Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 2 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

ท้องอยู่สามารถทานอาหารเวฟได้หรือไม่?

เมื่อตั้งครรภ์แล้วอะไรหลายๆอย่างที่เคยทำได้ก็กลายเป็นกังวลว่าจะปลอดภัยต่อลูกในครรภ์หรือเปล่า ซึ่งแม้ว่าอาหารเวฟในร้านสะดวกซื้อหรือแม้แต่ตามห้างจะมีความปลอดภัยอยู่ระดับหนึ่ง แต่อาหารประเภทนี้จะเหมาะกับคนตั้งครรภ์หรือเปล่า?อาหารเวฟไม่เหมาะกับคนท้องเพราะ?สารเคมีจากบรรจุภัณฑ์เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ของอาหารเวฟนั้นมีคุณภาพที่แตกต่างกันออกไป หากมีตรารับรองว่าสามารถใช้กับไมโครเวฟได้ก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่หากไม่มีตรารับรอง🤔ก็ไม่ควรนำไปเวฟ ควรไปใส่ภาชนะอื่นๆเพื่อเวฟจะปลอดภัยกว่า แต่จะให้ดีก็ควรเลี่ยงอาหารเวฟจะดีกว่าเนื่องจากความสดใหม่และสารอาหารที่หายไปนั่นเองค่ะเชื้อโรคที่อาจเติบโตในอาหารเนื่องจากความเย็นทำให้เชื้อโรคเติบโตได้จากกระบวนการผลิตและการจัดส่งผ่านการแช่แข็งก็อาจทำให้เชื้อโรคเหล่านั้นเติบโตได้ โดยเฉพาะกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์🐖ซึ่งหากเชื้อโรคไม่ได้เติบโตขึ้นก็ไม่มีปัญหาเพราะความร้อนจากการเวฟก็สามารถจัดการกับจำนวนเชื้อโรค🦠ได้ แต่หากใช้อุณหภูมิรักษาอาหารไม่ถูกต้อง จะทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในอาหารเกิดการเติบโตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น หากใช้ความร้อนที่ไม่มากเพียงพอก็จะไม่สามารถทำลายเชื้อโรคทั้งหมดได้และเป็นอันตรายค่ะอาหารเวฟในร้านสะดวกซื้อไม่เหมาะกับคนท้องเพราะ?มีโซเดียมสูงโซเดียม (Sodium) เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย แต่หากได้รับมากเกินไปก็จะกลับกลายเป็นผลเสียต่อร่างกายได้ ซึ่งอาหารไทย🍲ก็จะมีรสชาติเผ็ดๆเค็มๆอยู่แล้วดังนั้นก่อนจะซื้อคุณแม่ควรอ่านฉลาก🥫และดูข้อมูลทางโภชนาการว่ามีปริมาณโซเดียมเท่าไหร่ รวมถึงหากไม่ได้ทานบ่อยก็ไม่เป็นไร แต่หากต้องทานบ่อยๆแล้วล่ะก็แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายแน่นอนค่ะรสชาติที่อาจเปลี่ยนไปการที่อาหารถูกแช่แข็งแล้วมาละลาย จะส่งผลให้เนื้อเยื่อของวัตถุดิบมีการหดตัว และเซลล์ถูกทำลาย รวมถึงของเหลวที่มีก็จะลดน้องลงทำให้ รสชาติอาหารเปลี่ยนไป รวมถึงความสดใหม่และสารอาหารที่หายไปก็ไม่ต้องพูดถึงดังนั้นหากไม่รีบจริง ๆ แม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ จะดีกว่านะคะ🥘ข้อเสียในการทานอาหารเวฟบ่อยๆ แน่นอนว่า...การทานอาหารเวฟบ่อยๆในตอนนี้จะยังไม่แสดงอาการอะไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายแข็งแรงดี เพราะสารเคมีและเชื้อโรค🧫แต่ละชนิดก็มีเวลาในการแสดงอาการออกมาแตกต่างกันโดยบางชนิดก็ฉับพลันและบางชนิดก็ใช้เวลาสะสมภายในร่างกายและแสดงอาการออกมาในภายหลัง รวมถึงคุณแม่ก็อาจเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร หรือได้รับปริมาณโซเดียมที่มากเกินไป ทำให้เสี่ยงในการเกิดอาการต่างๆเช่น อาการบวม ความดันโลหิตสูง🩸ร่างกายสูญเสียแคลเซียม เป็นต้นดังนั้นเพื่อให้ปลอดจากเชื้อโรคและสารพิษต่างๆให้มากที่สุด คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ควรจะเลือกทานอาหารที่สดใหม่เพื่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์นะคะ

Content Image

รู้ทันภาวะครรภ์เสี่ยง (High-Risk Pregnancy)

     สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์แล้ว🤰 แน่นอนว่าสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายมีแนวโน้มที่จะลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนตั้งครรภ์ ร่างกายจำเป็นต้องได้รับการดูแลมากกว่าเดิมเป็นพิเศษ เพื่อประโยชน์ในเชิงสุขภาพของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ รวมไปถึงร่างกายของคุณแม่เอง แต่ในคุณแม่ที่มีภาวะครรภ์เสี่ยงสูงนั้น นับว่าเป็นการตั้งครรภ์ในระดับที่น่ากังวลและต้องการการดูแลมากกว่าครรภ์ทั่วไปมาก วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมารู้จักกับภาวะเสี่ยงดังกล่าวว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักภาวะครรภ์เสี่ยงสูงเบื้องต้นภาวะครรภ์เสี่ยงสูงเป็นการตั้งครรภ์ที่มีโรคหรือภาวะทางสุขภาพอื่นๆเข้ามาร่วมด้วยในช่วงที่คุณผู้หญิงกำลังตั้งครรภ์ ช่วงที่กำลังคลอด หรือช่วงหลังคลอดก็นับว่ามีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบในทางลบต่อทั้งสุขภาพของเจ้าตัวน้อยในครรภ์🚼และคุณแม่เอง สำหรับสาเหตุของภาวะครรภ์เสี่ยงนั้นค่อนข้างกว้างและมีหลากหลายมาก บทความของเราจึงขออนุญาตจัดกลุ่มปัจจัยต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจของคุณผู้อ่านไว้ตามหัวข้อภายหลังจากนี้ค่ะภาวะครรภ์เสี่ยงจากช่วงเวลาในการตั้งครรภ์ที่ไม่เหมาะสมเกิดจากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งถือว่าเป็นคุณแม่วัยใสนั่นเอง👧เกิดกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก ประมาณช่วง 40 ปีขึ้นไป👩‍🦱 มักมีภาวะมีบุตรยากควบคู่มาก่อนหน้าการตั้งครรภ์อีกด้วยค่ะภาวะครรภ์เสี่ยงจากเงื่อนไขทางด้านสุขภาพแต่ละตัวบุคคลเกิดกับคุณแม่ที่มีหมู่เลือด Rh ลบ และกำลังตั้งครรภ์เกิดกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกแฝดสองขึ้นไป👯‍♂️เกิดกับคุณแม่ที่ทารกในครรภ์อยู่ในท่าที่ไม่ปกติ ยกตัวอย่างเช่นท่าขวางหรือท่าก้นในช่วงที่อายุครรภ์ค่อนข้างมากแล้วเกิดกับคุณแม่ที่ใช้สารเสพติด🚬ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายเกิดกับคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ🫀 เบาหวาน โรคไต ความดันโลหิตสูงเกิดกับคุณแม่ที่เป็นโรคทางอายุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นโลหิตจาง ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ธาลัสซีเมีย โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง🛡️หรือทำร้ายตนเอง โรคลมชัก👉ภาวะครรภ์เสี่ยงเนื่องจากคุณแม่มีประวัติทางสุขภาพบางประการเกิดกับคุณผู้หญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก แท้งบุตรมากกว่า 2 ครั้งในขณะตั้งครรภ์ รวมไปถึงคลอดแล้วเด็กเสียชีวิตภายหลังการคลอด💀เกิดกับคุณผู้หญิงที่เคยคลอดบุตรน้ำหนักตอนคลอดผิดไปจากเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นคลอดเด็กที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2.5 กิโลกรัมซึ่งถือว่าต่ำเกินไป หรือคลอดเด็กที่มีน้ำหนักมากกว่า 4 กิโลกรัมซึ่งถือว่าน้ำหนักมากเกินไปนั่นเองเกิดกับคุณผู้หญิงที่มีเวลาคลอดบุตรผิดไปจากเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการคลอดก่อนกำหนดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ หรือคลอดหลังกำหนด ซึ่งก็คือมีอายุครรภ์เกิน 42 สัปดาห์🤰เกิดกับคุณผู้หญิงที่เคยมีปัญหาการตั้งครรภ์มาก่อน เช่น มีภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือทารกโตช้าในครรภ์ พัฒนาการทางด้านระบบประสาทและสมอง🧠ไม่พัฒนาตามช่วงเวลาที่ควรจะเป็นเกิดกับคุณผู้หญิงที่เคยมีประวัติการผ่าตัดบริเวณอวัยวะต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบการสืบพันธุ์     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ ว่าภาวะครรภ์เสี่ยงสูงนั้นมีสาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้นที่หลากหลายจริงๆ หากคุณผู้อ่านเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีคนรอบตัวเป็นคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ และพบว่ามีโรคประจำตัว หรือมีประวัติทางด้านสุขภาพเข้าเค้ากับที่กล่าวมาข้างต้น ควรดูแลรักษาสุขภาพร่างกายในระหว่างการตั้งครรภ์ให้ดีกว่าคนทั่วไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการไปฝากครรภ์เพื่อให้ตนเองอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ👩‍⚕️

Content Image

คนท้องกินวิตามินบี 7 มากเกินไป อันตราย!

     ช่วงตั้งครรภ์🤰เป็นช่วงที่คุณแม่ให้ความสำคัญกับโภชนาการเป็นอย่างมาก เพื่อให้แน่ใจว่าลูกน้อยจะสามารถได้รับสารอาหารที่เพียงพอในการเจริญเติบโต ซึ่งหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายคือ วิตามินบี 7 หรือพี่เรียกง่ายๆว่าไบโอตินนั่นเองค่ะ ไบโอตินนั้นมีคุณสมบัติในการละลายน้ำได้ดีและยังช่วยทำให้สุขภาพ ผิว เส้นผม💇🏻‍♀️ และเล็บของแม่มีสุขภาพดี แต่อย่างไรก็ตามมักจะเกิดคำถามว่าหากคุณแม่ท้องรับประทานวิตามินบี 7 ในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อตัวแม่และทารกไหม วันนี้เราจะไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️วิตามินบี 7 คืออะไรวิตามินบี 7 หรือไบโอตินนั้นมีความสำคัญในการทำงานของร่างกายหลายๆอย่าง นับว่าเป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นต่อระบบประสาท ผิวหนัง และเส้นผม💇🏻‍♀️ จึงนับว่าเป็นสารอาหารสำคัญที่คุณแม่ท้องควรรับประทานขณะตั้งครรภ์💫ช่วยเสริมพัฒนาการของทารกไบโอตินเป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของทารก อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารก🧠 ภายในครรภ์ หากทารกขาดไบโอตินในระหว่างตั้งครรภ์อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายๆอย่าง เช่น ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือทารกเกิดมามีน้ำหนักตัวน้อยผิดปกติเมื่อเทียบกับทารกโดยทั่วไปอาหารที่มีวิตามินบี 7🥦พบได้ในอาหารตามธรรมชาติวิตามินบี 7 หรือไบโอตินนั้นถือเป็นสารสำคัญในการบำรุงผิวกาย เส้นผม และเล็บ💅ของคุณแม่ให้สวยงามและแข็งแรงมักพบในอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู🐷 เนื้อไก่🐔 ปลา🐟 ถั่วและธัญพืชนานาชนิด ผลิตภัณฑ์จากนมรวมไปถึงผักโขมค่ะแม่ท้องรับประทานไบโอตินมากเกินไป เสียงแท้งจริงไหม?👉มีความเสี่ยงที่จะแท้งได้ถึงแม้ว่าวิตามินบี 7 จะมีความจำเป็นต่อร่างกายมากเพียงใด แต่การรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปนั้นอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกายคุณแม่ แม้ว่าการขาดไบโอตินนั้นจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าหากคุณแม่ได้รับไบโอตินในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้แท้ง🩸หรือเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้👶 ดังนั้นคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานทุกครั้งค่ะ      วิตามินบี 7 นั้นจัดว่าเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ คนท้องสามารถรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไบโอตินจากอาหารธรรมชาติ  เช่น อะโวคาโด🥑 มันเทศ🍠 และถั่วชนิดต่างๆ🥜 ปริมาณพอเหมาะ โดยไม่จำเป็นต้องรับอาหารเสริม เพราะอาหารจากธรรมชาติย่อมปลอดภัยกว่าต่อครรภ์ของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยนะคะ

Content Image

อาการครรภ์เป็นพิษเป็นอย่างไร? อันตรายแค่ไหน?

อาการครรภ์เป็นพิษเป็นอย่างไร สาเหตุมาจากอะไร จะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์อย่างไร และเมื่อไหร่ที่ควรจะไปพบแพทย์ วันนี้เราได้รวบรวมคำตอบมาให้กันแล้วค่ะ สาเหตุของอาการเป็นพิษสาเหตุแม้ว่าปัจจุบันเราจะยังไม่ทราบสาเหตุของอาการครรภ์🤰เป็นพิษอย่างแน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานว่าอาการครรภ์เป็นพิษนั้นเกิดจากรกที่สร้างโปรตีนชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าสู่กระแสเลือด🩸ของผู้ที่ตั้งครรภ์จะทำให้ความดันสูง จึงเกิดเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษได้ปัจจัยเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ✨ตั้งครรภ์ครั้งแรก✨ตั้งครรภ์แฝด✨มีน้ำหนักตัวเกิดมาตรฐาน✨คุณแม่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี หรือมากกว่า 35 ปี✨ครอบครัวหรือตนเองเคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษ✨มีโรคแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ หรือ โรคประจำตัว เช่น โรคไต ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคแพ้ภูมิตเอง (SLE) เป็นต้น อาการของครรภ์เป็นพิษ✨มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน✨มีอาการปวดหัวรุนแรง✨ตาพร่ามัว👀 มองเห็นแสงวูบวาบหรือแสงเป็นจุดๆ✨ปวดตรงใต้ลิ้นปี่✨คลื่นไส้ อาเจียน✨ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะลดลง✨มือ✋ เท้า ใบหน้าบวม✨น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในวันสองวัน✨ความดันโลหิตสูงกว่า 130/80✨มีอาการปวดศีรษะโดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยและหน้าผาก✨ในบางรายอาจมีอาการชัก หรือ หมดสติซึ่งอันตรายมาก ✨ในบางรายอาจมีเอนไซม์ตับขึ้นสูง ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์?ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ทารกในครรภ์👶อาจเติบโตช้า อาจทำให้ทารกเติบโตผิดปกติจากการมีน้ำคร่ำน้อย ทารกอาจคลอดก่อนกำหนด ทารกอาจเสียชีวิตในครรภ์ มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด เกิดน้ำในปอด ภาวะหัวใจล้มเหลว🫀 สูญเสียการมองเห็น มีเลือดออกจากตับ โรคลมชัก โรคหลอดเลือดสมองเมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์?หากพบว่าลูกดิ้นน้อยกว่าวันละ 10 ครั้ง มีอาการน้ำเดิน หรือมีน้ำไหลออกจากช่องคลอด มีอาการศีรษะรุนแรง จุกแน่นที่ลิ้นปี่ ตาพร่ามัว มีความดันโลหิตที่เท่ากับหรือสูงกว่า 160/110 ควรพบแพทย์👩‍⚕️โดยด่วนค่ะ 

Content Image

สัญญาณเหล่านี้บ่งบอกเพศลูกในครรภ์ได้จริงหรอ?

ทราบหรือไม่คะว่าหากสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่ เราจะสามารถคาดเดาเพศของลูกในครรภ์ได้ด้วย? แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดา และอาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนเท่ากับการตรวจอัลตร้าซาวนด์ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสังเกตสัญญาณเหล่านี้เพื่อทายเพศลูกเล่นๆก่อนที่จะรู้ผลจริงได้นะคะ พร้อมแล้วก็ไปดูกันเลยค่ะ สังเกตสัญญาณเหล่านี้ ผมและเล็บยาวไวโบราณเชื่อว่าคุณแม่ที่มีผมและเล็บยาวไว💅ในขณะตั้งครรภ์เชื่อว่าจะได้ลูกชาย และแต่หากไม่ใช่ก็เชื่อว่าจะได้ลูกสาวขนาดหน้าอก ว่ากันว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขนาดหน้าอกไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักอาจได้ลูกผู้ชาย และ คุณแม่ที่หน้าอกใหญ่ เต่งตึงขึ้นกว่าเดิมมากจะได้ลูกสาว👧อัตราการเต้นของหัวใจของทารกหากอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ต่ำกว่า 140ครั้ง/นาที แปลว่าอาจจะเป็นเพศชาย และหากเต้นเร็วกว่า 140ครั้ง/นาที ก็อาจจะได้เพศหญิงลักษณะท้องหากท้องกลม ป้าน🤰 แปลว่าลูกอาจจะเป็นเพศหญิง แต่หากลักษณะท้องมีการยื่นแหลม ห้อยลงมา ก็เชื่อว่าจะได้ลูกชายสังเกตสัญญาณเหล่านี้ลักษณะการกินผลศึกษาของศาสตราจารย์ Dimitrios Trichopoulous ได้พบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ลูกชายจะต้องการพลังงานสูงกว่าลูกสาวดังนั้นจึงมักจะหิวบ่อยกว่าและทานอาหารมากกว่านั่นเองค่ะ🍲ความเครียดและอารมณ์หากคุณแม่เครียดมากหรือมีระดับคอร์ติซอลสูงตอนตั้งครรภ์มีเกณฑ์จะได้ลูกสาวมากกว่าลูกชาย รวมถึงคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกสาวจะมีอารมณ์โมโห หงุดหงิดง่ายกว่าเนื่องจากมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงกว่า📈อาการแพ้ท้องคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงมากกว่ามักจะกำลังตั้งครรภ์ลูกสาว โดยหากแพ้ท้องเบาหรือไม่แพ้ท้อง ก็มีโอกาสที่ลูกจะเป็นเพศชาย เรื่องนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความนี้ได้เลยค่ะการดิ้นของทารกโดยทั่วไปแล้วคุณแม่จะสามารถรู้สึกถึงการดิ้นของลูกในช่วงสัปดาห์ที่ 20 ของการตั้งครรภ์แต่คุณแม่คนไหนรู้สึกไวกว่านั้น แปลว่าอาจจะเป็นลูกชายค่ะ🤰อุณหภูมิเท้าคุณแม่ที่มีอุณหภูมิเท้า🦶เย็นมักจะตั้งครรภ์ลูกชาย เรื่องนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเยอรมนีอธิบายว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกชาย มักจะมีระบบไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดีเท่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกสาวนั่นเองค่ะคุณพ่อคุณแม่จะสามารถทราบเพศของลูกได้ตอนกี่เดือน?นอกจากการทำนายเพศจากการสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆของร่างกายคุณแม่แล้ว คุณแม่สามารถเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล🏥เพื่อทราบผลที่แน่ชัด ซึ่งมีวิธีการตรวจหลากหลายวิธีดังนี้ อัลตราซาวนด์วิธีนี้มีความแม่นยำสูงถึง 80-90% เลยทีเดียวค่ะ โดยคุณแม่สามารถเข้ารับการตรวจได้ตั้งแต่ 18 สัปดาห์เป็นต้นไปตรวจโครโมโซม🧬คุณแม่สามารถใช้วิธีนี้ได้เมื่อมีอายุครั้ง 9 สัปดาห์โดยมีความแม่นยำในการดูเพศของทารกถึง 99% รวมถึงยังสามารถหาความผิดปกติในโครโมโซมได้อีกด้วยค่ะเจาะน้ำคร่ำการเจาะน้ำคร่ำจะสามารถทำให้เราทราบเพศของลูกได้ ซึ่งมีความแม่นยำสูงถึง 99.4% แต่ก็เป็นวิธีที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงติดเชื้อ หรือคลอดก่อนกำหนดได้ตรวจเลือด🩸วิธีนี้สามารถช่วยให้เราทราบว่าลูกมีเพศอะไร โดยจะต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจ วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงและเป็นวิธีที่ตรวจเมื่อมีความเสี่ยงต่างๆเท่านั้น จึงไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ค่ะทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีการเดาเพศของทารกจากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่างๆข้างต้นนั้นก็เป็นเพียงความเชื่อโบราณและสามารถนำไปทายกันสนุกๆได้ โดยหากจะอยากคอมเฟิร์มแบบชัวร์ๆ ก็แนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล🏥กันนะคะ 

Content Image

ท้องแล้วทำไมมีตุ่มใต้รักแร้?

การตั้งครรภ์🤰นั้นถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับสมาชิกในครอบครัวทุกคน แต่หากพูดถึงคุณผู้หญิงที่กำลังจะมีเจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์แล้ว การตั้งครรภ์ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรับผิดชอบอย่างหนักทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพราะนอกจากร่างกายจะต้องสมบูรณ์มากพอที่จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งในท้องแล้ว การตั้งครรภ์เองยังมีโอกาสที่จะส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายของคุณผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นภาวะแทรกซ้อน หรือเงื่อนไขทางสุขภาพบางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในช่วงก่อนตั้งครรภ์ วันนี้เราจึงพาคุณผู้อ่านมาดูถึงเงื่อนไขทางสุขภาพประเด็นหนึ่งที่อาจเกิดได้ในช่วงตั้งครรภ์ นั่นก็คือการมีตุ่มขึ้นบริเวณรักแร้นั่นเอง ตุ่มเหล่านั้นจะมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง เป็นอันตรายต่อคุณแม่และเด็กหรือไม่ มีแนวทางการรักษาอย่างไรหากกำลังประสบเงื่อนไขทางสุขภาพนี้อยู่ เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️สาเหตุของตุ่มใต้รักแร้✨ตุ่มที่เกิดจากอาการต่อมน้ำเหลืองโต    ลักษณะของตุ่มจะเป็นก้อนโตที่คลำแล้วรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีตุ่มอยู่ อาจมีหลายก้อนหรือมีก้อนเดียวก็ได้ เมื่อกดลงไปบริเวณตุ่มแล้วรู้สึกเจ็บ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่อวัยวะบริเวณใกล้เคียงมีการติดเชื้อก่อโรค🦠 จนทำให้เกิดการอักเสบนั่นเองค่ะ✨ตุ่มที่เกิดจากเนื้องอกไขมัน        เป็นก้อนหรือตุ่มที่เกิดขึ้นได้ระหว่างชั้นผิวหนังและชั้นกล้ามเนื้อ เนื่องจากเป็นชั้นที่มีเซลล์ไขมันอยู่ เนื่องจากเป็นเพียงเนื้องอก มีอัตราการเพิ่มขนาดค่อนข้างช้า ความเสี่ยงที่จะแพร่กระจายต่ำ⬇️ ความอันตรายจึงไม่เท่าก้อนเนื้อร้ายหรือมะเร็งค่ะ✨ตุ่มที่เกิดจากถุงน้ำในต่อมไขมันมีการอุดตัน  อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเป็นก้อนซีสต์ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง มีลักษณะเป็นก้อนที่กลิ้งไปมาได้ อยู่ตื้นๆระหว่างชั้นผิวหนังและชั้นกล้ามเนื้อ บางกรณีอาจมีรูเปิดบริเวณก้อน เมื่อกดหรือบีบเบาๆ🤏จะมีไขมันไหลออกมาด้วย✨ตุ่มใต้รักแร้จากการที่รูขุมขนอักเสบหรืออุดตัน   ลักษณะของตุ่มจากสาเหตุนี้มักจะเป็นตุ่มเล็กๆ สีแดงคล้ายสิวอักเสบ เมื่อสัมผัสดูจะพบว่ามีลักษณะค่อนข้างแข็ง อาจใกล้เคียงกับตุ่มที่เกิดจากขนคุดแต่มีลักษณะใหญ่กว่า หากมีการติดเชื้อก่อโรค🦠ร่วมด้วยก็ม๊โอกาสที่จะเป็นหนองจนไปถึงกลายเป็นฝี⚫️✨ตุ่มจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย     ในกรณีจะไม่สามรถระบุลักษณะของตุ่มแผลได้อย่างชัดเจนมากนัก เพราะลักษณะตุ่มหรือแผลจะขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ที่กัด🐜หรือต่อยค่ะวิธีการรักษาตุ่มใต้รักแร้ 👉สำหรับตุ่มใต้รักแร้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเกิดจากอาการต่อมน้ำเหลืองโต        แพทย์จะมุ่งเน้นไปที่การฆ่าเชื้อก่อโรค🦠ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อก่อน เมื่อเชื้อหายไปอาการจะค่อยๆดีขึ้นเอง พูดง่ายๆก็คือตุ่มจะสามารถยุบลงไปได้เองค่ะ👉สำหรับตุ่มใต้รักแร้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเกิดจากเนื้องอกไขมัน เนื่องจากเป็นเพียงก้อนเนื้องอกไม่ใช่เนื้อร้าย🙅‍♀️ ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือแพร่กระจายมากขึ้นสูงนัก จึงสามารถปล่อยไว้ได้ แต่หากสร้างความระคายเคืองหรือความไม่สบายใจ ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อที่จะผ่าออกได้ค่ะ👉สำหรับตุ่มใต้รักแร้ที่เกิดจากถุงน้ำในต่อมไขมันเกิดการอุดตัน   แนวทางการจัดการนั้นคล้ายกับเนื้องอกไขมัน เนื่องจากไม่ใช่เนื้อร้าย จึงอาจไม่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดออก แต่เนื่องจากตุ่มในลักษณะนี้สามารถเคลื่อนที่หรือกลิ้งไปมาได้ ทำให้มีโอกาสเสียดสีกับเนื้อเยื่อโดยรอบค่อนข้างมากจนก่อให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบ เมื่ออักเสบแล้วก็ทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อก่อโรค แพทย์จึงอาจตัดสินใจผ่าออก🔪เพื่อกำจัดอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันที่สร้างความรำคาญใจแก่ผู้ป่วยค่ะ👉สำหรับตุ่มใต้รักแร้ที่เกิดจากรูขุมขนอักเสบหรืออุดตัน     อันที่จริงแล้วตุ่มในลักษณะนี้สามารถดีขึ้นและหายเองได้ภายในระยะเวลาอันสั้นไม่เกิน 2 สัปดาห์⏳ หากไม่มีการอักเสบหรือติดเชื้อจนเป็นฝีหนองอย่างรุนแรงร่วมด้วย แต่หากรุนแรงก็อาจต้องพบแพทย์เพื่อรับยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบ💊ค่ะ👉สำหรับตุ่มที่ถูกวินิจฉัยว่าเกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อย   แนวทางการรักษานั้นขึ้นอยู่กับอาการหลังเกิดแผล ลักษณะแผลที่เกิด และชนิดของสัตว์ที่ต่อย🐜 ทางที่ดีหากมีหลักฐานว่าเป็นสัตว์ชนิดใดกัดหรือต่อยก็ควรแจ้งแพทย์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษาแผลค่ะอ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้เห็นแล้วนะคะว่า แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นตุ่มบริเวณใต้รักแร้เหมือนกัน แต่ลักษณะของตุ่มอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุในการก่อให้เกิดตุ่ม ซึ่งก็จะส่งผลให้แนวทางการรักษามีความแตกต่างกันด้วย ดังนั้นไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเป็นคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย กำลังเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือไม่ หากลองสัมผัสบริเวณใต้รักแร้ของตนเองตอนนี้แล้วพบว่ามีตุ่มหรือก้อนที่ไม่เคยมีมาก่อน ควรเข้ารับการตรวจร่างกาย🩺เพื่อขอคำปรีกษาในการจัดการกับตุ่มดังกล่าวจากแพทย์👩‍⚕️ให้เร็วที่สุดค่ะ

Content Image

ปัญหาผิวที่พบบ่อยระหว่างการตั้งครรภ์

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่อาจจะต้องพบกับปัญหาต่างๆเกี่ยวกับผิวไม่ว่าจะเป็นสิว รอยแตก ผื่นคัน ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกันว่าปัญหาผิวอะไรบ้างที่สามารถพบเจอได้ในขณะที่ตั้งครรภ์กันค่ะ ปัญหาผิวที่พบบ่อยระหว่างตั้งครรภ์✨เส้นเลือดฝอย Spider Veinเป็นภาวะเส้นเลือดขอด มีลักษณะคล้ายเส้นใยแมงมุม🕸️ ขนาดเล็ก มักมีสีม่วงหรือแดง และมักเกิดที่ขาซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดที่เกิดจากมดลูกที่หนัก โดยอาจปรากฎบนร่างกายหรือใบหน้าของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์ เส้นเลือดเหล่านี้จะหายไปหลังจากที่คุณแม่คลอดบุตร 👶✨รอยแตกลายเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ก็เป็นธรรมดาที่จะพบว่าน้ำหนักของคุณแม่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนกันที่จะต้องเจอกับรอยแตกลาย ที่เกิดมาเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเองและถึงแม้ว่ารอยแตกลายจะไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่การทาครีม🧴จะช่วยบรรเทาอาการคันและช่วยให้จางลงเมื่อเวลาผ่านไปนะคะ✨คันและผื่นคันอีกปัญหาหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์คือปัญหาผื่นคันนั่นเอง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างเช่นผื่น PUPPP โดยจะมีอาการคัน มีตุ่มมีสีแดงขนาดเล็ก และจะสามารถแพร่เป็นวงกว้างได้ค่ะ🙁  ปัญหาผิวอื่นๆ ระหว่างตั้งครรภ์✨สิวสิว... เป็นอะไรที่คงไม่มีใครอยากจะให้มันขึ้นมาเลยใช่ไหมคะ เพราะมันทั้งน่ารำคาญและอยากจะกำจัดมันออกไปให้เร็วที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ โดยเฉพาะในขณะที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์เนี่ยฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ก็อาจทำให้เกิดสิวบนใบหน้า🙁นั่นเองค่ะ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะเพราะสิวเหล่านี้จะดีขึ้นหลังจากคลอดลูกน้อยค่ะ✨เส้นดำกลางท้องหากคุณแม่สังเกตเห็นรอยเส้นแนวตั้งน้ำตาลหรือสีดำที่เกิดขึ้นกลางท้อง นั่นคือเส้นดำกลางท้อง🤰 หรือ Linea Nigra นั่นเอง ซึ่งหลายๆคนอาจจะกังวลว่าเส้นนี้มันจะอยู่ตลอดไปไหม แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะเส้นดำนี้จะหายไปหลังจากคลอดเจ้าตัวเล็กค่ะ✨การเปลี่ยนแปลงของผมและเล็บอันนี้อาจจะไม่เชิงเป็นปัญหา แต่เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงดีกว่า หลายๆคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าขณะที่ตั้งครรภ์เนี่ย เจ้าฮอร์โมนก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ซึ่งผลจากการที่ฮอร์โมนพุ่งสูงก็ทำให้ผมของคุณแม่หนาและฟูขึ้น👩‍อย่างงงๆ รวมถึงถ้าสังเกต เล็บของคุณแม่ก็ดูเหมือนจะยาว💅เร็วขึ้นเช่นกันค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาผิวต่างๆที่พบได้ในระหว่างตั้งครรภ์ ยังไงก็อย่าเพิ่งไปกังวลกับมันมากนะคะ เพราะส่วนใหญ่มันก็จะหายไปเองเมื่อฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติหรือก็คือหลังคลอดเจ้าตัวเล็ก ยังไงก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันนะคะ 

Content Image

ภัยของฝุ่น PM 2.5 ต่อทารกในครรภ์

     มลพิษ PM 2.5 นั้นสามารถส่งผลโดยตรงต่อลักษณะทางกายภาพและพัฒนาการของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หากทารกได้รับมลพิษในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะที่สำคัญในร่างกาย เช่น ปอด🫁 รวมถึงยังไปทำลายภูมิคุ้มกันที่เยื่อบุทางเดินหายใจ วันนี้ทางเราได้รวบรวมเกล็ดความรู้ที่คุณแม่ควรศึกษาการดูแลสุขภาพและผลกระทบจากการรับฝุ่นที่อาจเป็นภัยต่อทารกในครรภ์ผลกระทบจากการรับฝุ่น PM 2.5 ต่อทารกเพิ่มความเสี่ยงทารกน้ำหนักตัวน้อย (Low Birth Weight Infant)เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกนั้นยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากทารกได้รับมลพิษไปในปริมาณมากนั้น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดได้ และยังเสี่ยงทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว🫀ในที่สุดทารกเสี่ยงเป็นออทิสติก (Autistic Disorder)คุณแม่ควรดูแลรักษาตัวเป็นพิเศษในช่วงตั้งครรภ์🤰หลีกเลี่ยงการสูดดมมลพิษให้ได้มากที่สุด เพราะในมลพิษนั้นประกอบด้วยสารพวก ตะกั่ว แมงกานีส และโลหะ ซึ่งสารที่กล่าวมานั้นอาจจะส่งผลให้ลูกเป็นออทิสติกได้ถึง 50%วิธีป้องกันภัยจากฝุ่น PM 2.5 ต่อครรภ์คุณแม่สวมใส่หน้ากากอนามัยคุณแม่ควรสวมใส่หน้ากากนามัย😷 ทุกครั้งเมื่อต้องออกไปนอกบ้าน และควรเลือกใช้หน้ากากอนามัยที่ผ่านการรับรองว่าป้องกัน PM 2.5 ได้จริง เพราะจะสามารถกรองฝุ่นละอองเล็กมากๆได้อย่างมีประสิทธิภาพติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเครื่องฟอกอากาศถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่คุณแม่ควรซื้อติดบ้านไว้ เพราะสามารถกรองอากาศให้บริสุทธิ์ ลดปัญหามลพิษจากภายนอก ทำให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกและครอบครัว👨‍👩‍👧‍👦 นั้นปลอดภัยจากละอองฝุ่นที่มองไม่เห็นวิธีเลือกเครื่องฟอกอากาศเพื่อกรองฝุ่น PM 2.5เลือกฟังก์ชันที่แมทช์ต่อไลฟ์สไตล์คุณแม่ควรเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่มีฟีเจอร์ตอบโจทย์ต่อการใช้งานจริง โดยเฉพาะฟีเจอร์ในการกำจัดฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบการทำงานที่เงียบ ไม่ส่งเสียงรบกวนขณะลูกนอนหลับ😴มิกซ์ แอนด์ แมทช์ ให้เข้ากับสไตล์ของบ้านคุณแม่สามารถเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีดีไซน์สวยและแมทช์กับอินทีเรียร์ของบ้าน เพราะเครื่องฟอกอากาศก็เปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านได้ ช่วยเพิ่มความสวยงามและทำให้บ้าน🏡 น่าอยู่มากขึ้นเลือกซื้อขนาดที่เหมาะสมขนาดของเครื่องฟอกอากาศนั้นนับเป็นสิ่งแรกที่คุณแม่ควรให้ความสำคัญ คุณแม่ควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดกระทัดรัดเหมาะสมกับขนาดของห้อง เพราะจะสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย หากในอนาคตมีของใช้ของลูกมาเพิ่มเติม     ในปัจจุบันนั้นมีมลพิษล่องลอยอยู่ในอากาศและยากที่จะเลี่ยงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน คุณแม่โดยส่วนมากมักให้ความสำคัญกับฝุ่นภายนอกจนลืมไปว่าฝุ่นภายในบ้านนั้นก็เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแม่และทารก เพื่อเป็นการป้องกันมลพิษที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทางเราแนะนำว่าคุณแม่ควรใส่ใจและประยุกต์ใช้วิธีป้องกันฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ทุกชนิดหลายๆวิธี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👧‍👦ทุกคนจะได้รับผลกระทบจากมลพิษน้อยที่สุดค่ะ

Content Image

ระวัง! ไวรัสซิก้า อันตรายต่อทารกในครรภ์

     ไวรัสซิก้า ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรให้ความสำคัญ เพราะเชื้อไวรัสนี้อาจส่งผลต่อสุขภาพของทารกภายในครรภ์ได้ วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายต่างๆของไวรัสซิก้ามาให้คุณแม่ทราบไปพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️ไวรัสซิก้าส่งผลกระทบต่อสตรีมีครรภ์หรือเด็กในท้องอย่างไรบ้าง?👉ทำให้เกิดภาวะศีรษะเล็กในทารก (Microcephaly) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกา (CDC) ได้ออกนโยบายข้อควรระวังในการเดินทาง (Level 2-Practice Enhanced Precautions) สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคซิก้า โดยนโยบายนี้ได้ถูกกำหนดขึ้นหลังจากประเทศบราซิล🇧🇷พบภาวะศีรษะเล็กในทารก (Microcephaly) และผลกระทบอื่นๆ ต่อการตั้งครรภ์ในคุณแม่ที่ติดเชื้อไวรัสซิก้า🦠 แต่อย่างไรก็ตามความเกี่ยวข้องระหว่างไวรัสซิก้ากับความผิดปกติในการตั้งครรภ์ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้น การป้องกันการถูกยุงกัดในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังพยายามตั้งครรภ์เอาไว้ก่อนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง  คุณแม่ที่ติดเชื้อไวรัสซิก้า จะมีอาการไข้🤒 เกิดผื่น ปวดตามข้อ หรือตาแดง ในช่วงเวลา 2 อาทิตย์หลังเดินทางกลับจากประเทศที่มีการตรวจพบผู้ป่วยไวรัสซิก้า ทางเราแนะนำให้คุณแม่ควรพบแพทย์ทันที และอย่าลืมแจ้งให้แพทย์ทราบว่าคุณได้เดินทางไปที่ไหนมา   ไวรัสซิก้ามีวัคซีนหรือยาที่สามารถป้องกันได้หรือไม่?👉ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันหรือยาที่ใช้รักษาโรคซิก้าได้ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโรคซิก้ามากนัก  ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกา (CDC) มีขอแนะนำสำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์และที่กำลังพยายามตั้งครรภ์ให้ระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษสตรีมีครรภ์🤰ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่พบการระบาดของโรคซิก้า แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อหาแนวทางและวิธีป้องกันตัวเองจากการถูกยุงกัด🦟อย่างเคร่งครัดสตรีที่กำลังพยายามตั้งครรภ์ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ในกลุ่มเสี่ยงควรปรึกษากับแพทย์ก่อน เพื่อหาแนวทางและวิธีป้องกันตัวเองจากการถูกยุงกัดอย่างเคร่งครัดทั้งนี้ ประเทศในกลุ่มเสี่ยงที่มีการระบาดของโรคซิก้าอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดหากสตรีที่เคยติดเชื้อไวรัสซิก้ามาก่อน เป็นไปได้ไหมที่การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปจะให้กำเนิดทารกที่มีศรีษะเล็ก?👉เรายังไม่ทราบถึงผลกระทบที่ไวรัสซิก้ามีต่อเด็กในท้องกรณีที่คุณแม่ติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์  แต่เรารู้แน่ชัดว่าไวรัสซิก้าไม่สร้างความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต เพราะเชื้อไวรัสซิก้ามักอยู่ในกระแสเลือดของผู้ติดเชื้อเพียงแค่ไม่กี่วันถึงหนึ่งอาทิตย์ และจะถูกกำจัดออกร่างกายหลังจากนั้น ทารก👶ที่เกิดการปฏิสนธิในภายหลังจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ประกอบกับในตอนนี้ทางการแพทย์ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยันว่าเชื้อไวรัสซิก้ามีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต ทั้งนี้ผู้หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์👨‍⚕️ทันทีหลังเดินทางกลับจากประเทศในกลุ่มเสี่ยง    ดังนั้นหากคุณแม่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสซิก้า ทางเราแนะนำให้ทาโลชั่น🧴และสเปรย์กันยุงนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันการโดนยุงกัด ควรเป็นผลิตภัณฑ์ทากันยุงที่ได้รับการรับรองจาก อ.ย. และควรใช้ตามคำแนะนำบนฉลากของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยต่อสตรีที่กำลังตั้งครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมบุตรนั่นเองค่ะ

Content Image

แม่ท้องมีเหงื่อออกเยอะ ใช่สัญญาณบ่งบอกโรคหรือไม่?

     คุณแม่หลายๆท่านอาจจะสังเกตตัวเองว่ามีเหงื่อออกเยอะ😥 ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น จริงๆแล้วอาการเหงื่อออกเยอะนั้นเป็นอาการที่สามารถพบได้ทั่วไปในคนท้อง แต่อย่างไรก็ตามคุณไม่ควรเพิกเฉยต่ออาการเหงื่อออก เพราะยังสามารถเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติทางร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์ จะมีภาวะอะไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้คนท้องเหงื่อออกเยอะ✨เกิดจากปริมาณเลือดที่เพิ่มมากขึ้นคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มมามากว่าปกติ เพราะเลือดจะช่วยขับเคลื่อนพัฒนาการของทารกในครรภ์ ดังนั้นเมื่อมีปริมาณเลือดมากขึ้น🩸 ก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกร้อนง่าย มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นและเหงื่อออกมากนั่นเองค่ะ✨ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีการทำงานของต่อมไทรอยด์มากขึ้น เพื่อที่จะสร้างฮอร์โมนในการรักษาระดับmetabolismของร่างกาย และยังไปควบคุมอุณภูมิ🌡️ของร่างกายคุณแม่ด้วยเช่นกันค่ะ✨ระบบการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากคุณแม่ต้องทานอาหารมากขึ้นเพื่อทารกในครรภ์🤰 จึงทำให้ระบบเผาผลาญต้องเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อให้ทารกในครรภ์และคุณแม่มีพลังงานที่เพียงพอค่ะเหงื่อออกมากบ่งบอกถึงความผิดปกติในร่างกายดังนี้👉ร่างกายติดเชื้อถ้าคุณแม่มีอาการเหงื่ออกเยอะในช่วงกลางคืน อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจเกิดการติดเชื้อ🦠 เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไข้มาลาเรีย และไวรัสตับอักเสบบี หากคุณแม่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้🤒 และปวดกล้ามเนื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ👉ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จะมีลักษณะอาการ เช่น กระหายน้ำ รู้สึกหนาวสั่น🥶 ปัสสาวะบ่อย และอาจมีอาการมองเห็นภาพซ้อนได้ด้วย อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในช่วงตอนนอนกลางคืนค่ะวิธีบรรเทาอาการเหงื่อออกมาก💫อาบน้ำบ่อยๆคุณแม่สามารถอาบน้ำ🚿เพิ่มระหว่างวันได้ และควรอาบน้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการทำให้ร่างกายสะอาดปราศจากเชื้อโรค💫ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายคุณแม่สามารถใช้โรลออนระงับกลิ่นกาย เช่น สารส้ม และแป้งเต่าเหยียบโลก เพื่อช่วยลดเหงื่อและเสริมความมั่นใจระหว่างวัน💫ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีคุณแม่ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าสบาย👗 ละเว้นการใส่เสื้อผ้ารัดรูปที่ทำให้รู้สึกอึดอัด ซึ่งเนื้อผ้าที่แนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คือ ผ้าฝ้าย☁️💫ละเว้นเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อสุขภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน อย่างเช่น กาแฟ☕️ และการสูบบุหรี่🚬 ล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพคุณแม่ และยังเป็นการเพิ่มอุณภูมิให้ร่างกาย ทำให้คุณแม่เหงื่อออกมากขึ้น      อาการเหงื่อออกมากในช่วงตั้งครรภ์ถือว่าเป็นอาการทั่วไปที่คุณแม่อาจจะต้องเจอ แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีอาการเหงื่อออกร่วมกับอาการอื่นๆด้วย ไม่ควรรอช้า และควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ทันทีค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.