Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความไตรมาสที่ 2 | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

Checklist ของเตรียมคลอด&ของใช้เด็กอ่อน, โหลดไฟล์ PDF กันได้เลย!

คุณแม่คนไหนที่กำลังใกล้คลอดและกำลังมองหาเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดแล้วล่ะก็ คุณแม่มาถูกที่แล้วล่ะค่ะ!💡 เบบี้บิลลี่ได้เรียบเรียงลิสต์เตรียมคลอดมาให้อย่างสวยงาม ดูง่าย ไม่สับสนมาแล้ว! โดยคุณแม่สามารถดาวโหลดน์เป็นไฟล์ PDF📝 รวมถึงสามารถปริ้นท์ออกมาดูได้ง่ายๆเลยค่ะ มาดูตัวอย่าง 'ลิสต์ของเตรียมคลอด Baby Billy' กันค่ะลิสต์จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล ลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง?เบบี้บิลลี่ได้จัดลิสต์ของเตรียมคลอดออกเป็น 3 แบบด้วยกัน1️⃣จัดกระเป๋าไปโรงพยาบาล 2️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับคุณแม่3️⃣ของจำเป็นหลังคลอดสำหรับลูกน้อยโดยสามารถเลือกดูได้ตามความจำเป็นของคุณแม่แต่ละท่านเลยค่ะ ลิสต์สบายตาและเข้าใจง่ายลิสต์ของเบบี้บิลลี่ได้เขียนบอกอธิบายความจำเป็นของของแต่ละอย่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้ว่าควรซื้อของสิ่งนั้นหรือไม่ตามไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละท่าน😎 ดาวโหลดได้ที่นี่เลยค่ะ!กดปุ่มด้านล่างเพื่อดาวโหลดลิสต์เป็นไฟล์ PDF ได้เลย! หวังว่าลิสต์จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะคะ เบบี้บิลลี่พร้อมเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เสมอค่า 🌞 ลิสต์ของเตรียมคลอด

Content Image

อาหารที่ควรเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์

ตอนนี้คุณแม่กำลังมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในครรภ์ ดังนั้นอะไรที่คุณแม่ทานเข้าไปก็จะเป็นการทานเผื่อลูกน้อยในท้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณแม่รู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์ก็ควรตื่นตัวและระมัดระวังสิ่งที่ทานอยู่เสมอ โดยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งของที่อาจทำให้คุณแม่ป่วยหรืออาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูกน้อยค่ะทำไมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์?เพราะอาหารบางชนิดมีแบคทีเรีย เช่น E.coli🦠 ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกันการตั้งครรภ์ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแม่ลดลง ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่  ผู้ที่ตั้งครรภ์ยังมีแนวโน้มที่จะป่วยจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การแท้งบุตรหรือการคลอดก่อนกำหนดหากรับประทานอาหารอย่างไม่ถูกต้อง😟 ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดอย่างรุนแรงหรือการติดเชื้อร้ายแรงได้ค่ะ😔อาหารต้องห้ามระหว่างตั้งครรภ์🐟ปลาที่มีระดับปรอทสูงปลานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและโอเมก้า-3 อย่างไรก็ตาม ปลาบางชนิดมีระดับปรอทสูงนั้นเป็นอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของทารก🧠 ยิ่งปลาตัวใหญ่และอายุมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสารปรอทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราแนะนำให้คุณแม่ หลีกเลี่ยงการทานปลาฉลาม🦈 ปลานาก ปลาแมคเคอเรล ปลาไทล์ และปลาทูน่านะคะ 🥩อาหารดิบปรุงไม่สุกงดเว้นจากอาหารดิบ เพราะอาหารดิบนั้นสามารถสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ เช่น E.coli หรือ Salmonella ปลาดิบในซาซิมิ🍣 หอยนางรมดิบก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ไม่สุก🥚 เป็นที่แพร่หลายมาก เช่น มูสโฮมเมด แป้งดิบหรือแป้งคุกกี้ มายองเนส เป็นต้น คุณแม่ตั้งครรภ์ 🤰 ที่กินไข่ดิบและไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อซัลโมเนลลา ดังนั้นควรเลี่ยงไปก่อนดีกว่านะคะ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้☕คาเฟอีนคาเฟอีนจะปลุกคุณเมื่อคุณเหนื่อย อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจไปขัดขวางความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งนำไปสู่โรคโลหิตจางได้☕คุณแม่ไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และหลีกเลี่ยงแหล่งอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนต่างๆ เช่น ช็อคโกแลต🍫 ชาดำหรือชาเขียว บาร์ให้พลังงาน, ของหวานรสกาแฟ, ไอศกรีม🍨, รวมถึงโยเกิร์ตก็ไม่ควรทานเกิน 200 มก.ต่อวันค่ะ🥛นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมพร่องมันเนย🥛 และชีส🧀 เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของการตั้งครรภ์ของคุณแม่ อย่างไรก็ตามนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากอาจมีลิสเทอเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อเสมอนะคะ🐄🍷แอลกอฮอล์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณอย่างมากในระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะความความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่กระแสเลือดของคุณก็จะเข้าสู่ลูกน้อยของคุณเช่นกัน😔 ส่งผลให้เกิดอาการแอลกอฮอล์ในครรภ์ (Fetal alcohol syndrome, FAS) ซึ่งอาจทำให้ใบหน้าผิดรูปและมีความบกพร่องทางสติปัญญา .☠️

Content Image

สัญญาณการดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นการบ่งบอกถึงสุขภาพของทารก ดังนั้นการบันทึกความเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์ได้ โดยวันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของสัญญาณการดิ้นของทารก รวมถึงการตรวจสุขภาพครรภ์ว่ามีอะไรกันบ้างค่ะ ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ สัญญาณการดิ้น👶 การดิ้นหากลูกน้อยดิ้นน้องลงหรือไม่ดิ้นเลย อาจเป็นสัญญาณว่าลูกน้อยของคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย😟🛑โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้กำหนดคลอด หากลูกน้อยดิ้นห่างออกไป หรือ หยุดดิ้น คุณแม่ควรควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ👩‍⚕️ การที่ทารกดิ้นในครรภ์นั้นเป็นการเคลื่อนไหว🚼หรือการทำอากัปกิริยาต่างๆของทารกนั่นเองค่ะ คุณแม่จะสามารถรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกในท้อง ซึ่งคุณแม่ควรคอยสังเกตถึงความผิดปกติเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ของคุณแม่นะคะ 👶 อาการของคุณแม่ คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์ในสัปดาห์ที่ 16-20 หรือเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั่นเอง การขยับตัวของลูกน้อยนั่นจะมีการต่อย🚼 เตะ ม้วนตัว และ พลิกตัว ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบาๆ โดยการดิ้นของทารกจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ📈 จนถึงสัปดาห์ที่ 32 และจะคงที่หลังจากนั้น การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกในช่วงใกล้วันที่ครบกำหนดคลอด🤰ในช่วงอายุครรภ์ 1-3 เดือนทารกจะมีการขยับตัวเพียงเล็กน้อยและไม่บ่อย จนเมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ 4-6 เดือน ก็จะมีการขยับตัวมากขึ้นโดยส่วนใหญ่จะสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวได้ในช่วงนี้ และทารกอาจมีการขยับตัวถึง 30 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน📈การตรวจสุขภาพของครรภ์และทารก👶  การตรวจอัลตราซาวด์ (Fetal Ultrasound) เป็นการใช้การส่งคลื่นเสียง🔉เพื่อให้สะท้อนกลับมาเป็นภาพนั่นเอง โดยจะสามารถเห็นการเคลื่อนไหวและท่าทางของเด็กในครรภ์ รวมถึงสามารถทราบถึงอัตราการเต้นของหัวใจอีกด้วย💓 👶 การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ (Nonstress Test) เป็นการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ วิธีการตรวจคือจะทาเจลบนแผ่นเหล็กขนาดเล็กแล้ววางลงบนท้องของคุณแม่🤰 จากนั้นจะขาดเข็มขัดเพื่อไม่ได้แผ่นเหล็กขยับนั่นเองค่ะ 👶 การตรวจวัดความเร็วของเลือดในหลอดเลือดทารกในครรภ์ (Fetal Doppler Velocimetry) วิธีนี้คล้ายกับวิธีการตรวจสุขภาพทารกแต่จะมีการใช้คลื่นเสียงร่วมด้วย🔉 โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก💓 รวมถึงสามารถตรวจการไหลเวียนของเลือดภายในรกและสายสะดือได้อีกด้วย

Content Image

ตั้งครรภ์แล้วทำไมถึงลมเยอะ เรอบ่อย ผายลมบ่อย?

คุณแม่หลายๆท่านที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมช่วงนี้ถึงชอบเรอบ่อย ตดบ่อย รู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งเมื่อผายลมบ่อยๆ สามีก็จะแซวบ้าง ลุกหนีบ้าง จริงแล้วๆอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ตั้งครรภ์หรือเปล่าและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ อะไรที่ทำให้คนท้องผายลมอยู่บ่อยๆ?เรามาทำความรู้จักกับร่างกายของคนท้องกันเถอะก่อนอื่นเลยเราต้องทำความเข้าใจว่าในร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์เนี่ยมีระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูง จึงทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว และทำให้ไม่สามารถกลั้นการผายลม💨ได้ ซึ่งมดลูกของคุณแม่ที่ขยายใหญ่ขึ้นก็ไปเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดี จึงเป็นสาเหตุของการมีลมเยอะนั่นเองค่ะอาจเกิดจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปอาหารบางอย่างมีความย่อยยาก หรือ เป็นตัวที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น ขนมปัง🍞 ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวโพด นม ชีส หมากฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี  ถั่วลิสง ถั่วดำ น้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ หรืออาจมีจากการกลืนอากาศเข้าไป เช่น จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง ดื่มน้ำอัดลม ดื่มจากหลอด สูบบุหรี่ หรือกลืนน้ำลายบ่อยๆวิธีการลดการเรอและการผายลมการเรอหรือการผายลมบ่อยๆ เป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับสาวๆ ยิ่งตั้งครรภ์แล้วยิ่งท้องอืด ลมเยอะ ยิ่งเรอบ่อย ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดอาการผายลมมาฝากกันแล้วค่ะพยายามเลือกทานอาหารที่สร้างแก๊สน้อยพยายามเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะๆ เช่น ถั่ว🥜 ข้าวโพด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ นม ไอศกรีม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ซึ่งจริงๆแล้วแต่ละคนก็ได้รับผลจากอากาศแต่ละชนิดต่างกัน และสำหรับบางคนทานเข้าไปอาจไม่เกิดแก๊สก็ได้ ดังนั้นให้พยายามสังเกตตนเองว่าเราสามารถทานอะไรและไม่สามารถทานอะไรบ้าง อาหารอันไหนที่ทำให้เราเรอ หรือผายลมเยอะก็ให้หลีกเลี่ยงไปค่ะ ไล่ลมโดยการยกขาในระหว่างที่ตั้งครรภ์หากรู้สึกว่ามีปริมาณแก๊ส💨 ในท้องเยอะ ให้ลองหาที่ยกขาขึ้น เพราะการยกขาจะทำให้ลดแรงกดของลูกน้อยในครรภ์ลง จึงทำให้สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ โดยขณะที่ยกขาขึ้นควรจะใส่เสื้อผ้าสบายๆ เพื่อไม่ให้ไปขัดขวางการย่อยอาหารนะคะ ลดปริมาณอาหารแต่เพิ่มจำนวนมื้ออาหารพยายามลดปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละมื้อลง🍲 และเพิ่มความถี่ในการทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และช่วยลดแก๊สในกระเพาะอาหารค่ะอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?ทำไมจึงตดเหม็น? ปกติคนเราตดวันละกี่ครั้ง?โดยปกติแล้วคนเราจะตดหรือผายลมประมาณ 6-10 ครั้ง/วัน โดยการเรอหรือการผายลมมักจะเกิดขึ้นหลังการรับประทานอาหาร ซึ่งอาหารบางอย่างก็สามารถส่งผลให้เวลาผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ เช่น อาหารที่มีแบคทีเรีย🦠ที่สร้างไฮโดรเจนซัลไฟด์ แก๊สมีเทน หรืออาหารที่มีสารซัลเฟอร์ อาการอย่างไรที่ควรไปหาหมอ?✨มีอาการท้องเสียบ่อยๆ✨มีอาการท้องผูกซ้ำๆ✨มีอาการปวดท้องเป็นเวลานาน✨มีอาการท้องอืดเป็นเวลานาน✨กลั้นอุจจาระไม่ได้ ✨อุจจาระมีเลือด✨น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ✨มีอาการไข้สูง อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น ปวดข้อ 

Content Image

อาการปวดหัวช่วงการตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ บางท่านก็อาจพบว่าตนเองจู่ๆก็มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาการปวดหัวก็อาจเกิดจากภาวะปวดไมเกรน หรืออาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคภัยต่างๆ ที่อันตรายกว่านั้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจกับเจ้าอาการปวดหัวนี้ให้ละเอียดขึ้นกันดีกว่าค่ะ สาเหตุของอาการปวดหัว✨ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงการเพิ่มขึ้นและความผันผวนของฮอร์โมนเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ปวดหัวได้🤕 โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์🙁✨การยืนหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 เมื่อครรภ์ของคุณแม่เริ่มใหญ่ขึ้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ แบกรับน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อคุณแม่มีท่าการนั่งหรือยืนที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลให้ปวดศีรษะได้ ซึ่งหากปวดศีรษะในช่วงนี้ควรรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงหรือครรภ์เป็นพิษนั่นเองค่ะ 🤕✨การอดนอนและสารอาหารการขาดการพักผ่อนอันเนื่องมาจากความเครียด ซึมเศร้า หรืออาจจะเป็นเจ้าอาการคัดจมูก👃ตอนกลางคืนที่ทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้ปวดศีรษะในตอนเช้าได้ หรืออาจจะมาจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เพราะรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบ🥣 ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ อาการปวดศีรษะขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อย✨ปวดหัวจากความตึงเครียดอาการปวดหัวจากความตึงเครียดเป็นอาการปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่จะรู้สึกปวดอย่างต่อเนื่องที่บริเวณตา👁️ที่ศีรษะ🧠และที่หลังคอของคุณแม่ หากคุณแม่ปวดหัวบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้✨ปวดหัวไซนัสอาการปวดหัวไซนัสจะเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่เป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ😷โดยคุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีแรงกดหรือปวดที่แก้ม รอบดวงตา และที่หน้าผาก🤯✨ปวดหัวไมเกรนการปวดไมเกรนเป็นการปวดที่พบมากที่สุดในช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก คุณแม่จะมีอาการปวดปานกลางถึงขั้นรุนแรง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการปวดศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง โดยความเจ็บปวดจะลดลงในไม่ช้าเมื่อร่างกายของคุณแม่คุ้นเคยกับปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 😃การป้องกันและรักษาไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์✨เทคนิคการผ่อนคลายลองการทำสมาธิ หรือโยคะ🧘 เพื่อลดความเครียดและอาการปวดหัว หรืออาจจะลองฝึกทำสมาธิ หรืออาจปรึกษากับแพทย์เพื่อขอคำแนะนำได้นะคะ👩‍⚕️✨ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้คุณแม่ลองทานอาหารมื้อเล็กๆ 🍲 บ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำอย่างช้าๆ หากคุณแม่มีอาการคลื่นไส้จากไมเกรน✨การอาบน้ำอาบน้ำเย็นหรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น🚿 จะสามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ชั่วคราวและการอาบน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดได้🛁✨นอนหลับพักผ่อนการนอนหลับพักผ่อนในห้องที่เงียบและมืดจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้😴 ง่ายๆแค่นี้เองคะ✨ออกกำลังกายการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ สามารถลดความรุนแรงของไมเกรน และลดการกลับเป็นซ้ำของไมเกรนได้ แถมยังช่วยลดความเครียดที่อาจทำให้ปวดหัวตึงเครียดอีกด้วยคะ🏃‍♀️

👉 List บทความไตรมาสที่ 2

Content Image

อัตราการแท้งในคุณแม่ตั้งครรภ์

แน่นอนว่าการแท้งบุตรนั้นสร้างความเจ็บปวดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ และคงไม่มีใครอยากจะเจอเหตุการณ์นี้ แต่การแท้งบุตรมักจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เนื่องจากทารกในครรภ์ยังเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ โดยที่อัตราการแท้งจะลดลงหลังจากนั้น ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสาเหตุ สัญญาณ และอัตราของการแท้งบุตรกันค่ะ การแท้งบุตร🤰การแท้งบุตรคืออะไร?การแท้งบุตรคือการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ โดยตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์จะถูกขับออกมาก่อนตั้งครรภ์ได้ 28 สัปดาห์ ซึ่งพบได้ประมาณ 10-15%ของการตั้งครรภ์ และจะเกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนแรก📅 การแท้งบุตรอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุโดยอาจคาดเดาและควบคุมไม่ได้😭🤰สัญญาณการแท้งบุตรอาการอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระยะของการตั้งครรภ์และสุขภาพของคุณแม่ บางครั้งก็อาจเกิดขึ้นเร็วมากจนคุณแม่ยังไม่ทันตั้งตัว😥อาการการแท้งบุตรที่พบเห็นมากคือ อาการเลือดออกทางช่องคลอด มีเนื้อเยื่อหรือของเหลวออกจากช่องคลอด การปวดท้องรุนแรง หรือปวดหลัง หากพบอาการเหล่านี้ คุณแม่ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันเหตุการณ์การแท้งบุตร👩‍⚕️สาเหตุของการแท้งบุตร🤰โครโมโซมโครโมโซมเป็นที่อยู่ของ DNA ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่สีผมของทารกไปจนถึงการเติบโตของทารก👶ซึ่งหากมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างการแบ่งเซลล์จะส่งผลให้ทารกในครรภ์ได้รับโครโมโซมซ้ำหรือขาดโครโมโซมและอาจส่งผลให้แท้งได้😥 แม้ว่าตอนนี้เราจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของความผิดปกติของโครโมโซม แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าปรากฏการณ์นี้พบได้บ่อยในสตรีที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป 👩🤰ภาวะสุขภาพของมารดาการติดเชื้อที่มดลูกหรือปากมดลูกนั้นอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ที่กำลังพัฒนา🤰ซึ่งหากคุณแม่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสุขภาพที่ไม่ดีก็จะส่งผลต่ออัตราการประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์ด้วย รวมถึงหากคุณแม่มีภาวะทุพโภชนาการ มีการใช้ยา มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน หรือมีโรคอ้วน ปัญหาเหล่านี้ก็สามารถส่งผลต่อการพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้เช่นกันค่ะ😟อัตราการแท้งต่อสัปดาห์🤰สัปดาห์ที่ 0 ถึง 6สัปดาห์แรกๆ นั้นเป็นช่วงที่คุณแม่มีโอกาสแท้งสูงที่สุด ซึ่งคุณแม่หลายๆท่านอาจแท้งทั้งทียังไม่รู้ตัวว่าคุณกำลังตั้งครรภ์😟 และยิ่งคุณแม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ลูกน้อยช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้นค่ะ 🤰สัปดาห์ที่ 6 ถึง 12เมื่อลูกน้อยของคุณแม่มีอายุได้ 6 สัปดาห์และเริ่มมีการเต้นของหัวใจ อัตราการแท้งบุตรก็จะลดลงเหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ เหตุผลนั้นเป็นเพราะอัตราการแท้งจะลดลงเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นนั่นเองคะ😃🤰สัปดาห์ที่ 13 ถึง 20ยินดีด้วยนะคะ! เพราะเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 13 ของการตั้งครรภ์ ความเสี่ยงของการแท้งบุตรจะลดลงเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คุณแม่ไม่ควรเพิกเฉยเพราะอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อนั่นเองค่ะ⚠️

Content Image

คุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มนมอะไรได้บ้างนะ?

ในยุคสมัยนี้ก็มีนมประเภทต่างๆมาให้เราเลือกดื่มกัน ซึ่งโดยส่วนมากคนที่ตั้งครรภ์ก็สามารถดื่มนมสดธรรมดา หรือ นมสดพาสเจอไรส์พร่องมันเนยได้ แต่หากคนไหนที่ไม่ชอบทานนมวัว หรือ แพ้นมวัวก็จะมีเครื่องดื่มชนิดอื่นที่สามารถมาทดแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นนมถั่วเหลือง นมแอลมอนด์ และอื่นๆ ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดถึงกันค่ะว่า นมแบบไหนจึงจะเหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์การดื่มนมส่งผลดีต่อผู้ที่ตั้งครรภ์อย่างไร?ในระหว่างการตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่รวมถึงเจ้าตัวเล็กในครรภ์จะต้องการแคลเซียมมาช่วยในการเสริมสร้างกระดูก ฟัน🦷 กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ เส้นใยประสาทต่างๆ และยังช่วยลดการเกิดตะคริว รวมถึงการได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอจะทำให้เด็กโตมาสูงกว่าหากคุณแม่ไม่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอระหว่างการตั้งครรภ์ อาการที่เกิดขึ้นได้ในระหว่างการตั้งครรภ์🤰ได้อีกด้วย ซึ่งคุณแม่ควรจะได้รับประมาณแคลเซียมประมาณ 1,000-1,300 มิลลิกรัมต่อวันค่ะแนะนำนมบำรุงครรภ์สำหรับคุณแม่จริงๆแล้วก็มีนมหลากหลายชนิดมากที่คุณแม่สามารถรับประทานได้ในระหว่างการตั้งครรภ์แล้วแต่ความชอบเลย โดยเริ่มจากนมวัวนมวัว🐄นั้นมีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์ในร่างกาย เพราะมีส่วนผสมของกรดอะมิโน วิตามินดี อี และเอ รวมถึงยังช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานในระหว่างการตั้งครรภ์และยังมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของทารก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ทารก และช่วยทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรง โดยคุณแม่สามารถทานนม 1 แก้วต่อวัน หากเป็นนมไขมันต่ำ🥛 ควรทานวันละ 2-3 แก้วต่อวันเพื่อให้ได้ปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอค่ะ นมแพะใครที่เคยทานนมแพะ🐐มาก่อนจะทราบว่านมแพะจะมีกลิ่นเฉพาะตัว แต่ก็มีประโยชน์ไม่แพ้นมวัวเลยทีเดียวโดยใน 1 แก้วนั้นคุณแม่จะได้รับแคลเซียมสูงถึง 283 มิลลิกรัม และยังได้โปรตีน วิตามินเอ บี 2 ที่มากกว่านมวัว แถมยังมีไขมันเนยต่ำอีกด้วย ทั้งยังช่วยในการย่อยอาหารและเร่งกระบวนการเผาผลาญของร่างกายด้วยค่ะ นมถั่วเหลืองใครที่ชอบทานนมถั่วเหลือง🥜เป็นประจำอยู่แล้วก็สบายใจได้เลย เพราะนมถั่วเหลืองนั้นมีโปรตีนเกือบเทียบเท่ากับนมวัวเลยทีเดียวค่ะ รวมถึงยังมีแคลเซียม เส้นใยอาหารพอสำหรับความต้องการของร่างกายต่อวัน มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ โรคหลอดเลือก และโรคหัวใจ หากรับประทานนมถั่วเหลือง 1 แก้วคุณแม่จะได้ปริมาณแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัมค่ะ นมอัลมอนด์คุณแม่คนไหนที่แพ้กลูเตนและนมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์🍶ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ได้ทานกันได้ โดยนมถั่วเหลืองมีเส้นใยอาหาร โปรตีน กรดโฟลิก วิตามินบี อี ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระ ให้พลังงานต่ำ และเป็นนมที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัว ซึ่งใน 1 แก้วจะมีแคลเซียม 7.5 มิลลิกรัมนมข้าวโอ๊ตนมข้าวโอ๊ต🌾สามารถลดอาการท้องผูกได้ เพราะเป็นนมที่มีเส้นใยอาหารสูง และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และความอยากอาหาร รวมถึงยังมีวิตามินเอ บี โพแทสเซียม แมงกานิส และฟอสฟอรัส ซึ่งนมข้าวโอ๊ะจะมีโปรตีนสูงกว่านมอัลมอนต์ และมีแคลเซียม 120 มิลลิกรัมต่อการดื่ม 1 แก้วนมที่ควรเลี่ยงหากกำลังตั้งครรภ์ถึงแม้ว่าผู้ตั้งครรภ์จะสามารถเลือกทานนมได้หลายชนิด แต่นมดิบ หรือนมที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ🦠ก็ไม่ควรไปทาน เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ และทำให้คุณแม่มีอาการเจ็บป่วยได้ โดยหากดื่มนมแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ ไข้ขึ้น ก็ควรจะไปพบแพทย์โดยด่วนเลยค่ะ  

Content Image

ท้องเสียช่วงตั้งครรภ์

อาการท้องเสีย คือการถ่าย 3 ครั้งขึ้นไป และหากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะท้องเสียคือ...🧻 สาเหตุของท้องเสียขณะตั้งครรภ์เกิดจากการรับประทานอาหารของคุณแม่ อย่างเช่นของเผ็ด ของเปรี้ยวจัด หรือของหมักดอง หรือาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคทางอาหาร🦠เช่น ไทฟอยด์ อหิวาบิด หรือคุณแม่อาจมีอาการไวต่ออาหารบางชนิด จนทำให้เกิดอาการระคายเคืองของกระเพราะ จึงทำให้ท้องเสียในที่สุด อีกสาเหตุหนึ่งคือฮอร์โมนบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงหรือ ในบางครั้งหากคุณแม่มีอารมณ์แปรปรวน😟เช่น วิตกกังวล หรือตื่นเต้นก็อาจเป็นผลให้เกิดอาการท้องเสียได้ค่ะ🧻 ท้องเสียอันตรายหรือไม่ท้องเสียจะอันตรายต่อคนท้องเมื่อมีอาการรุนแรง📈 เช่น ถ่ายบ่อยครั้งมาก ๆ ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสและมีอาการปวดศีรษะ มีอาการปวดเบ่งร่วมด้วยขณะถ่าย บางครั้งอาจพบว่าถ่ายเป็นน้ำขุ่นขาวและมีกลิ่น และอาจมีการอาเจียนรุนแรง แต่หากไม่มีอาการเหล่านี้และหยุดถ่ายไปเองภายในไม่กี่ครั้งก็ไม่มีอันตรายค่ะ🙆‍♀️ หากเกิดอาการท้องเสียควรทำอย่างไร🧻 งดกินอาหารบางอย่าง อย่างนมสด อาหารทอด หรืออาหารทะเล เพราะอาหารพวกนี้จะทำให้กระเพาะย่อยยากและอาจทำให้อาการท้องเสียรุนแรงขึ้นได้😟🧻 พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการท้องเสียจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เพื่อให้กลับมาแข็งแรงเร็วขึ้น🙆‍♀️ หากจำเป็นก็ควรหยุดและพักผ่อนให้เพียงพอ🧻 กินยาฆ่าเชื้อ ยากลุ่มแอมพิซิลลิน💊 หรือ อม๊อกซิซิลลิน เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายกับครรภ์ หลีกเลี่ยงการกินยาในกลุ่มแก้อักเสบทางที่ดีควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ดูนะคะ 🧻 จิบน้ำเปล่าบ่อยๆ ควรจิบน้ำเกลือแร่ร่วมด้วยเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปตอนถ่าย🥛 🧻 พบแพทย์ ในกรณีที่มีอาการรุนแรง ควรไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีอย่ารอช้าหรือพยายามรักษาด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่และทารก👶ในท้องนะคะ

Content Image

คนท้องกินข้าวกล้องได้ไหม

     ข้าวกล้อง🍘 นั้นถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ค่อนข้างขึ้นชื่อและเป็นที่นิยม เนื่องจากมีสารอาหารที่หลากหลายกว่าข้าวขาว🍚หรือข้าวขัดสี แต่การรับประทานข้าวกล้องนั้นจะปลอดภัยกับคุณแม่เช่นเดียวกับคนทั่วไปหรือไม่ มีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า สามารถรับประทานได้มากแค่ไหน จะเป็นอะไรไหมถ้าเลือกรับประทานข้าวชนิดอื่นแทน บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับข้าวกล้องเบื้องต้นข้าวกล้องนั้นก็คล้ายกับข้าวขาว🍚ที่เรารับประทานกันเป็นปกติเลยค่ะ เพียงแต่เป็นข้าวที่ผ่านการเอาเปลือกแข็งๆออกเพียงเท่านั้น ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสี จึงทำให้ข้าวกล้องนั้นยังคงมีสีน้ำตาลอมแดง🍘 และมีส่วนที่เรียกว่าจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวอยู่ ซึ่งส่วนที่เหลืออยู่นั้นนับเป็นส่วนที่มีคุณค่าทางสารอาหารที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แต่อาจให้สัมผัสเวลารับประทานที่แตกต่างจากข้าวขาว ข้าวกล้องจะมีความร่วนกว่า มีความกรุบมากกว่าเวลาเคี้ยว หลายท่านจึงอาจไม่ชินและไม่ได้ชื่นชอบมากนัก นอกจากนี้ข้าวกล้องยังให้พลังงานต่ำกว่าข้าวขาวในปริมาณที่เท่ากัน จึงถือเป็นข้าวที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักนั่นเองค่ะประโยชน์ของการรับประทานข้าวกล้องให้พลังงานต่ำกว่าข้าวขาว และยังมีคอเลสเตอรอลซึ่งถือเป็นไขมันชนิดหนึ่งกว่าข้าวขาว ทำให้คุณแม่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง🩸 โรคหัวใจ🫀 และโรคเบาหวานจากการไม่ควบคุมอาหารลดลงมีสารอาหารจำพวกโปรตีนมากกว่าข้าวขาว เป็นที่ทราบกันดีว่าสารอาหารในกลุ่มนี้ช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ลดโอกาสที่คุณแม่จะขาดโปรตีนเนื่องจากรับประทานอาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์🥩ไม่เพียงพอได้ค่ะลดโอกาสที่คุณแม่จะเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย💩 เนื่องจากข้าวกล้องนั้นมีเส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์มากกว่าข้าวขาวธรรมดา มีแนวโน้มที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้คุณแม่ขับถ่าย🚽ง่ายขึ้น และขับถ่ายอย่างเป็นปกติ ไม่เกิดอาการท้องอืดหรือท้องผูกค่ะลดโอกาสในการเกิดโรคโลหิตจาง🩸 โรคเกี่ยวกับกระดูกรวมไปถึงโรคเหน็บชา เนื่องจากข้าวกล้องเป็นข้าวที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพของเม็ดเลือด มีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก🦴และฟัน🦷 อุดมไปด้วยวิตามินบีที่ช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ในการทำงานของกล้ามเนื้อลดอาการอ่อนเพลีย😰ในระหว่างการตั้งครรภ์ของคุณแม่ เนื่องจากเป็นข้าวกลุ่มที่อุดมไปด้วยสารอาหารในกลุ่มเกลือแร่และวิตามินที่หลากหลายมากกว่าข้าวขาว ซึ่งเป็นข้าวขัดสีค่ะคำแนะนำในการรับประทานข้าวกล้องข้อที่ 1️⃣หากเป็นผู้ประกอบอาหารด้วยตนเอง ในขั้นตอนการหุงข้าวกล้องนั้น ควรใช้น้ำ💧หุงให้มากกว่าการหุงข้าวขาวทั่วไป เนื่องจากข้าวกล้องนั้นมีส่วนที่เป็นเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ดูดซึมน้ำได้ยาก หากใช้ปริมาณน้ำเท่ากันอาจทำให้ข้าวกล้องมีความร่วนและฝืดคอ🤢เกินไป ทำให้รับประทานยากขึ้นได้ค่ะข้อที่ 2️⃣รับประทานข้าวกล้องที่พึ่งผ่านการปรุงสุกมากใหม่ๆ นอกจากเหตุผลเกี่ยวกับสุขอนามัยทางด้านอาหารแล้ว ในช่วงที่หุงสุกใหม่ๆ ข้าวกล้องจะมีความนิ่มอยู่ ทำให้รับประทานได้ง่าย🍽️ ให้สัมผัสที่คล้ายกับข้าวขาวมากกว่าตอนที่หุงสุกสักพักแล้วค่ะข้อที่ 3️⃣ในระหว่างรับประทานข้าวกล้อง🍘 ควรใช้เวลาในการเคี้ยวข้าวให้นานกว่าการเคี้ยวข้าวขาวเล็กน้อย เพราะไม่ว่าข้าวกล้องจะนิ่มขนาดไหนหลังหุงข้าว ก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีเนื้อสัมผัสที่หยาบและร่วนมากกว่าข้าวขาวอยู่ดี จึงบดเคี้ยวได้ค่อนข้างยากกว่าค่ะข้อควรระวังในการรับประทานข้าวกล้องควบคุมปริมาณที่รับประทานคุณผู้อ่านอาจมีความแปลกใจว่าที่ผ่านมาบทความของเรานำเสนอเกี่ยวกับด้านดีของการรับประทานข้าวกล้อง🍘ทั้งสิ้น เช่นนั้นแล้วการรับประทานข้าวกล้องจะก่อให้เกิดโทษได้ด้วยหรือ แน่นอนค่ะว่าทุกสิ่งมีทั้งประโยชน์👍และโทษ👎 ข้าวกล้องเองก็เป็นอาหารประเภทหนึ่ง และยังเป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานอีกด้วย หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถทำให้เกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ🫀 ความดันโลหิตสูง🩸 จนไปถึงโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกับการรรับประทานอาหารชนิดอื่นๆค่ะ แม้ว่าในปริมาณที่เท่ากัน ข้าวกล้องจะให้พลังงานที่ต่ำกว่าก็ตาม     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็น่าจะพอสรุปได้แล้วนะคะ ว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์🤰นั้นสามารถรับประทานข้าวกล้อง🍘ได้อย่างปลอดภัยแน่นอน หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เช่นเดียวกับการรับประทานข้าวขาวหรืออาหารกลุ่มที่ให้พลังงานอื่นๆเลยค่ะ นอกจากนี้การรับประทานข้าวกล้องเองก็ยงเป็นประโยชน์กับคนทั่วไปด้วย ดังนั้นไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเป็นคนทั่วไปหรือคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ข้าวกล้องก็ยังเป็นอาหารที่บทความของเราแนะนำอยู่ดีค่ะ

Content Image

คุณแม่จำเป็นต้องโกนขนก่อนคลอดไหม?

คุณแม่หลายๆคนคงเคยได้ยินมาว่าก่อนคลอดจะต้องโกนที่ลับ จึงจะคลอดสะดวก ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าและหากไม่โดนจะได้ไหม เราไปพบคำตอบกันค่ะ  ความจำเป็นในการโกนขนที่ลับก่อนคลอดลูกความเชื่อของการโกนขนหลายๆคนมีความเชื่อว่าขนอวัยวะเพศจะช่วยป้องกันเชื้อโรค🦠เข้าสู่เชื้อโรคที่จะเข้าสู่ช่องคลอด หรือ บางคนก็กังวลว่าหากโกนไปแล้วขนที่ขึ้นใหม่จะแข็งและทำให้ไม่มั่นใจในตัวเอง ทำไมจึงควรโกนขนก่อนคลอด?ซึ่งเหตุผลของการที่จะต้องโกนขนที่ลับก่อนคลอดนั้นก็เพื่อให้คุณหมอ👨‍⚕️สามารถเย็บแผลบริเวณปากมดลูกได้ง่ายขึ้นหลังจากที่คุณแม่คลอดนั่นเองค่ะ นอกเหนือไปจากนั้นก็จะช่วยอำนวยให้พยาบาลสามารถทำความสะอาดบริเวณรอบอวัยวะเพศได้ง่ายขึ้นและการโกนขนบริเวณที่ลับจะช่วยลดการอับชื้บบริเวณนั้นได้ และทำให้แผลหายเร็วขึ้นนั่นเองค่ะ😊วิธีกำจัดขนที่ลับก่อนคลอดลูกใช้อะไรในการโกน ต้องโกนถึงบริเวณไหน?โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้มีดโกน🪒ในการโกนบริเวณปากช่องคลอดเป็นหลัก และไม่โดนบริเวณอื่น ซึ่งบางโรงพยาบาลก็จะโกนขึ้นมาถึงบริเวณเนินด้านบนของอวัยวะเพศ หรือหากคุณแม่คนไหนตัดสินใจจะโกนขึ้นมาถึงเนินด้านบนก็สามารถระบุกับพยาบาลได้ค่ะโกนเองได้หรือไม่?แต่ถ้าหากคุณแม่เขินก็อาจให้คุณพ่อช่วยโกนให้ได้ แต่จะต้องระวังไม่ให้บาดนะคะ เพราะจะทำให้เกิดการระคายบริเวณปากช่องคลอดได้ค่ะ🤔หากไม่โกนขนที่ลับก่อนคลอดจะเกิดอะไรขึ้น?อาจทำให้แผลหายช้า หากคุณแม่ไม่โกนขนบริเวณที่ลับก่อนคลอด สำหรับคุณแม่ที่ตัดสินใจเลือกวิธีการคลอดแบบธรรมชาติ จะทำให้คุณแม่เสี่ยงกับการติดเชื้อ เพราะความอับชื้นจะส่งผลให้แผลเย็บบริเวณช่องคลอดของคุณแม่หายช้า😟การเกิดการอักเสบบริเวณช่องคลอดรวมถึงผิวหนังบริเวณขาหนีบจะมีการเสียดสีกับผิวหนังบริเวณช่องคลอดได้ง่าย ส่งผลให้เกิดการอักเสบบริเวณช่องคลอดได้นั่นเองค่ะ ซึ่งโรงพยาบาลบางแห่ง🏥 จะมีบริเวณโกนขนบริเวณหัวหน่าวและบริเวณปากช่องคลอดเพื่อความสะดวกในการทำคลอดมากขึ้น ซึ่งหากคุณแม่ไม่สะดวกจะโกน หรือ ไม่อยากให้โกนก็สามารถแจ้งกับแพทย์👨‍⚕️หรือพยาบาลได้ แต่หลังคลอดจะต้องรักษาความสะอาดและความชื้นเป็นพิเศษนะคะ (ขอบคุณข้อมูลจาก รักลูก)

Content Image

แนะนำอาหารในแต่ละไตรมาส

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์การเลือกทานอาหารนั้นมีความสำคัญอย่างมากเพราะมีส่วนช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์มีพัฒนาการและการเติบโตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือสติปัญญา ซึ่งนอกจากจะทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การทานอาหารบำรุงครรภ์ให้เหมาะสมในแต่ละไตรมาสก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งอาหารบำรุงครรภ์ที่เหมาะสมในแต่ละไตรมาสจะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะอายุครรภ์ 1-3 เดือน (ไตรมาสแรก)ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์นั้นคุณแม่ควรเน้นทานอาหารที่มีส่วนผสมของโฟเลต ธาตุเหล็ก รวมถึงโปรตีนให้มาก เพราะโฟเลตนั้นมีประโยชน์ต่อพัฒนาการทางสมองของลูกน้อย ทำให้สมองของลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี ในส่วนของธาตุเหล็กนั้นมีช่วยให้ระบบไหลเวียนของคุณแม่ไหลเวียน🩸ได้ดีขึ้น รวมถึงจะทำให้สามารถขนส่งออกซิเจนไปยังลูกน้อย👶ในครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้การเพิ่มปริมาณโปรตีนให้เหมาะสมจะมีส่วนช่วยให้ลูกน้อยในครรภ์เติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรงนั่นเองค่ะ อายุครรภ์ 4-6 เดือน (ไตรมาสสอง)คุณแม่ท่านใดที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือในช่วง 4-6 เดือนนั้นควรจะเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงก่อให้เกิดอาการแพ้ โดยสามารถทานอาหารที่มีส่วนผสมของไข่🥚 นม ถั่วเหลือง และแป้งสาลีในปริมาณที่เหมาะสม รวมถึงควรทานบำรุงครรภ์ด้วยไข่วันละ 1 ฟอง หรือนมวันละ 1 แก้ว แต่ควรระวังไม่ให้ทานมากจนเกินไปเพราะอาหารประเภทนี้อาจไปกระตุ้นให้ลูกน้อยเกิดอาการภูมิแพ้ได้ คุณแม่สามารถเลือกทานอาหารที่ย่อยง่ายอย่างเช่น ข้าวกล้อง🌾 หรือ ธัญพืชต่างๆ หรืออาจเป็นผัก ผลไม้ และให้ทานเนื้อสัตว์ประเภทไก่หรือปลา เท่านี้ก็จะทำให้อาการท้องอืดดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ อายุครรภ์ 7-9 เดือน (ไตรมาสสาม)และคุณแม่ท่านใดที่ตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สามหรือ 7-9 เดือน ในช่วงนี้คุณแม่ควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ไอโอดีน สังกะสี ซีลีเนียม และโฟเลต ที่จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทของลูกน้อย🧠 นอกจากนั้นคุณแม่ควรเลือกทานอาหารที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กและแคลเซียมสูงเพื่อบำรุงน้ำนมและให้คุณแม่มีน้ำนมมากเพียงพอในช่วงไตรมาสสุดท้าย ทั้งนี้แคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำนมคุณแม่ รวมถึงยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาการของกระดูกและฟัน🦷ของลูกน้อยได้อีกด้วย

Content Image

วิธีฝึกหายใจก่อนคลอด ช่วยให้เบ่งคลอดได้ง่ายขึ้น

     การฝึกหายใจก่อนคลอดสำหรับคนท้อง🤰 ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณแม่ท้องทุกท่านต้องเรียนรู้ไว้ เพราะวิธีการหายใจอย่างถูกวิธีไม่เพียงเป็นแค่การรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายของแม่และทารกเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้ร่างกายของคุณแม่ลดความวิตกกังวล ความกลัวและความเครียดที่เกิดขึ้นในระยะคลอดได้ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลของการฝึกหายใจก่อนคลอดมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️ทำไมการฝึกหายใจก่อนคลอดถึงสำคัญต่อคุณแม่ตั้งครรภ์?✨เพื่อเป็นการบรรเทาความเจ็บปวดขณะคลอดความรู้สึกเจ็บปวดของคุณแม่นั้นมาจากการหดรัดตัวของลูกน้อย👶 ซึ่งทำให้เกิดแรงดันในโพรงมดลูก รวมไปถึงการถูกดึงรั้งออกของกระดูกเชิงกราน กล้ามเนื้อและฝีเย็บ นอกจากนี้ยังอาจมีผลมาจากความกลัว ความวิตกกังวล😰เกี่ยวกับความเจ็บปวดของการคลอดบุตร แต่อาจจะแตกต่างกันไปในคุณแม่แต่ละท่าน ดังนั้น การฝึกหายใจก่อนคลอดจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณแม่ได้ลดความเจ็บปวดได้นั่นเองค่ะ วิธีการฝึกหายใจก่อนคลอด👉เทคนิคง่ายๆในการฝึกหายใจสำหรับคนท้อง เพียงทำแบบนี้!เวลาที่คุณแม่ปวดท้องให้สูดลมหายใจยาวๆ😮‍💨 โดยสูดเอาลมหายใจเข้าเข้าทางจมูกแล้วหายใจออกทางปาก 6-8 ครั้งต่อนาที คุณแม่ต้องฝึกหายใจแบบนี้เพื่อให้ตัวคุณและลูกน้อยมีปริมาณออกซิเจนในร่างกายในปริมาณมาก แถมยังจะช่วยให้แม่ท้องรู้สึกผ่อนคลายในระหว่างที่มดลูกมีการหดตัว และคุณแม่ควรหาจุดสนใจที่ทำให้รู้สึกว่าเราจะหายใจได้ดียิ่งขึ้น อาจจะนึกถึงวิวทิวทัศน์สวยๆ🏞️ เช่น ทุ่งหญ้าโล่งๆ หรือวัตถุอะไรก็ได้ที่อยู่ในห้อง เมื่อคุณแม่เห็นแล้วจะพุ่งความสนใจไปที่สิ่งของนั้น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้บรรเทาอาการเจ็บปวดลงได้แล้ว และคุณแม่อย่าลืมเหยียดแขนและขา🦵เวลาสูดลมหายใจเข้าด้วยน้านอกจากนี้การหายใจยังถูกแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ อีกด้วยเช่นกันวิธีการหายใจในระยะที่ 11.1) หายใจช้าๆเริ่มแรกคุณแม่ต้องสูดลมหายใจเข้าผ่านจมูกและหายใจออกทางปาก เพื่อล้างปอด🫁ให้สะอาด ซึ่งเป็นการหายใจโดยใช้ช่องท้อง การหายใจแบบนี้เราเเหมือนกับการหายใจเวลาที่เรานอนหลับพักผ่อน ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วย1.2) หายใจเบาๆหลังจากรู้สึกว่าอาการปวดท้อง หรือการหดตัวของมดลูกดีขึ้นแล้ว ขั้นต่อมาคุณแม่ควรเริ่มหายใจเข้าช้าๆ เวลาหายใจออกให้ออกเสียงว่า “ฮี…” หรือ “โฮ…” ขณะหายใจอย่าลืมทำสมาธิ🧘‍♀️ไปด้วยนะคะ1.3) หายใจแบบมีแบบแผนจากนั้นคุณแม่ก็เริ่มต้นกระบวนการหายใจ โดยเริ่มจากสูดลมหายใจช้าๆ ลึกๆ 3 ครั้ง ต่อด้วยการหายใจออกด้วยเสียง “ฮี…” ทำซ้ำด้วยการหายใจเข้าออกช้าๆ อีก 3 ครั้ง แล้วตามด้วยการหายใจออกด้วยเสียง “โฮ…”1.4) หายใจแบบอิสระการหายใจแบบนี้เป็นการหายใจโดยการออกเสียง “ฮี…” หรือ “โฮ…” คล้ายๆ กับแบบข้างบน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ คุณแม่สามารถออกเสียงระหว่างการหายใจได้ตามความพอใจของคุณแม่🤰วิธีการหายใจระยะที่ 2 2.1) หายใจออกช้าๆ คุณแม่ต้องสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ แล้วกลั้นหายใจไว้ประมาณ 7 วินาที หรือค่อยๆ หายใจออกช้าๆ ตอนที่คุณแม่หายใจออกอาจจะออกเสียงหรือเป่าลมออก😮‍💨มาเพื่อให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายได้2.2) ปล่อยลมหายใจ ให้คุณแม่หายใจสบายๆ ก่อนเพื่อเตรียมตัว จากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ หายใจออกออกอย่างช้าๆ ในเวลา 7 วินาที⏳ ก่อนที่จะปล่อยลมหายใจออกมาทั้งหมด2.3) กลั้นลมหายใจนานๆสุดท้ายให้คุณแม่หายใจเข้าลึกๆ เวลาหายใจออกให้กลั้นหายใจเป็นเวลา 10 วินาที แต่วิธีนี้มีความเสี่ยงอยู่ ไม่แนะนำให้คุณแม่ทำค่ะ🙅‍♀️     สรุปได้ว่าโดยปกติการหายใจสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์นั้นสามารถทำได้ทั้งหายใจผ่านทางปาก👄หรือหายใจผ่านทางจมูก หรือคุณแม่อาจจะเลือกหายใจเข้าผ่านจมูกแล้วหายใจออกผ่านทางปากก็ได้ค่ะ ให้ยึดหลักว่าเลือกวิธีที่คุณแม่ทำแล้วรู้สึกว่าตนเองผ่อนคลายมากที่สุด 

Content Image

ท้องแล้วทานผลไม้อบแห้งได้ไหม?

ผลไม้อบแห้งเป็นหนึ่งในของว่างที่หลายๆท่านชอบหยิบมาทานกัน ซึ่งผลไม้อบแห้งนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีและมีประโยชน์อย่างมาก แต่สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้นจะสามารถทานได้ไหม มีผลเสียหรือเปล่า ลองไปดูกันเลยค่ะ ผลไม้อบแห้งคืออะไร? คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานได้ไหม?ผลไม้อบแห้ง คือผลไม้ที่ผ่านกระบวนการรีดนำน้ำออกด้วยวิธีการอบ หรือที่เรียกว่า dried fruit โดยวิธีการนี้จะทำให้ผลไม้หดตัวลงและเหลือเพียงเนื้อผลไม้และเม็ดที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหารและพลังงาน โดยผลไม้อบแห้งนั้นมักนิยมนำไปเคลือบน้ำตาลหรือสารทดแทนความหวานอื่นๆ รวมถึงยังสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าผลไม้สด🥝อีกด้วยคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานผลไม้อบแห้งได้ไหม ?ผลไม้แห้ง🍈นั้นเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ เกลือแร่ กรดอมิโน และวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินB 1-9, วิตามินC วิตามิน K, วิตามิน E, วิตามิน H ซึ่งเหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมากรวมถึงผลไม้อบแห้งยังช่วยบรรเทาความหิวของคุณแม่ได้ โดยสามารถหยิบมาทางระหว่างมื้อได้😋 อย่างไรก็ตามคุณแม่ควรระวังเรื่องของปริมาณในการรับประทานต่อวัน เนื่องจากหากทานมากเกินไปก็จะเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆได้นั่นเองผลข้างเคียงของการทานผลไม้อบแห้งมีอะไรบ้าง? ข้อควรระวังเวลาเลือกผลไม้อบแห้ง?ผลข้างเคียงในการทานผลไม้อบแห้ง✨หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานผลไม้อบแห้งในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลข้างเคียงดังนี้✨เกิดแก๊สจำนวนมากในช่องท้อง ท้องอืด✨ท้องเสีย ✨น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะผลไม้อบแห้งนั้นมีปริมาณแคลอรีที่สูง✨ฟันผุ เนื่องจากผลไม้แห้งมีน้ำตาลโดยธรรมชาติของมันข้อควรระวังเกี่ยวกับการเลือกผลไม้อบแห้ง✨ดูว่าผลไม้อบแห้งดังกล่าวได้เพิ่มน้ำตาลหรือไม่ เพราะการรับประทานน้ำตาลปริมาณมากอาจส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้🤰✨ดูว่าผลไม้นั้นมีการใส่สารกันบูดหรือไม่ เพราะหากมีอาจทำให้คุณแม่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ หรือมีอาการแพ้ได้เมื่อรับประทานเข้าไป✨เลือกผลไม้อบแห้งแทนการแปรรูปพืช เพื่อหลีกเลี่ยง สารอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ที่อาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นสารก่อมะเร็ง และส่งผลเสียต่อภาวะเจริญพันธุ์ และ ระบบประสาทได้🧠✨ดูปริมาณแคลอรี เนื่องจากคุณแม่จะต้องระมัดระวังและควรคำนวณปริมาณแคลอรีที่ทานในแต่ละวันให้ดีนะคะ แนะนำผลไม้อบแห้งสำหรับคุณแม่แอปริคอตอบแห้ง🍑ใครที่กำลังต้องการเสริมธาตุเหล็กแอปริคอตอบแห้งก็เป็นอีกทางเลือกของคุณแม่ได้ค่ะ ซึ่งแอปริคอตอบแห้งนั้นยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ ช่วยป้องกันท้องผูกและ ช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารดีขึ้นอีกด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์อุดมไปด้วยไฟเบอร์ สังกะสี แคลเซียม โฟนิก ธาตุเหล็ก และยังช่วยเพิ่มระดับเฮโมโกลบินได้อีกด้วยค่ะ  ลูกเกดอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ไฟเบอร์ มีส่วยช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำได้ดีขึ้น และยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายอีกด้วยค่ะ🚽ลูกพรุนอบแห้งลูกพรุนนั้นช่วยในเรื่องของการขับถ่ายและการย่อยอาหารเป็นอย่างดี แต่ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมนะคะ ไม่งั้นอาจท้องเสียได้เลยค่ะ นอกจากนั้นลูกพรุนยังช่วยให้คุณแม่มีชีวิตชีวามากขึ้น และลดอาการเหนื่อยล้าในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ได้อีกด้วยวอลนัตอบแห้ง🥜มีส่วนช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง และ ป้องกันโรคเกี่ยวกับสมองของลูกน้อยในครรภ์ มีส่วนช่วยลดความเครียดขณะตั้งครรภ์ และยังอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 อีกด้วยค่ะ

Content Image

แม่ท้องเหม็นอาหาร ไม่หิวข้าว ทำไงดี?

     ในช่วงตั้งครรภ์🤰คุณแม่หลายๆท่านคงประสบกับอาการแพ้ท้อง อาการแพ้ท้องนั้นเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์ ลักษณะอาการที่พบเจอได้มากที่สุดคืออาการไวต่อกลิ่น🙊 ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาหาร กลิ่นน้ำหอม หรือแม้กระทั่งกลิ่นของสามี ทำให้คุณแม่รู้สึกเหม็นอาหาร จนบางครั้งทำให้ไม่อยากกินอะไรเลย บทความนี้ได้รวมสาเหตุของอาการเหม็นอาหารและวิธีการบรรเทาอาการเหล่านี้มาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️ทำไมคนท้องถึงมีอาการเบื่ออาหาร✨อาการแพ้ท้อง (Morning sickness)คุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆท่านอาจมีอาการว่าจู่ๆก็รู้สึกไม่ชอบอาหารบางประเภทหรือมีความรู้สึกว่าจมูก👃ไวต่อกลิ่นต่างๆ อาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนชื่อว่า beta hCG ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในร่างกาย จึงนำไปสู่อาการแพ้ท้อง (Morning sickness) อาการแพ้ท้องจะทำให้คุณแม่มีอาการวิงเวียนศีรษะ😵‍💫 คลื่นไส้และอาเจียน🤮 บางกลิ่นที่คุณแม่เคยรู้สึกว่ามีกลิ่นหอม กลับกลายเป็นรู้สึกเหม็นแทน ไงคุณแม่บางรายถึงขั้นเกลียดกลิ่นของอาหารชนิดนั้นไปเลยก็มีค่ะ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่ามีคุณแม่หลายๆท่านน้ำหนักลงในช่วงตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก เพราะต้องพบเจอกับอาการเหม็นอาหาร ทำให้รู้สึกไม่อยากกินอะไรเลยลิสต์อาหารที่คุณแม่รู้สึกว่าเหม็น🥩เนื้อสัตว์และเครื่องเทศคุณแม่หลายๆท่านอาจรู้สึกว่าเหม็นเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว🐮 เพราะเนื้อวัวนั้นมีกลิ่นคาวมากกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น รวมไปถึงเครื่องเทศต่างๆที่ใช้ปรุงอาหารอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเวียนหัวชวนอาเจียนได้🤮🥛ผลิตภัณฑ์จากนมผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมวัว🐄 นมแพะ🐐  โยเกิร์ตและนมเปรี้ยว ก็อาจทำให้คุณแม่หลายๆท่านรู้สึกเหม็นได้เหมือนกันนะคะวิธีรับมืออาการเหม็นอาหารของคนท้อง👉หลีกเลี่ยงอาหารที่รู้สึกว่าเหม็นหากคุณแม่รู้ตัวเองว่ามีอาการไวต่ออาหารชนิดไหน ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารชนิดนั้นไปเลย เพื่อเป็นการลดอาการเหม็นอาหาร🙊 อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้🤢 อาเจียน ที่อาจตามมาทีหลังค่ะ👉อาหารทานทีละน้อยๆคุณแม่สามารถแบ่งอาหารทานในปริมาณทีละน้อยๆ🍽️ เพื่อช่วยลดอาการเหม็นอาหารได้ค่ะ วิธีนี้จะสามารถทำให้คุณแม่ยังพอทานอาหารได้ ดีกว่าไม่ทานอะไรเลยนะคะ👉ประทานอาหารที่เย็นแล้วอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆนั้นจะมีกลิ่นที่แรง♨️กว่าอาหารที่เย็นลงแล้ว ดังนั้นหลังจากที่ได้รับอาหารมาแล้ว คุณแม่สามารถวางอาหารไว้สักพักให้เย็นลงแล้วค่อยรับประทานค่ะ👉ผ่อนให้เพียงพอวิธีบรรเทาอาการแพ้ท้องที่ง่ายที่สุดคือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ😴 ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อช่วยให้คุณแม่สดชื่นตลอดวันนะคะ     วิธีรับมืออาการเหม็นอาหารที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงวิธีเบื้องต้นที่คุณแม่สามารถลองทำ หรือปรับใช้ให้เหมาะกับตนเองได้ หลังจากที่คุณแม่มีอาการแพ้ท้อง🤮ไปสักพักแล้ว ร่างกายจะมีการปรับตัวให้คุ้นชินกับอาการเหล่านั้นมากขึ้น ทำให้คุณแม่สามารถเริ่มทานอาหารได้มากขึ้นในภายหลังค่ะ

Content Image

แนะนำเครื่องดื่มมีประโยชน์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นอกจากจะต้องใส่ใจในเรื่องของอาหารแล้ว ก็ยังจะต้องใส่ใจกับการเลือกสิ่งที่จะดื่มเข้าไปด้วยเช่นกัน เพราะหากทานเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์แล้วก็สามารถเป็นอันตรายต่อทั้งตัวคุณแม่เองและลูกในครรภ์ด้วย ซึ่งวันนี้บิลลี่จะมาแนะนำเครื่องดื่มที่เป็นประโยชน์กับร่างกายของคุณแม่ค่ะเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์มีอะไรบ้างน้า?คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ไม่ได้ทานได้เพียงน้ำผลไม้เท่านั้น แต่ยังมีเครื่องดื่มอีกหลากหลายอย่างที่คุณแม่สามารถดื่มหลังตื่นนอน หรือช่วงพักกลางวันได้ ได้แก่น้ำเปล่าเป็นอะไรที่หาดื่มได้ง่าย🌊 ราคาถูก เหมาะสำหรับคนทุกวัย โดยน้ำนั้นมีส่วนช่วยให้สารอาหารลำเลียงไปยังทารกได้ดีผ่านเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนั้น การดื่มน้ำยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และยังช่วยให้คุณแม่ควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วย ทั้งนี้หากเบื่อน้ำเปล่าก็อาจลองบีบมะนาวหรือเลม่อน🍋ผสม เพื่อเพิ่มรสชาติได้ แต่ไม่ควรดื่มทีละมากๆนะคะ นมไขมันต่ำ🐄เมื่อตั้งครรภ์คุณแม่จำเป็นจะต้องได้รับแคลเซียมมากถึง 1,000 มิลลิกรัม/วัน เพื่อให้แคลเซียมเหล่านั้นได้เข้ามาช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน🦷ของลูกน้อยนอกจากนั้นแคลเซียมยังมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อ ระบบประสาท และระบบไหลเวียนเลือดของคุณแม่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น  ซึ่งสาเหตุที่แนะนำให้คุณแม่ดื่มนมไขมันต่ำนั่นก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายได้รับไขมันมากจนเกินไปนั่นเองค่ะมีอะไรที่ดื่มแล้วได้ประโยชน์อีกน้า?น้ำผลไม้ที่ผ่านการพาสเจอไรซ์หากคุณแม่รู้สึกว่าอยากจะดื่มน้ำผลไม้เย็นๆขึ้นมาแล้วละก็ คุณแม่สามารถดื่มได้ค่ะ ! แต่จะต้องเป็นน้ำผลไม้ที่ผ่านการฆ่าเชื้อและไม่มีการเติมน้ำตาลผสมเพิ่มเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเบาหวานนั่นเองค่ะ🧃น้ำแร่อัดก๊าซแม้ช่วงนี้คุณแม่จะไม่สามารถดื่มไวน์หรือเบียร์เย็นๆได้ แต่คุณแม่สามารถทดแทนด้วยน้ำแร่อัดก๊าซได้ น้ำแร่อัดก๊าซจะทำให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น เหมือนกำลังดื่มไวน์ แม้รสชาติจะต่างกันไปสักหน่อยนะคะ ชาขิง🍵คุณแม่สามารถดื่มชาขิงได้ทั้งแบบร้อนหรือแบบเย็น โดยชาขิงมีคุณสมบัติในการช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และยังบรรเทาอาการคลื่นไส้ของคุณแม่ตั้งครรภ์ได้อีกด้วยเครื่องดื่มที่คุณแม่ควรเลี่ยง✨เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อันนี้อันตรายมากควรเลี่ยงไปก่อนนะคะ✨เครื่องดื่มผสมโซดา✨น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ🦠 อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของแม่และลูกน้อยในครรภ์ต่ำลงได้✨เครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน อย่างเช่น กาแฟหรือน้ำอัดลม เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้สามารถส่งผลไปยังพัฒนาการของทารกได้ค่ะหากดื่มเป็นปริมาณมากเราเข้าใจว่าคุณแม่หลายๆคนจะต้องอดใจทานของโปรดกันไปก่อน และพยายามหันมาทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อย นอกจากเรื่องของอาหารแล้วคุณแม่ควรได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอและไม่เครียดจนเกินไปเพื่อคุณลูกน้อย👶ที่กำลังจะเกิดมานะคะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.