Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

เรามารู้จักอาการแพ้ท้องกันเถอะ!

คุณแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยมีชื่อเรียกกันว่า Morning Sickness🤮เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการในตอนเช้านั่นเอง แต่บางคนก็อาจมีอาการในช่วงเวลาอื่น และบางคนก็อาจไม่มีอาการแพ้ท้องก็เป็นได้ค่ะ โดยในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่าอาการแพ้ท้องนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร รวมถึงวิธีการรับมือกับอาหารแพ้ท้องเหล่านี้ได้อย่างไรกันบ้างค่ะ  อาการแพ้ท้องช่วงตั้งครรภ์🤰 หิวบ่อยเมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องทานอาหารบ่อยครั้งกว่าเดิม🍚 เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากคุณแม่รับประทานอาหารได้ไม่บ่อยเท่าที่ร่างกายต้องการก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจึงทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้นั่นเองค่ะ🤰 ระดับฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก ฮอร์โมนอย่างเอสโตรเจนและ hCGจะเพิ่มสูงขึ้น📈กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ท้อง รวมไปถึงฮอร์โมนโปเจสเตอโรนก็จะเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน อาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ และอาเจียนหลังรับประทานอาหารนั่นเอง 😵‍💫🤰 ไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ศูนย์ในสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเป็นพิเศษ เมื่อได้รับกลิ่นและรสสัมผัสบางอย่าง ก็อาจรู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนได้ง่าย🤮🥴 ซึ่งการแพ้ท้องรุนแรงนั้นจะมีในครอบครัวฝ่ายหญิงที่มีประวัติอาการแพ้ท้องอาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ข้อดีของการแพ้ท้องหลาย ๆคนอาจจะกำลังคิดว่า เอ๊ะ การแพ้ท้องนี่มันมีข้อดีด้วยหรอ😞 แต่ความจริงแล้วการแพ้ท้องเป็นการปกป้องเด็กทารกในครรภ์ได้นะคะ🤰 เพราะจะทำให้คุณแม่ทานได้เฉพาะอาการที่ปรุงง่าย และทำให้คุณแม่หิวบ่อย เป็นการลดความเสี่ยงต่อการเจอเชื้อโรคในอาหารแปลกปลอมนั่นเอง🙂อาการแพ้ท้องมักจะพบในการท้องลูกคนแรก👶หรือการท้องลูกแฝด 2 คนขึ้น🍼หรือพบได้ในช่วงการท้องระยะ 3 เดือนแรก และหากคุณแม่อ่อนเพลียจากการทำงานหนัก หรือเมารถเมาเรือง่ายอยู่แล้วก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ท้องได้เช่นกันคะวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้อง🤰 การเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารแปลก ๆ ที่มีกลิ่นแรง หรือ รสจัด หรืออาหารที่ทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยต่อคุณแม่และลูกน้อย อาจจะเลือกอาหารที่มีรสอ่อนและไม่ปรุงเยอะ🍚 สามารถเลือกทานอาหารที่เสิร์ฟเย็น เช่น โยเกิร์ต สลัด🥗 ผลไม้สด🍓🍋เป็นต้น การหลีกเลี่ยงอาหารอุ่นร้อนนั้นจะช่วยให้สามารถเลี่ยงกลิ่นที่ระเหยออกมาได้ ซึ่งกลิ่นนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้คลื่นไส้อาเจียนได้นั่นเอง🤰 เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหาร พยายามทานน้อยแต่บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารครั้งละมาก ๆ เพราะการทานอาหารเยอะเกินไปจะทำให้แน่นท้องเกินและอาจอยากอาเจียนได้ เลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว🍚 พาสต้า🍝 ขนมปัง🍞 อาจลองจิบเครื่องดื่มรสเปรี้ยวเมื่อรู้สึกอยากอาเจียน เช่น น้ำมะนาว หรือ น้ำผลไม้คั้นสด หรืออาจพกลูกอมรสเปรี้ยวไว้ในกระเป๋าไว้เผื่อได้นะคะ 🤰 หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้พยายามเลี่ยงน้ำหอมกลิ่นฉุน หรือ สเปรย์ปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้ถ่ายเทและพยายามอย่าให้ห้องอับชื้น✔️หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรผสมแอลกอฮอล์ แปรงฟัน🪥และลิ้นให้สะอาดเมื่อคุณแม่รู้สึกคลื่นไส้สุดท้ายนี้ควรแบ่งเวลาไปยืดเส้นยืดสายเดินสูดอากาศภายนอก🌞☁️จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ~ คุณแม่ทุกคนสู้ๆค่ะ!~💖

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 1

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วเครียดปัญหาเรื่องเงิน

ความเครียดต่างๆในช่วงที่ตั้งครรภ์สามารถส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์ได้ โดยก็มีคุณแม่หลายๆท่านที่เครียดเรื่องของเงินทองไม่อาจจะมีไม่พอที่จะสนับสนุนการเลี้ยงดูลูกน้อย ซึ่งหลายๆคนเมื่อทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ก็จะเริ่มคิดเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดูแลลูก และการซื้อของเพื่อมาเลี้ยงลูกความเครียดของคุณแม่สามารถส่งผลอะไรกับทารกในครรภ์ได้บ้างนะ?ผลกระทบต่อความเครียดในช่วง 9 เดือนที่คุณแม่ตั้งครรภ์🤰 คุณแม่อาจพบว่าตนเองมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง ฮอร์โมน และความกังวลต่างๆ รวมถึงบางคนก็มีเรื่องของเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อคุณแม่มีความเครียดก็จะส่งผลให้ลูกมีการเติบโตที่ล่าช้า😔 หรือมีโอกาสให้เกิดการแท้ง หรือ มีการติดเชื้อในครรภ์ได้สูงขึ้น เพราะเมื่อเครียดร่างกายจะหลี่งฮอร์โมนและสารเคมีแห่งความเครียดออกมา ทำให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงทารกน้อยลง เนื่องจากเกิดการหดตัวของเส้นเลือดที่ไปยังรกและมดลูกนั่นเองค่ะผลการรายงานพบว่าหากคุณแม่มีความเครียดระหว่างที่ตั้งครรภ์ เมื่อคลอดทารกออกมา จะส่งผลให้ลูกมีอารมณ์ซึมเศร้า และจะส่งผลให้ลูกมีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆในระยะยาวเช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ🫀 โดยลูกจะมีความไวต่อการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายอีกด้วยค่ะ ปัญหาการเงิน มีทางออกไหม?ค่าใช้จ่ายของการตั้งครรภ์และการดูแลบุตรระหว่างการตั้งครรภ์นั้น คุณแม่หลายๆท่านก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างเยอะ เช่น ค่าการฝากครรภ์ ค่ายาบำรุง ค่าหมอ👨‍⚕️ ซึ่งเมื่อคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาก็จะมีเรื่องของการเลี้ยงดูและค่าส่งไปโรงเรียน ดังนั้นก็ไม่แปลกเลยที่คุณแม่จะเกิดการคิดมาก และ ความเครียด ระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องมีความช่วยเหลือจากหน่วยงานหลายๆหน่วยงานมาช่วยลดค่าใช้จ่าย💸ของการตั้งครรภ์ และการเลี้ยงดูบุตรเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีผลกระทบความเครียดจากเรื่องของการเงินอย่างไรก็ตามทั้งนี้ทั้งนั้นการที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์มีความเครียด จะส่งผลกระทบกับสมอง🧠ของลูกน้อยโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของการเรียนรู้และในส่วนของอารมณ์ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นออทิสติกได้มากกว่าเด็กทั่วไป ดังนั้นพยายามอย่าไปเครียดนะคะ มาลดความเครียดกันเถอะ!✨ลองตรวจสอบประกันต่างและสิทธิประโยชน์ที่สามารถได้รับจากหน่วยงานต่างๆ อาจจะมีสิทธิที่คุณแม่สามารถใช้ได้โดยที่ไม่ทราบมาก่อนก็ได้ค่ะ เช่น อาจให้ฝากครรภ์🤰ฟรี หรือมีส่วนลดในการฝากครรภ์ เป็นต้น✨ลองจัดทำรายรับรายจ่าย เพื่อให้จัดการเงินเข้าเงิน💸 ออกได้ง่ายขึ้น หรือสามารถใช้เงินในส่วนไหนมาสำรองจ่ายก่อนได้หรือไม่✨พบเจอครอบครัว เพื่อนๆ หรือคุณแม่ท่านอื่นที่กำลังตั้งครรภ์เหมือนกัน บางครั้งก็ได้พูดคุยระบายความในใจอาจจะช่วยลดความเครียดได้นะคะ 

Content Image

ท้องแล้วทานกาแฟได้ไหม? อันตรายต่อแม่และทารกในครรภ์หรือไม่?

คุณแม่หลายๆท่านก็เป็นคอกาแฟและก่อนตั้งครรภ์ก็เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ต้องทานทุกเช้า แต่กาแฟเหล่านี้คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานได้หรือไหม่และจะมีผลเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันค่ะ คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานกาแฟได้หรือไม่? แม้ในทางการแพทย์นั้นจะยังไม่มีการรายงานว่าการดื่มกาแฟ☕เป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ แต่การดื่มกาแฟของคุณแม่นั้นควรจะมีการจำกัดปริมาณในการทานต่อวันอยู่ที่ 300 มิลลกรัม เพราะการทานมากกว่านี้จะทำให้สารคาเฟอีนที่อยู่ในการกาแฟผ่านเข้าสู่สายรกไปสู่ทารก และส่งผลให้ทารกเจริญเติบโตช้า ทารกน้ำหนักตัวน้อย หรือ เสี่ยงต่อการแท้งและการคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ🤰คาเฟอีนส่งผลอย่างไรต่อลูกน้อยในครรภ์คาเฟอีนนั้น...มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ🚽 และ แคลเซียมออกจากร่างกาย ซึ่งแคลเซียมก็เป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการทางร่างกายและสร้างเซลล์ต่างๆของทารกในครรภ์ ซึ่งหากขาดไปแล้วอาจทำให้ขาดแคลนแคลเซียมและอาจทำให้คุณแม่มีน้ำคร่ำน้อยกว่าปกติได้นอกจากนั้นกาแฟ...อาจทำให้หัวใจ🫀ของทารกเต้นเร็วกว่าปกติ มีอาการหายใจเร็ว และอาจมีภาวะของโรคเบาหวานในภายหลังได้งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าหากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ดื่มกาแฟ☕ ปริมาณมากเกินไป คาเฟอีนจะส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและระบบหัวใจของทารกในครรภ์อีกด้วยคาเฟอีนส่งผลอย่างไรต่อคุณแม่ตั้งครรภ์?ผลเสียให้นอนหลับไม่เพียงพอนอกจากส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์แล้วก็ยังมีผลเสียต่อคุณแม่ด้วย โดยกาแฟจะออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง🧠 ส่งผลให้คุณแม่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ และส่งผลเสียต่อสุขภาพตามมาส่งผลต่อน้ำหนักแบบไม่รู้ตัวคาเฟอีนยังส่งผลให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เบื่ออาหาร รวมถึงหากทานใดชื่นชอบการเติมครีมและน้ำตาลในกาแฟ☕ ก็จะส่งผลต่อน้ำหนักอีกด้วยขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็กนอกจากนั้นคาเฟอีนยังมีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแร่ธาตุที่มีความจำเป็นสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ค่ะ🤰ทราบอย่างนี้แล้วคุณแม่ก็ควรจะจำกัดปริมาณกาแฟที่รับประทานในแต่ละวันไม่ให้มากจนเกินไป เพื่อป้องกันผลเสียต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ💕

Content Image

ความสำคัญของธาตุเหล็กกับคุณแม่ตั้งครรภ์

       ค่อนข้างเชื่อว่าธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยผ่านหูผ่านตา หรือรู้จักกับธาตุเหล็กมาบ้าง แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะ ว่าธาตุเหล็กเองสำคัญกับคุณแม่ที่วางแผนจะตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์อยู่มากกว่าที่คิด บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับธาตุเหล็กให้ดีขึ้นกันค่ะธาตุเหล็กสำคัญต่อคุณแม่อย่างไรหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของธาตุเหล็ก คือเป็นองค์ประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีใช่ไหมคะ ว่าเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ขนส่งแก๊สออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ🔬 ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของร่างกายพวกเราทุกคน ในขณะเดียวกันก็ขนส่งของเสียออกมาจากเซลล์เหล่านั้นเพื่อนำไปผ่านขั้นตอนการจัดการอย่างเหมาะสมอีกด้วย สำหรับร่างกายของคุณแม่ที่กำลังครรภ์ แม้ว่าคุณแม่จะไม่ต้องเสียเลือด🩸จากการมีประจำเดือนเหมือนแต่ก่อน แต่ร่างกายของคุณแม่จะมีการผลิตเลือดเพิ่มขึ้นได้กว่าครึ่ง เนื่องจากมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์ที่ต้องการออกซิเจนและสารอาหารเช่นเดียวกันค่ะหากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จะเกิดอะไรขึ้นโดยปกติแล้ว สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อย ควรได้รับธาตุเหล็กไม่ต่ำไปกว่า 27 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะเลือดจาง🩸 อาจต้องการธาตุเหล็กสูงถึง 40-60 มิลลิกรัมต่อวัน (กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาปริมาณที่ควรได้รับที่แน่นอนค่ะ) หากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ก็จะทำให้คุณแม่มีภาวะเลือดจาง ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งตัวทารกและคุณแม่เองโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ หรืออาจะทำให้ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตหลังคลอด🤰ได้ค่ะแนะนำอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กในส่วนของอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แนะนำเป็นเนื้อปลาซาดีนสดที่นำมาผ่านการปรุงสุก หรือกระป๋อง🥫ก็ได้ค่ะ คุณแม่ยังสามารถรับประทานเนื้อวัวและเนื้อไก่ได้ อีกทั้งไข่ไก่ก็มีธาตุเหล็กสูงเช่นเดียวกันค่ะในส่วนของอาหารจำพวกพืชแนะนำเป็นผักใบเขียวอย่างผักโขม และธัญพืชประเภทถั่วแดง นอกจากนี้เต้าหู้ และซีเรียลก็เป็นอาหารที่มีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงเช่นเดียวกันค่ะ🍽️    มาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านคงได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของธาตุเหล็ก ต่อคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยกันแล้วใช่ไหมคะ จะเห็นได้ว่าการรับประทานอาหารต่างๆที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กนั้นสำคัญมาก อีกทั้งอาหารเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเมนูอาหารที่ไม่ได้หายากเลย เชื่อว่าคุณแม่สามารถหารับประทานได้แน่นอนค่ะ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อเจ้าตั้วน้อยในครรภ์และร่างกายเราเองค่ะ

Content Image

คนท้องมีอาการปวดท้อง กินยาแก้ปวดได้ไหม

     คุณแม่ตั้งครรภ์อยู่บางท่านอาจจะมีอาการปวดท้องอยู่เรื่อยๆ และมีข้อสงสัยว่าระหว่างตั้งครรภ์นั้นตัวคุณแม่เองสามารถทานยา💊ชนิดไหนได้บ้าง และยาชนิดไหนไม่ควรทานหากตัวเองรู้สึกปวดท้อง วันนี้ทางบทความได้รวบรวมเกี่ยวกับยาชนิดไหนที่ปลอดภัย และยาชนิดไหนที่ไม่ปลอดภัยต่อคุณแม่ตั้งครรภ์มาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️คุณแม่ท้องสามารถซื้อยาแก้ปวดกินเองได้ไหม👉คำตอบคือ ไม่ควรค่ะ ทุกๆครั้งก่อนทานยาอะไรก็ตามคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์👨‍⚕️ก่อนทุกครั้ง ไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาที่มีไขตามร้านขายยา หรือเป็นยาเฉพาะ  คุณแม่ควรแจ้งแพทย์ให้รับรู้เพื่อรับคำแนะนำว่าสามารถรับประทานยาชนิดนั้นได้จริงๆไหม และยาชนิดนั้นจะส่งอันตรายต่อทารกในครรภ์👶หรือเปล่าชนิดของยาที่คุณแม่ซื้อกินเองได้🟢ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะเช่น omeprazole และ ranitidine🟢ยาลดกรดในกระเพาะเช่น อีโน, อลัม มิลค์, แอนตาซิล🟢ยาระบายเช่น มะขามแขก และขมิ้นชัน🫚🟢ยาหอมเช่น ยาดมสมุนไพร🟢เกลือแร่เช่น ORSชนิดของยาที่คุณแม่ห้ามกิน🔴ยาธาตุน้ำแดง คุณแม่ตั้งครรภ์ห้ามทานยาธาตุน้ำแดงเป็นเด็ดขาด🙅‍♀️ เพราะในยาธาตุน้ำแดงนั้นมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบหลัก อาจส่งผลอันตรายต่อครรภ์ของคุณแม่ค่ะชนิดของยาที่คควรปรึกษาแพทย์ก่อนกิน🟡ยากลุ่ม NSAIDsเป็นยา💊ต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs) เช่น แอสไพริน, ibuprofen, naproxen  คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs ในช่วงการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 20 เป็นต้นไป เพราะยาเหล่านี้อาจส่งผลให้คุณแม่มีน้ำคร่ำต่ำ และยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆต่อทารกในครรภ์👶🟡อะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen)เป็นศาลออกฤทธิ์ใน ยาไทลินอล (Tylenol) เป็นตัวยาที่ถือว่าปลอดภัยต่อคุณแม่ตั้งครรภ์✅ ใช้สำหรับรักษาอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดเมื่อย และอาการเจ็บคอเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามมีการวิจัยพบว่าหากคุณแม่ใช้ยาชนิดนี้ก่อนคลอด อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคสมาธิสั้น (ADHD) ในเด็กได้ค่ะ🟡ยาธาตุน้ำขาวยาธาตุน้ำขาว เช่น ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อโรค🦠ในกระเพาะ และช่วยรักษาอาการอักเสบของลำไส้ อาการปวดท้อง แน่นท้อง และช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร แต่ยานี้ไม่ได้ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร แถมในตัวยายังประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย โป๊ยกั๊ก และเมนทอล แล้วมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ทำให้คุณแม่ควรเลี่ยงการใช้ยาประเภทนี้ในช่วงท้อง🤰ไปก่อนค่ะ🟡ยาช่วยให้หยุดถ่ายยา💊 loperamide หรือ immodium จริงๆนั้นเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็ไม่แนะนำให้คุณแม่ซื้อยาชนิดนี้ทานเองค่ะ🟡ยาสวนยาสวนนั้นไม่ได้อันตรายต่อทารก👶 แต่ตัวยาจะไปกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บคันได้ แนะนำให้คุณแม่ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ หรือสามารถปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาประเภทนี้ค่ะ     สรุปได้ว่า ก่อนที่คุณแม่จะทำการทานยา💊ทุกชนิดนั้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ ไม่ควรซื้อยามาทานเอง  เพราะในขณะตั้งครรภ์นั้นคุณแม่ควรตระหนักถึงความปลอดภัยของทารกภายครรภ์ ซึ่งการใช้ยาผิดประเภทหรือใช้ยาที่เป็นอันตรายต่อครรภ์โดยความไม่รู้นั้นสามารถส่งผลต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ อาจทำให้ทารกพิการ👩‍🦽ได้ค่ะ 

Content Image

วิธีเลือกที่ฝากครรภ์

     ประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณผู้หญิงที่กำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคตอันใกล้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการฝากครรภ์🤰 เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องทำเพื่อความปลอดภัยของทารกในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่พึ่งตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก การฝากครรภ์จึงอาจเป็นเรื่องที่น่ากังวลเพราะอาจเริ่มต้นหาสถานที่ฝากครรภ์ได้ไม่ถูกต้อง วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาดูว่ามีเรื่องใดที่ต้องพิจารณาบ้าง แต่ก่อนอื่น เรามาเริ่มต้นจากความสำคัญของการฝากครรภ์กันก่อนค่ะ ว่าเหตุใดการฝากครรภ์ถึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาดความสำคัญของการฝากครรภ์เป็นการตรวจสุขภาพร่างกายของคุณแม่ไปในตัว🩺 ว่าในระหว่างที่ตั้งครรภ์มีประเด็นทางสุขภาพใดที่น่าเป็นห่วงหรือไม่ ถ้าหากมีจะสามารถแก้ไขได้อย่างไรบ้างให้กระทบเจ้าตัวน้อยในครรภ์น้อยที่สุด หากยังไม่มีภาวะทางสุขภาพที่น่าเป็นห่วงอะไร แพทย์เจ้าของครรภ์ก็ยังสามารถแนะนำแนวทางการปฏิบัติตัวของคุณแม่ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ได้เป็นการตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์🚼 ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงโรคภัยไข้เจ็บหรือภาวะแทรกซ้อน แต่ยังหมายถึงการติดตามพัฒนากาารทางด้านร่างกายของทารกในครรภ์ว่าเป็นไปอย่างปกติหรือไม่ หากเกิดความไม่ปกติขึ้นแพทย์ก็จะสามารถหาสาเหตุได้อย่างทันท่วงที ส่งผลเสียต่อทารกน้อยที่สุด หรือหากเป็นโรคร้ายแรง จำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ แพทย์ก็จะสามารถช่วยยุติการตั้งครรภ์ได้ทันเวลา ไม่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตคุณแม่ช่วยสร้างความสบายใจแก่สมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👦 เพราะหลังฝากครรภ์ทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์จะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ     👉หลักเกณฑ์ในการฝากครรภ์เลือกโรงพยาบาลที่ใกล้บ้าน🏥 หรือโรงพยาบาลที่คุณแม่มีความคิดเห็นว่าสามารถเดินทางไปได้สะดวกและรวดเร็วที่สุด เมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือภาวะแทรกซ้อนจะได้ไปถึงโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงทีจะเป็นเรื่องที่ดียิ่งขึ้นหากคุณแม่เลือกฝากครรภ์ในโรงพยาบาลที่คุณแม่มีประวัติคนไข้มาก่อนแล้ว เพราะการที่แพทย์ทราบประวัติของคุณแม่มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นประวัติทางสุขภาพ📑 หรือประวัติเกี่ยวกับการรักษาและการใช้ยา จะทำให้แพทย์สามารถจัดการกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้รวดเร็วมากยิ่งข้ึนค่ะเลือกแพทย์ที่คุณแม่รู้สึกไว้ใจโดยสามารถได้จากความถนัดของแพทย์👨‍⚕️ ประวัติและประสบการณ์ในการทำงาน เอกสารที่ต้องใช้ในการฝากครรภ์      1️⃣บัตรประจำตัวประชาชนของคุณแม่และคุณพ่อของทารกในครรภ์                                                 2️⃣ประวัติทางสุขภาพของคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเจ็บป่วย ประวัติการแพ้ยา💊 ประวัติการรักษา ประวัติการคลอดบุตรในกรณีที่ไม่ใช่การตั้งครรภ์ครั้งแรก รวมถึงประวัติเกี่ยวกับโรคประจำตัวค่ะ         3️⃣ข้อมูลการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายของคุณแม่🩸   ✨ ขั้นตอนในการฝากครรภ์ตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจดูภาวะทางสุขภาพเบื้องต้นรวมถึงโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นของคุณแม่ค่ะชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเพื่อประเมินว่า ด้วยสรีระของคุณแม่แล้วเด็กควรมีขนาดตัวเท่าไหร่ เสี่ยงที่จะมีภาวะคลอดบุตรยากหรือไม่ค่ะตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะทางสุขภาพเบื้องต้นของคุณแม่👱‍♀️วัดค่าความดันโลหิตเพื่อประเมินว่าคุณแม่มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือไม่ทำการอัลตร้าซาวนด์เพื่อดูสรีระและท่าทางของทารกในครรภ์ว่าปกติหรือไม่ มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆหรือไม่     หลังฝากครรภ์แล้ว คุณแม่จะได้รับเอกสารที่เรียกว่าสมุดฝากครรภ์📝 ซึ่งเป็นสมุดที่แพทย์เจ้าของครรภ์บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจครรภ์แต่ละครั้ง นับเป็นสิ่งที่คุณแม่ควรดูแลรักษาให้ดี เพราะเป็นเอกสารที่จำเป็นต้องใช้และเป็นประโยชน์ต่อแพทย์เจ้าของครรภ์สำหรับการตรวจครรภ์ในครั้งถัดๆไปค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นคุณผู้หญิงที่มีแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคตอันใกล้ หรือเป็นใครก็ตามที่คนรอบตัวกำลังตั้งครรภ์ก็จะเห็นแล้วนะคะว่าการฝากครรภ์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย ดังนั้นหากมีสมาชิกในครอบครัวกำลังตั้งครรภ์ อย่าลืมไปฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลที่ตนเองไว้ใจกันนะคะ

Content Image

งานบ้านเหล่านี้แม่ตั้งครรภ์ไม่ควรทำ

     คงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมคะว่าช่วงตั้งครรภ์🤰นั้นเป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่จะอ่อนแอและไวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าภาวะปกติ แต่สำหรับคุณแม่ที่เป็นแม่บ้าน🏡 มีหน้าที่คอยดูแลบ้านนั้นก็ยังคงต้องทำงานบ้านต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงงานบ้านที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถทำได้ และงานบ้านที่ควรเลี่ยง งานอะไรจะอยู่ในกลุ่มไหนบ้างนั้น เราไปดูพร้อมกันได้เลยค่ะ💁‍♀️4 งานบ้านที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยง1️⃣งานบ้านกลุ่มที่ต้องใช้สารเคมี👉ตัวอย่างงานที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่กลุ่มที่ใช้สารเคมีรุนแรง🧪 ก่อความระคายเคืองต่อระบบผิวหนัง ระบบหายใจ😷และดวงตา👁️อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นงานล้างห้องน้ำที่ต้องใช้น้ำยาสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ จนไปถึงน้ำยากัดกร่อนท่อตัน หรืองานประเภทกำจัดแมลงและศัตรูพืชที่ต้องใช้สารกำจัดแมลงเข้ามาเกี่ยวข้อง👉ตัวอย่างงานที่สามารถทำได้ ได้แก่งานที่มีการใช้สารเคมีเช่นกัน แต่เป็นสารเคมีที่ไม่รุนแรง เราทุกคนต่างต้องใช้กันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายโดยตรง เช่น สบู่🧼 ยาสระผม ยาสีฟัน หรือการล้างจาน🍛หรือล้างเครื่องครัว ซึ่งใช้สารเคมีที่ใช้กับเครื่องมือการกินและการทำอาหาร ยกตัวอย่างเช่นน้ำยาล้างจาน งานประเภทซักผ้ารีดผ้า🧺ที่มีการใช้น้ำยาซักผ้า ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม จนไปถึงน้ำยารีดผ้าเรียบก็สามารถทำได้อย่างไม่น่ากังวลอะไร แต่หากคุณแม่มีประวัติแพ้สารเคมีเหล่านี้ รู้สึกระคายเคืองต่อผิวก็สามารถใส่เครื่องแต่งกายป้องกัน เช่น ถุงมือหรือผ้ากันเปื้อนได้ค่ะ และควรระวังในประเด็นของพื้นที่บริเวณที่ใช้ทำงาน หากอยู่ท่ามกลางพื้นที่เปียกก็ต้องระวังในแง่ของการลื่นล้มซึ่งก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อเด็กในครรภ์ได้ค่ะ2️⃣งานบ้านกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ👉งานในกลุ่มนี้ไม่สามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ตัวอย่างงานที่สามารถทำได้ได้เลยค่ะเพราะช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นไม่ควรต้องใช้แรงงานไปกับอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องออกท่าทางหนักๆ จนไปถึงงานแบกหามของหนัก🪵 เพราะช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นช่วงที่คุณแม่จะเหนื่อยและอ่อนเพลียง่าย😥มากกว่าปกติ เฉพาะการอุ้มครรภ์เฉยๆก็ทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยอยู่แล้ว หากต้องทำงานบ้านประเภทที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ สร้างความกระทบกระเทือนต่อคุณแม่มากๆ ก็จะส่งผลเสียต่อทั้งร่างกายของคุณแม่เองและร่างกายของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ3️⃣งานบ้านที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย👉จะเป็นงานกลุ่มที่ต้องทำงานกับความสูง🧗‍♀️ ยกตัวอย่างเช่นการที่คุณแม่ต้องขึ้นบันไดไปปัดกวาดเช็ดถูฝ้าเพดาน🧹 เปลี่ยนหลอดไฟ เช็ดกระจก🪞 เป็นงานที่หากคุณแม่พลาดก็จะตกจากที่สูง อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นการลื่นล้มจากความสูงระดับไหนก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความกระทบกระเทือนต่อเด็กในครรภ์อยู่แล้ว หากเป็นที่สูงก็จะเพิ่มความเสียหายขึ้นไปอีก จึงเป็นงานที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงกำลังตั้งครรภ์ไปก่อนค่ะ4️⃣งานที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ👉สิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ😷ได้นั้นมีหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาด ที่ไอระเหยของสารสามารถสร้างความระคายเคืองต่อจมูกคุณแม่ได้ตามที่เราได้กล่าวถึงไปก่อนหน้า จนไปถึงงานที่ต้องอยู่ท่ามกลางอากาศที่ไม่ดี😶‍🌫️ ไม่ว่าจะเป็นงานดูดฝุ่นหรืองานทำความสะอาดบริเวณที่อยู่ของสัตว์เลี้ยง ซึ่งต้องเสี่ยงกับทั้งฝุ่น ไร ขนสัตว์🐶 และเชื้อรา🦠ที่อาจก่อให้เกิดโรคได้ งานในกลุ่มนี้จึงเป็นอีกกลุ่มที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกันค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าข้อจำกัดทางด้านการทำงานบ้านของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นมีค่อนข้างหลากหลายมาก ดังนั้นหากคุณผู้อ่านเป็นสามี🤵‍♂️ของคุณภรรยาที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์ รวมไปถึงเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือมีคนใกล้ตัวที่กำลังตั้งครรภ์ ก็ควรช่วยเหลือในการทำงานเหล่านี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้คุณผู้หญิงที่กำลังเป็นคุณแม่🤰 และลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดให้มากที่สุดค่ะ

Content Image

แม่ท้องกินกัญชา อันตรายต่อลูกไหม?

     มีประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขว่ายกให้การใช้กัญชา🍃รวมถึงการสูบกัญชานั้นไม่ถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายยาเสพติด ผู้ที่ต้องการปลูกกัญชาสามารถปลูกได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐบาล ทำให้คุณแม่หลายๆท่าน อาจสงสัยว่าแล้วแม่ท้อง🤰สามารถกินกัญชาได้ไหม กินแล้วจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า วันนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันค่ะจริงๆแล้วแม่ท้องกินกัญชาได้ไหม🚨อันตรายของสารพิษในกัญชาคำตอบคือ ไม่แนะนำให้แม่ท้องใช้กัญชาในทุกกรณีค่ะ❎ เพราะสารเคมีในกัญชาที่มีชื่อว่า (Tetrahydrocannibol : THC) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ผู้เสพมีอาการเคลิบเคลิ้ม🤤 มึนเมา สารนี้จะส่งผ่านจากแม่ไปสู่ทารกได้ ทำให้เกิดอันตรายต่อพัฒนาการของทารก ผลกระทบของการการใช้กัญชา👉ผลกระทบต่อคุณแม่ตั้งครรภ์หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่ได้มีการใช้กัญชา อาจจะส่งผลให้คุณแม่มีอาการเวียนหัว😵‍💫 มีระดับออกซิเจนที่ลดลง คุณสามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมไปถึงกัญชายังส่งผลให้ปอด🫁ของคุณแม่ไม่แข็งแรงอีกด้วยค่ะ👉ระทบต่อทารกในครรภ์ทารกที่ได้รับกัญชาจากการกินกัญชาของคุณแม่นั้น จะเสี่ยงทำให้ทารกมีน้ำหนักน้อย มีพัฒนาการทางระบบประสาทที่ล่าช้า และอาจมีสมอง🧠ที่ไม่สมบูรณ์ เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูก รวมไปถึงเสี่ยงทำให้ทารกเข้าสู่ภาวะตายคลอด💀แม่ท้องใช้กัญชาระหว่างให้นมลูก🍼ไปยับยั้งการผลิตโปรแลคตินหากทารกที่คลอดออกมาได้รับความกัญชามือสอง ซึ่งในวันนั้นประกอบไปด้วยสารเคมีที่เป็น สามารถก่อให้เกิดมะเร็งหลายชนิดที่พบได้ในควันบุหรี่🚬 (THC) ป่านนี้จะส่งผ่านไปยังน้ำนมแม่ได้ ในขณะที่คุณแม่กำลังให้นมลูกน้อย🤱จากการทดลองในสัตว์พบว่ากัญชาสามารถยับยั้งการหลั่งน้ำนมและการผลิตโปรแลคติน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต่อมผลิตน้ำนมของแม่     ทราบอย่างนี้แล้ว คุณแม่ทุกท่านที่กำลังตั้งครรภ์หรือคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรอยู่ ควรหลีกเลี่ยงการใช้กัญชาทุกชนิด🙅‍♀️ เพราะการใช้กัญชานั้นอาจเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทารกหลังคลอด รวมไปถึงส่งผลเสียต่อตัวคุณแม่เองด้วย แต่ถ้าหากคุณแม่มีเหตุจำเป็นจริงๆที่จะต้องใช้กัญชาเพื่อการรักษาทางการแพทย์ ทางเราแนะนำให้คุณแม่ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยววชาญ👨‍⚕️เพื่อขอคำแนะนำในการใช้กัญชาทุกครั้งค่ะ

Content Image

มดลูกหรือท่อนำไข่มีถุงน้ำขนาดใหญ่ คืออะไร?

ถุงน้ำขนาดใหญ่ หรือ Adnexal masses คือ ถุงน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตรบริเวณรังไข่ หรือ ท่อนำไข่ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์ของมะเร็งรังไข่ มีระดับโปรตีนที่สูงขึ้นกว่าปกติ ( serum Ca – 125 ) ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์อาการและวิธีการตรวจของท่อนำไข่/มดลูกมีถุงน้ำขนาดใหญ่อาการส่วนใหญ่คุณแม่🤰จะมีอาการปวดท้องเป็นๆหายๆ คล้ายอาการเจ็บท้องคลอด แต่จะมีอาการปวดจี๊ดมากกว่า ซึ่งโรคนี้มักเกิดขึ้นบ่อยกับผู้หญิงที่หมดประจำเดือน โดยมารูปแบบเนื้องอกในมดลูก เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ ท้องนอกมดลูก แม้ว่าท่อนำไข่หรือมดลูกที่มีถุงน้ำขนาดใหญ่จะไม่เป็นอันตรายของร่างกายแต่คุณแม่ก็ควรตรวจ🏥เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงอย่างอื่นนะคะ วิธีการตรวจหาเพื่อตรวจหาถุงน้ำขนาดใหญ่ในท่อนำไข่หรือมดลูก แพทย์👩‍⚕️จะใช้วิธีอัลตราซาวด์ แต่หากตรวจไม่พบแพทย์อาจตัดสินใจใช้การตรวจแบบ CT scan (เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคเอกซเรย์คอมพิวเตอร์)วิธีการรักษาส่วนใหญ่แพทย์จะตัดสินใจรอคุณแม่ให้จนคลอดบุตรก่อน แล้วจึงทำการผ่าตัดถุงน้ำขนาดใหญ่และจะมีเพียงไม่กรณีเท่านั้นที่จะต้องทำการผ่าตัดระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งวิธีการผ่ามีดังนี้ ✨การผ่าตัดส่องกล้องทางนรีเวช : เป็นวิธีที่ใช้ในช่วงไตรมาสแรกและสอง และเป็นวิธีการผ่าตัดที่ปลอดภัย✨การผ่าเข้าไปในช่องท้อง : เพื่อเข้าไปผ่าตัดอวัยวะภายในช่องท้อง เป็นวิธีที่จะใช้ผ่าขณะที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ เพราะวิธีนี้ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนในมดลูกได้และเป็นอีกวิธีที่ปลอดภัยค่ะ หากไม่รักษาแล้วจะเป็นอันตรายไหม?หากคุณแม่ไม่ทำการรักษาจะมีระดับความอันตรายแตกต่างกันออกไปในแต่ละราย ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของถุงน้ำ ซึ่งหากเป็นถุงน้ำที่ทำงานตามรอบเดือนและมีการตกไข่ ถุงน้ำนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาก็จะสามารถสลายหายไปเองได้🧘แต่หากเป็นถึงน้ำที่มีความผิดปกติ อย่างมีช็อกโกแลตซีสต์ หายไม่รับการรักษาก็สามารถทำลายเนื้อรังไข่ และส่งผลให้หมดประจำเดือน🩸ก่อนวัยอันควรได้ หรือหากก้อนรังไข่มีขนาดใหญ่มากขึ้น อาจเสี่ยงต่อการแตกรั่วปริจึงต้องได้รับการรักษา แต่หากว่าก้อนมีขนาดเล็กที่เกิดจากความผิดปกติของการตกไข่ คุณแม่ก็สามารถทานยาคุม💊เพื่อให้ประจำเดือนมาปกติและไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัดดังนั้นหากคุณแม่เริ่มรู้สึกว่ามีความผิดปกติอะไรสิ่งที่ควรทำคือการปรึกษาคุณหมออย่างเร็วที่สุด เพราะอาการเล็กน้อยเหล่านั้นอาจส่งผลกระทบต่อคุณแม่และลูกน้อยได้ หากไม่พบอะไรก็เป็นเรื่องดีไป แต่ก็ควรตรวจเอาไว้ก่อนเพื่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ

Content Image

การตรวจเลือดหาความพิการแต่กำเนิด

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านล้วนต้องการให้เจ้าตัวน้อย👶ที่เกิดมาได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีพัฒนาการที่สมวัย แต่หากมีความบกพร่องเกิดขึ้นจริงๆ แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่แทบทุกท่านพร้อมที่จะแก้ปัญหาและหาทางรักษา แต่ความยากลำบากในการรับมือกับความผิดปกติของร่างกายหรือความพิการก็ไม่น้อยเลยเช่นเดียวกัน ในบางรายที่เตรียมตัวรับมือไม่ทันก็อาจทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาภาวะทางสุขภาพที่ผิดปกติหรือความพิการเหล่านั้นได้ จนอาจเลวร้ายถึงระดับเกิดความสูญเสีย💀 จะเป็นเรื่องดีกว่าไหมหากเราสามารถตรวจความพิการของทารกในครรภ์🤰ได้ตั้งแต่แรก เพื่อลดโอกาสสูญเสียในอนาคตให้ได้มากที่สุด วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาดูถึงการตรวจเลือดเพื่อหาความพิการตั้งแต่กำเนิดกันค่ะ💁‍♀️รู้จักการตรวจเลือดเพื่อหาความพิการเบื้องต้นปกติแล้วในการตรวจเลือดที่มีจุดประสงค์ในการหาความพิการของทารกในครรภ์ จะเป็นการตรวจเลือด🩸ของคุณแม่🤰 เนื่องจากการเก็บตัวอย่างใดๆก็ตามจากร่างกายของเด็กโดยตรงอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กเอง ด้วยความที่เด็กยังใช้ชีวิตอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ดังนั้นเลือดของคุณแม่จึงพอที่จะใช้ทำนายหรือวิเคราะห์สภาวะร่างกายของเด็กได้ค่ะ คุณแม่จะสามารถเข้ารับการตรวจได้เมื่อมีอายุครรภ์ประมาณ 9-16 สัปดาห์หรือเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3-4 เดือนนั่นเองค่ะจุดประสงค์ในการตรวจเลือดของคุณแม่✨เพื่อนำระดับสารเคมีในร่างกายคุณแม่ ยกตัวอย่างเช่น ความเข้มข้นของแร่ธาตุชนิดต่างๆ ระดับฮอร์โมนต่างๆ มาวิเคราะห์ถึงสุขภาพร่างกายของแม่และเด็กว่ามีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพทั่วไปหรือความบกพร่องของสารพันธุกรรม🧬ในร่างกาย✨เพื่อตรวจเซลล์ลูกในเลือดของคุณแม่ อย่างที่กล่าวไปว่าเจ้าตัวน้อยนั้นอาศัยในท้องของคุณแม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเซลล์ที่หลุดออกจากร่างกายของเด็ก ผสมอยู่ในกระแสเลือด🩸ของคุณแม่ค่ะการตรวจเลือดของคุณแม่บอกอะไรได้บ้างการตรวจทั้งสองวัตถุประสงค์ที่กล่าวไปก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือด🩸เพื่อวิเคราะห์ระดับสารเคมีในเลือด และการตรวจหาเซลล์ลูกในกระแสเลือดของคุณแม่ สามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติของโรคที่เกิดจากโครโมโซมที่ผิดปกติของเด็ก👶ได้ เนื่องจากเจ้าสิ่งที่เรียกว่าโครโมโซมเป็นแท่งที่มีลักษณะคล้ายปาท่องโก๋ แต่หน้าที่ของมันพิเศษกว่าปาท่องโก๋มาก เจ้าแท่งจำนวน 46 แท่งในร่างกายของมนุษย์ที่ปกติจะทำหน้าที่กำหนดลักษณะทุกๆอย่างเกี่ยวกับตัวเรา ดังนั้นหากมีแท่งใดแท่งหนึ่งขาดหาย จนไปถึงมีแท่งที่เกินมา เด็กที่เกิดมาจะเป็นเด็กที่มีความผิดปกติทางด้านร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง โรคที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องของสติปัญญาที่เรารู้จักกันดีอย่างดาวน์ซินโดรมเองก็เกิดจากความผิดปกติของแท่งโครโมโซมเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากเด็กมีโครโมโซมที่รูปร่างปกติจำนวน 46 แท่งครบถ้วน แพทย์👩‍⚕️ก็จะพออนุมานได้ว่าเด็กสุขภาพแข็งแรง💪ค่ะคุณแม่กลุ่มใดบ้างที่ควรตรวจเลือด👉คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตอนอายุค่อนข้างมาก👵หรือเลยวัยเจริญพันธุ์มาสักพักแล้ว ซึ่งก็คือคุณแม่ที่มีอายุประมาณ 35 ปีขึ้นไปนั่นเองค่ะ👉คุณแม่ที่มีครอบครัวมีประวัติว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม🧬 หรือมีประวัติความพิการตั้งแต่กำเนิดค่ะ👉คุณแม่ที่เคยมีครรภ์ก่อนๆที่มีความพิการมาก่อน👩‍🦽👉คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน🍰ชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันและสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ไม่ได้เกิดจากการใช้ชีวิตค่ะ👉คุณแม่ที่จำเป็นต้องรับยา💊หรือการรักษาด้วยวิธีต่างๆทางการแพทย์ระหว่างการตั้งครรภ์ ยกตัวอย่างเช่นการฉายรังสี☢️     อย่างไรก็ตาม แม้การตรวจเลือด🩸ของคุณแม่จะสามารถใช้ในการวิเคราะห์และทำนายสุขภาพเบื้องต้นของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ แต่การตรวจทุกวิธีก็ยังมีโอกาสที่จะให้ผลลวง (ผลตรวจไม่ตรงกับความเป็นจริง) ดังนั้นเพื่อความมั่นใจคุณแม่อาจเลือกใช้วิธีการอื่นๆในการตรวจความพิการของทารก👶ในครรภ์ควบคู่ไปด้วยกันได้ค่ะ

Content Image

ทำไมคนท้องถึงควรได้รับ DHA?

หลายๆคนเคยได้ยินเจ้าสารอาหาร DHA นี้ในโฆษณานมสำหรับเด็กกันมาบ้างใช่ไหมคะ? ซึ่งจริงๆแล้ว DHA นั้นก็มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และลูกน้อยในครรภ์อย่างมากเลยล่ะค่ะ ประโยชน์ของ DHA จะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลยค่ะ!ทำความรู้จักกับ DHADHA คืออะไร?DHA หรือ กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิกเป็นกรดไขมันที่อยู่ในกลุ่มของ omega3 ที่เด็ก รวมถึงทารกในครรภ์จะต้องใช้ในการพัฒนาสมอง DHA ยังมีส่วนช่วยให้หัวใจ🫀ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยในการมองเห็น ซึ่งร่างกายของคนเรานั้นไม่สามารถสร้าง DHA หรือสร้างได้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นเราจึงควรให้ร่างกายได้รับ DHA ที่เพียงพอจากการทานอาหารต่างๆ เช่น ปลา🐟 นม ไข่ น้ำมันปลาทำไม DHA ถึงสำคัญกับคุณแม่ตั้งครรภ์?DHA นั้นมีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง ดวงตา และ ผิวหนัง และยังช่วยในอีกหลายๆเรื่องต่อไปนี้โอกาสในการเป็นสมาธิสั้นและออทิสติกผลงานวิจัยพบว่า ทารก👶ที่มีระดับ DHA สูงตั้งแต่แรกเกินนั้น มีระบบทำงานของประสาทที่ดีกว่า และยังมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่า รวมถึงทารกที่มีระดับ DHA ต่ำกว่านั้นมีความเชื่อมต่อที่จะเป็น สมาธิสั้น หรือ ออทิสติกได้สูงอีกด้วย ชวยในการพัฒนาการของสมองมีงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่ทานอาหารเสริม DHA ระหว่างที่ตั้งครรภ์นั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเสริม DHA และยังพบว่าคุณแม่🤰ที่มีระดับ DHA สูงก่อนคลอดนั้น เมื่อลูกอายุครบ 1 ครบ ปรากฎว่าเด็กสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าเด็กคนอื่นๆที่คุณแม่ไม่ได้รับประทาน DHA เสริมข้อดีอื่นๆDHA ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพดวงตา👀 ทำให้ทารกเกิดมามีการมองเห็นที่ชัดกว่า และยังช่วงลดโอกาสในการคลอดก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1-2 ได้ แถมยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ🫀  และเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ด้วยนอกจากนั้น DHA ยังสามารถปรับสมดุลของอารมณ์และลดโอกาสในการเป็นโรคซึมเศร้าระหว่างตั้งครรภ์ได้ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด และความดันโลหิต🩸อีกด้วยค่ะอาหารที่มี DHA สูงงงงทานปลาคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานปลา🐟อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ DHA ที่เพียงพอ โดยในหนึ่งสัปดาห์คุณแม่สามารถรับประทานได้ 2-3 ครั้ง เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาเฮอริ่ง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าปลานั้นมีโปรตีน โอเมก้า 3 วิตามินดี ไขมันอิ่มตัว มีแคลอรีที่ต่ำ และมีสารอาหารที่ดีเยี่ยมกับทารก👶ที่กำลังพัฒนาด้วยค่ะสาหร่ายสำหรับคุณแม่ท่านใดที่ไม่ชอบทานปลา สาหร่าย🍙ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณแม่สามารถรับประทานได้ เพราะมี DHA สูงเทียบเท่ากับปลาได้เลยทีเดียวค่ะ ซึ่งความจริงแล้วปลาก็ได้รับ DHA มาจากสาหร่ายอีกทีนั่นเองไข่ไข่🥚นั้นมีสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ แถมยังมี omega 3 อีกด้วย ซึ่งก็มีส่วนประกอบ DHA อยู่นั่นเองค่ะ โดยเจ้า omega 3 เนี่ยจะอยู่ในไข่แดงนั่นเองอาหารเสริมน้ำมันปลาเพื่อให้มั่นใจว่าคุณแม่ได้รับ DHA ที่เพียงพอการทานอาหารเสริมน้ำมันปลา🐟ก็เป็นอีกทางเลือกที่สามารถทำได้ค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.