แค่ไหน) หรืออาจจะใช้รูปแบบสเปรย์พ่นจมูกแทนการฉีดน้ำเกลือ จากนั้นให้ลูกสั่งน้ำมูก และให้บ้วนน้ำเกลือที่ลงทิ้ง ซึ่งควรให้ลูกสั่งน้ำมูกทั้งสองข้างพร้อมๆกันและไม่ควรอุดรูจมูก👃ข้างใดข้างหนึ่งเพราะอาจทำให้แก้วหูทะลุได้นะคะ 

Content Image

การสะอึกในทารก ปลอดภัยหรือไม่?

การสะอึกเป็นเรื่องปกติที่เราสามารถพบเจอได้บ่อยๆ ซึ่งทารกก็สามารถสะอึกได้เช่นกัน การสะอึกในทารกนั้นเป็นเรื่องที่ปลอดภัยหรือไม่และจะมีวิธีแก้สะอึกได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ การสะอึกในทารกการสะอึกในทารกปกติหรือไม่?การสะอึกนั้นเกิดจากการที่กล้ามเนื้อกระบังลม🫁ทำงานไม่สัมพันธ์กับการหายใจเข้าออก ซึ่งการสะอึกนั้นเป็นเรื่องปกติของทารก โดยทารกมักจะสะอึกบ่อยๆหลังจากทานนม🥛อิ่มสาเหตุของการสะอึกเพราะเมื่อทานนมจนอื่มแล้ว นมจะเข้าไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวขึ้น และทำให้เกิดแรงดันที่กล้ามเนื้อกระบังลม🫁 บริเวณรอยต่อช่องท้องและปอด เป็นผลให้เกิดการหดตัวของกระบังลมอย่างรวดเร็วขณะหายใจ จึงทำให้เกิดการสะอึกของทารกนั่นเองค่ะ โดยการสะอึกนั้นมักจะพบได้เมื่อทารกกลืนอากาศ😮‍💨หรืออาหาร หรืออาจจะดื่มนมเร็ว หรือกินเร็วไป และสามารถพบการสะอึกได้ในทารกมากกว่าในผู้ใหญ่ โดยเมื่อสังเกตว่าลูกกำลังมีการสะอึกก็พยายามไม่ให้อาหารเร็วเกินไปค่ะการสะอึกเป็นอันตรายไหม?ไม่จำเป็นต้องกังวลมากไปซึ่งผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องกังวลมากไปนะคะ เพราะการสะอึกนั้นเป็นเรื่องปกติของทารกและไม่ได้แปลว่าลูกมีปัญหาเรื่องของการหายใจนะคะ😮‍💨 ซึ่งบางครั้งก็จะมีการสะอึกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยค่ะ การสะอึกของทารกส่วนใหญ่จะเริ่มดีขึ้นตอนอายุประมาณ 4-5 เดือน เพราะเป็นช่วงที่กระบังลมทำงานได้ดีขึ้น แต่หากพบว่าลูกสะอึกอย่างต่อเนื่องและมีการอาเจียนร่วมด้วย จะต้องพาไปพบคุณหมอ👨‍⚕️ในทันทีนะคะ วิธีแก้อาการสะอึกเมื่อทารกกินนมเมื่อลูกทานนมเสร็จแล้ว ควรไล่ลมให้ลูกเรอทุกๆครั้ง โดยการอุ้มพาดตบหลังเบาๆ หรือการวางมือวนบนหน้าท้องเป็นวงกลมวิธีอุ้มให้ลูกเรอคุณพ่อคุณแม่สามารถอุ้มให้ลูกพาดหัวพักบนหัวใหล่ แล้วค่อยๆลูบหลัง และอุ้มเดินไปมาเพื่อให้ไล่ลม😮‍💨ได้ง่ายขึ้น หรืออาจจะให้ลูกนั่งบนตัก จับให้อยู่ในท่าตรง หลังจากนั้นใช้มือประคองให้ลูกเอนไปด้านหน้าเล็กน้อง จากนั้นนำมือลูบขึ้นเบาๆ จากเอวด้านหลังถึงคอ เพื่อทำการไล่ลม💨ค่ะ กินนมจากขวด การให้ลูกดูดนมแม่ก็ช่วยแก้อาการสะอึกได้ โดยไม่ต้องกินน้ำ แต่ถ้าเคสที่เด็กกินนมผง อาจจะแก้โดยให้เด็กกินนมจากขวด🍼 ก็จะช่วยให้เด็กหยุดสะอึกได้เร็วขึ้น

Content Image

ทำไมทารกจึงชอบถูหน้าถูตาตัวเอง?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจกำลังสังเกตว่าช่วงนี้เจ้าตัวน้อยชอบนำมือไปถูกที่หน้า หรือขยี้ตาไปมาบ่อยๆ ซึ่งหลายๆท่านอาจสงสัยว่ามีความผิดปกติอะไรที่ตาของเจ้าตัวเล็กหรือเปล่า ซึ่งจริงๆเราก็ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ลูกชอบขยี้หน้าขยี้ตาตนเอง จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ทำไมทารกจึงชอบขยี้หน้าขยี้ตานะ?เจ้าตัวเล็กตาแห้งตาแห้งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ขยี้ตาได้ และเมื่อตาแห้งทารกก็จะขยี้ตา👀เพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบาย โดยการถูนั้นจะทำให้เกิดน้ำตาและเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ดวงตาได้เจ้าตัวเล็กรู้สึกง่วงบางครั้งที่เจ้าตัวเล็กชอบขยี้ตานั้นอาจหมายความว่าเขากำลังรู้สึกเหนื่อยหรือง่วงนอน😪นั่นเอง นั่นเป็นเพราะว่าดวงตาของทารกจะมีความตึงเครียด จึงใช้มือขยี้คล้ายกับการนวดบริเวณกล้ามเนื้อตาและเปลือกตานั่นเองค่ะเจ้าตัวเล็กอยากรู้อยากเห็นคุณพ่อคุณแม่อาจเห็นลูกน้อย👶ขยี้ตาเมื่อเวลาที่ลูกกำลังทดลองทักษะใหม่ เพื่อเห็นแสงและลวดลายภายในเปลือกตาเมื่อตนเองขยี้ทุกครั้ง ซึ่งทารกอาจขยี้บ่อยๆเพื่อเห็นเจ้าลวดลายและแสงในเปลือกตาด้วยความอยากรู้อยากเห็นได้ค่ะ ทารกขยี้หน้าอาจมาจากสาเหตุเหล่านี้ มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาเจ้าตัวเล็กอาจกำลังรู้สึกระคายเคืองเนื่องจากมีขนตา หรือฝุ่นเข้าตา หรืออาจจะรู้สึกเจ็บหรือคันตา👀 จากการแพ้หรือจากการติดเชื้อ หากมีอาการคล้ายการแพ้หรือติดเชื้อควรจะพาเจ้าตัวเล็กไปพบหมอเพื่อดูอาการนะคะ เจ้าตัวน้อยฟันกำลังขึ้นถ้าลูกน้อยของคุณกำลังอยู่ในช่วงที่มีการงอกของฟัน🦷ใหม่แล้วล่ะก็ เป็นไปได้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังมีอาการปวดที่บริเวณใบหน้า เจ้าตัวเล็กจึงพยายามขยี้หน้าเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดนั่นเองขยี้ตาอันตรายไหม?แน่นอนว่าหากขยี้ตาเพียงเล็กน้อยเวลาที่รู้สึกง่วงนอน😪 ก็ไม่ได้เป็นอันตราย แต่การขยี้แรงๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อจากการไปสัมผัสอย่างอื่นมาซึ่งหากขยี้ตาอย่างต่อเนื่องอาจทำให้สายตาแย่ลงในระยะยาวได้ เพราะการขยี้ตา👀 ไปทำให้เนื้อเยื่อกระจกตาบางลง และมีแนวโน้มที่เจ้าตัวเล็กจะสายตาสั้นในอนาคตรวมถึงหากในระหว่างที่ขยี้ตามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตาของเจ้าตัวเล็กก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและใช้เวลานานถึงจะหาย

Content Image

ปฏิกิริยาสะท้อน(Reflex) ในทารก

เมื่อเด็กเกิดมาเด็กจะมีปฏิกิริยาสะท้อน หรือที่เรียกว่า Reflex ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่เด็ก👶ควบคุมไม่ได้ เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งกระตุ้น หรืออาจจะเกิดขึ้นเอง ซึ่งปฏิกิริยาสะท้อนของทารกมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ปฏิกิริยาสะท้อน คืออะไร?ปฏิกิริยาสะท้อน (Reflex) คือการเคลื่อนไหวปกติของทารก👶ที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือ เป็นการตอบสนองต่อการกระตุ้น หรือการกระทำบางอย่างซึ่งโดยทั่วไป แพทย์จะทำการตรวจปฏิกิริยาสะท้อน หรือ Reflex ของทารกเพื่อเช็คพัฒนาการ ดูความปกติของประสาทและสมอง🧠 ซึ่งปฏิกิริยาสะท้อนนี้จะสามารถพบได้ในช่วงอายุเท่าไหร่บ้างเราไปดูกันเลยค่ะ ปฏิกิริยาสะท้อนรูปแบบต่างๆ✨ปฏิกิริยาการดูด (Sucking reflex)🍼ปฏิกิริยาการดูดนี้เกิดเมื่อมีบางอย่างมาสัมผัสเพดานปากของทารก👶 จะทำให้ทารกดูดทันที ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่สามารถทดสอบโดยการเอานิ้วแตะเบาๆที่ริมฝีปาก ลูกก็จะตอบสนองโดยการทำท่าดูดปากทันทีค่ะเชื่อหรือไม่ค่ะว่าปฏิกิริยาตอบสนองนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อลูกยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่🤰ในสัปดาห์ที่ 32 เลยล่ะคะ โดยจะพัฒนาเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 36 ดังนั้นจะเห็นได้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะดูดนมแม่ไม่ค่อยเก่งจากการที่พัฒนาการ reflexในส่วนนี้ยังไม่สมบูรณ์นั่นเองค่ะ  ✨ปฏิกิริยาการหา (Rooting reflex)ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่ลองแตะที่มุมปากของลูกเบาๆ จะพบว่าลูก👶จะหันศีรษะและอ้าปากไปตามทิศทางที่มือโดนปาก ซึ่งการอ้าปาก หรือพยายามงับนี้เป็นปฏิกิริยา reflex ที่ช่วยให้ลูกสามารถหาเต้านมหรือขวดนม🍼 เพื่อดูดและเอาตัวรอดได้ ซึ่งปฏิกิริยานี้จะพบได้ในทารกช่วงอายุ 2 ถึง 3 เดือน และหลัง 4 เดือนปฏิกิริยานี้จะหายไปเองปฏิกิริยาอื่นๆ✨ปฏิกิริยาการก้าว (Stepping reflex)🦶เมื่ออุ้มทารกให้อยู่ในท่ายืนและจับให้เท้าสัมผัสกับพื้นที่เรียบแข็ง โดยให้ศีรษะยื่นไปทางด้านหน้าเล็กน้อย ลูกจะสามารถก้าวเดินเดินทีละก้าว🦵 โดยวางเท้าข้างหนึ่งไว้ข้างหน้าของอีกข้างหนึ่ง ซึ่งปฏิกิริยาการนี้จะสามารถพบได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และจะหายไปเองเมื่อช่วงอายุ 5 ถึง 6 เดือน ✨ปฏิกิริยาการกำมือ (Palmar grasping reflex)เกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อคุณแม่นำนิ้วไปแตะหรือเข้าสอดที่บริเวณฝ่ามือ✋ของทารก ลูกจะงอนิ้วมือมาจับแล้วกำมือไว้ ซึ่งปฏิกิริยานี้จะสามารถพบได้ในทารกอายุ 2 เดือนจนถึง 6 เดือนได้ค่ะ ซึ่งหากลองแล้วลูกไม่มีการตอบสนองของ reflexนี้ควรลองปรึกษากับแพทย์👩‍⚕️ดูเพราะอาจเกิดจากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ หรือหากกำมือแน่นมากเกินไปก็อาจแสดงถึงภาวะผิดปกติได้เหมือนกันค่ะ 

Content Image

หยุดก่อนแม่! ป้อนกล้วยลูกอาจตายได้

     กล้วยหอม🍌เป็นหนึ่งในผลไม้ที่หารับประทานได้ง่ายและมีประโยชน์มากในประเทศไทย แต่สำหรับทารกแรกเกิดนั้น กล้วยหอมยังเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือไม่ ในทางกลับกันอาจเป็นผลไม้ที่ก่อโทษในเด็ก👶หรือเปล่า ควรให้เจ้าตัวน้อยรับประทานหรือไม่ เราจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปหาคำตอบกันค่ะ💁‍♀️คุณแม่สามารถป้อนกล้วยให้ลูกได้หรือไม่คำตอบคือทำได้ค่ะ ถ้าลูกมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน แต่หากเจ้าตัวน้อยของคุณแม่มีอายุยังไม่ถึง 6 เดือนนั้น การป้อนกล้วยไม่ว่าจะในรูปแบบใดนับเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เด็กจะยังไม่สามารถย่อยกล้วยได้เต็มที่ แน่นอนว่าถ้าย่อยไม่ได้ก็ไม่สามารถดูดซึมมาใช้ได้ ถึงแม้กล้วย🍌จะเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย แต่หากร่างของของเด็กดูดซึมไปใช้ไม่ได้ก็เป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ค่ะ0️⃣ เสี่ยงที่จะทำให้ทารกมีภาวะขาดสารอาหาร ร้ายแรงกว่านั้นคือเสี่ยงที่จะทำให้ทารกมีภาวะ 'ลำไส้อุดตัน'💩 ด้วยค่ะ ดังนั้นการให้นมแม่🤱เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของเจ้าตัวน้อยนั้นก็เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วค่ะรู้จักกับภาวะลำไส้อุดตันในทารกภาวะลำไส้อุดตันเกิดจากการที่มีอาหารชิ้นใหญ่ๆไปขวางกั้นลำไส้ ทำให้เด็กมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง🤢 ท้องอืด นำมาซึ่งอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน🤮 ไม่ผายลมตามปกติ มักจะเริ่มปวดในบริเวณหน้าท้องตำแหน่งใต้สะดือในกรณีที่เป็นลำไส้เล็กอุดตัน แต่หากเป็นลำไส้ใหญ่อุดตันตำแหน่งที่ปวดก็จะเคลื่อนที่ต่ำลงมาเล็กน้อย อันที่จริงแล้วภาวะนี้ไม่ได้เกิดได้กับเพียงทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนที่รับประทานกล้วย แต่ยังเกิดกับทารกที่มีอายุมากกว่าช่วงดังกล่าวได้👦 และอาจเกิดกับอาหารอื่นๆนอกจากกล้วยได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสำหรับเด็กแรกเกิด นมแม่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะสัญญาณที่บ่งบอกว่าทารกอาจกำลังมีภาวะลำไส้อุดตัน👉มีอาการท้องผูกเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง ทำให้ทารกรู้สึกอึดอัดท้อง มีพฤติกรรมร้องไห้งอแง😭👉หากแก้ปัญหาอาการท้องอืดด้วยการสวนอุจจาระ💩 น้ำที่ออกมาจะมีลักษณะใส👉ทารกมีอาการอาเจียนควบคู่🤮ไปด้วย ในช่วงแรกๆอาจมีเศษอาหารปนออกมา หลักจากนั้นจะมีของเหลวสีออกเขียวหรือน้ำตาลออกมาตาม และมีกลิ่นคล้ายอุจจาระของทารกเอง👉หากคลำบริเวณท้องอาจพบก้อนแข็งคล้ายก้อนเนื้อวิธีการป้อนกล้วยให้ทารกที่อายุมากกว่า 6 เดือนรับประทานวิธีที่ 1️⃣เลือกกล้วยที่มีเนื้อนิ่ม บดง่ายย่อยง่าย ยกตัวอย่างเช่นกล้วยน้ำว่าสุก🍌วิธีที่ 2️⃣ทำให้เนื้อกล้วยมีชิ้นเล็กลง ไม่ว่าจะด้วยการปั่น การบดขยี้ รวมไปถึงการขูดเนื้อกล้วยเพื่อป้อนเจ้าตัวน้อย🥣วิธีที่ 3️⃣กำหนดปริมาณให้เหมาะสม อาจเริ่มให้ลูกรับประทานเพียง 1 ใน 4 ส่วนของกล้วยทั้งลูกเท่านั้น และควรป้อนทีละน้อยๆ คำเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเคี้ยวของเด็ก😋วิธีที่ 4️⃣ให้เด็กใช้เวลาเคี้ยวนานๆ ไม่รีบป้อนจนเกินไป คอยตรวจสอบว่าเด็กเคี้ยวแต่ละคำหมดหรือยังจึงค่อยป้อนคำใหม่สัญญาณผิดปกติหลังป้อนกล้วย✨เด็กมีผื่นคันตามร่างกาย สังเกตได้ชัดว่าบริเวณปาก ลำคอ และลิ้นเกิดการบวม👅 หรือมีอาการลมพิษ🥵✨ดวงตามีสีแดงซึ่งเกิดจากเส้นเลือดฝอยในตาแตก อาจมีอาการตาบวม👁️และคันตาควบคู่ไปด้วย✨เด็กมีอาการจามและมีน้ำมูกไหล😪✨เด็กหายใจถี่หอบถี่😮‍💨✨เด็กร้องไห้งอแงจากการปวดท้อง มีการอาเจียน🤮และท้องเสียควบคู่ไปด้วย     สามารถสรุปได้ว่าจริงๆแล้วผลไม้ที่หาได้ง่ายและเป็นประโยชน์อย่างกล้วย🍌 ก็สามารถให้เด็กรับประทานได้ แต่ต้องพิจารณาเรื่องอายุของเด็กควบคู่ไปด้วย สำหรับเด็กที่อายุไม่ถึง 6 เดือนหรือเด็กแรกเกิด🚼นั้นไม่เป็นที่แนะนำ เพราะอาจก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์จากสารอาหารในกล้วยค่ะ หากคุณแม่ท่านใดมีปัญหาเกี่ยวกับการให้นมบุตร และต้องการให้สารอาหารอื่นๆมาทดแทน ควรเขารับคำปรึกษาและคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ก่อน ไม่ควรตัดสินใจเองค่ะ

Content Image

คางลั่นคืออะไร? อันตรายไหม?

อาการคางสั่นมักจะพบได้ในเด็กแรกเกิด โดยจะมีอาการปากสั่นหรือคางสั้นในตอนที่ร้องไห้นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นอาการที่สามารถพบได้ในเด็กแรกเกิด👶หลังคลอด ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับอาการคางลั่นกันให้มากขึ้นกันค่ะ คางลั่นในทารกอันตรายไหม?เมื่อลูกน้อย👶คางลั่น หรือ มีการขยับปากขึ้นๆลงๆก่อนกินนม หรือ หลังจากการร้องไห้ ก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะอาการคางลั่นนี้เป็นการตอบสนองของร่างกายของเด็กที่ยังไม่สามารถควบคุมส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีนัก เนื่องจากระบบประสาทยังทำงานได้ไม่เต็มที่นอกจากนั้นในขณะที่คางลั่น แขนและขาของลูกก็จะมีอาการสั่นร่วมด้วย ซึ่งภาวะเหล่านี้เป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้กับเด็กแรกเกิดและจะหายไปเองเมื่ออายุ 1ถึง 2 เดือนค่ะ สาเหตุของอาการคางลั่นในทารกสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดคางลั่นนอกจากสาเหตุที่มาจากการทำงานไม่เต็มที่ของกล้ามเนื้อและระบบประสาทแล้วก็ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกดังต่อไปนี้ ✨เมื่อลูก👶ดูดนมเป็นเวลานานจนทำให้เมื่อยปากและคาง✨มีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ✨ร่างกายขาดวิตามินดี💊✨มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหากลูกมีอาการปากสั่นหรือคางลั่นให้ลองให้นมจากเต้าดู แต่หากลองแล้วก็ยังพบอาการปากสั่นอยู่ควรจะพาลูกน้อยไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อตรวจความผิดปกตินะคะ อาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้ในเด็กแรกเกิดเพราะทารก👶ยังมีการทำงานของระบบประสาทและร่างกายส่วนต่างๆยังไม่เต็มที่ดังนั้นเราอาจพบเจอกับอาการแปลกที่ไม่ได้เป็นอันตรายดังนี้ค่ะ ✨เวลาร้องไห้จะตัวสั่น✨หายใจไม่สม่ำเสมอ✨หายใจมีเสียง✨กระตุกเวลานอน💤✨สำลักตอนกินนม/กินอาหารควรพาลูกไปพบหมอเมื่อไหร่?คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันทีเพื่อพบอาการดังต่อไปนี้นะคะ ✨มีอาการชัก✨มีไข้🌡️✨หายใจติดขัด✨เสียงหายใจดังกว่าปกติ✨ใบหน้า ริมฝีปาก หรือลิ้นมีสีคล้ำ👅✨มีเสียงร้องออกมาตอนที่หายใจ✨นอนหลับไม่ตื่น ปลุกแล้วก็ไม่ตื่น💤✨ไม่ขยับตัว✨ร่างกายอ่อนแอมากเป็นพิเศษ✨ร้องไห้อย่างอ่อนแรงและเงียบไป ก่อนจะกลับมาร้องไห้ใหม่✨ไม่ยิ้ม/หัวเราะเวลาที่เล่นด้วย✨พัฒนาการเรียนรู้ไม่ดีขึ้น✨มีการขยับปากลำบากซึ่งในเด็กบางคนอาจมีอาการปากลั่นจนถึงอายุ 4 ขวบได้เลย ซึ่งอาจมาจากการเคลื่อนไหวที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ หรืออาจมาจากระบบประสาท หรือ พันธุกรรมก็เป็นได้ค่ะ ซึ่งหากผู้ปกครองมีความไม่สบายใจ หรือ กังวลใจก็สามารถพาลูกไปปรึกษากับคุณหมอได้นะคะ  

Content Image

สร้างความสัมพันธ์กับทารกแรกเกิดกันเถอะ!

เมื่อทารกเกิดมาก็จะเริ่มสร้างสัมพันธ์กับคนในครอบครัวทันที ทารกจะรับรู้ถึงความรักและสัมผัสได้ว่าทุกคนรอคอยการเกิดมาของตัวเอง วันนี้เรามีวิธีต่างๆมาแบ่งปันให้คุณพ่อคุณแม่และคนในครอบครัวเพื่อเพิ่มความผูกพันธ์ให้มากขึ้นได้ดังนี้ค่ะ การสัมผัสควรสัมผัสทันทีหลังคลอดหลังคลอดคุณแม่👩ควรสัมผัสกับลูกน้อยทันที โดยพยาบาลจะทำความสะอาดตัวลูกน้อยและจะนำมาให้คุณแม่อุ้ม ให้คุณแม่วางลูกน้อยบนอก สบตาและยิ้มให้ลูกน้อย หากไม่สามารถอุ้มได้ทันทีหลังคลอด ควรได้อุ้มลูกน้อยภายในหนึ่งชั่วโมงจึงจะดีที่สุดค่ะ💖หลังการคลอด หากเป็นไปได้ให้ให้นมลูกน้อยจากเต้าทันทีที่ล้างตัวและทำขั้นตอนอื่นๆของทางโรงพยาบาลเสร็จ เพราะดูดน้ำนม🥛จากเต้าจะทำให้หัวนมปล่อยฮอร์โมน oxytocin เป็นการช่วยให้มดลูกหดตัว ทำให้มีจำนวนเลือดในครรภ์ลดน้อยลงนั่นเองค่ะหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนหากลูกน้อย👶ไม่มีภาวะแทรกซ้อน คุณแม่สามารถขอให้ลูกมานอนในห้องพักฟื้นด้วยกันได้ โดยหากคุณแม่ทำการคลอดแบบธรรมชาติก็จะสามารถดูแลลูกน้อยได้ทันทีหลังการนอนหลับพักผ่อนดำเพียง 2-3 ชั่วโมง แต่หากผ่าคลอดอาจต้องพักฟื้นหลายวัน จึงควรมีผู้ช่วยมาดูแลนะคะ การสัมผัสบ่อยๆสัมผัสบ่อยๆมีประโยชน์อย่างไร?การสัมผัสบ่อยๆ จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกน้อยได้ ทารกชอบการสัมผัสที่อ่อนโยน💖 โดยคุณพ่อคุณแม่👩สามารถลูบหัวหรือตัวเบาๆ หรือ อาจนวดตัวให้เบาๆ โดยต้องล้างมือให้สะอาดก่อนการสัมผัสลูกน้อย เพราะผิวของลูกน้อยยังบอบบางมาก จึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายสบตากับลูกระหว่างให้นมในช่วงแรกเกิด ทารก👶จะสามารถเห็นได้ดีในระยะประมาณ 8-10 นิ้ว โดยคุณแม่สามารถสบตากับลูกน้อยระหว่างการให้นม🥛 แต่จริงๆ แล้วในช่วงนี้ทารกจะนอนหลับมากกว่าจึงการสบตาได้ไม่มากเท่าไหร่ค่ะ การพูดคุยลูกสามารถจดจำเสียงของแม่ได้และอีกหนึ่งวิธีคือการพูดคุยกับลูกน้อยหลังคลอดทันที เพราะทารกจะจำจดเสียงของแม่ได้ตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์ เมื่อได้ยินสิ่งที่คุ้นเคย ก็จะช่วยให้ทารกลดความเครียดลง และรู้สึกสบายใจมากขึ้นนั่นเองค่ะ💖 ลูกชอบฟังเสียงพูดของแม่ทารกชอบฟังเสียงคน ดังนั้น คุณแม่👩พยายามพูดกับลูกน้อยบ่อยๆ โดยสามารถชวนลูกคุยได้ขณะเปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำ หรือ อาจร้องเพลงให้ฟัง🎵 ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษาและการเรียนรู้เสียงของลูกน้อยได้อีกด้วยเห็นไหมคะว่าการสร้างความสัมพันธ์กับลูกน้อย👶 นั้นไม่ได้ยากเลยค่ะ ลองใช้เวลาอยู่ด้วยกันสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยบ่อยๆดูนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.