Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการหายใจไม่สะดวกในหญิงตั้งครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจกำลังรู้สึกหายใจไม่สะดวก😮‍💨 หายใจได้ไม่เต็มปอด หรืออาจรู้สึกลำบากเวลานอน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับสรีระของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ👶🤰 ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ และ วิธีการรับมือกับอาการหายใจไม่สะดวกกันค่ะ ทำไมถึงรู้สึกหายใจไม่สะดวก✨สาเหตุที่คนท้องหายใจได้ไม่สะดวกการเติบโตของทารกในครรภ์👶 การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากขึ้น หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการหายใจของคุณแม่ที่มีมาก่อนแล้วและถูกกระตุ้นเมื่อตั้งครรภ์🤰 โดยอาการหายใจไม่สะดวก😮‍💨 นี้มักพบในไตรมาสที่ 3 เพราะทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้มดลูกขยายตัวไปดันอวัยวะรอบๆ รวมถึงปอดนั่นเองค่ะ✨อาการที่พบได้บ่อยอาการที่พบได้บ่อยได้แก่การหายใจถี่ และรู้สึกเมื่อยล้าง่าย ร่างกายอ่อนแอ มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีสีเล็บและผิวหนังที่ผิดปกติ🤰 โดยการหายใจไม่สะดวกนี้เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงอาการจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่ สรีระของคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ อาการหายใจไม่สะดวกเป็นอันตรายไหม?การหายใจไม่สะดวกมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม?โดยปกติแล้วอาการหายใจติดขัด😮‍💨 จะไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่อาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายตัว และอาจรู้สึกลำบากในการนอนหลับ รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า หากมีอาการแบบนี้ให้รีบพบแพทย์แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีปัญหาการควบคุมลมหายใจอย่างมาก หรือ เกิดการขาดออกซิเจนนานๆ ในกรณีนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณแม่🤰และลูกในครรภ์👶 ในได้นะคะ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรง หายใจไม่ได้นานๆ อ่อนเพลีย เจ็บหน้าออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะวิธีรับมือกับอาการหายใจติดขัดขณะตั้งครรภ์✨พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องใช้พลังเยอะ อย่างการซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว เพราะหากทำมากไปจะทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจลำบากและเหนื่อยง่าย✨พยายามนั่งให้ตัวตรงและผ่อนไหล หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น✨หากอยู่ในท่านอนให้ใช้หมอนหนุนร่างกายส่วนบน ก็จะทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ✨หากรู้สึกว่าท่าที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่นี้หายใจไม่ค่อยออกก็ลองหาท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดค่ะ ✨การฝึกหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยหอบได้ดีขึ้นค่ะ ✨อาจลองออกกำลังกายโดยการยกแขนไปข้างหน้าแล้วชูขึ้นศีรษะ แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลังเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้าและออกตามลำดับ เพื่อช่วยขยายปอด

👉 List บทความไตรมาสที่ 3

Content Image

ทาเล็บอันตรายต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ไหม?

     คุณแม่หลายๆท่านที่รักสวยรักงาม ชื่นชอบในการทำเล็บ 💅เป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ มักมีคำถามในใจเสมอว่า เมื่อตั้งครรภ์แล้วยังจะสามารถทำเล็บเหมือนเดิมได้ไหม วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่คุณแม่ควรนึงถึงก่อนทำเล็บระหว่างตั้งครรภ์สารเคมีในน้ำยาทาเล็บที่คุณแม่ควรเลี่ยงโทลูอีน (Toluene)เป็นสารที่ทำให้สีทาเล็บเรียบสวย และแห้งเร็ว หากคุณแม่สูดดมหรือรับสารนี้เข้าไปในร่างกายบ่อยในปริมาณมากเกินไปจะทำให้คุณแม่ปวดศีรษะ 🤕 เกิดอาการระคายเคืองต่อ ตา จมูก คอ และอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์พิการได้ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde)เป็นสารที่ช่วยทำให้สียาทาเล็บแข็งตัวเร็วและสียึดติดกับตัวเล็บได้นานมากขึ้น หากคุณแม่สูดดมสารฟอร์มาลดีไฮด์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งในระบบทางเดินหายใจ 🫁 และหากสัมผัสโดยตรงอาจทำให้เกิดผื่นแพ้และคัน แต่งอย่างไรก็ตาม สารชนิดนี้จะสลายไปอย่างรวดเร็วและไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ไดบูทิลพาธาเลต (Dibutyl Phthalate)เป็นสารที่ช่วยลดความเปราะของเล็บ เพิ่มความอ่อนนุ่มและความยืดหยุ่น หากคุณแม่ได้รับสารชนิดนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้อวัยวะในร่างกายผิดปกติ และสารชนิดนี้อาจไปทำลายอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ และยังส่งผลให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้ 👶ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากร้านเล็บที่ไม่สะอาดการติดเชื้อราโรคเชื้อราจากน้ำกัดเท้า🦶เกิดจากแบคทีเรียและการอับชื้น ซึ่งจะทำให้เล็บเหลือง สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาทาบริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อ รับประทานยา💊 และคุณแม่ควรแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นบ่อยๆเพื่อทำความสะอาดเล็บการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุของอาการเล็บขบ ทำให้มีอาการบวม แดง และแสบร้อนที่บริเวณเล็บ ต้องรักษาด้วยาการทานยาปฏิชีวนะหรือถึงขึ้นต้องพบแพทย์👩‍⚕️ เพื่อผ่าตัดเอาหนองออกหากคุณแม่เกิดการติดเชื้อที่เล็บการติดเชื้อไวรัสการติดเชื้อไวรัสนั้นหาสาเหตุได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดหูดที่ฝ่าเท้า🦶บริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อจะมีลักษณะหนา เป็นตุ่มขึ้น ทำให้คุณแม่เจ็บเท้าเวลาเดิน สามารถรักษาได้กด้วยการทายาและการผ่าตัดเอาก้อนหูดออกไปข้อควรปฏิบัติขณะเข้าทำเล็บของคุณแม่ตั้งครรภ์เลือกใช้ยาทาเล็บปลอดสารเคมีรุนแรงคุณแม่ควรเลือกใช้ยาทาเล็บ💅ที่เป็นออร์แกนิค ไม่มีกลิ่นแรง และสามารถล้างออกได้ง่าย คุณแม่ควรมองหายาทาเล็บคุณภาพสูง และไม่ควรมองข้ามการอ่านวันที่ผลิตและวันหมดอายุของน้ำยาทาเล็บเลือกใช้น้ำยาล้างเล็บที่ปราศจากส่วนผสมของอะซิโตน (Acetone)หากคุณแม่สัมผัสหรือสูดดมสารอะซิโตติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ และอาจส่งผลร้ายแรงไปถึงทำให้เป็นโรคพิการแต่กำเนิด คุณแม่ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ 🧼 เพื่อป้องกันการตกค้างของสารเคมีจากน้ำยาล้างเล็บใส่หน้ากากอนามัยขณะทำเล็บคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการสูดดม👃🏻กลิ่นสารเคมีให้ได้มากที่สุด เพราะสารเคมีที่มีกลิ่นแรงนั้นอาจทำให้คุณแม่เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนได้🤮 และควรทำเล็บในที่อากาศถ่ายเทสะดวก      คุณแม่ทุกท่านที่รักสวยรักงามยังคงเข้าร้านทำเล็บได้ตามปกติ เพียงแต่คุณแม่ควรจะต้องเลือกร้านทำเล็บที่สะอาด ใช้อุปกรณ์และเครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อ🦠มาแล้ว เพื่อป้องกันการติดเชื้อโชคต่างๆ รวมไปถึงควรแจ้งช่างทำเล็บว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์🤰เพื่อที่ช่างจะได้ระมัดระวังในเป็นพิเศษในขณะทำเล็บให้คุณแม่

Content Image

จะคลอดแล้วกังวลไปหมดเลย ความวิตกกังวลก่อนคลอดที่มักเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง?

แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติที่คุณแม่มือใหม่จะเริ่มรู้สึกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อใกล้จะถึงวันกำหนดคลอดเข้าไปทุกที ซึ่งก็หลายๆคนก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แม้แต่คุณแม่ที่เคยผ่านประสบการณ์การคลอดมาแล้วก็ไม่แปลกที่จะกังวลเรื่องหลายๆอย่างต่อไปนี้ความกังวลก่อนการคลอดบุตรกังวลเกี่ยวกับความเจ็บปวดระหว่างการคลอดบุตรเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะกลัวการเจ็บปวดล่วงหน้า ยิ่งคุณแม่มือใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การคลอดมาก่อนก็จะทำให้คิดจิตนาการความเจ็บปวดไปต่างๆนาๆ😨 ซึ่งในเรื่องนี้ นายแพทย์ Robert Atlas, MD จากโรงพยาบาล Mercy Hospital ในบัลติมอร์สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้ว่าคุณแม่ควรพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้และเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาระหว่างการคลอด🤰กังวลเกี่ยวกับการดมยาสลบมีคุณแม่ไม่น้อยที่กังวลเกี่ยวกับขั้นตอนการวางยา หรือ กลัวผลข้างเคียงของยาสลบ ซึ่งจริงๆแล้วโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือปัญหาในระยะยาวนั้นมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นอาการที่เกิดในระยะสั้นๆ เช่น อาการปวดหัว แต่ก็ถือว่ามีโอกาสเกิดน้อย และสามารถรักษาได้👩‍⚕️ความกังวลก่อนการคลอดบุตรกลัวการผ่าคลอด (C-section)แม้ว่าปัจจุบันคุณแม่หลายๆท่านจะนิยมเลือกการผ่าคลอด แต่ก็ยังมีคุณแม่หลายๆท่านที่กังวลเรื่องอาการปวดแผลหลังผ่าตัด🙀 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณแม่หลายๆท่านจะกังวลถึงแผลเย็บหรือ ความเสี่ยงของการผ่าตัดซึ่งโดยความเป็นจริงสถิติก็มีต่ำมาก ดังนั้นหากแพทย์เสนอวิธีการผ่าคลอดบุตรก็ขอให้ไว้วางใจและไม่ต้องกังวลไปนะคะ😉กลัวว่าเมื่อเจ็บท้องคลอดแล้วจะมาถึงโรงพยาบาลช้าคุณแม่หลายๆคนก็มีความวิตกกังวลว่าจะไปโรงพยาบาลไม่ทัน และจะเกิดเหตุการณ์คลอดกลางคันบนรถยนต์🚨ตามข่าวที่พบในทีวี ซึ่งเรื่องนี้ แพทย์หญิง Wendy Wilcox, MD สูติแพทย์จาก ศูนย์ Montefiore Medical Center ในสหรัฐอเมริกาได้กล่าวไว้ว่าโอกาสที่จะคลอดก่อนมาถึงโรงพยาบาล🏥นั้นมีน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ช่วงเวลาการเจ็บครรภ์นั้นจะมีเวลานานกว่าความกังวลก่อนการคลอดบุตรกังวลว่าหมอทำคลอดอาจมาไม่ตรงเวลาคุณแม่หลายๆคนมีความกังวลว่าคุณหมอจะมาสายในช่วงรอคลอดหรือไม่? ซึ่งคุณหมอวิลค็อกซ์ ได้กล่าวไว้ว่า หากคุณหมอมาสายจริงๆ ทางโรงพยาบาลก็จะมีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์👨‍⚕️จำนวนมากที่จะเข้ามาช่วยคุณแม่ได้ตลอดเวลาอยู่แล้วกังวลเรื่องการถ่ายอุจจาระระหว่างการคลอดบุตรหลายคนกังวลว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นระหว่างการคลอดบุตร เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอับอาบ😳 แต่ความจริงแล้วการบีบตัวของลำไส้และระบบย่อยอาหารเป็นการบ่งบอกว่ากระบวนการคลอดทางช่องคลอดกำลังดำเนินไปด้วยดี ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเขินอายแต่อย่างใดค่ะ

Content Image

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในอุดมคติระหว่างตั้งครรภ์คืออะไร

     คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰อาจมีข้อกังวลเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น โดยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คุณหมอ👩‍⚕️สามารถประเมินสุขภาพของแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ค่ะ หลายคนอาจจะได้ยินคำว่า น้ำหนักตามเกณฑ์ หรือน้ำหนักในอุดมคติระหว่างตั้งครรภ์ จริงๆแล้วแต่ละช่วงอายุครรภ์คุณแม่ควรมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เรามาดูน้ำหนักที่ควรเพิ่มขึ้นในแต่ละไตรมาสกันค่ะ💁‍♀️น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นสำคัญอย่างไร👉น้ำหนักเพิ่มแต่ยังน้อยเกินไปการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักคุณแม่ สามารถช่วยให้ทารกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง💪 หากน้ำหนักตัวของคุณแม่เพิ่มน้อยเกินไป จะมีความเสี่ยงที่ลูกน้อยอาจมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ ตัวเล็กเกินไป อาจส่งผลให้ลูกน้อยมีพัฒนาการไม่สมบูรณ์ เพิ่มความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น😷 และอาจเกิดปัญหาพัฒนาการล่าช้า โดยน้ำหนักทารกต่ำกว่าเกณฑ์คือน้อยกว่า 2.5 กก.ค่ะ👉น้ำหนักตัวเพิ่มมากเกินไป คุณแม่ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็วและมากเกินไป อาจทำให้คุณแม่ท้องปวดหลัง และเส้นเลือดขอด และนำมาซึ่งสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น  โรคเบาหวาน🍰เนื่องจากการตั้งครรภ์(Gestational Diabetes – GDM)  และความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์(Pregnancy-induced Hypertension – PIH) ลูกน้อยอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่คลอดออกมาตัวใหญ่ ซึ่งอาจกลายเป็นคนอ้วน🐷ในอนาคต นอกจากนี้ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอดได้อีกด้วยค่ะตลอดการที่ตั้งครรภ์ 9 เดือนน้ำหนักควรขึ้นเท่าไหร่💫ไตรมาสที่ 1  อายุครรภ์ 1-3 เดือน ในช่วงแรกของการคุณแม่ที่ตั้งครรภ์น้ำหนักจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้มากนักค่ะ คุณแม่บางคนอาจจะสังเกตภายนอกแทบไม่ออกเลยว่าเป็นคนท้อง เพราะรูปร่างของคุณแม่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก🧍‍♀️ บางคนน้ำหนักอาจจะลดลงด้วยซ้ำ เพราะอาจแพ้ท้องจนกินไม่ได้🤢 เหม็นกลิ่นอาหาร🙊 นอนไม่หลับ แพ้ท้องมาตลอด 3 เดือน ช่วงนี้ถ้าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นก็มักไม่เกิน 2 กิโลกรัมค่ะ💫ไตรมาสที่ 2 อายุครรภ์ 4-6 เดือนในระยะนี้น้ำหนักของคุณแม่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นแล้วค่ะ โดยปกติแล้วน้ำหนักจะขึ้นสัปดาห์ละ 0.25 กิโลกรัมโดยประมาณ หรือเดือนละ 1-1.5 กิโลกรัม โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก อาจดูอิ่มเอิบขึ้นมานิดหน่อย🥰 แค่มีพอน้ำมีนวลนิด ๆ ได้เวลาหยิบชุดใส่ชุดคลุมท้องแฟชั่น👗คุณแม่ๆมาใส่แล้วค่ะ แต่อาจมีคุณแม่บางคนพอที่หายแพ้ท้องได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องมีของที่อยากกินเต็มไปหมด ดังนั้นน้ำหนักอาจจะเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมการกินของคุณแม่ด้วยค่ะ💫ไตรมาสที่ 3 อายุครรภ์ 7-9 เดือนในระยะโค้งสุดท้ายก่อนคลอดนี้รูปร่างของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด เห็นท้องชัดเจน🤰 เพราะน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม หรือประมาณเดือนละ 2-2.5 กิโลกรัม ในเดือนสุดท้ายช่วงใกล้คลอด น้ำหนักจะคงที่หรือลดลงเล็กน้อย ช่วงนี้ลูกจะเจริญเติบโตเร็วมากค่ะ ทั้งทางสมอง🧠และร่างกายและเป็นช่วงที่คุณแม่เจริญอาหารมากที่สุดเพราะทารกในครรภ์ต้องการสารอาหาร🥦จากคุณแม่เพื่อเจริญเติบโตค่ะน้ำหนักตามดัชนีมวลกาย หรือ BMI ของคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่แต่ละคนก็จะมีน้ำหนักและส่วนสูงต่างกันออกไป ดังนั้นน้ำหนักที่พอดี เหมาะสมตามอายุครรภ์ หรือที่เรียกว่าน้ำหนักในอุดมคติตามเกณฑ์นั้น ย่อมต่างกันไปค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าน้ำหนักที่พอดีสำหรับตัวเรานั้น ควรเป็นเท่าไร คุณแม่สามารถประเมินได้ด้วยตัวเอง โดยใช้การคำนวณดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) คือ เอาน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง แล้วนำค่าดัชนีมวลกายที่ได้ มาเปรียบเทียบกับตารางด้านล่างดังนี้ดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ (BMI) คำนวณโดยน้ำหนัก(ก.ก.)/ความสูง(เมตร2)น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น (กิโลกรัม)BMI < 18.5 (น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์)12.5 – 18.0BMI 18.5 – 24.9 (น้ำหนักตัวปกติ)11.5 – 16.0BMI 25.0 – 29.9 (น้ำหนักตัวเกิน)7.0 – 11.5BMI ≥ 30 (โรคอ้วน)5.0 – 9.0การตั้งครรภ์แฝด15.9 – 20.4

Content Image

3 วิธีกำจัดใต้วงแขนดำระหว่างและหลังคลอด

     คุณผู้หญิงบางท่านที่กำลังเป็นคุณแม่อาจมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องใต้วงแขน บางท่านอาจสงสัยว่าทำไมอยู่ดีๆหลังตั้งครรภ์ตนเองจึงมีผิวใต้วงแขนที่คล้ำขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นมาก่อน และจะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร มีวิธีแก้ปัญหาหรือบรรเทาลงบ้างหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ทำไมตั้งครรภ์แล้วใต้วงแขนจึงคล้ำ💫เกิดจากพันธุกรรมของคุณแม่เอง หากคุณผู้หญิงมีคุณพ่อคุณแม่👫ที่มีลักษณะผิวใต้วงแขนค่อนข้างคล้ำ เมื่อตั้งครรภ์แล้วก็เสี่ยงที่จะมีผิวใต้วงแขนคล้ำขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีพันธุกรรมดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติค่ะ💫เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายของคุณผู้หญิง เมื่อคนเราตั้งครรภ์สมดุลฮอร์โมน🧬ของเราจะเปลี่ยนไปจากปกติตามธรรมชาติอยู่แล้ว โดยฮอร์โมนกลุ่มที่เกี่ยวข้องนั้นมีหลายตัวประกอบกัน ยกตัวอย่างเช่นฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงอีกตัวที่สำคัญ หรือฮอร์โมน hCG ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มาจากรกของคุณแม่เอง จะทำให้บริเวณข้อพับ เช่น ข้อศอก เข่า ขาหนีบ🦵 คอ และผิวใต้วงแขนมีสีที่คล้ำขึ้น จนไปถึงมีอาการคันและมีกลิ่น🙊ร่วมด้วยค่ะ💫ระดับน้ำตาลในร่างกายที่สูงขึ้นช่วงที่ตั้งครรภ์คุณแม่อาจมีระดับน้ำตาลในร่างกายที่สูงขึ้นค่ะ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือด🩸สูงขึ้น ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องหลั่งเจ้าฮอร์โมนตัวหนึ่งที่ชื่อว่าอินซูลินมาจัดเก็บน้ำตาล🍰เหล่านั้นเก็บเข้าเซลล์ในร่างกาย เพื่อให้เซลล์นำน้ำตาลไปย่อยเป็นพลังงานต่อ แต่การที่อินซูลินสูงขึ้นนั้นมักส่งผลให้การผลิตเม็ดสีของผิวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เมื่อเม็ดสีมีจำนวนมากขึ้นจึงทำให้บางบริเวณของร่างกายมีสีคล้ำขึ้น เช่นเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานค่ะ💫เกิดจากพฤติกรรมการโกนขนของคุณแม่เอง ในคุณแม่ที่ใช้การกำจัดขนใต้วงแขนด้วยวิธีโกน🪒หรือถอน มีแนวโน้มที่ผิวบริเวณดังกล่าวจะเกิดอาการระคายเคือง🩹 อักเสบ เมื่อแผลหายแล้วก็เสี่ยงที่จะทำให้ผิวบริเวณนั้นมีสีคล้ำมากขึ้นค่ะหลังคลอดแล้วใต้วงแขนจะหายคล้ำหรือไม่ต้องบอกว่ามีโอกาสที่ผิวใต้วงแขนจะกลับไปสว่างขึ้นหลังคลอดค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา🕓ว่าคุณแม่คลอดเจ้าตัวน้อยมานานแค่ไหนแล้ว หากคลอดมานานระดับหนึ่งผิวที่คล้ำนั้นก็มีแนวโน้มที่จะกลับไปอยู่ในระดับที่ปกติ แต่ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมหลังคลอดของคุณแม่ด้วยค่ะว่าได้ดูแลผิวบริเวณดังกล่าวดีแค่ไหน สำหรับคุณแม่ที่ผิวใต้วงแขนกลับไปสว่างแบบก่อนตั้งครรภ์ได้ช้าจะทำอย่างไรได้บ้าง เราไปดูกันต่อเลยค่ะวิธีดูแลผิวใต้วงแขน👉สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวใต้วงแขนของคุณแม่มีลักษณะที่คล้ำนั้นเป็นเพราะพฤติกรรมการกำจัดขนของคุณแม่เอง แนะนำให้คุณแม่หลีกเลี่ยงวิธีการโกน🪒 ถอน แว็กซ์ หรืออะไรก็ตามที่สร้างความระคายเคืองต่อผิวได้ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทครีมกำจัดขนแทน แต่อย่างไรก็ตามควรทดสอบกับบริเวณอื่นที่ผิวค่อนข้างแข็งแรงก่อน เพื่อทดสอบว่ามีอาการผิดปกติหรือมีอาการแพ้หรือไม่ค่ะ👉อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผิวของคนเราคล้ำขึ้นไม่ใช่แค่บริเวณใต้วงแขนนั่นก็คือแสงแดด☀️นั่นเองค่ะ เพราะแสงแดดที่เราเห็นนั้นไม่ได้มีเพียงคลื่นแสงที่ดวงตาเราสามารถมองเห็น👀ได้ แต่ยังมีรังสี UV ที่ดวงตาเรามองไม่เห็นแต่มากับแสงแดดค่ะ หากได้รับการสัมผัสโดยตรงในระยะเวลานานๆและไม่มีการป้องกันด้วยผลิตภัณฑ์กันแดด🧴 ก็จะส่งผลให้ผิวของเราคล้ำขึ้นได้อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่ากังวลมากกว่าการที่ผิวคล้ำขึ้น นั่นก็คือรังสี UV ที่มากับแดดสามารถกระตุ้นการเกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วยค่ะ👉ทำความสะอาดผิวบริเวณใต้วงแขนมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ฟองน้ำนุ่มๆ🧽ขัดเบาๆตอนอาบน้ำ หรือใช้เบบี้ออยล์รวมไปถึงน้ำมันต่างๆที่ปราศจากน้ำหอมเช็ดเบาๆตามรอยคล้ำหลังอาบน้ำ แต่ย้ำว่าเป็นการถูเบาๆเท่านั้น ห้ามขัดแรง🙅‍♀️เพราะจะทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวเกิดความระคายเคือง ซึ่งจะทำให้มีลักษณะคล้ำตามมาค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่ารอยคล้ำบริเวณใต้วงแขนในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์🤰นั้นสามารถหายเองได้ และมีวิธีทำให้หายได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามหากลองปฏิบัติตามทุกวิธีแล้วยังหายคล้ำไม่หมดนั้นก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะสิ่งที่สำคัญต่อเราทุกคนนั้นไม่ใช่เรื่องของสีผิว แต่เป็นเรื่องของสุขอนามัยและการรักษาความสะอาดมากกว่าค่ะ

Content Image

คุณแม่ตั้งครรภ์ง่วงระหว่างวันเพราะอะไร? วิธีการรับมืออาการง่วงระหว่างวัน

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังตั้งครรภ์คงเคยรู้สึกว่าช่วงนี้เพลียง่ายและง่วงนอนบ่อยๆ จนบางครั้งก็ต้องแอบไปงีบในช่วงกลางวัน นอกจากนั้นยังมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ซึ่งเราจะมีวิธีรับมืออาการง่วงระหว่างวันได้อย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ  ทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์จึงง่วงบ่อยๆความจริงแล้วเป็นเรื่องปกติที่สามารถพบได้ในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰 เนื่องจากขณะที่ตั้งครรภ์นั้นฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงขนาดครรภ์ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คุณแม่หายใจได้ไม่เต็มปอด จึงทำให้คุณแม่รู้สึกอ่อนเพลีย และง่วงนอนมากกว่าปกติ และแม้จะนอนเท่าไหร่ก็จะรู้สึกไม่เพียงพอ รวมถึงอาจหาท่านอนยากมากขึ้นเนื่องจากอาการปวดเมื่อยต่างๆ หรืออาจรู้สึกถึงการดิ้นของเจ้าตัวเล็กในครรภ์👶 จึงเป็นสาเหตุให้คุณแม่นอนหลับไม่สนิทนั่นเองวิธีรับมือกับอาการง่วงนอนสำหรับคุณแม่ที่ต้องทำงาน และอยากจะรับมือกับอาการง่วงบ่อยๆในระหว่างที่ทำงานนั้น เรามีวิธีมานำเสนอดังนี้ค่ะทานของว่างหารทานโยเกิร์ต ผลไม้ ธัญพืชระฟว่างวันจะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้คุณแม่ได้ อาจเตรียมผลไม้อย่างมะม่วง เชอร์รี่🍒 ถั่ว หรือองุ่นต่างๆไว้รับประทานในตอนกลางวันได้ เท่านี้ก็จะทำให้ง่วงน้อยลงแล้วค่ะทานโปรตีนมากขึ้นการหันมาทานโปรตีนมากขึ้น อย่างเนื้อ นม🥛 ไข่ และลดอาการจำพวกคาร์โบไฮเดรต อย่าง แป้ง ข้าว น้ำตาลลง จะสามารถช่วยได้ เนื่องจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตนั้นจะต้องใช้พลังงานในการย่อยมากขึ้นโดยการดึงเลือดจากสมองเป็นจำนวนมากและจะทำให้ง่วงบ่อยนั่นเองค่ะ ลุกขึ้นเพื่อยืดเส้นยืดสาย🚶‍♀️ใครที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับที่นานๆ ก็อาจจะส่งผลให้ง่วงระหว่างทำงานได้ ให้คุณแม่ลองลุกขึ้นไปยืดเส้นยืดสาย บริหารร่างกายประมาณ 10 นาทีก็จะช่วยบรรเทาความง่วง และทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้แล้วค่ะดื่มน้ำเปล่าหากคุณแม่เริ่มรู้สึกง่วง คุณแม่สามารถจิบน้ำเปล่า🌊เพื่อบรรเทาอาหารง่วงได้ ซึ่งน้ำเปล่านี้จะเข้าไปช่วยให้ระดับออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น และรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่านั่นเองค่ะงีบหลับตอนกลางวัน😴หากคุณแม่ได้ลองมาทุกวิธีแล้วก็ยังรู้สึกง่วงอยู่ ให้คุณแม่ลองนอนกลางวันประมาณ 30 นาที ในที่ที่เงียบสงบดู ก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกมีแรงทำงานมากขึ้น แต่ก็ควรนอนหลับในท่าที่เหมาะสมกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ด้วยนะคะ  

Content Image

ไม่อยู่ไฟแล้วจะหนาวในจริงหรือไม่!?

การอยู่ไฟนั้นเป็นวิธีที่มีมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งเป็นวิธีทางแพทย์แผนไทยที่มักจะนำไว้ใช้เมื่อคุณแม่คลอดลูกใหม่ๆ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีการใช้การอยู่ไฟนี้หลังคลอดอยู่ แต่ก็จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการไปจากเดิม ซึ่งจริงๆแล้วการอยู่ไฟนี้มีความจำเป็นขนาดไหน เราไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ การอยู่ไฟในปัจจุบัน สมัยก่อนการอยู่ไฟ🔥จะสามารถทำได้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การเข้ากระโจม การนั่งถ่าน ประคบสมุนไพร การทอดไฟ การย่างไฟ ซึ่งในยุคสมัยนี้ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการให้มีความรวดเร็ว สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น โดยการใช้สมุนไพร🌿และความร้อน อย่าง การใช้ตู้อบไอน้ำ อบซาวน่าสมุนไพร หรือ การหากระเป๋าน้ำร้อนมาวางที่หน้าท้อง การดื่มหรืออาบน้ำสมุนไพร การใช้ชุดคาดไฟรัดที่บริเวณหน้าท้องเป็นต้น ซึ่งวิธีเหล่านี้จะช่วยปลอบประโลมและกระตุ้นการทำงานของร่างกาย🧘 รวมถึงยังมีส่วนช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่งอีกด้วย วิธีการอยู่ไฟวิธีอยู่ไฟด้วยตนเองการอยู่ไฟ🔥ด้วยตนเองนั้น สามารถทำได้โดยการนำสมุนไพรไทยไปต้มและนำมาไว้ในห้อง (ควรจะต้มให้มีไอความร้อนออกมานะคะ) โดยจะต้องเป็นห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก แนะนำให้คุณแม่อยู่ไฟครั้งละประมาณ 15 นาที วันละ 3 ครั้ง โดยให้อยู่ไฟเป็นระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งระหว่างที่อยู่ไฟคุณแม่ควรจะพักดื่มน้ำสมุนไพร🍵หรือน้ำร้อน เพื่อป้องกันการขาดน้ำ และควรที่จะเว้นช่วงพักบ้าง หรือจะทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปโดยการทานข้าวต้มผสมเกลือก็ได้นะคะ โดยตลอดการอยู่ไฟนั้น คุณแม่ควรมีคนมาเฝ้าดูแลเพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ รวมถึงควรที่จะขอคำแนะนำจากแพทย์👨‍⚕️ก่อนการอยู่ไฟทุกครั้งค่ะอยู่ไฟที่โรงพยาบาลสมัยนี้เราอาจพบว่าโรงพยาบาลบางแห่งที่รักษาแบบแพทย์แผนไทยก็มีบริเวณอยู่ไฟโดยการใช้ ไอน้ำอบตัว ระยะเวลาประมาณ 15 นาที ซึ่งจะมีอุปกรณ์ สมุนไพรต่างๆ และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ🧑🏻‍⚕️ที่จะคอยดูแลตลอดการอยู่ไฟค่ะ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ได้เลือกกันค่ะอยู่ไฟ จริงๆแล้วจำเป็นหรือไม่ ?ประโยชน์ของการอยู่ไฟการอยู่ไฟเป็นวิธีการที่ทำกันมาตั้งแต่โบราณ โดยเชื่อว่าจะช่วยให้ร่างกายของคุณแม่ฟื้นตัวเร็ว สำหรับผู้หญิงหลังคลอด โดยประโยชน์ของการอยู่ไฟมีดังนี้✨ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น✨กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต🩸✨ป้องกันอาการหนาวสะท้าน✨ฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังการคลอด✨กระตุ้นให้น้ำนมไหลได้ดีขึ้น🥛✨ขับน้ำคาวปลา✨พักฟื้นเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง✨คลายกล้ามเนื้อที่ปวดเมื่อย อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ และสามารถใช้ยาในการช่วยขับน้ำคาวปลา และ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ว หลายๆคนจึงมองว่าการอยู่ไฟนั้นไม่มีความจำหากไม่อยู่ไฟหลังคลอด จะหนาวในจริงไหม? คำตอบคือไม่เป็นความจริงนะคะ เพราะการอยู่ไฟ🔥 เนี่ยเป็นวิธีที่ทำเพื่อให้คุณแม่ได้ดูแลตนเอง และได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และความเชื่อที่ว่าจะมีอาการหนาวในนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ว่าคุณแม่จะอยู่ไฟหรือไม่อยู่ไฟก็จะมีอาการหนาวๆร้อนๆ เพราะหลังจากที่คลอด ฮอร์โมนที่อยู่ในระดับสูงระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะลดลง และทำให้เกิดอาการหนาวนั่น🥶เองค่ะ 

Content Image

ผลไม้อบแห้งคนท้องกินได้ไหม

     เชื่อว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰หลายคนมักจะมองหาของกิน ของทานเล่นเรื่อยๆทั้งวัน ผลไม้อบแห้ง🥝ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณแม่หลายคนชอบทาน เพราะรสชาติที่มาความหวานอมเปรี้ยวหลากหลาย หาซื้อหาทานง่ายและเก็บรักษาได้นาน แต่อาจมีข้อสงสัยว่าคนท้องทานผลไม้อบแห้งได้ไหม จะส่งผลกระทบในลูกน้อยในครรภ์ไหม วันนี้เรามีคำตอบให้แม่ๆค่ะ💁‍♀️รู้จักและเข้าใจในผลไม้อบแห้ง✨ผลไม้อบแห้งอะไรผลไม้อบแห้ง คือผลไม้ที่ผ่านการอบแห้ง โดยใช้พลังงานความร้อน♨️ในการอบทำให้เกิดการระเหยน้ำออกจากผลไม้ จากนั้นจึงนำผลไม้ที่ได้มาบรรจุลงในภาชนะที่ปิดสนิทและมีกระบวนการดูดเอาออกซิเจนและความชื้นออกไป จึงเป็นอีกวิธีการแปรรูปและถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้อย่างยาวนานมากขึ้นและเก็บไว้ได้อย่างดี✨คุณค่าทางอาหารยังมีอยู่ไหม ในผลไม้อบแห้งถึงแม้ผลไม้🫐อบแห้งจะเป็นผลไม้ที่ผ่านกระบวนการรีดน้ำในผลไม้ออกด้วยวิธีการอบ หรือที่เราเรียกกันว่าการแปรรูปผลไม้สดให้เป็นผลไม้ให้แห้ง แม้ว่าผลไม้จะหดตัวลงดู มีรูปร่างที่เปลี่ยนไป แต่คุณค่าทางอาหารยังคงอยู่ ผลไม้อบแห้งจึงเหมาะเป็นอาหารว่างที่มีประโยชน์และมีสารอาหารมากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์กินผลไม้อบแห้งได้ไหมผลไม้อบแห้งเป็นอีกหนึ่งอาหารทานเล่นที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เลือกทานได้ค่ะ คุณแม่ควรเลือกทานผลไม้แห้งที่มีประโยชน์ เพราะผลไม้อบแห้งอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ ไฟเบอร์ และกรดอะมิโน เป็นแหล่งสารอาหารที่เหมาะสมกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และลูกน้อย👶ในครรภ์เป็นอย่างมาก นอกจากจะเป็นแหล่งสะสมวิตามินสูงแล้วยังช่วยคุณแม่ในเรื่องของความหิว😋เป็นของทานเล่นระหว่างวัน ตอบโจทย์การกินจุกจิกได้ดีมากค่ะ👉ทานผลไม้อบแห้งแบบพอดีกินผลไม้อบแห้งมีประโยชน์ก็จริงแต่แน่นอนว่าในผลไม้ที่มีรสหวาน นั้นหมายถึงมีน้ำตาลอยู่มาก หากคุณแม่ทานผลไม้อบแห้งในปริมาณที่มากเกินไป จะเท่ากับเพิ่มน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปค่ะ อาจจะส่งผลไม่ดี🙅‍♀️ต่อสุขภาพร่างกายของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้แนะนำผลไม้อบแห้งที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์💫อินทผาลัมอินทผาลัมขึ้นชื่อเรื่องความหวาน แต่เป็นน้ำตาลชนิดดีนะคะ ดูดซึมได้ง่าย ช่วยลดอาการวิงเวียน😵‍💫ให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ดีมากค่ะ อีกทั้งยังมีอุดมไปด้วยโปรตีนสำคัญ โดยโปรตีนยังเป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อและเซลล์ให้ลูกน้อย👶ในครรภ์ และยังมีสารอาหารอีกมากที่ดีต่อคุณแม่และลูกน้อย เช่น โฟลิก,ธาตุเหล็ก,วิตามินK มีประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ💫ลูกพรุนคุณแม่หลายคนที่มีปัญหาโรคโลหิตจาง🩸 ลูกพรุนเป็นตัวเลือกที่ดีมากในการเลือกทานค่ะ เพราะในลูกพรุนจะมีธาตุเหล็กอยู่มาก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงของคุณแม่ ยังมีวิตามินบี 2 และแคลเซียมที่ช่วยทำให้กระดูก🦴และฟัน🦷แข็งแรงอีกด้วย💫ลูกเกดลูกเกด เป็นหนึ่งในอาหารทานเล่นที่ได้รับความนิยมมากค่ะ💯 เพราะรสชาติที่หวานอร่อย😋 ลดหิวได้ดีระหว่างวัน ในลูกเกด มีสารอาหารพวกโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ที่เป็นผลดีต่อคุณแม่🤰และลูกน้อยในครรภ์ อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ส่งผลดีต่อระบบทางเดินอาหารของแม่ๆได้ดีมากค่ะ

Content Image

คนท้องกินวิตามินบี 7 มากเกินไป อันตราย!

     ช่วงตั้งครรภ์🤰เป็นช่วงที่คุณแม่ให้ความสำคัญกับโภชนาการเป็นอย่างมาก เพื่อให้แน่ใจว่าลูกน้อยจะสามารถได้รับสารอาหารที่เพียงพอในการเจริญเติบโต ซึ่งหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายคือ วิตามินบี 7 หรือพี่เรียกง่ายๆว่าไบโอตินนั่นเองค่ะ ไบโอตินนั้นมีคุณสมบัติในการละลายน้ำได้ดีและยังช่วยทำให้สุขภาพ ผิว เส้นผม💇🏻‍♀️ และเล็บของแม่มีสุขภาพดี แต่อย่างไรก็ตามมักจะเกิดคำถามว่าหากคุณแม่ท้องรับประทานวิตามินบี 7 ในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อตัวแม่และทารกไหม วันนี้เราจะไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️วิตามินบี 7 คืออะไรวิตามินบี 7 หรือไบโอตินนั้นมีความสำคัญในการทำงานของร่างกายหลายๆอย่าง นับว่าเป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นต่อระบบประสาท ผิวหนัง และเส้นผม💇🏻‍♀️ จึงนับว่าเป็นสารอาหารสำคัญที่คุณแม่ท้องควรรับประทานขณะตั้งครรภ์💫ช่วยเสริมพัฒนาการของทารกไบโอตินเป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของทารก อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารก🧠 ภายในครรภ์ หากทารกขาดไบโอตินในระหว่างตั้งครรภ์อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายๆอย่าง เช่น ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือทารกเกิดมามีน้ำหนักตัวน้อยผิดปกติเมื่อเทียบกับทารกโดยทั่วไปอาหารที่มีวิตามินบี 7🥦พบได้ในอาหารตามธรรมชาติวิตามินบี 7 หรือไบโอตินนั้นถือเป็นสารสำคัญในการบำรุงผิวกาย เส้นผม และเล็บ💅ของคุณแม่ให้สวยงามและแข็งแรงมักพบในอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู🐷 เนื้อไก่🐔 ปลา🐟 ถั่วและธัญพืชนานาชนิด ผลิตภัณฑ์จากนมรวมไปถึงผักโขมค่ะแม่ท้องรับประทานไบโอตินมากเกินไป เสียงแท้งจริงไหม?👉มีความเสี่ยงที่จะแท้งได้ถึงแม้ว่าวิตามินบี 7 จะมีความจำเป็นต่อร่างกายมากเพียงใด แต่การรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปนั้นอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกายคุณแม่ แม้ว่าการขาดไบโอตินนั้นจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าหากคุณแม่ได้รับไบโอตินในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้แท้ง🩸หรือเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้👶 ดังนั้นคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานทุกครั้งค่ะ      วิตามินบี 7 นั้นจัดว่าเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ คนท้องสามารถรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไบโอตินจากอาหารธรรมชาติ  เช่น อะโวคาโด🥑 มันเทศ🍠 และถั่วชนิดต่างๆ🥜 ปริมาณพอเหมาะ โดยไม่จำเป็นต้องรับอาหารเสริม เพราะอาหารจากธรรมชาติย่อมปลอดภัยกว่าต่อครรภ์ของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยนะคะ

Content Image

อาบน้ำอุ่นขณะตั้งครรภ์ได้ไหมนะ?

เมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ คุณแม่หลายๆคนก็มักจะมีคำถามมากมายว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นทำได้หรือไม่ รวมถึงการอาบน้ำอุ่นก็เช่นกัน บางคนอาจจะเคยได้ยินมาว่าเมื่อตั้งครรภ์แล้วไม่ควรอาบน้ำอุ่น ซึ่งจะจริงหรือไม่นั้นเราไปหาคำตอบด้วยกันเลยค่ะ!ในระหว่างตั้งครรภ์สามารถอาบน้ำอุ่นได้หรือไม่?💡อาบน้ำอุ่นได้หรือไม่?คุณแม่ที่ตั้งครรภ์สามารถอาบน้ำอุ่น🛀ได้นะคะ เพียงแต่จะต้องไม่ร้อนจนเกินไป (ไม่ร้อนเกินอุณหภูมิร่างกาย) เพราะการที่คุณแม่🤰อาบน้ำร้อนจะทำให้ทารกในครรภ์มีภาวะเครียดได้เนื่องจากเลือดลมจะหมุนเวียนมากเกินไป และ อาจทำให้หัวใจของคุณแม่เต้นเร็วขึ้นด้วย💡จะต้องแน่ใจว่าน้ำไม่ร้อนจนเกินไปหากคุณแม่ตั้งครรภ์อยู่ในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่ยังสามารถแช่หรืออาบน้ำอุ่นได้ แต่จะต้องแน่ใจว่าน้ำไม่ร้อนจนเกินไปเพราะอาจทำให้สมอง🧠และกระดูกสันหลังของตัวอ่อนในครรภ์บกพร่องได้ค่ะ และไม่ควรแช่น้ำอุ่นนานเกิน 15 นาทีนะคะ💡หากอยากแช่ควรทำอย่างไร?ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้ เวียนหัว อาเจียนและรู้สึกอยากจะเป็นลม หากอยากแช่น้ำอุ่นก็ไม่ควรล็อคประตูห้องน้ำและควรบอกกับคนในครอบครัว👪หรือสามีเอาไว้ก่อนเข้าไปอาบข้อดีของการอาบน้ำอุ่น💡ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายข้อดีของการอาบน้ำอุ่น🛀คือ จะทำให้กล้ามเนื้อของคุณแม่ผ่อนคลายได้ดี โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลังและเท้า เมื่อผ่อนคลายก็จะทำให้คุณแม่นอนหลับสบายนั่นเองค่ะ 💡ช่วยลดบวมตามร่างกายสำหรับคุณแม่🤰ที่มีอาหารบวมมือ✋ บวมเท้า การแช่น้ำอุ่นจะช่วยลดอาการบวมตามร่างกายรวมถึงช่วยให้น้ำคร่ำอยู่ในระดับที่เหมาะสม และ บรรเทาอาการหดตัวของมดลูกก่อนกำหนดอีกด้วยค่ะ จะเห็นได้ว่าการอาบน้ำอุ่น🛀ในระหว่างตั้งครรภ์นั้นมีทั้งข้อดีและข้อที่ควรระวังดังนั้นให้คุณแม่คอยตรวจเช็คระดับความร้อนของน้ำก่อนอาบน้ำให้ดีทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะความเสี่ยงของการอาบน้ำอุ่น💡อันตรายต่อการพัฒนาการสมองและไขสันหลังของทารกในครรภ์หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อาบน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิร้อน🌡️จนเกินไปอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายของคุณแม่สูงขึ้น โดยทั่วไปแล้วอาจไม่ได้มีผลกระทบที่เห็นได้ในทันทีแต่อาจทำให้คุณแม่เกิดภาวะไฮเปอร์เทอเมีย ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกินไปซึ่งอาจส่งผลให้ทารก👶มีความผิดปกติได้โดยเฉพาะในไตรมาสแรกที่ทารกกำลังพัฒนาส่วนสมอง🧠และไขสันหลัง ซึ่งเป็นส่วนที่อ่อนแอที่สุด ดังนั้นการที่คุณแม่อาบน้ำอุ่นจัดในช่วยนี้อาจทำให้ทารกเกิดโรคเกี่ยวกับความบกพร่องของกระดูกสันหลังได้นั่นเองค่ะ 💡ความดันโลหิตของคุณแม่ต่ำลงการอาบน้ำร้อนจัดจะทำให้ความดันของคุณแม่ต่ำลง ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงและอันตรายต่อทารกในครรภ์เพราะความดันต่ำของคุณแม่จะกระทบกับการไหลเวียนเลือด🩸สู่ทารกในครรภ์ของคุณแม่นั่นเองค่ะ💡เป็นลมและสุดท้ายคุณแม่อาจเสี่ยงเป็นลมระหว่างที่แช่น้ำร้อน อาจเกิดอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ และทำให้เกิดภาวะความดันต่ำระหว่างที่แช่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปใช้บริการสปา หรือห้องซาวน่า♨️ก็ควรจะหลีกเลี่ยงไปก่อนเพราะพวกนี้อุณหภูมิ🌡️จะมีความสูงคงที่ไม่เหมือนการแช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิจะค่อยๆลดลงค่ะ ทีนี้เราก็ทราบข้อดีข้อเสียกันไปแล้วนะคะ หากอยากจะแช่น้ำอุ่นก็ทำได้แต่ก็ต้องคอยระวังเรื่องของอุณหภูมิ ไม่ให้สูงเกินไป และไม่แช่นานจนเกินไปนะคะ ก็ขอให้คุณแม่ทุกท่านแช่น้ำอุ่นคลายเครียดกันอย่างระมัดระวังกันด้วยนะคะ!

Content Image

กินน้ำสัมคั้นขณะตั้งครรภ์ปลอดภัยไหม?

     เชื่อว่าน้ำส้ม🍊คั้นนั้นถือเป็นน้ำผลไม้อันดับต้นๆที่เป็นตัวเลือกของคุณผู้อ่านหลายคน เนื่องจากส้มเป็นผลไม้ที่หารับประทานได้ง่าย มีจำหน่ายในทุกฤดู ราคาไม่แพง นอกจากจะได้ประโยชน์ในการรับประทานผลสดๆและการดื่มน้ำของส้มแล้ว ยังปฏิเสธได้ยากว่าน้ำส้มเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติถูกปากคนทั่วไป แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อย👶นั้น การรับประทานน้ำส้มจะได้รับคุณประโยชน์ทางด้านอาหารเหมือนคนทั่วไปหรือไม่ ดื่มแล้วสร้างผลเสียอะไรต่อตนเองและทารกในครรภ์หรือเปล่า วันนี้บทความของเรามีคำตอบให้คุณแม่ค่ะ💁‍♀️สารอาหารที่พบเจอได้ในน้ำส้ม💫สารอาหารในกลุ่มโฟเลต ซึ่งรับเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญมากทั้งกับร่างกายของคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อยในครรภ์🤰 มีบทบาทสำคัญในช่วงที่ร่างกายของเด็กกำลังพัฒนาเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง🧠 ปริมาณขั้นต่ำที่เป็นที่แนะนำในการได้รับแต่ละวันจะอยู่ที่ 600 ไมโครกรัมหรือ 0.6 มิลลิกรัมนั่นเองค่ะ💫สารอาหารในกลุ่มวิตามิน นั่นก็คือวิตามิน💊ในผลไม้รสเปรี้ยวที่เราต่างรู้จักกันดีในชื่อของวิตามินซีนั่นเองค่ะ วิตามินซีนับเป็นสารอาหารที่มีบทบาทในการบำรุงร่างกายของเราค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะทำหน้าที่ในด้านของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสียหายและการแก่ของเซลล์ร่างกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุจำพวกธาตุเหล็ก ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้นค่ะ💫แร่ธาตุอาหารในกลุ่มโพแทสเซียม โพแทสเซียมช่วยในการควบคุม ดูแล และบำรุงเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต🩸ในร่างกายเป็นหลัก และระบบอื่นๆของร่างกายอย่างหลากหลาย💫น้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มคั้นสด🍊หรือน้ำส้มที่ผ่านการเจือสีแต่งกลิ่นมา ล้วนมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้นในปริมาณที่ต่างกัน สังเกตได้จากการที่เราดื่มน้ำส้มแล้วจะรับรู้ถึงรสหวาน น้ำตาลเองก็จัดเป็นสารอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งนับเป็นกลุ่มหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกายค่ะ💫กากใยอาหารกากใยอาหารหรือไฟเบอร์🌿 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบขับถ่าย🚽ของเราค่ะประโยชน์ของการดื่มน้ำส้มจากหัวข้อก่อนหน้าด้านบนที่ว่าด้วยสารอาหารที่เราสามารถพบเจอได้ในน้ำส้ม เรามาดูกันต่อว่าแล้วสารอาหารเหล่านั้นมีประโยชน์ด้านใดบ้างต่อร่างกายของผู้ดื่มพัฒนาการทางด้านระบบประสาทและสมอง🧠เจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์มีแนวโน้มที่จะมีพัฒนาการทางด้านระบบประสาทและสมองที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากคุณแม่ได้รับสารอาหารจำพวกโฟเลตเพียงพอ แม้จะเป็นสารอาหารกลุ่มที่ไม่ได้หาได้แค่ในน้ำส้มเพียงอย่างเดียว แต่การรับประทานน้ำส้มก็มีส่วนช่วยแน่นอนค่ะเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย🛡️เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง มีส่วนช่วยในการบำรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ผู้ดื่มไม่ป่วยง่าย หากป่วย😷ก็ไม่ป่วยหนักค่ะ และยังมีส่วนช่วยในแง่ของการบำรุงผิวพรรณให้ดูสมบูรณ์ขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการชะลอวัย ไม่เพียงแต่ชะลอความแก่ของเซลล์ที่อวัยวะภายนอก ซึ่งทำให้เราดูอ่อนวัย🥰กว่าอายุจริง แต่ยังชะลอการแก่ของเซลล์ภายในร่างกายที่เรามองไม่เห็นอีกด้วยค่ะ นอกจากวิตามินซีที่ทำหน้าที่ในแง่ของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ส้มก็ยังมีสารชนิดอื่นๆที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟลาโวนอยด์หรือสารในกลุ่มซิตรัสค่ะระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจ🫀ระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจมีแนวโน้มที่จะทำงานอย่างเป็นปกติ เนื่องจากส้มมีแร่ธาตุในกลุ่มโพแทสเซียมที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้เจ้าโพแทสเซียมเองยังมีแนวโน้มที่จะช่วยลดโอกาสการเกิดนิ่วในไตและนิ่วภายในอวัยวะอื่นๆได้อีกด้วยค่ะเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย💪เนื่องจากน้ำส้มมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอย่างที่ได้อธิบายก่อนหน้าค่ะว่าน้ำตาลเองเป็นสารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย การดื่มน้ำส้ม🍊ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์🤰มีส่วนช่วยที่จะทำให้คุณแม่รู้สึกมีแรงมากขึ้น มีความกระปรี้กระเปร่าในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นค่ะกระตุ้นระบบขับถ่าย🚽ช่วยให้ระบบขับถ่ายของคุณแม่ดำเนินไปอย่างเป็นปกติ ลดโอกาสในการเกิดภาวะท้องผูก ขับถ่ายไม่สะดวก💩 เนื่องจากส้มเป็นผลไม้ที่มีกากใย🌿อาหารค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า หากรับประทานเพียงแค่ส่วนน้ำที่คั้นออกมา ไม่มีเนื้อส้มลงไปเจือปนเลย โอกาสในการได้รับกากใยอาหารก็จะลดลงนั่นเองค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าน้ำผลไม้ที่ดูหารับประทานได้ง่ายๆ ราคาไม่แพงนั้น ก็ยังมีคุณประโยชน์มากมายที่ก่อนหน้านี้พวกเราอาจจะมองข้ามไปหรือคิดไม่ถึง แต่ก็มีข้อควรระวังในการดื่มเช่นกัน อาหารทุกอย่างนั้นถึงแม้จะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกันหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป นอกจากนี้ยังควรตระหนักถึงด้านความสะอาดของเครื่องดื่มด้วย เนื่องจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดมีโอกาสจะทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ติดเชื้อก่อโรค🦠ได้ค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.