Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการหายใจไม่สะดวกในหญิงตั้งครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจกำลังรู้สึกหายใจไม่สะดวก😮‍💨 หายใจได้ไม่เต็มปอด หรืออาจรู้สึกลำบากเวลานอน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับสรีระของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ👶🤰 ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ และ วิธีการรับมือกับอาการหายใจไม่สะดวกกันค่ะ ทำไมถึงรู้สึกหายใจไม่สะดวก✨สาเหตุที่คนท้องหายใจได้ไม่สะดวกการเติบโตของทารกในครรภ์👶 การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากขึ้น หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการหายใจของคุณแม่ที่มีมาก่อนแล้วและถูกกระตุ้นเมื่อตั้งครรภ์🤰 โดยอาการหายใจไม่สะดวก😮‍💨 นี้มักพบในไตรมาสที่ 3 เพราะทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้มดลูกขยายตัวไปดันอวัยวะรอบๆ รวมถึงปอดนั่นเองค่ะ✨อาการที่พบได้บ่อยอาการที่พบได้บ่อยได้แก่การหายใจถี่ และรู้สึกเมื่อยล้าง่าย ร่างกายอ่อนแอ มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีสีเล็บและผิวหนังที่ผิดปกติ🤰 โดยการหายใจไม่สะดวกนี้เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงอาการจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่ สรีระของคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ อาการหายใจไม่สะดวกเป็นอันตรายไหม?การหายใจไม่สะดวกมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม?โดยปกติแล้วอาการหายใจติดขัด😮‍💨 จะไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่อาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายตัว และอาจรู้สึกลำบากในการนอนหลับ รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า หากมีอาการแบบนี้ให้รีบพบแพทย์แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีปัญหาการควบคุมลมหายใจอย่างมาก หรือ เกิดการขาดออกซิเจนนานๆ ในกรณีนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณแม่🤰และลูกในครรภ์👶 ในได้นะคะ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรง หายใจไม่ได้นานๆ อ่อนเพลีย เจ็บหน้าออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะวิธีรับมือกับอาการหายใจติดขัดขณะตั้งครรภ์✨พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องใช้พลังเยอะ อย่างการซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว เพราะหากทำมากไปจะทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจลำบากและเหนื่อยง่าย✨พยายามนั่งให้ตัวตรงและผ่อนไหล หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น✨หากอยู่ในท่านอนให้ใช้หมอนหนุนร่างกายส่วนบน ก็จะทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ✨หากรู้สึกว่าท่าที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่นี้หายใจไม่ค่อยออกก็ลองหาท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดค่ะ ✨การฝึกหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยหอบได้ดีขึ้นค่ะ ✨อาจลองออกกำลังกายโดยการยกแขนไปข้างหน้าแล้วชูขึ้นศีรษะ แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลังเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้าและออกตามลำดับ เพื่อช่วยขยายปอด

👉 List บทความไตรมาสที่ 3

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 30 สัปดาห์

     อายุครรภ์ 30 สัปดาห์ของคุณแม่นอกจากจะทำให้เกิดความยากลำบากในการหาท่านอนที่สบายแล้วนั้น ยังเป็นจุดสนใจที่ทำให้คนพูดถึงอีกด้วย ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะต้องมีคนที่อยากแสดงความคิดเห็นต่อรูปลักษณ์ของคุณแม่ในตอนนี้ และจะมีอาการอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 30 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?🥒ทารกมีขนาดตัวเท่าหัวซูกินีในสัปดาห์ที่ 30 ลูกน้อยมีขนาดเท่าหัวซูกินีแล้วค่ะ ทารกที่มีความยาว 15.7 นิ้วและหนัก 2.9 ปอนด์นี้กำลังโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นครึ่งปอนด์และขนาดตัวยาวขึ้นครึ่งนิ้วในทุกๆสัปดาห์เลยทีเดียวอาการเมื่อตั้งครรภ์ได้ 30 สัปดาห์ในสัปดาห์ที่ 30 นี้ คุณแม่อาจฝันประหลาดขึ้นกว่าเดิม เป็นผลมาจากฮอร์โมน แต่ก็อาจเกิดจากความกังวลได้เช่นกัน และรวมไปถึงอาการอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ดังต่อไปนี้ - อาการแสบร้อนกลางอก ถ้าคุณแม่รู้สึกว่ามีอาการแสบร้อนเกิดขึ้น ลองสังเกตดูนะคะว่าอาหารอะไรที่เป็นต้นตอของอาการนั้น พยายามหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารย่อยยาก อาหารเผ็ด🌶️ หรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาก่อนเข้านอน- มีปัญหาเรื่องการนอน😴 คุณแม่ต้องนอนพลิกไปพลิกมาเพราะหาท่าที่สบายไม่ได้ บวกกับความคิดต่างๆก็แล่นวนอยู่ในหัวใช่ไหมคะ นี่เป็นวงจรที่แย่มาก และจะนำมาซึ่งอีกอาการหนึ่ง คือความอ่อนเพลียนั่นเองค่ะ- อาการบวม อาการบวมเล็กน้อยนั้นเกิดขึ้นได้และควรจะหายไปหรือลดลงเมื่อคุณแม่ยกเท้า🦶ขึ้นสูง แต่ต้องระวังอาการบวมที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาได้ คอยสังเกตให้ดีนะคะ- อาการเจ็บปวดทั่ว ๆ ไป ท้องขนาดใหญ่🤰นั้นทำให้คุณแม่ ปวดหลัง เจ็บสะโพก และเจ็บเท้าอีกด้วยค่ะ- หายใจไม่อิ่ม😮‍💨 ปอดของคุณแม่โดนเบียดอย่างหนักใช่ไหมคะ ตอนนี้ลูกยังอยู่ในตำแหน่งที่สูงใกล้ ๆ กับซี่โครงของคุณแม่ แต่จะเลื่อนลงมาอยู่บริเวณอุ้งเชิงกรานในช่วงการตั้งครรภ์หลังจากนี้ ซึ่งอาจจะเป็นสัปดาห์ที่ 33 หรือ 34 คุณแม่จะรู้สึกได้เลยค่ะ เพราะตอนนั้นคุณแม่จะสามารถหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง การอัลตราซาวนด์เมื่อตั้งครรภ์ได้ 30 สัปดาห์👉สมองของทารกเริ่มมีรอยหยักมากขึ้นถ้าการตั้งครรภ์ของคุณแม่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน คุณแม่ก็อาจจะไม่ได้อัลตร้าซาวน์ในสัปดาห์นี้นะคะ แต่ถ้าคุณแม่มองเห็นได้ว่าลูกทำอะไรอยู่ในนั้น คุณแม่จะเห็นว่าทารกมีผิวที่เรียบลื่นขึ้น สมอง🧠เริ่มมีรอยหยักมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้เนื้อเยื่อสมองที่สำคัญอย่างยิ่ง และตอนนี้ลูกแข็งแรงมากพอที่จะจับนิ้วได้แล้วด้วย! นี่เป็นทักษะที่ลูกจะต้องได้ใช้อย่างแน่นอนเมื่อคลอดออกมา     ในสัปดาห์ที่ 30 ของการตั้งท้อง ถือเป็นช่วงที่คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนเพนกวิน🐧เดินได้เข้าไปทุกที อีกทั้งยังเคลื่อนไหวและเดินได้ลำบากเนื่องจากทารกมีการเจริญเติบโตที่ใหญ่จนรู้สึกถึงความอึดอัดของหน้าท้อง คุณแม่ควรระมัดระวังการเดิน และการเคลื่อนไหวต่างๆมากยิ่งขึ้นด้วยนะคะ

Content Image

เลือกวิตามินหลังคลอดยังไง

   ช่วงหลังคลอดเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณแม่ๆ🤰ต้องใส่ใจกับสุขภาพและการฟื้นตัวของตัวเองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มคุณแม่มือใหม่ที่มีความวิตกกังวลเพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เนื่องจากว่าผู้หญิง👱‍♀️มักจะพบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ต่างๆค่ะ เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีในช่วงระยะหลังคลอดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่จะต้องบำรุงตนเองอย่างเพียงพอนะคะ และวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดในความกังวลต่างๆ คือการรวมวิตามิน💊หลังคลอดเข้ากับกิจวัตรประจำวันนั่นเองค่ะอาการที่พบเจอทั่วไปหลังคลอด✨อาการทั่วไปของคุณแม่หลังคลอดก่อนอื่นเลยนะคะ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการทั่วๆไปสำหรับคุณแม่หลังคลอด🤱กันค่ะ คุณแม่ๆอาจมีอาการต่างๆ เช่น เหนื่อยล้า😰 อารมณ์แปรปรวน🤯 ผมร่วง ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึมเศร้าหลังคลอด หรือแม้แต่สูญเสียความหนาแน่นของกระดูกค่ะ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจทำให้คุณแม่ๆกังวลใจใช่ไหมคะ อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการสูญเสียทางร่างกายของการตั้งครรภ์และการคลอดลูก และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในช่วงหลังคลอด อย่างไรก็ตามคุณแม่ๆก็ยังสามารถดูแลและฟื้นฟูสุขภาพได้นะคะ การบำรุงด้วยวิตามิน💊ก็มีความสำคัญเพราะการบำรุงร่างกายด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นหลังคลอดมีบทบาทสำคัญ ในการเติมเต็มสารอาหาร สนับสนุนการฟื้นฟูร่างกายและปรับปรุงความเป็นอยู่โดยรวม วิตามินหลังคลอดสามารถช่วยแก้ไขการขาดสารอาหารและสนับสนุนกระบวนการบำบัดของร่างกายได้ค่ะวิตามินหลังคลอดที่แนะนำ👉วิตามินธาตุเหล็กแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้วิตามินรวมหลังคลอด🤱เพื่อช่วยในการฟื้นฟูหลังคลอด ซึ่งวิตามินก็มีหลายประเภทที่เหมาะกับคุณแม่ๆนะคะ อย่างเช่นในกลุ่มของธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการเติมธาตุเหล็กที่สะสมไว้ในระหว่างตั้งครรภ์🤰และการคลอดบุตร ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางและสนับสนุนระดับพลังงาน หรือในกลุ่มของแคลเซียมและวิตามินดี สารอาหารเหล่านี้จำเป็นต่อสุขภาพกระดูก🦴 เนื่องจากผู้หญิงอาจมีความหนาแน่นของกระดูกลดลงหลังจากคลอดบุตร พวกเขายังสนับสนุนแม่ที่ให้นมบุตรด้วยการจัดหาแคลเซียมที่เพียงพอสำหรับทารก ในกลุ่มของกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่น DHA และ EPA มีความสำคัญต่อสุขภาพสมอง🧠และอาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด สามารถรับได้จากอาหารเสริมน้ำมันปลา🐟หรือโดยการบริโภคอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่น ปลาที่มีไขมันและเมล็ดแฟลกซ์  ในกลุ่มของวิตามินบี ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบีรวมทั้งบี 6 และบี 12 จำเป็นต่อการผลิตพลังงาน การทำงานของระบบประสาท และการควบคุมอารมณ์ พวกเขาสามารถช่วยต่อสู้กับความเหนื่อยล้าและสนับสนุนระบบประสาทที่แข็งแรง💪ได้เช่นกันค่ะทางเลือกอื่นในการบำรุงครรภ์🍽️ให้ความสำคัญกับโภชนาการหากวิตามินที่กล่าวไว้ข้างต้นไม่ได้เป็นที่ต้องการหรือไม่สามารถหาซื้อได้เนื่องจากความจำกัดต่างๆของแต่ละบุคคล หรือคุณแม่ๆเลือกที่จะไม่รับประทานวิตามินหลังคลอด ก็ยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับโภชนาการที่เหมาะสมในการบำรุงร่างกายหลังคลอดด้วยนะคะ เช่น การรับประทานอาหารที่สมดุล🍲 บริโภคอาหารที่หลากหลายและอุดมด้วยสารอาหาร รวมทั้งผลไม้🫐 ผัก🥦 ธัญพืชเต็มเมล็ด🥜 โปรตีนไม่ติดมัน และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ วิธีนี้จะช่วยให้คุณแม่ๆได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นตามธรรมชาติได้ค่ะ  ต่อด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอเพราะการดื่มน้ำมากๆ ตลอดทั้งวันจะช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวมและการให้นมบุตรด้วยค่ะ หรือแม้แต่การพิจารณาอาหารเสริมสมุนไพร อาหารเสริมสมุนไพรบางชนิด เช่น Fenugreek หรือ Milk Thistle อาจช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม🍼 อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ👩‍⚕️ของคุณแม่เสมอก่อนที่จะใช้สมุนไพรด้วยนะคะ และอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือการพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกาย พยายามจัดลำดับความสำคัญของการนอน😴ทุกครั้งที่ทำได้จะดีมากๆเลยค่ะ ที่สำคัญควรปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเสมอเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะบุคคลเนื่องจากว่าสภาพร่างกาย จิตใจของแต่ละคนแตกต่างกัน ให้คุณแม่ๆดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ 

Content Image

วิธีลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร 600 บาท เพียงทำตามนี้!

     คุณแม่หลายๆท่านคงได้ยินเรื่องเงินอุดหนุนบุตรเป็นจำนวน 600 บาทมากันบ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่ก่อนจะได้รับเงินจำนวนดังกล่าวนั้น มีเอกสารอะไรบ้างที่คุณแม่ควรจะต้องเตรียมให้พร้อมเพื่อทำการลงทะเบียน วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาให้คุณแม่ไว้ ณ ที่นี้แล้วค่ะ💁‍♀️โครงการเงินอุดหนุนบุตรคืออะไร และใครบ้างที่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนบุตร?มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเด็กจากทางรัฐบาลโครงการเงินอุดหนุนบุตร เป็นมาตรการช่วยเหลือเยียวยาให้กับผู้ปกครองที่มีบุตรตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี เป็นจำนวน 600 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่มีเกณฑ์ได้รับเงินอุดหนุนบุตรจากรัฐบาลจะต้องมีคุณบัติและเงื่อนไขดังต่อไปนี้👉คุณสมบัติผู้ลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนบัตร มีดังต่อไปนี้✨ผู้ปกครอง- มีสัญชาติไทย🇹🇭- เป็นบุคคลที่รับเด็กแรกเกิดไว้ในความอุปการะ เด็กแรกเกิดต้องอาศัยรวมอยู่ด้วย✨เด็กแรกเกิด- มีสัญชาติไทย- อายุไม่เกิน 6 ปี👶- อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย สมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี- ไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน📑เอกสารยื่นเงินอุดหนุนบุตร- แบบคำร้องขอลงทะเบียน (ดร.01) https://csg.dcy.go.th/file/n/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%20%E0%B8%94%E0%B8%A3.01%20.pdf- แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02) https://csg.dcy.go.th/file/n/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%20%E0%B8%94%E0%B- บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ปกครอง- สูติบัตรเด็กแรกเกิด- สมุดบัญชีเงินฝากของผู้ปกครอง (กรุงไทย, ออมสิน หรือ ธกส.) อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น- สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก📒(เฉพาะหน้าที่ 1 ที่มีชื่อของหญิงตั้งครรภ์)- ใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ของทุกคนในครัวเรือนที่มีรายได้ประจำ- สำเนาเอกสาร หรือบัตรข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรแสดงสถานะหรือตำแหน่ง หรือเอกสารอื่นใด ที่แสดงตนของผู้รับรองคนที่ 1 และผู้รับรองคนที่ 2สถานที่รับลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตร📍กรุงเทพมหานคร : ณ สำนักงานเขต📍เมืองพัทยา : ณ ศาลาว่าการเมืองพัทยา📍ส่วนภูมิภาค : ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลคุณแม่สามารถลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนบัตรออนไลน์ได้ไหม?✅ ทำได้ ผ่านแอปพลิเคชัน "เงินเด็ก" การลงทะเบียนเพื่อรับเงินอุดหนุนบุตรออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน "เงินเด็ก"📱นั้นสามารถทำได้ แต่ผู้ปกครองจำเป็นต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันของกรมการปกครองก่อนการยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน ThaiD ต้องทำการพิสูจน์ตัวตนครั้งแรกที่ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต และต้องแนบเอกสารประกอบการลงทะเบียนในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วยหลักฐานเพื่อรับรองสถานะครัวเรือน รวมถึงภาพถ่ายบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเอกสารอื่นที่แสดงสถานะหรือตำแหน่งของผู้รับรองใบรับรองเงินเดือนหรือหนังสือรับรองรายได้ของสมาชิกในครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเมื่อลงทะเบียนเสร็จสิ้นและผ่านการตรวจสอบสิทธิ์แล้ว ผู้ปกครองจะได้รับเงินอุดหนุนบุตร💰 โดยมีผลตั้งแต่เดือนที่ทำการลงทะเบียนขั้นตอนและวิธีลงทะเบียนเงินอุดหนุนบุตรออนไลน์ บนแอป "เงินเด็ก"ผู้ปกครองเดินทางไปพิสูจน์ตัวตนครั้งแรก ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตใกล้บ้าน🏫 (ทำครั้งแรกครั้งเดียว)โหลดแอปเงินเด็กโหลดแอป ThaiD ของกรมการปกครองเข้าแอปเงินเด็ก แล้วยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชั่น ThaiDเมื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วจะสมารถข้าไปกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนผ่านแอปเงินเด็ก และติดตามสถานะการรับเงินได้     สรุปได้ว่าคุณแม่สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ เพื่อความสะดวกมากยิ่งขึ้นของการรับเงินอุดหนุนบุตร💰 นอกจากนี้คุณแม่สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินอุดหนุนบุตร ได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กรมกิจการเด็กและเยาวชน 📞โทร 08 2091 7245, 08 2037 9767, 08 3431 3533, 06 5731 3199 

Content Image

อาการเท้าบวมระหว่างท้อง

หากคุณผู้อ่านเป็นคุณแม่ที่เคยประสบหรือกำลังประสบกับการแปลกๆอาการหนึ่ง นั่นก็คืออาการเท้าบวมในช่วงตั้งครรภ์ อย่าพึ่งตื่นตระหนกตกใจไปค่ะ บทความที่นี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จัก ทำความเข้าใจว่า อาการดังกล่าวมีอันตรายต่อร่างกายของคุณแม่เอง รวมไปถึงเจ้าตัวน้อยในท้องหรือไม่ค่ะทำความรู้จักกับอาการเท้าบวมเบื้องต้นอาการเท้าบวมนั้นมีลักษณะตามชื่ออาการอย่างตรงไปตรงมา แต่หากลงรายละเอียด คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะมีลักษณะเท้าที่อยู่ๆก็บวมขึ้นมาบริเวณหลังเท้า🦶 แต่บวมไม่มากเกินไปกว่าระยะตาตุ่มขึ้นมา หากใช้นิ้วกดจะเห็นได้ว่าผิวหนังจะบุ๋มลงไป โดยการบวมในลักษณะนี้มักเกิดกับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้รวดเร็ว ในคุณแม่บางท่านอาจมีการเท้าบวมช่วงใกล้ๆกำหนดคลอดก็ได้เหมือนกันค่ะอาการเท้าบวมเกิดจากอะไรสำหรับเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ อาการเท้าบวม (คุณแม่บางรายอาจมีอาการมือบวมร่วมด้วย👋) เกิดจากการที่เซลล์ในร่างกายของคุณแม่ มีการกักเก็บน้ำมากกว่าปกติเมื่อเทียบกับตอนยังไม่ตั้งครรภ์ เพื่อเพิ่มอัตราการลำเลียงสารที่จำเป็นไปให้ลูกน้อยในครรภ์ค่ะ ประกอบกับช่วงที่อายุครรภ์มากขึ้น ร่างกายของทารกก็โตขึ้น มดลูกก็จะขยายใหญ่ขึ้นจนไปกดทับเส้นเลือด ทำให้มีเลือดที่คั่งอยู่บริเวณส่วนล่างของร่างกายค่อนข้างมากค่ะ นอกจากนี้ยังมีเหตุผลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน📈ในร่างกายของคุณแม่ระหว่างช่วงตั้งครรภ์อีกด้วยค่ะสำหรับเหตุผลในด้านการใช้ชีวิตทั่วไป อาการเท้าบวมอาจเกิดจากการที่คุณแม่ใส่รองเท้าที่แน่นคับเป็นเวลานานๆ เดิน ยืน หรือนั่งห้อยขาเป็นเวลานานๆโดยไม่ค่อยได้เปลี่ยนอิริยาบถ รวมไปถึงเหตุผลในเรื่องของอาหารการกิน  คือ คุณแม่อาจรับประทานอาหารที่มีสารอาหารจำพวกโซเดียมในปริมาณมาก🧂 หากพูดง่ายๆคือกินเค็มจัดนั่นเองค่ะเท้าบวมตอนท้องต้องทำยังไงในด้านของอาหารการกินสิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำคือการดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมากๆ และถี่ๆค่ะ🌊 นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมค่อนข้างเยอะ หรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัดนั่นเอง รวมไปถึงอาหารที่มีผงชูรสในปริมาณมากๆด้วยค่ะในด้านของการออกกำลังกายคุณแม่ควรมีการออกกำลังกายเบาๆ หรือออกในระดับความเข้มข้นที่เหมาะสม (โดยผ่านการปรึกษาแพทย์มาแล้ว) อย่างสม่ำเสมอค่ะ อย่างน้อยที่สุดคุณแม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกายบ่อยๆค่ะ ไม่นอน ยืน เดิน หรือนั่งห้อยขานานจนเกินไป โดยตอนนอนอาจใช้วิธีการยกขาชันกับกำแพง หรือยกขาสูงเพื่อให้เลือด🩸ไหลกลับลงมายังร่างกายส่วนบนได้ง่ายขึ้นค่ะวิธีอื่นๆใส่เสื้อผ้ารวมไปถึงเครื่องแต่งกายประเภทถุงเท้าและรองเท้าที่ค่อนข้างหลวม หรือพอดีตัว แต่ไม่คับจนเกินไป เพื่อทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้อย่างสะดวกค่ะทำการแช่เท้าในน้ำอุ่นเป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที ซึ่งน้ำที่ใช้แช่เท้านั้นสามารถหยดน้ำมันหอมระเหยลงไปควบคู่ได้ค่ะหากคุณแม่ต้องการกลิ่นหอม    อย่างไรก็ตาม อาการเท้าบวม🦶  (รวมไปถึงอาการมือบวมในคุณแม่บางท่าน) ถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็จริง แต่ก็มีระดับที่บ่งบอกว่านี่เป็นอาการบวมที่ผิดปกติเช่นเดียวกัน คุณแม่ควรหมั่นสังเกตระดับที่บวม หากเริ่มบวมในระดับที่สูงกว่าตาตุ่ม ลามขึ้นมาบริเวณหน้าแข้ง หรืออาจลามหนักขึ้นมาถึงบริเวณส่วนบนของร่างกายอย่างเช่นใบหน้า จะนับเป็นการบวมที่ผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

Content Image

บอกลาปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อยจากการให้นมลูก เพียงทำแบบนี้!

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตั้งครรภ์จะทำให้หน้าอกของคุณแม่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งหย่อนคล้อย เล็กลง และไม่กระชับ แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงนี้อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่ได้เหมือนก่อนตั้งครรภ์ คุณแม่จะสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของลักษณะเต้านม ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ขนาด หรือความไวต่อสัมผัสต่างๆ โดยเฉพาะหลังจากที่คุณแม่ให้นมเจ้าตัวน้อยแล้ว วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมวิธีฟื้นฟูหน้าอกพี่หย่อนคล้อยจากการให้นมบุตร เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ 💁‍♀️วิธีฟื้นฟูเต้านม เปลี่ยนหน้าอกหย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึง มีดังต่อไปนี้👉หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอการออกกำลังจะช่วยให้คุณแม่มีกล้ามเนื้อหน้าอกที่กระชับขึ้น ไม่หย่อนคล้อยเหมือนเก่า โดยคุณแม่สามารถเลือกการออกกำลังกายตามต้องการได้ เช่น การออกกำลังกายแบบ Weight training เบาๆ🏋️‍♀️ แต่การโหมออกกำลังกายหนักๆ จนเกินไป ก็อาจจะทำให้หน้าอกที่หย่อนคล้อยของคุณแม่ดูแย่ลงกว่าเดิม เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรต้องระวังในเรื่องนี้ด้วยนะคะ👉เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวคุณแม่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้น โดยการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์🧴เพื่อให้ผิวบริเวณหน้าอกชุ่มชื้นและใช้สครับขัดเต้านมอย่างอ่อนโยนขณะอาบน้ำ เพื่อเป็นการผลัดเซลล์ผิวบริเวณหน้าอกบ้าง เพราะการทำเช่นนี้สามารถช่วยให้หน้าอกที่หย่อนคล้อยกลับมากระชับได้👉ปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพคุณแม่ควรใส่ใจและเริ่มปรับปรุงท่าทางการเดินด้วยการยืดไหล่และหลังตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้แทนจะดีกว่าค่ะ เพราะการเดินแบบอกผายไหล่ผึ่งจะทำให้หน้าอกของคุณแม่ไม่ดูหย่อนคล้อยและได้รูปสวย ขอแนะนำว่าไม่ให้คุณแม่เดินหลังค่อมและไหล่งอ🙅‍♀️ เพราะจะยิ่งทำให้หน้าอกของคุณแม่ดูหย่อนคล้อยมากกว่าเดิม 👉ลดการบริโภคไขมันสัตว์คุณแม่ควรลดการรับประทานอาหารจำพวกไขมันสัตว์ที่เต็มไปด้วยคอเรสเตอรอลออกไปให้มากที่สุด เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้น้ำหนักตัวของคุณแม่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน คุณแม่ควรหันไปรับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างธัญพืช🥜 ผัก🥦 และผลไม้🍎แทน รวมไปถึงการรับประทานน้ำมันมะกอก วิตามินบี และวิตามินอีแทนที่ไขมันสัตว์ ซึ่งมีส่วนช่วยต่อต้านริ้วรอย ปรับโทนสีผิว และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวของคุณแม่ได้อีกด้วย และรวมไปถึงวิธีดังต่อไปนี้👉อาบน้ำร้อนและเย็นสลับกันการอาบน้ำร้อนจะช่วยเปิดรูขุมขน และการอาบน้ำเย็นจะช่วยกระชับรูขุมขน🛀 ดังนั้นการอาบทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็นสลับกันเช่นนี้จะยิ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการไหลเวียนของโลหิตที่ดีขึ้นจะช่วยปรับโทนสีผิวให้แลดูสม่ำเสมอ ขับสารพิษ และทำให้สารอาหารในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น 👉ปรับปรุงท่าทางการให้นม การให้นมลูกด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้หน้าอกของคุณแม่ยิ่งดูหย่อนคล้อยมากขึ้น เช่น การวางเจ้าตัวเล็กไว้บนที่นอนและคุณแม่โน้มตัวลงไปป้อนนมเขา ดังนั้น คุณแม่อาจขอรับคำแนะนำและศึกษาท่าทางการให้นมลูกที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️หรือคุณแม่ที่มีประสบการณ์มาก่อนได้ค่ะ 👉ค่อยๆให้ลูกหย่านม หากคุณแม่ต้องการที่จะเริ่มหย่านมลูก ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยการลดการให้นมเขาทีละน้อยๆ เพื่อให้เนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหน้าอกมีเวลามากพอที่จะฟื้นตัวและกลับไปมีรูปร่างหน้าอกที่คล้ายก่อนการตั้งครรภ์นั่นเองค่ะโดยคุณแม่สามารถศึกษาวิธีการหย่านมอย่างถูกต้องจากช่องทางบนอินเทอร์เน็ต📱หรือขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมบุตรได้ด้วยเช่นกัน👉งดการสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่🚬เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะกับคุณแม่ที่อยากฟื้นฟูเต้านมหลังให้นมลูก เพราะการสูบบุหรี่ช่วยลดความสามารถในการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นในตัวเองของผิวได้อย่างมาก รวมไปถึงจะขัดการการผลิตเซลล์ผิวขึ้นมาใหม่ นำไปสู่การเกิดริ้วรอยก่อนวัย ผิวแห้งกร้าน หน้าอกหย่อนคล้อยนั่นเอง 👉สวมเสื้อชั้นในขนาดพอดีตัวคุณแม่ควรเลือกซื้อเสื้อชั้นใน👙ให้เหมาะสมตั้งแต่ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงหลังคลอด  ควรเน้นไปที่ความยืดหยุ่น สวมใส่สบาย กระชับพอดีตัว ช่วยพยุงหน้าอก และสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรูปร่างของคุณแม่ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพื่อเป็นการป้องกันเต้านมเกิดการหย่อนคล้อยจากการใส่เสื้อชั้นในที่มีขนาดไม่พอดี      ทราบแล้วใช่ไหมคะว่าการฟื้นฟูหน้าอกที่หย่อนคล้อยหลังจากที่แม่ให้นมลูก🤱นั้นสามารถแก้ไขได้ เพียงทำตาม 9 วิธีดังกล่าว หน้าอกของคุณแม่ก็จะกลับมาสวยได้รูปและกระชับเหมือนตอนก่อนตั้งครรภ์แล้วค่ะ!

Content Image

จัดการปัญหาผิวแตกลายขณะตั้งครรภ์

เมื่อตั้งครรภ์และมีอายุครรภ์มากขึ้นเรื่อยๆ ท้องของคุณแม่ก็จะขยายอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดปัญหาแตกลาย ปัญหาแตกลายคงเป็นปัญหาที่คุณแม่หลายๆคนกำลังกังวลใจอยู่ใช่ไหมคะ เราจะมีวิธีการรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ  ทำไมตั้งครรภ์แล้วจึงมีผิวแตกลาย?สาเหตุของการเกิดผิวแตกลายสาเหตุของผิวแตกลายนั้นเกิดจากการที่เนื้อเยื่อของผิวชั้นกลางมีการขยายอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์🤰 ซึ่งทำให้คอลลาเจนและความยืดหยุ่นใต้ผิวลูกทำลาย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โดย 90% ของผู้ที่ตั้งครรภ์จะพบกับปัญหารอยแตกลายนี้การป้องกันการเกิดรอยแตกลายควบคุมน้ำหนักแน่นอนว่าในการตั้งครรภ์น้ำหนักของคุณแม่🤰จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คุณแม่สามารถที่จะรักษาน้ำหนักโดยค่อยๆเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ รวมถึงสามารถทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และออกกำลังกายตามที่คุณหมอแนะนำได้ค่ะ เติมความชุ่มชื้นให้ผิวหากคุณแม่ไม่อยากให้เกิดรอยแตกลายแล้วล่ะก็วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์🧴หรือน้ำมันทาผิว จะช่วยลดโอกาสการเกิดรอยได้ รวมถึงจะช่วยบรรเทาอาการคัน และป้องกันการแห้งกรานของผิวได้ค่ะเลือกทานอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์เราเข้าใจว่าคุณแม่หลายๆคนก็อยากจะทานของอร่อยๆ และของโปรดของตัวเองใช่ไหมคะ แต่จริงๆแล้วอาหารที่คุณแม่รับประทานนั้นล้วนแล้วแต่จะส่งผลต่อทารกในครรภ์ทั้งสิ้น หากทานอาหารที่มีคุณประโยชน์🥬 ก็จะส่งเสริมให้ลูกน้อยแข็งแรง นอกจากนั้น สารอาหารประเภทที่มีวิตามินเอ ดี ซี อี โปรงตีน และสังกะสี ก็มีส่วนช่วยให้ผิวซ่อมแซมตนเองได้ด้วยค่ะลองปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังคุณแม่ท่านใดที่สังเกตเห็นรอยแตกต่างๆบนผิวแล้วมีความรู้สึกไม่สบายใจ สามารถไปพบแพทย์ผิวหนัง👨‍⚕️เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาลองแตกลายเหล่านี้ได้ ซึ่งแพทย์ผิวหนังอาจแนะนำวิธีการรักษาและลดรอยแตกบนผิวของคุณแม่ได้ค่ะ ลองใช้ชุดพยุงครรภ์ทราบหรือไม่คะว่า การใส่ชุดพยุงครรภ์🤰สามารถช่วยป้องกันการแตกของผิวหนังบริเวณท้องได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าชุดพยุงครรภ์จะช่วยรองรับน้ำหนักครรภ์ได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งก็จะช่วยลดอาการปวดเอว ปวดหลัง และยังช่วยลดโอกาสในการยืดขยายของผิวหนังหน้าท้องได้อีกด้วยสเตียรอยด์เลี่ยงได้เลี่ยงโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวต่างๆ🧴 ที่ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะในครีมบางตัวมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ จึงทำให้ผิวของคุณแม่เสี่ยงกับการเกิดรอยแตกลายมากขึ้น เพราะคอลลาเจนในผิวโดนทำลาย ดังนั้นคุณแม่ควรจะเลือกดูผลิตภัณฑ์อย่างระมัดระวังนะคะ 

Content Image

นมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เลือกแบบไหนดี?

     การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ นม🥛เป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะแคลเซียมซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างกระดูกและฟันของลูกน้อยค่ะ🦷ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถดื่มนมได้ทุกประเภท เช่น นมวัว🐄 นมแพะ🐐 นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ และนมข้าวโอ๊ต หากคุณแม่ไม่สามารถรับประทานแคลเซียมได้เพียงพอจากอาหาร นมเสริมแคลเซียมสามารถช่วยเพิ่มปริมาณแคลเซียมได้เช่นกันค่ะ นมพร่องมันเนยมีไขมันต่ำกว่านมปกติ ซึ่งเหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก นมไขมันต่ำมีไขมันต่ำกว่านมปกติ แต่ยังคงมีสารอาหารที่จำเป็นอยู่ นมพร่องแลคโตสเหมาะสำหรับคุณแม่ที่แพ้แลคโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่พบในนมค่ะนมบำรุงสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์นมบำรุงสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการทางโภชนาการที่เพิ่มขึ้นของผู้หญิงในระหว่างตั้งครรภ์ นมเหล่านี้มักเสริมด้วยสารอาหารที่จำเป็น เช่น แคลเซียม เพื่อช่วยในการสร้างกระดูก🦴และฟันของทารก วิตามินดี เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม โฟเลต เพื่อช่วยป้องกันความผิดปกติของท่อประสาท ธาตุเหล็ก เพื่อช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง กรดไขมันโอเมก้า3 เพื่อช่วยในการพัฒนาสมองและสายตาของทารกค่ะคำแนะนำในการดื่มนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คุณแม่ๆ สามารถดื่มนมประมาณ 3-4 แก้วต่อวัน🥛 และเลือกนมที่เสริมแคลเซียมหากคุณแม่ไม่สามารถรับประทานแคลเซียมได้เพียงพอจากอาหารค่ะ หากคุณแม่ตั้งครรภ์แพ้แลคโตส ให้เลือกนมพร่องแลคโตสแทนได้ค่ะ และควรปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ก่อนดื่มนมเสริมแคลเซียมหรือวิตามินอื่นๆ การดื่มนมที่เพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ โดยการเลือกนมที่เหมาะสมและดื่มในปริมาณที่แนะนำ คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทั้งตัวเองและลูกน้อยค่ะทำไมคนท้องต้องดื่มนมนมเป็นแหล่งแคลเซียมและวิตามินดีที่ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของกระดูกและฟันของทารกในครรภ์🤰 นอกจากนี้ นมยังมีโปรตีนและไขมันซึ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการโดยรวมของทารกอีกด้วยค่ะนมบำรุงครรภ์แบบไหนที่คนท้องดื่มได้หญิงตั้งครรภ์สามารถดื่มนมได้หลายประเภทตามความชอบส่วนบุคคลและความต้องการทางโภชนาการ นมวัว🐄เป็นตัวเลือกทั่วไปและมีโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี และวิตามินบี โดยทั่วไปแล้วนมวัวพร่องมันเนยหรือไขมันต่ำจะแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์และครอบครัวที่มีอายุมากกว่า 2 ปีค่ะ ตัวเลือกนมอื่นๆ ได้แก่ นมแพะ ซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินบี 2 ตามธรรมชาติ แม้ว่าอาจมีรสชาติที่แรงกว่า สำหรับผู้ที่แพ้แลคโตสหรือชอบตัวเลือกที่ไม่ใช่นมวัว ก็มีนมจากพืชเป็นทางเลือก เช่น นมถั่วเหลือง นมข้าว นมอัลมอนด์ นมกัญชง นมข้าวโอ๊ต นมมะพร้าว🥥 และนมแคชว นมทางเลือกเหล่านี้ไม่มีแลคโตสตามธรรมชาติและมักเสริมด้วยแคลเซียม วิตามินเอ และสารอาหารอื่นๆ ควรเลือกนมทางเลือกที่ผ่านการพาสเจอไรซ์เพื่อความปลอดภัยค่ะ ควรหลีกเลี่ยงนมดิบหรือไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจมีแบคทีเรีย🦠ที่อาจเป็นอันตรายต่อแม่และลูก นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมบางชนิด เช่น ชีสราและชีสนุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงนะคะเลือกนมสำหรับคนท้องยังไงให้ดีทั้งแม่และลูกการเลือกนมที่เหมาะสมสำหรับหญิงตั้งครรภ์นั้นต้องคำนึงถึงความต้องการทางโภชนาการของทั้งแม่และลูก🍽️ นมวัวเป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น แคลเซียม วิตามินดี และวิตามินบี ซึ่งมีความสำคัญต่อทั้งแม่และลูกที่กำลังเติบโต💪 อย่างไรก็ตาม ความชอบและความไวของแต่ละบุคคลอาจส่งผลต่อการเลือกนม สำหรับผู้ที่ชอบนมที่ไม่ใช่นมวัว ทางเลือกจากพืช เช่น นมอัลมอนด์และนมถั่วเหลือง อาจเป็นตัวทดแทนที่เหมาะสม เนื่องจากไม่มีแลคโตสตามธรรมชาติและมักเสริมแร่ธาตุ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ แม้ว่านมจะให้สารอาหารมากมาย แต่ก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางโภชนาการทั้งหมดในระหว่างตั้งครรภ์ได้ อาหารที่สมดุลซึ่งประกอบด้วยอาหารมื้อหลักก็มีความสำคัญเช่นกัน หญิงตั้งครรภ์ควรตั้งเป้าหมายดื่มนมวันละสองถึงสามแก้ว✅ เว้นแต่จะมีข้อจำกัดหรือข้อห้ามใดๆ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคนมดิบหรือไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงต่อทั้งแม่และลูกค่ะนมบำรุงประเภทไหนคุณแม่ท้องควรหลีกเลี่ยงหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมดิบที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการปนเปื้อนของแบคทีเรียนะคะ🦠หากแม่ดื่มนมวัวขณะตั้งครรภ์ลูกจะเกิดอาการภูมิแพ้ไหมการดื่มนมวัวในระหว่างตั้งครรภ์อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอาการแพ้ในทารกได้จริง🤮 มีการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการที่คุณแม่บริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมในปริมาณมากในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในคุณแม่ที่ไม่มีอาการแพ้ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้นมวัวในลูกน้อยน้อยลง นอกจากนี้ การศึกษาในประเทศสวีเดนยังพบว่าเด็กที่คุณแม่รับประทานนมวัวในระหว่างตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้น้อยลง และการศึกษามีอีกชิ้นหนึ่งระบุว่าการที่คุณแม่บริโภคนมวัวมากขึ้นในระหว่างให้นมบุตรมีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการแพ้อาหารในเด็กน้อยลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยลดอาการแพ้ในวัยเด็กได้เสมอไปค่ะ

Content Image

น้ำคร่ำแตกก่อนคลอด รับมือยังไง?

      น้ำคร่ำแตก Premature Rupture of Membranes (PROM) หรือเรียกง่ายๆว่า น้ำเดิน เป็นภาวะที่ถุงน้ำคร่ำได้มีการรั่วหรือแตกเองก่อนที่คุณแม่จะเจ็บครรภ์คลอด สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์เดือนที่ 9 ซึ่งเป็นระยะใกล้คลอด🤰ปัญหาภาวะน้ำคร่ำแตกเป็นปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อย และอาจเป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับน้ำคร่ำแตกมาให้คุณแม่ได้ทราบสาเหตุที่ทำให้น้ำคร่ำแตกก่อนกำหนดภาวะเลือดออกทางช่องคลอดสามารถพบได้ในคุณแม่ที่มีประวัติเลือดออก🩸ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในรายที่มีเลือดออกกะปริดกะปรอยบ่อยๆ และยังสามารถเกิดขึ้นในหลายๆช่วงของการตั้งครรภ์เช่น ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ตามลำดับ การติดเชื้อในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ยกตัวอย่างเช่น การติดเชื้อที่ปากมดลูกและที่ปากช่องคลอด จะมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย 🦠 ได้สร้างสาร Phospholipase ขึ้นมา ซึ่งทำหน้าที่เป็นเอนไซม์กระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก อาจทำให้เกิดการแตกของถุงน้ำคร่ำได้การสูบบุหรี่ในรายของคุณแม่ที่สูบบุหรี่ 🚬 จะมีโอกาสเสี่ยงสูงมากถึง 2-4 เท่าที่จะเจอภาวะน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด เมื่อเทียบกับคุณแม่ที่ไม่ได้สูบบุหรี่อาการน้ำคร่ำรั่วเป็นอย่างไรวิธีสังเกตว่าน้ำคร่ำรั่วให้คุณแม่วางผ้าอนามัยหรือผ้าซับในกางเกงใน หลังจากนั้น 30นาที - 1 ชั่วโมงให้ตรวจดูสีของของเหลว ถ้าเป็นสีเหลือง คือปัสสาวะ แต่ถ้าไม่ใช่สีเหลือง ถือว่าเป็นการรั่วของน้ำคร่ำปัจจัยเสี่ยงต่อการรั่วไหลของน้ำคร่ำหากมีการรั่วไหล💧ของน้ำคร่ำในช่วงไตรมาสที่ 1 หรือ 2 อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ การแท้งบุตร ความพิการทางกำเนิด และรวมไปถึงการคลอดก่อนกำหนดวิธีการรักษาหากน้ำคร่ำเดินก่อนกำหนดโทรปรึกษาสูตินรีแพทย์หาคุณแม่พบว่าน้ำคร่ำมีสีผิดปกติ เช่นสีเขียวหรือสีเหลืองน้ำตาล เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทารก 🚼 มีการเคลื่อนไหวของลำไส้ในครรภ์ อาจส่งผลให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนในการหายใจในขณะคลอดลูกได้แอดมิทเข้าโรงพยาบาลหากคุณแม่พบว่ามีน้ำคร่ำเดินก่อนกำหนด ซึ่งถือว่าเป็นภาวะครรภ์เสี่ยงสูง คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์👨‍⚕️ให้เร็วที่สุด เพื่อที่แพทย์จะได้กำหนดแนวทางในการรักษาอย่างถูกต้อง และป้องกันความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์     คุณแม่ควรใส่ใจดูแลสุขภาพในขณะตั้งครรภ์🤰เป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกอย่างที่คุณแม่ทำนั้นอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ทั้งสิ้นไม่มากก็น้อย และเพื่อป้องกันภาวะครรภ์เสี่ยง คุณแม่ควรเริ่มฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เลือกคุณหมอที่มีประสบการณ์รับฝากครรภ์ เพื่อเสริมความมั่นใจว่าทั้งแม่และเด็กในครรภ์จะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย

Content Image

อาหารเสริมคนท้อง กินตอนไหนดี?

      สำหรับพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยในครรภ์🤰 ไม่ว่าจะด้านไหนล้วนมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลากหลายปัจจัย หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญก็คือสารอาหาร🍲ที่คุณแม่ได้รับ หากคุณแม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะเป็นการเพิ่มความมั่นใจได้ว่าร่างกายของทารกจะมีการเจริญเติบโตในครรภ์ได้อย่างเหมาะสมและเป็นไปตามเกณฑ์ สำหรับกลุ่มอาหารหลักที่ให้พลังงาน 3 กลุ่ม ได้แก่ อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะหารับประทานเท่าใดนัก แต่สำหรับอาหารในกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุ อาจดูเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและหารับประทานได้ยากกว่า นอกจากมื้อหลักแล้วหลายๆท่านจึงหันมารับประทานอาหารเสริมควบคู่เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายไม่ได้ขาดสารอาหาร 2 กลุ่มดังกล่าว วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูว่า ในฐานะที่เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ สามารถรับประทานอาหารเสริมประเภทไหนช่วงไหนได้บ้างค่ะ💁‍♀️ประเภทหลักของอาหารเสริม💊อาหารเสริมประเภทวิตามิน    อันที่จริงแล้ว หากคุณผู้หญิงมีแผนในอนาคตว่าอยากมีเจ้าตัวน้อย และตนเองได้เข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์แล้ว ก็สามารถเลือกรับประทานอาหารเสริมประเภทวิตามิน💊ได้เลยค่ะ สำหรับคุณผู้หญิงที่ยังไม่ได้ตั้งครรภ์ แนะนำเป็นวิตามินในกลุ่มบำรุงก่อนตั้งครรภ์หรือที่เรียกว่า Prenatal Vitamins ค่ะ และหากไม่ได้มีเงื่อนไขทางสุขภาพใดเป็นพิเศษ สามารถเลือกรับประทานวิตามินในรูปแบบวิตามินรวมได้ ไม่จำเป็นต้องเจาะจงไปที่วิตามินชนิดใดชนิดหนึ่งค่ะ💊อาหารเสริมประเภทกรดโฟลิก    กรดโฟลิก โฟเลต หรือวิตามินบี 9 นั้นล้วนแล้วแต่หมายถึงสารอาหารชนิดเดียวกัน กรดโฟลิกจะมีส่วนสำคัญในกระบวนการเสริมสร้างระบบประสาท🧠ของร่างกาย ในกรณีที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นได้รับกรดโฟลิกไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกในครรภ์ต้องประสบกับความผิดปกติในระบบประสาทรูปแบบต่างๆ จนไปถึงภาวะกะโหลกศีรษะไม่สมบูรณ์ ดังนั้น สำหรับคุณผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์👩ที่ยังไม่ตั้งครรภ์ควรได้รับกรดโฟลิกประมาณ 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน และหากเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ปริมาณที่แนะนำจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 0.4-0.8 มิลลิกรัมต่อวันแทนค่ะ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรรับประทานเกิน 1 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ เพราะการได้รับกรดโฟลิกที่มากเกินความจำเป็นอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม🍼และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในกรณีที่กำลังตั้งครรภ์นั้น การได้รับกรดโฟลิกที่มากเกินไปก็อาจส่งผลให้ทารกมีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทและสมองอยู่ดีค่ะ💊อาหารเสริมประเภทโคลีน    เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่มีบทบาทในการเสริมสร้างระบบประสาทและสมองทั้งต่อร่างกายของคุณผู้หญิงเองและต่อร่างกายของทารกในครรภ์🤰ในกรณีที่เป็นคุณแม่แล้ว นอกจากนี้ยังเสริมสร้างความสมบูรณ์ของรกแม่ด้วยค่ะ แม้จะเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญและมีอยู่ในอาหารธรรมชาติประเภทเนื้อสัตว์🥩อยู่แล้ว แต่ก็มักจะเป็นปริมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ค่ะ สำหรับคุณผู้หญิงที่ยังไม่เป็นคุณแม่ แนะนำว่าควรได้รับโคลีนประมาณ 425 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรเพิ่มปริมาณเป็น 450 ใิลลิกรัมต่อวัน และในกรณีที่เป็นคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร🤱 แนะนำว่าควรรับประทานในปริมาณมากถึง 550 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ💊อาหารเสริมประเภทโอเมก้า 3    แม้จะมีชื่อว่าโอเมก้า 3🐟 แต่อันที่จริงแล้วสารอาหารประเภทนี้มีส่วนประกอบสำคัญเป็นกรด 2 ชนิด ได้แก่ EPA และ DHA ค่ะ กรด 2 ชนิดนี้ก็เป็นสารอาหารอีกกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทและสมอง🧠 นอกจากนี้ยังเสริมสร้างเกี่ยวกับการมองเห็น👁️ของทารกในครรภ์ นอกจากจะส่งผลต่อเจ้าตัวน้อยแล้ว ในกรณีที่เป็นคุณแม่ที่พึ่งคลอดเสร็จ สารในกลุ่มนี้ยังช่วยลดภาวะเครียด🤯หลังคลอดได้อีกด้วยค่ะ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ แนะนำว่าควรได้รับสารทั้ง 2 ชนิดที่เป็นส่วนประกอบของโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ สำหรับ EPA จะแนะนำที่ปริมาณ 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน และสำหรับ DHA จะแนะนำในปริมาณที่สูงกว่าเล็กน้อยคือ 200-500 มิลลิกรัมต่อวัน ในกรณีที่เป็นคุณผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่เป็นคุณแม่ สามารถลดปริมาณจากที่แนะนำได้เล็กน้อยค่ะอาการเสริมในกลุ่มแร่ธาตุประเภทอื่นๆ✨ธาตุเหล็ก นับเป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญในการบำรุงเลือด🩸ของคุณผู้หญิง ในกรณีของคุณผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่เป็นคุณแม่ ควรได้รับธาตุเหล็กไม่ต่ำกว่า 15 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากกำลังเป็นคุณแม่ ควรได้รับธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงถึง 27-40 มิลลิกรัมต่อวันเลยค่ะ✨ธาตุไอโอดีน เป็นธาตุที่มีบทบาทกับระบบของร่างกายหลายๆระบบรวมถึงระบบเผาผลาญของร่างกาย และเป็นที่ทราบกันดีว่าส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง🧠ของทารกโดยตรง ดังนั้นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ แนะนำว่าควรได้รับไอโอดีนไม่น้อยกว่า 0.22 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ✨ธาตุสังกะสีหรือซิงค์ (Zinc) เป็นธาตุที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของระบบภูมิคุ้มกัน🛡️ในร่างกายทารก รวมไปถึงความสมบูรณ์ของเซลล์ร่างกายอีกด้วย สำหรับคุณผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่เป็นคุณแม่ แนะนำว่าควรได้รับสังกะสีประมาณ 8-11 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถรับประทานประมาณ 11 มิลลิกรัมได้เลยค่ะ แต่ก็ควรระวังไม่ให้เกิน 40 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ     อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารเสริมแล้ว นั่นแปลว่าคุณผู้หญิงควรรับประทานอาหารหลัก🍲ให้เพียงพอก่อน การรับประทานอาหารเสริมจึงจะเกิดประโยชน์และมีความคุ้มค่า นอกจากนี้ทุกครั้งที่จะรับประทานอาหารเสริม หากเป็นคนที่มีโรคประจำตัวหรือเงื่อนไขทางสุขภาพบางอย่างอยู่แล้ว ควรเข้ารับการตรวจร่างกายและขอคำแนะนำจากแพทย์👩‍⚕️ก่อน ว่าตนเองสามารถรับประทานอาหารเสริมประเภทต่างๆได้หรือไม่ค่ะ

Content Image

ยากันแท้งคืออะไร แม่ท้องจำเป็นต้องฉีดไหม

     คุณแม่ที่เป็นห่วงสุขภาพของทารกภายในครรภ์ อาจเคยได้ยินคุณหมอพูดถึงยากันแท้งกันบ้างแล้วใช่ไหมคะ ยากันแท้งคืออะไร หมอจะฉีดยากันแท้ง💉ให้ตอนไหน เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะยากันแท้ง คืออะไร?💊ยากันแท้ง (Progestogen)ยากันแท้งจะเป็นฮอร์โมนกลุ่มโปรเจสเตอร์โรนตามธรรมชาติ หรือสังเคราะห์มา โดยปกติยากันแท้งมีทั้งรูปแบบการกิน แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ💉 หรือชนิดสอดเข้าช่องคลอด เพื่อป้องกันการแท้งบุตร ซึ่งจะได้ประโยชน์มากในกลุ่มการแท้งที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนขณะตั้งครรภ์ แต่ถ้าเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ฮอร์โมนก็ไม่สามารถช่วยยับยั้งการแท้งได้สาเหตุของการแท้งลูกโรงพยาบาลพญาไท 3 อธิบายถึงสาเหตุของภาวะแท้งบุตรว่าสามารถพบได้บ่อยในช่วงการตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ซึ่งมีได้หลายสาเหตุ การดูแลและรักษา หรือการเลือกใช้ยากันแท้ง แพทย์จะวินิจฉัย และเลือกใช้ตามสาเหตุ👉สาเหตุที่ทำให้เกิดการแท้ง มีดังต่อไปนี้- มดลูกหรือปากมดลูกมีความผิดปกติ- มีเนื้องอก มีติ่งเนื้อ ในโพรงมดลูก- ปากมดลูกไม่แข็งแรง- เกิดจากการติดเชื้อ🦠- แม่มีฮอร์โมนผิดปกติ - แม่เคยมีประวัติแท้งมาก่อน🩸- เกิดจากโรคทางระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ  เช่น แม่ท้องเป็นโรคเบาหวาน ไทรอยด์เป็นพิษ- มีโรคทางพันธุกรรมหรือโครโมโซม🧬- มีอาการตัวร้อนผิดปกติ- โรคเลือดแข็งตัวผิดปกติสิ่งที่คนท้องควรทำ หากไม่อยากฉีดยากันแท้ง💤ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนคนแม่ตั้งครรภ์ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ😴 ลดความเครียดและลดความวิตกกังวลต่างๆ รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบา ๆ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เลิกดื่มเบียร์🍺 เลิกเหล้า และต้องเลิกสูบบุหรี่ นอกจากนี้ หากคุณหมอมีคำเตือนห้ามมีเพศสัมพันธ์ก็ควรจะงดเว้นตามช่วงเวลาที่คุณหมอกำหนด     หากคุณแม่พบว่าตนเองมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องผิดปกติ มีเลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ ควรรีบมาพบแพทย์👩‍⚕️ เพื่อค้นหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ แพทย์อาจจะแนะนำให้รับยากันแท้งทันที รวมไปถึงไม่ควรรับรับประทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ดื่มแอลกอฮอล์มากๆ และการสูบบุหรี่ เพราะอาจทำให้คุณแม่แท้งลูกในครรภ์ได้

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.