Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

กางเกงรัดกล้ามเนื้อ จำเป็นสำหรับคุณแม่ท้องไหม?

     คุณผู้อ่านหลายท่านน่าจะเคยได้ยินกันมาว่าคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์🤰นั้นควรสวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ ปล่อยๆ👗 ไม่กระชับมากจนกลายเป็นแน่น ในหัวข้อนี้อาจขัดกับข้อมูลที่เคยได้ยินมา วันนี้บทความเขาเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงกางเกงรูปแบบหนึ่งที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยต่อการออกกำลังกาย และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ยังสามารถสวมใส่ได้ด้วย นั่นก็คือกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั่นเองค่ะ💁‍♀️ข้อดีในแง่ของการสวมใส่โดยทั่วไป✨ผู้สวมใส่จะรู้สึกสบายตัวมากกว่าใส่กางเกงปกติ เนื่องจากเนื้อผ้าของกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นค่อนข้างบางเบา กระชับกับลำตัว ไม่ได้แน่นเกินไปแต่ก็ไม่รุ่มร่าม ระบายอากาศ🍃และระบายเหงื่อได้ดีเมื่ออากาศร้อนค่ะ✨ช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนของแก๊สออกซิเจนในกล้ามเนื้อกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนของแก๊สออกซิเจนในกล้ามเนื้อได้ เพราะมีเนื้อผ้าและการตัดเย็บ🪡ที่กระชับ ทำให้เลือด🩸ไหลเวียนไปเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อได้ดี หากสวมใส่ในตอนที่ต้องทำกิจกรรมที่ออกท่าทางมากๆ หรือสวมใส่ในระหว่างออกกำลังกาย🤾‍♀️ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายดีขึ้นค่ะ✨ช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขากางเกงรัดกล้ามเนื้อสามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขา🦵ได้ อันที่จริงจากลักษณะของเนื้อผ้าและการตัดเย็บนั้นก็สามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อได้ทั้งขาเลยค่ะ แต่เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณต้นขานั้นเป็นมัดที่ใหญ่ที่สุดจากทั้งขา เมื่อทำกิจกรรมที่ออกท่าทางหนักๆหรือทำการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขา เดิน วิ่ง🏃‍♀️ สควอท จึงเกิดการสั่นสะเทือนและการกระเพื่อมที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นกางเกงรัดกล้ามเนื้อก็จะช่วยลดแรงตรงนี้ได้ค่ะ✨ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อหลังทำกิจกรรมกางเกงรัดกล้ามเนื้อสามารถช่วยลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อหลังทำกิจกรรมที่ต้องออกท่าทางมากๆ หรือการออกกำลังกายหนักๆ🚴‍♀️ได้ค่ะ เมื่อกล้ามเนื้อเสียหายน้อยลง กล้ามเนื้อก็จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิม พร้อมที่จะใช้ในกิจกรรมอื่นๆต่อไปค่ะ ข้อดีสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์💫ลดโอกาสในการเกิดเส้นเลือดขอดได้ กางเกงกระชับกล้ามเนื้อนั้นสามารถลดโอกาสในการเกิดเส้นเลือดขอดได้อันที่จริงไม่เฉพาะเส้นเลือดขอดในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰 คุณผู้หญิงโดยทั่วไปก็เช่นกัน แต่เนื่องจากคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์นั้นจะมีโอกาสในการเกิดเส้นเลือดขอดมากกว่าปกติค่ะ เนื่องจากกางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นมีเนื้อผ้าและรูปแบบการตัดเย็บที่กระชับกว่าเกางเกงลำลองทั่วไป มีการบีบกล้ามเนื้อของผู้สวมใส่เบาๆ จึงกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด🩸ภายในกล้ามเนื้อค่ะ💫ลดอัตราการบวมของขาในคุณแม่ตั้งครรภ์การสวมใส่กางเกงกระชับกล้ามเนื้อนั้นลดอัตราการบวมของขา🦵ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ จริงๆแล้วการบวมของอวัยวะในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้นค่อนข้างเกิดได้อย่างเป็นปกติค่ะ แต่หากสวมกางเกงกระชับกล้ามเนื้อก็จะช่วยให้การบวมค่อนข้างต่ำลงค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่ากางเกงรัดกล้ามเนื้อนั้นเป็นกางเกงคนละกลุ่มกับกางเกงออกกำลังกายทั่วไปหรือกางเกงโยคะที่เรารู้จักกัน และถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งจำเป็นว่าคุณแม่จะต้องมีหรือต้องสวมใส่ แต่ก็สามารถเลือกสวมใส่ได้ ไม่ได้อันตรายอะไรแถมยังเกิดประโยชน์อีกด้วยค่ะ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰แต่ไม่ได้ทำกิจกรรมที่ต้องออกท่าทางหนักๆ หรือไม่ได้ออกกำลังกายอะไร อาจเลือกที่จะไม่ใส่ได้ แต่กับคุณแม่ที่ยังออกกำลังกาย🏋️‍♀️เป็นประจำแม้ในช่วงตั้งครรภ์ การสวมใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อไปด้วยก็นับเป็นข้อแนะนำค่ะ

Content Image

ทำไมคนท้องถึงควรกิน โฟเลต แม่ท้องกินอาหารที่มีโฟเลตสูงได้จากไหนบ้าง

     สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์ ประเด็นหนึ่งที่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญก็คือโภชนาการของคุณแม่ เนื่องจากเจ้าตัวน้อยในครรภ์จะสามารถรับสารอาหารจากสิ่งที่คุณแม่รับประทาน ดังนั้นนอกจากอาหารเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของคุณแม่ได้โดยตรงแล้ว ยังส่งผลต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ทางอ้อมอีกด้วยค่ะ วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงสารอาหารประเภทหนึ่งที่นับว่าเป็นสาอาหารสำคัญสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ คุณผู้อ่านบางท่านอาจคุ้นหูหรือเคยผ่านตามาบ้างแล้ว สารอาหารดังกล่าวก็คือโฟเลตนั่นเอง เจ้าสารตัวนี้จะมีความสำคัญต่อทั้งร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์อย่างไรบ้าง เราไปทำความรู้จักมันไปพร้อมๆกันได้เลยค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับโฟเลตเบื้องต้นโฟเลตนั้นเป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่สามารถถูกจัดกลุ่มได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิตามินบี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ละลายในน้ำ มีความอ่อนไหวต่อการสัมผัสกับแสงอาทิตย์☀️ ความร้อน♨️ และอากาศ บางท่านอาจคุ้นเคยกับสารที่มีชื่อคล้ายๆกันนั่นก็คือโฟลิคนั่นเอง ก่อนอื่นต้องบอกว่าโฟเลตกับโฟลิคนั้นถือเป็นสารคนละตัวกัน โฟลิคนั้นเป็นกรดประเภทหนึ่ง บางท่านจึงอาจเรียกว่ากรดโฟลิคได้ ซึ่งถือเป็นสารองค์ประกอบของโฟเลต หากจะพูดให้เห็นภาพก็คือโฟเลตนั้นมีองค์ประกอบคือกรดโฟลิคนั่นเองค่ะ นั่นหมายความว่าไม่ว่าเราจะรับประทานกดโฟลิคเข้าไปหรือรับประทานโฟเลตเข้าไปตรงๆ หากระบบของร่างกายดำเนินไปอย่างเป็นปกติ เราก็จะได้รับประโยชน์ของการรับประทานโฟเลตนั่นเองค่ะทำไมคุณแม่ควรรับประทานโฟเลตเนื่องจากโฟเลตนั้นมาจากการเปลี่ยนสภาพของกรดโฟลิค ซึ่งประโยชน์ของกรดโฟลิคนั้นเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของทารกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยรักษาสภาพของสารพันธุกรรม🧬และการแบ่งตัวของเซลล์ร่างกายทารก ในขณะที่กำลังเจริญเติบโตในครรภ์นั่นเองค่ะทั้งกรดโฟลิคและโฟเลตส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารก👶 รวมไปถึงความสมบูรณ์ของเนื้อเยื่อรกของคุณแม่อีกด้วยเป็นสารอาหารที่ส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง🩸 เม็ดเลือดขาว และไขกระดูกของทารกในครรภ์หากทารกขาดกรดโฟลิคหรือโฟเลต จะเกิดอะไรขึ้นเสี่ยงต่อความพิการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและสมอง🧠 ไม่ว่าจะเป็นการบกพร่องของสมองเอง จนไปถึงไขสันหลัง ระบบประสาทส่วนกลาง รวมถึงความสมบูรณ์ของกะโหลกศีรษะอีกด้วยทารกมีความเสี่ยงที่จะมีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง ไม่ว่าจะในแง่ของขนาดเม็ดเลือดหรือประสิทธิภาพในการทำงานทารกมีความเสี่ยงที่จะมีโรคประจำตัวในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ🫀 ไขมันอุดตันเส้นเลือด โรคคอเลสเตอรอลสูง โรคความดันโลหิตสูง จนไปถึงโรคเบาหวานค่ะปริมาณและช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับคุณแม่1️⃣สำหรับปริมาณที่แนะนำสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰 ควรรับประทานกรดโฟลิคอยู่ที่ 0.8 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่ควรมากเกินกว่า 1 มิลลิกรัมต่อวัน  2️⃣สำหรับช่วงเวลาที่แนะนำ⏰สำหรับการรับประทานกรดโฟลิคสูงถึงปริมาณดังกล่าว สามารถรับประทานได้ตั้งแต่ช่วงที่วางแผนไว้ว่าจะมีบุตรได้เลย หรืออย่างน้อยต้องก่อนที่จะตั้งครรภ์ 1 เดือน และรับประทานต่อไปในปริมาณดังกล่าว 3 เดือนหลังทราบว่าตั้งครรภ์แล้วค่ะ เพราะป็นช่วงที่ระบบประสาทและสมองของทารกกำลังมีการพัฒนาอันตรายของการรับประทานกรดโฟลิคและโฟเลตที่มากเกินไปหากรับประทานกรดโฟลิคหรือโฟลตที่มากเกินไปนั้น มีแนวโน้มที่สารดังกล่าวจะไปยับยั้งการทำงานของวิตามินบี 12 ซึ่งก่อให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆตามมา โดยอาจมีอาการดังต่อไปนี้รู้สึกไม่อยากอาหาร ขมในปาก ท้องอืด รู้สึกอึดอัดเพราะมีแก๊สในกระเพาะอาหาร บางรายอาจควบคู่ไปกับอาการเวียนศีรษะ😵‍💫รู้สึกตื่นเต้น กระสับกระส่าย มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ และอาจมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย😢สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง อาจมีอาการชาหรือคันยุบยิบตามร่างกาย รู้สึกอ่อนเพลีย มีอาการเจ็บปวดภายในช่องปากและลิ้น👅     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านจะเห็นแล้วนะคะว่า ถึงแม้กรดโฟลิคหรือโฟเลตเองถือว่าเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ รวมไปถึงร่างกายของเราทุกคนด้วย (ในปริมาณที่ต่ำกว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์) แต่หากได้รับมากเกินไปก็อาจก่อให้เกิดโทษได้เช่นกัน ดังนั้นหากจะรับประทานในรูปแบบอาหารเสริม ก็ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ👩‍⚕️

Content Image

ท้องแล้วทานผลไม้อบแห้งได้ไหม?

ผลไม้อบแห้งเป็นหนึ่งในของว่างที่หลายๆท่านชอบหยิบมาทานกัน ซึ่งผลไม้อบแห้งนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีและมีประโยชน์อย่างมาก แต่สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้นจะสามารถทานได้ไหม มีผลเสียหรือเปล่า ลองไปดูกันเลยค่ะ ผลไม้อบแห้งคืออะไร? คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานได้ไหม?ผลไม้อบแห้ง คือผลไม้ที่ผ่านกระบวนการรีดนำน้ำออกด้วยวิธีการอบ หรือที่เรียกว่า dried fruit โดยวิธีการนี้จะทำให้ผลไม้หดตัวลงและเหลือเพียงเนื้อผลไม้และเม็ดที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหารและพลังงาน โดยผลไม้อบแห้งนั้นมักนิยมนำไปเคลือบน้ำตาลหรือสารทดแทนความหวานอื่นๆ รวมถึงยังสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าผลไม้สด🥝อีกด้วยคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานผลไม้อบแห้งได้ไหม ?ผลไม้แห้ง🍈นั้นเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ เกลือแร่ กรดอมิโน และวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินB 1-9, วิตามินC วิตามิน K, วิตามิน E, วิตามิน H ซึ่งเหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมากรวมถึงผลไม้อบแห้งยังช่วยบรรเทาความหิวของคุณแม่ได้ โดยสามารถหยิบมาทางระหว่างมื้อได้😋 อย่างไรก็ตามคุณแม่ควรระวังเรื่องของปริมาณในการรับประทานต่อวัน เนื่องจากหากทานมากเกินไปก็จะเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆได้นั่นเองผลข้างเคียงของการทานผลไม้อบแห้งมีอะไรบ้าง? ข้อควรระวังเวลาเลือกผลไม้อบแห้ง?ผลข้างเคียงในการทานผลไม้อบแห้ง✨หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานผลไม้อบแห้งในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลข้างเคียงดังนี้✨เกิดแก๊สจำนวนมากในช่องท้อง ท้องอืด✨ท้องเสีย ✨น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะผลไม้อบแห้งนั้นมีปริมาณแคลอรีที่สูง✨ฟันผุ เนื่องจากผลไม้แห้งมีน้ำตาลโดยธรรมชาติของมันข้อควรระวังเกี่ยวกับการเลือกผลไม้อบแห้ง✨ดูว่าผลไม้อบแห้งดังกล่าวได้เพิ่มน้ำตาลหรือไม่ เพราะการรับประทานน้ำตาลปริมาณมากอาจส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้🤰✨ดูว่าผลไม้นั้นมีการใส่สารกันบูดหรือไม่ เพราะหากมีอาจทำให้คุณแม่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ หรือมีอาการแพ้ได้เมื่อรับประทานเข้าไป✨เลือกผลไม้อบแห้งแทนการแปรรูปพืช เพื่อหลีกเลี่ยง สารอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ที่อาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นสารก่อมะเร็ง และส่งผลเสียต่อภาวะเจริญพันธุ์ และ ระบบประสาทได้🧠✨ดูปริมาณแคลอรี เนื่องจากคุณแม่จะต้องระมัดระวังและควรคำนวณปริมาณแคลอรีที่ทานในแต่ละวันให้ดีนะคะ แนะนำผลไม้อบแห้งสำหรับคุณแม่แอปริคอตอบแห้ง🍑ใครที่กำลังต้องการเสริมธาตุเหล็กแอปริคอตอบแห้งก็เป็นอีกทางเลือกของคุณแม่ได้ค่ะ ซึ่งแอปริคอตอบแห้งนั้นยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ ช่วยป้องกันท้องผูกและ ช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารดีขึ้นอีกด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์อุดมไปด้วยไฟเบอร์ สังกะสี แคลเซียม โฟนิก ธาตุเหล็ก และยังช่วยเพิ่มระดับเฮโมโกลบินได้อีกด้วยค่ะ  ลูกเกดอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ไฟเบอร์ มีส่วยช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำได้ดีขึ้น และยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอีกด้วยค่ะ🚽ลูกพรุนอบแห้งลูกพรุนนั้นช่วยในเรื่องของการขับถ่ายและการย่อยอาหารเป็นอย่างดี แต่ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมนะคะ ไม่งั้นอาจท้องเสียได้เลยค่ะ นอกจากนั้นลูกพรุนยังช่วยให้คุณแม่มีชีวิตชีวามากขึ้น และลดอาการเหนื่อยล้าในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ได้อีกด้วยวอลนัตอบแห้ง🥜มีส่วนช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง และ ป้องกันโรคเกี่ยวกับสมองของลูกน้อยในครรภ์ มีส่วนช่วยลดความเครียดขณะตั้งครรภ์ และยังอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 อีกด้วยค่ะ

Content Image

คนท้องกินเกี๊ยวทอดได้ไหม

     เราต่างก็ทราบกันดีว่าอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงสุกอย่างการทอดมานั้น เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะส่งผลเสีย👎ต่อสุขภาพอยู่แล้ว แต่ชีวิตของเราทุกคนนั้นไม่ได้ดำเนินไปได้ด้วยเพียงแต่สุขภาพร่างกายที่ดีเท่านั้น   มันยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย หากเป็นผู้คนที่ชื่นชอบในการรับประทานอาหารทอดเองก็คงมีความสุขเวลาได้รับประทาน และหากไม่ได้รับประทานเป็นระยะเวลานานๆก็อาจจะก่อให้เกิดความเครียดได้ วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงหนึ่งในอาหารทอดยอดนิยม นั่นก็คือเกี๊ยวทอด🥟นั่นเอง สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰แต่ยังชื่นชอบในเกี๊ยวทอดนั้น สามารถรับประทานได้หรือไม่ ควรรับประทานได้มากน้อยเพียงใด มีวิธีการรับประทานอย่างไรจึงจะเกิดผลเสียน้อยที่สุด เราไปดูพร้อมๆกันได้เลยค่ะ💁‍♀️ส่วนผสมของเกี๊ยวทอดการที่เราจะทราบได้ว่าของสิ่งนั้นเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษได้อย่างไร เราก็จำเป็นต้องทราบถึงองค์ประกอบภายในสิ่งเหล่านั้นก่อน สำหรับเกี๊ยวทอด🥟เองก็เช่นกัน ส่วนประกอบของเกี๊ยวทอดหลักๆแล้วมีดังต่อไปนี้ค่ะ✨แป้งเกี๊ยว เป็นส่วนสีเหลืองๆที่ทำให้เกี๊ยวทอดมีรูปร่างเป็นแผ่นนั่นเอง ซึ่งก็จะทำมาจากแป้งสาลีค่ะ ทำได้โดยการผสมแป้งสาลี🫓กับน้ำ💧ให้เหนียวพอที่จะปั้นเป็นรูปร่างต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแแบบแผ่น เป็นเส้น หรือเป็นก้อนกลมค่ะ✨ในกรณีที่มีไส้ สามารถใส่ไส้ได้ตั้งแต่เนื้อหมู🐷 เนื้อสัตว์ทะเลประเภทต่างๆ จนไปถึงการใส่เห็ด🍄และใส่ผัก🥬เลยค่ะ✨น้ำมันสำหรับทอดน้ำมันทอด🛢️เกี๊ยวที่ทำให้แป้งเกี๊ยวและไส้ (ในกรณีที่เป็นเกี๊ยวมีไส้) สุกพลังงานที่เราจะได้รับจากเมนูเกี๊ยวทอดโดยปกติแล้ว เกี๊ยวทอดขนาดมาตรฐาน ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไปจะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลลอรี่ อาจเป็นตัวเลขที่ดูไม่สูงเลยใช่ไหมคะ แต่เราทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่าโดยปกติแล้วเกี๊ยวทอดมักถูกจัดเป็นของกินเล่น🍽️ เป็นกับแกล้ม🥤 ดังนั้นการรับประทานเกี๊ยวทอดชิ้นเดียวจึงเป็นไปได้ยากอยู่แล้ว หากเป็นเกี๊ยวทอดที่มีไส้ข้างในก็จะให้พลังงานเพิ่มอีก และหากรับประทานกับน้ำจิ้ม ก็จะได้รับพลังงานจากน้ำจิ้มเพิ่มอีก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายมากที่จะได้รับพลังงานต่อวันเกินความจำเป็นจากการรับประทานเมนูเกี๊ยวทอด🥟ค่ะสารอาหารอะไรบ้างที่ได้จากเมนูเกี๊ยวทอด👉ได้รับสารอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ให้พลังงานหลักแก่ร่างกายจากแป้ง🫓ที่ใช้ทำแป้งเกี๊ยว หรือก็คือพลังงานจากแป้งสาลีนั่นเองค่ะ👉ในกรณีที่เป็นเกี๊ยวมีไส้จำพวกเนื้อ🦐 ผู้ที่รับประทานก็จะได้รับสารอาหารในกลุ่มโปรตีนร่วมด้วย ซึ่งก็เป็นสารอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานต่อร่างกายเช่นเดียวกัน แต่หากเป็นไส้จำพวกผัก🥬 ผู้รับประทานก็จะได้รับสารอาหารจำพวกวิตามิน เกลือแร่ และกากใยอาหาร สำหรับสารอาหารในกลุ่มวิตามิน💊เองก็อาจจะไม่ได้รับในปริมาณที่สูงมาก เพราะวิตามินหลายๆชนิดสามารถสลายตัวไปกับความร้อนได้ในกระบวนการทอดค่ะ👉ได้รับสารอาหารในกลุ่มไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอด ซึ่งนับเป็นสารอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆในปริมาณที่เท่ากันเลยค่ะ ข้อควรระวังคือ หากผู้ประกอบอาหารใช้น้ำมันเก่า🛢️ ใช้น้ำมันซ้ำๆจากการทอดครั้งที่แล้ว ก็อาจสร้างสารก่อมะเร็งขึ้นในน้ำมันได้อีกด้วยค่ะรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัยอาหารทุกชนิดนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวของมันเองอยู่แล้ว แม้แต่อาหารเพื่อสุขภาพเอง หากรับประทานมากเกินความจำเป็นก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย👎ได้เช่นเดียวกัน วิธีการแก้ปัญหาง่ายๆก็คือไม่รับประทานจนได้รับพลังงานเข้าร่างกายมากกว่าที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้นั่นเองค่ะ✅เลือกรับประทานร้านที่มีสุขอนามัยที่ดี สถานที่สะอาด🧹 อุปกรณ์ในการประกอบอาหารสะอาด🥢 วัตถุดิบสะอาด กระบวนการในการประกอบอาหารมีความสะอาดและปลอดภัย✅อย่าใช้น้ำมันในการทอดซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเกี๊ยวทอดที่มาจากร้านหรือเป็นการทอดเอง เพราะการใช้น้ำมันซ้ำมีโอกาสที่จะสร้างสารก่อมะเร็งให้ปนเปื้อนในอาหารได้ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เอง🤰 ก็สามารถรับประทานเมนูที่ชื่นชอบแต่ไม่ได้เป็นมิตรต่อสุขภาพมากอย่างเกี๊ยวทอด🥟ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องเลือกรับประทานอย่างเหมาะสมตามเนื้อหาที่เราแนะนำ อันที่จริงแล้วหากเลี่ยงได้ในช่วงตั้งครรภ์ก็ควรจะเลี่ยงไปก่อน แต่หากเลี่ยงแล้วเกิดความเครียดมากเกินไป ก็สามารถรับประทานในปริมาญที่ไม่มากเกินไป พอทำให้หายอยากได้ค่ะ

Content Image

คนท้องกินทุเรียนได้ไหม

     ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผลไม้ประเภท “ทุเรียน” นั้น มีทั้งคนชอบและคนที่ไม่ชอบ ในส่วนของคนที่ชอบนั้นก็นับเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰เป็นหนึ่งในสมาชิกคนชอบทุเรียน แล้วกำลังกังวลว่าช่วงที่กำลังตั้งครรภ์จะสามารถรับประทานผลไม้ชนิดนี้ได้อย่างเป็นปกติหรือไม่ หากรับประทานแล้วส่งผลเสียอะไรต่อตนเองและเจ้าตัวน้อยในครรภ์หรือเปล่า บทความของเรามีคำตอบให้ค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักทุเรียนให้มากขึ้นทุเรียนเป็นผลไม้ประเภทหนึ่งที่พบได้ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างที่ทราบกันดีว่าเนื้อของทุเรียนนั้นมีกลิ่นหอม👃 และมีรสชาติหวานเหมือนรับประทานขนมหวาน🍭 ดังนั้นสารอาหารหลักๆในทุเรียนนั้นต้องมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบอย่างแน่นอน การที่ทุเรียนมีสารอาหารหลักเป็นน้ำตาลซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ส่งผลให้ทุเรียนถูกจัดว่าเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง⬆️ หากถามว่าคุณแม่สามารถรับประทานทุเรียนได้หรือไม่ คำตอบก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกับอาหารประเภทอื่นๆ นั่นก็คือรับประทานได้แต่ต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสม สำหรับทุเรียน 1 เม็ด อาจให้พลังงานได้สูงถึง 200 กิโลแคลอรี่ ซึ่งเทียบเท่ากับการรับประทานอาหารปกติประมาณเกือบหนึ่งมื้อเต็มๆ🍛เลยทีเดียวค่ะ💫สารอาหารในทุเรียนหากจะอ้างว่าทุเรียนนั้นมีแต่น้ำตาล🍬ก็คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะน้ำตาลเป็นเพียงองค์ประกอบหลัก อันที่จริงแล้วทุเรียนก็ประกอบไปด้วยสารอาหารอื่นๆเช่นเดียวกัน ทุเรียนยังประกอบไปด้วยสารอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานอีกสองกลุ่ม นั่นก็คือโปรตีนและไขมัน เช่นเดียวกับผลไม้ประเภทอื่นๆ ทุเรียนก็เป็นผลไม้อีกชนิดที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร ในส่วนของแร่ธาตุและวิตามิน ทุเรียนยังมีวิตามินเอ วิตามินซี🍊 แคลเซียม🦴 ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และกรดโฟเลตที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อีกด้วยค่ะประโยชน์ของการรับประทานทุเรียน✨มีไฟเบอร์สูงเนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารสูง มันจึงมีส่วนช่วยในแง่ของการขับถ่าย🚽ให้ง่ายขึ้นได้ เป็นการลดโอกาสการเกิดอาการท้องผูก💩ได้ค่ะ✨มีสารต้านอนุมูลอิสระทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ “อนุมูลอิสระ” นั้นเป็นสารประเภทหนึ่งที่จะถูกผลิตขึ้นข้างในร่างกายของเราโดยธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์จากกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ซึ่งอนุมูลอิสระสามารถทำให้เซลล์ร่างกายของเราเสื่อมสภาพ นำไปสู่การแก่และการกลายพันธุ์ ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นก่อมะเร็งได้ในอนาคตค่ะ ดังนั้นการรับประทานอาหารชนิดใดก็ตามที่มี “สารต้านอนุมูลอิสระ” เป็นส่วนประกอบ ก็จะช่วยชะลอการแก่👵หรือเสื่อมสภาพของเซลล์และลดอัตราการเกิดมะเร็งในร่างกายได้ค่ะ✨ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการรับประทานทุเรียนในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ เนื่องจากทุเรียนนั้นมีสารประเภท “โพลีฟีนอล” ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ดังนั้นมันจึงลดโอการสในการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน🩸ได้อีกด้วยค่ะ✨มีโฟเลตสูงตามที่กล่าวไปว่าทุเรียนนั้นมี “โฟเลต” เป็นส่วนประกอบ สารอาหารประเภทนี้ทำหน้าที่หลักๆเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง🧠 จึงป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคในระบบดังกล่าว อย่างเช่นโรคอัลไซเมอร์ได้โทษของการรับประทานทุเรียน👉เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานเนื่องจากทุเรียนนั้นมีสารอาหารหลักคือน้ำตาล🍬 ผู้ที่รับประทานทุเรียนในปริมาณมากๆ ไม่ควบคุมปริมาณที่เหมาะสม ก็มีโอกาสในการเกิดโรคเบาหวานได้ค่ะ ดังนั้นหากคุณแม่มีลักษณะการรับประทานอาหารหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานอยู่แล้ว หรือกำลังเป็นอยู่ ทุเรียนก็จะกลายเป็นผลไม้อีกชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงค่ะ👉มีแร่กำมะถันแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่งที่มีปริมาณมากในทุเรียนก็คือกำมะถัน ซึ่งกำมะถันสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษในร่างกายของเราได้ ส่งผลให้ร่างกายของเรากำจัดสารพิษได้ลดลง หากรับประทานคู่กับแอลกอฮอล์🥃(อันที่จริงคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์อยู่แล้ว) ร่างกายก็จะกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือดไปทางปัสสาวะได้ช้าลง ทำให้มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง ก่อให้เกิดอาการเมา คลื่นไส้🤢 อาเจียน🤮 หรือหนักไปถึงขั้นเสียชีวิต💀ได้เลยทีเดียวค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คงจะทราบกันแล้วนะคะว่าทุเรียนเองก็เหมือนอาหารประเภทอื่นๆ ที่จริงๆแล้วคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰นั้นสามารถรับประทานได้ เพียงแต่ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปเพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง สำหรับคุณแม่ที่อยากรับประทานทุเรียนควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ🩺ก่อน ว่าตนเองมีภาวะหรือเงื่อนไขทางสุขภาพที่ไม่ควรรับประทานทุเรียนหรือไม่ เพื่อความมั่นใจก่อนรับประทานค่ะ

Content Image

โยคะในช่วงตั้งครรภ์

เมื่ออายุครรภ์เพิ่มมากขึ้นคุณแม่ก็มักจะประสบกับปัญหา ปวดหลัง เหน็บชา และตะคริว ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้ไม่สบายตัวและทำให้อารมณ์ไม่ดี การออกกำลังกายอย่างการเล่นโยคะจะสามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้โยคะระหว่างการตั้งครรภ์โยคะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คุณแม่ที่ตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้โดยการว่ายน้ำ หรือ การฝึกโยคะ🧘 โดยบางที่จะมีคลาสฝึกโยคะสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ คุณแม่สามารถเข้าร่วมคลาสร่วมกับคุณแม่ท่านอื่นๆได้ การฝึกโยคะนั้นเป็นการบริหารกายและลมหายใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยให้มีสมาธิกับการหายใจเข้าและออก การทำโยคะบ่อยๆ จะทำให้เกิดความสมดุลในร่างกายนั่นเองค่ะ💗ประโยชน์ของโยคะโยคะยังช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นและทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย และระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย🚽 นอกจากนั้นยังทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตแจ่มใส เป็นผลให้คุณแม่นอนหลับได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะนอกจากนั้นท่าโยคะ🧘ยังช่วยให้สรีระของคุณแม่เปลี่ยนแปลงไม่มาก ทำให้หลังคลอดคุณแม่ก็จะสามารถกลับมาหุ่นดีเหมือนเดิมได้เร็วขึ้นค่ะ ทั้งยังเป็นการบริหารให้อุ้งเชิงกรานมีความแข็งแรงและช่วยให้คลอดลูกน้อยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย 😀ข้อควรระวังในการฝึกโยคะขณะตั้งครรภ์หากคุณแม่กำลังอยู่ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่ไม่ควรจะเล่นโยคะในช่วงนี้ เพราะลูกน้อยในครรภ์ยังอยู่ในช่วงฝังตัวจึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งสูงหากคุณแม่เล่นโยคะในช่วงนี้ คุณแม่ท่านใดที่อยากฝึกโยคะควรรอให้อายุครรภ์ครบ 3 เดือนก่อน และควรปรึกษาแพทย์👨‍⚕️ว่าสามารถฝึกได้หรือไม่ โดยระหว่างการฝึกควรมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยและตัวคุณแม่เองนะคะ ท่าโยคะที่ไม่ปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ยืดหน้าท้องมากเกินไปคุณแม่ไม่ควรยืดกล้ามเนื้อหน้าท้องจนไม่สบายตัว อย่างการบิดตัว การโค้งตัวซึ่งเป็นท่าที่อาจทำให้เจ็บกล้ามเนื้อ🤕ได้นั่นเองค่ะ โยคะร้อน NO NO!การเล่นในห้องที่มีอุณหภูมิสูง♨️เกินไปจะทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้นะคะ หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องใช้มือยันและก้มตัวลงหลีกเลี่ยงท่าที่จะต้องใช้มือทั้งสองข้างดันพื้นและก้มหัวลง เพราะเป็นท่าที่เสี่ยงต่อการล้ม หรือเป็นลม ซึ่งเสี่ยงอันตรายต่อทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ค่ะ🙅‍♀️ท่านอนราบขอผ่านยิ่งท้องโตเท่าไหร่ก็มีโอกาสที่จะกดทับเส้นเลือดที่วิ่งเข้าหัวใจ🫀 และทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม คลื่นไส้ หรือเวียนศีรษะได้นั่นเองค่ะ

Content Image

คนท้องใช้น้ำหอมระเหยได้ไหม?

     น้ำมันหอมระเหย🍃นั้นถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการสร้างเสริมบรรยากาศที่ดีและช่วยให้เราผ่อนคลาย🧘‍♀️ได้เมื่อได้กลิ่น แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นสามารถใช้ได้หรือไม่ มีผลข้างเคียงอะไรกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์หรือเปล่า หากใช้ได้จะสามารถใช้ได้บ่อยแค่ไหน ใช้ได้ปลอดภัยในช่วงเวลาไหน มีข้อควรระวังหรือควรหลีกเลี่ยงอะไรในการใช้น้ำมันหอมระเหยหรือไม่ เราไปดูพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️รู้จักน้ำมันหอมระเหยเบื้องต้นเนื่องจากพืชพรรณ🍃ไม้หลายๆชนิดนั้นมีกลิ่นเป็นของตนเอง แน่นอนเมื่อเราพบว่ามันมีกลิ่นหอม เราจึงหาวิธีในการกักเก็บกลิ่นหอมนั้นไว้ ไม่ว่าจะมาจากส่วนใดของพืชก็ตาม ตั้งแต่กลีบดอก🪷 ใบ☘️ ลำต้น โดยการใช้กระบวนต่างๆในการพากลิ่นที่มากับน้ำมันนั้นออกมากักเก็บไว้อยู่ในรูปหัวเชื้อเข้มข้น ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์👨‍🔬ออกมาเป็นน้ำมันหอมระเหยนั่นเองค่ะ  นอกจากวัตถุประสงค์ในด้านการสร้างบรรยากาศที่ดีของสถานที่ที่นำไปตั้งทิ้งไว้ และวัตถุประสงค์ทางด้านความผ่อนคลายแล้ว น้ำมันหอมระเหยยังขึ้นชื่อด้านการถูกนำไปใช้ในศาสตร์การรักษาหรือการบำบัดด้วยกลิ่น หรือที่เราเคยผ่านหูผ่านตามากับคำว่าอะโรมาเทอราพีนั่นเองค่ะน้ำมันหอมระเหยปลอดภัยสำหรับคุณแม่หรือไม่คำตอบขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ค่ะหากคุณแม่มีอายุครรภ์ที่ต่ำกว่า 3 เดือนหรือประมาณ 12 สัปดาห์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไปก่อน🙅‍♀️ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จากขวดที่มีความเข้มข้นสูงโดยตรงหรือเป็นการใช้ผ่านเครื่องกระจายกลิ่นที่เรียกว่า diffuser💨 ซึ่งจะทำให้น้ำมันหอมระเหยมีความเจือจางลงมา เนื่องจากช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์นั้นนับเป็นช่วงที่ร่างกายของทั้งคุณแม่เองและเจ้าตัวน้อยในครรภ์มีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด🤥 อันตรายจากอุบัติเหตุและภาวะแทรกซ้อนต่างๆจึงเกิดขึ้นได้ค่อนข้างง่าย ควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารเคมี🧪อย่างไม่จำเป็นไปก่อนค่ะ แต่หากคุณแม่มีอายุครรภ์ที่มากกว่า 3 เดือนหรือ 12 สัปดาห์แล้ว ก็สามารถใช้ได้โดยคำนึงถึงประเด็นถัดไปค่ะตรวจสอบสารเคมี🧪ที่เป็นองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย หากน้ำมันมีสารที่เรียกว่า “พาทาเลท” หรือที่ชื่อภาษาอังกฤษเขียนว่า Phthalate แนะนำให้หลีกเลี่ยงค่ะ เนื่องจากสารเคมีดังกล่าวจะมีแนวโน้มที่จะทำให้ทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายมีภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์⚧️จนไปถึงระบบต่อมไร้ท่อของร่างกายค่ะ แม้ว่าพาทาเลทเองจะไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพของการตั้งครรภ์โดยตรงแต่ก็อาจส่งผลโดยอ้อมต่อร่างกายของคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย👫ในอนาคตได้ โดยปกติแล้วเจ้าสารตัวนี้จะถูกใส่ไว้ในผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีคุณสมบัติทางด้านการยืดอายุ⏳และความคงทนของกลิ่น ทำให้กลิ่นหอมนั้นอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้นานขึ้นค่ะ ดังนั้นหากคุณแม่เลือกได้ ควรเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยที่ระบุว่าไม่มีส่วนประกอบของพาทาเลท หรือที่เรียกว่า Phthalate free นั่นเองค่ะ วิธีใช้น้ำมันหอมระเหยให้ปลอดภัยสำหรับคุณแม่วิธีที่ 1️⃣หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยหากมีอายุครรภ์ต่ำกว่า 3 เดือนหรือ 12 สัปดาห์🤰วิธีที่ 2️⃣หลีกเลี่ยงน้ำมันหอมระเหยที่มีส่วนประกอบของสารพาทาเลทวิธีที่ 3️⃣เลือกใช้น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากธรรมชาติ🍃ให้มากที่สุดวิธีที่ 4️⃣หลีกเลี่ยงการทาน้ำมันหอมระเหยจากขวดเข้มข้นลงที่ผิวโดยตรง ควรเจือจางด้วยน้ำมันทาผิวชนิดอื่นๆ หรือควรเจือจางด้วยเครื่อง diffuser💨 ประโยชน์ของการใช้น้ำมันหอมระเหย🍃สร้างบรรยากาศที่ดีช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในสิ่งแวดล้อมที่คุณแม่อาศัยอยู่😌ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ช่วยให้คุณแม่ผ่อน🧘‍♀️คลายจนไปถึงบรรเทาอาการวิตกกังวล ที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในช่วงตั้งครรภ์😴ช่วยให้หลับสนิทขึ้นหากตั้งน้ำมันหอมระเหยหรือตัวกระจายกลิ่นไว้ในห้องนอน🛌 จะชาวยให้คุณแม่หลับสนิทและหลับสบายมากยิ่งขึ้นค่ะ🤮บรรเทาอาการอาเจียนจากการแพ้ท้อง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย แม้จะเป็นกลิ่นที่คนทั่วไปรู้สึกหอม แต่ในคุณแม่ที่กำลังมีอาการแพ้ท้อง จะมีประสาทในการรับกลิ่น👃ที่อ่อนไหวกว่าคนปกติและอาจผิดเพี้ยนไป และอาจรู้สึกว่ากลิ่นหอมกลายเป็นเหม็น🙊สำหรับตนเองได้ ดังนั้นคุณแม่สามารถเลือกใช้ตามความพึงพอใจของตนเองได้เลยค่ะ🥴ช่วยลดอาการปวดเมื่อยหากคุณแม่ใช้งานในแง่ของการนำน้ำมันหอมระเหยมาทาร่างกาย ก็จะสามารถช่วยในการลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ🦵 และยังลดโอกาสในการเกิดผิวแตกลายได้ เพราะเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้กับผิวค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰เองก็สามารถใช้น้ำมันหอมระเหยได้ แต่ก็มีปัจจัยให้ตระหนักหลายๆอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุณแม่ควรหมั่นสังเกตร่างกายของตนเองหลังใช้น้ำมันหอมระเหย ว่ามีอาการแพ้😵‍💫หรือมีอการอื่นๆที่แปลกไปกว่าปกติหรือไม่ หากมีอาการก็ไม่ควรมองข้าม เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กหรือหายเองได้ ควรเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️ค่ะ

Content Image

วิธีอ่านผลอัลตร้าซาวด์

     คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินหรือได้เห็นคำศัพท์ทางการแพทย์คำว่า 'อัลตร้าซาวด์' ผ่านหูผ่านตากันมาบ้างใช่ไหมคะ เพราะเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างภาพทางการแพทย์ที่เป็นที่นิยมและเข้าถึงได้ค่อนข้างง่าย ยิ่งในหัวข้อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์🤰ด้วยแล้ว การอัลตร้าซาวด์แทบจะเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีการสร้างภาพทางการแพทย์ที่ค่อนข้างปลอดภัยทั้งกับตัวคุณแม่และเจ้าตัวน้อยเลย👶ค่ะ วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับวิธีทางการแพทย์ชนิดนี้ให้มากขึ้น โดยการเรียนรู้ถึงวิธีการอ่านผลอัลตร้าซาวด์ที่น่าสนใจและไม่ได้เข้าใจยากเกินไปกันค่ะ หากคุณผู้อ่านกำลังเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ จะได้ทำความเข้าใจกับผลตรวจครรภ์ของคุณแม่ได้ค่ะ💁‍♀️คำศัพท์ที่เกี่ยวกับอัลตร้าซาวด์คำศัพท์เกี่ยวกับการวัดขนาดส่วนศีรษะของทารก1️⃣ความกว้างบริเวณศีรษะของทารก👶 มีตัวย่อว่า BPD ซึ่งย่อมาจาก Biparietal Diameter นับเป็นการวัดที่มีประโยชน์มากในการกะประมาณอายุครรภ์ของคุณแม่ เป็นการวัดที่เหมาะสมที่จะวัดในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ได้มากกว่า 3 เดือนขึ้นไปค่ะ2️⃣เส้นรอบวงของศีรษะทารก มีตัวย่อว่า HC ซึ่งย่อมาจาก Head Circumference เป็นวิธีที่เป็นประโยชน์ในการประเมินอายุครรภ์ของคุณแม่🤰ได้เช่นกันในช่วงที่คุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 3 เดือนขึ้นไป และจะมีประโยชน์เป็นพิเศษในกรณีที่เจ้าตัวน้อยในครรถ์มีรูปร่างศีรษะที่ผิดปกติ แต่อาจทำได้ยากกว่าวิธีการวัดความกว้างของศีรษะค่ะคำศัพท์เกี่ยวกับการวัดขนาดร่างกายส่วนอื่นๆของทารก1️⃣การวัดความยาวของทารก👶 อันที่จริงวิธีนี้ก็คือการวัดความสูงของเจ้าตัวน้อยนั่นเองค่ะ มีตัวย่อว่า CRL ซึ่งย่อมาจากคำว่า Crowm-Rump Length ค่ะ เราจะเห็นได้ว่าการวัดขนาดของศีรษะนั้นเหมาะกับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ดังนั้นในกรณีที่คุณแม่มีอายุครรภ์ต่ำกว่า 3 เดือน วิธีนี้จึงเหมาะสมในการประเมินอายุของทารกมากกว่าค่ะ2️⃣การวัดเส้นรอบวงบริเวณท้อง วิธีนี้มีตัวย่อคือ AC ซึ่งย่อมาจากคำว่า Abdominal Circumference ค่ะ วิธีนี้นั้นถือว่าเป็นวิธีที่ไม่ค่อยแม่นยำ หากจะวัดเพื่อใช้ประเมินอายุของเด็ก แต่มักถูกใช้ในการประเมินภาวะทางโภชนาการ🥦แทนค่ะ3️⃣การวัดความยาวของกระดูกต้นขา🦵 วิธีนี้มีตัวย่อว่า FL ซึ่งมาจากคำว่า Femer length นั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วกระดูกชิ้นอื่นๆก็สามารถนำมาใช้ในการประเมินการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้เช่นเดียวกัน แต่กระดูกต้นขาเป็นชิ้นที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ถึงจะเป็นวิธีการวัดที่ยังมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยก็ตามค่ะคำศัพท์เกี่ยวกับการวัดส่วนอื่นๆนอกเหนือจากร่างกายทารกโดยตรง1️⃣การวัดปริมาณน้ำคร่ำ💦 มีตัวย่อว่า AFI ซึ่งมาจากคำว่า Amniotic Fluid Index ค่ะ น้ำคร่ำนับเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้เข้าตัวน้อยสามารถอยู่ในท้องคุณแม่ได้อย่างเป็นปกติ ดังนั้นค่าการวัดน้ำคร่ำจึงมีส่วนช่วยในการบ่งบอกภาวะของทารกในครรภ์ได้ค่ะ2️⃣การตรวจสอบตำแหน่งที่รกเกาะมดลูก หรืออาจเรียกโดยคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Placental site ค่ะ เนื่องจากรกก็เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่ทำให้เจ้าตัวน้อย👶ในครรภ์สามารถดำรงชีวิตในท้องของคุณแม่ได้อย่างปกติเช่นกัน การตรวจสอบเกี่ยวกับตำแหน่งการเกาะของรกผ่านการอัลตร้าซาวนด์จึงนับเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ค่ะประโยชน์ของการทำอัลตร้าซาวด์เบื้องต้น✨ประเมินอายุครรภ์ของคุณแม่การทำอัลตร้าซาวด์ในช่วงตรวจครรภ์จะช่วยให้แพทย์เจ้าของครรภ์สามารถประเมินอายุครรภ์ของคุณแม่🤰หรืออายุของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ค่ะ แม้จะมีความคลาดเคลื่อนบ้างแล้วแต่วิธีที่ใช้ แต่ก็ยังถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนแนะนำคุณแม่ในอนาคตได้✨วิเคราะห์และวินิฉัยเกี่ยวกับความผิดปกติของร่างกายทารกการทำอัลตร้าซาวนด์ยังช่วยให้แพทย์เจ้าของครรภ์สามารถวิเคราะห์และวินิฉัย🩺เกี่ยวกับความผิดปกติของร่างกายทารกในครรภ์ได้ เพื่อที่จะได้วางแผนแก้ไขหรือทำการรักษาอย่างถูกวิธีและทันท่วงทีค่ะ✨ระบุเพศของทารกการทำอัลตร้าซาวด์ยังช่วยให้แพทย์สามารถช่วยระบุเพศ👦👧ของเข้าตัวน้อยในครรภ์ได้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นอีกประเด็นที่น่าตื่นเต้นสำหรับคุณพ่อคุณแม่เอง👫ใช่ไหมล่ะคะ     ได้อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านน่าจะรู้จักวิธีอัลตร้าซาวด์มากขึ้นแล้วใช่ไหมคะ จะเห็นได้ว่าเป็นวิธีที่มีประโยชน์ในการตรวจสุขภาพของทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์มากเลยทีเดียว แต่การทำอัลตร้าซาวด์นั้นจะทำได้โดยแพทย์👩‍⚕️หรือนักรังสีเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น ดังนั้นการไปฝากครรภ์กับโรงพยาบาล🏥ที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มากเลยทีเดียวค่ะ

Content Image

เคล็ดลับในการเลือกชุดให้นมลูก เลือกตามนี้ดูดีแน่นอน!

     สำหรับแม่ที่ให้นมลูก🤱 ความสะดวกในการให้นมนั้นควรมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่เอื้อต่อการให้นม ซึ่งทุกวันนี้มีชุดคุณแม่ให้นมดีไซน์สวยๆ แถมฟังก์ชั่นดีๆ ออกมาให้คุณแม่เลือกมากมาย บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคการเลือกซื้อชุดให้นมที่สวยและคุ้มค่ามาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️6 เทคนิคง่ายๆในการเลือกชุดให้นมลูก มีดังต่อไปนี้✨1. ให้ความสำคัญกับเรื่องไซส์เช็คไซส์หุ่นตัวเองให้มั่นใจ เพราะหุ่นหลังคลอดคุณแม่บางคนอาจจะยังไม่เข้าที่ หน้าอกขยายขึ้นมาอีกหลายนิ้วทำให้เกิดปัญหา ถ้าคุณแม่สั่งออนไลน์ ไม่ได้มีโอกาสลองก็จะทำให้ใส่ไม่ได้ อาจจะเล็กเกินไป ควรหาสายวัดมาวัดขนาดอก เอว สะโพกเรื่อยๆ เพื่อความชัวร์ค่ะ✅✨2. คำนึงถึงฟังก์ชันในการใช้งานจริงดูการออกแบบตอนเปิดให้นม🤱 หลายๆ แบรนด์จะตัดให้เป็นชุดผ้าปิดซ้อนกัน บางชุดมีซิปซ่อนตรงหน้าอก กระดุมเปิดหน้า หรือจะเลือกเป็นผ้ายืดดึงลงมาได้ทันทีก็จะไม่รู้สึกฟิตหรือตึง✨3. ดีไซน์ของชุดก็สำคัญไม่แพ้กันขอความรู้สึกสบาย ถ้าซื้อเป็นเดรสสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่หน้าท้องยังไม่ยุบ ให้ดูเดรสที่ปล่อยช่วงท้องหลวมๆ👗 ไม่ต้องห่วงนะคะ การให้นมแม่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหุ่นจะค่อยๆ กลับมาเข้าที่ เผลอๆ หุ่นดีกว่าตอนก่อนท้องเสียอีกและรวมไปถึงเทคนิคดังต่อไปนี้อีกด้วย✨4. ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และลูกดีไซน์ไม่มีวัสดุแหลมคม🗡️ เวลาที่เราอุ้มลูกมาดูดแนบอก ให้เลือกเสื้อแบบที่ไม่มีซิปแข็งๆ เกี่ยวผิวของเด็กได้✨5. สามารถถอดออกได้อย่างง่ายดายเปิดออกได้ด้วยมือเดียว ให้นึกถึงเวลาที่เรากำลังอุ้มลูกหรือถือขวดปั๊มนมอยู่🍼 คุณแม่ก็สามารถใช้อีกมือเปิดเสื้อให้ลูกดูดหรือปั๊มด้วยความรวดเร็วได้✨6. ใส่ใจเรื่องสไตล์และคัตติ้งเลือกสไตล์ที่ใส่ได้นานๆ การซื้อชุดให้นมก็เหมือนกับซื้อเสื้อผ้าที่คุณแม่ต้องคิดว่าต้องใส่ได้นานๆ ดังนั้นสีควรเป็นแบบเรียบๆ แบบที่ใส่ไปทำงานก็ดูสุภาพ คัตติ้งดีมีชัยไปกว่าครึ่ง💯 เพราะจะช่วยเก็บรูปร่างของคุณแม่ด้วยค่ะ     ทราบแล้วใช่ไหมคะว่าเมื่อคุณแม่มีชุดให้นมที่เหมาะสม คุณแม่ก็สามารถให้นมแม่ในที่สาธารณะได้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นการให้นมแม่ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่คุณแม่สามารถทำได้🤱 โดยไม่ต้องคิดมาก อาย หรือกังวลว่าจะมีคนอื่นมาจับจ้องสนใจ หากตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ว่าลูกจะหิวนมที่ไหน เมื่อไร คุณแม่ก็สามารถให้นมลูกได้สวยๆ โดยไม่ต้องกังวลค่ะ

Content Image

คนท้องเป็นกรดไหลย้อน อาการที่ไม่ควรมองข้าม

     หนึ่งในปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับคนท้องบ่อย ๆ คืออาการกรดไหลย้อนในคนท้องค่ะ ซึ่งคุณแม่บางคนเป็นบ่อยมากจนรู้สึกรำคาญ รู้สึกไม่สบายตัว จะลุก จะนั่ง จะทำอะไรก็พาลแต่จะพะอืดพะอมอยู่ตลอดเวลา🤢 วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกรดไหลย้อนในคนท้องมาให้คุณแม่ทราบ มาดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ สาเหตุที่ทำให้คนท้องเป็นกรดไหลย้อน👉ความผิดปกติของหูรูดที่บริเวณหลอดอาหารหรือความดันของหูรูดต่ำกรดไหลย้อนก็คือภาวะที่น้ำกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมายังหลอดอาหาร ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหูรูดที่บริเวณหลอดอาหารหรือความดันของหูรูดต่ำ จึงทำให้ไม่สามารถป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ มากไปกว่านั้น ยังอาจเกิดจากการบีบตัวของหลอดอาหารและกระเพาะอาหารที่ผิดปกติ ทำให้ย่อยอาหารได้ช้า และอาหารเกิดการคั่งค้างจนไหลย้อนกลับมายังหลอดอาหาร🤢สำหรับคนท้อง🤰นั้นจะมีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนในร่างกายเข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากขณะตั้งครรภ์ระดับฮอร์โมนในร่างกายของคนท้องจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้กล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ ไม่สามารถป้องกันการไหลย้อนกลับของอาหารและกรดในกระเพาะอาหารได้ จึงทำให้คนท้องมีโอกาสเป็นกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้นค่ะอาการที่บ่งบอกว่าคุณแม่เป็นกรดไหลย้อนอาการอาจจะแตกต่างกันในเรื่องของระดับความรุนแรงว่าเป็นมาก หรือน้อย หรือเป็นบ่อยแค่ไหน แต่โดยทั่วไปแล้วก็จะมีอาการที่คล้าย ๆ กัน ดังนี้     • รู้สึกแสบร้อนที่บริเวณกลางอก     • จุกเสียดหรือเจ็บที่หน้าอกหลังรับประทานอาหาร     • รู้สึกอึดอัด หนัก และแน่นท้อง      • ท้องอืด ท้องเฟ้อ     • มีอาการเรอ หรือเรอเหม็นเปรี้ยว😮‍💨     • มีรสเปรี้ยวหรือขมในปาก🥴     • ไอหรือเจ็บคอ👉วิธีแก้หรดไหลย้อนสำหรับคนท้องคุณแม่ที่มีอาการกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ อย่าเพิ่งกังวลใจว่าจะรักษาไม่หาย เพราะอาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดไป และอาการกรดไหลย้อนคนท้องรักษาให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเล็ก ๆ น้อย ๆโดยวิธีแก้กรดไหลย้อนในคนท้องที่คุณแม่สามารถทำได้ง่าย ๆ มีดังนี้     • พยายามกินอาหารหลาย ๆ มื้อ แบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ🍽️ แทนที่จะกินอาหารแค่เพียง 3 มื้อใหญ่ การแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ ก็จะช่วยให้สามารถย่อยอาหารได้ดีกว่าการกินอาหารมื้อใหญ่ทีเดียว     • กินช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด😋 เพราะถ้าคุณแม่เคี้ยวไม่ละเอียด และอาหารที่กินเข้าไปยังมีชิ้นใหญ่อยู่ ก็จะทำให้ใช้เวลาในการย่อยนานขึ้น และทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง     • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ทั้งเผ็ดจัด🌶️ เปรี้ยวจัด ของหมักดองทั้งหลาย ของทอดทั้งหลายทั้งปวง และแอลกอฮอล์ อาหารเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารได้ง่าย ทั้งยังส่งผลให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารคลายตัว ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของอาการเสียดท้องได้ง่าย     • ไม่กินข้าวคำ น้ำคำ💧 เพราะถ้าดื่มน้ำในระหว่างกินอาหารไปด้วย จะยิ่งทำให้มีของเหลวในกระเพาะอาหารมากขึ้น เสี่ยงที่กรดในกระเพาะอาหารและอาหารจะไหลย้อนกลับมายังหลอดอาหารง่ายขึ้น     • ไม่นอน😴ทันทีหลังจากที่กินอาหารเสร็จ เพราะเสี่ยงจะทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารยังทำหน้าที่ในการย่อยอาหารอยู่ ถ้ากินปุ๊บนอนปั๊บ อาจทำให้น้ำกรดที่กำลังย่อยอาหารอยู่ไหลย้อนกลับมากัดเซาะเนื้อเยื่อที่หลอดอาหาร และก่อให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกได้ง่ายขึ้น     • เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลหลังอาหาร เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำลายให้มากขึ้นในขณะที่เคี้ยวหมากฝรั่ง ปริมาณน้ำลายที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยเพิ่มความเป็นกลางของกรดที่ไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหาร     • หากจะเอนหลัง หลังจากที่กินอาหาร ควรจัดหมอนให้สูงขึ้นกว่าปลายเท้า🦶 หรือจะวางหมอนเสริมที่ใต้บ่าด้วยก็ได้ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับมายังหลอดอาหารได้ง่ายขึ้น     ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วอาการกรดไหลย้อนมักไม่ได้รุนแรงจนถึงกับต้องไปพบแพทย์👨‍⚕️ เพราะส่วนมากมักจะดีขึ้นได้หากปรับพฤติกรรมการกินวิธีที่ดีที่สุดในการใช้ยาลดกรดไหลย้อน แต่อย่างไรก็ตาม หากอาการของคุณแม่แย่ลง คุณแม่ควรขอแนะนำให้คุณแม่ปรึกษากับแพทย์โดยตรงค่ะ เพื่อความปลอดภัยของการตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อยามากินเองนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.