Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

7 อาการที่แม่ท้องไตรมาส 2 ต้องระวัง!

     ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ที่ได้ผ่านช่วงการตั้งครรภ์ 1 - 3 เดือนแรกมาแล้วแ👏 และกำลังเข้าสู่ช่วงตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่อาการแพ้ท้อง เช่น อาการ อาเจียน🤮 และอาการไวต่อกลิ่นได้บรรเทาลงไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ยังมีอาการอื่นๆ อีก 4 อาการที่คุณแม่ควรต้องหมั่นสังเกต จะมีอาการอะไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️อาการที่ 1👉อาการตกขาวคุณแม่อาจพบได้ว่าตัวเองมีปริมาณของตกขาวมากกว่าปกติ  เกิดจากการที่ปากมดลูกและช่องคลอดมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งครรภ์ แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่ควรสังเกตให้ดีหากพบเจอว่าตกขาวมีลักษณะสีเขียว🟢 มีเลือดเจือปน🩸 หรือมีอาการคันบริเวณช่องคลอด อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตราย คุณแม่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันทีค่ะอาการที่ 2👉อาการตะคริว คุณแม่ท้องหลายๆท่านอาจจะเกิดอาการตะคริว🦶 โดยเฉพาะอาการตะคริวในช่วงตอนนอนกลางคืน อาการนี้เกิดมาจากการที่ร่างกายของคุณแม่ขาดแคลเซียม มีปริมาณของฟอสฟอรัสในกระแสเลือดมากเกินไป ร่วมกับการที่คุณแม่มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ขา🦵ทั้งสองข้างของคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนักเอาไว้ จึงส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดีเท่าที่เคย คุณหมอแนะนำให้คุณแม่พยายามเคลื่อนไหวบ้างระหว่างคืน เพื่อป้องกันอาการตะคริวที่ขาค่ะอาการที่ 3👉อาการวิงเวียนศีรษะ และหน้ามืดคุณแม่ท้องอาจต้องเผชิญกับอาการวิงเวียนศีรษะ😵‍💫 หน้ามืด รู้สึกเหมือนจะวูบอยู่บ่อยๆ มีชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ และอาการอ่อนเพลียได้ง่ายอยู่เสมอ😰 อาการเหล่านี้มักเกิดกับคุณแม่ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำค่ะ คุณแม่ควรป้องกันไม่ให้ตัวเองหน้ามืดและเป็นลม หากอาการมีความรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะอาการที่ 4👉อาการหายใจลำบากหรือหายใจไม่อิ่มคุณแม่อาจพบว่าตัวเองมีอาการหายใจไม่อิ่มหรือหายใจลำบาก😮‍💨 เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายในขณะตั้งครรภ์ ส่งผลให้ผนังทรวงอกและขนาดของมดลูกขยายใหญ่ขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองหายใจ ติดขัด หรือบางครั้งอาจรู้สึกหายใจเหนื่อย     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะ 4 อาการที่คุณแม่ท้องในช่วงไตรมาสที่ 2 ควรระมัดระวังและหมั่นสังเกตอาการอยู่เป็นประจำ หากอาการเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้น ทางเราแนะนำให้คุณแม่ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️เพื่อปรึกษาถึงแนวทางการรักษาและวิธีบรรเทาอาการเหล่านี้ทันทีค่ะ

Content Image

ลาคลอดได้กี่วัน เรื่องที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนควรทราบ

     เมื่อใกล้กำหนดคลอด คุณแม่หลาย ๆ ท่านก็เริ่มวางแผนลาคลอดเพื่อที่จะได้เตรียมพร้อมสำหรับการคลอดที่กำลังจะมาถึง แต่ก่อนที่คุณแม่จะไปยื่นใบลาคลอดนั้น มีสิทธิลาคลอดอะไรบ้างที่คุณแม่ควรทราบ ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้แล้วค่ะ💁‍♀️คุณแม่ตั้งครรภ์ลาคลอดได้กี่วันตามกฎหมายลาคลอดบุตร คุณแม่สามารถที่จะลาคลอดได้นานถึง 98 วันค่ะโดยในระยะเวลา 98 วันของการลาคลอดนี้🤰 จะนับรวมการลาเพื่อไปตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วย โดยแบ่งเป็นลาคลอดบุตร 90 วัน และลาเพื่อไปตรวจครรภ์อีก 8 วัน รวมเป็น 98 วัน โดยคุณแม่สามารถใช้สิทธิลาคลอดได้ตั้งแต่ก่อนคลอดหรือจะเริ่มใช้สิทธิ์ลาเอาหลังคลอดก็ได้ แต่ไม่ว่าจะลาก่อนคลอด หรือหลังคลอด ก็จะต้องอยู่ในกรอบระยะเวลารวมกันแล้วไม่เกิน 98 วัน ส่วนบริษัทไหนที่อนุญาตให้ลาคลอดได้นานกว่านั้น ก็อาจจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและรายละเอียดต่าง ๆ ตามนโยบายขององค์กรค่ะลาคลอดได้ตั้งแต่วันไหนลาคลอดได้ตั้งแต่วันไหน ขึ้นอยู่กับนโยบายขององค์กร และความสะดวกของคุณแม่ค่ะ บางองค์กรอาจจะไม่ได้เข้มงวดในเรื่องของวันลา แต่บางองค์กรก็อาจจะอนุญาตให้ลาคลอดได้ก่อนกำหนดคลอดไม่นาน หรือให้ลาคลอดได้หลังจากคลอดลูกแล้วเท่านั้น🤱 เอกสารที่ต้องใช้ในการลาคลอดมีอะไรบ้างรูปแบบการลาคลอดของแต่ละองค์กรนั้นอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับองค์กร  แต่โดยทั่วไปแล้วก็จะต้องมีการทำหนังสือลาระบุรายละเอียดการลา📄 หรือบางองค์กรก็จะมีแบบฟอร์มการลาให้ระบุรายละเอียดต่าง ๆ  ลาคลอดแล้วยังได้รับเงินเดือนไหมตามกฎหมายใหม่ คุณแม่สามารถลาคลอดได้ 98 วัน โดยจะได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง 45 วัน ในอัตรา 100% ของค่าจ้าง และสำนักงานประกันสังคมจ่ายเพิ่มให้อีก 50% ของค่าจ้าง เป็นเวลา 45 วัน ลาคลอดต้องจ่ายประกันสังคมไหมหากยังเป็นพนักงานที่รับเงินเดือนตามปกติ💰 และยังไม่มีการลาออก ยังจำเป็นต้องจ่ายประกันสังคมตามปกติค่ะ โดยประกันสังคมก็จะหักจากเงินเดือนตามปกติ สิทธิของคุณแม่ลาคลอดมีอะไรบ้างสิทธิของคุณแม่ที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนคุณแม่สามารถลาคลอดได้ 98 วัน โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์  คุณแม่จะได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง 45 วัน ในอัตรา 100% ของค่าจ้าง และสำนักงานประกันสังคมจ่ายเพิ่มให้อีก 50% ของค่าจ้าง เป็นเวลา 45 วัน คุณแม่สามารถที่จะเบิกจ่ายค่าคลอดบุตรได้ 15,000 บาทต่อครั้ง คุณแม่มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรโดยประกันสังคมจะเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง เฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน 🕒คุณแม่มีสิทธิ์รับเงินสงเคราะห์บุตร โดยประกันสังคมจะเหมาจ่ายเดือนละ 400 บาท จนกระทั่งบุตรอายุถึง 6 ปี สิทธิของคุณแม่ที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจสามารถเบิกเงินช่วยเหลือการคลอดบุตรได้ครั้งละ 400 บาท  สามารถเบิกเงินช่วยเหลือบุตร 50 บาท ต่อคนต่อเดือน สามารถลากิจเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้ไม่เกิน 30 วันทำการ (แต่จะไม่ได้รับเงินเดือน) สิทธิของคุณแม่ที่เป็นข้าราชการสามารถลาคลอดได้ 98 วัน โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ ได้รับเงินเดือนตามปกติ และสามารถลาเพิ่มได้อีกไม่เกิน 90 วัน โดยได้รับเงินเดือนในอัตรา 50% สามารถทำการเบิกเงินช่วยเหลือการคลอดบุตรได้ครั้งละ 400 บาท ได้รับเงินสวัสดิการสำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย เดือนละ 50 บาทต่อคน โดยเงินช่วยเหลือบุตรนี้ จะได้ไม่เกิน 3 คน และได้ต่อเนื่องจนอายุ 18 ปีบริบูรณ์ สิทธิของคุณแม่ที่ประกอบอาชีพอิสระสำหรับคุณแม่ที่ประกอบอาชีพอิสระ สามารถรับสิทธิ์จากบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง ซึ่งสามารถฝากครรภ์ และรับบริการในสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กได้ฟรี และเสียค่าใช้จ่าย 30 บาท💵 สำหรับการตรวจครรภ์และการคลอดบุตร (ไม่เกิน 2 ครั้ง) แต่ถ้าคุณแม่ประกอบอาชีพอิสระ สมัครใจเข้าจ่ายประกันสังคม คุณแม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินช่วยเหลือคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์บุตรได้      สรุปได้ว่าคุณแม่สามารถลาคลอดบุตรได้ 98 วันตามกฎหมาย✅ หากได้วันลาน้อยกว่านี้ จะถือว่าองค์กรหรือบริษัทที่คุณแม่ทำงานอยู่ กระทำผิดต่อหลักกฎหมาย คุณแม่สามารถร้องเรียนต่อกรมแรงงาน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ค่ะ 

Content Image

อาการท้องลดคืออะไร? เกิดขึ้นได้เมื่อไหร่?

อาการท้องลดเป็นอาการของหญิงตั้งครรภ์ ที่ระดับความสูงของท้องที่อยู่ระดับลิ้นปี่ในตอนแรก ค่อยๆลดระดับลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ทารกในครรภ์เคลื่อนศีรษะลงสู่อุ้งเชิงกรานตำแหน่งของท้องคุณแม่ในสัปดาห์ต่างๆระดับของยอดมดลูกโดยปกติแล้วเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์🤰 มดลูกของคุณแม่ก็จะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพอถึงสัปดาห์ที่ 20 ยอดของมดลูกจะอยู่ประมาณระดับสะดือ และเมื่อเข้าสู่อาทิตย์ที่ 32 ยอดของมดลูกจะอยู่ที่ประมาณกึ่งกลางของกระดูกลิ้นปี่กับสะดือ พอหลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 36 ของการตั้งครรภ์ยอดของมดลูกก็จะอยู่สูงประมาณลิ้นปี่นั่นเองค่ะท่าของทารกที่เตรียมคลอดสำหรับทารกที่จะคลอดในท่าปกติ ศีรษะของทารก👶จะเริ่มเคลื่อนต่ำลงไปสู่อุ้งเชิงกราน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดที่กำลังจะมาถึง แต่จะมีทารกบางรายก็อาจนำก้นลงก่อน ซึ่งจะทำให้ดูเหมือนว่าท้องของคุณแม่ลดต่ำลงมาเมื่อมองจากภายนอกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะรู้สึกอย่างไรเมื่อเกิดอาการท้องลด?จะหายใจสะดวกมากขึ้นเมื่อเกิดอาการท้องลด คุณแม่จะรู้สึกสบายตัวและจะรู้สึกโล่งท้องมากขึ้น เนื่องจากมดลูกของคุณแม่จะลดระดับลง ทำให้คุณแม่หายใจสะดวกขึ้น😮‍💨 เพราะมดลูกไม่ไปดันกระบังลม และเนื่องจากกระเพาะอาหารถูกกดน้อยลง  ดังนั้นเมื่อคุณแม่รับประทานอาหารก็จะทำให้รู้สึกไม่ค่อยแน่นท้องนั่นเองค่ะ อาจรู้สึกปวดบริเวณหัวหน่าวแต่อย่าเพิ่งดีใจไปนะคะ เพราะในเวลาเดียวกันคุณแม่อาจรู้สึกปวดหน่วงบริเวณช่องคลอด หรือ บริเวณหัวหน่าว และจะรู้สึกเหมือนลูกน้อยจะไหลออกมา ที่คุณแม่รู้สึกแบบนี้นั่นเป็นเพราะศีรษะของเจ้าตัวเล็ก👶 ได้ลงมาต่ำที่บริเวณอุ้งเชิงกราน ทำให้กระเพาะปัสสาวะของคุณแม่ถูกเบียด จึงทำให้มีพื้นที่น้อยลงนั่นเองค่ะ รวมถึงคุณแม่บางคนก็จะมีอาการเป็นตะคริวบ่อยขึ้น เท้าบวมขึ้น🦶 มีการลุกนั่งที่ลำบากกว่าเดิมด้วยค่ะ เราจะสามารถเห็นคุณแม่มีอาการท้องลดได้ตอนไหน?ท้องแรกสำหรับคุณแม่ที่ท้องเป็นครั้งแรก🤰  จะสามารถสังเกตอาการท้องลดได้หลังสัปดาห์ที่ 36 ขึ้นไป โดยท้องของคุณแม่จะมีขนาดลดลงจากการที่ลูกเริ่มเคลื่อนต่ำลงสู่อุ้งเชิงกรานเตรียมคลอดนั่นเองค่ะ เคยตั้งครรภ์มาแล้วสำหรับคุณแม่ที่เคยตั้งครรภ์มาแล้ว จะสามารถสังเกตอาการท้องลดได้ช้ากว่าในท้องแรก🤰  บางรายขนาดใกล้คลอดแล้วก็จะไม่มีอาการของการท้องลดเลย บางรายก็ไม่ลดเลยจนกระทั่งคลอด🏥เลยก็มีค่ะ

Content Image

โยคะในช่วงตั้งครรภ์

เมื่ออายุครรภ์เพิ่มมากขึ้นคุณแม่ก็มักจะประสบกับปัญหา ปวดหลัง เหน็บชา และตะคริว ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้ไม่สบายตัวและทำให้อารมณ์ไม่ดี การออกกำลังกายอย่างการเล่นโยคะจะสามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้โยคะระหว่างการตั้งครรภ์โยคะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คุณแม่ที่ตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้โดยการว่ายน้ำ หรือ การฝึกโยคะ🧘 โดยบางที่จะมีคลาสฝึกโยคะสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ คุณแม่สามารถเข้าร่วมคลาสร่วมกับคุณแม่ท่านอื่นๆได้ การฝึกโยคะนั้นเป็นการบริหารกายและลมหายใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยให้มีสมาธิกับการหายใจเข้าและออก การทำโยคะบ่อยๆ จะทำให้เกิดความสมดุลในร่างกายนั่นเองค่ะ💗ประโยชน์ของโยคะโยคะยังช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นและทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลาย และระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย🚽 นอกจากนั้นยังทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตแจ่มใส เป็นผลให้คุณแม่นอนหลับได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะนอกจากนั้นท่าโยคะ🧘ยังช่วยให้สรีระของคุณแม่เปลี่ยนแปลงไม่มาก ทำให้หลังคลอดคุณแม่ก็จะสามารถกลับมาหุ่นดีเหมือนเดิมได้เร็วขึ้นค่ะ ทั้งยังเป็นการบริหารให้อุ้งเชิงกรานมีความแข็งแรงและช่วยให้คลอดลูกน้อยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย 😀ข้อควรระวังในการฝึกโยคะขณะตั้งครรภ์หากคุณแม่กำลังอยู่ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่ไม่ควรจะเล่นโยคะในช่วงนี้ เพราะลูกน้อยในครรภ์ยังอยู่ในช่วงฝังตัวจึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งสูงหากคุณแม่เล่นโยคะในช่วงนี้ คุณแม่ท่านใดที่อยากฝึกโยคะควรรอให้อายุครรภ์ครบ 3 เดือนก่อน และควรปรึกษาแพทย์👨‍⚕️ว่าสามารถฝึกได้หรือไม่ โดยระหว่างการฝึกควรมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยและตัวคุณแม่เองนะคะ ท่าโยคะที่ไม่ปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ยืดหน้าท้องมากเกินไปคุณแม่ไม่ควรยืดกล้ามเนื้อหน้าท้องจนไม่สบายตัว อย่างการบิดตัว การโค้งตัวซึ่งเป็นท่าที่อาจทำให้เจ็บกล้ามเนื้อ🤕ได้นั่นเองค่ะ โยคะร้อน NO NO!การเล่นในห้องที่มีอุณหภูมิสูง♨️เกินไปจะทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้นะคะ หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องใช้มือยันและก้มตัวลงหลีกเลี่ยงท่าที่จะต้องใช้มือทั้งสองข้างดันพื้นและก้มหัวลง เพราะเป็นท่าที่เสี่ยงต่อการล้ม หรือเป็นลม ซึ่งเสี่ยงอันตรายต่อทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ค่ะ🙅‍♀️ท่านอนราบขอผ่านยิ่งท้องโตเท่าไหร่ก็มีโอกาสที่จะกดทับเส้นเลือดที่วิ่งเข้าหัวใจ🫀 และทำให้คุณแม่รู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม คลื่นไส้ หรือเวียนศีรษะได้นั่นเองค่ะ

Content Image

ทารกโตช้าในครรภ์

     คุณแม่ท่านใดที่กำลังตั้งครรภ์🤰แต่ตนเองมีขนาดหน้าท้องที่เล็ก อาจกำลังกังวลว่าเจ้าตัวน้อยในครรภ์จะมีขนาดตัวที่เล็กตามหรือไม่ แต่คุณแม่ทราบไหมคะว่ายังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าพิจารณาควบคู่กับภาวะลูกตัวเล็กเช่นเดียวกัน ภาวะนั้นก็คือ 'ภาวะทารกโตช้าในครรภ์' สำหรับคุณผู้อ่านท่านใดที่พึ่งเคยเห็นภาวะนี้หรือไม่คุ้นเคยกับภาวะนี้มาก่อน เราไปทำความรู้จักพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ภาวะทารกโตช้าในครรภ์คืออะไร?    ภาวะนี้เรียกได้อีกชื่อว่าภาวะ FGR ซึ่งมาจากคำว่า Fetal Growth Restriction ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ค่ะ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีและทันท่วงที ภาวะดังกล่าวอาจทำให้ทารกในครรภ์เติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทั้งในด้านขนาดร่างกาย การพัฒนาของระบบอวัยวะภายในร่างกายโดยเฉพาะระบบประสาท🧠ค่ะ นอกจากจะทำให้ทารกมีแนวโน้มที่จะมีร่างกายไม่สมบูรณ์แล้วยังเพิ่มอัตราการเสียชีวิตในครรภ์อีกด้วยค่ะ หากไม่เสียชีวิต☠️ในครรภ์ก็อาจมีปัญหาหลังคลอด ทารกหลังคลอดอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการเผาผลาญของร่างกาย มีโรคประจำตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ🫀 โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจผิดปกติและโรคหัวใจ รวมไปถึงโรคหลอดเลือดในสมองผิดปกติอีกด้วยค่ะเกณฑ์ในการประเมินว่าทารกมีภาวะโตช้าในครรภ์ในการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์จะคำนึงถึงหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้เทียบกับอายุครรภ์ของคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นการวัดขนาดและน้ำหนักตัวของทารก👶 เช่น ความกว้างของศรีษะ เส้นรอบวงของศีรษะ เส้นรอบวงในส่วนท้อง ความยาวของกระดูกต้นขา🦵ของเด็ก โดยจะสามารถวัดได้ด้วยการใช้การอัลตราซาวด์🩻เข้าช่วยค่ะทำไมจึงเกิดภาวะโตช้าในครรภ์👉ในส่วนของสาเหตุจากร่างกายคุณแม่ อาจเกิดจากการที่คุณแม่กำลังประสบกับภาวะแทรกซ้อนอื่นๆจนไปถึงโรคประจำตัวระหว่างการตั้งครรภ์🤰 หรือการที่คุณแม่ขาดสารอาหารบางกลุ่มหรือได้รับพลังงานจากอาหารในแต่ละวันไม่เพียงพอ คุณแม่บางท่านอาจกำลังมีภาวะต้านฟอสโฟลิพิด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการแข็งตัวของเลือด🩸ค่ะ นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้สารเสพติดของคุณแม่ก็เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยา💊รักษาโรคบางชนิดอีกด้วยค่ะ👉ในส่วนของสาเหตุจากร่างกายของเด็กเอง อาจเกิดจากทารกในครรภ์มีโรคทางพันธุกรรม🧬 ส่งผลให้เกิดการแบ่งเซลล์ระหว่างการเติบโตในครรภ์ผิดปกติ นำมาสู่ความพิการหรือการบกพร่องทางด้านการเจริญเติบโตได้ค่ะ รวมไปถึงการที่ทารกอาจกำลังติดเชื้อ🦠ก่อโรค หรือได้รับสารเคมีบางชนิดที่ไปรบกวนกระบวนการเจริญเติบโตและการพัฒนาระบบเผาผลาญของร่างกายเด็กเองค่ะ สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด👯‍♂️ก็อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เติบโตช้าได้เช่นเดียวกันค่ะ👉มาจากความผิดปกติของรกและสายสะดือ คุณแม่อาจมีความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดบริเวณรกที่ผิดปกติ รวมไปถึงความผิดปกติในแง่ของโครงสร้างและการทำงานของรกและความผิดปกติทางด้านการทำงานของสายสะดือด้วยค่ะแนวทางการป้องกันภาวะทารกโตช้าในครรภ์✨สำหรับแนวทางการป้องกัน เป็นการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของคุณแม่ทั่วไปเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร🍽️ให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ดื่มน้ำเปล่า💧ที่สะอาดให้ได้ประมาณวันละ 8 แก้ว พักผ่อนด้วยการนอนหลับ😴ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน หลีกเลี่ยงการเสพสิ่งเสพติด🚬ทั้งกลุ่มถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่มีคาเฟอีน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการฝากครรภ์กับสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ✨คุณแม่ควรสังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายของการตั้งครรภ์ ซึ่งมักสังเกตได้เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนขึ้นไป หากสังเกตว่าเจ้าตัวน้อยในครรภ์ดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 ชั่วโมงหลังจากการรับประทานอาหาร ควรรีบเข้ารับการตรวจครรภ์จากแพทย์👨‍⚕️ทันที ไม่ควรนิ่งนอนใจค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้เราก็ได้รับรู้กันไปแล้วนะคะว่าภาวะทารกโตช้าในครรภ์นั้นเกิดควบคู่ไปกับภาวะทารกในครรภ์มีน้ำหนักตัวน้อยหรือตัวเล็กนั่นเอง ซึ่งก็นับเป็นภาวะที่ควรเฝ้าระวังสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰ไม่แพ้กันเลย ดังนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรหมั่นสังเกตสุขภาพร่างกายของตนเองและเจ้าตัวน้อยในครรภ์ ว่ามีความปกติอะไรเกิดขึ้นอยู่หรือไม่ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะอาจนำมาสู่ความผิดปกติที่มีความรุนแรงมากขึ้นได้ค่ะ

Content Image

เคล็ดลับง่ายๆ อยากให้ลูกผิวดี อย่าพลาด!

     คุณแม่ทุกท่านคงอยากให้เจ้าตัวน้อยเป็นเด็กที่มีผิวพรรณสวย เนียนละเอียด และนุ่มละมุนน่ากอด🤗 วันนี้ทางเราได้รวบรวมเคล็ดลับง่ายๆเพียงแค่คุณแม่ทำตามนี้ เจ้าตัวน้อยก็จะมีผิวเนียนละเอียดตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️อาหารที่ช่วยบำรุงให้ลูกผิวดีการที่ลูกจะมีผิวดีได้นั้นย่อมมาจากสารอาหารที่มีประโยชน์ที่ได้รับผ่านทางสายสะดือจากคุณแม่ เพราะสารอาหารที่ดีนั้นอุดมไปด้วยประโยชน์ต่างๆ เช่น โพแทสเซีย มแคลเซียม วิตามินบี และธาตุเหล็ก ที่สามารถบำรุงให้ลูกมีผิวเนียนนุ่ม กระจ่างใส และสุขภาพดีได้ มีดังต่อไปนี้✨เนื้อปลาคุณแม่ตั้งครรภ์ควรรับประทานปลาในช่วงตั้งครรภ์ เพราะเนื้อปลานั้นเป็นโปรตีนที่มีประโยชน์ ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันการเกิดสิว และยังทำให้เสริมสร้างสุขภาพผิวที่ดีของลูกด้วยค่ะ เช่น ปลาแซลมอน🍣 ปลาทู และปลาทับทิมเป็นต้น✨น้ำเปล่าน้ำเปล่าถือเป็นเครื่องดื่มที่หาทานได้ง่ายที่สุด น้ำเปล่านั้นมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้นและกระจ่างใส คุณแม่ควรดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้วต่อวัน🚰 ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายของคุณแม่และผิวพรรณของทารกชุ่มชื้นค่ะ✨ธัญพืชธัญพืชนั้นอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การที่คุณแม่ทานธัญพืชเป็นประจำจะส่งผลให้ผิวพรรณของลูกผ่องใสและสุขภาพดี ตัวอย่างธัญพืชที่คุณแม่ควรทาน คือ ถั่วลิสง🥜 ถั่วแดง ข้าวกล้อง และซีเรียลเป็นต้น✨น้ำมะพร้าวเพียงคุณแม่ดื่มน้ำมะพร้าว🥥ในช่วงตั้งครรภ์ก็จะทำให้ทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์มีผิวเนียนนุ่มขาวใส เพราะในน้ำมะพร้าวนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารหลายอย่าง อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งมีหน้าที่หลักในการทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่มค่ะ✨องุ่นองุ่น🍇เป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ได้ และยังไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวของลูกกระจ่างใสและมีเซลล์ผิวที่แข็งแรง ✨ขมิ้นชัน ขมิ้นชัน🫚ถือว่าเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่มีประโยชน์ เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการ วิ่งเวียนศีรษะและยังช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมของคุณแม่ ขมิ้นชันยังสามารถทำให้ผิวของลูกน้อยแข็งแรง เพราะในขมิ้นชันนั้นอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์จำนวนมากนั่นเองค่ะและรวมไปถึงเคล็ดลับเหล่านี้อีกด้วยค่ะ👉การสครับผิวคุณแม่สามารถสครับผิวให้ลูกน้อยได้ เพราะการสครับผิว🧽นั้นจะเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วบริเวณผิวหนังชั้นนอกออกไป ทำให้ผิวรูปมีความกระจ่างใสและชุ่มชื้น โดยแนะนำให้คุณแม่ใช้สครับผิวที่มีส่วนประกอบมาจากธรรมชาติ เช่น สครับนมสด🥛 และสครับจากน้ำดอกกุหลาบ👉การนวดน้ำมันอโรม่าน้ำมันอโรม่านั้นมีส่วนช่วยให้ผิวลูกมีความชุ่มชื้น และยังเป็นการปรับสมดุลให้แก่เซลล์ผิวอีกด้วย โดยน้ำมันที่แนะนำ คือ น้ำมันจากอัลมอนด์และน้ำมันมะกอก เพราะมีความปลอดภัยต่อผิวที่อ่อนโยนของลูกน้อย โดยคุณแม่สามารถนวดน้ำมันให้ลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ผิวของลูกเนียนนุ่มกระจ่างใส👉การทาแป้งกรัม การทาแป้งกรัมก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบำรุงผิวของลูกน้อยได้ โดยคุณแม่สามารถผสมแป้งกรัมกับนมสดและขมิ้นชัน คนให้เข้ากันแล้วจึงทาไว้บนผิวลูกเป็นระยะเวลา 10 นาที⏳ พอแป้งเริ่มแห้งจึงสามารถใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆเพื่อเช็ดออก เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ผิวของลูกเนียนนุ่มน่าสัมผัสค่ะ     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าเคล็ดลับการทำให้ผิวของเจ้าตัวน้อยเนียนนุ่มน่าสัมผัสนั้นทำได้ไม่ยากเลย คุณแม่ควรหมั่นทานอาหารที่มีประโยชน์และบำรุงผิวด้วยการทาโลชั่น🧴ที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างเป็นประจำให้เจ้าตัวน้อย เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ผิวลูกชุ่มชื่น กระจ่างใส และสุขภาพดีค่ะ

Content Image

แฟชั่นเสื้อผ้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คนท้องก็สวยสายแฟได้!

    การเป็นแม่🤰เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งและเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง ตลอดการเดินทางของการตั้งครรภ์ ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์มากมาย และแง่มุมที่สวยงามอย่างหนึ่งของช่วงเวลานี้ก็คือความเปล่งประกายที่มาพร้อมกับมัน การโอบรับความงามและความรู้สึกสบายใจในระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมแฟชั่นเก๋ๆ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ💁‍♀️ปัจจัยในการเลือกเสื้อผ้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ความสะดวกสบายเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อร่างกายต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเสื้อผ้าที่ให้อิสระในการเคลื่อนไหว🚶‍♀️ และไม่บีบหรือบีบหน้าท้องที่กำลังเติบโต การเลือกใช้ผ้าที่มีความยืดหยุ่น เช่น ผ้าฝ้ายหรือผ้าเจอร์ซีย์ สามารถให้ความยืดหยุ่นที่จำเป็นได้ค่ะความคล่องตัว การลงทุนซื้อเสื้อผ้าที่สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ง่ายไม่เพียงแต่จะทำให้คุณมีเสื้อผ้าให้เลือกหลากหลาย แต่ยังช่วยให้ปรับตัวเข้ากับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย มองหาสิ่งของต่างๆ เช่น เลกกิ้งยืด เสื้อทูนิค ชุดเดรสเอวเอ็มไพร์👗 และเสื้อโอเวอร์ไซส์ที่สามารถจับคู่กับกางเกงหลายแบบได้ค่ะการรองรับ เมื่อพุงโตขึ้น เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะปวดหลังและไม่สบายตัว การเลือกเสื้อผ้าที่มีการรองรับในตัว เช่น เสื้อชั้นใน👙สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หรือผ้ารัดหน้าท้อง สามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายเหล่านี้ได้ และให้การสนับสนุนเป็นพิเศษแก่ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงค่ะสิ่งของที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ชุดคลุมท้องที่ใส่สบายและมีสไตล์เป็นสิ่งที่ต้องมีสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ มองหาเสื้อหลวมๆ กางเกงยืด👖และเสื้อชั้นในพยุงตัวที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการตั้งครรภ์ เสื้อผ้าเหล่านี้รองรับพุงที่กำลังเติบโตของคุณ ให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ และช่วยให้คุณโอบรับรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นใจค่ะหมอนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ😴ในระหว่างตั้งครรภ์บางครั้งอาจเป็นเรื่องท้าทายเนื่องจากรู้สึกไม่สบาย การลงทุนซื้อหมอนคนท้องที่มีคุณภาพสามารถปรับปรุงการนอนหลับของคุณได้อย่างมาก หมอนเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับร่างกายของคุณและลดแรงกดบนหลัง สะโพก และข้อต่อ การนอนหลับฝันดีไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายของคุณกระปรี้กระเปร่า แต่ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจและความเป็นอยู่โดยรวมด้วยค่ะรองเท้าที่ช่วยพยุงตัว ขณะที่การตั้งครรภ์ดำเนินไป คุณแม่อาจมีอาการบวม ปวดเท้า และไม่สบายตัว การเลือกรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกและมีส่วนรองรับส่วนโค้งที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญ👟 รองเท้าที่ใส่สบายจะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับเท้าและช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ เลือกรองเท้าที่ช่วยให้เท้าของคุณแม่หายใจได้และปรับตามการเปลี่ยนแปลงขนาดค่ะผ้ารัดหน้าท้องเป็นอุปกรณ์เสริมอเนกประสงค์ที่ให้การสนับสนุนอย่างอ่อนโยนต่อหน้าท้องที่กำลังเติบโตของคุณแม่ ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง ส่งเสริมท่าทางที่ถูกต้อง และลดความรู้สึกไม่สบายท้อง🤢 การสวมสายรัดหน้าท้องจะช่วยเพิ่มความมั่นใจด้วยการให้การสนับสนุนและทำให้กิจกรรมในแต่ละวันจัดการได้ง่ายขึ้นค่ะผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนการตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผิว เช่น ความแห้ง อาการแพ้ง่าย และรอยแตกลาย การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์จะช่วยให้คุณรักษาผิวให้แข็งแรงและกระจ่างใส✨ มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติสูตรเฉพาะสำหรับสตรีมีครรภ์ การปรนเปรอตัวเองด้วยกิจวัตรการดูแลผิวจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและการดูแลตัวเองในช่วงเวลาพิเศษนี้ค่ะวิตามินก่อนคลอด การรับประทานวิตามินก่อนคลอดมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของทั้งคุณแม่และลูกน้อย อาหารเสริมเหล่านี้ให้สารอาหาร วิตามิน💊 และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ ปรึกษากับผู้ให้บริการดูแลสุขภาพของคุณแม่และเลือกวิตามินก่อนคลอดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของคุณแม่ การรู้ว่าคุณกำลังบำรุงร่างกายและลูกน้อยจะช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อคุณยอมรับความเป็นแม่ค่ะ

Content Image

ปัสสาวะบ่อยขณะตั้งครรภ์

เมื่อตั้งครรภ์ ผู้หญิงก็มักจะต้องเจอกับอาการปัสสาวะบ่อย ซึ่งหลาย ๆ คนกังวลว่าอาการแบบนี้เป็นอันตรายหรือไม่แต่จริงๆแล้วถือเป็นเรื่องปกติในคนท้องมาก ๆปัสสาวะบ่อย🧻 ปัสสาวะบ่อยเพราะอะไร?การปัสสาวะบ่อย🚽 เกิดจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนไปเบียดกับกระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้มีอาการปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ🚻 ซึ่งอาการนี้จะเป็นมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงใกล้คลอด ซึ่งอาการนี้ไม่เป็นอันตรายอย่าง และจะหายเป็นปกติได้เองหลังจากคลอดลูกแล้ว 🧻 ปัสสาวะแบบไหนที่อาจเป็นอันตรายได้แม้ว่าการปัสสาวะบ่อยในคนท้องจะเป็นเรื่องที่ปกติ แต่หากมีอาการแสบขัด ปัสสาวะมีสีขุ่น มีไข้สูง ปวดสันหลัง หรือ มีเลือดออกก็อาจเป็นอันตรายได้🩸 คำแนะนำการดูแลตัวเองเมื่อปัสสาวะบ่อย🧻ดื่มน้ำให้มากแม้ว่าอาการปัสสาวะบ่อย🚾 ขณะตั้งครรภ์จะเป็นเรื่องปกตื แต่การดูแลตัวเองให้ถูกวิธีก็สำคัญ ควรดื่มน้ำให้เยอะๆ วันละ 8-10 แก้ว เพื่อทดแทนน้ำที่ถูกขับออก และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน☕ 🧻  ทำความสะอาดให้ดีหลังทำธุระเสร็จ ควรล้างทำความสะอาดให้ดีเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และคอยเช็ดให้แห้งเพื่อป้องกันการอับชื้นที่อาจส่งผลให้เกิดเชื้อราได้🌊 🧻 การกลั้นปัสสาวะอย่ากลั้นปัสสาวะ🚽 หากไม่จำเป็นจริงๆ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือ อาจติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้นะคะ🧻พบแพทย์ทันทีหากพบว่าปัสสาวะมีสีแดงหรือมีอาการแสบขัด ควรไปพบแพทย์ทันทีนะคะ คอยสังเกตว่ามีอาการผิดปกติอื่นๆ หรือไม่ และดูแลตัวเองให้ดีตามที่แพทย์แนะนำจะดีที่สุดค่ะ😃 ทำไมถึงปัสสาวะเล็ดตอนตั้งครรภ์เมื่อตั้งครรภ์คุณแม่อาจพบอาการปัสสาวะเล็ดตั้งแต่ในไตรมาสแรกจนถึงไตรมาสสุดท้าย ซึ่งจะมีอาการปัสสาวะเล็ดเวลาที่จาม🤧 ไอ หรือ หัวเราะ ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของท่อปัสสาวะ ทำให้แรงดันเพิ่มขึ้นมากกว่าแรงรัดหูรูด จนทำให้กลั้นไม่อยู่นั่นเอง ดังนั้นคุณแม่ควรปฎิบัติตามนี้นะคะ ✨ห้ามกลั้นปัสสาวะ การกลั้นปัสสาวะจะทำให้ปัสสาวะเล็ดเวลา ไอ หรือ จาม เพราะสูญเสียการควบคุม✨เข้าห้องน้ำทันทีที่ปวดปัสสาวะ✨ไม่ลดปริมาณการดื่มน้ำ การดื่มน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มและทำให้เกิดท้องผูกซึ่งเป็นตั้งครรภ์ก็จะยิ่งท้องผูกง่ายอยู่แล้ว✨หากปัสสาวะเล็ดบ่อยอาจใส่ผ้าอนามัยช่วยได้ค่ะ 

Content Image

เคล็ดลับในการเลือกชุดให้นมลูก เลือกตามนี้ดูดีแน่นอน!

     สำหรับแม่ที่ให้นมลูก🤱 ความสะดวกในการให้นมนั้นควรมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่เอื้อต่อการให้นม ซึ่งทุกวันนี้มีชุดคุณแม่ให้นมดีไซน์สวยๆ แถมฟังก์ชั่นดีๆ ออกมาให้คุณแม่เลือกมากมาย บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคการเลือกซื้อชุดให้นมที่สวยและคุ้มค่ามาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️6 เทคนิคง่ายๆในการเลือกชุดให้นมลูก มีดังต่อไปนี้✨1. ให้ความสำคัญกับเรื่องไซส์เช็คไซส์หุ่นตัวเองให้มั่นใจ เพราะหุ่นหลังคลอดคุณแม่บางคนอาจจะยังไม่เข้าที่ หน้าอกขยายขึ้นมาอีกหลายนิ้วทำให้เกิดปัญหา ถ้าคุณแม่สั่งออนไลน์ ไม่ได้มีโอกาสลองก็จะทำให้ใส่ไม่ได้ อาจจะเล็กเกินไป ควรหาสายวัดมาวัดขนาดอก เอว สะโพกเรื่อยๆ เพื่อความชัวร์ค่ะ✅✨2. คำนึงถึงฟังก์ชันในการใช้งานจริงดูการออกแบบตอนเปิดให้นม🤱 หลายๆ แบรนด์จะตัดให้เป็นชุดผ้าปิดซ้อนกัน บางชุดมีซิปซ่อนตรงหน้าอก กระดุมเปิดหน้า หรือจะเลือกเป็นผ้ายืดดึงลงมาได้ทันทีก็จะไม่รู้สึกฟิตหรือตึง✨3. ดีไซน์ของชุดก็สำคัญไม่แพ้กันขอความรู้สึกสบาย ถ้าซื้อเป็นเดรสสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่หน้าท้องยังไม่ยุบ ให้ดูเดรสที่ปล่อยช่วงท้องหลวมๆ👗 ไม่ต้องห่วงนะคะ การให้นมแม่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหุ่นจะค่อยๆ กลับมาเข้าที่ เผลอๆ หุ่นดีกว่าตอนก่อนท้องเสียอีกและรวมไปถึงเทคนิคดังต่อไปนี้อีกด้วย✨4. ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และลูกดีไซน์ไม่มีวัสดุแหลมคม🗡️ เวลาที่เราอุ้มลูกมาดูดแนบอก ให้เลือกเสื้อแบบที่ไม่มีซิปแข็งๆ เกี่ยวผิวของเด็กได้✨5. สามารถถอดออกได้อย่างง่ายดายเปิดออกได้ด้วยมือเดียว ให้นึกถึงเวลาที่เรากำลังอุ้มลูกหรือถือขวดปั๊มนมอยู่🍼 คุณแม่ก็สามารถใช้อีกมือเปิดเสื้อให้ลูกดูดหรือปั๊มด้วยความรวดเร็วได้✨6. ใส่ใจเรื่องสไตล์และคัตติ้งเลือกสไตล์ที่ใส่ได้นานๆ การซื้อชุดให้นมก็เหมือนกับซื้อเสื้อผ้าที่คุณแม่ต้องคิดว่าต้องใส่ได้นานๆ ดังนั้นสีควรเป็นแบบเรียบๆ แบบที่ใส่ไปทำงานก็ดูสุภาพ คัตติ้งดีมีชัยไปกว่าครึ่ง💯 เพราะจะช่วยเก็บรูปร่างของคุณแม่ด้วยค่ะ     ทราบแล้วใช่ไหมคะว่าเมื่อคุณแม่มีชุดให้นมที่เหมาะสม คุณแม่ก็สามารถให้นมแม่ในที่สาธารณะได้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นการให้นมแม่ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่คุณแม่สามารถทำได้🤱 โดยไม่ต้องคิดมาก อาย หรือกังวลว่าจะมีคนอื่นมาจับจ้องสนใจ หากตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ว่าลูกจะหิวนมที่ไหน เมื่อไร คุณแม่ก็สามารถให้นมลูกได้สวยๆ โดยไม่ต้องกังวลค่ะ

Content Image

เราจะได้ยินเสียงหัวใจทารกได้เร็วที่สุดตอนไหน?

คุณแม่เคยสงสัยไหมคะ ว่าเราจะสามารถได้ยินเสียงหัวใจ💓ของทารกได้เร็วที่สุดในสัปดาห์ที่เท่าไหร่? จริงๆ แล้วเราจะสามารถได้ยินเสียงหัวใจเร็วกว่าที่คิดไว้หรือเปล่า เรามาดูไปด้วยกันนะคะเสียงหัวใจของทารกเราจะได้ยินเสียงหัวใจของทารกเมื่อไหร่?หลังจากที่ตัวอ่อนฝังตัวไปแล้ว 10-14 วัน เราจะทราบว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์จากค่าของฮอร์โมน แต่จะยังมองไม่เห็นลูกน้อย👶 ในครรภ์ เราจะสามารถมองเห็นตัวลูกน้อยได้สัปดาห์ที่ 6-7 ผ่านการอัลตราซาวด์🙆‍♀️ โดยจะต้องเป็นการอัลตราซาวด์ผ่านช่องคลอดจึงจะเห็นเป็นถุงน้ำคร่ำขนาดเล็กอยู่ในโพรงมดลูก เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 7-8 เราจะสามารถเห็นส่วนที่เป็นตัวของลูกน้อย และจะเห็นว่ามีการกระพริบเล็กๆ ที่ตัวของลูก นั่นคือลักษะที่บ่งบอกว่าลูกน้อยมีการเต้นของหัวใจแล้วนั่นเองค่ะ💓 จริง ๆแล้ว หัวใจของคุณแม่และลูกเต้นพร้อมกันหรือไม่?คำตอบคือไม่เสมอไปนะคะ เพราะลูกก็เป็นอีกชีวิตหนึ่งที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ฉะนั้นไม่จำเป็นที่การเต้นของหัวใจจะพร้อมกันเสมอไปค่ะ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ 8-9 หัวใจลูกน้อย👶 จะเต้นเร็วกว่าคุณแม่ที่ 175 ครั้งต่อนาทีค่ะวิธีการฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์✨Echocardiography เป็นเครื่องมือเสียงความถี่สูงที่จะช่วยตรวจประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ💓  โดยจะช่วยให้คุณแม่ได้ยินเสียงหัวใจของลูกน้อยในครรภ์ได้ด้วย🤰 โดยจะสามารถใช้เครื่องนี้ได้หลังประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย 48 วัน✨Real time sonography เป็นการตรวจอัลตราซาวด์โดยการปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงออกไปเพื่อให้ได้ภาพออกมา จะสามารถตรวจดูอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ หรือการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์👶  โดยจะสามารถทำได้เมื่อมีอายุครรภ์ 2 เดือนขึ้นไป✨Ultrasonic Doppler คือเครื่องเสียงความถี่สูงที่จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์🤰 โดยเครื่องนี้จะช่วยให้ได้ยินเสียงหัวใจของทารกที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 10-12 สัปดาห์ขึ้นไป✨หูฟังแพทย์ Stethoscope🩺 เมื่อทารกมีอายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ขึ้นไปแพทย์จะสามารถใช้หูฟังธรรมดาฟังเสียงหัวใจ💓 ของทารกได้ โดยสามารถแนบหูฟังลงบนท้องของคุณแม่ ก็จะทำให้ได้ยินเสียงหัวใจเต้นของลูกน้อยดังตุบๆ เลยล่ะคะสาเหตุที่เราไม่ได้ยินเสียงทารกใช้อุปกรณ์ไม่เป็น🩺สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ซื้ออุปกรณ์การฟังเสียงหัวใจ❤️ลูกในท้องมาเองและลองใช้แล้วไม่ได้ยินเสียงหัวใจของลูกในครรภ์อาจจะต้องสอบถามจากเภสัชกรว่าอุปกรณ์ที่ซื้อมานั้นจะสามารถได้ยินเสียงลูกในครรภ์สัปดาห์ที่เท่าไหร่ เพราะอุปกรณ์แต่ละชนิดนั้นอาจต้องใช้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน🕐วางไม่ถูกตำแหน่งอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้คือ คุณพ่อคุณแม่เล็งอุปกรณ์ได้ไม่ถูกตำแหน่งของทารกในครรภ์🤰 เพราะหากหาต่ำแหน่งเจ้าตัวน้อยไม่เจอก็จะทำให้ไม่สามารถตรวจการเต้นของหัวใจได้นั่นเองค่ะ เจ้าตัวน้อยอาจมีความผิดปกติอีกสาเหตุที่เป็นไปได้หากคุณแม่มีเลือด🩸ออกพร้อมๆกันตอนที่ไม่ได้ยินเสียงหัวใจของเจ้าตัวน้อย อันนี้แปลว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกในท้องก็ได้ค่ะ ดังนั้นคุณแม่ควรจะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาความผิดปกติทันทีนะคะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.