Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เอาผ้าห่อตัวทารกจริงๆแล้วดีหรือไม่?

เราอาจพบปัญหาการนอนของทารกในวัยแรกเกิดได้ซึ่งหนึ่งในวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ คือ การห่อตัวทารกด้วยผ้าการห่อตัวทารกแรกเกิด✨สาเหตุของปัญหาทารกแรกเกิดอาจจะยังไม่สามารถปรับต้วกับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ทำให้เกิดปัญหาในการนอน❌✨การห่อทารกด้วยผ้าห่อตัวช่วยอย่างไรการห่อทารกด้วยผ้าห่อทำให้ทารกเหมือนอยู่ในมดลูก จึงทำให้ทารกนอนหลับง่ายขึ้น ลดอาการงอแง😭 ตื่นตกใจ หรือสะดุ้งตื่นเวลานอน ✨เมื่อไหร่ที่ควรหยุดห่อควรห่อทารกถึงอายุ 2 เดือนเท่านั้น หรือหากทารกสามารถนอนหลับเองได้ดีแล้วก็สามารถหยุด❌ห่อตัวได้เลย✨ทำไมถึงควรหยุดห่อเมื่อทารกโตขึ้นจะสามารถนอนหลับได้ดีขึ้นเอง นอกจากนี้เมื่อทารก👶อายุ 2 เดือนจะเริ่มสามารถเคลื่อนไหวและกลิ้งไปมาได้แล้ว ดังนั้นการห่อทารกไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ข้อควรระวังในการห่อทารก✨ห่อแล้วให้นอนหงายท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทารก เพื่อป้องกันไม่ให้ทารก👶หายใจไม่ออกจนอาจทำให้เกิดการเสียชีวิต หรือที่เรียกว่าการไหลตาย (SIDS)✨ห่อให้พอดีการห่อทารกแน่นจนขา🦵งอหรือเหยียดตรงมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ควรพันผ้าโดยให้ทารกยังสามารถขยับสะโพกและขาได้เล็กน้อย วิธีห่อทารกอย่างปลอดภัยจากคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Pediatrics) ได้บอกวิธีห่อตัวของทารกอย่างปลอดภัยไว้ ดังนี้ค่ะ ✨หากห่อตัวทารก คอยดูให้ทารกนอนหลับในท่าหงาย และระวังไม่ให้ลูกนอนตะแคงหรือคว่ำในขณะหลับ ✨รวมถึงควรจัดผ้าปูที่นอน🛏️ให้ตึงเสมอ เพราะหากผ้าปูที่นอนหรือผ้าปูรองนอนมีความหย่อนหรือผ้าห่อตัวของทารกมีการห่อไว้หลวมๆ ก็อาจทำให้ผ้าหลุดออกจากเตียงหรือจากตัวของทารก👶 ได้ และหากผู้ปกครองไม่ได้เฝ้าดูอยู่ขณะนั้นก็อาจทำให้ลูกขาดอากาศหายใจหากหน้าของลูกเข้าไปซุกที่ผ้าทั้งหลายได้ค่ะ ✨ที่สำคัญคือจะต้องคอยระวังไม่ให้ที่นอนมีลักษะที่นุ่มจนเกินไป หรือมีลักษณะบุ่มเป็นแอ่ง เพราะอาจทำให้ลูกหน้าคว่ำแล้วเกิดหายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้ค่ะ💀 รวมถึงควรจะแยกของเล่น ตุ๊กตา🧸 หมอน ผ้าห่มอื่นๆ ออกจากที่นอนของทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คุณพ่อคุณแม่เผลอทับโดยไม่ตั้งใจค่ะ ✨การห่อตัวทารกจะทำให้อุณหภูมิร่างกายของลูกสูง🌡️กว่าปกติ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรระวังไม่ให้ลูกร้อนจนเกินไป โดยให้สังเกตว่าลูกมีเหงื่อ💦ออกตามตัวไหม แก้มแดงหรือเปล่า ผมเปียก มีผื่นจากความร้อน หรือหายใจเร็วกว่าปกติไหมนะคะ 

👉 List บทความทารกแรกเกิด

Content Image

การขลิบในเด็กชาย เป็นประโยชน์จริงหรือไม่

     คุณผู้อ่านเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “การขลิบ” ไหมคะ เชื่อว่าบางท่านอาจเคยได้ยินหรือเคยรู้จักกันมาในแง่ของหนึ่งในกระบวนการทางศาสนา สำหรับบางศาสนานั้น เด็กผู้ชายจำเป็นต้องขลิบหรือตัดหนังหุ้มบริเวณปลายอวัยวะเพศชายออก แต่เด็กผู้ชายจนไปถึงคุณผู้ชายบางคน ก็เลือกที่จะทำการขลิบเช่นเดียวกันทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุผลทางด้านศาสนา วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงเหตุผลและที่มาที่ไปทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการขลิบ เพื่อใช้เป็นแนวทางการตัดสินใจในกรณีที่มีเจ้าตัวน้อยเป็นเด็กผู้ชายในอนาคตค่ะ แต่ก่อนอื่น เราไปรับรู้ถึงความสำคัญของเจ้าหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายกันก่อนดีกว่าค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย👉ปกป้องปลายองคชาติจากการเสียดสีหรือการกระแทกแรงๆไม่ให้บาดเจ็บ👉ปกป้องปลายท่อปัสสาวะภายในองคชาติจากการเสียดสีเนื้อผ้าในระหว่างที่ใส่ชั้นในสาเหตุทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กชายที่จำเป็นต้องทำการขลิบ✨สารคัดหลั่งใต้หนังหุ้มอวัยวะเพศสะสมและเกาะตัวกันเป็นก้อนสีขาว✨เจ็บปลายอวัยวะเพศขณะปัสสาวะ จนทำให้ปัสสาวะได้ลำบาก✨บริเวณอวัยวะเพศ รวมถึงส่วนใดก็ตามในระบบปัสสาวะติดเชื้อก่อโรค✨เคยรูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศลงแล้วรูดกลับขึ้นไม่ได้✨รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเพื่อทำความสะอาดไม่ได้เลย หรือรูดได้ไม่เต็มที่ หนังหุ้มปลายรัดองคชาติมากเกินไป อาจทำให้บวมและรู้สึกเจ็บได้ข้อดีของการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย✅ดูแลรักษาความสะอาดได้ง่ายขึ้น ลดการหมักหมมของสารคัดหลั่ง ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์อันเกิดจากการสะสมของสารคัดหลั่ง✅ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อโรคจากปลายทางเดินปัสสาวะ ทำให้ติดเชื้อไปสู่ทางเดินปัสสาวะส่วนอื่นๆ✅ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคะเร็งองคชาติ ซึ่งมาจากการสะสมของสารคัดหลั่งเช่นเดียวกัน✅ป้องกันภาวะหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศตีบตันข้อเสียของการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย❎อาจไม่เป็นที่พึงพอใจด้านความสวยงามภายนอกหลังทำการขลิบ❎ในอนาตคต บริเวณปลายองคชาติของเด็กชายอาจไวต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกเท่าเดิม เนื่องจากบริเวณปลายองคชาติถูกเสียดสีกับเสื้อผ้าโดยตรง นานวันไปอาจทำให้ผิวส่วนนั้นด้าน และบริเวณรูท่อปัสสาวที่อยู่ส่วนปลายขององคชาติที่ถูกเสียดสีกับผ้าบ่อยๆอาจเกิดการอักเสบและตีบลงได้❎หากตัดบริเวณหนังหุ้มปลายออกไปไม่เหมาะสม หากตัดมากเกินไป ในอนาคตจะทำให้รู้สึกเจ็บเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัว แต่หากตัดน้อยเกินไปก็เหมือนการขลิบออกไม่หมด ได้รับประโยชน์ของการขลิบไม่เต็มที่เท่าที่ควร อาจต้องทำการขลิบเพิ่มในอนาคตค่ะสามารถพาลูกขลิบได้ตอนไหน✨ช่วงแรกเกิดของทารก ประมาณ 1-2 วันแรกหลังคลอดจากครรภ์ของคุณแม่✨ทารกอายุ 2 เดือนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 6 ปีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นการติดเชื้อบริเวณแผลที่ทำการขลิบ มีเลือดออก🩸บางรายอาจมีอาการแพ้ยาชาปลายองคชาติบาดเจ็ดแผลหลังผ่าตัดอาจบวมนูน ไม่สวยงามถ้ามีภาวะเหล่านี้ ไม่ควรขลิบ!เด็กที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดเด็กที่มีความผิดปกติบางอยางเกี่ยวกับอวัยวะเพศ เช่น เด็กชายที่มีภาวะท่อปัสสาวะต่ำกว่าปกติ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้รับรู้ถึงข้อดีข้อเสียของการขลิบปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศชายกันแล้วนะคะ จะเห็นว่าการขลิบนั้นเป็นเพียงทางเลือก ไม่จำเป็นว่าเด็กผู้ชายทุกคนควรทำ เพราะคนที่ไม่ทำและมีอวัยวะเพศที่ปกติ ก็สามารถดูแลความสะอาด ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อโรคบริเวณอวัยวะเพศได้เช่นกัน🦠 ดังนั้น คุณผู้ปกครองควรใช้วิจารณญาณควบคู่ไปกับการรับคำปรึกษา คำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนตัดสินใจพาเจ้าตัวน้อยไปขลิบค่ะ

Content Image

เด็กที่ผ่าคลอดจะป่วยง่ายกว่าคลอดธรรมชาติจริงหรอ?

คุณพ่อคุณแม่อาจมีความสงสัยว่าการเด็กคลอดแบบธรรมชาติกับการผ่าคลอดนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และควรทำอย่างไรให้เด็ก👶ที่ทำการผ่าคลอดมีความแข็งแรงเหมือนเด็กที่คลอดธรรมชาติ วันนี้เราไปดูกันเลยค่ะ เด็กคลอดธรรมชาติ กับเด็กที่ผ่าคลอดมีความแตกต่างกันหรือไม่? ✨เทคโนโลยีการผ่าคลอดเทคโนโลยีทางการแพทย์👨‍⚕️ในปัจจุบันนี้มีความปลอดภัยและก้าวไกลมากขึ้น จึงทำให้คุณแม่หลายๆท่านมีสามารถเลือกที่จะผ่าตัดคลอดและการผ่าตัดคลอดก็เป็นที่นิยมมากขึ้น ✨ผ่าคลอด พัฒนาการช้ากว่าจริงไหม?แต่ก็มีข้อสงสัย🤔และข้อกังวลมากมายว่าเด็กที่ผ่าคลอดนั้นจะมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ ซึ่งก็มีบางส่วนที่เป็นความจริง แต่ก็ยังมีเหตุผลที่เราจะต้องไปทำความเข้าใจกันให้มากขึ้นกันค่ะ ทำไมเด็กที่ผ่าคลอดจึงมีพัฒนาการที่สะดุดลง?✨ผ่าคลอดมีโอกาสป่วยง่ายกว่า..?จริงๆแล้วเด็กที่ทำการผ่าคลอดนั้นจะมีโอกาสเจ็บป่วยง่ายกว่าเด็กคลอดธรรมชาติ และมีโอกาสเสี่ยงขาดภูมิต้านทานถึง 20% เลยค่ะ เพราะโดยปกติแล้วเด็กที่คลอดโดยธรรมชาติ🌳จะได้รับจุลินทรีย์โพรไบโอติก(Probiotic) ที่อยู่บริเวณช่องคลอดของคุณแม่เมื่อคลอดออกมา✨จุลินทรีย์โพรไบโอติกช่วยอะไรได้บ้าง?จุลินทรีย์โพรไบโอติกนี้จะช่วยให้ทารกแรกเกิดพัฒนาภูมิต้านทานตั้งแต่แรกคลอด และเด็กที่ผ่าคลอดจะพลาดโอกาสในการได้จุลินทรีย์โพรไบโอติกจึงทำให้มีโอกาสป่วยง่ายนั่นเองค่ะ🥲 ซึ่งเมื่อลูกป่วยก็จะทำให้พัฒนาการสะดุดลงแต่ก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปนะคะ เพราะเรามีวิธีเพิ่มภูมิต้านทานให้เด็ก👶ที่ทำการผ่าคลอดได้ค่ะ วิธีเพิ่มภูมิต้านทานให้ลูกที่ผ่าคลอด✨วิธีเพิ่มภูมิต้านทานวิธีเพิ่มภูมิต้านทานให้กับทารกที่ผ่าคลอดนั้นคือ คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องของโภชนาการค่ะ ซึ่งอาการที่สามารถเพิ่มภูมิต้านทานที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ นมแม่นั่นเอง นม🥛แม่นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก และยังประกอบไปด้วยสารอาหารที่เหมาะสมและจำเป็นกับลูกน้อยอีกด้วย นมแม่ประกอบไปด้วย จุลินทรีย์โพรไบโอติก รวมถึง ใยอาหารพรีไบโอติกที่จะทำงานร่วมกับซินไบโอติก ทำให้สามารถเพิ่มภูมิต้านทานของทารก👶ให้แข็งแรงขึ้นได้ค่ะ ✨ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่หากคุณพ่อคุณแม่กังวลว่า น้ำนม🥛ของคุณแม่มีน้อยและอาจไม่พอต่อความต้องการของลูกน้อย ให้คุณแม่ลองปรึกษากับคุณหมอ👨‍⚕️เพื่อรับคำแนะนำการรับประทานที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกทานเสริมได้นะคะ

Content Image

ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเมื่อเลือกศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดบุตร

     หลังจากที่คุณแม่คลอดบุตรแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการเลือกศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดเจ้าตัวน้อย เพื่อเข้าโปรแกรมฟื้นฟูสภาพร่างกายต่างๆให้กลับมาเป็นปกติ คุณแม่ควรเลือกศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดบุตรอย่างไร วันนี้ทางเรามีคำตอบให้คุณแม่แล้วค่ะ💁‍♀️ปัจจัยสำคัญในการเลือกศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดบุตร มีดังต่อไปนี้✨เลือกโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานคุณแม่ควรเลือกโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน🏥 มีทีมแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM: Maternal Fetal Medicine) คอยให้การดูแลตลอดการตั้งครรภ์ มีพยาบาลที่ชำนาญและมากด้วยประสบการณ์คอยดูแล  หากเกิดวิกฤติตลอด 24 ชั่วโมง ✨คำนึงถึงการเดินทางคุณแม่ควรเลือกศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดบุตรที่ไม่ไกลจนเกินไป โดยคำนึงถึงการเดินทางที่สะดวก🚙 เพราะในช่วงหลังคลอด ร่างกายของคุณแม่ยังไม่ได้กลับมาเป็นปกตินัก ควรละเว้นการเดินทางบนรถเป็นระยะเวลานานๆ✨บรรยากาศห้องพักหลังคลอดรวมไปถึงการคำนึงถึงห้องพักของศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดบุตร โดยเลือกห้องพักที่สบาย🛌 บรรยากาศดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จะทำให้คุณแม่พักผ่อนอย่างเต็มที่ค่ะและรวมไปถึงปัจจัยสำคัญในการเลือกศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดบุตรเหล่านี้✨มีอาหารให้คุณแม่ครบทุกมื้อศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดบุตรที่ดีควรมีอาหารสำหรับคุณแม่ครบทุกมื้อ🍱 อาหารถูกดูแลโดยทีมนักโภชนาการ มีการแนะนำรายการอาหารที่เหมาะกับคุณแม่หลังคลอด ทั้งอาหารมื้อหลักและอาหารว่างระหว่างวัน เพื่อให้คุณแม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วน น้ำนมแม่เพียงพอและมีคุณภาพ ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและสร้างภูมิต้านทานให้เจ้าตัวเล็ก✨มีการกายภาพบำบัดคุณแม่หลังคลอดบุตรควรได้รับการทำกายภาพบำบัดจากนักกายภาพบำบัดที่มีความชำนาญเท่านั้น💆‍♀️ เพื่อความปลอดภัยของร่างกายคุณแม่ โดยทำการนวดผ่อนคลาย เพื่อช่วยลดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และยังสามารถบรรเทาความเครียดให้คุณแม่ได้อีกด้วยค่ะ ✨มีการเข้าพบจิตแพทย์คุณแม่หลังคลอดบุตรควรได้รับการดูแลใจด้วยเช่นกัน ด้วยการเข้าพบจิตแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคลายความกังวล เนื่องจากคุณแม่หลายๆท่านประสบปัญหาความเครียด🤯ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนทำให้เป็นโรคซึมเศร้าลุกลามมาจนถึงช่วงหลังคลอดบุตรป้องกันอาการเศร้าและปัญหาสุขภาพใจคุณแม่หลังคลอด ทำให้คุณแม่กลับมามีความสุข ผ่อนคลาย และมีสภาพจิตใจที่ดีค่ะ     เห็นแล้วใช่ไหมคะถึงปัจจัยในการเลือกศูนย์ดูแลคุณแม่หลังคลอดบุตรที่ดี ควรประกอบไปด้วยบริการต่างๆดังที่กล่าวไป เพราะสุขภาพของคุณแม่ในช่วงหลังบุตรมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจอย่างมาก ดังนั้นคุณแม่ควรได้รับบริการอย่างครบครันเพื่อทำให้ร่างกายคุณแม่ฟื้นฟูได้เร็ว พร้อมเป็นคุณแม่ที่แข็งแรง💪 เพื่อที่จะได้ดูแลเจ้าตัวเล็กได้อย่างเต็มที่ในทุกๆวัน และทำให้คุณแม่ได้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจด้วยเช่นกันค่ะ

Content Image

วิธีระบุอาการจุกเสียดในทารกแรกเกิดอย่างแม่นยำและวิธีจัดการกับมัน!

     เมื่อเจ้าตัวน้อยมีอาการจุกเสียด🤢 แน่นท้อง ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะะระบบทางเดินอาหารของทารกนั้นยังไม่แข็งแรงหรือพัฒนาได้เทียบเท่ากับผู้ใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการจุกเสียดและอาการท้องอืด บทความนี้จะพาคุณแม่มาดูว่า สาเหตุอะไรบ้างนะที่ทำให้ทารกจุกเสียด แน่นท้อง รวมไปถึงวิธีรับมือกับอาการนี้ มาดูกันเลยค่ะ💁‍♀️อาการจุกเสียด เกิดจากอะไร?👉สาเหตุที่สามารถทำให้เกิดอาการจุกเสียด - การทำงานของระบบทางเดินอาหารยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ระบบทางเดินอาหารของทารกนั้นต้องใช้เวลาในการอุ่นเครื่อง♨️ กว่าที่ระบบย่อยอาหารของทารกจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มากไปกว่านั้น ในระบบทางเดินอาหารของทารกยังไม่มีแบคทีเรียชนิดดีที่เพียงพอจะช่วยในการย่อยอาหาร จึงทำให้เด็กเล็กมักจะมีอาการท้องอืดบ่อยเพราะระบบต่าง ๆ ของทางเดินอาหารยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่- ปัญหาในระบบทางเดินอาหาร เช่น ปริมาณแบคทีเรีย🦠ในลำไส้มากเกิน ภาวะขาดเอนไซม์ย่อยนม โรคลำไส้แปรปรวน สามารถก่อให้เกิดอาการท้องอืดในทารก หรือเด็กเล็กได้- การกินนม🍼 หากทารกกินนมแม่แล้วท้องอืด อาจเป็นไปได้เวลาเวลาที่ดูดนมแม่ ทารกใช้ปากดูดเพียงหลวม ๆ ทำให้มีอากาศเล็ดลอดเข้าไปได้มากขึ้น หรือหากทารกกินนมขวด ก็อาจเป็นไปได้ว่าในขวดนมมีฟองอากาศอยู่มาก- ทารกแพ้อาหาร เด็กที่เริ่มกินนมผง หรืออาหารบดนิ่ม🥣 อาจเริ่มมีปัญหาแพ้อาหารหรือไวต่ออาหารบางอย่าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร รวมถึงก่อให้เกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารมากขึ้นด้วย- ทารกร้องไห้บ่อย😭 เวลาที่เจ้าตัวเล็กอ้าปากร้องไห้โยเย ก็เป็นจังหวะที่ทารกได้กลืนเอาอากาศเข้าไปในระบบทางเดินอาหารด้วยเช่นกัน 👉เทคนิคในการระบุอาการจุดเสียดของทารกอย่างแม่นยำคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการจุกเสียดในทารก โดยสังเกตจากอาการเหล่านี้- ร้องไห้บ่อย😭 ร้องไห้ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น- ลูกมีท่าทีหงุดหงิดบ่อย🤬 เนื่องจากลูกมีลมในท้องเยอะ จนทำให้หงุดหงิด- ทารกนอนไม่หลับ😪 กระสับกระส่าย เนื่องจากแก๊สในระบบทางเดินอาหารเยอะ ทำให้เกิดลมมาก อาจทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัว- ทารกหน้าแดง🥵 อาการหน้าแดงในทารกอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอาการท้องอืด ทำให้รู้สึกอึดอัด หรือรู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณท้องจนสีหน้าแสดงออกมาอย่างชัดเจน หรือร้องไห้7 วิธีรับมือเมื่อทารกมีอาการจุกเสียด มีดังนี้1️⃣ จับลูกเรอบ่อยๆ หากทารกมีอาการท้องอืด คุณพ่อคุณแม่ควรจับลูกเรอบ่อย ๆ การทำให้ทารกเรอจะเป็นกำจัดอากาศ💨ส่วนเกินที่กลืนเข้าไปออกมา ช่วยบรรเทาอาการท้องอืดให้ดีขึ้นได้2️⃣ นวดตัวให้ลูกการนวดที่หน้าท้อง ขา หลัง และทั่วร่างกายของทารกจะช่วยให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกสงบและผ่อนคลาย😌 โดยกดไปที่ท้องเบา ๆ ให้เป็นลักษณะวงกลมเพื่อช่วยขจัดเอาอากาศส่วนเกินออก3️⃣ ทำท่าจักรยานให้ลูกคุณพ่อคุณแม่สามารถทำท่าปั่นจักรยาน🚲ให้ลูกได้ง่าย ๆ โดยวางลูกน้อยลงบนเบาะสำหรับเด็ก แล้วค่อยๆ หมุนที่ขาไปมาในท่วงท่าคล้ายกับว่าขาทั้งสองข้างกำลังปั่นจักรยาน ท่านี้จะช่วยดันอากาศที่ติดอยู่ออกมา หรือถ้าจะไม่ปั่นจักรยาน ก็แค่ค่อย ๆ ดันเข่าของทารกขึ้นไปที่ท้อง และค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นปล่อยขาของทารกให้เหยียดตรง ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ก็จะช่วยดันอากาศที่ติดอยู่ออกมาได้เช่นกัน4️⃣ เลือกใช้ขวดนมและจุกนมที่ได้มาตรฐาน ควรใช้ขวดนม🍼ขนาดเล็กสำหรับเด็กเพราะกระเพาะอาหารของทารกนั้นเล็กเกินกว่าจะรองรับปริมาณนมจากขวดนมขนาดใหญ่ได้ และควรใช้ขนาดจุกนมที่เหมาะสมเพื่อให้สูตรไหลช้า แต่ไหลสม่ำเสมอ รูจุกนมที่เล็กเกินไปอาจทำให้ลูกน้อยต้องดูดจุกนมแรงขึ้น ซึ่งจะเป็นการดูดอากาศเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น แต่รูจุกนมที่ใหญ่เกินไป ก็อาจทำให้ทารกกลืนอากาศมากขึ้น เพราะต้องอ้าปากกว้างมากขึ้น5️⃣ ลองเปลี่ยนสูตรนมผงในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มให้ทารกกินนมผง นมผงบางสูตรอาจทำให้ทารกเกิดอาการท้องอืด ควรเปลี่ยนเป็นสูตรอื่นที่เป็นมิตรกับระบบทางเดินอาหารของทารก หรือสูตรที่มี PHP (Partially Hydrolyzed Protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผ่านการย่อยบางส่วน ทำให้มีโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้สามารถย่อยได้ง่าย และดูดซึมได้ดี✅ นมที่มีส่วนผสมของ PHP จึงมีส่วนช่วยลดอาการไม่สบายท้องของเจ้าตัวเล็กได้เป็นอย่างดี6️⃣ เปลี่ยนอาหารที่คุณแม่รับประทานแม่ให้นมลูกอาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการกินอาหารบางประเภทที่เสี่ยงทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารมากขึ้น และหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งอาจถูกส่งต่อผ่านน้ำนมไปยังทารก🤱 และมีผลทำให้ทารกท้องอืดตามมาด้วยได้ อย่างไรก็ตาม การแพ้อาหารในทารกยังถือว่าพบได้น้อย7️⃣ รีบให้นมก่อนที่ลูกจะร้องไห้ ยิ่งลูกร้องไห้โดยที่ยังไม่ได้กินอะไรล่ะก็ เสี่ยงที่ทารกจะกลืนเอาอากาศเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารมากขึ้น หากเป็นไปได้ควรให้นมทันทีที่ลูกหิว😫 เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกร้องไห้งอแงเพราะหิวนม ยิ่งลูกร้องนานยิ่งเสี่ยงจะกลืนอากาศเข้าไปมากเท่านั้น     โดยทั่วไปแล้วอาการทารกท้องอืดนั้นไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเฉพาะทาง หรือไม่จำเป็นต้องกินยา💊ใดเป็นพิเศษ อาการดังกล่าวสามารถที่จะดีขึ้นตามลำดับเองได้  รวมไปถึงการที่ทารกกลืนอากาศเข้าไปมาก ๆ และไม่สามารถระบายออกได้หมด ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้มีลมจุกเสียดอัดแน่นอยู่ภายในท้องของทารก ดังนั้นแพทย์👨‍⚕️อาจวินิจฉัยให้ใช้ยาบางชนิดที่สามารถช่วยผ่อนคลายความเจ็บปวดจากอาการท้องอืดของทารกได้ เช่น ยาใช้ภายนอกอย่าง มหาหิงค์ เป็นต้น

Content Image

เตรียมฉีดวัคซีนโควิดให้ทารก - 4 ขวบ!

ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาแจ้งว่า แม้โควิดจะถูกลดระดับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ประชาชนก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิด รวมถึงยังเตรียมทยอยฉีดให้กับเด็กทารกไปจนถึงเด็ก 4 ขวบอีกด้วย โดยเริ่มฉีดตุลาคม 2022อายุเท่าไหร่จึงสามารถฉีดได้?หลังกระทรวงสาธารณสุขยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินและกำหนดให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีน💉ป้องกันโควิดนั้นยังเป็นสิ่งที่จำเป็นและจะยังคงดำเนินการตามแผนเดิม โดยผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป จะสามารถเข้ารับการฉีควัคซีนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายได้ตามสถานพยาบาล🏥ต่างๆ ไม่ว่าจะเคยฉีดหรือยังไม่เคยฉีดมาแล้วก็สามารถเข้าไปรับได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่องซึ่งได้เตรียมวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปี (รับ 1 เข็ม) ไว้ที่จำนวน 5 แสนโดส โดยวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีแดงเข้ม💉 ที่ใช้ฉีดให้กับเด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปีนั้น จะได้รับมอบจากผู้ผลิตประมาณกลางเดือนตุลาคม และกระทรวงสาธารณสุขจะกระจายผ่านระบบสถานพยาบาลที่กำหนด รวมถึงจะมีการประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บริการฉีดให้ศูนย์เด็กเล็กโดยแพทย์👨‍⚕️ (ข้อมูลจากสำนักข่าวคมชัดลึก)ทำไมจึงควรฉีด?กรมควบคุมโรคเผยว่าเด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปีสามารถฉีดวัคซีนไฟเซอร์ฝาแดงพร้อมกับวัคซีนอื่นได้ในวันเดียวกัน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์👨‍⚕️ ยังเสริมอีกว่าเด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปี ควรรับการฉีควัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันเนื่องจาก ที่ผ่านมาพบอัตราป่วยสูงถึง 1.5 และอัตราเสียชีวิตสูงถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กอายุ 5-9 ปี และโดยเฉพาะกับเด็กที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงหรือเสียชีวิต ดังนั้นเพื่อป้องกันจึงควรพาบุตรหลานเข้ารีบวัคซีน💉 ตามกำหนดต้องได้รับการฉีดอย่างไร?เด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปีนั้นถูกกำหนดให้ฉีควัคซีนโควิด19 ของไฟเซอร์ เป็นขนาด 0.2 ซีซี (3 ไมโครกรัม) โดยจะต้องรับจำนวนทั้งหมด 3 เข็ม โดยเข็มแรกและเข็มที่สองควรห่างกัน 1 เดือน และ เว้นอีก 2 เดือนเพื่อฉีดเข้มที่ 3 โดยหลังฉีดจะต้องสังเกตอาการ 30 นาที⏱️ และติดตามอาการจนครบ 1 เดือนผลข้างเคียงอันตรายไหม?นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวเสริมว่าสำหรับผู้ปกครองที่มีข้อกังวลเรื่องผลข้างเคียง ทางด้านสหรัฐอเมริกามีการฉีดและติดตามไปแล้วล้านกว่าโดสและพบว่าเด็กเล็ก👶นั้นมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเด็กโต และไม่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงจนเสียชีวิต จึงถือว่ามีความปลอดภัยสำหรับเด็กเล็กนั่นเอง✅ (ข้อมูลจากสำนักข่าวไทยโพสต์) 

Content Image

ศีรษะทารกแรกเกิดบวมโน อันตรายไหม?

     คงเป็นที่น่าตกใจและน่ากังวลใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่👫อยู่ไม่น้อย หากพบว่าเมื่อคลอดเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าตัวน้อยของเรามีศีรษะที่บวมโนหรือไม่เป็นรูปเป็นร่าง🤕 ภาวะนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปกติหรือไม่ ในอนาคตจะกลับมาเป็นรูปร่างปกติหรือเปล่า หากศีรษะเป็นแบบนี้จะเป็นอันตรายไหม บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️อาการศีรษะบวมที่เป็นปกติหลังคลอดสิ่งที่เราต้องทราบเป็นอันดับแรก คือ ช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์🚼ของคุณแม่จนถึงช่วงอายุประมาณหนึ่งขวบครึ่ง กะโหลกศีรษะของทารกจะยังไม่ปิดสนิท นั่นหมายถึงศีรษะจะมีความอ่อนนุ่ม และเนื่องจากศีรษะเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายเมื่อเทียบกับอวัยวะอื่นๆในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ การบีบรัดจากช่องคลอดในระหว่างคลอดก็มีส่วนทำให้รูปร่างศีรษะของเจ้าตัวน้อย👶นั้นบิดเบี้ยวไปได้เล็กน้อยค่ะ และอาการจะค่อยๆหายไปเอง แต่กระดูกกะโหลกนั้นจะสามารถปิดเชื่อมตัวกันได้อย่างสมบูรณ์เมื่อทารกมีอายุประมาณหนึ่งปีกับอีก 6 เดือนขึ้นไปค่ะจุดเปราะบางบนกะโหลกทารกแรกเกิดในช่วงก่อนหน้าเราได้พูดถึงการที่กระดูกกะโหลกของทารกยังไม่พัฒนามากพอที่จะปิดหรือผสานกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้ศีรษะของทารกนั้นมีความยืดหยุ่น คำถามคือแล้วบริเวณไหนบ้างที่จะมีความยืดหยุ่นเกิดขึ้น ซึ่งก็นับเป็นบริเวณที่คุณแม่ควรใส่ใจและดูแลเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่ค่อนข้างบาง หากเกิดการกระทบกระเทือนก็มีโอกาสสูงที่จะส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมอง🧠ของเด็กค่ะ จะมีตรงไหนบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ👉กระดูกกะโหลกบริเวณกระหม่อมข้างหน้า 2 จุด👉กระดูกกะโหลกบริเวณกระหม่อมหลัง 1 จุด👉บริเวณด้านข้างของกระหม่อมค่อนไปทางด้านหลัง 2 จุด👉บริเวณกระหม่อมกกหู 2 จุดอาการศีรษะบวมที่ผิดปกติหลังคลอดเกิดได้จากหลายสาเหตุ💫ภาวะศีรษะบวมจากการที่ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด บริเวณศีรษะของเด็กจะถูกกดทับกับขอบมดลูกที่ยังไม่เปิดหรือเปิดไม่หมดของคุณแม่ ทำให้เลือด🩸ไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหนังหุ้มศรีษะบริเวณนั้นได้สะดวกมากนัก เมื่อคลอดออกมาศีรษะทารกจึงมีลักษณะบวม โดยทั่วไปแล้วอาการนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา🙅‍♀️ เพราะจะสามารถหายไปได้เองในช่วงระยะเวลาประมาณ 2-3 วันค่ะ💫ภาวะเลือดออกบริเวณเยื่อหุ้มใต้กะโหลกศีรษะของทารก เลือดจะค่อยๆซึมออกและมาคั่งอยู่บริเวณชั้นใดชั้นหนึ่งของกะโหลกศีรษะ💀 หลังคลอดออกมาอาจพบว่าทารกตัวซีด🥶 แต่โดยทั่วไปแล้วภาวะนี้จะค่อยๆบรรเทาและหายเองภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนค่ะ💫ภาวะเลือดคั่งใต้ช่องว่างเนื้อเยื่อพังผืดกะโหลกกับเยื่อหุ้มกะโหลก มีขอบเขตบริเวณเริ่มตั้งแต่เบ้าตา👁️ลามไปยังท้ายทอย และบริเวณด้านข้างหู👂ข้างหนึ่งลามไปถึงหูอีกข้าง ทำให้เกิดก้อนเนื้อที่มีลักษณะบวมโต นับเป็นภาวะที่อันตรายเพราะทำให้ทารกเกิดภาวะช็อค🫨ตามมาจากการเสียเลือดได้💫ภาวะเลือดออกในเนื้อสมอง🩸🧠 เกิดจากการที่หลอดเลือดภายในเนื้อสมองเองเกิดการแตก จนทำให้มีอาการผิดปกติของสมองบริเวณนั้นเกิดขึ้นตามมา     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงทราบกันไปเรียบร้อยแล้วนะคะ ว่าอาการหัวเบี้ยวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นปกติ แต่ก็มีบางรูปแบบที่ไม่ปกติเช่นเดียวกัน หากคุณผู้อ่านสังเกตว่าเจ้าตัวน้อย👶มีลักษณะรูปร่างของศีรษะที่เบี้ยวหรือผิดปกตินานกว่า 3 เดือนแล้วยังไม่หาย หรือยังไม่มีทีท่าจะกลับมาปกติ แนะนำว่าคุณผู้อ่านควรรีบพาเจ้าตัวน้อยเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ทันทีค่ะ เพราะอาจเป็นอาการศีรษะเบี้ยวที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือช่วงคลอด แพทย์อาจต้องใช้การรักษาเพิ่มเติมเพราะเด็กไม่สามารถหายจากภาวะเหล่านี้เองได้ค่ะ

Content Image

งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 27 มีอะไรบ้าง มาดูกัน!

     เชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆท่านคงกำลังมองหาสินค้าสำหรับแม่ตั้งครรภ์และสำหรับเจ้าตัวน้อยที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลก งานที่รวบรวมสินค้าสำหรับแม่และเด็กสุดอลังการ อย่าง งาน Amarin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 27 วันที่ 23 - 31 มีนาคม 2567 งานเริ่มเวลา 10.00 - 20.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา งานแฟร์สินค้าแม่ลูกที่คุณแม่ไม่ควรพลาด ภายในงานได้รวบรวมสินค้าโปรโมชั่นคุณภาพดี มาให้คุณแม่ได้ช้อปปิ้งอย่างเพลิดเพลิน🛍️ รวมไปถึงยังมีกิจกรรมอีกมากมายภายในงานให้คุณแม่ได้ลุ้นรับรางวัล บอกเลยงานนี้ช้อปปิ้งของลูกได้ครบจบที่เดียว พร้อมโปรโมชั่นที่ดีที่สุดจากแบรนด์ชั้นนำ วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวม checklist รายการซื้อสินค้าสำหรับเด็กแรกเกิดที่คุณแม่ควรเตรียมจดไว้ช้อปปิ้ง จะมีสินค้าอะไรบ้าง เรามาดูกันพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ ของใช้เด็กแรกเกิดที่คุณแม่ควรซื้อติดไม้ติดมือจากงานนี้ มีอะไรบ้าง?6 ลิสต์รายการองใช้เด็กแรกเกิดที่จำเป็นสำหรับทารกแรกเกิด มีดังต่อไปนี้✨สินค้าในหมวดเครื่องแต่งกาย🎽✨สินค้าในหมวดอุปกรณ์อาบน้ำและทำความสะอาด🛀✨สินค้าในหมวดอุปกรณ์ให้นม🍼✨สินค้าในหมวดเครื่องนอน🛌✨สินค้าในหมวดของใช้สำหรับเดินทาง✨สินค้าในหมวดของใช้จิปาถะนอกจากสินค้าเด็กแรกเกิดที่น่าสนใจแล้ว ในงานนี้มีอะไรอีกบ้าง?การอำนวยความสะดวกแก่คุณแม่ตั้งครรภ์แบบครบวงจรเรียกได้ว่าคุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะดวกสบายในขณะช้อปปิ้งเลยนะคะ เพราะทางผู้จัดงานได้มีมาตรฐานการคุมเข้มด้านความสะอาดและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มี ABK Care บริการพิเศษเพื่อคุณแม่, มีรถเข็น Wheel Chairให้บริการสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์🦽, รถเข็นสำหรับใส่สินค้า🛒, บริการช่วยยกของ, ห้องเปลี่ยนผ้าอ้อมและให้นม, จุดรับฝากของ, ที่จอดรถแม่ตั้งครรภ์, รวมไปถึงรถกอล์ฟรับส่ง ณ จุด Drop Off ด้วยเช่นกันค่ะ คุณแม่สามารถเดินทางมาด้วยรถยนต์ได้อย่างสะดวก เพราะไบเทคบางนาสามารถรองรับที่จอดรถได้มากกว่า 5,000 คัน และยังสามารถเดินทางมาด้วย🚝 รถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา แล้วเดินทางต่อมาเพียง 150 เมตรเท่านั้นค่ะ      ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงลิสต์สินค้าหน้าช้อปปิ้งสำหรับเด็กแรกเกิดที่คุณแม่ไม่ควรพลาดจากงาน marin Baby & Kids Fair ครั้งที่ 27 👶 การเตรียมของให้ลูกน้อยนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คุณแม่อย่าลืมเช็คดูสินค้าอะไรที่ยังช้อปไม่ครบ📝 แล้วมาชอบได้ที่งานนี้กันเลยค่ะ เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับลูกน้อยที่จะเกิดอีกไม่ช้านี้กัน หากคุณแม่มีข้อสงสัยใดๆสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 📞 08-5661-4629 

Content Image

วิธีเลือกผ้าห่มสำหรับเด็ก

     ผ้าห่มถือเป็นข้าวของเครื่องใช้หนึ่งที่มีเราทุกคนต่างต้องเคยใช้กันใช่ไหมคะ จุดประสงค์หลักๆของการใช้งานก็คือกักเก็บความร้อน♨️ให้อยู่ภายในร่างกายได้นานขึ้น แต่คุณผู้อ่านเคยทราบไหมคะว่าสำหรับเจ้าตัวน้อยนั้น👶 การเลือกผ้าห่มมีจุดประสงค์ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องตระหนักในการเลือกซื้อมากกว่าการซื้อผ้าห่มทั่วไป จะมีความพิเศษและข้อควรตระหนักอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เริ่มต้นจากการเลือกจุดประสงค์ของผ้าห่ม💫การเลือกซื้อผ้าห่มเพื่อการห่อร่างกายของทารก ในเด็กแรกเกิดที่พึ่งคลอดออกมา สังเกตว่าจะมีผ้าที่เอาไว้ใช้ห่อตัวทารก👶 นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าผ้าห่มสำหรับห่อตัวนั่นเองค่ะ ลักษณะจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน◽️หรือสี่เหลี่ยมจัตตุรัส จากนั้นคุณพ่อคุณแม่จะนำผ้ามาพับและห่อร่างกายของเจ้าตัวน้อยด้วยตนเอง แต่บางรุ่นก็จะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายถุงนอนสำหรับผู้ใหญ่ไปเลย เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่สะดวกที่จะใช้แบบไหนค่ะ ขนาดที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 40 x 40 จนไปถึง 48 x 48 นิ้วค่ะ💫การเลือกซื้อผ้าห่มที่ใช้ในการห่มร่างกายทารกทั่วไป ก็จะเป็นผ้าห่มทั่วไปเหมือนผ้าห่มที่เราใช้ห่มกันในชีวิตประจำวันเลยค่ะ ผ้าห่มชนิดนี้ก็จะใช้กับเด็กที่โต👦ขึ้นมาหน่อย ไม่จำเป็นต้องใช้กับเด็กที่ยังใช้ผ้าห่มประเภทห่อตัวอยู่ค่ะ คำนึงถึงเนื้อผ้าที่ใช้ผลิต☁️ผ้าคอตตอนหรือที่เรียกกันสั้นๆง่ายๆว่าผ้าฝ้ายนั่นเองค่ะ ผ้าลักษณะนี้มักถูกใช้ทำเสื้อยืดที่เราพบเห็นได้ทั่วไป เนื่องจากมีความเบาและอ่อนนุ่ม☁️ มีคุณสมบัติในการซึมซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดีในระดับหนึ่ง เกิดขุยผ้าได้ค่อนข้างยากหากผ่านการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี และทำความสะอาดได้ง่าย สะดวกสบายกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ👫🌫️ผ้ามัสลิน เป็นผ้าที่มาจากเส้นใยฝ้ายเช่นเดียวกัน แต่ด้วยลักษณะการทอจะมีความละเอียดขึ้นค่ะ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เนื่องจากมีความบางเบา ระบายอากาศ🍃ได้ค่อนข้างดีค่ะ🎋ผ้าใยไผ่ ผ้าใยไผ่เป็นผ้าที่โดดเด่นในเรื่องของคุณสมบัติในการระบายอากาศ ดูดซับเหงื่อได้ค่อนข้างดี ที่สำคัญคือไม่ค่อยเก็บฝุ่น💨 ลดโอกาสในการเกิดภูมิแพ้ฝุ่นในเจ้าตัวน้อยค่ะ🧺ผ้าโพลีเอสเทอร์ เป็นอีกหนึ่งเนื้อผ้าที่มีความอ่อนนุ่มอ่อนโยนต่อผิวของเจ้าตัวน้อย👶 มีน้ำหนักที่เบา เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีอุณหภูมิต่างๆหรือมีอากาศเย็นนั่นเอง เพราะเป็นผ้าประเภทที่โดดเด่นในด้านของการกักเก็บความร้อน♨️ รักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ในบริเวณที่มีอากาศร้อนหรือใช้งานช่วงฤดูร้อน เพราะค่อนข้างด้อยในแง่ของการระบายอากาศค่ะ🐑ผ้าขนแกะ ผ้าขนแกะเป็นผ้าอีกหนึ่งชนิดที่มีพื้นผิวนุ่มลื่นแต่ยังมีความเบาสบาย ทำความสะอาดได้ง่าย และเป็นอีกหนึ่งชนิดผ้าที่โดดเด่นในแง่ของการกักเก็บความร้อน ระบายความร้อนได้ค่อนข้างต่ำกว่าชนิดอื่นๆ จึงเหมาะสมที่จะใช้งานในบริเวณหรือช่วงที่มีอากาศเย็น☃️นั่นเองค่ะคำนึงถึงขนาดผ้าห่ม▫️ผ้าห่มขนาดเล็ก มักเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัดตุรัส ขนาดประมาณ 20 - 24 นิ้ว หากใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยก็จะใหญ่ได้ถึงประมาณ 35 นิ้วค่ะ มักเป็นอัตราส่วนสำหรับผ้าห่มที่มีจุดประสงค์เพื่อห่อร่างกายเด็กทารก🚼ค่ะ◻️ผ้าห่มขนาดกลาง เริ่มตั้งแต่อัตราส่วนเล็กสุดคือประมาณ 35 นิ้วจนถึง 45 นิ้วค่ะ สามารถเลือกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ได้ เพราะใช้ได้กับทั้ง 2 จุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นใช้เพื่อห่อตัวเด็ก👶หรือใช้ห่มทั่วไปนั่นเองค่ะ⬜️ผ้าห่มขนาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ 40 นิ้วเป็นต้นไป มักมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะใช้งานในรูปแบบห่มทั่วไป เหมาะกับเจ้าตัวน้อยที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบ👦ขึ้นไปค่ะ    น้ำหนักของผ้าห่มอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายๆท่านมองข้าม แต่อันที่จริงแล้วนับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะกดทับร่างกายของเจ้าตัวน้อยโดยตรง ผ้าห่มที่ดีและเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าไหร่ ทำจากเนื้อผ้าอะไร ก็ควรมีน้ำหนักโดยรวมของทั้งผืนไม่เกิน 10% ของเจ้าตัวน้อย ยกตัวอย่างเช่น หากลูกของเรามีน้ำหนักตัวประมาณ 5 กิโลกรัม น้ำหนักของผ้าห่มที่ใช้ก็ไม่ควรเกิน 500 กรัมหรือครึ่งหนึ่งของ 1 กิโลกรัมนั่นเองค่ะ ไม่เช่นนั้นผ้าผ่มที่หนักเกินไปอาจกดทับร่างกายเด็ก ทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก😮‍💨และอาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตจากการไหลตายในระหว่างนอนหลับ😴ได้ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการเลือกข้างของเครื่องใช้สำหรับเด็กนั้นมีข้อพิจารณาและข้อที่ควรตระหนักถึงมากกว่าข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป เนื่องจากร่างกายของเจ้าตัวน้อย👶นั้นมีความบอบบางและอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเด็กได้อย่างไม่ทันคาดคิดค่ะ

Content Image

ลักษณะนิสัยของเด็กที่เกิดปีมังกร 2024 เป็นแบบนี้!

     คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านที่กำลังวางแผนมีเจ้าตัวน้อยในปีมะโรง 2567🐲 หรือกำลังจะคลอดเจ้าตัวน้อยในปีนี้คงจะสงสัยว่าเด็กที่เกิดในปีนี้มีลักษณะนิสัยอย่างไรบ้าง วันนี้ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาให้ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️เด็กเกิดปีมังกรมีลักษณะนิสัยอย่างไร?👶 ลักษณะนิสัยของเด็กที่เกิดปีมังกร 2567เด็กที่เกิดในปีมังกรจะมีความเป็นผู้นำ🫡 มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่ยอมใครง่าย มีอำนาจเด็ดขาด ยืนหยัดแน่วแน่ในความคิดความเชื่อของตัวเอง มีความกระตือรือร้น คล่องแคล่วว่องไว ฉลาด ใฝ่รู้💡 เป็นเด็กที่มีศิลปะในการพูด เป็นที่ปรึกษาที่ดีให้แก่มิตรสหาย มีพรรคพวกเยอะ เพราะเป็นคนใจกว้างใจใหญ่ มีแต่คนนับหน้าถือตา และยังชอบช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย หากโตไปเป็นคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นผู้ที่คอยสนับสนุนและข้างเคียงลูกได้อย่างดีเยี่ยมเดือนที่เป็นมงคลของเด็กเกิดปีมังกร 2567✨เดือน 1, 11, 12 เด็กที่เกิดมาในเดือนเหล่านี้จะเป็นคนใจบุญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นที่เคารพรักของคนทั้งหลาย🙏 และยังเป็นเจ้าคนนายคนอีกด้วยค่ะ ✨เดือน 2, 3, 4 เด็กที่เกิดมาในเดือนเหล่านี้จะมีสติปัญญาดี มีอาชีพการงานก้าวหน้ารุ่งเรือง หากตั้งใจและลงมือทำงานใดอย่างสุดฝีมือ ก็จะสมหวังทุกประการ ถือว่าเป็นเด็กที่มีแววประสบความสำเร็จสูงในชีวิต👏✨เดือน 5, 6, 7เด็กที่เกิดมาในเดือนเหล่านี้พอโตมาจะเป็นคนใหญ่คนโต มีวาสนา ก้าวหน้ารุ่งเรือง💼 และมีหน้ามีตาในสังคมเช่นเดียวกันค่ะวันที่เป็นมงคลสำหรับเด็กปีมังกร 2567 👉เด็กที่เกิดวันจันทร์จะเป็นผู้ที่มีบุญพาวาสนาส่ง เป็นที่นับหน้าถือตา เก่งในเรื่องค้าขาย💰 และได้กำไรดีงาม และหากทำงานราชการก็ทำได้ดี ไม่ติดขัด👉เด็กที่เกิดวันพฤหัสบดี จะเป็นผู้ที่มีบุญ เปรียบเสมือนขุนนางชั้นสูง ไปไหนมาไหนก็ไม่ลำบากกายใจ มีคนคอยต้อนรับเป็นอย่างดี มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่มักมีเกณฑ์ได้เดินทางไกลอยู่เสมอ✈️👉เด็กที่เกิดวันศุกร์ จะเป็นผู้ที่มีดวงโดดเด่นในสายงานข้าราชการ👨🏻‍⚖️ ได้ดิบได้ดี มีเจ้าขุนมูลนายคอยอุปถัมภ์อยู่เสมอ👉เด็กที่เกิดวันเสาร์ วันอาทิตย์เด็กจะมีนิสัยอารมณ์ร้อน โกรธง่ายหายไว🤬 แต่หากโตไปเป็นผู้ใหญ่แล้วจะโดดเด่นในการทำราชการ มีอำนาจบริวาร และเป็นที่นับถือของผู้คนอย่างมาก     สรุปได้ว่าเด็กที่เกิดในปีมังกร 2567🐲 หากพูดตามหลักโหราศาสตร์ไทยแล้ว การที่เราจะดูว่าเด็กเกิดปีนี้ดีไหม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูส่วนประกอบอื่นด้วย เช่น นิสัยส่วนตัวของเด็กแต่ละคน เพราะเด็กที่เกิดปีมะโรงก็มีนิสัยที่พึงระวังอยู่บ้าง เช่น นิสัยดื้อรั้น ไม่ยอมคน โกรธง่ายแต่หายเร็ว ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้านของชีวิต ไม่ชอบการผูกมัดในความสัมพันธ์ และยังเบื่อความซ้ำซากจำเจ และเนื่องจากนักษัตรของเด็กปีมะโรง 2567 เป็นธาตุทอง⭐️ ทำให้จึงต้องระวังในเรื่องของปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับช่องปาก ตับ ม้าม กล้ามเนื้อ และกระเพาะ ด้วยค่ะ

Content Image

เหตุผลที่ไม่ควรแคะหูทารก

ถ้าลูกไม่ได้ทำความสะอาดหูนานๆต้องแคะให้ลูกหรือไม่? คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งแคะหูให้ทารกนะคะ! เพราะการแคะหูทารกนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้อย่างเกิดการอักเสบในหู แถมหูอาจอุดตันมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การแคะหูให้ลูกจะมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะหากแคะหูลูกน้อยจะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ขี้หูอุดตันเนื่องจากรูหูของเจ้าตัวเล็กยังมีขนาดเล็ก👂 และขนาดของคอตตอนบัตมีขนาดใหญ่ ดังนั้นการใช้คอตตอนบัดเข้าไปแคะ จะกลายเป็นดันขี้หูเข้าไปในรูหูและเกิดการอุดตันในรูหูมากขึ้น ทารกอาจได้ยินเสียงได้ไม่ชัดเจน และเมื่อขี้หูเริ่มแห้ง ก็จะเริ่มมีความแข็ง ส่งผลให้ทารกมีอาการเจ็บหูมากขึ้น จนต้องใช้ยาหยอดหูในการรักษาเท่านั้นรูหูติดเชื้อขนาดของคอนตอนบัตที่มีขนาดใหญ่จนนอกจากจะดันขี้หูให้เข้าไปอุดตันแล้ว การใช้คอนตอนบัตที่ไม่สะอาดอาจเสี่ยงให้หูของทารก👶เกิดการติดเชื้อได้อีกด้วย อย่าง เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ส่งผลเกิดโรคต่างๆในหูได้ แถมหากเข้าไปในรูหูจนลึกเกินไปก็อาจทำให้แก้วหูทะลุได้ด้วยรูหูเกิดเชื้อราหลายๆคนอาจนำคอตตอนบัตจุ่มน้ำให้เปียกหมาดแล้วจึงมาทำความสะอาดหูของลูก ซึ่งความจริงแล้วเป็นวิธีที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง การทำความสะอาดนั้นสามารถทำได้บริเวณปีกหูด้านนอก การสอดเข้าไปในหูจะทำให้ขี้หูอุดตันและเปียกชื้น และเกิดการเติบโตของเชื้อรา🦠ในรูหูได้ ดังนั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทำความสะอาดด้วยคอตตอนบัตจะดีกว่านะคะหากแคะหูลูกน้อยจะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้หูชั้นกลางอักเสบหูชั้นกลางคือช่วงโพรงอากาศเล็กๆ ระหว่างช่องหูชั้นในและเยื่อแก้วหู ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อทารกมีอาการหวัด โดยการจาม🤧และการสั่งน้ำมูกแรงๆ จะทำให้ของเหลวขึ้นไปยังหูชั้นกลาง และเมื่อคุณพ่อคุณแม่แคะหูจะส่งผลให้ของเหลวกระจายตัวแพร่เชื้อโรคและทำให้เกิดการติดเชื้อ โดยทารกจะมีอาการปวดหู หูอื้อ และร้องไห้บ่อยหูชั้นในอักเสบโดยหูชั้นในเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการควบคุมในเรื่องของการทรงตัวของทารกและมีลักษณะการติดเชื้อเช่นเดียวกับหูชั้นกลาง โดยเกิดจากการที่ของเหลวทางจมูกและลำคอ เมื่อไปแคะขี้หูก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อมากขึ้น ทารกจะมีอาการเวียนศีรษะ ซึม อาเจียน🤮 แขนขา อ่อนแรง เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกหูชั้นนอกอักเสบการแคะหูบ่อยๆ รวมถึงการมีน้ำเข้ารูหูของลูกน้อยเมื่ออาบน้ำ โดยที่ไม่ได้ปิดหูให้กับลูกนั้น จะส่งผลให้ขี้หูที่อัดแน่นมีความชื้นจากน้ำ ทำให้แบคทีเรีย🦠 มีการเติบโต และเกิดการอักเสบในหูของลูกน้อยได้ ทารกจะมีอาการปวดหู และมีน้ำหนองไหลออกมาจากหู หากคุณพ่อคุณแม่พบอาการนี้ให้พาลูกน้อยพบแพทย์ทันที แพทย์จะให้การรักษาด้วยการล้างหูและยาปฏิชีวนะค่ะเกิดฝึด้านใน Ear Pitทารกบางคนอาจพบจุดบริเวณเหนือหู👂ที่เชื่อมระหว่างผิวหนังกับผิวด้านล่าง ซึ่งเกิดจากการสร้างรูหูที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ Ear Pit สามารถติดเชื้อได้ง่าย การแคะหูจะทำให้มีการกระแทกในรูหูบ่อยครั้ง และทำให้ Ear Pit เกิดการติดเชื้อและอักเสบจนเกิดเป็นฝีด้านในได้ โดยวิธีการรักษาจะต้องผ่านำหนองออก จึงจะสามารถทำความสะอาดหูด้านในได้ค่ะการทำความสะอาดหูนั้นควรทำความสะอาดแค่ใบหูด้านนอกเท่านั้น โดยสามารถใช้ผ้าสะอาดเช็ดรอบหูของทารก พยายามให้โดยความชื้นน้อยที่สุด ขี้หูนั้นไม่ได้เป็นอันตราย แถมมีประโยชน์ช่องป้องกันสิ่งสกปกรกต่างๆไม่ให้เข้ามาในรูหู และสามารถหลุดออกมาเองได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.