ตั้งครรภ์
ตั้งครรภ์
เลี้ยงลูก
เลี้ยงลูก

ที่แอป Baby Billy
สามารถดูเคล็ดลับและข้อกังวลเพิ่มเติมได้!

ที่แอป Baby Billy สามารถดูเคล็ดลับและข้อกังวลเพิ่มเติมได้!
ผลการค้นหา ""
Village Baby Co., Ltd.
4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea
Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr
|
|
Language
Copyright Baby Billy. All rights reserved.
Village Baby Co., Ltd.
4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea
Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr
Language
Copyright Baby Billy. All rights reserved.
บทความ

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกหัวโน เป็นแผลฟกช้ำ
การที่ลูกเผลอพลัดตก หกล้ม หัวฟาด จนหัวโน หรือเกิดเป็นแผลฟกช้ำนั้นเกิดขึ้นได้เสมอกับเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กในวัยกำลังหัดเดิน หัดวิ่ง เผลอแป๊บเดียวก็อาจจะได้รอยปูดโปนมาฝาก แต่คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีปฐามพยาบาลเมื่อลูกหัวโน ต้องรับมือแบบนี้!💁♀️วิธีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการปฐมพยาบาลเมื่อลูกหัวโน👉หากลูกเกิดหัวโน เป็นแผลฟกช้ำ สามารถปฐมพยาบาลได้ดังต่อไปนี้ - ตั้งสติ ถ้าพ่อแม่ควบคุมสติได้ ก็จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ดี ไม่ตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ฉะนั้นต้องตั้งสติให้ดี ดูว่าลูกหกล้มแรงแค่ไหน หรือตกมาจากที่สูงมากน้อยแค่ไหนเพื่อประเมินสถานการณ์ - สำรวจลูก🔎 ดูว่าลูกได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง เลือดออกไหม ฟกช้ำ หรือหัวโนตรงไหนหรือเปล่า - หากมีบาดแผล ให้จัดการทำความสะอาดแผล และทำแผลให้เรียบร้อย🩹 - หากไม่มีมีแผล แต่หัวโน ให้ทำความสะอาดบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และทำการประคบเย็นโดยใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็ง🧊 หรือใช้เจลประคบเย็น - สังเกตอาการ แม้ว่าจะจัดการทำแผล และประคบเย็นเรียบร้อยแล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่ยังจำเป็นจะต้องติดตามอาการของลูกน้อยต่อไปค่ะ ดูว่าในช่วง 24 ชั่วโมงนั้นลูกน้อยมีอาการอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ เช่น อาเจียน🤮 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาเจียนพุ่ง หมดสติ ง่วงซึมผิดปกติ นอนนานขึ้นกว่าปกติ หรือปลุกยากกว่าปกติ ปวดศีรษะรุนแรง มีอาการชักเกร็ง เลือดไหลไม่หยุด หายใจไม่ออก พูดจาผิดปกติ หากลูกมีอาการดังที่กล่าวควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทันทีค่ะ - ไปโรงพยาบาลทันที🏥 อย่างที่บอกว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องสำรวจดูก่อนว่าลูกตกอย่างไร ตกสูงแค่ไหน ฟาดกับพื้นแข็งหรือไม่ ถ้าตกสูง และกระทบกับพื้นแข็งอย่างรุนแรง หลังจากทำแผลและประคบเย็นเสร็จ ให้พาลูกไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการค่ะ มีอะไรที่คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลอีกบ้างเมื่อลูกหัวโน?✨คุณพ่อคุณแม่ควรทำการประคบเย็นค่ะ หากลูกหกล้มหัวโน คุณพ่อคุณแม่ควรทำการประคบเย็นภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ เพราะการประคบเย็น ครั้งละ 2-3 นาที แล้วหยุดพัก แล้วประคบต่อ ทำเช่นนี้ต่อไปอย่างน้อย 15 นาที หรือ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้เส้นเลือดหดตัวและลดอาการบวมที่บริเวณศีรษะค่ะ หรือควรจะมีเจลเย็นติดบ้านเอาไว้บ้าง เผื่อใช้ในกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน แต่ถ้าหากพ้น 24 ชั่วโมงไปแล้วลูกอาการบวมยังไม่ลดลง หรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรพาลูกไปพบแพทย์👩⚕️ทันทีค่ะ ✨ใช้บาล์มเพื่อลดบวมและฟกช้ำค่ะ แต่ที่จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องทายาอะไรนะคะ ข้อสำคัญคือให้ลูกนอนพักผ่อนเยอะ ๆ😴 และประคบเย็นบ่อย ๆ ก็เพียงพอแล้วค่ะ แต่ก็สามารถยาทาแก้ปวด แก้บวม แก้ฟกช้ำต่าง ๆ อาจจะใช้บาล์มเพื่อลดบวมและฟกช้ำก็ได้ค่ะ หโดยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามจากแพทย์และเภสัชกรได้โดยตรงว่าควรใช้ยาทาชนิดไหนดีถึงจะเหมาะกับเด็ก สรุปได้ว่าอาการหกล้ม หัวฟาด🤕 หัวโน แม้จะดูเป็นอุบัติเหตุโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นได้สำหรับเด็ก แต่บางครั้งการหกล้ม หรือหัวฟาดเพียงครั้งเดียวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางสมองได้ เพราะเป็นการกระทบกระเทือนที่ศีรษะโดยตรง และกะโหลกศีรษะของเด็กนั้นยังไม่ได้แข็งแรงเท่ากับผู้ใหญ่ ดังนั้นหากศีรษะของลูกยังมีอาการบวมอยู่ และไม่หายโน ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาทันทีค่ะ

การตรวจเลือดหาความพิการแต่กำเนิด
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านล้วนต้องการให้เจ้าตัวน้อย👶ที่เกิดมาได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีพัฒนาการที่สมวัย แต่หากมีความบกพร่องเกิดขึ้นจริงๆ แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่แทบทุกท่านพร้อมที่จะแก้ปัญหาและหาทางรักษา แต่ความยากลำบากในการรับมือกับความผิดปกติของร่างกายหรือความพิการก็ไม่น้อยเลยเช่นเดียวกัน ในบางรายที่เตรียมตัวรับมือไม่ทันก็อาจทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาภาวะทางสุขภาพที่ผิดปกติหรือความพิการเหล่านั้นได้ จนอาจเลวร้ายถึงระดับเกิดความสูญเสีย💀 จะเป็นเรื่องดีกว่าไหมหากเราสามารถตรวจความพิการของทารกในครรภ์🤰ได้ตั้งแต่แรก เพื่อลดโอกาสสูญเสียในอนาคตให้ได้มากที่สุด วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาดูถึงการตรวจเลือดเพื่อหาความพิการตั้งแต่กำเนิดกันค่ะ💁♀️รู้จักการตรวจเลือดเพื่อหาความพิการเบื้องต้นปกติแล้วในการตรวจเลือดที่มีจุดประสงค์ในการหาความพิการของทารกในครรภ์ จะเป็นการตรวจเลือด🩸ของคุณแม่🤰 เนื่องจากการเก็บตัวอย่างใดๆก็ตามจากร่างกายของเด็กโดยตรงอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กเอง ด้วยความที่เด็กยังใช้ชีวิตอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ดังนั้นเลือดของคุณแม่จึงพอที่จะใช้ทำนายหรือวิเคราะห์สภาวะร่างกายของเด็กได้ค่ะ คุณแม่จะสามารถเข้ารับการตรวจได้เมื่อมีอายุครรภ์ประมาณ 9-16 สัปดาห์หรือเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 3-4 เดือนนั่นเองค่ะจุดประสงค์ในการตรวจเลือดของคุณแม่✨เพื่อนำระดับสารเคมีในร่างกายคุณแม่ ยกตัวอย่างเช่น ความเข้มข้นของแร่ธาตุชนิดต่างๆ ระดับฮอร์โมนต่างๆ มาวิเคราะห์ถึงสุขภาพร่างกายของแม่และเด็กว่ามีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพทั่วไปหรือความบกพร่องของสารพันธุกรรม🧬ในร่างกาย✨เพื่อตรวจเซลล์ลูกในเลือดของคุณแม่ อย่างที่กล่าวไปว่าเจ้าตัวน้อยนั้นอาศัยในท้องของคุณแม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเซลล์ที่หลุดออกจากร่างกายของเด็ก ผสมอยู่ในกระแสเลือด🩸ของคุณแม่ค่ะการตรวจเลือดของคุณแม่บอกอะไรได้บ้างการตรวจทั้งสองวัตถุประสงค์ที่กล่าวไปก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือด🩸เพื่อวิเคราะห์ระดับสารเคมีในเลือด และการตรวจหาเซลล์ลูกในกระแสเลือดของคุณแม่ สามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติของโรคที่เกิดจากโครโมโซมที่ผิดปกติของเด็ก👶ได้ เนื่องจากเจ้าสิ่งที่เรียกว่าโครโมโซมเป็นแท่งที่มีลักษณะคล้ายปาท่องโก๋ แต่หน้าที่ของมันพิเศษกว่าปาท่องโก๋มาก เจ้าแท่งจำนวน 46 แท่งในร่างกายของมนุษย์ที่ปกติจะทำหน้าที่กำหนดลักษณะทุกๆอย่างเกี่ยวกับตัวเรา ดังนั้นหากมีแท่งใดแท่งหนึ่งขาดหาย จนไปถึงมีแท่งที่เกินมา เด็กที่เกิดมาจะเป็นเด็กที่มีความผิดปกติทางด้านร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง โรคที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องของสติปัญญาที่เรารู้จักกันดีอย่างดาวน์ซินโดรมเองก็เกิดจากความผิดปกติของแท่งโครโมโซมเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากเด็กมีโครโมโซมที่รูปร่างปกติจำนวน 46 แท่งครบถ้วน แพทย์👩⚕️ก็จะพออนุมานได้ว่าเด็กสุขภาพแข็งแรง💪ค่ะคุณแม่กลุ่มใดบ้างที่ควรตรวจเลือด👉คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตอนอายุค่อนข้างมาก👵หรือเลยวัยเจริญพันธุ์มาสักพักแล้ว ซึ่งก็คือคุณแม่ที่มีอายุประมาณ 35 ปีขึ้นไปนั่นเองค่ะ👉คุณแม่ที่มีครอบครัวมีประวัติว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม🧬 หรือมีประวัติความพิการตั้งแต่กำเนิดค่ะ👉คุณแม่ที่เคยมีครรภ์ก่อนๆที่มีความพิการมาก่อน👩🦽👉คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวาน🍰ชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันและสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ไม่ได้เกิดจากการใช้ชีวิตค่ะ👉คุณแม่ที่จำเป็นต้องรับยา💊หรือการรักษาด้วยวิธีต่างๆทางการแพทย์ระหว่างการตั้งครรภ์ ยกตัวอย่างเช่นการฉายรังสี☢️ อย่างไรก็ตาม แม้การตรวจเลือด🩸ของคุณแม่จะสามารถใช้ในการวิเคราะห์และทำนายสุขภาพเบื้องต้นของเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ แต่การตรวจทุกวิธีก็ยังมีโอกาสที่จะให้ผลลวง (ผลตรวจไม่ตรงกับความเป็นจริง) ดังนั้นเพื่อความมั่นใจคุณแม่อาจเลือกใช้วิธีการอื่นๆในการตรวจความพิการของทารก👶ในครรภ์ควบคู่ไปด้วยกันได้ค่ะ

คนท้องจะออกไปเที่ยว ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
เมื่อถึงเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะได้ออกไปเที่ยวแล้ว🗺️ เพราะการที่อยู่แต่บ้านก็อาจจะทำให้รู้สึกอึดอัดและน่าเบื่อใช่ไหมคะ แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องของสรีระร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การเดินทางออกไปเที่ยวมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อคุณแม่จะออกไปเที่ยว มีอะไรที่ต้องพกไป และควรเตนรียมตัวอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁♀️ สิ่งของที่คุณแม่ควรเตรียมเมื่อต้องออกไปเที่ยว มีดังต่อไปนี้เตรียมขวดน้ำขวดน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมสำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องออกไปเที่ยว เพราะหากคุณแม่เจอกับอากาศที่ร้อนจัด หรือเดินทางเหนื่อยๆ คุณแม่มักจะรู้สึกกระหายน้ำอย่างแน่นอน💧 โดยปริมาณน้ำที่แม่ท้องต้องดื่มในหนึ่งวัน คือ 1 – 2 ลิตร หากแม่ท้องขาดน้ำ จะทำให้ปริมาณของเหลวในร่างกายลดลง เลือดจะเข้มข้น ซึ่งอาจไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ปริมาณมาก และนำไปสู่ภาวะคลอดก่อนกำหนดได้เตรียมรองเท้าที่สวมใส่สบาย ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ การเดินทางไปไหนก็ค่อนข้างลำบาก เพราะต้องแบกน้ำหนักของลูกน้อยในท้องและยังต้องแบกกระเป๋าเดินทางอีกด้วย ทำให้คุณแม่หลายๆท่านเผชิญกับอาการปวดขา ขาบวม ดังนั้นรองเท้าที่ใส่จึงสำคัญมาก คุณแม่ต้องเลือกใส่รองเท้าที่ให้ความนุ่มสบาย👟 มีแผ่นรองรับเท้าที่ช่วยพยุงร่างกาย และควรงดการใส่รองเท้าส้นสูงและรองเท้าแฟชั่นไปก่อนนะคะ เตรียมกระเป๋าเดินทางล้อลาก คุณแม่ควรเลี่ยงการใช้กระเป๋าหิ้วหรือกระเป๋าสะพายที่หนักจนเกินไป เพราะอาจส่งผลให้คุณแม่คลอดทารกก่อนกำหนดได้ ดังนั้นกระเป๋าเดินทางล้อลากจึงเหมาะสมที่สุด🧳ในการใช้งานสำหรับคุณแม่ โดยเฉพาะเวลาที่แม่ท้องที่ต้องเดินทางไปเที่ยวคนเดียว และหากคุณแม่ไปเที่ยวกับสามีก็ควรให้สามีช่วยถือกระเป๋าได้ด้วยเช่นกันนะคะเตรียมขนมขบเคี้ยวไว้ทานเล่น คุณแม่ตั้งครรภ์มักจะรู้สึกหิวอยู่บ่อยๆ ระหว่างวัน😋 ทำให้ต้องหาของกินอยู่ตลอดเวลา แล้วถ้าคุณแม่ท้องต้องเดินทางโดยการนั่งรถ หรือนั่งเครื่องบินเป็นเวลานานแล้วละก็คงเป็นเรื่องทรมานมาก หากไม่มีของให้ทานเวลาที่รู้สึกหิว ดังนั้น คุณแม่ควรเตรียมขนมขบเคี้ยวที่ช่วยบรรเทาความหิวติดกระเป๋าไปด้วย หรืออาจเลือกเป็นผลไม้🍓 ธัญพืช นม หรือช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว และหลีกควรเลี่ยงอาหารที่ไม่เหมาะสำหรับแม่ตั้งครรภ์รวมไปถึงการเตรียมสิ่งเหล่านี้ด้วยเตรียมยาสามัญ การที่คุณแม่ต้องเดินทางหรือไปอยู่ในต่างที่ต่างแดน ทำให้แม่ท้องเกิดความเสี่ยงที่จะไม่สบายได้ เนื่องจากสภาพอากาศ หรือสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเตรียมยาสามัญประจำบ้าน💊 อย่างเช่น ยาแก้ปวดหัว ยาทาแก้ปวด ยาดม ยาหม่อง จึงถือว่าเป็นสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม และสำหรับยาบางประเภท คุณแม่ควรปรึกษากับคุณหมอประจำตัวเสียก่อนว่าทานยาตัวนั้นๆได้ไหม เพื่อที่จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อลูกในท้องเตรียมวิตามินบำรุงครรภ์ วิตามินบำรุง เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรลืมพกติดตัวเมื่อต้องไปเที่ยว เพราะวิตามินจะช่วยบำรุงให้ทารกและตัวคุณแม่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งวิตามินสำคัญสำหรับแม่ท้อง ได้แก่ กรดโฟลิก หรือโฟเลท หรือวิตามิน บี 9 ช่วยป้องกันไม่ให้ลูกในท้องพิการได้ ธาตุเหล็ก ซึ่งจะช่วยบำรุงเลือดคุณแม่ไม่ให้มีปริมาณทฮีโมโกลบินต่ำเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด แคลเซียม อีกหนึ่งวิตามินที่สำคัญมาก เพราะลูกในท้องจะดึงแคลเซียมของคุณแม่ไปใช้อยู่เสมอ🤰 แม่ท้องจึงต้องทานแคลเซียมชดเชย และวิตามินรวมเป็นประจำนะคะเตรียมใบรับรองทางการแพทย์ สำหรับแม่ท้องที่เดินทางโดยรถยนต์ใบรับรองอาจไม่จำเป็น แต่ถ้าคุณแม่ต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน✈️ ใบรับรองทางการแพทย์จะมีความจำเป็นอย่างมาก📝 สายการบินส่วนมากต้องการจดหมายรับรองจากแพทย์สำหรับการตั้งครรภ์ตั้งแต่ 28 อาทิตย์ขึ้นไป และอาจขอดูรายละเอียดทางการแพทย์ และประกันที่ครอบคลุมตลอดการเดินทางด้วยเช่นกัน เพื่อจะได้ทราบว่าคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดหรือไม่ หรือความเสี่ยงอื่นๆ ที่คาดไม่ถึงเตรียมถุงเท้า การใส่ถุงเท้า🧦 นอกจากจะทำให้คุณแม่สวมรองเท้าได้สบายมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายเมื่อคุณแม่เจออากาศที่เย็น แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกถุงเท้าที่สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่อึดอัด เพราะถ้าคุณแม่ใส่ถุงเท้าที่รัดแน่นมากเกินไป ก็ไม่เกิดผลดีกับแม่ท้องอีกเช่นเดียวกันเตรียมหมอนใบเล็ก การเดินทางด้วยรถเป็นเวลานานๆ หรือนั่งท่าเดิมนานๆ🚙 อาจทำให้คุณแม่รู้สึกปวดเมื่อยตัว เพราะหลังต้องรองรับท้องที่ใหญ่นานๆ การที่คุณแม่มีหมอนสักใบมาหนุนที่หลังก็จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ช่วยให้หายปวดเมื่อยจากการเดินทางก็ตาม ทราบกันแล้วใช่ไหมคะถึงสิ่งของที่คุณแม่ควรพกไปเมื่อต้องเดินทางออกไปเที่ยว สิ่งของเหล่านี้ล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งนั้น🤰 นอกจากนี้การเดินทางเป็นเวลาอาจจำให้คุณแม่รู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวอยู่บ้าง อย่าลืมแวะเพื่อยืดเส้นยืดสายระหว่างการเดินทางด้วยนะคะ
กลุ่มชาวบิลลี่