Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

ทำไมตั้งครรภ์เมื่ออายุมากถึงอันตราย?

      คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นไม่ได้เอื้ออำนวยให้คู่สมรสมีบุตรในช่วงวัยเจริญพันธุ์เท่าไหร่นัก แน่นอนค่ะว่าแม้จะเลยช่วงวัยเจริญพันธุ์ไปแล้ว แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ในสมัยปัจจุบันก็สามารถช่วยให้คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายมีบุตรได้ แต่ก็จะมาพร้อมความเสี่ยงทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั้งต่อตัวแม่และเด็กเอง โดยจะมีความเสี่ยงด้านใดบ้างนั้น เราไปดูกันเลยค่ะความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก่อนและระหว่างการตั้งครรภ์🧬แน่นอนว่าเงื่อนไขทางสุขภาพแรกที่คู่สมรสที่มีอายุมากต้องเจอ...นั่นก็คือภาวะมีบุตรยากนั่นเองค่ะ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ไข่ของคุณผู้หญิงก็จะมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ความสมบูรณ์ก็มีโอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆเช่นเดียวกัน ไม่เฉพาะแค่ในคุณผู้หญิง แต่ตัวอสุจิของคุณผู้ชายก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกับไข่ของคุณผู้หญิงค่ะ ซึ่งการเสื่อมสภาพของเซลล์สืบพันธุ์ก็ย่อมทำให้เกิดการปฏิสนธิได้ยากขึ้น หรือหากปฏิสนธิสำเร็จ ก็อาจมีปัญหาด้านความสามารถในการแบ่งตัวของตัวอ่อนในครรภ์ อาจเป็นการแบ่งตัวที่ไม่สมบูรณ์ นำไปสู่ภาวะครรภ์แฝดได้ค่ะ🧬หลังการปฏิสนธิ ขั้นตอนต่อไปก็คือการฝังตัวของตัวอ่อนนั่นเองค่ะโดยปกติแล้วตัวอ่อนจะฝั่งตัวบริเวณผนังมดลูกในท้องของคุณแม่ แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่มีอายุมาก จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะตัวอ่อนฝังตัวนอกมดลูกมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ภาวะครรภ์เป็นพิษหรือหนักที่สุดคือการแท้งบุตรค่ะความเสี่ยงต่อคุณแม่ที่กำลังอุ้มท้อง🤰คุณแม่ที่มีอายุมากและต้องตั้งครรภ์อาจมีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงค่ะ🤰มีความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของรกระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนดคลอด และภาวะรกเกาะต่ำค่ะ ความเสี่ยงต่อคุณแม่ในวันคลอด🤰คุณแม่มีโอกาสประสบกับภาวะคลอดติดขัด ซึ่งเป็นผลจากการบีบรัดตัวของมดลูกที่ผิดปกติหากทำการคลอดตามธรรมชาติค่ะ🤰คุณแม่มีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งทำให้ทารกที่คลอดออกมายังมีความสมบูรณ์ของอวัยวะในร่างกายไม่เต็มที่ หรือน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์นั่นเองค่ะ ซึ่งส่งผลให้โอกาสในการรอดชีวิตของทารกน้อยลงค่ะ🤰คุณแม่จะมีโอกาสแท้งบุตรตั้งแต่อยู่ในครรภ์สูงขึ้นค่ะ นอกจากการเสียชีวิตของเจ้าตัวน้อยแล้ว คุณแม่เองยังมีโอกาสเสียชีวิตจากการคลอดเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยค่ะความเสี่ยงต่อเจ้าตัวน้อยหลังคลอด👶ส่วนใหญ่แล้ว เจ้าตัวน้อยที่เกิดจากคุณพ่อคุณแม่ที่มีอายุมากมักประสบกับความพิการของร่างกายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการที่มีอวัยวะไม่ครบจำนวนตามปกติ รวมไปถึงมีการทำงานของอวัยวะต่างๆที่ผิดปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่หลักๆจะเป็นเรื่องของพันธุกรรมที่ผิดปกติค่ะ โดยที่คุณพ่อและคุณแม่อาจไม่จำเป็นต้องเป็นโรคทางพันธุกรรมเลยก็ได้ แต่การที่อายุมากขึ้น สารพันธุกรรมของคุณพ่อคุณแม่จะเสื่อมสภาพลง สุดท้ายจึงถ่ายทอดมายังตัวเด็กนั่นเองค่ะ    อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านคงได้รับรู้ถึงความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนหากต้องตั้งครรภ์ในช่วงอายุมากกันไปแล้วนะคะ ข้อมูลตรงนี้ไม่ได้เป็นการบอกว่าคุณผู้อ่านไม่ควรมีลูกตอนอายุมาก แต่เป็นการแจ้งถึงความเสี่ยงที่อาจะเกิดขึ้น เพื่อให้คุณผู้อ่านมีโอกาสเตรียมตัวรับมือและแก้ปัญหาหากเกิดขึ้นจริงได้อย่างดีที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคุณผู้อ่านเองและเจ้าตัวน้อยในอนาคตค่ะ

Content Image

สาเหตุของอาการหายใจถี่ หายใจไม่ออกขณะตั้งครรภ์

     คุณแม่หลายๆท่านคงประสบกับปัญหาอาการหายใจถี่😮‍💨 อาการหายใจไม่ออกที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงคลอดเจ้าตัวน้อย อาการนี้จัดว่าเป็นอาการปกติในช่วงตั้งครรภ์หรือไม่ มีสาเหตุมาจากอะไรและมีวิธีรักษาอาการนี้อย่างไร วันนี้เราจะไปหาคำตอบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุของอาการหายใจถี่ขณะตั้งครรภ์✨อาการทั่วไปของคุณแม่ตั้งครรภ์อาการหายใจถี่ขณะตั้งครรภ์สามารถเกิดขึ้นได้ในหญิงตั้งครรภ์ ร้อยละ 60-70 จึงจัดว่าเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ อาการนี้ไม่เป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์🤰 แต่ในบางกรณีที่เกิดขึ้นยากอาจเป็นภาวะร้ายแรงต่อครรภ์ ซึ่งอาการนั้นมักเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของทารกในมดลูกของแม่ ส่งผลให้ปลอดเครียดมากขึ้นจึงทำให้คุณแม่มีอาการหายใจถี่😮‍💨ระหว่างตั้งครรภ์นั่นเองค่ะอาการหายใจถี่ในแต่ละไตรมาสของการตั้งครรภ์💫ไตรมาสแรกในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์คุณแม่จะเจอกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของกระบังลม🫁และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จึงส่งผลต่อการหายใจเข้าลึกๆของคุณแม่ หรืออาการหายใจไม่ออกร่วมด้วย ทำให้คุณแม่บางรายอาจพบว่าการหายใจเร็วขึ้นทำให้รู้สึกหายใจไม่ออก💫ไตรมาสที่สองในช่วงไตรมาสที่ 2 คุณแม่จะมีขนาดมดลูกที่ใหญ่ขึ้นเพราะทารกในครรภ์เจริญเติบโต และมีการพัฒนาของการทำงานของหัวใจ🫀ในช่วงที่อยู่ในครรภ์ เพราะหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้หมุนเวียนไปทั่วร่างกายของคุณแม่และทารก จึงส่งผลต่อการหายใจของคุณแม่💫ไตรมาสที่สามในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ซึ่งถือเป็นช่วงไตรมาสสุดท้ายนั้นทารกจะมีการพลิกตัวก่อนที่ศีรษะ🚼จะลงมาที่กระดูกเชิงกรานของคุณแม่ ดังนั้นศีรษะของทารกอาจจะไปกดที่กระบังลมซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คุณแม่หายใจไม่ออกนั่นเองค่ะ รวมไปถึงสาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิดอาการหายใจถี่ในระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคหอบหืด อาการเส้นเลือดอุดตันที่ปอด และ ภาวะหัวใจล้มเหลวในช่วงตั้งครรภ์ (Peripartum Cardiomyopathy) แนวทางการจัดการกับอาการหายใจถี่ขณะตั้งครรภ์👉การฝึกบุคลิกภาพการฝึกบุคลิกภาพ🧘‍♀️และท่าทางที่ดีในช่วงตั้งครรภ์จะทำให้มดลูกเคลื่อนออกจากกระบังลมได้ ส่งผลให้คุณแม่หายใจได้สะดวกขึ้นค่ะ👉การนอนบนหมอนสูงการที่คุณแม่นอน😴ลงบนหมอนที่หนุนหลังในตำแหน่งที่เอียงซ้ายเล็กน้อย จะสามารถทำให้เลือดไปไหลเวียนได้ทั่วร่างกาย ทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น👉ใช้เทคนิคการหายใจโดยทั่วไปคุณหมอจะให้คุณแม่ฝึกวิธีหายใจในช่วงระหว่างตั้งครรภ์จนไปถึงการหายใจในช่วงระหว่างการคลอดบุตรเป็นการหายใจตามจังหวะ🎶ที่จะช่วยให้คุณแม่หายใจได้สะดวกขึ้นค่ะ     ทราบแบบนี้แล้วก็สามารถบรรเทาอาการหายใจถี่😮‍💨ในระหว่างตั้งครรภ์กันได้แล้วใช่ไหมคะ แต่ถ้าหากคุณแม่ท่านใดพบว่ามีอาการหายใจถี่ในขั้นรุนแรง และวิธีดังกล่าวมาข้างต้นไม่สามารถบรรเทาอาการหายใจถี่ได้ ทางเราแนะนำให้คุณแม่ไปพบแพทย์👨‍⚕️ทันทีค่ะ

Content Image

มาเช็คภาวะซึมเศร้าในคนท้องกันเถอะ!

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นสามารถพบภาวะอาการซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์ได้ โดย The American Congress of Obstetricians and Gynecologists ( AGOG ) ได้ระบุไว้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์มากถึง 1 ใน 4 หรือ 14 – 23 % มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งคุณแม่จะสามารถรับมือกับภาวะซึมเศร้านี้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ  สาเหตุหลักและอาการของภาวะซึมเศร้าสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีภาวะซึมเศร้าได้✨ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว✨ความเครียดจากเรื่องอื่นๆ หรือจากการทำงาน✨ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่น มีโรคประจำตัว กลัวแท้ง เลือดออกกังวล ✨เคยมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อนการตั้งครรภ์✨ตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์✨ถูกทำร้ายมาอาการที่บ่งบอกว่าเสี่ยงเป็นภาวะซึมเศร้า✨มีความกังวลมากกว่าปกติ✨ไม่มีสมาธิในการทำกิจวัตรประจำวัน✨นอนไม่หลับ หรือนอนมากจนเกินไป✨มีการทานมากหรือน้อยจนเกินไป หรืออาจเบื่ออาหารวิธีปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากภาวะซึมเศร้า ออกกำลังกายการออกกำลังกาย🏃‍♀️นั้นจะทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หลั่งสารแห่งความสุข หรือ สารเอ็นโดฟิน ซึ่งจะกระตุ้นให้คุณแม่มีความสุข รวมถึงลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือ ฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดนั่นเองรับประทานของที่ทำให้รู้สึกดีการรับประทานอาหารอย่างของหวาน😋 หรือโปรตีนต่ำอาจจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยควรเลือกอาหารที่มีโอเมก้า 3 ที่จะช่วยลดอาการซึมเศร้า และยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาการสมองของลูกได้อีกด้วยหากคุณแม่มีภาวะซึมเศร้าจะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์หรือไม่? ส่งผลอย่างไรบ้าง?ภาวะซึมเศร้า หรือ ภาวะเครียดนั้นจะส่งผลให้คุณแม่มีความสนใจต่อการตั้งครรภ์น้อยลง รวมถึงอาจรู้สึกเบื่ออาหาร หรือทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์เพื่อดับความเครียด รวมถึงยังอาจทำให้เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้ เพราะลูกตัวเล็กกว่าปกติ😢คุณแม่อาจขาดการออกกำลังกายพักผ่อนน้อยหรือมากเกินไป จึงทำให้คุณแม่มีร่างกายที่อ่อนแอ และอาจมีผลกระทบกับพัฒนาการทางสมอง🧠ของทารกในครรภ์ โดยคุณแม่ที่เคยมีภาวะซึมเศร้าในครรภ์แรกไม่จำเป็นเสมอไปที่จะเกิดในครรภ์ต่อมาค่ะ โดยคุณแม่สามารถเข้ารับการปรึกษากับคุณหมอถึงอาการเหล่านี้เพื่อรับการรักษาบรรเทาอาการได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงทีค่ะ (ขอบคุณข้อมูลจาก รพ.เปาโล โชคชัย 4) ลองกดบุ๊คมาร์คที่ปุ่มขวาบนและกลับมาอ่านอีกครั้งได้ทุกเมื่อ!

Content Image

ทำไมคนท้องถึงอยากกินน้ำแข็ง? มาพบคำตอบกันค่ะ!

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ชอบทานน้ำแข็งอยู่บ่อยๆ ซึ่งการทานน้ำแข็งขณะที่ตั้งครรภ์นั้นปลอดภัยหรือไม่ และความอยากทานน้ำแข็งเกิดจากอะไร วันนี้เราไปดูข้อมูลพร้อมๆกันค่ะ ทำไมท้องแล้วจึงชอบกินน้ำแข็ง?ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ฮอร์โมนในร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปทำให้คุณแม่หลายๆท่านหันมาชอบการทานน้ำแข็ง🧊 ซึ่งงานวิจัยชี้ว่า การทานน้ำแข็งขณะตั้งครรภ์ไม่มีผลกระทบหรือผลเสียต่อร่างกายของคนเรา และไม่มีผลกระทบต่อครรภ์ ซึ่งเมื่อเทียบกับการอยากทานอาหารแปลกๆทั้งหลายแล้ว น้ำแข็งก็เป็นตัวเลือกที่เรียกกว่าปลอดภัยกว่าอาหารชนิดอื่นค่ะ Pagophagia?แพทย์👨‍⚕️เรียกอาการการอยากทานน้ำแข็งในช่วงที่ตั้งครรภ์ ซึ่งไม่เคยอยากทานมาก่อนว่า pagophagia และแม้ว่าน้ำแข็งจะไม่ได้มีผลเสียต่อครรภ์ แต่ความเย็นของน้ำแข็งก็อาจทำให้เจ็บคอได้ และการเคี้ยวน้ำแข็งเป็นประจำก็อาจส่งผลต่อฟันของคุณแม่ได้ค่ะ เหตุผลที่ทำให้คุณแม่อยากทานน้ำแข็ง ?ปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นหรืออีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือ เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ปริมาณเลือดก็มักจะเพิ่มขึ้นเกือบ 50% จึงทำให้คุณแม่รู้สึกร้อนได้ง่ายกว่าปกติ จากการเพิ่มขึ้นของเลือด🩸และหลอดเลือดที่ขยายออก รวมถึงการเผาผลาญของคุณแม่ก็จะเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้รู้สึกร้อนขึ้นไปอีกและอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่อยากทานน้ำแข็งค่ะอาการปากไหม้แสบร้อนในช่วงปากระหว่างที่ตั้งครรภ์ คุณแม่มักจะมีอาการแสบร้อนในบาง ซึ่งบางคนก็นำน้ำแข็งมาช่วยในการระงับความเจ็บปวดหรืออาการแสบร้อนที่แก้มและริมฝีบาง👄ได้ ซึ่งอาการแสบร้อนเหล่านี้มักจะทำการทดสอบไม่ได้ จึงทำให้วิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไรได้ยาก อย่างไรก็ตามก็ควรจะปรึกษาคุณหมอถึงอาการเหล่านี้ด้วยนะคะทำให้คุณแม่มีอาการป่วยในตอนเช้าได้ง่าย ๆผู้ที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักจะมีอาการแพ้ท้องในช่วงไตรมาสแรกซึ่งเมื่อคุณแม่รู้สึกไม่สบายตัว คลื่นไส้🤢และมีอาการอื่นๆในตอนเช้า บางคนจึงบรรเทาอาการเหล่านี้ด้วยการเคี้ยงน้ำแข็ง ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่หลายๆท่านชอบทานน้ำแข็งได้ค่ะ ทานน้ำแข็งบ่อยๆ ให้ระวังสิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์การทานน้ำแข็งอาจเป็นสัญญาณว่าคุณแม่กำลังขาดธาตุเหล็ก ซึ่งคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรได้รับธาตุเหล็กจำนวน 27 มิลลิกรัมในทุกๆวัน เพื่อป้องกันโรคโลหิต🩸จางนะคะปัญหาฟันของคุณแม่ตั้งครรภ์เมื่อมีการเคี้ยวน้ำแข็ง🧊 บ่อยๆในระหว่างที่ตั้งครรภ์ น้ำแข็งเหล่านี้อาจจะทำให้ฟันของคุณแม่เสียหาย รวมถึงทำได้ที่เคลือบฟันมานั้นเสียหายด้วย ซึ่งน้ำแข็งจะเพิ่มความเสียวฟัน และทำให้เกิดการผุได้ง่ายขึ้น รวมถึงทำให้คุณแม่มีความไวต่อความเย็นและความร้อนมากกว่าเดิม ดังนั้นหากอยากทานน้ำแข็ง แนะนำให้คุณแม่ปล่อยให้น้ำแข็งละลายบนลิ้นแทนการกัดน้ำแข็งทั้งก้อนค่ะ ขณะกินน้ำแข็ง ควรระวังอาการสำลักเมื่อทานน้ำแข็งคุณแม่ควรระวังการสำลักน้ำแข็ง🧊  เพราะบางก้อนก็มีขนาดเล็ก ดังนั้นคุณแม่ควรจะใจเย็นๆ สังเกตดูก่อนนำน้ำแข็งเข้าปากนะคะ เสี่ยงต่อการเป็นไข้และเกิดอาการเจ็บคอได้ง่ายกว่าปกติเมื่อทานน้ำแข็งบ่อยๆ ความเย็นของน้ำแข็งจะทำให้ระคายคอและเจ็บคอได้ง่ายกว่าปกติ

Content Image

อาการแพ้ท้องแทนภรรยา เป็นอย่างไร?

อาการแพ้ท้องแทนภรรยา หรือแพ้ท้องแทนเมีย โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Couvade Syndrome เป็นอาการที่พบในผู้ชายที่ภรรยากำลังตั้งท้องอยู่ ซึ่งจะมีอาการคล้ายอาการแพ้ท้อง เข่น  เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ท้องอืด อารมณ์แปรปรวน โดยมักมีอาการเริ่มตั้งแต่ 1 - 3 เดือนแรกที่ภรรยาตั้งครรภ์ และอาจมีไปจนถึง 1 - 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์เลย ซึ่งสาเหตุนักวิจัยยังไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่คาดการณ์ว่าอาจมีสาเหตุมาจากสภาวะจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเครียด ความวิตกกังวลในเรื่องที่กำลังจะเป็นพ่อคน อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณพ่อมือใหม่ที่มีอาการนี้ ควรที่จะได้รับการเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง เพื่อบรรเทาอาการ และรอดูลูกที่คลอดออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างมีความสุขรู้จัก อาการแพ้ท้องแทนภรรยา อาการแพ้ท้องแทนภรรยานั้น....ถูกนำเสนอในเรื่องราวจากประสบการณ์จริงของ Harry Ashby เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย วัย 29 ปี โดยที่เขาได้รับการพิจารณาในการพักงาน เนื่องจากเกิดอาการแพ้ท้องแทนภรรยา (Couvade Syndrome) ซึ่งอาการจะมีตั้งแต่ปวดหัว เวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย😵‍💫 คลื่นไส้ อาเจียน รวมถึงอยากทานอาหารแปลกๆ หรือของเปรี้ยวๆ ซึ่งเหมือนอาการของผู้หญิงเวลาท้องเลย และในบางคนจะมีอาการปวดร่วมด้วย เช่น ปวดฟัน🦷 ปวดหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้เมื่อไปตรวจร่างกายกลับพบว่า ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด และส่วนมากจะหายไปเอง สำหรับบางคนอาการนี้จะเป็นอยู่ได้ไม่นาน ในขณะที่บางคนจะอยู่ในอาการนี้ 3 - 5 เดือน หรือบางคนอยู่นานไปจนถึงภรรยาคลอดเลยก็มี แม้ว่าอาการนี้ดูเหมือนเป็นอาการที่ไม่สามารถอธิบายได้ แต่ก็ยังคงมีนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้คือ นักวิจัยชาวแคนาดาในยุค 80 ซึ่งการวิจัยพบว่า ขณะภรรยาตั้งครรภ์และใกล้ถึงวันครบกำหนดคลอด🤰 ฮอร์โมนในร่างกายของผู้ชาย👨ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปโดย ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) หรือเรียกง่ายๆว่า ฮอร์โมนเพศชายจะมีปริมาณลดลง ในขณะที่ฮอร์โมนโปรแลคติน และคอร์ติซอล (Cortisol) เพิ่มขึ้น ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกของร่างกายที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการเป็นคุณพ่อ และเพิ่มสายใยระหว่างพ่อกับลูกนั่นเอง นอกจากนี้อาการแพ้ท้องแทนภรรยายังเป็นเรื่องของจิตวิทยาอีกด้วยโดยนักวิทยาศาสตร์👨‍🔬พบว่า ผู้ที่มีบุตรยาก หรือแท้งลูกมาก่อน จะมีอาการแพ้ท้องแทนภรรยามากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากมีความเข้าใจความรู้สึกของภรรยา และอยากมีลูกจึงมีความใส่ใจเป็นพิเศษ ซึ่งอัตราการพบอาการแพ้ท้องแทนภรรยานั้น ในอเมริกาพบเจอร้อยละ 25 - 52 และในประเทศไทย พบเจอร้อยละ 61 ของทั้งหมดเลยทีเดียวเกิดอาการแพ้ท้องแทนภรรยา รับมืออย่างไรดีโดยปกติแล้ว อาการแพ้ท้องแทนภรรยาจะหายไปเอง นอกจากนี้อาการนี้ ไม่ได้เป็นโรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรง จึงไม่เป็นเรื่องที่ต้องกังวลอะไร เพียงแค่คุณพ่อที่มีอาการนี้ต้องเข้าใจกลไกการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนี้ และยอมรับอาการนี้ เป็นอาการที่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ซึ่งอาการแพ้ท้องแทนภรรยานั้น มีความเชื่อมโยงกับปริมาณคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น📈 ดังนั้นการบรรเทาอาการนี้ จึงควรเริ่มต้นจากการจัดการกับความเครียด ซึ่งวิธีง่ายๆ ในการจัดการกับความเครียด เพื่อบรรเทาอาการแพ้ท้องแทนภรรยา ดังนี้👉🏻 หากิจกรรมผ่อนคลาย เช่น การดูหนัง ฟังเพลง งานอดิเรก👉🏻 การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับภรรยา เช่น เข้าคลาสโยคะด้วยกัน วางแผนอนาคตลูก👉🏻 ดื่มนํ้าสะอาด วันละ 6 - 8 แก้ว ในระหว่างวันอาจจิบนํ้าผลไม้ หรือนํ้าขิง เพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้ และหลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีน👉🏻 รับประทานอาหารครั้งละน้อย แต่บ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้ท้องว่าง โดยรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุป และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง👉🏻 หลีกเลี่ยงกลิ่นฉุนๆ ที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้ง่าย โดยอาจสวมหน้ากากอนามัยป้องกันกลิ่น หรือใช้สเปรย์ปรับอากาศเพิ่มความสดชื่น 👉🏻 นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ ป้องกันอาการอ่อนเพลียอาการแพ้ท้องแทนภรรยานั้น หากรู้จักวิธีรับมือ สามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตามหากอาการแพ้ท้องแทนภรรยานั้นส่งผลกระทบไปถึงหน้าที่การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน การไปพบแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการดูแลตัวเองนั้น ก็เป็นทางเลือกที่ควรทำเช่นกัน 

Content Image

สกินแคร์คนท้องแบบ Organic และ Natural ต่างกันอย่างไร?

     คุณแม่มักเคยได้ยินคำว่า Organic และ Naturalในสกินแคร์ของคนท้องอยู่บ่อยๆใช่ไหมคะ  แบรนด์ต่างๆมักเคลมว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อคุณแม่ท้อง แต่จริงๆแล้วาผลิตภัณฑ์แบบOrganic และ Natural แตกต่างกันอย่างไรบ้าง?🤔 เราไปหาคำตอบพร้อมๆ กันเลยค่ะ💁‍♀️ผลิตภัณฑ์ Organic คืออะไร?การที่ผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองว่าเป็น “ออร์แกร์นิค” หมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะต้องปลอดภัย✅และดีต่อสุขภาพของมนุษย์ เพราะตลอดกระบวนการผลิต ไปจนถึงการบรรจุผลิตภัณฑ์จะไม่มีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมนั่นเองค่ะ เราขอยกตัวอย่างเกณฑ์การรับรองของ USDA ออร์แกนิค ของอเมริกา🇺🇸 มาให้คุณแม่ได้เห็นภาพกันค่ะ  การรับรองจาก USDA Organic  จะแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้1️⃣ Organic 100%ส่วนผสมทั้งหมดในผลิตภัณฑ์จะต้องผ่านการผลิตแบบออร์แกนิค 100% ไม่ว่าจะเป็นการปลูก🌾 เก็บเกี่ยว ตลอดจนการสกัด หากผ่านมาตรฐานก็จะได้รับอนุญาตให้แสดงตราประทับของ USDA Organic บนบรรจุภัณฑ์ได้2️⃣ Organic ส่วนผสมทั้งหมดในผลิตภัณฑ์จะต้องผ่านการผลิตแบบออร์แกนิค อย่างน้อย 95% และอีก 5% ที่เหลือจะเป็นสารเคมีแบบเป็นธรรมชาติหรือไม่เป็นธรรมชาติก็ได้ แต่ต้องเป็นที่ยอมรับ ถึงจะได้รับอนุญาตให้แสดงตราประทับ🕹️ของ USDA Organic บนบรรจุภัณฑ์ได้นั่นเองค่ะ3️⃣ มีส่วนผสมที่เป็น Organicผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเป็นออร์แกนิค ต้องมีอย่างน้อย 70% และอีก 30% เป็นสารเคมีที่ได้รับการยอมรับเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์แบบออร์แกนิค ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์แบบนี้จะผ่านการรับรอง แต่จะไม่ได้รับอนุญาต🙅‍♀️ให้แสดงตราประทับ USDA ออร์แกนิค บนบรรจุภัณฑ์นะคะ4️⃣ มีส่วนผสมที่เป็น Organic น้อยกว่า 70% (Less than 70% organic ingredients) ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้คำว่า “ออร์แกนิค” รวมไปถึงการแสดงตราประทับ USDA ออร์แกนิคบนบรรจุภัณฑ์ แต่ได้รับอนุญาตให้ระบุส่วนผสมที่เป็นออร์แกนิคในตารางแสดงรายการส่วนผสม📄พร้อมทั้งระบุเปอร์เซ็นต์ที่ใส่ลงไปได้สรุปได้ง่ายๆว่า ผลิตภัณฑ์ที่จะเคลมคำว่า ออร์แกนิค (Organic) ลงบนผลิตภัณฑ์ได้นั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ส่วนผสมจากธรรมชาติเท่านั้น แต่จะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและได้รับการรับรองจากสถาบันเหล่านี้ด้วย🧾 ความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบบ organic vs natural คืออะไรบ้าง?👉สกินแคร์ออร์แกนิค (Organic Skincare) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ☘️ โดยตลอดทั้งกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการปลูก เก็บเกี่ยว หรือสกัดออกมาจะต้องไม่ผ่านการใช้สารเคมีใดใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี ย่าฆ่าแมลง🐞 หรือสารอนินทรีย์อื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ออกความคิดเห็นว่าผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่เรารู้จักก็ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิดเสมอไป โดยเฉพาะสกินแคร์ที่ไม่ได้มีการระบุว่าเป็น “ออร์แกนิค 100%” มักจะแฝงไปด้วยสารเคมีอันตรายอย่าง สเตียรอยด์ ไฮโดรควิโนน พาราเบน ซัลเฟต พทาเลต เป็นต้น ซึ่งผู้ผลิตมักจะใส่สารเคมีเหล่านี้ลงไปในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็ว🚀 👉สกินแคร์จากธรรมชาติ (Natural Skincare) คือ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นว่าส่วนผสมเหล่านั้นได้มาจากอะไร มีกระบวนได้มาอย่างไรบ้าง แต่จะเน้นไปที่สรรพคุณและประสิทธิภาพของส่วนผสมเหล่านั้นแทนค่ะ📝  แพทย์ผิวหนัง👨‍⚕️ของโรงพยาบาลการสอน มหาวิทยาลัยลากอส เมืองอิเคจา ได้กล่าวว่า คุณแม่ท้องหลายท่านรู้สึกว่าสกินแคร์จากธรรมชาติมักจะดีกว่าสกินแคร์ออร์แกนิค แต่ความจริงแไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะแพทย์ได้พบเห็นคุณแม่จำนวนมากที่ได้รับผลข้างเคียงมาจากการใช้ครีมที่พวกเขาซื้อผ่านทางออนไลน์📱 เพียงเพราะในโฆษณาเคลมว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเป็น “ธรรมชาติ หรือ ออร์แกนิค” แต่ไม่มีการแสดงให้เห็นถึงที่มาที่ไปของส่วนผสมที่พวกเขาอ้างว่าเป็นธรรมชาติหรือออร์แกนิคเหล่านั้นเลย     ดังนั้น ก่อนคุณแม่ตัดสินใจซื้อสกินแคร์ออร์แกนิค หรือสกินแคร์จากธรรมชาติ ควรตรวจสอบ🔎เลขทะเบียน อย. ของผลิตภัณฑ์และคำเคลมว่าไม่มีพาราเบน สาร SLS ไฮโดรควิโนน แอลกอฮอล์ และน้ำหอมที่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์🤰ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย คุณแม่ควรใส่ใจและระมัดระวังในการเลือกใช้สกินแคร์ออร์แกนิคและ สกินแคร์ธรรมชาติ เพราะถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆในการใช้ครีมจะแสดงผลลัพธ์ที่น่าเหลือเชื่อ แต่หลังจากที่คุณแม่หยุดสกินแคร์เหล่านั้น ผิวอาจจะกลับมาเป็นเช่นเดิมหรือแย่ลงกว่าเดิมก็เป็นไปได้ค่ะ 

Content Image

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์

      ตอนนี้คุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 16 สัปดาห์แล้ว จะเท่ากับท้องได้สี่เดือนค่ะ สัปดาห์นี้คุณแม่อาจมีนัดพบคุณหมออีกครั้ง และจะได้ยินเสียงหัวใจลูกเต้นอีกด้วย และสิ่งที่น่าตื่นเต้นไปยิ่งกว่านั้นคือคุณแม่จะรู้สึกได้เวลาลูกเตะหน้าท้อง และจะมีอาการอะไรอีกบ้างที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทางเราได้หาคำตอบมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทารกในครรภ์อายุ 16 สัปดาห์มีขนาดตัวเท่าอะไร?🥑ทารกมีขนาดตัวเท่าผลอะโวคาโด ทารกจะมีความยาวของตัวประมาณ 4.6 นิ้ว และมีน้ำหนักประมาณ 3.5 ออนซ์อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ช่วงตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ คุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกว่าผมและเล็บยาวเร็วขึ้น ผมดูหนาขึ้นและเงางามกว่าเดิม ส่วนผิวก็ดูผ่องใสไปด้วย  และรวมไปถึงอาการอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นได้- อาการปวดหลัง เป็นผลข้างเคียงจากฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ค่ะ วิธีบรรเทา คือ ออกกำลังกายเบาๆ พยายามนั่งหรือยืนตัวตรง🚶‍♀️ และยืดเหยียดร่างกายบ่อย ๆ นะคะ- หน้าอกขยาย หน้าอกของคุณแม่อาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาหลายไซส์ทีเดียว และควรจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการให้นมลูก🤱ในช่วงท้ายของไตรมาสที่สองนี้ค่ะ- อาการท้องผูก💩 อาการขับถ่ายไม่สะดวกเป็นผลจากการที่มดลูกเริ่มกดทับลำไส้ พยายามรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงและดื่มน้ำเยอะ ๆ นะคะ- ขี้หลงขี้ลืม🤔 อาการนี้รู้จักกันในชื่อ #PregnancyBrain สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงท้องขี้ลืมมากกว่าเดิมนั้นยังไม่เป็นที่ทราบ อาจเป็นเรื่องทางชีววิทยาหรือเป็นเพียงผลของการที่คนท้องมีอะไรต้องคิดมากมายเต็มไปหมดก็ได้ค่ะ- อาการดวงตา👁️แห้งและคัน เป็นผลจากฮอร์โมน คุณแม่ลองหายาหยอดตาทั่ว ๆ ไปมาใช้ดูก็ได้ แต่ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนนะคะว่าอะไรที่ปลอดภัยบ้าง- มีผิวพรรณผ่องใส คุณแม่จะรู้สึกว่าผิวพรรณผ่องใสมากยิ่งขึ้น🥰 ซึ่งต่างจากช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ที่ผิวหมองคล้ำท้องของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ เป็นยังไง👉รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์คุณแม่จะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ 16 สัปดาห์ของคุณ การเคลื่อนไหวของลูกอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเหมือนมีลมหรือกล้ามเนื้อกระตุก แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อลูกน้อยเติบโตและแข็งแรงขึ้น ทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นค่ะและการที่คุณแม่รู้สึกว่าลูกดิ้นย่อมมากับปัญหาอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่าง เช่น การที่ปอด🫁โดนเบียดจากลูกที่กำลังเติบโต ซึ่งอาจทำให้คุณแม่หายใจไม่ค่อยอิ่มเป็นครั้งคราวนะคะ     สรุปได้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่น่าจะได้พบคุณหมอเพื่อทำการตรวจปัสสาวะค่ะ คุณหมอ👩‍⚕️จะดูว่าปัสสาวะของคุณแม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกถึงอาการของโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์หรือภาวะครรภ์เป็นพิษหรือไม่ และนัดครั้งนี้อาจมีการอัลตร้าซาวน์ด้วยนะคะ

Content Image

คนท้องมีจุดเลือดใต้ผิวหนัง

  ในช่วงตั้งครรภ์🤰นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่างๆในร่างกายของคุณแม่เป็นอย่างมาก คุณแม่หลายๆท่านคงสังเกตว่าตัวเองมีเลือดออกใต้ผิวหนัง หรือที่เรียกว่า “Petechiae” จุดสีแดงและสีม่วงใต้ผิวนี้คืออะไร เป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ไหม วันนี้ทางเราจะพาคุณแม่ไปหาคำตอบกันค่ะ💁‍♀️จุดเลือดใต้ผิวหนัง มาจากไหน?✨เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุอาการตกเลือดขนาดเล็ก (Petechiae)  เป็นผลมาจากความดันที่เพิ่มขึ้นภายในเลือด🩸ในขณะที่คุณแม่ได้ตั้งครรภ์ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด ในบางรายอาจเกิดจากการขาดวิตามินซี เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส🦠 เช่น Cytomegalovirus (CMV) Epstein-Barr virus (EBV) และไวรัสฮันตา (Hantavirus)ลักษณะอาการ💫อาการหลักเป็นจุดใต้ผิวหนังที่มีสีแดง สีม่วง หรือสีน้ำตาล จุดที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่แสดงอาการคันและอาการเจ็บปวด พบได้ตามขา🦵 ข้อเท้า🦶 และส่วนต่างๆของร่างกายคุณแม่💫อาการแฝงอื่นๆที่ตามมานอกจากการเป็นจุดที่เกิดจากหลอดเลือดที่แตกออกมาแล้วทำให้เกิดจุดแดงๆนั้น ในคุณแม่บางรายอาจมีไข้🤒 หนาวสั่น🥶 อ่อนเพลีย หายใจถี่ มีอาการฟกช้ำที่ตัว รวมไปถึงในกรณีที่ร้ายแรงอาจจะมีปัสสาวะหรืออุจจาระ💩ที่มีเลือดปนออกมาวิธีการรักษาอาการจุดเลือดใต้ผิวหนังการรักษา🩺นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์แต่ละท่าน โดยทั่วไปชุดเลือดแดงนั้นสามารถหายได้เองหลังจากการตั้งครรภ์แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรงคุณหมออาจจะแนะนำให้ใช้วิธีอื่นๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาด้วย💊การใช้ยาปฏิชีวนะรักษาคุณหมออาจให้ยาปฏิชีวนะในการรักษาหากเป็นการติดเชื้อจากแบคทีเรีย💊การใช้ยาแก้อาการอักเสบคุณหมอจะให้ยาคอร์ติโคสเตอรอยด์ (Corticosteroid) เพื่อให้ตัวยานั้นเข้าไปลดอาการทำลายหลอดเลือดและยังช่วยรักษาอาการอักเสบ💊การใช้เคมีบำบัดในกรณีที่คุณแม่มีอาการรุนแรง แพทย์จะใช้เคมีบำบัดด้วยการฉายรังสีภูมิคุ้มกันบำบัด จนไปถึงการปลูกไขกระดูก🦴เพื่อรักษาในบางรายที่มีอาการของต้นเหตุมาจากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว💊การทานวิตามินซีแพทย์อาจแนะนำให้คุณแม่ทานอาหารเสริม เช่น วิตามินซี เพื่อป้องกันการขาดวิตามินซี นับได้ว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการจุดเลือดใต้ผิวหนัง  อาการจุดเลือดใต้ผิวหนังนั้นถือว่าเป็นอาการที่ไม่ได้ร้ายแรงต่อคุณแม่และทารกในครรภ์👶 แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่ต้องระมัดระวังหากเกิดอาการนี้ขึ้นกับตนเอง ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️ เพื่อเป็นการหาแนวทางในการรักษาและอีกทั้งยังป้องกันความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะรุนแรงที่อาจจะตามมาจากอาการจุดเลือดใต้ผิวหนังได้ค่ะ

Content Image

ความสำคัญของธาตุเหล็กกับคุณแม่ตั้งครรภ์

       ค่อนข้างเชื่อว่าธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่คุณผู้อ่านหลายท่านคงเคยผ่านหูผ่านตา หรือรู้จักกับธาตุเหล็กมาบ้าง แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะ ว่าธาตุเหล็กเองสำคัญกับคุณแม่ที่วางแผนจะตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์อยู่มากกว่าที่คิด บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับธาตุเหล็กให้ดีขึ้นกันค่ะธาตุเหล็กสำคัญต่อคุณแม่อย่างไรหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของธาตุเหล็ก คือเป็นองค์ประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีใช่ไหมคะ ว่าเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ขนส่งแก๊สออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ🔬 ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของร่างกายพวกเราทุกคน ในขณะเดียวกันก็ขนส่งของเสียออกมาจากเซลล์เหล่านั้นเพื่อนำไปผ่านขั้นตอนการจัดการอย่างเหมาะสมอีกด้วย สำหรับร่างกายของคุณแม่ที่กำลังครรภ์ แม้ว่าคุณแม่จะไม่ต้องเสียเลือด🩸จากการมีประจำเดือนเหมือนแต่ก่อน แต่ร่างกายของคุณแม่จะมีการผลิตเลือดเพิ่มขึ้นได้กว่าครึ่ง เนื่องจากมีเจ้าตัวน้อยในครรภ์ที่ต้องการออกซิเจนและสารอาหารเช่นเดียวกันค่ะหากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จะเกิดอะไรขึ้นโดยปกติแล้ว สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อย ควรได้รับธาตุเหล็กไม่ต่ำไปกว่า 27 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะเลือดจาง🩸 อาจต้องการธาตุเหล็กสูงถึง 40-60 มิลลิกรัมต่อวัน (กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาปริมาณที่ควรได้รับที่แน่นอนค่ะ) หากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ก็จะทำให้คุณแม่มีภาวะเลือดจาง ซึ่งส่งผลเสียต่อทั้งตัวทารกและคุณแม่เองโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ หรืออาจะทำให้ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับการเจริญเติบโตหลังคลอด🤰ได้ค่ะแนะนำอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กในส่วนของอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แนะนำเป็นเนื้อปลาซาดีนสดที่นำมาผ่านการปรุงสุก หรือกระป๋อง🥫ก็ได้ค่ะ คุณแม่ยังสามารถรับประทานเนื้อวัวและเนื้อไก่ได้ อีกทั้งไข่ไก่ก็มีธาตุเหล็กสูงเช่นเดียวกันค่ะในส่วนของอาหารจำพวกพืชแนะนำเป็นผักใบเขียวอย่างผักโขม และธัญพืชประเภทถั่วแดง นอกจากนี้เต้าหู้ และซีเรียลก็เป็นอาหารที่มีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงเช่นเดียวกันค่ะ🍽️    มาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านคงได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของธาตุเหล็ก ต่อคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวน้อยกันแล้วใช่ไหมคะ จะเห็นได้ว่าการรับประทานอาหารต่างๆที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กนั้นสำคัญมาก อีกทั้งอาหารเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเมนูอาหารที่ไม่ได้หายากเลย เชื่อว่าคุณแม่สามารถหารับประทานได้แน่นอนค่ะ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อเจ้าตั้วน้อยในครรภ์และร่างกายเราเองค่ะ

Content Image

วิธีเลือกใช้สกินแคร์สำหรับคนท้องให้ปลอดภัย

     จริงๆแล้วคนท้องนั้นยังสามารถใช้สกินแคร์ได้ แต่ควรเลือกสกินแคร์ที่ปลอดภัยใช้ในขณะตั้งครรภ์ วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีเลือกซื้อสกินแคร์สำหรับคนท้อง ซื้อสกินแคร์แบบไหนถึงจะปลอดภัยและทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสำหรับคุณแม่ ไปดูพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️3 ปัญหาผิวหน้าที่เกิดขึ้บกับคุณแม่ตั้งครรภ์1️⃣ ปัญหาเรื่องสิวคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์🤰หลายๆท่านอาจต้องพบเจอกับปัญหาสิวบุก ถึงแม้ว่าคุณแม่บางท่านอาจไม่เคยเป็นสิวมาก่อน เพราะเมื่อตั้งครรภ์นั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายคุณแม่ ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากจนเกิดปัญหาผิวหน้ามัน รูขุมขนกว้าง และเกิดปัญหาสิวอุดตันและสิวอักเสบได้2️⃣ ปัญหาผิวหน้าแพ้ง่าย ปัญหาผิวหน้าแพ้ง่ายและมีผิวที่ระคายเคืองนั้นจัดว่าเป็นปัญหาที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายส่งผลให้ผิวหน้าไวต่ออาการแพ้สกินแคร์🧴 ซึ่งสามารถเกิดได้กับผลิตภัณฑ์ที่คุณแม่ใช้อยู่เป็นประจำเช่นเดียวกันค่ะ3️⃣ ปัญหาผิวหมองคล้ำมีคุณแม่จำนวนไม่น้อยเลยพี่ต้องประสบกับปัญหาผิวหน้าหมอง คล้ำและโทรมมากยิ่งขึ้น และในคุณแม่บางรายอาจเกิดอาการฝ้าขึ้นเป็นกระจุกบนใบหน้า ผิวคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์นั้นจะมีความไวต่อแสง☀️ เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายอย่างฉับพลัน จึงทำให้มีการสร้างเม็ดสีที่มากขึ้นนั่นเองวิธีเลือกสกินแคร์สำหรับคนท้อง👉นึกถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกคุณแม่ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของสกินแคร์ต่อสภาพผิวหน้าของตัวเองเป็นอันดับแรกเสมอ และควรหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมที่ไม่ปลอดภัย🙅‍♀️ต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ ซึ่งมีดังต่อไปนี้- อนุพันธ์ในกลุ่มวิตามินเอ เช่น เรตินอยด์ (Retinoids)- สารผลัดเซลล์ผิว อย่าง AHA และ BHA- สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม- สกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์- สกินแคร์ที่มีปราศจากพาราเบน👉เลือกสกินแคร์ที่ช่วยปรับสมดุลให้ผิวสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอน (Hyaluronic acid) จะสามารถช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้านของคุณแม่ เนื่องมาจากการแปรปรวนของฮอร์โมนในร่างกายได้ เพราะกรดไฮยาลูรอนจะไปช่วยเติมน้ำ💦ให้ผิวหน้าและยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิว👉เลือกสกินแคร์ที่มีความอ่อนโยนคุณแม่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มีความอ่อนโยน เพื่อเป็นการป้องกันอาการแพ้หรือระคายเคืองจากสกินแคร์ โดยคุณแม่สามารถปรึกษาแพทย์👩‍⚕️ก่อนเลือกใช้ครีมบำรุงต่างๆได้ เพราะคุณแม่ทุกท่านมีสภาพผิวหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นคุณแม่จึงควรเลือกสกินคร์ที่เหมาะสำหรับผิวตนเอง👉อย่าลืมใช้ครีมกันแดดเป็นประจำแสงแดดส่งผลอันตรายอย่างมากต่อผิวหน้าของคุณแม่ เพราะแสงแดดอาจทำให้คุณแม่อาจเป็นฝ้า กระ และจุดด่างดำได้ในขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณแม่ควรทาครีมกันแดด☀️เป็นประจำและทาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการช่วยปกป้องผิวจากแสง UV และแสงแดด     สรุปก็คือคุณแม่ตั้งครรภ์ยังสามารถดูแลตนเองด้วยการเลือกใช้สกินแคร์🧴ที่เหมาะสมกับผิวหน้า ควรเลือกใช้สกินแคร์ที่เติมน้ำให้ผิว เพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพผิวที่แห้งกร้านอันเป็นเหตุมาจากการแปรปรวนของระบบฮอร์โมนในร่างกายช่วงท้อง🤰 และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือไม่ควรลืมทาครีมกันแดดเป็นประจำอยู่เสมอทั้งขณะอยู่ในบ้านและก่อนออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.