Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการหายใจไม่สะดวกในหญิงตั้งครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจกำลังรู้สึกหายใจไม่สะดวก😮‍💨 หายใจได้ไม่เต็มปอด หรืออาจรู้สึกลำบากเวลานอน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับสรีระของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ👶🤰 ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ และ วิธีการรับมือกับอาการหายใจไม่สะดวกกันค่ะ ทำไมถึงรู้สึกหายใจไม่สะดวก✨สาเหตุที่คนท้องหายใจได้ไม่สะดวกการเติบโตของทารกในครรภ์👶 การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากขึ้น หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการหายใจของคุณแม่ที่มีมาก่อนแล้วและถูกกระตุ้นเมื่อตั้งครรภ์🤰 โดยอาการหายใจไม่สะดวก😮‍💨 นี้มักพบในไตรมาสที่ 3 เพราะทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้มดลูกขยายตัวไปดันอวัยวะรอบๆ รวมถึงปอดนั่นเองค่ะ✨อาการที่พบได้บ่อยอาการที่พบได้บ่อยได้แก่การหายใจถี่ และรู้สึกเมื่อยล้าง่าย ร่างกายอ่อนแอ มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีสีเล็บและผิวหนังที่ผิดปกติ🤰 โดยการหายใจไม่สะดวกนี้เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงอาการจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่ สรีระของคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ อาการหายใจไม่สะดวกเป็นอันตรายไหม?การหายใจไม่สะดวกมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม?โดยปกติแล้วอาการหายใจติดขัด😮‍💨 จะไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่อาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายตัว และอาจรู้สึกลำบากในการนอนหลับ รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า หากมีอาการแบบนี้ให้รีบพบแพทย์แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีปัญหาการควบคุมลมหายใจอย่างมาก หรือ เกิดการขาดออกซิเจนนานๆ ในกรณีนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณแม่🤰และลูกในครรภ์👶 ในได้นะคะ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรง หายใจไม่ได้นานๆ อ่อนเพลีย เจ็บหน้าออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะวิธีรับมือกับอาการหายใจติดขัดขณะตั้งครรภ์✨พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องใช้พลังเยอะ อย่างการซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว เพราะหากทำมากไปจะทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจลำบากและเหนื่อยง่าย✨พยายามนั่งให้ตัวตรงและผ่อนไหล หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น✨หากอยู่ในท่านอนให้ใช้หมอนหนุนร่างกายส่วนบน ก็จะทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ✨หากรู้สึกว่าท่าที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่นี้หายใจไม่ค่อยออกก็ลองหาท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดค่ะ ✨การฝึกหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยหอบได้ดีขึ้นค่ะ ✨อาจลองออกกำลังกายโดยการยกแขนไปข้างหน้าแล้วชูขึ้นศีรษะ แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลังเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้าและออกตามลำดับ เพื่อช่วยขยายปอด

👉 List บทความไตรมาสที่ 3

Content Image

คนท้องกินผักดองได้ไหม

     ผักดอง🥬เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในหลายๆ วัฒนธรรมมานานหลายศตวรรษ การดองเป็นกระบวนการถนอมอาหารโดยการแช่ในสารละลายเกลือ🧂และน้ำส้มสายชูหรือของเหลวที่มีฤทธิ์เป็นกรดอื่นๆ กระบวนการนี้ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้ทำให้มีจำหน่ายตลอดทั้งปี ซึ่งการกินอาหารประเภทของหมัก ของดองนี้จึงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยสำหรับคนท้อง🤰ว่าคนท้องสามารถกินผักดองได้ไหม จะปลอดภัยรึเปล่าใช่ไหมคะกินผักดองยังไงให้ปลอดภัยเลือกกินผักดองที่ผ่านการฆ่าเชื้อ                                             โดยทั่วไปถือว่าผักดองปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์🤰ที่รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ คุณแม่ๆสามารถกินผักดองได้นะคะ แต่เน้นย้ำว่าในปริมาณที่พอเหมาะพอควรเท่านั้นนะคะ เพราะผักดองเป็นแหล่งไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุที่ดีซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพของทั้งแม่และลูกในครรภ์ค่ะ แต่คุณแม่ๆควรหลีกเลี่ยงการบริโภคผักดองที่มีโซเดียมสูง เนื่องจากการบริโภคเกลือ🧂มากเกินไปอาจนำไปสู่ความดันโลหิตสูงซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และลูกในครรภ์ได้เช่นกันค่ะ นอกจากนี้ คุณแม่ๆควรระมัดระวังเมื่อกินผักดองที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยนะคะ เนื่องจากอาจมีแบคทีเรีย🦠ที่เป็นอันตราย เช่น Listeria monocytogenes, Salmonella และ E. coli ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการป่วย🤢จากการกินอาหารได้ค่ะ  แบคทีเรียเหล่านี้อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับสตรีขณะตั้งครรภ์ได้เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่นการคลอดก่อนกำหนดหรือการเจ็บป่วยรุนแรงในทารกแรกเกิดค่ะอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญที่คุณแม่ๆ ควรทำความเข้าใจคือ ผักดองไม่ได้ผลิตมาเท่ากันทั้งหมดนะคะ ผักดองบางชนิดทำจากน้ำส้มสายชู ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารกันบูดและช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย🦠 ในทางกลับกัน ผักดองประเภทอื่นๆ เช่น ผักดองหมัก ทำขึ้นโดยใช้กระบวนการหมักตามธรรมชาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำส้มสายชู ผักดองประเภทนี้มักจะมีแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและควรหลีกเลี่ยง🙅‍♀️ในระหว่างตั้งครรภ์ค่ะสามารถกินอะไรแทนผักดองได้บ้างเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์                                              ไม่ใช่เพียงแค่ผักดองที่คุณแม่ๆควรใส่ใจรายละเอียดก่อนเลือกกิน แต่ยังมีอาหารอีกหลายประเภทที่คุณแม่ๆ ควรใส่ใจรายละเอียด และควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ มีความเหมาะสมกับสุขภาพของคุณแม่แต่ละท่านด้วยค่ะ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงส่วนใหญ่ก็จะจัดอยู่ในหมวดหมู่ของอาหารรสจัด อาหารกึ่งสำเร็จรูป🍜 อาหารทะเลบางชนิด เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน☕️ หรือแม้แต่ผลไม้ที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารด้วยนะคะ และคุณแม่ๆสามารถกินของว่างที่ให้ความชุ่มชื้นอื่นๆได้ เช่น แตงโม🍉 แตงกวา🥒 นอกจากนี้คุณแม่ๆสามารถมุ่งเน้นไปที่การผสมผสานอาหารเพื่อสุขภาพที่หลากหลาย เช่น เมล็ดธัญพืช โปรตีนไม่ติดมัน ผลไม้ และผักต่างๆ  โดยสรุปแล้ว ผักดองสามารถเป็นอาหารเสริมที่ดีต่อสุขภาพของคุณแม่ๆได้นะคะ สามารถกินได้ตราบใดที่ทำจากผักที่ปลอดภัยต่อการบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์🤰 เพราะเป็นการช่วยรักษาคุณค่าทางอาหาร ผักเป็นแหล่งวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต่อการตั้งครรภ์ที่แข็งแรง และควรกินในปริมาณที่พอเหมาะและผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน♨️ เพียงแค่หลีกเลี่ยงผักดองโซเดียมสูงและผักดองที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อซึ่งอาจมีแบคทีเรียที่เป็นอันตราย จำเป็นต้องปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพก่อนทำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกับอาหารในระหว่างตั้งครรภ์ค่ะ และเช่นกันควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️ด้านสุขภาพเกี่ยวกับปัญหาเรื่องอาหารในระหว่างตั้งครรภ์หากคุณแม่ๆไม่มั่นใจว่าอาหารชนิดนี้ปลอดภัยรึเปล่าค่ะ

Content Image

วิธีรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวน

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่จะมีอารมณ์แปรปรวนมากกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากความกังวลและความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านฮอร์โมนและร่างกายส่วนต่างๆด้วย ดังนั้นเราจึงนำวิธีการรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวนของคุณแม่เพื่อให้คุณแม่สบายใจมาฝากกันค่ะ วิธีรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวน✨ การดูแลตัวเองลองฟังร่างกายของตัวเองว่าขณะนั้นร่างกายต้องการอะไร🤰 ทำจิตใจให้สบายลองนึกถึงสิ่งต่างๆที่คุณแม่อยากทำ เช่นการไปเที่ยว การไปช้อปปิ้ง👜 ก็จะช่วยให้คุณแม่ได้คิดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การตั้งครรภ์ได้สักครู่✨ พูดคุยการพูดคุยเมื่อคุณแม่รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือ หดหู่ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียวค่ะ การได้พูดคุยกับใครสักคนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นสามี คนในครอบครัว🧑‍🤝‍🧑 หรือเพื่อนสนิท คุณแม่จะพบว่าคุณแม่มีคนที่เข้าใจและพร้อมสนับสนุนคุณแม่มากขนาดไหนค่ะ❤️ ✨ โภชนาการการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ🥗 เป็นวิธีทางธรรมชาติที่คุณแม่สามารถทำได้เช่นเดียวกับการนอนหลับ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยให้คุณแม่สามารถรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวนได้ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้อารมณ์เสถียรน้อยลงนั่นเองค่ะ✨ นอนหลับหากคุณแม่รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียก็จะยิ่งทำให้คุณแม่จัดการกับอารมณ์ที่แปรปรวนได้ยากมากขึ้น ดังนั้นการพักผ่อนนอนหลับ💤 เป็นสิ่งจำเป็น หากคุณแม่นอนหลับไม่เต็มอิ่มในตอนกลางคืน อาจลองงีบหลับสั้นๆ ระหว่างวันเพื่อเป็นการเติมพลัง🥰 ท่านใดที่ทำงานไปด้วยอาจลองปรึกษากับหัวหน้าดูว่าคุณแม่สามารถขอลาหยุดได้หรือไม่นะคะ✨ ออกกำลังกายการออกกำลังกายจะช่วยให้คุณแม่อารมณ์ดี ทุกครั้งที่หงุดหงิดให้คุณแม่ลองว่ายน้ำ เข้าคลาสโยคะ🧘 หรือเดินเล่นดูนะคะหากไม่สามารถรับมือกับภาวะอารมณ์แปรปรวนได้ควรทำอย่างไร?✨ ควรทำอย่างไรดี?หากสุดท้ายแล้วคุณแม่ยังคงรู้สึกหดหู่หรือไม่สบายใจอย่างต่อเนื่อง คุณแม่สามารถปรึกษากับคุณหมอ👩‍⚕️เพื่อได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง เพราะหากทิ้งเอาไว้สุขภาวะทางอารมณ์💔 อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกในครรภ์ได้นั่นเองค่ะ✨ ปรึกษาคุณหมอมีผลดีอย่างไร?โดยหากคุณแม่รู้สึกหดหูตลอดเวลา เมื่อคุณแม่🤰ปรึกษากับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ คุณหมอจะสามารถช่วยเหลือคุณแม่ได้อย่างถูกวิธี และจะสามารถหาวิธีรักษาคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ได้อย่างเหมาะสม โดยงานวิจัยก็แสดงให้เห็นว่าด้วยหากคุณแม่ไม่รับการรักษาปัญหาสุขภาพทางอารมณ์💔สิ่งนี้ก็อาจส่งผลต่อไปที่กายภาพของลูก👶ในครรภ์และส่งผลถึงอนาคตเมื่อลูกเติบโตด้วยค่ะ 

Content Image

วิธีรับมืออาการปวดหลังหลังคลอด

     คุณแม่ที่เพิ่งคลอดเจ้าตัวน้อยหลายๆท่านคงจะพบเจอกับปัญหาอาการปวดหลังหลังคลอดกันใช่ไหมคะ อาการปวดหลังหลังคลอดของคุณแม่บางท่านอาจรุนแรงถึงขั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง หรือแม้กระทั่งการนอน วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีรับมือกับอาการปวดหลังของแม่ท้องมาให้คุณแม่ทราบไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุของอาการปวดหลังหลังคลอดลูกอาการปวดหลังหลังคลอดของแม่ตั้งครรภ์มักจะมาจากฮอร์โมนเหล่านี้จะอยู่กับคุณแม่ไปอีก 2-3 เดือน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังหลังคลอดนั่นเอง โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 8 สัปดาห์ กว่าข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบข้างจะปรับตัวให้ทรงตัวและรับน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย สาเหตุที่ทำให้คุณแม่ท้องมีอาการปวดหลัง มีดังต่อไปนี้1️⃣ เกิดจากแม่ท้องมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักที่ทำให้แม่ท้องปวดหลัง มาจากการมีน้ำหนักของครรภ์อยู่บริเวณหน้าท้องที่มากขึ้น🤰 จึงส่งผลให้กระดูกสันหลังแอ่นตัว ทำให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อแบกรับน้ำหนักช่วงส่วนหลังมากยิ่งขึ้นตามอายุครรภ์ 2️⃣ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย แม่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฮอร์โมนที่มีชื่อว่า รีแล็กซิน (Relaxin)  เป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากรังไข่ในขณะตั้งครรภ์ ฮอร์โมนนี้จะช่วยกระตุ้นการคลายตัวของเอ็นยึดกระดูกเชิงกราน ช่วยให้คุณแม่คลอด🚼ได้ง่ายขึ้น 3️⃣ เกิดจากกล้ามเนื้อส่วนกลางของลำตัวแยกจากกัน หลังจากคลอดลูกแล้ว มดลูกก็จะขยายใหญ่ขึ้นเช่นกัน เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์👶 จึงทำให้กล้ามเนื้อส่วนกลางลำตัวเกิดการแยกออกจากกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณแม่จึงมีอาการปวดหลัง4️⃣ เกิดจากความเครียดในช่วงตั้งครรภ์ ในช่วงท้องคุณแม่มักจะมีอาการวิตกกังวล😰และมีความเครียดต่างๆเกิดขึ้นจนสะสมไปถึงช่วงหลังคลอด จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการตึงตัว และทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลังนั่นเอง5️⃣ เกิดจากร่างกายเสียการทรงตัว เนื่องจากในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ หน้าท้องมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้น น้ำหนักจึงถูกถ่วงไปที่ด้านหน้า ทำให้เสียสมดุลของการทรงตัว ไม่ว่าจะเป็นการทรงตัวในช่วงนั่ง หรือการทรงตัว🧍‍♀️ในอริยาบทต่างๆด้วย ทำให้แผ่นหลังมีการแอ่นตัวเพื่อทำการพยุงตัวให้สมดุลมากขึ้น เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณแม่ถึงต้องเผชิญกับอาการปวดหลังวิธีบรรเทาอาการปวดหลังหลังจากคลอดลูก✨จัดท่านอนให้ถูกต้องในช่วงเวลานอนหลับพักผ่อนตอนกลางคืน คุณแม่ควรเปลี่ยนจากท่านอนหงายเป็นนอนตะแคง ให้งอเข่าและวางขาอีกข้างลงบนหมอนข้าง เพื่อทิ้งน้ำหนักตัวลงบนหมอนข้างได้อย่างพอดี เพราะการนอนตะแคงจะเป็นการช่วยให้น้ำหนักตัวและน้ำหนักหน้าท้องถูกถ่ายลงไปยังหมอนข้าง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังได้ผ่อนคลาย😌มากยิ่งขึ้น✨ไม่ควรนั่งหลังงอคุณแม่ท้องควรนั่งหลังตรง ถ้าหากมีอาการปวดหลังควรหาเก้าอี้ที่มีพนักพิงมาใช้💺 รวมไปถึงอาจหาเบาะนุ่มๆมาช่วยหนุนหลังได้ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งหลังงอ การนั่งไขว่ห้าง และการนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ควรที่จะขยับตัวอยู่บ่อยๆ✨เลี่ยงการยกของหนักคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก📦เป็นอันขาด เนื่องจากการยกของหนักจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องและส่วนหลังเกิดอาการเกร็งจะเป็นผลเสียต่อครรภ์ หากมีความจำเป็นที่ต้องยกของหนักจริง ๆ ควรฝึกท่ายกให้ถูกวิธี ด้วยการยืนแยกเท้าออกให้เท่าช่วงสะโพก ปลายเท้าเฉียงเล็กน้อย จากนั้นค่อย ๆ งอเข่าแล้วหย่อนตัวลงตรง ๆ เพื่อให้น้ำหนักตัวอยู่ตรงกลางและสะโพก แล้วใช้กำลังแขนและไหล่เป็นส่วนช่วยในการยกของ โดยท่านี้จะหลีกเลี่ยงการใช้แรงจากส่วนหลังและไม่ให้กล้ามเนื้อในส่วนของหน้าท้องทำงานหนักมากเกินไป✨ออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักคุณแม่ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนักตามให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนดไว้ เพื่อช่วยลดอาการปวดหลัง ควรเลือกเล่นกีฬาเบาๆที่ไม่มีการปะทะ และไม่เป็นการหักโหมจนเกินไป เช่น พิลาทิส โยคะ🧘‍♀️ และว่ายน้ำ เป็นต้น✨ทาครีมแก้ปวดหลังคุณแม่สามารถหาครีมแก้ปวดหลัง🧴มาทาเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดลงไปได้ หรืออาจจะหาน้ำมันมานวดหลัง หรือใช้น้ำยาในการนวด และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับครีมแก้ปวดหลังก่อนใช้เสมอ เพื่อเป็นการเลี่ยงการใช้ยาหรือน้ำมันที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์✨ใช้หมอนรองครรภ์คุณแม่สามารถใช้หมอนรองครรภ์ที่เคยใช้ตอนตั้งครรภ์มาบรรเทาอาการปวดหลังได้ โดยเลือกหมอนในเหมาะกับสรีระของตัวคุณแม่ เพื่อให้คุณแม่นอนในท่าที่ถูกต้อง😴และสามารถบรรเทาอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นลงไปได้✨หลีกเลี่ยงการยืนนานการยืนเป็นเวลานานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีอาการปวดหลังหลังคลอดลูก คุณแม่ควรนั่งพักบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสวมใส่รองเท้าส้นสูงขณะตั้งครรภ์ โดยแพทย์แนะนำให้คุณแม่สวมใส่รองเท้าส้นสูง👠ได้ไม่เกิน 1-2 นิ้ว เพื่อสร้างความสมดุลต่อการเคลื่อนไหว และป้องกันอุบัติเหตุได้อีกด้วย      ทราบอย่างนี้แล้วคุณแม่ก็ควรปฏิบัติตามวิธีบรรเทาอาการปวดหลังหลังคลอดของคุณแม่ตามข้างต้นที่กล่าวมา และใส่ใจสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพคุณแม่ แต่หากปวดมากควรไปพบแพทย์👩‍⚕️นะคะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

งานบ้านเหล่านี้แม่ตั้งครรภ์ไม่ควรทำ

     คงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมคะว่าช่วงตั้งครรภ์🤰นั้นเป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่จะอ่อนแอและไวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าภาวะปกติ แต่สำหรับคุณแม่ที่เป็นแม่บ้าน🏡 มีหน้าที่คอยดูแลบ้านนั้นก็ยังคงต้องทำงานบ้านต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงงานบ้านที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถทำได้ และงานบ้านที่ควรเลี่ยง งานอะไรจะอยู่ในกลุ่มไหนบ้างนั้น เราไปดูพร้อมกันได้เลยค่ะ💁‍♀️4 งานบ้านที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยง1️⃣งานบ้านกลุ่มที่ต้องใช้สารเคมี👉ตัวอย่างงานที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่กลุ่มที่ใช้สารเคมีรุนแรง🧪 ก่อความระคายเคืองต่อระบบผิวหนัง ระบบหายใจ😷และดวงตา👁️อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นงานล้างห้องน้ำที่ต้องใช้น้ำยาสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ จนไปถึงน้ำยากัดกร่อนท่อตัน หรืองานประเภทกำจัดแมลงและศัตรูพืชที่ต้องใช้สารกำจัดแมลงเข้ามาเกี่ยวข้อง👉ตัวอย่างงานที่สามารถทำได้ ได้แก่งานที่มีการใช้สารเคมีเช่นกัน แต่เป็นสารเคมีที่ไม่รุนแรง เราทุกคนต่างต้องใช้กันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายโดยตรง เช่น สบู่🧼 ยาสระผม ยาสีฟัน หรือการล้างจาน🍛หรือล้างเครื่องครัว ซึ่งใช้สารเคมีที่ใช้กับเครื่องมือการกินและการทำอาหาร ยกตัวอย่างเช่นน้ำยาล้างจาน งานประเภทซักผ้ารีดผ้า🧺ที่มีการใช้น้ำยาซักผ้า ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม จนไปถึงน้ำยารีดผ้าเรียบก็สามารถทำได้อย่างไม่น่ากังวลอะไร แต่หากคุณแม่มีประวัติแพ้สารเคมีเหล่านี้ รู้สึกระคายเคืองต่อผิวก็สามารถใส่เครื่องแต่งกายป้องกัน เช่น ถุงมือหรือผ้ากันเปื้อนได้ค่ะ และควรระวังในประเด็นของพื้นที่บริเวณที่ใช้ทำงาน หากอยู่ท่ามกลางพื้นที่เปียกก็ต้องระวังในแง่ของการลื่นล้มซึ่งก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อเด็กในครรภ์ได้ค่ะ2️⃣งานบ้านกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ👉งานในกลุ่มนี้ไม่สามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ตัวอย่างงานที่สามารถทำได้ได้เลยค่ะเพราะช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นไม่ควรต้องใช้แรงงานไปกับอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานที่ต้องออกท่าทางหนักๆ จนไปถึงงานแบกหามของหนัก🪵 เพราะช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นช่วงที่คุณแม่จะเหนื่อยและอ่อนเพลียง่าย😥มากกว่าปกติ เฉพาะการอุ้มครรภ์เฉยๆก็ทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยอยู่แล้ว หากต้องทำงานบ้านประเภทที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ สร้างความกระทบกระเทือนต่อคุณแม่มากๆ ก็จะส่งผลเสียต่อทั้งร่างกายของคุณแม่เองและร่างกายของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ3️⃣งานบ้านที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย👉จะเป็นงานกลุ่มที่ต้องทำงานกับความสูง🧗‍♀️ ยกตัวอย่างเช่นการที่คุณแม่ต้องขึ้นบันไดไปปัดกวาดเช็ดถูฝ้าเพดาน🧹 เปลี่ยนหลอดไฟ เช็ดกระจก🪞 เป็นงานที่หากคุณแม่พลาดก็จะตกจากที่สูง อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นการลื่นล้มจากความสูงระดับไหนก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความกระทบกระเทือนต่อเด็กในครรภ์อยู่แล้ว หากเป็นที่สูงก็จะเพิ่มความเสียหายขึ้นไปอีก จึงเป็นงานที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงกำลังตั้งครรภ์ไปก่อนค่ะ4️⃣งานที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ👉สิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ😷ได้นั้นมีหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาด ที่ไอระเหยของสารสามารถสร้างความระคายเคืองต่อจมูกคุณแม่ได้ตามที่เราได้กล่าวถึงไปก่อนหน้า จนไปถึงงานที่ต้องอยู่ท่ามกลางอากาศที่ไม่ดี😶‍🌫️ ไม่ว่าจะเป็นงานดูดฝุ่นหรืองานทำความสะอาดบริเวณที่อยู่ของสัตว์เลี้ยง ซึ่งต้องเสี่ยงกับทั้งฝุ่น ไร ขนสัตว์🐶 และเชื้อรา🦠ที่อาจก่อให้เกิดโรคได้ งานในกลุ่มนี้จึงเป็นอีกกลุ่มที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกันค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าข้อจำกัดทางด้านการทำงานบ้านของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นมีค่อนข้างหลากหลายมาก ดังนั้นหากคุณผู้อ่านเป็นสามี🤵‍♂️ของคุณภรรยาที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์ รวมไปถึงเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือมีคนใกล้ตัวที่กำลังตั้งครรภ์ ก็ควรช่วยเหลือในการทำงานเหล่านี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้คุณผู้หญิงที่กำลังเป็นคุณแม่🤰 และลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดให้มากที่สุดค่ะ

Content Image

วิธีแก้ปัญหาแม่ตั้งครรภ์มีกลิ่นตัวแรง

     ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลิ่นเหงื่อและกลิ่นตัวงั้นเป็นปัญหาที่น่าหนักใจอย่างมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมประเภทของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ถ้ามีแบบไหนบ้าง เรามาหาคำตอบได้พร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย มีกี่ประเภท?ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทหลัก ดังต่อไปนี้ 1️⃣ ประเภทโรลออน ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประเภทโรลออนมีข้อดี คือหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด และมีราคาที่ไม่แพง💰 แต่ก็มีข้อเสีย คือ โรลออนจะทิ้งคราบไว้บนเสื้อผ้าได้ง่าย หากคุณแม่ไม่รอจนกว่าผลิตภัณฑ์จะแห้งสนิท 2️⃣ ประเภทสเปรย์ สเปรย์ระงับกลิ่นกายจัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่จะเหมาะจะใช้หลังคุณแม่ออกกำลังกาย🏋️‍♀️ เพราะมีน้ำหนักเบาและให้ความรู้สึกเย็นสบาย แต่อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมบุตร เพราะละอองของสเปรย์จะฟุ้งไปทั่วทำให้คุณแม่เผลอสูดดมและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์นั่นเองค่ะ3️⃣ ประเภทเจลข้อดีของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประเภทเจล คือ มีกลิ่นหอมยาวนาน🌬️ แต่จะใช้เวลาในการซึมซาบเข้าสู่ผิวนานกว่าปกติ เนื่องจากเนื้อเจลจะมีเนื้อสัมผัสที่หนา เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประเภทอื่น 4️⃣ ประเภทแท่งผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายในรูปแบบแท่ง จะมีลักษณะเป็นสีขาวใส ใช้งานได้ง่าย✅  มีสัมผัสเนื้อแห้งและไม่เหนียวเหนอะหนะ เช่น สารส้มในรูปแบบแท่ง แต่ก็มีข้อเสียคือ แตกได้ง่ายหากคุณแม่ใช้งานแรงเกินไป5️⃣ ประเภทเซรั่มผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประเภทนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับเซรั่มบำรุงผิวหน้า🧴 มีเนื้อสัมผัสบางเบาคล้ายเซรั่ม ทำให้ผิวดูดซึมส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้นและแห้งเร็วขึ้นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายแบบไหนที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์มากที่สุด?👉ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประเภทดรายเซรั่ม (Dry Serum) ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประเภทดรายเซรั่ม มีลักษณะเนื้อบางเบา🪽 ทำให้ซึมซาบและบำรุงเข้าลึกถึงชั้นผิวได้ดีกว่า ไม่เหนียวเหนอะหนะเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประเภทอื่นๆ อีกทั้งยังไม่ทิ้งคราบขาวในบริเวณใต้วงแขนของคุณแม่ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีรอยพับทำให้เกิดการเสียดสีและเกิดความอับชื้นได้ง่าย คุณแม่จึงมั่นใจได้เลยว่าผลิตภัณฑ์ลดกลิ่นคายประเภทนี้มีส่วนผสมที่ปลอดภัยต่อใต้วงแขนและยังช่วยระงับกลิ่นกายคุณแม่🤰ได้ด้วยเช่นกัน     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงประเภทต่างๆของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย คุณแม่สามารถเลือกประเภทผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน มีส่วนผสมมาจากธรรมชาติ☘️ หาซื้อได้ง่าย และยังต้องมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นสามารถระงับกลิ่นตัวได้จริงๆอีกด้วยค่ะ

Content Image

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในอุดมคติระหว่างตั้งครรภ์คืออะไร

     คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰อาจมีข้อกังวลเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น โดยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คุณหมอ👩‍⚕️สามารถประเมินสุขภาพของแม่และลูกน้อยในครรภ์ได้ค่ะ หลายคนอาจจะได้ยินคำว่า น้ำหนักตามเกณฑ์ หรือน้ำหนักในอุดมคติระหว่างตั้งครรภ์ จริงๆแล้วแต่ละช่วงอายุครรภ์คุณแม่ควรมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เรามาดูน้ำหนักที่ควรเพิ่มขึ้นในแต่ละไตรมาสกันค่ะ💁‍♀️น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นสำคัญอย่างไร👉น้ำหนักเพิ่มแต่ยังน้อยเกินไปการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักคุณแม่ สามารถช่วยให้ทารกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง💪 หากน้ำหนักตัวของคุณแม่เพิ่มน้อยเกินไป จะมีความเสี่ยงที่ลูกน้อยอาจมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ ตัวเล็กเกินไป อาจส่งผลให้ลูกน้อยมีพัฒนาการไม่สมบูรณ์ เพิ่มความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น😷 และอาจเกิดปัญหาพัฒนาการล่าช้า โดยน้ำหนักทารกต่ำกว่าเกณฑ์คือน้อยกว่า 2.5 กก.ค่ะ👉น้ำหนักตัวเพิ่มมากเกินไป คุณแม่ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็วและมากเกินไป อาจทำให้คุณแม่ท้องปวดหลัง และเส้นเลือดขอด และนำมาซึ่งสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น  โรคเบาหวาน🍰เนื่องจากการตั้งครรภ์(Gestational Diabetes – GDM)  และความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์(Pregnancy-induced Hypertension – PIH) ลูกน้อยอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่คลอดออกมาตัวใหญ่ ซึ่งอาจกลายเป็นคนอ้วน🐷ในอนาคต นอกจากนี้ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอดได้อีกด้วยค่ะตลอดการที่ตั้งครรภ์ 9 เดือนน้ำหนักควรขึ้นเท่าไหร่💫ไตรมาสที่ 1  อายุครรภ์ 1-3 เดือน ในช่วงแรกของการคุณแม่ที่ตั้งครรภ์น้ำหนักจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้มากนักค่ะ คุณแม่บางคนอาจจะสังเกตภายนอกแทบไม่ออกเลยว่าเป็นคนท้อง เพราะรูปร่างของคุณแม่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก🧍‍♀️ บางคนน้ำหนักอาจจะลดลงด้วยซ้ำ เพราะอาจแพ้ท้องจนกินไม่ได้🤢 เหม็นกลิ่นอาหาร🙊 นอนไม่หลับ แพ้ท้องมาตลอด 3 เดือน ช่วงนี้ถ้าน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นก็มักไม่เกิน 2 กิโลกรัมค่ะ💫ไตรมาสที่ 2 อายุครรภ์ 4-6 เดือนในระยะนี้น้ำหนักของคุณแม่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นแล้วค่ะ โดยปกติแล้วน้ำหนักจะขึ้นสัปดาห์ละ 0.25 กิโลกรัมโดยประมาณ หรือเดือนละ 1-1.5 กิโลกรัม โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก อาจดูอิ่มเอิบขึ้นมานิดหน่อย🥰 แค่มีพอน้ำมีนวลนิด ๆ ได้เวลาหยิบชุดใส่ชุดคลุมท้องแฟชั่น👗คุณแม่ๆมาใส่แล้วค่ะ แต่อาจมีคุณแม่บางคนพอที่หายแพ้ท้องได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องมีของที่อยากกินเต็มไปหมด ดังนั้นน้ำหนักอาจจะเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมการกินของคุณแม่ด้วยค่ะ💫ไตรมาสที่ 3 อายุครรภ์ 7-9 เดือนในระยะโค้งสุดท้ายก่อนคลอดนี้รูปร่างของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด เห็นท้องชัดเจน🤰 เพราะน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม หรือประมาณเดือนละ 2-2.5 กิโลกรัม ในเดือนสุดท้ายช่วงใกล้คลอด น้ำหนักจะคงที่หรือลดลงเล็กน้อย ช่วงนี้ลูกจะเจริญเติบโตเร็วมากค่ะ ทั้งทางสมอง🧠และร่างกายและเป็นช่วงที่คุณแม่เจริญอาหารมากที่สุดเพราะทารกในครรภ์ต้องการสารอาหาร🥦จากคุณแม่เพื่อเจริญเติบโตค่ะน้ำหนักตามดัชนีมวลกาย หรือ BMI ของคุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่แต่ละคนก็จะมีน้ำหนักและส่วนสูงต่างกันออกไป ดังนั้นน้ำหนักที่พอดี เหมาะสมตามอายุครรภ์ หรือที่เรียกว่าน้ำหนักในอุดมคติตามเกณฑ์นั้น ย่อมต่างกันไปค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าน้ำหนักที่พอดีสำหรับตัวเรานั้น ควรเป็นเท่าไร คุณแม่สามารถประเมินได้ด้วยตัวเอง โดยใช้การคำนวณดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) คือ เอาน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง แล้วนำค่าดัชนีมวลกายที่ได้ มาเปรียบเทียบกับตารางด้านล่างดังนี้ดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ (BMI) คำนวณโดยน้ำหนัก(ก.ก.)/ความสูง(เมตร2)น้ำหนักควรเพิ่มขึ้น (กิโลกรัม)BMI < 18.5 (น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์)12.5 – 18.0BMI 18.5 – 24.9 (น้ำหนักตัวปกติ)11.5 – 16.0BMI 25.0 – 29.9 (น้ำหนักตัวเกิน)7.0 – 11.5BMI ≥ 30 (โรคอ้วน)5.0 – 9.0การตั้งครรภ์แฝด15.9 – 20.4

Content Image

อาการวิงเวียนศีรษะขณะตั้งครรภ์

อาการวิงเวียนศีรษะเป็นอาการของการตั้งครรภ์ที่พบบ่อยและจะหายไปเองได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ควรคอยสังเกตอาการอื่นๆ ที่อาจมาพร้อมกับอาการวิงเวียนศีรษะ และติดต่อแพทย์หากจำเป็นสาเหตุของอาการวิงเวียนศีรษะ💡ระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจคุณ❤️เต้นเร็วขึ้น และสูบฉีดเลือดต่อนาทีมากขึ้น ดังนั้นเลือดในร่างกายของคุณจึงเพิ่มขึ้น 30 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อระบบหัวใจและหลอดเลือดไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหล่านี้ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ จึงทำให้คุณแม่จะรู้สึกวิงเวียนหรืออาจถึงกับเป็นลม💡หลอดเลือดขยายตัวเมื่อคุณตั้งครรภ์🤰 หลอดเลือดของคุณจะขยายกว้างขึ้น ความดันโลหิตลดลง ทำให้คุณเวียนหัว แต่ไม่ต้องห่วนนะคะ เพราะอาการเหล่านี้จะกลับสู่สภาวะปกติเมื่อสิ้นสุดการตั้งครรภ์😃💡เป็นลมหมดสติเมื่อคุณแม่ไอ จาม🤧 หรือถ่ายอุจจาระ ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจจะลดลง และนำไปสู่อาการวิงเวียนศีรษะและเป็นลม ภาวะขาดน้ำ ความวิตกกังวล และความเจ็บปวดยังทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะได้💡โรคโลหิตจางการขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคโลหิตจาง   การขาดเซลล์เม็ดเลือดแดงเพื่อนำออกซิเจนไปยังสมองและอวัยวะอื่น ๆ เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่รู้สึกวิงเวียนนั่นเองค่ะ💡ความวิตกกังวลเมื่อคุณอยู่ภายใต้ความเครียด😟 และวิตกกังวล คุณแม่มักจะหายใจไม่ออกและรู้สึกอ่อนเพลีย ควรลองปรึกษานักบำบัดเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะซึมเศร้าและหาวิธีทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นนะคะ👩‍⚕️วิธีป้องกันอาการวิงเวียนศีรษะ💡อย่ายืนเร็วเกินไปเลือดลงไปที่เท้าและขาส่วนล่างของร่างกายเมื่อคุณแม่นั่ง หากคุณแม่ลุกขึ้นยืนกะทันหัน เลือดจะไม่สามารถตามความเร็วในการยืนของคุณได้ ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว และทำคุณแม่ให้เวียนหัวนั่นเองค่ะ หากคุณนอนราบและเตรียมที่จะตื่นขึ้น ให้ลุกขึ้นนั่งช้าๆ และนั่งบนเตียงสักครู่แล้วค่อยลุกขึ้นยืนนะคะ🛏️💡อย่านอนหงายมดลูกที่กำลังเติบโตสร้างแรงกดต่อหลอดเลือดดำ ทำให้การไหลเวียนช้าลง รวมถึงหัวใจ❤️ ของคุณก็จะสูบฉีดเลือดน้อยลงทำให้ความดันโลหิตลดลง คุณแม่จึงอาจรู้สึกวิตกกังวล วิงเวียน และคลื่นไส้ได้ชั่วขณะหนึ่ง🤢💡ทานอาหารให้เพียงพอเมื่อคุณแม่ทานอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ น้ำตาลในเลือดต่ำก็ทำให้คุณแม่เวียนหัวได้เช่นกัน🥣 แบ่งมื้ออาหารตลอดทั้งวันเพื่อให้สามารถทานของว่างได้บ่อยขึ้นนะคะ และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ🥛💡หลีกเลี่ยงความร้อนการอาบน้ำร้อน🛀 หรือการเข้าไปในห้องซาวน่าจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวและทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ โดยคุณแม่จะรู้สึกวิงเวียนเมื่ออยู่ในที่แออัด🧑‍🤝‍🧑 พยายามทำให้ห้องน้ำเย็นอยู่เสมอและหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน💡อย่าออกกำลังกายหักโหมการออกกำลังกายหนักๆ จะทำให้คุณหายใจไม่ออกและรู้สึกเหมือนจะเป็นลม ควรออกกำลังกายเบาๆ และอย่าหักโหม🏃‍♀️

Content Image

คนท้องกินน้ำแร่ได้ไหม

     ขึ้นชื่อว่าน้ำแร่💦แล้ว คุณผู้อ่านหลายๆท่านคงเชื่อว่ามีคุณประโยชน์มากกว่าการดื่มน้ำเปล่าแน่นอน เพราะน่าจะมีแร่ธาตุมากกว่าตามชื่อ ความเชื่อนี้จะเป็นความจริงหรือไม่ หรืออันที่จริงดื่มน้ำเปล่าปกติก็ดีอยู่แล้ว แม้น้ำแร่อาจดีกว่าน้ำเปล่าจริงๆในคนทั่วไป แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰นั้น การดื่มน้ำแร่จะก่อโทษอะไรต่อคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อยในครรภ์หรือไม่ เราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️น้ำแร่คืออะไร ต่างจากน้ำเปล่าอย่างไรโดยปกติแล้ว น้ำแร่คือน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ💧ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ นำมาผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อรักษาความสะอาดของน้ำก่อน แต่แร่ธาตุส่วนใหญ่จะยังถูกเก็บรักษาไว้ภายในน้ำ อาจสูญเสียไปบางส่วนจากกระบวนการแปรรูป แต่แร่ธาตุที่หลงเหลืออยู่ก็ยังมากกว่าน้ำเปล่า ซึ่งเปนสาเหตุที่ทำให้น้ำแร่มีราคาที่สูงกว่าน้ำเปล่าค่ะ แร่ธาตุที่อยู่ในน้ำก็จะมีตั้งแต่แร่ธาตุในกลุ่มแคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และกำมะถันค่ะ ส่วนน้ำดื่มผสมวิตามิน💊ที่เราเห็นได้ทั่วไปนั้นอาจไม่ถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มน้ำแร่ค่ะ เพราะเป็นน้ำที่ผ่านกระบวนการแปรรูปแบบน้ำเปล่ามา เพียงแต่มีการใส่วิตามินลงไปภายหลัง💦น้ำแร่ดีกว่าน้ำเปล่าจริงไหมก่อนที่จะตัดสินว่าน้ำแร่ดีกว่าน้ำเปล่าจริงหรือไม่ เราจำเป็นที่จะต้องให้ความหมายหรือจำกัดความคำว่าดีในที่นี้ก่อน หากคำว่าดี หมายถึง มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากกว่าหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม น้ำแร่💦นั้นก็ดูจะมีประโยน์กว่าน้ำเปล่าจริงค่ะเพราะมีปริมาณแร่ธาตุสูงกว่า แต่ก็ต้องระวังถึงคุณสมบัติที่เกินจริงบางอย่าง คุณผู้อ่านบางท่านอาจเคยได้ยินว่าการน้ำแร่ช่วยปรับสมดุลเลือด🩸ของเราได้ ต้องบอกก่อนว่าเลือดของเรามีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ที่ประมาณ 7.4 หากมีค่าต่ำกว่านั้นก็จะเกิดภาวะเลือดเป็นกรดหรือพูดง่ายๆก็คือเลือดเป็นพิษ🤢นั่นเอง บางท่านจึงเชื่อว่าหากกินน้ำแร่ที่มีความเป็นด่างสูงกว่าน้ำเปล่าเข้าไป จะช่วยปรับสมดุลให้เลือดมีค่าปกติ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะร่างกายของเราสามารถปรับบสมดุลดังกล่าวได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำแร่หรือรับประทานอาหารประเภทไหนเป็นพิเศษเพื่อปรับสมดุลเลือดค่ะ💦ประโยชน์ของน้ำแร่หากบนโลกของเรามีสิ่งที่เรียกว่าอาหารเสริมจำพวกวิตามิน💊 การดื่มน้ำแร่ก็เป็นเหมือนการรับประทานอาหารเสริมจำพวกแร่ธาตุนั่นเอง ดังนั้นประโยชน์ของน้ำแร่ก็จะเป็นไปตามประโยชน์ของแร่ธาตุที่อยู่ภายในเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ประโยชน์ในแง่ของการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน🦷ให้แข็งแรงจากแร่ธาตุในกลุ่มแคลเซียมที่อยู่ภายใน ลดอาการท้องผูก เสริมสร้างการทำงานของระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย💩 รวมไปถึงบำรุงระบบไหลเวียนโลหิต🩸ข้อควรระวังสำหรับคนบางกลุ่มในการดื่มน้ำแร่✨สำหรับคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่นโรคความดันโลหิตสูง🩸 โรคไต ปัญหาต่างๆที่เกี่ยวพันกับโรคหัวใจ🫀 จนไปถึงระบบรักษาสมดุลของร่างกาย ควรปรึกษาแพทย์👨‍⚕️เจ้าของครรภ์และแพทย์เจ้าของไข้ที่ดูแลโรคประจำตัวว่าสามารถดื่มน้ำแร่ได้หรือไม่ และดื่มได้ในปริมาณที่มากแค่ไหนค่ะ✨คุณแม่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแผล🩹ในทางเดินอาหารส่วนกระเพาะจนไปถึงลำไส้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเช่นเดียวกันค่ะ✨คุณแม่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจสำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ😮‍💨ในส่วนของหลอดลม🫁 เช่นภาวะหลอดลมหดเกร็ง อาจไม่เหมาะที่จะดื่มน้ำแร่ที่มีความเข้มข้นของแร่ธาตุในกลุ่มซัลเฟอร์ค่อนข้างสูงค่ะ✨คุณแม่ที่รักษาตัวด้วยยาปฏิชีวนะคุณแม่ที่กำลังรักษาตัวด้วยยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม💊 ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนเช่นเดียวกันค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบแล้วว่าน้ำแร่💦นั้นมีประโยชน์กว่าน้ำเปล่าจริง คุณแม่ที่ตั้งครรภ์🤰อยู่สามารถดื่มได้ในปริมาณที่เหมาะสมเช่นเดียวกับน้ำเปล่า แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้น ดังนั้นหากเป็นผู้ที่รับประทานอาหารในมืออาหารหลัก ที่มีสารอาหารหลัก 5 หมู่ครบถ้วนและเพียงพอเป็นประจำอยู่แล้ว การดื่มน้ำแร่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น คุณแม่สามารถเลือกรับประทานน้ำเปล่าที่สะอาดก็เพียงพอสำหรับร่างกายคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์แล้วค่ะ

Content Image

อาการท้องผูกในหญิงตั้งครรภ์

ปัญหาที่พบได้บ่อยๆในระหว่างที่ตั้งครรภ์คือปัญหาท้องผูก โดยมีสาเหตุมาจากการเพิ่มของระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน แม้ว่าอาการท้องผูกจะไม่ได้เป็นอันตรายอะไรต่อลูกน้อยในครรภ์แต่ก็อาจทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัววิธีแก้อาการท้องผูก✨ทานอาหารมื้อเล็กแม้ว่าท้องผูกอาจไม่ได้ส่งผลอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่บางครั้งท้องผูกเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาอื่นๆ เช่น กรดไหลย้อน อาหารไม่ย่อย หรือ ริดสีดวงทวารหนัก หากมีอาการท้องผูกให้ลองทานอาหารมื้อเล็กลง🥗 และแบ่งออกเป็น 5-6 มื้อ เพราะการทานอาหารมื้อใหญ่จะทำให้กระเพาะทำงานหนัก การทานอาหารมื้อย่อยจะช่วยให้อาหารถูกลำเลียงจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้ได้ง่ายขึ้น😄 ข้อควรระวังคือไม่ควรใช้ยาแก้ท้องผูก เพราะจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์และคุณแม่ได้นะคะ ✨อาหารที่มีกากใยการทานอาหารที่มีกากใยสูง🥗จะช่วยให้คุณแม่ขับถ่ายได้ดีขึ้น โดยแต่ละวันคุณแม่ควรได้รับกากใย 25-30 กรัมต่อวัน อาหารที่มีกากใยยังช่วยเพิ่มแร่ธาตุและวิตามินให้กับร่างกายอีกด้วย✨ดื่มน้ำเปล่าให้มากการดื่มน้ำเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการช่วยแก้อาการท้องผูกในหญิงตั้งครรภ์ โดยการดื่มน้ำจะช่วยให้อุจจาระนิ่มขึ้น ทำให้อุจจาระสามารถเคลื่อนผ่านระบบขับถ่ายได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ🌊วิธีอื่นๆ ✨ออกกำลังกายคุณแม่ที่ตั้งครรภ์สามารถลองออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน นอกจากจะช่วยลดอาการท้องผูกแล้วยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย โดยก่อนออกกำลังกายควรปรึกษากับแพทย์ถึงท่าที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยและคุณแม่นะคะ ✨กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานระหว่างที่คุณแม่ขับถ่ายพยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยหายใจเข้าลึกๆ และออกยาวๆ😄 แต่อย่าให้ตึงจนเกินไป คุณแม่สามารถนำเก้าอี้มาวางเพื่อยกเท้าให้เข่าสูงขึ้น หรืออาจจิกปลายเท้า เพราะท่าสควอทในท่านั่งขับถ่ายถือเป็นท่าที่เหมาะสมในการขับถ่ายนั่นเองค่ะ วิธีป้องกันอาการท้องผูก✨รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง อย่างผัก🥗ผลไม้ และไม่ควรทานอาหารหมักดอง หรืออาหารฟาสฟู๊ด งดดื่ม ชา กาแฟ น้ำอัดลม และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้อุจจาระแข็งตัวและยังมีส่วนผสมของน้ำตาลมากอีกด้วย✨พยายามฝึกควบคุมอารมณ์ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์มักจะมีอารมณ์แปรปรวนและฉุนเฉียวง่าย การที่อารมณ์ไม่ดีนั้นจะทำให้เกิดการเกร็งตัวเองกล้ามเนื้อ ดังนั้นอาจลองฝึกผ่อนคลายอารมณ์ดูนะคะ😄✨การดื่มน้ำการดื่มน้ำเปล่า🌊เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเพราะสาเหตุส่วนใหญ่มาจากอุจจาระมีความแห้งเกินไป ทำให้ท้องผูกนั่นเองค่ะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.