Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 1 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

เรามารู้จักอาการแพ้ท้องกันเถอะ!

คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยมีชื่อเรียกกันว่า Morning Sickness🤮เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการในตอนเช้านั่นเอง แต่บางคนก็อาจมีอาการในช่วงเวลาอื่น และบางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องก็เป็นได้ค่ะ โดยในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่าอาการแพ้ท้องนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร รวมถึงวิธีการรับมือกับอาหารแพ้ท้องเหล่านี้ได้อย่างไรกันบ้างค่ะ  อาการแพ้ท้องช่วงตั้งครรภ์🤰 หิวบ่อยเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องทานอาหารบ่อยครั้งกว่าเดิม🍚 เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากคุณแม่รับประทานอาหารได้ไม่บ่อยเท่าที่ร่างกายต้องการก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้นั่นเองค่ะ🤰 ระดับฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ฮอร์โมนอย่างเอสโตรเจนและ hCGจะเพิ่มสูงขึ้น📈กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ท้อง รวมไปถึงฮอร์โมนโปเจสเตอโรนก็จะเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน อาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และอาเจียนหลังรับประทานอาหารนั่นเอง 😵‍💫🤰 ไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ศูนย์ในสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เมื่อได้รับกลิ่นและรสสัมผัสบางอย่าง ก็อาจรู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนได้ง่าย🤮🥴 ซึ่งการแพ้ท้องรุนแรงนั้นจะมีในครอบครัวฝ่ายหญิงที่มีประวัติอาการแพ้ท้องอาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ข้อดีของการแพ้ท้องหลาย ๆคนอาจจะกำลังคิดว่า เอ๊ะ การแพ้ท้องนี่มันมีข้อดีด้วยหรอ😞 แต่ความจริงแล้วการแพ้ท้องเป็นการปกป้องเด็กทารกในครรภ์ได้นะคะ🤰 เพราะจะทำให้คุณแม่ทานได้เฉพาะอาการที่ปรุงง่าย และทำให้คุณแม่หิวบ่อย เป็นการลดความเสี่ยงต่อการเจอเชื้อโรคในอาหารแปลกปลอมนั่นเอง🙂อาการแพ้ท้องมักจะพบในการท้องลูกคนแรก👶หรือการท้องลูกแฝด 2 คนขึ้น🍼หรือพบได้ในช่วงการท้องระยะ 3 เดือนแรก และหากคุณแม่อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก หรือเมารถเมาเรือง่ายอยู่แล้วก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ท้องได้เช่นกันคะวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้อง🤰 การเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารแปลก ๆ ที่มีกลิ่นแรง หรือ รสจัด หรืออาหารที่ทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อย อาจจะเลือกอาหารที่มีรสอ่อนและไม่ปรุงเยอะ🍚 สามารถเลือกทานอาหารที่เสิร์ฟเย็น เช่น โยเกิร์ต สลัด🥗 ผลไม้สด🍓🍋เป็นต้น การหลีกเลี่ยงอาหารอุ่นร้อนนั้นจะช่วยให้สามารถเลี่ยงกลิ่นที่ระเหยออกมาได้ ซึ่งกลิ่นนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้คลื่นไส้อาเจียนได้นั่นเอง🤰 เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหาร พยายามทานน้อยแต่บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารครั้งละมาก ๆ เพราะการทานอาหารเยอะเกินไปจะทำให้แน่นท้องเกินและอาจอยากอาเจียนได้ เลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว🍚 พาสต้า🍝 ขนมปัง🍞 อาจลองจิบเครื่องดื่มรสเปรี้ยวเมื่อรู้สึกอยากอาเจียน เช่น น้ำมะนาว หรือ น้ำผลไม้คั้นสด หรืออาจพกลูกอมรสเปรี้ยวไว้ในกระเป๋าไว้เผื่อได้นะคะ 🤰 หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พยายามเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นฉุน หรือ สเปรย์ปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้ถ่ายเทและพยายามอย่าให้ห้องอับชื้น✔️หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรผสมแอลกอฮอล์ แปรงฟัน🪥และลิ้นให้สะอาดเมื่อคุณแม่รู้สึกคลื่นไส้สุดท้ายนี้ควรแบ่งเวลาไปยืดเส้นยืดสายเดินสูดอากาศภายนอก🌞☁️จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ~ คุณแม่ทุกคนสู้ๆค่ะ!~💖

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 1

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 13 สัปดาห์

     ยินดีสำหรับคุณแม่ทุกท่านด้วยนะคะ🎉 เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 13 ก็เท่ากับสิ้นสุดไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์แล้ว ในช่วงอายุครรภ์เข้าสัปดาห์ที่ 13 จะมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวคุณแม่และเจ้าตัวน้อยบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆ กันเลยค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 13 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?🍋ทารกมีขนาดตัวเท่าผลเลมอน ทารกอายุ 13 สัปดาห์จะมีความยาวประมาณ 2.9 นิ้วและหนักราว .81 ออนซ์แล้ว ตอนนี้ทารกเริ่มมีสัดส่วนที่ถูกต้องแล้วนะคะ เพราะหัวของลูกจะมีขนาดประมาณ 1/3 ของร่างกาย แทนที่จะเป็น 1/2 เหมือนก่อนหน้านี้อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 13 สัปดาห์คุณแม่อาจสังเกตว่าในสัปดาห์ที่ 13 อาการจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย  ตอนนี้คุณแม่อาจไม่มีอาการคลื่นไส้เหลืออยู่แล้ว และอาจไม่มีอาการง่วงในช่วงกลางวันเหมือนแต่ก่อน โดยรวมคุณแม่จะยังมีอาการดังต่อไปนี้- คุณแม่จะเห็นเส้นเลือดชัดขึ้นใต้ผิวหนังเพราะการไหลเวียนเลือด🩸เพิ่มขึ้นค่ะ- มีพละกำลังมากขึ้น เพราะคุณแม่รู้สึกสดชื่นขึ้นอีกครั้งและมีพลังที่จะทำอะไรหลายอย่าง ตอนนี้เป็นเวลาเหมาะสมที่คุณแม่จะได้เวลากลับไปออกกำลังกายอีกครั้ง🏋️‍♀️ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้การคลอดลูกเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้นนั่นเอง- มีอารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้น คุณแม่จะมีความรู้สึกว่าตนเองมีความต้องการทางเพศมากขึ้น และถ้าหลังการมีเพศสัมพันธ์คุณแม่พบว่าตัวเองมีเลือดออก ถือว่าเป็นอาการปกติค่ะ เพราะปากมดลูกของคุณแม่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ แต่ถ้ามีเลือดออกมาก คล้ายประจำเดือน ควรรีบพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีนะคะ- สำหรับคุณแม่ที่ตั้งท้องลูกแฝด👯‍♂️ ในช่วงสัปดาห์ที่ 13 นี้ คุณแม่อาจยังมีอาการแพ้ท้องและอ่อนเพลียอยู่ เพราะว่าคุณแม่ลูกแฝดมีฮอร์โมน HCG มากกว่าคุณแม่ที่ท้องลูกคนเดียวนั่นเอง  คุณแม่จึงยังคงมีอาการคลื่นไส้ และอาเจียนหนักคุณแม่ตั้งครรภ์ 13 สัปดาห์ สามารถทำการอัลตร้าซาวน์ได้ไหม?✅ คำตอบ คือ ได้ค่ะการอัลตราซาวนด์เมื่ออายุครรภ์ 13 สัปดาห์จะบอกเพศของลูกได้ แต่เนื่องจากอวัยวะที่บ่งบอกถึงความเป็นเพศหญิงและเพศชายยังยากที่จะชี้ชัด คุณหมออาจจะรอให้ถึงครึ่งทางของการตั้งครรภ์ก่อน🤰 (นั่นคือสัปดาห์ที่ 18 ถึง 22) ตอนนั้นทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นและสามารถดูได้ว่าคุณแม่ได้ลูกชายหรือลูกสาว ในช่วงนี้ถ้าคุณแม่เลือกที่จะเข้ารับการตรวจ NIPT เพื่อหาความผิดปกติทางโครโมโซม คุณแม่อาจทราบเพศของลูกเมื่อได้รับผลตรวจ เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นเพียงสัปดาห์ที่ 13 คุณแม่ก็อาจจะรู้แล้วค่ะ     การตั้งครรภ์ 13 เดือนนั้นถือเป็นช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ไตรมาสแรกจากทั้งหมดสามไตรมาส คุณแม่จะเริ่มมีอาการแพ้ท้องน้อยลงกว่าแต่ก่อน ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่คุณแม่สามารถหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ตัวคุณแม่และทารกในครรภ์👶มีสุขภาพที่แข็งแรงนั่นเอง

Content Image

คนท้องกินวิตามินบี 7 มากเกินไป อันตราย!

     ช่วงตั้งครรภ์🤰เป็นช่วงที่คุณแม่ให้ความสำคัญกับโภชนาการเป็นอย่างมาก เพื่อให้แน่ใจว่าลูกน้อยจะสามารถได้รับสารอาหารที่เพียงพอในการเจริญเติบโต ซึ่งหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายคือ วิตามินบี 7 หรือพี่เรียกง่ายๆว่าไบโอตินนั่นเองค่ะ ไบโอตินนั้นมีคุณสมบัติในการละลายน้ำได้ดีและยังช่วยทำให้สุขภาพ ผิว เส้นผม💇🏻‍♀️ และเล็บของแม่มีสุขภาพดี แต่อย่างไรก็ตามมักจะเกิดคำถามว่าหากคุณแม่ท้องรับประทานวิตามินบี 7 ในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อตัวแม่และทารกไหม วันนี้เราจะไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️วิตามินบี 7 คืออะไรวิตามินบี 7 หรือไบโอตินนั้นมีความสำคัญในการทำงานของร่างกายหลายๆอย่าง นับว่าเป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นต่อระบบประสาท ผิวหนัง และเส้นผม💇🏻‍♀️ จึงนับว่าเป็นสารอาหารสำคัญที่คุณแม่ท้องควรรับประทานขณะตั้งครรภ์💫ช่วยเสริมพัฒนาการของทารกไบโอตินเป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของทารก อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารก🧠 ภายในครรภ์ หากทารกขาดไบโอตินในระหว่างตั้งครรภ์อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายๆอย่าง เช่น ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือทารกเกิดมามีน้ำหนักตัวน้อยผิดปกติเมื่อเทียบกับทารกโดยทั่วไปอาหารที่มีวิตามินบี 7🥦พบได้ในอาหารตามธรรมชาติวิตามินบี 7 หรือไบโอตินนั้นถือเป็นสารสำคัญในการบำรุงผิวกาย เส้นผม และเล็บ💅ของคุณแม่ให้สวยงามและแข็งแรงมักพบในอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู🐷 เนื้อไก่🐔 ปลา🐟 ถั่วและธัญพืชนานาชนิด ผลิตภัณฑ์จากนมรวมไปถึงผักโขมค่ะแม่ท้องรับประทานไบโอตินมากเกินไป เสียงแท้งจริงไหม?👉มีความเสี่ยงที่จะแท้งได้ถึงแม้ว่าวิตามินบี 7 จะมีความจำเป็นต่อร่างกายมากเพียงใด แต่การรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปนั้นอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกายคุณแม่ แม้ว่าการขาดไบโอตินนั้นจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าหากคุณแม่ได้รับไบโอตินในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้แท้ง🩸หรือเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้👶 ดังนั้นคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานทุกครั้งค่ะ      วิตามินบี 7 นั้นจัดว่าเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ คนท้องสามารถรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไบโอตินจากอาหารธรรมชาติ  เช่น อะโวคาโด🥑 มันเทศ🍠 และถั่วชนิดต่างๆ🥜 ปริมาณพอเหมาะ โดยไม่จำเป็นต้องรับอาหารเสริม เพราะอาหารจากธรรมชาติย่อมปลอดภัยกว่าต่อครรภ์ของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยนะคะ

Content Image

อาการคันระหว่างตั้งครรภ์

ในช่วงตั้งครรภ์นั้นหน้าท้องและหน้าอกของคุณแม่กำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นอาการคันในช่วงตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสาเหตุของอาการคันนั้นจะมีอะไรบ้าง และเราจะมีวิธีรับมือเจ้าอาการคันเหล่านี้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะสาเหตุของอาการคันระหว่างตั้งครรภ์ผิวตึงกระชับเมื่อลูกน้อยของคุณแม่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ผิวของคุณแม่จะถูกยืดออก รวมถึงหน้าอกและหน้าท้องของคุณแม่ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดอาการคันบริเวณผิวหนังได้ นอกจากนั้นอาการคันหัวนมก็จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติในระหว่างตั้งครรภ์🤰อีกด้วยค่ะ ผิวแห้งหากท่านใดอยู่ในประเทศที่มีความหนาว หรือ ทำงานอยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน สภาพแวดล้อมเหล่านี้ก็อาจทำให้ผิวของคุณแม่ไม่ได้รับความชุ่มชื้นที่เพียงพอ คุณแม่จึงอาจรู้สึกคันและไม่สบายตัวได้นั่นเองค่ะ ดังนั้นให้คุณแม่หมั่นทาโลชั่นนะคะ🧴อาการคันตามฝ่ามือหรือฝ่าเท้าหากคุณแม่มีอาการคันรุนแรงที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า อันนี้คุณแม่จะต้องไปพบแพทย์เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจต้องได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์นั่นเองค่ะ วิธีป้องกันอาการคันระหว่างตั้งครรภ์ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นใช่แล้วค่ะน้ำอุ่นนั้น 🚿 สามารถทำให้ผิวของคุณแม่แห้งเหมือนทะเลทรายได้ โดยเฉพาะน้ำร้อน อันนี้ควรเลี่ยงเลยค่ะ เพราะนอกจากจะทำร้ายผิวแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อเจ้าตัวเล็กในครรภ์อีกด้วยนะคะ! รวมถึงคุณแม่ควรจะหันมาใช้สบู่อ่อนๆ ปราศจากน้ำหอม ก็จะช่วยบรรเทาอาการผิวแห้งได้ค่ะ พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดให้คุณแม่พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ข้างนอกบริเวณที่มีแสงแดดจ้าๆ☀️  เป็นเวลานาน เพราะความร้อนจากแสงอาทิตย์นั้นจะทำให้เหงื่อออกและทำให้อาการคันของคุณแม่แย่ลงได้ค่ะหันมาใส่เสื้อผ้าสบายๆผ้าฝ้ายรวมถึงเสื้อผ้าที่ใส่สบายอื่นๆ👚 คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่ในการลดอาการคันลง เพราะเสื้อผ้าเหล่านี้จะสัมผัสกับผิวหนังของคุณแม่น้อยลง ดังนั้นคุณแม่ก็จะรู้สึกระคายเคืองน้อยลงเช่นกันค่ะให้ความชุ่มชื้นโดยการทาครีมบำรุงต่างๆโลชั่นบำรุงผิว ครีมทามือหรือมอยส์เจอไรเซอร์ทุกชนิดคือไอเทมคู่ใจที่ดีที่สุดของคุณในตอนนี้ โดยคุณแม่หลังอาบน้ำเสร็จ ให้ทาครีมบางๆ แล้วปล่อยให้ซึม จะสังเกตได้ว่าผิวของคุณแม่นุ่มแค่ไหนค่ะลดความเครียดความเครียดและความวิตกกังวลระหว่างตั้งครรภ์ อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้อาการคันแย่ลงได้ พยายามคิดบวกและรักษาสภาพจิตใจให้แข็งแรงนะคะ😃วิธีบรรเทาอาการคันผิวระหว่างตั้งครรภ์ประคบเย็นประคบน้ำแข็งบริเวณที่คันเป็นเวลาสองถึงสามนาที จากนั้นทาครีมให้ความชุ่มชื้นกับบริเวณนั้นก็จะช่วยบรรเทาอาการคันไปได้บ้างค่ะให้ความชุ่มชื้นเนื่องจากการขาดความชุ่มชื้นเป็นตัวการหลักในการทำให้ผิวของคุณแม่แห้ง ดังนั้นการทาโลชั่นและครีมที่ปราศจากน้ำหอมจึงเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด โดยให้ทาครีมให้ทั่วบริเวณที่คันและสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงนะคะ  ยาแก้คันปรึกษากับคุณหมอหรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาแก้คันหากคุณแม่รู้สึกคันมาก แม้ว่ายาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ แต่ทางที่ดีควรใช้ยาตามคำแนะนำนะคะ👩‍⚕️รวมถึงยังมีสาเหตุอาการคันอื่นๆที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้อีกด้วย โดยคุณแม่สามารถอ่านต่อได้ที่บทความนี้เลยค่ะ ดังนั้นหากสงสัยว่าเป็นอาการคันของโรคอื่นๆ หรือรู้สึกไม่สบายใจก็แนะนำให้คุณแม่ไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจเช็คและวินิจฉัยจากคุณหมอจะดีที่สุดค่ะ 

Content Image

ภาวะแท้งซ้ำซาก คืออะไร?

           ในปัจจุบันภาวะแทรกซ้อนต่างๆในระหว่างการตั้งครรภ์นั้นมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงความอันตรายไว้ในระดับเดิม หนึ่งในภาวะที่แย่ที่สุดที่ทุกครอบครัวคงไม่อยากให้เกิดก็คือภาวะแท้งนั่นเอง แต่คุณผู้อ่านหลายท่านอาจยังไม่ทราบว่า อีกหนึ่งสิ่งที่น่ากังวลกว่าการแท้งปกติ คือ 'ภาวะแท้งซ้ำซาก' แต่ภาวะแท้งซ้ำซากนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร จำเป็นต้องเกิดกับคุณแม่ทุกคนที่มีประวัติการแท้งหรือไม่ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้กันเลยค่ะอะไรคือภาวะแท้งซ้ำซาก    อันที่จริงแล้ว คุณผู้อ่านจะสังเกตว่า ชื่อภาวะสามารถบอกอาการของภาวะได้ค่อนข้างตรงตัวเลยใช่ไหมคะ แต่ในเชิงการแพทย์ ได้มีการให้ความหมายกับภาวะนี้อย่างชัดเจนไว้ว่า เป็นภาวะที่คุณผู้หญิงผ่านการแท้งบุตรมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป หรือบางโรงพยาบาล🏥อาจขยายขอบเขตเป็น 3 ครั้งขึ้นไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนมากนัก และควรเร่งหาสาเหตุของการแท้งเพื่อป้องกันการแท้งครั้งต่อไปในอนาคตค่ะอะไรเป็นสาเหตุให้คุณแม่มีภาวะแท้งซ้ำซากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่อาจมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ผิดปกติระบบภูมิคุ้มกันของเรา หลักๆแล้วประกอบไปด้วยเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีหน้าที่ตรวจเช็คและกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย ซึ่งทารกก็ถือเป็นสิ่งแปลกปลอมเช่นเดียวกันค่ะ แต่โดยปกติแล้ว เม็ดเลือดขาวของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จะเข้าไปทำความรู้จักกับเจ้าทารกที่พึ่งมาฝังตัว และจดจำใหม่ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมอีกต่อไป แต่หากกระบวนการนี้มีความผิดปกติ คือเกิดมากเกินไป เม็ดเลือดขาวอาจเข้าใจว่าสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อโรคอื่นๆก็ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมด้วย🦠 คุณแม่และทารกจึงเสี่ยงติดเชื้อ แต่หากเม็ดเลือดขาวขาดกระบวนการนี้ เม็ดเลือดขาวก็จะต่อต้านทารก ซึ่งผลเสียต่อทั้งตัวทารกเองและตัวคุณแม่เช่นเดียวกันค่ะคุณแม่อาจมีเลือดที่แข็งตัวผิดปกติความผิดปกติในที่นี้หมายถึงความหนืดของเลือด🩸 หากคุณแม่ท่านใดมีเลือดที่ค่อนข้างหนืด ก็มีโอกาสในการที่เลือดจะกลายเป็นลิ่มมาอุดตันเส้นเลือดแดงที่ทำหน้าที่ส่งอาหารแก่ทารก ทำให้เด็กในท้องขาดสารอาหารหรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น คลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ หรือแม้กระทั่งการที่ทารกพิการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ค่ะคุณแม่ท่านใดควรเข้ารับการตรวจภาวะแท้งซ้ำบ้าง🌿คุณแม่ที่ผ่านการแท้งบุตร 2 ครั้งขึ้นไป (อาจเปลี่ยนหลักเกณฑ์เป็น 3 ครั้งตามดุลยพินิจของแต่ละโรงพยาบาล)🌿คุณแม่ที่ประสบกับภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ 3 ปีขึ้นไป🌿คุณแม่ที่เคยมีประวัติตั้งครรภ์หรือคลอดผิดปกติมาก่อน🌿คุณแม่ที่เคยมีประวัติปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย🌿คุณแม่ที่เคยถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะแท้งซ้ำ และยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ อีกทั้งยังไม่มั่นใจว่าหายดีหรือยัง    อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะแท้งซ้ำจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวและน่ากังวลสำหรับคุณแม่ รวมไปถึงคู่สมรสหลายๆคู่ แต่หากคุณแม่และคนรอบตัวช่วยกันสังเกตถึงความผิดปกติของร่างกายตนเอง ไม่เพียงแต่ในส่วนของการตั้งครรภ์ แต่รวมถึงสุขภาพร่างกายทั่วไปด้วย หากพบความผิดปกติและรีบพบแพทย์ ภาวะต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อการมีเจ้าตัวน้อย รวมถึงภาวะแท้งซ้ำ ก็จะสามารถถูกวินิจฉัยหาสาเหตุและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีค่ะ

Content Image

แนะนำเครื่องดื่มมีประโยชน์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นอกจากจะต้องใส่ใจในเรื่องของอาหารแล้ว ก็ยังจะต้องใส่ใจกับการเลือกสิ่งที่จะดื่มเข้าไปด้วยเช่นกัน เพราะหากทานเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์แล้วก็สามารถเป็นอันตรายต่อทั้งตัวคุณแม่เองและลูกในครรภ์ด้วย ซึ่งวันนี้บิลลี่จะมาแนะนำเครื่องดื่มที่เป็นประโยชน์กับร่างกายของคุณแม่ค่ะเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์มีอะไรบ้างน้า?คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ไม่ได้ทานได้เพียงน้ำผลไม้เท่านั้น แต่ยังมีเครื่องดื่มอีกหลากหลายอย่างที่คุณแม่สามารถดื่มหลังตื่นนอน หรือช่วงพักกลางวันได้ ได้แก่น้ำเปล่าเป็นอะไรที่หาดื่มได้ง่าย🌊 ราคาถูก เหมาะสำหรับคนทุกวัย โดยน้ำนั้นมีส่วนช่วยให้สารอาหารลำเลียงไปยังทารกได้ดีผ่านเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนั้น การดื่มน้ำยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และยังช่วยให้คุณแม่ควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วย ทั้งนี้หากเบื่อน้ำเปล่าก็อาจลองบีบมะนาวหรือเลม่อน🍋ผสม เพื่อเพิ่มรสชาติได้ แต่ไม่ควรดื่มทีละมากๆนะคะ นมไขมันต่ำ🐄เมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จำเป็นจะต้องได้รับแคลเซียมมากถึง 1,000 มิลลิกรัม/วัน เพื่อให้แคลเซียมเหล่านั้นได้เข้ามาช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน🦷ของลูกน้อยนอกจากนั้นแคลเซียมยังมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อ ระบบประสาท และระบบไหลเวียนเลือดของคุณแม่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น  ซึ่งสาเหตุที่แนะนำให้คุณแม่ดื่มนมไขมันต่ำนั่นก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายได้รับไขมันมากจนเกินไปนั่นเองค่ะมีอะไรที่ดื่มแล้วได้ประโยชน์อีกน้า?น้ำผลไม้ที่ผ่านการพาสเจอไรซ์หากคุณแม่รู้สึกว่าอยากจะดื่มน้ำผลไม้เย็นๆขึ้นมาแล้วละก็ คุณแม่สามารถดื่มได้ค่ะ ! แต่จะต้องเป็นน้ำผลไม้ที่ผ่านการฆ่าเชื้อและไม่มีการเติมน้ำตาลผสมเพิ่มเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเบาหวานนั่นเองค่ะ🧃น้ำแร่อัดก๊าซแม้ช่วงนี้คุณแม่จะไม่สามารถดื่มไวน์หรือเบียร์เย็นๆได้ แต่คุณแม่สามารถทดแทนด้วยน้ำแร่อัดก๊าซได้ น้ำแร่อัดก๊าซจะทำให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น เหมือนกำลังดื่มไวน์ แม้รสชาติจะต่างกันไปสักหน่อยนะคะ ชาขิง🍵คุณแม่สามารถดื่มชาขิงได้ทั้งแบบร้อนหรือแบบเย็น โดยชาขิงมีคุณสมบัติในการช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และยังบรรเทาอาการคลื่นไส้ของคุณแม่ตั้งครรภ์ได้อีกด้วยเครื่องดื่มที่คุณแม่ควรเลี่ยง✨เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อันนี้อันตรายมากควรเลี่ยงไปก่อนนะคะ✨เครื่องดื่มผสมโซดา✨น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ🦠 อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของแม่และลูกน้อยในครรภ์ต่ำลงได้✨เครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน อย่างเช่น กาแฟหรือน้ำอัดลม เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้สามารถส่งผลไปยังพัฒนาการของทารกได้ค่ะหากดื่มเป็นปริมาณมากเราเข้าใจว่าคุณแม่หลายๆคนจะต้องอดใจทานของโปรดกันไปก่อน และพยายามหันมาทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อย นอกจากเรื่องของอาหารแล้วคุณแม่ควรได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอและไม่เครียดจนเกินไปเพื่อคุณลูกน้อย👶ที่กำลังจะเกิดมานะคะ 

Content Image

เบาหวานขณะตั้งครรภ์อันตรายต่อลูกในท้องหรือไม่?

เมื่อคุณหมอบอกกับคุณแม่ว่ากำลังมีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หลายๆคนคงจะมีคำถามว่าแล้วการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์นั้นอันตรายหรือไม่ มีผลต่อเด็กในครรภ์หรือเปล่า รวมถึงจะต้องรับมือกับภาวะเบาหวานนี้ได้อย่างไรบ้าง เราไปพบคำตอบกันเลยค่ะ ทำความรู้จักกับเบาหวานขณะตั้งครรภ์เบาหวานขณะตั้งครรภ์คือโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์🤰 หรือ Gestational Diabetes เป็นโรคเบาหวานชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกช่วงตลอดการตั้งครรภ์ โดยคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะตรวจพบในช่วง 24-28 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ เนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เพราะร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ และสามารถส่งผลต่อแม่และทารก👶ในครรภ์ได้อาการเมื่อเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์คุณแม่ที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์มักจะต้องไปตรวจน้ำตาลถึงจะทราบว่าเป็นเบาหวาน เพราะส่วนใหญ่อาการจะแสดงออกมาไม่แน่ชัด แต่ในบางรายก็จะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย🚽 หรืออาจหิวน้ำบ่อย เบาหวานขณะตั้งครรภ์ อันตรายแค่ไหน?เบาหวานส่งผลกระทบทั้งแม่และเด็กได้ภาวะเบาหวานหากเป็นแล้วสามารถส่งผลกระทบต่อแม่และเด็กในครรภ์ได้ ทำให้มีโอกาสครรภ์เป็นพิษในระหว่างที่ตั้งครรภ์ หรืออาจต้องทำการผ่าคลอด🏥เนื่องจากเด็กจะมีขนาดตัวใหญ่กว่าเด็กทั่วไป หลังคลอดก็มีโอกาสเป็นเบาหวานได้อีกหลังจากคลอดคุณแม่ก็มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้อีก รวมถึงหลังคลอดทารกก็มีโอกาสเป็นเบาหวานในอนาคตได้ รวมถึงอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจได้ น้ำหนักตัวจะน้อย และมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำทันทีที่คลอด และหากร้ายแรงก็อาจเสียชีวิตขณะอยู่ในครรภ์ได้ค่ะ😢 ปัจจัยเสี่ยงเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ปัจจัยเสี่ยงสามารถเกิดได้จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ดังนี้✨ญาติเคยมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน✨คุณแม่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน ✨คุณแม่มีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับสูง✨ทารกในครรภ์มีน้ำหนักมากกว่า 4 กิโลกรัม✨ก่อนตั้งครรภ์คุณแม่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ ✨เคยมีประวัติแท้งบุตรมาก่อน✨คุณแม่เป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ วิธีรับมือภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรดูแลอะไรบ้าง?เมื่อพบว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ให้คุณแม่พยายามออกกำลังกายเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้อินซูลินในร่างกายทำงานพยายามแบ่งทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ🍲 มากกว่าการทานมื้อใหญ่ทีเดียว และที่สำคัญไม่ควรงดอาหารไปเลย เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ปกติ และไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างนานเกิน 3-4 ชั่วโมงควรทานอาการเช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอนพยายามทานผลไม้และผัก🥗ให้มากขึ้น แต่ควรเลี่ยงน้ำผลไม้ หรือ ผลไม้ที่ผสมน้ำเชื่อมหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หลีกเลี่ยงการมันจากสัตว์ หนังสัตว์ อาหารไขมันสูงอย่างไส้กรอก เบคอนเป็นต้น พยายามทานอาหารที่มีคาโบไฮเดรตอย่าง ข้าวกล้อง ธัญพืช🌾 มูสลี และใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันสัตว์ในการทำอาหารหากคุณแม่ใส่ใจสุขภาพและคอยระวังเรื่องการกิน ก็จะมีส่วนช่วยให้ลูกได้คลอดออกมาอย่างปลอดภัยได้แล้วล่ะค่ะ อย่าลืมพักผ่อนนอนหลับ และไม่เครียดมากจนเกินไปนะคะ 

Content Image

คุณแม่ตั้งครรภ์ติดเค็ม อันตรายไหม?

ในระหว่างการตั้งครรภ์นั้น แน่นอนว่าคุณแม่จะต้องพยายามดูแลรักษาสุขภาพ ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งบางคนก็จะต้องปรับเปลี่ยนอาหารที่เคยทานกันสักหน่อย โดยการทานอะไรที่มีรสชาติเกินไป เช่น หวานเกินไปก็จะทำให้เกิดโรคได้ แล้วหากกินเค็มหล่ะ จะส่งต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์มากน้อยแค่ไหน เราไปพบคำตอบกันค่ะ ตั้งครรภ์อยู่กินเค็มได้หรือไม่?เกลือก็มีประโยชน์นะจริงๆแล้วระหว่างการตั้งครรภ์คุณแม่สามารถทานเค็มได้ แต่การรับประทานมากจนเกินไปก็สามารถทำให้เกิดโรคได้ ซึ่งความจริงแล้วเกลือ🧂นั้นก็มีประโยชน์และมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท รวมถึงระบบหลอดเลือดและหัวใจ อย่างไรก็ตามการทานอาหารที่มีรสเค็มมากจนเกินไปจะทำให้มีปริมาณโซเดียมในร่างกายสูงและส่งผลให้เกิดโรคต่างๆได้ อย่างความดันโลหิตสูง รวมถึงอาจส่งผลให้เกิดโรคร้ายอื่นๆได้อย่าง เสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดสมอง🧠 หลอดเลือดหัวใจ และอาจทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานเค็มได้แค่ไหนสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า โดยปกติแล้วผู้หญิงอายุระหว่าง 19-30 ปีนั้น ร่างกายจะต้องการโซเดียมประมาณ 400-1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนผู้หญิงอายุระหว่าง 31-70 ปีนั้น จะต้องการโซเดียมประมาณ 350 -1,050 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหากอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ก็จะต้องการโซเดียมเพิ่มประมาณ 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน และหากกำลังให้นมบุตร ก็จะต้องการโซเดียมเพิ่มวันละ 125-350 มิลลิกรัมนั้นเองค่ะ🧂  ซึ่งหากสามารถรับประมาณได้ตามที่กำหนดก็จะมีความปลอดภัยต่อทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยค่ะ🤰ทำอย่างไรจึงจะเลี่ยงอาหารเค็มได้?ในการเลี่ยงอาหารรสจัดนั้น ไม่เพียงรสเค็มเท่านั้นที่จะต้องเลี่ยง เนื่องจากอาหารส่วนมากจะผ่านการปรุงให้มีรสจัดจึงทำให้คุณแม่มีโอกาสได้รับสารโซเดียมมากขึ้น ดังนั้นคุณแม่สามารถเลี่ยงอาหารเค็มได้ ดังนี้✨พยายามหลีกเลี่ยงน้ำจิ้ม เนื่องจากน้ำจิ้มต่างๆนั้นล้วนมีส่วนประกอบของโซเดียม✨ทานอาหารให้หลากหลายมากขึ้น เช่น การทานผักผลไม้สดต่างๆ ✨หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแปรรูป หรืออาหารสำเร็จรูป เนื่องจากอาหารเหล่านี้มักมีโซเดียมสูง✨อาจปรึกษานักโภชนาการได้ ✨สุดท้ายนี้ พยายามทำอาหารทานเองเพื่อที่สามารถควบคุมปริมาณของอาหารนั่นเองค่ะเป็นอย่างไรกันบ้างคะ หวังว่าคุณแม่จะได้เทคนิคในการทานโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากก็น้อยนะคะ 

Content Image

อาการตกขาวระหว่างการตั้งครรภ์

จริงๆแล้วการมีตกขาวนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของผู้หญิง เพราะบริเวณช่องคลอดและปากมดลูกนั้น จะมีการสร้างสารคัดหลั่งเพื่อหล่อเลี้ยงช่องคลอดอยู่ตลอดเวลา แต่ก็จะมีบางครั้งที่อาการตกขาวนั้นมีการเปลี่ยนสีและกลิ่น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณการบ่งบอกถึงอาการอักเสบได้ค่ะตกขาวระหว่างตั้งครรภ์🤰 ตกขาวตกขาวนั้นมีกลิ่นคล้ายกับน้ำนม ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะมีระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะในระหว่างการตั้งครรภ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะถูกขับออกมา และเมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มขึ้น ร่างกายก็จะส่งสัญญาณให้ช่องคลอดสร้างการหลั่งมากขึ้นนั่นเองค่ะ🤰🤰 อาการตกขาวปกติในช่วงที่ยังไม่ตั้งครรภ์ คุณแม่อาจสังเกตได้ว่าลักษณะและปริมาณของตกขาวนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบประจำเดือน โดยในช่วงตกไข่นั้น ตกขาวจะเป็นสีมูกใสและมีปริมาณมากขึ้นกว่าในช่วงอื่น ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเองค่ะ 😃 ตกขาวนั้นมีเนื้อสัมผัสที่บางจนถึงหนาหรือคล้ายเมือก และมักไม่มีกลิ่นหรือมีกลิ่นอ่อนๆ และเมื่อถึงคลอดก็จะหลั่งออกมามากขึ้นค่ะ 👶เมื่อตกขาวกลายเป็นปัญหา🤰 เปลี่ยนสีถ้าตกขาวกลายเป็นสีเขียว มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ มีอาการเจ็บปวด😞หรือมีอาการคันผิดปกติ นั่นแปลว่าคุณแม่อาจมีการติดเชื้อหรืออาจปัญหาอื่น ๆ ดังนั้นให้คุณแม่ไปพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมนะคะ🤰 การอักเสบติดเชื้อจากเชื้อราเป็นการอักเสบติดเชื้อของช่องคลอดและปากมดลูกที่พบได้บ่อย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของช่องคลอดระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อราและทำให้ติดเชื้อ🦠ได้ง่ายขึ้น ตกขาวมันจะมีปริมาณมาก เป็นสีขาวหรือเป็นก้อนเล็กๆ สีขาว และคุณแม่มักมีอาการคันบริเวณช่องคลอดหรือบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกร่วมด้วย🤰 การอักเสบติดเชื้อพยาธิในช่องคลอดหากมีการอักเสบติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด คุณแม่จะมีอาการคันอย่างมากบริเวณช่องคลอดและอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก บางคนก็อาจเกาจนเป็นแผลถลอกได้ค่ะ😟  🤰 การอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรีย เมื่อมีการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรีย คุณแม่ก็มักมีตกขาวออกมามาก อาจมีสีเหลืองหรือเทาๆ ข้น เหนียว และอาจมีกลิ่นเหม็นผิดปกติร่วมด้วย บางท่านอาจมีอาการแสบร้อนหรือคันบริเวณช่องคลอด ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันทีนะคะ👩‍⚕️การรักษาและการดูแล🤰 การรักษายุ่งยากไหม?การรักษาอาการตกขาวนั้นมักจะหายขาดและไม่ได้มีความยุ่งยากมาก โดยแพทย์อาจสั่งยาทาน💊หรือยาเหน็บให้ ซึ่งอาการตกขาวจะมีโอกาสเป็นซ้ำได้ค่ะ คุณแม่คนไหนที่กำลังกังวลว่าแล้วตกขาวจะมีผลต่อลูกในครรภ์หรือไม่ ก็ไม่ต้องเป็นกังวลค่ะ เพราะการอักเสบติดเชื้อเกิดเพียงเฉพาะที่เท่านั้นค่ะ🤰 ต้องดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง?แนะนำให้คุณแม่ดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ต้องใช้น้ำยาพิเศษ🧴อะไรเพื่อล้างช่องคลอด ให้ล้างด้วยน้ำธรรมดาก็เพียงพอค่ะ นอกจากนั้นควรรักษาให้จุดซ่อนเร้นไม่อับชื้น เลือกชุดชั้นในที่สบายๆ ไม่รัดจนเกินไปค่ะ 

Content Image

รูปแบบการอัลตร้าซาวด์ต่างๆ

การตั้งครรภ์ในสมัยก่อนนั้น คุณพ่อคุณแม่จะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าลูกในครรภ์มีความสมบูรณ์เพียงใด แต่ด้วยวิทยาการทางแพทย์👩‍⚕️ที่ก้าวไกลทำให้เราสามารถใช้อัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจเช็คลูกน้อยในครรภ์ได้เครื่องอัลตร้าซาวด์เครื่องอัลตร้าซาวด์ คืออะไร?เครื่องอัลตร้าซาวด์เป็นเครื่องที่นำระบบคลื่นเสียงความถี่สูง ปัจจุบันนำมาตรวจสอบอายุครรภ์🤰 และความแข็งแรงของลูกน้อย นอกจากจะดูผ่านอัลตร้าซาวด์ได้ว่าลูกน้อยมีความผิดปกติหรือไม่ร่างกายสมบูรณ์ครบ 32 หรือไม่แล้ว❓ เรายังทราบล่วงหน้าได้ด้วยว่าลูกนั้นเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย โดยหากพบว่าทารกมีความผิดปกติ แพทย์จะสามารถวินิจฉัยให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ ทำให้สามารถลดอัตราการคลอดเด็ก👶ออกมาผิดปกติได้นั่นเองค่ะรูปแบบของการอัลตร้าซาวด์การอัลตร้าซาวด์ 2 มิติ (2D)การอัลตร้าซาวด์สองมิตินั้นจะเห็นเป็นภาพตัดขวางของวัตถุ ดังนั้นอาจจะเห็นเป็นเพียงเงาดำ และจะดูไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงจำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในการช่วยดูวิเคราะห์👩‍⚕️การอัลตร้าซาวด์ 3 มิติ(3D)จะเป็นการเพิ่มความลึกขึ้นมาจากการอัลตร้าซาวด์ 2 มิติ มีการประมวลผลที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้เห็นภาพเหมือนของจริง ทำเราสามารถมองภาพและเข้าใจมากกว่าแบบ 2 มิติ✔️การอัลตร้าซาวด์ 4 มิติ(4D)การอัลตร้าซาวด์แบบ 4 มิติจะเป็นการแสดงผลเรียงกันของการเก็บภาพ 3 มิติในแต่ละภาพ เป็นการประมวลผลที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถเห็นภาพเคลื่อนไหว🕺🏽ของทารกในครรภ์ได้และเห็นทารกกำลังทำอริยาบถต่างๆได้ในขณะที่ตรวจยิ่งอัลตร้าซาวด์หลายมิติก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โดยการจะเลือกใช้การอัลตร้าซาวด์ด้วยวิธีใดนั้นส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ สุขภาพของคุณแม่🤰 และความสามารถในการรับค่าใช้จ่าย โดยหากท่านใดเลือกที่จะไม่อัลตร้าซาวด์เลย ก็จะไม่สามารถทราบได้ว่าสุขภาพของลูก👶ในครรภ์เป็นอย่างไร และมีความเสี่ยงในอนาคตได้นะคะ 

Content Image

เป็นไข้ขณะตั้งครรภ์อันตรายกว่าที่คิด!

ทราบหรือไม่คะว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เสี่ยงทำให้ลูกน้อยในครรภ์เป็นออทิสติกได้ ซึ่งคุณแม่จะสามารถรับมือกับอาการเป็นไข้ได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ งานวิจัยพบคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นไข้เสี่ยงลูกเป็นออทิสติกโดยเรื่องนี้มีการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University Mailman School of Public Health)🏫 ซึ่งได้ทำงานวิจัยในปี 1999 ถึง 2009 กับเด็กเกือบ 96,000 คนในประเทศนอร์เวย์ โดยการรายงานพบว่าแม่ที่เป็นไข้ในช่วง 4 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ มีความเชื่อมโยงไปถึงลูกที่เป็นออทิสติกHornig ยังเผยมีรายงานว่าคุณแม่ที่เป็นไข้🌡️ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ในไตรมาสแรก ลูกเกิดมาเป็นออทิสติก โดยยังบอกอีกว่าคุณแม่ควรจะต้องระวังตัวในช่วงไตรมาสที่ 2 มากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ลูกน้อย👶มีโอกาสติดออทิสติกได้เพิ่มขึ้นถึง 40% หากคุณแม่เป็นไข้ และในไตรมาสที่ 3 จะมีความเชื่อมโยง 15%สาเหตุและวิธีการรับมือเมื่อเป็นไข้ระหว่างตั้งครรภ์สาเหตุที่ทำให้คุณแม่เป็นไข้✨ความจริงแล้วมีหลายปัจจัยมากที่สามารถทำให้คุณแม่เป็นไข้ได้ อย่าง✨สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน✨ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ✨ติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร✨ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้นวิธีการรับมือเมื่อเป็นไข้ระหว่างตั้งครรภ์✨ใช้ผ้าเย็นวางไว้บริเวณหน้าผากเพื่อเป็นการบรรเทาอาการ ✨ให้หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดจำพวกยาเอ็นเสด (NSAIDs ) หรือยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen)✨ไม่ควรทานยาเอง ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทุกครั้ง✨อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท✨ไม่อั้นปัสสาวะ✨กินอาหารสุกอยู่เสมอ ✨คอยดื่มน้ำเยอะ ๆ เมื่อไหร่ที่คุณแม่ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์หากคุณแม่มีไข้ไม่ลดภายใน 24 – 36 ชั่วโมง หรือหากมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้พะอืดพะอม รวมถึงหากมีผื่นขึ้นตามร่างกาย ควรพบแพทย์👩‍⚕️โดยด่วนเพราะอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคต่างๆ เช่น อาหารเป็นพิษ ลำไส้อักเสบเรื้อรัง อีสุกอีใส ซิฟิลิส หรือ โรคเอดส์ การที่คุณแม่เป็นไข้🌡️ ไม่สบายนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยหากคุณแม่เป็นไข้นอนติดต่อกันหลายวันก็ควรจะไปพบคุณหมอเพื่อทำการวินิจฉัยและรับการรักษาโดยเร็วที่สุดค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.