Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 3 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการหายใจไม่สะดวกในหญิงตั้งครรภ์

ช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจกำลังรู้สึกหายใจไม่สะดวก😮‍💨 หายใจได้ไม่เต็มปอด หรืออาจรู้สึกลำบากเวลานอน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในผู้ที่ตั้งครรภ์ โดยอาการจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับสรีระของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ👶🤰 ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ และ วิธีการรับมือกับอาการหายใจไม่สะดวกกันค่ะ ทำไมถึงรู้สึกหายใจไม่สะดวก✨สาเหตุที่คนท้องหายใจได้ไม่สะดวกการเติบโตของทารกในครรภ์👶 การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินหายใจ ทำให้คุณแม่หายใจได้ลำบากขึ้น หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการหายใจของคุณแม่ที่มีมาก่อนแล้วและถูกกระตุ้นเมื่อตั้งครรภ์🤰 โดยอาการหายใจไม่สะดวก😮‍💨 นี้มักพบในไตรมาสที่ 3 เพราะทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ขึ้นส่งผลให้มดลูกขยายตัวไปดันอวัยวะรอบๆ รวมถึงปอดนั่นเองค่ะ✨อาการที่พบได้บ่อยอาการที่พบได้บ่อยได้แก่การหายใจถี่ และรู้สึกเมื่อยล้าง่าย ร่างกายอ่อนแอ มีอาการหายใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีสีเล็บและผิวหนังที่ผิดปกติ🤰 โดยการหายใจไม่สะดวกนี้เป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงอาการจะเป็นมากหรือน้อยแล้วแต่ สรีระของคุณแม่และทารกในครรภ์ค่ะ อาการหายใจไม่สะดวกเป็นอันตรายไหม?การหายใจไม่สะดวกมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม?โดยปกติแล้วอาการหายใจติดขัด😮‍💨 จะไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ เพียงแต่อาจจะทำให้คุณแม่ไม่สบายตัว และอาจรู้สึกลำบากในการนอนหลับ รู้สึกเหนื่อยและเมื่อยล้า หากมีอาการแบบนี้ให้รีบพบแพทย์แต่ถ้าหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีปัญหาการควบคุมลมหายใจอย่างมาก หรือ เกิดการขาดออกซิเจนนานๆ ในกรณีนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อคุณแม่🤰และลูกในครรภ์👶 ในได้นะคะ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรง หายใจไม่ได้นานๆ อ่อนเพลีย เจ็บหน้าออก หรือมีอาการปวดศีรษะ ให้คุณแม่รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะวิธีรับมือกับอาการหายใจติดขัดขณะตั้งครรภ์✨พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องใช้พลังเยอะ อย่างการซักผ้า ล้างจาน ทำกับข้าว เพราะหากทำมากไปจะทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจลำบากและเหนื่อยง่าย✨พยายามนั่งให้ตัวตรงและผ่อนไหล หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น✨หากอยู่ในท่านอนให้ใช้หมอนหนุนร่างกายส่วนบน ก็จะทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นค่ะ ✨หากรู้สึกว่าท่าที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่นี้หายใจไม่ค่อยออกก็ลองหาท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดค่ะ ✨การฝึกหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยหอบได้ดีขึ้นค่ะ ✨อาจลองออกกำลังกายโดยการยกแขนไปข้างหน้าแล้วชูขึ้นศีรษะ แล้วเหวี่ยงแขนไปข้างหลังเบาๆ พร้อมกับหายใจเข้าและออกตามลำดับ เพื่อช่วยขยายปอด

👉 List บทความไตรมาสที่ 3

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 42 สัปดาห์

     ยินดีต้อนรับสู่การตั้งครรภ์ “เกินกำหนด” 🎊 ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ก็ถือว่าเป็นว่าที่คุณแม่กลุ่มน้อยที่อุ้มท้องมาถึงสัปดาห์ที่ 42 นะคะ อย่าไปรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกตินะคะ หากมีคนถามว่าไหนลูกล่ะหรือทำไมถึงไม่เร่งคลอด แม่และทารกแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป และกำหนดคลอดก็เป็นสิ่งที่เกิดจากการประมาณเท่านั้น และจะมีอาการอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 42 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?🍉ทารกมีขนาดตัวเท่าแตงโมในสัปดาห์นี้ ลูกมีขนาดเท่าแตงโมค่ะ เป็นแตงโมที่ใหญ่ขึ้นกว่าสัปดาห์ที่แล้วสักหน่อย ความยาวเฉลี่ยของทารกในสัปดาห์นี้อยู่ที่ประมาณ 20.3 นิ้ว และหนักประมาณ 8.1 ปอนด์ค่ะ ลูกยังคงโตขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ! แต่ไม่ต้องกังวลไป ขนาดตัวของลูกจะไม่ใหญ่จนไม่สามารถคลอดออกมาทางช่องคลอดอย่างแน่นอนอาการเมื่อตั้งครรภ์ได้ 42 สัปดาห์👉อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆต่อครรภ์ อาการในสัปดาห์ที่ 42 นี้อาจจะไม่แตกต่างไปจากที่เกิดขึ้นใน 2 - 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตะคริว นอนไม่หลับ ปวดหลัง อึดอัดบริเวณอุ้งเชิงกราน ริดสีดวงทวาร ปัสสาวะบ่อย🚽 และมดลูกบีบตัว แค่ทุกอย่างอาจดูมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมีมากขึ้น เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรก ระดับน้ำคร่ำลดลง และสายสะดือย้อย ส่วนลูกก็มีความเสี่ยงที่จะต้องเข้าไปอยู่ในห้อง NICU มากขึ้น ให้คุณแม่นับลูกดิ้นอย่างสม่ำเสมอและแจ้งคุณหมอ👩‍⚕️ถ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ รวมถึงหากมีอาการที่น่ากังวล เช่น ตกขาวผิดปกติ มีเลือดออก🩸 และมีอาการเจ็บในช่องท้องการอัลตร้าซาวน์ในช่วงตั้งครรภ์ 42 สัปดาห์👉ผิวของทารกจะเริ่มแห้งแล้วเนื่องจากทารกในครรภ์วัย 42 สัปดาห์นั้นกำลังผลัดไขที่เคลือบผิวเอาไว้ออกไป ผิวของลูกจึงจะเริ่มแห้งแล้วในตอนนี้👶 แพทย์ยังต้องติดตามสภาพของทารกอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจ NST (Non-stress test) และการตรวจ BPP (Biophysical profile) เพื่อให้แน่ใจว่าลูกยังเคลื่อนไหวปกติ ระดับน้ำคร่ำยังไม่ลดลง ยังหายใจปกติ และอัตราการเต้นของหัวใจ🫀ยังดีอยู่     ดังนั้นการอุ้มท้องมาถึงสัปดาห์ที่ 42 นี้จึงไม่มีอะไรที่ผิดปกติเลยสักนิด และในขณะที่คุณแม่อาจรู้สึกว่าตัวเองใกล้บ้าจากความกังวลสารพัด😥 อย่าลืมว่า 98% ของทารกนั้นจะคลอดออกมาในช่วงปลายสัปดาห์ที่ 42 เพราะฉะนั้นอีกไม่นานคุณแม่จะได้เจอลูกแล้วค่ะ รับปากได้เลย! ขอให้คุณแม่วางใจว่า ตราบใดที่ลูกได้รับการดูแลจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ ลูกก็ยังสบายดีอยู่ในท้อง และเตรียมพร้อมออกมาเจอคุณแม่เร็วๆ นี้แล้ว!🤱

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

อันตรายของกลุ่มอาการ HELLP Syndrome

 คุณแม่หลายท่านคงอาจจะคุ้นหูกับกลุ่มอาการ HELLP ( HELLP Syndrome) มาบ้างแล้วใช่ไหมคะ ซึ่งอาการนี้เป็นอาการที่เกี่ยวกับตับ ความดันโลหิตและเลือด🩸ของคุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่หลังคลอด เนื่องจากอาการไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยเป็นไปได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามอาการ HELLP ขณะตั้งครรภ์ก็จัดเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความร้ายแรงมากจนเสี่ยงต่อชีวิตได้ วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับอาการ  HELLP Syndrome และแนวทางการรักษามาให้คุณแม่ได้ทราบค่ะ💁‍♀️HELLP Syndrome มีอาการอย่างไร?อาการของคุณแม่ที่เป็น HELLP Syndrome งั้นจะค่อนข้างสังเกตได้ยาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นอาการกว้างๆคล้ายกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบ โรคถุงน้ำดี การติดเชื้อไวรัสในกระเพาะอาหาร และอาการโดยทั่วไปของคนตั้งครรภ์ จึงทำให้คุณหมอวินิจฉัยโรคได้ยากค่ะ ✨อาการป่วยขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล คุณแม่ตั้งครรภ์แต่ละรายล้วนแสดงอาการที่แตกต่างกันไป บางรายอาจมีอาการไม่สบาย🤒 รู้สึกอ่อนแรง และบางรายอาจมีอาการปวดท้องส่วนบน ปวดศีรษะ คลื่นไส้และอาเจียน เป็นต้น ในคุณแม่บางรายอาจจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสายตาพร่ามัวทำให้มองเห็นภาพเบลอ😵‍💫 ส่วนอาการที่พบได้ยากที่สุดจะเป็นอาการเลือดกำเดาไหล หรืออาการชัก ซึ่งถือว่าเป็นอาการรุนแรง ควรเข้าพบแพทย์ทันทีสาเหตุของการเกิด HELLP Syndrome ขณะตั้งครรภ์💫เกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษหากคุณแม่มีภาวะครรภ์เป็นพิษซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น🩸 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณแม่ทุกท่านที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษจะต้องมีอาการ HELLP Syndrome นะคะ💫คุณแม่มีโรคประจำตัวอาการ HELLP Syndrome อาจเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัญหาสุขภาพมาก่อนหน้าแล้ว เช่น โรคเบาหวาน🍰 โรคความดัน โรคไต โรคอ้วน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น 💫คุณแม่ที่ตั้งครรภ์มามากกว่า 2 ครั้งสำหรับคุณแม่ที่ผ่านการตั้งครรภ์มามากกว่า 2 ครั้งนั้นจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นหากเคยมีอาการ HELLP Syndrome ขณะตั้งครรภ์มาก่อนแล้ว 💫อายุของคุณแม่ตั้งครรภ์คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในช่วงอายุมาก👩‍🦳 หมายถึงคุณแม่ที่มีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะมีอาการ HELLP Syndrome ได้มากกว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุน้อยค่ะ แนวทางการป้องกัน HELLP Syndrome ขณะตั้งครรภ์💊การให้ยาลดความดันเนื่องจากอาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีความรุนแรงและอันตรายต่อตัวคุณแม่เป็นอย่างมาก แพทย์จึงจำเป็นต้องสั่งยาเพื่อรักษาอาการ เช่นยาลดความดัน ยากระตุ้นหัวใจ🫀 เพื่อเป็นการควบคุมความดันของคุณแม่ ในกรณีที่แพทย์ไม่สามารถควบคุมความดันได้นั้นแสดงว่ามีอาการรุนแรงมากจนถึงขั้นอาจจะต้องยุติการตั้งครรภ์💊การให้ยาป้องกันอาการชักสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรงนั้นมักมาพร้อมกับอาการชัก ซึ่งเสี่ยงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ แพทย์จึงแนะนำให้ใช้ยาป้องกันการอาการชักอย่างต่อเนื่องไปจนถึงหลังคลอดภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง🕓 และจะมีการติดตามอาการและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลานานสุดถึง 2 อาทิตย์หลังคลอด เพราะถือว่ามีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก🩸การยุติการตั้งครรภ์ ก่อนที่แพทย์จะทำการยุติการตั้งครรภ์นั้น แพทย์จะทำการพิจารณาให้คลอดก่อนกำหนด หากคุณแม่มีอายุครรภ์มากกว่า 34 สัปดาห์และปากมดลูกเปิดแล้ว แพทย์จะทำการทำคลอดแบบธรรมชาติให้โดยเร็วที่สุด หรืออาจจะต้องใช้วิธีการผ่าคลอด ในกรณีที่ปากมดลูกของคุณแม่ยังไม่เปิดหรือว่ามีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต💀     อย่างไรก็ตาม HELLP Syndrome จัดว่าเป็นปัญหาทางสุขภาพที่มีความรุนแรงต่อแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์👶 ทำให้แพทย์พิจารณาให้การคลอดก่อนกำหนดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงแทรกซ้อนที่จะตามมาภายหลัง หลังจากที่ผู้ป่วยคลอดบุตรแล้ว แพทย์จะรักษาอาการตามความรุนแรงและอายุครรภ์ อาจมีการใช้ยาคอร์ตโคสเตอรอยด์ เพื่อช่วยให้ปอดของทารกที่คลอดก่อนกำหนดเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และการใช้ยา magnesium sulfate ในการต้านอาการชัก รวมไปถึงแพทย์👩‍⚕️จะทำการถ่ายเลือดเพื่อรักษาโรคโลหิตจางและเกล็ดเลือดต่ำด้วยค่ะ 

Content Image

ประโยชน์ของการตรวจอัลตร้าซาวด์ตอนท้อง

     ปัจจุบันเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์การแพทย์🧪นั้นมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เครื่องไม้เครื่องมือเกี่ยวกับการฉายภาพหรือการสร้างภาพทางการแพทย์ก็เช่นกัน วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงวิธีการสร้างภาพทางการแพทย์เทคนิคหนึ่ง เชื่อว่าหลายๆท่านคงเคยผ่านหูผ่านตากันมาไม่น้อย นั้นก็คือการทำอัลตร้าซาวด์นั่นเอง แต่อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าเทคนิคการสร้างภาพทางการแพทย์นั้นมีหลากหลายมาก แล้วทำไมการอัลตร้าซาวนด์ยังคงเป็นที่นิยมในการตรวจครรภ์ของคุณแม่ เราไปดูกันเลยค่ะ💁‍♀️รู้จักกับอัลตร้าซาวด์เบื้องต้นการทำอัลตร้าซาวด์นั้นคือการปล่อยคลื่นความถี่สูงออกไปสู่อวัยวะหรือบริเวณที่แพทย์ต้องการตรวจ ถ้าพูดถึงการตรวจครรภ์ก็คือการปล่อยคลื่นไปยังบริเวณหน้าท้องของคุณแม่🤰 เมื่อคลื่นเหล่านั้นกระทบกับอวัยวะภายในก็จะเกิดการสะท้อนกลับตามคุณสบัติปกติของคลื่น จากนั้นตัวรับสัญญาณก็จะสามารถรับคลื่นที่สะท้อนกลับมาได้ ฉายให้เห็นในรูปแบบของภาพอัลตร้าซาวด์🖥️ที่เราเคยเห็นกัน เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้คลื่นในการตรวจ จึงค่อนข้างปลอดภัยต่อการตรวจคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สุดในบรรดาวิธีการสร้างภาพทางการแพทย์ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้รังสี☢️ค่ะทำอัลตร้าซาวด์ไปเพื่ออะไรตามที่กล่าวไปว่าการอัลตร้าซาวด์นั้นเป็นเทคโนโลยีการสร้างภาพถ่ายทางการแพทย์วิธีหนึ่ง วัตถุประสงค์ของการทำอัลตร้าซาวด์จึงขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ต้องการนำภาพถ่าย🎞️นั้นไปทำอะไรต่อ โดยจะสามารถแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆได้ดังนี้ค่ะ✨นำภาพถ่ายไปวินิจฉัยโรคต่อ🩺 เนื่องจากการทำอัลตร้าซาวด์สามารถทำให้แพทย์มองเห็น👁️ถึงอวัยวะภายในได้ หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะภายใน ภาพอัลตร้าซาวด์ก็จะถูกนำไปใช้ประกอบการวินิฉัยโรคค่ะ✨นำภาพถ่ายไปวิเคราะห์สภาพครรภ์ คำว่าสภาพครรภ์นั้นค่อนข้างเป็นคำกว้างๆ หากจะจำกัดความให้แคบลง ก็เช่นนำไปใช้วิเคราะห์ลักษณะร่างกายของทารกในครรภ์🚼 ใช้ข้อมูลไปกะประเมินอายุครรภ์ วิเคราะห์เพศของเด็ก วิเคราะห์ความยาวของลำตัวและน้ำหนักของทารกค่ะ✨นำภาพไปใช้ประกอบการทำหัตถการทางการแพทย์ เช่นการวางแผนผ่าตัดอวัยวะภายใน จนไปถึงการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจประโยชน์ของการตรวจครรภ์ด้วยวิธีอัลตร้าซาวด์ข้อที่ 1️⃣เป็นวิธีที่ไม่อันตรายกับคุณแม่และทารกในครรภ์🤰 เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้คลื่น ไม่ได้ใช้รังสีเหมือนการเอ็กซเรย์🩻ข้อที่ 2️⃣ไม่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ🩹หรือความรู้สึกเจ็บปวดใดๆระหว่างตรวจข้อที่ 3️⃣บันทึกภาพจากการตรวจได้ผ่านคอมพิวเตอร์🖥️ เพื่อนำไปใช้วิคราะห์คุณภาพการตั้งครรภ์ ความสมบูรณ์และความปกติของทารกในครรภ์ รวมไปถึงภาวะทางสุขภาพของคุณแม่ได้ข้อที่ 4️⃣ทำให้เห็นท่าทางและการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์🚼 ได้ในกรณีที่คุณแม่อายุครรภ์ที่ค่อนข้างมากแล้วข้อที่ 5️⃣ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถทราบถึงเพศของเจ้าตัวน้อย👦👧ในครรภ์ได้ก่อนคลอด เพื่อวางแผนการเลี้ยงดู การเตรียมตัวซื้อข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงการตั้งชื่อให้เด็กข้อที่ 6️⃣ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเห็น👀หน้าตาของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ล่วงหน้า    จะเห็นแล้วนะคะว่าการทำอัลตร้าซาวด์มีประโยชน์กับการตรวจครรภ์อย่างหลากหลายมากๆและเป็นวิธีการตรวจที่ปลอดภัยทั้งต่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ด้วย ดังนั้นหากคุณผู้หญิงกำลังจะเป็นคุณแม่ที่พึ่งเริ่มต้นตั้งครรภ์ ก็อย่าลืมไปฝากครรภ์เพื่อรับการตรวจด้วยวิธีต่างๆที่น่าเชื่อถือจากแพทย์👨‍⚕️กันนะคะ

Content Image

ตรวจอัลตร้าซาวด์แต่ละช่วงอายุครรภ์ บอกอะไรได้บ้าง?

     คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยทราบว่าการทำอัลตร้าซาวด์นั้นค่อนข้างเป็นสิ่งที่จำเป็นในการตรวจครรภ์🤰 แต่การที่มันเป็นสิ่งจำเป็นนั้นแปลว่ามันมีประโยชน์ในรูปแบบที่การตรวจด้วยวิธีอื่นๆนั้นให้ไม่ได้ วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านไปดูถึงสิ่งที่วิธีการทำอัลตร้าซาวด์สามารถบอกได้ในแต่ละช่วงอายุครรภ์ของคุณแม่ และพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการทำอัลตร้าซาวด์ที่ลึกซึ้งมากขึ้นกันค่ะ💁‍♀️การอัลตร้าซาวด์ในแต่ละอายุครรภ์บอกอะไรได้บ้าง✨สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกประมาณ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ การอัลตร้าซาวด์จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความยาวของกระดูกทารกได้ ตรวจความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกแขนขา🦵และกะโหลกศีรษะ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงสำคัญที่การทำอัลตร้าซาวด์จะช่วยคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมในทารก ด้วยการฉายภาพเพื่อวัดความหนาของต้นคอ วัดกระดูกบริเวณจมูก👃 โดยทำร่วมกับการตรวจเลือด🩸ของคุณแม่ค่ะ✨สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 สามารถทำอัลตร้าซาวด์เพื่อวิเคราะห์อายุครรภ์ของคุณแม่ได้ ในกรณีที่คุณแม่มาฝากครรภ์🤰ช้าหรือไม่มั่นใจในอายุครรภ์ของตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถดูความปกติของอวัยวะภายในร่างกายของคุณแม่ได้ รวมไปถึงตำแหน่งของรกและลักษณะของน้ำคร่ำ ว่าทุกอย่างเหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์หรือไม่ เป็นการป้องครรภ์การเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ☠️ สำหรับเจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์ การอัลตร้าซาวด์ในช่วงนี้ก็จะทำให้แพทย์มองเห็นถึงลักษณะของอวัยวะภายนอกรวมถึงใบหน้าของทารกได้ ที่น่าสนใจคือในคุณแม่ที่มีประวัติการคลอด📄ก่อนกำหนดมาก่อน การอัลตร้าซาวด์ในช่วงนี้ยังสามารถช่วยให้แพทย์วัดความยาวของปากมดลูกได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการทำนายโอกาสที่ครรภ์นี้จะเป็นครรภ์คลอดก่อนกำหนดซ้ำค่ะ✨สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 3 จากไตรมาสที่3จนไปถึงช่วงก่อนคลอด การอัลตร้าซาวด์สามารถช่วยประเมินว่าทารก🚼มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย การเคลื่อนไหว การเจริญเติบโตทั้งในด้านของความยาวลำตัวและน้ำหนักเป็นไปอย่างปกติหรือไม่ ตรวจสอบความสมบูรณ์ของน้ำคร่ำ รวมไปถึงบ่งบอกได้ถึงท่าทางในครรภ์ของทารกด้วยค่ะ2 ขั้นตอนของการทำอัลตร้าซาวด์💫ขั้นตอนการทำอัลตร้าซาวด์ทางช่องท้อง👉เมื่อคุณแม่นอนบนเตียงเรียบร้อยแล้ว แพทย์หรือนักรังสี🧑‍🔬เทคนิคจะทำการทาเจล🧴สำหรับการอัลตร้าซาวด์บนหน้าท้องตำแหน่งที่จะนำแท่งหัวอัลตร้าซาวด์จิ้มดูภาพอวัยวะภายใน👉แพทย์หรือนักรังสีจะแตะหัวอัลตร้าซาวด์ลงไปบริเวณที่ต้องการดูภาพ อาจมีการกดเบาๆ👆เพื่อเอื้ออำนวยการปล่อยคลื่นเข้าสู่ร่างกายของคุณแม่ เมื่อคลื่นสะท้อนกลับมา เครื่องอัลตร้าซาวด์ก็จะรับความถี่ของคลื่นที่สะท้อนกลับและแปลงสัญญาณออกมาให้เราเห็นในรูปแบบของรูปภาพบนจอคอมพิวเตอร์ค่ะ🖥️👉แพทย์จะอธิบายถึงลักษณะภาพที่เห็น🔎ผ่านจอของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้คุณแม่เข้าใจว่าเจ้าตัวน้อยในครรภ์👶นั้นมีพัฒนาการทางด้านร่างกายที่เหมาะสมหรือไม่ การเคลื่อนไหวในครรภ์เป็นไปอย่างปกติหรือไม่ มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ที่สามารถตรวจพบได้หรือไม่ค่ะ👉เมื่อทำการตรวจ🩺และพูดคุย🗣️เสร็จเรียบร้อยแล้ว แพทย์หรือนักรังสีก็จะเช็ดเจลอัลตร้าซาวด์ออกจากบริเวณหน้าท้องคุณแม่ก็จะสามารถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องพักฟื้นอะไร โดยปกติแล้วกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แรกจนจบจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง🕓ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่ไม่นานมากนักค่ะ💫ขั้นตอนการทำอัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด👉สำหรับขั้นตอนก็จะมีความคล้ายคลึงกับวิธีการทำทางช่องท้องเลยค่ะ เพียงแต่หากทำบริเวณช่องคลอด แพทย์หรือนักรังสีต้องทำการเปลี่ยนหัวแท่งอัลตร้าซาวด์เพื่อให้เหมาะต่อการสอดใส่เข้าไปทางช่องคลอดมากขึ้น การทำอัลตร้าซาวด์ผ่านทางช่องคลอดจะช่วยให้แพทย์👨‍⚕️สามารถเห็น🔎ลักษณะของมดลูกและรังไข่ได้ค่อนข้างชัดเจนกว่าการตรวจผ่านหน้าท้อง ดังนั้นการเลือกว่าจะอัลตร้าซาวด์ด้วยวิธีใดก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการตรวจอวัยวะใด ต้องการเห็นภาพ🎞️แบบไหนค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น การตรวจครรภ์ด้วยวิธีอัลตร้าซาวด์สามารถบ่งบอกอะไรได้มากมาย และมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงอายุครรภ์🤰 นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อทั้งร่างกายของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ ขั้นตอนการตรวจก็ไม่ซับซ้อนมากนักและไม่ได้ใช้เวลานาน🕓 ดังนั้นการทำอัลตร้าซาวด์จึงเป็นหนึ่งในวิธียอดนิยมที่แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย🩺สุขภาพครรภ์ของคุณแม่ค่ะ

Content Image

ลูกสามารถทำอะไรระหว่างที่อยู่ในครรภ์ได้บ้าง?

คุณพ่อคุณแม่บางท่านคงจะมีความสงสัยกันบ้างใช่ไหมค่ะว่า เอ... ลูกน้อยที่กำลังอยู่ในท้องของคุณแม่เนี่ยสามารถรับรู้อะไรได้บ้างนะ จะสามารถจำเสียงของคุณพ่อคุณแม่ได้หรือเปล่า อยู่ในครรภ์ลูกน้อยทำอะไรได้บ้าง วันนี้เราได้นำข้อมูลมาฝากกันแล้วค่ะทารกสามารถรับรู้...แม่ชอบอาหารอะไรลูกก็ชอบอาหารที่คุณแม่ทานเข้าไปในแต่ละมื้อ🍲นั้นจะถูกส่งต่อในรูปของสารอาหารไปยังลูกน้อยในครรภ์ สารอาหารเหล่านี้จะเข้าไปผสมกับน้ำคร่ำแล้วลูกน้อยก็จะได้ทาน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่อยู่ในท้องของคุณแม่ ลูกน้อยก็จะรู้ว่าคุณแม่ชอบทานอาหารแบบไหนเข้าไปบ่อยๆ ทำให้เมื่อคลอด👶ออกมาก็มีโอกาสที่จะทำให้ลูกชอบทานสิ่งที่คุณแม่ทานบ่อยๆด้วยค่ะ  ลูกสามารถรับรู้อารมณ์ความเครียดของแม่ได้ทราบหรือไม่คะว่าลูกน้อยในครรภ์ก็สามารถรับรู้เมื่อคุณแม่เครียดได้ เรื่องนี้ได้มีการศึกษาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยประเทศอังกฤษ โดยพบว่าลูกในครรภ์จะใช้มือซ้าย✋มาสัมผัสที่หน้าอยู่บ่อยครั้งเวลาที่คุณแม่มีความกังวลหรือเครียดอะไรมากๆ ซึ่งทำให้เราได้ทราบว่าอารมณ์ความเครียดของคุณแม่เนี่ยสามารถส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ ดังนั้นทางที่ดีพยายามผ่อนคลาย พยายามอย่าเครียดเข้าไว้นะคะ🧘‍♀️ทารกรู้จักการทำสิ่งเหล่านี้...ทารกในครรภ์รู้จักแสดงสีหน้าเมื่ออายุครบ 24 สัปดาห์ทารกในครรภ์จะสามารถแสดงออกทางสีหน้าได้ด้วย!😊 ซึ่งเรื่องนี้ก็มีงานวิจัยมายืนยันของ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Lancaster University และ Durham University ที่ได้มีการทดลองสแกนภาพถ่าย 4D พบว่าทารกที่มีอายุครรถ์ได้ 24 สัปดาห์จะสามารถแสดงออกทางสีหน้าอย่างการยิ้มได้ และเมื่ออายุเกิน 36 สัปดาห์ขึ้นไป ทารกก็จะสามารถแสดงสีหน้าที่ซับซ้อนได้มากขึ้น อย่างการทำจมูกย่น🐽 การยืนปากออก แสดงสีหน้าปวดเป็นต้น ลูกจะชอบการดูดนิ้วแม้ว่าลูกจะยังอยู่ในครรภ์แต่ลูกก็สามารถดูดนิ้วได้ โดยมีการศึกษาโดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยเดอร์แฮม👩‍🔬 พบว่าเมื่อติดตามความเคลื่อนไหวของทารกในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์โดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์สแกน 4D จะพบว่าทารกที่อยู่ในเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์จะมีการเคลื่อนไหว เริ่มเปิดปาก และเริ่มขยับนิ้วไปทางปากเพื่อดูด👍 ไม่แน่ว่าคุณแม่อาจจะเห็นลูกน้อยดูดนิ้วเวลาไปตรวจอัลตร้าซาวด์ในช่วงเดือนที่ 9 ก็เป็นได้นะคะทารกสนใจเสียงและจำเสียงได้ลูกเริ่มสนใจฟังเสียงโดยมีการพบว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เมื่อคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อ่านกลอนคลาสลิกให้ลูกฟัง📖 หรือ เวลาที่ให้คนอื่นอ่านให้ฟัง ก็จะพบการตอบสนองของทารกในครรภ์ โดยอัตราการเต้นของหัวใจจะลดน้อยลงแปลว่าลูกน้อยกำลังสนใจในสิ่งที่กำลังอ่านให้ฟังนั่งเองค่ะ (งานวิจัยจากมหาลับฟลอริด้า)ลูกจะจำเพลงที่เคยฟังตอนอยู่ในครรภ์ได้ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีการทำวิจัยไว้แล้วจากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิซึ่งมีการศึกษาในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 3 โดยการเปิดเพลงให้ฟัง🎼 หลังจากนั้นเมื่อคลอดออกมานักวิจัยให้ทำการเปิดเพลงเดิมให้ฟังอีกครั้งและทำการวัดค่า EEG และพบว่าค่าการทำงานของสมองของทารกมีค่าที่เพิ่มมากขึ้น📈หลังจากฟังเพลงไป แปลว่าทารกที่อยู่ในครรภ์ก็สามารถจดจำเพลงที่คุณพ่อคุณแม่เปิดให้ฟังหรือร้องให้ฟังได้นั่นเองค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับสิ่งต่างๆที่ลูกน้อยสามารถทำได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทราบอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมอ่านหนังสือ หรือเปิดเพลง สื่อสารกับลูกในครรภ์บ่อยๆ นะคะ

Content Image

การนอนตะแคงขณะตั้งครรภ์ดีที่สุด!

ตั้งครรภ์แล้วนอนท่าไหนถึงจะดี!? เป็นหัวข้อที่แม่ๆหลายท่านสงสัยกันใช่ไหมคะ? ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ตอนเริ่มท้องอ่อนๆ หรือเมื่อท้องเริ่มขยายใหญ่ ซึ่งหลายๆคนก็กลัวว่าถ้านอนผิดท่าไปจะไปทับลูกในท้องหรือเปล่า แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะวันนี้เบบี้บิลลี่มาตอบคำถามคุณแม่ทุกๆท่านให้แล้วค่ะท่านอนที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ท้องอ่อนๆ 3 เดือนแรกสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆอยู่🤰 โดยทั่วท่านอนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่มากนัก แพทย์ได้ให้คำแนะนำว่าท่าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณแม่ในช่วงนี้ก็คือท่านอนหงาย เนื่องจากว่าในช่วงนี้จะมีทารก น้ำคร้ำ และรกในครรภ์แล้ว แต่มดลูกจะยังไม่ขยายตัวเต็มที่ ดังนั้นการนอนตะแคงอาจทำให้คุณแม่ปวดบริเวณปีดมดลูกด้านใดด้านหนึ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณแม่นอนตะแคงขวาก็จะทำให้น้ำหนักเทลงมาทับมดลูกด้านขวา ส่งผลให้ปีกมดลูกซ้ายถูกรั้งและทำให้รู้สึกตึงได้ ดังนั้นหากคุณแม่นอนในท่านั้นไปจนถึงเช้า เมื่อตื่นขึ้นมาอาจรู้สึกถึงอาการเสียดได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้มีการพลิกตัวบ่อยๆ หรือนอนในท่าหงายจะดีที่สุดค่ะ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ 3-6 เดือนเมื่อท้องของคุณแม่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นในช่วงเดือนที่ 5 คุณแม่อาจเริ่มต้องใช้ตัวช่วยอย่างหมอนหนุน โดยท่าที่เหมาะสมที่สุดในช่วงนี้คือการนอนตะแคง🛏️ โดยให้นำหมอนมาหนุนตามแนวหลังหรือแนวหน้าท้องของคุณแม่ได้ค่ะ ตั้งครรภ์ 6-9 เดือนสำหรับคุณแม่ที่ท้องจนเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ท่านอนที่เหมาะสมที่สุดในช่วงนี้คือท่านอนตะแคงนั่นเองค่ะ เนื่องจากว่าท้องได้ขยายใหญ่และมีน้ำหนักพอสมควรและมดลูกขยายตัวเต็มที่จึงสามารถนอนตะแคงได้และไม่รู้สึกถึงการเสียดด้านใดด้านหนึ่งเหมือนตอนที่ยังท้องอ่อนๆนั่นเองค่ะ โดยคุณแม่อาจเตรียมหมอนใบเล็กๆไว้หนุนรองท้อง และอย่าพลิกตัวแรงหรือเร็วจนเกินไปเพื่อป้องกันการปวดหลังนั่นเองค่ะ😊นอนตะแคงซ้ายเหมาะสมที่สุดจริงหรือ?ท่านอนตะแคงซ้ายเหมาะที่สุดสำหรับคนท้อง!ทราบหรือไม่คะว่าการนอนตะแคงซ้ายถือเป็นท่านอนที่เหมาะสมที่สุดในระหว่างตั้งครรภ์เลยค่ะ เพราะการนอนตะแคงซ้ายนั้นจะช่วยให้เลือด🩸ไหลเวียดได้ดี เนื่องจากกระดูกสันหลังจะไปขนานกับเส้นเลือดใหญ่ของคุณแม่ด้านขวาและทำให้เลือดไปกลับหาหัวใจและลูกน้อยได้ดีนั่นเองค่ะ นอกจากนั้นการนอนตะแคงซ้ายยังช่วยเรื่องของการลดแรงกดทับจากตับไต ทำให้มีพื้นที่มากขึ้น รวมถึงยังช่วยลดอาการบวมของมือ เท้า🦶 และข้อเท้าได้ด้วยค่ะแล้วนอนตะแคงขวาหรือนอนคว่ำได้ไหม?คำตอบคือคุณแม่สามารถนอนตะแคงขวาได้ค่ะ! การนอนตะแคงขวามีความปลอดภัยต่อลูกน้อยในครรภ์ค่ะ ส่วนสำหรับท่านอนคว่ำนั้น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไปควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากเป็นช่วงที่ท้องเริ่มขยายใหญ่และทารกมีการเติบโต การนอนคว่ำจะทำให่คุณแม่หายใจลำบาก และเป็นการกดทับบริเวณมดลูก ซึ่งเป็นอันตรายต่อทารกที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงไปก่อนนะคะ🙅‍♀️ สิ่งที่ต้องระมัดระวังเมื่อนอนซึ่งนอกจากคุณแม่จะต้องใส่ใจในเรื่องของท่านอนแล้ว สิ่งที่คุณแม่ต้องใส่ใจอีกอย่างหนึ่งคือท่าลุกขึ้นหรือท่านอนลงนั่นเองค่ะ ท่าลุกขึ้นจากเตียงเมื่อตั้งครรภ์แล้วให้ท่องไว้ในใจว่าอย่าทำอะไรรวดเร็วเมื่อแต่ก่อนค่ะ โดยเวลาที่จะลุกจากเตียง ให้คุณแม่ตะแคงพลิกตัวก่อน โดยหากพลิกตัวไปด้านขวา ก็ให้เอามือขวายันไปกับเตียง🛏️ เพื่อช่วยพยุงลุกขึ้นนั่งก่อน แล้วจึงค่อยๆลุกเดินค่ะ ท่าล้มตัวลงนอนบนเตียงสำหรับท่าล้มตัวนอนบนเตียงคุณแม่จะต้องนั่งลงก่อน ไม่ควรคลายขึ้นไปนอนทันที เพราะอาจทำให้เสียการทรงตัวและกลิ้งลงบนที่นอนได้ โดยหลังจากนั่งลงแล้ว ค่อยๆตะแคงตัวลงนอน ใช้เอามือยันที่นอนเหมือนเดิม ให้ดูว่าหมอนหนุนศีรษะให้พอดีช่วงคอ สำหรับคุณแม่ที่ท้องอ่อนที่ต้องนอนหงายก็ให้ค่อยๆพลิกตัวจากท่านอนตะแคงเป็นท่านอนหงายช้าๆได้เลยค่ะ👌เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะกับท่านอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ทำตามได้ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ อย่าลืมว่าให้ช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ 

Content Image

ทารกอยู่ในครรภ์ท่าไหน ฟังเสียงหัวใจบอกได้

     สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์นั้น🤰 คงมีเรื่องตื่นเต้นมากมายเกี่ยวกับทารกในครรภ์ คุณพ่อคุณแม่อาจมีความลุ้นและกังวลว่าลูกในครรภ์นั้นจะมีสุขภาพ พัฒนาการ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ปกติหรือไม่ วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงหนึ่งวิธีที่สามารถใช้ในการตรวจสอบสภาพร่างกายของเด็กในครรภ์เบื้องต้นได้ด้วยตนเอง นั่นก็คือการฟังเสียงหัวใจที่กำลังเต้นของเจ้าตัวน้อยในครรภ์นั่นเองค่ะ จะสามารถทำอย่างไรได้บ้างนั้น ก่อนอื่นเราไปเริ่มที่วิธีการทางการแพทย์กันก่อนเลยค่ะ💁‍♀️วิธีตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์1️⃣ใช้เทคนิค Real time sonography ซึ่งถือว่าเป็นการทำอัลตร้าซาวนด์รูปแบบหนึ่ง หลักการก็คือการปล่อยคลื่นเสียง🔊ความถี่ที่หูของคนเราไม่สามารถได้ยินได้ลงไปที่บริเวณท้องของคุณแม่ จากนั้นจึงใช้ตัวรับสัญญาณ ในการรับสัญญาณจากคลื่นความถี่นั้น แล้วแปลงสัญญาณออกมาปรากฏในรูปแบบขอภาพบนจอ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพภายในท้องของคุณแม่ ณ ช่วงเวลาจริงที่กำลังทำการตรวจ ด้วยวิธีนี้จะทำให้ทั้งแพทย์เองและคุณแม่สามารถมองเห็นถึงการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ รวมถึงการเต้นของหัวใจก็ได้เช่นกันค่ะ2️⃣ใช้ Ultrasonic Doppler ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้คลื่นความถี่ในการตรวจสอบเสียงหัวใจของทารก🚼ได้เช่นเดียวกัน โดยจะใช้กับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 10-12 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ3️⃣ใช้เทคนิค Echocardiography ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบการทำงานของหัวใจทารกด้วยคลื่นความถี่สูงค่ะ แต่สำหรับเครื่องมือนี้จะใช้ได้ช่วง 48 วันหลังคุณแม่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายค่ะ🩸วิธีฟังเสียงหัวใจทารกที่สามารถทำได้ด้วยตนเองใช้ Stethoscope🩺 หรือหูฟังทางการแพทย์ในการตรวจสอบ  ซึ่งก็คือการจิ้มปลายหูฟังไปยังบริเวณที่ต้องการจะฟังเสียงนั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วเครื่องมือนี้ก็ถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์เช่นเดียวกัน แต่เป็นเครื่องมือที่นอกจากแพทย์จะใช้ได้แล้ว คุณแม่หรือสมาชิกท่านอื่นๆในครอบครัวก็สามารถเรียนรู้ที่จะใช้ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องทราบถึงเทคนิคในการใช้ และตำแหน่งที่ต้องการฟังเสียงค่ะ👉ตำแหน่งที่เหมาะกับการฟังเสียงหัวใจของทารกในครรภ์หากร่างกายของทารกอยู่ระนาบเดียวกับร่างกายของคุณแม่ในท่ายืน พูดให้เห็นภาพก็คือ หากจินตนาการว่า💭ทารกกำลังยืนตรงภายในครรภ์ของคุณแม่ จะได้ยินเสียงหัวใจของเด็กได้ก็ต่อเมื่อแตะปลายหูฟังไปที่บริเวณที่สูงกว่าสะดือของคุณแม่ค่ะในทางตรงกันข้าม หากจินตนาการว่าทารกกำลังพลิกตัวกลับหรือกำลังอยู่ในท่าคว่ำตัว เอาศีรษะดิ่งลงมา จะได้ยินเสียงหัวใจ🫀ของเด็กได้ในบริเวณที่ต่ำกว่าระดับสะดือของคุณแม่ค่ะหากศีรษะของทารกเยื้องไปทางขวาของอุ้งเชิงกรานคุณแม่ จะได้ยินเสียงหัวใจได้ก็หากนำปลายหูฟังไปแตะบริเวณหน้าท้องฝั่งขวาค่ะในทางกลับกัน หากศีรษะของทารกเยื้องไปทางซ้ายของอุ้งเชิงกรานคุณแม่🤰 จะได้ยินเสียงหัวใจได้ก็หากนำปลายหูฟังไปแตะบริเวณหน้าท้องฝั่งซ้ายนั่นเองค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าปัจจุบันมีวิธีการที่หลากหลายมากที่จะทำให้เราสามารถตรวจสอบการเต้นของหัวใจของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้จากการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งก็มีทั้งเครื่องมือหรือเทคนิคที่จำเป็นต้องตรวจที่โรงพยาบาล🏥 และเครื่องมือที่เราสามารถเรียนรู้ที่จะใช้ได้เอง หากคุณแม่ท่านใดสนใจก็สามารถลองทำตามวิธีดังกล่าวกันได้นะคะ

Content Image

ปัญหาผิวที่พบบ่อยระหว่างการตั้งครรภ์

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่อาจจะต้องพบกับปัญหาต่างๆเกี่ยวกับผิวไม่ว่าจะเป็นสิว รอยแตก ผื่นคัน ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกันว่าปัญหาผิวอะไรบ้างที่สามารถพบเจอได้ในขณะที่ตั้งครรภ์กันค่ะ ปัญหาผิวที่พบบ่อยระหว่างตั้งครรภ์✨เส้นเลือดฝอย Spider Veinเป็นภาวะเส้นเลือดขอด มีลักษณะคล้ายเส้นใยแมงมุม🕸️ ขนาดเล็ก มักมีสีม่วงหรือแดง และมักเกิดที่ขาซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดที่เกิดจากมดลูกที่หนัก โดยอาจปรากฎบนร่างกายหรือใบหน้าของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์ เส้นเลือดเหล่านี้จะหายไปหลังจากที่คุณแม่คลอดบุตร 👶✨รอยแตกลายเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ก็เป็นธรรมดาที่จะพบว่าน้ำหนักของคุณแม่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกันที่จะต้องเจอกับรอยแตกลาย ที่เกิดมาเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเองและถึงแม้ว่ารอยแตกลายจะไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่การทาครีม🧴จะช่วยบรรเทาอาการคันและช่วยให้จางลงเมื่อเวลาผ่านไปนะคะ✨คันและผื่นคันอีกปัญหาหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์คือปัญหาผื่นคันนั่นเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างเช่นผื่น PUPPP โดยจะมีอาการคัน มีตุ่มมีสีแดงขนาดเล็ก และจะสามารถแพร่เป็นวงกว้างได้ค่ะ🙁  ปัญหาผิวอื่นๆ ระหว่างตั้งครรภ์✨สิวสิว... เป็นอะไรที่คงไม่มีใครอยากจะให้มันขึ้นมาเลยใช่ไหมคะ เพราะมันทั้งน่ารำคาญและอยากจะกำจัดมันออกไปให้เร็วที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ โดยเฉพาะในขณะที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์เนี่ยฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ก็อาจทำให้เกิดสิวบนใบหน้า🙁นั่นเองค่ะ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะเพราะสิวเหล่านี้จะดีขึ้นหลังจากคลอดลูกน้อยค่ะ✨เส้นดำกลางท้องหากคุณแม่สังเกตเห็นรอยเส้นแนวตั้งน้ำตาลหรือสีดำที่เกิดขึ้นกลางท้อง นั่นคือเส้นดำกลางท้อง🤰 หรือ Linea Nigra นั่นเอง ซึ่งหลายๆคนอาจจะกังวลว่าเส้นนี้มันจะอยู่ตลอดไปไหม แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะเส้นดำนี้จะหายไปหลังจากคลอดเจ้าตัวเล็กค่ะ✨การเปลี่ยนแปลงของผมและเล็บอันนี้อาจจะไม่เชิงเป็นปัญหา แต่เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงดีกว่า หลายๆคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าขณะที่ตั้งครรภ์เนี่ย เจ้าฮอร์โมนก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ซึ่งผลจากการที่ฮอร์โมนพุ่งสูงก็ทำให้ผมของคุณแม่หนาและฟูขึ้น👩‍อย่างงงๆ รวมถึงถ้าสังเกต เล็บของคุณแม่ก็ดูเหมือนจะยาว💅เร็วขึ้นเช่นกันค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาผิวต่างๆที่พบได้ในระหว่างตั้งครรภ์ ยังไงก็อย่าเพิ่งไปกังวลกับมันมากนะคะ เพราะส่วนใหญ่มันก็จะหายไปเองเมื่อฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติหรือก็คือหลังคลอดเจ้าตัวเล็ก ยังไงก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันนะคะ 

Content Image

8 อาการเล็บผิดปกติในคนท้อง

  ในระหว่างตั้งครรภ์🤰 การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงเล็บ💅ด้วยค่ะ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเล็บส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายและเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น แต่ความผิดปกติบางอย่างอาจบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพของแม่ๆได้นะคะ และเพื่อไม่ให้คุณแม่ๆกังวลกับความผิดปกติเหล่านี้มากจนเกินไป คุณแม่ควรศึกษาสาเหตุหรือปัจจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนี้และหาวิธีป้องกันไว้ก่อนได้ค่ะ💁‍♀️8 อาการของความผิดปกติของเล็บที่สังเกตได้การดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์🤰เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ๆควรให้ความใส่ใจมากๆเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายเช่นความผิดปกติของสุขภาพเล็บ💅 คุณแม่ๆสามารถสังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงที่หลายๆคนพบเจอ โดยจะถูกจำแนกออกเป็น 8 อาการดังนี้ค่ะ1️⃣ ขอบเล็บเหลืองขอบเล็บเหลืองอาจเกิดจากการติดเชื้อรา🦠หรือการใช้ยาทาเล็บ ในบางกรณี อาจบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับตับหรือต่อมไทรอยด์ ควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพของคุณแม่ๆเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมด้วยนะคะ บางทีอาจจะเป็นเพราะซักผ้า🧺หรือล้างจานมากเกินไปดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาความสมดุลหรือต้องทายาเป็นเดือนๆเลยค่ะ2️⃣ จุดสีขาวบนเล็บจุดสีขาวหรือที่เรียกว่า leukonychia มักไม่เป็นอันตรายและเกิดจากการบาดเจ็บเล็กน้อยที่เนื้อใต้เล็บ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ยังสามารถเป็นสัญญาณของการติดเชื้อราหรือการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด ขอแนะนำให้ควบคุมอาหารที่สมดุล🍽️และปฏิบัติตามสุขอนามัยของเล็บให้ดีค่ะ3️⃣ รอยบุบตามขวางรอยบุบหรือรอยบุ๋มบนเล็บ หรือที่เรียกว่า Beau's lines อาจเกิดจากการหยุดชะงักชั่วคราวของการเจริญเติบโตของเล็บเนื่องจากความเจ็บป่วย🤒 การบาดเจ็บ หรือความเครียด ในหญิงตั้งครรภ์ เครื่องหมายเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงการขาดสารอาหารหรือการเจ็บป่วยที่รุนแรง การปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญในการระบุสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสมค่ะ4️⃣ เล็บเปราะแม้ๆหลายคนประสบปัญหาเล็บเปราะและหักง่าย ซึ่งมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการไหลเวียนของเลือด🩸ที่เพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมความแข็งแรงของเล็บ ควรหมั่นตัดแต่งเล็บ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรุนแรงมากเกินไป และให้ความชุ่มชื้นแก่มือและเล็บเป็นประจำด้วยนะคะ5️⃣ เส้นคล้ายคลื่นตามแนวแนวตั้งของเล็บรูปแบบคล้ายคลื่นหรือเป็นสันตามแนวเล็บ หรือที่เรียกว่ารอยย่นตามยาว อาจเป็นสัญญาณปกติของอายุหรือเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่เนื้อใต้เล็บ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี อาจบ่งชี้ถึงสภาวะทางการแพทย์แฝงอยู่ หากคุณแม่ๆสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ที่เป็นอยู่หรือแย่ลง ให้ปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ👩‍⚕️เพื่อรับการประเมินเพิ่มเติมนะคะ6️⃣ เล็บรูปช้อนเล็บที่ดูเหมือนตักหรืองอเหมือนช้อน หรือที่เรียกว่า koilonychia อาจเกี่ยวข้องกับโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณมีอาหารที่สมดุลและอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมค่ะ7️⃣ เส้นหนาสีดำตามแนวแนวตั้งของเล็บเส้นสีดำหนาหรือที่เรียกว่าเมลาโนนิเคีย อาจเกิดจากการผลิตเซลล์เม็ดสีมากเกินไปในเนื้อใต้เล็บ💅 แม้ว่ามันมักจะไม่เป็นอันตราย แต่ก็แทบจะไม่เป็นสัญญาณของมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง สิ่งสำคัญคือต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อประเมินและจัดการอย่างเหมาะสมค่ะ8️⃣ การเปลี่ยนแปลงของปลายเล็บการเปลี่ยนแปลงของสีหรือพื้นผิวของปลายเล็บมักไม่ร้ายแรงและอาจเกิดจากการบาดเจ็บหรือการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ๆสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือแย่ลง ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย🩺และการรักษาที่เหมาะสมเช่นกันค่ะ   การเปลี่ยนแปลงของเล็บและความผิดปกติในระหว่างตั้งครรภ์🤰อาจมีปัจจัยสำคัญแตกต่างกันไป แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตราย แต่บางส่วนอาจบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ สิ่งสำคัญคือคุณแม่ๆต้องปรึกษาผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมด้วยนะคะ การรักษาสุขอนามัยของเล็บที่ดี💅 การรับประทานอาหารที่สมดุล และการดูแลตนเองโดยรวมจะช่วยส่งเสริมสุขภาพเล็บในระหว่างตั้งครรภ์ให้ดีขึ้นค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.