ตั้งครรภ์
ตั้งครรภ์
เลี้ยงลูก
เลี้ยงลูก

ที่แอป Baby Billy
สามารถดูเคล็ดลับและข้อกังวลเพิ่มเติมได้!

ที่แอป Baby Billy สามารถดูเคล็ดลับและข้อกังวลเพิ่มเติมได้!
ผลการค้นหา ""
Village Baby Co., Ltd.
4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea
Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr
|
|
Language
Copyright Baby Billy. All rights reserved.
Village Baby Co., Ltd.
4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea
Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr
Language
Copyright Baby Billy. All rights reserved.
บทความ

วิธีฝึกให้ลูกขับถ่าย (1-2ขวบ)
ทารกนั้นจะยังมีระบบประสาทที่ยังไม่สมบูรณ์ดังนั้นลูกจึงยังควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ แต่อาจจะมีการแสดงท่าทางและสีหน้าเช่น การทำเสียง เกร็งตัว หน้าแดงแต่จริงๆแล้วจะยังไม่สามารถควบคุมได้ค่ะฝึกให้ขับถ่ายอย่างไร?✨ควรฝึกให้ลูกขับถ่ายตอนไหน?เมื่อลูกอายุ 1-2 ปี ควรเริ่มฝึกให้ลูกขับถ่ายเอง โดยหากฝึกให้รู้จักรักษาความสะอาดได้🧻 ลูกก็จะเป็นคนรักความสะอาดเมื่อโตไปค่ะ โดยอาจลองชวนให้มาลองนั่งถ่าย ให้เหมือนการเข้าร่วมทำกิจกรรม โดยไม่ต้องเร่งเขามากไปค่ะ✨ช่วงไหนดีที่สุด?อายุที่เหมาะสมในการฝึกลูกในการขับถ่าย💩คือ 18-24 เดือนขึ้นไปค่ะ เพราะลูกจะเริ่มรับรู้แล้วว่ามีอะไรติดตามก้น และจะอยากกำจัดมันออกไป✨1 ขวบฝึกอย่างไร?แม้ว่าลูกจะยังควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ แต่ก็สามารถนั่งขับถ่ายได้ ดังนั้น ลองฝึกให้ทุกครั้งที่ทานนมเสร็จ ก็ให้ลูกนั่งที่กระโถน🚽 เพื่อให้ลูกถ่ายเป็นเวลา แต่หากลูกต่อต้านก็ยังไม่ต้องไปฝืนนะคะ เพราะจะทำให้ลูกอั้นอึหนักเข้าไปใหญ่ค่ะอายุ 2 ขวบ✨ควรฝึกอย่างไร?เมื่อลูกอายุ 2 ขวบ ลูกจะเริ่มเข้าใจความหมายได้ดีมากขึ้น ดังนั้น ให้ถามลูกได้ว่า ปวดอึ💩หรือเปล่า อึออกมาหรือยัง โดยถามในช่วงเวลาที่ลูกอึเป็นประจำนะคะ ✨เมื่อลูกนั่งกระโถนหากลูกนั่งกระโถน🚽และมีสีหน้าท่าทางที่แสดงว่ากำลังจะอึ คุณแม่สามารถช่วยทำเสียงไปพร้อมๆกันลูกได้ เพื่อเป็นการช่วยลูกให้อึได้ง่ายขึ้นค่ะเทคนิคช่วยการฝึกขับถ่ายของลูก✨ลองทำเทคนิคเหล่านี้เมื่อลูกน้อยเปลี่ยนจากการขับถ่ายที่กระโถนมาใช้โถส้วมให้ใช้ฝารองนั่งสำหรับเด็กมารองให้ และหาที่รองเท้า👣เพื่อไม่ให้เท้าของลูกลอยจากพื้นเวลานั่งทำธุระ และเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกล้มโดยระหว่างการฝึกขับถ่ายลูกอาจถ่ายรดกางเกง🩳ได้ แต่ก็ไม่ควรไปหงุดหงิดหรือตำหนิลูก ในทางตรงกันข้ามหากลูกขับถ่ายถูกที่ให้ชมลูกที่ทำได้ ในการฝึกขับถ่ายควรฝึกอย่างสม่ำเสมอ✨พยายามให้ลูกทานอาหารเหล่านี้พยายามให้ลูกทานอาหารที่มีกากใย🥬และน้ำเปล่ามากๆ เพื่อให้อุจจาระมีความนุ่มและกระตุ้นให้ปวดอุจจาระ โดยไม่ควรให้ลูกดื่มนมมากเกินไป เนื่องจากจะทำให้การเคลื่อนตัวของลำไส้ช้าลงจากปริมาณไขมันจากนมค่ะ

พื้นฐานการดูแลทารกแรกเกิด คุณแม่มือใหม่ควรรู้!
ขึ้นชื่อว่าทารกแรกเกิดแล้ว คงมีเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพให้น่ากังวลเต็มไปหมด เนื่องจากเป็นวัยที่มีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมมาก เสี่ยงจะเกิดอันตรายทางด้านสุขภาพขึ้นได้ง่าย วันนี้บทความของเราจึงพาคุณผู้อ่านมาดูถึงประเด็นต่างๆที่จำเป็นต้องทราบไว้ หากต้องดูแลเด็กแรกเกิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองหรือไม่ก็ตาม ก่อนอื่นเราไปเริ่มต้นกันด้วยข้อสังเกตเกี่ยวกับเด็กแรกเกิดกันเลยค่ะ💁♀️ลักษณะภายนอกเบื้องต้นของทารกแรกเกิดเจ้าตัวน้อยควรมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 3 กิโลกรัม ข้อนี้อาจสังเกตด้วยขนาดร่างกายของเด็กไม่ได้ ให้ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักค่ะ แต่ส่วนที่สังเกตได้คือความยาวของร่างกายซึ่งนับตั้งแต่ปลายศีรษะจนถึงปลายเท้าจะมีความยาวประมารณ 50 เซนติเมตรหรือเกือบสองไม้บรรทัดยาวต่อกันนั่นเอง📏 ส่วนศีรษะจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าลำตัวเป็นปกติ โดยมีเส้นรอบวงประมารณ 35 เซนติเมตร มีผมบางๆปกคลุมเต็มบริเวณศีรษะ และตรงกลางศีรษะค่อนไปทางด้านหน้าจะมีลักษณะเป็นช่องสี่เหลี่ยมอ่อนนุ่มเรียกว่ากระหม่อม ซึ่งถือเป็นส่วนอ่อนไหว เนื่องจากเป็นส่วนที่กะโหลกยังไม่หุ้มเนื้อสมอง โดยกระหม่อมจะปิดก็ต่อเมื่อทารกมีอายุประมาณ 1 ปีครึ่งค่ะผิวนั้นของทารกแรกเกิดนั้นจะบางกว่าคนวัยผู้ใหญ่อย่างเป็นปกติ มักจะสามารถสังเกตเห็นเส้นเลือดฝอยสีแดงหรือสีชมพูเข้มก็ไม่ยาก อาจสังเกตเห็นขนอ่อนขึ้นตามหลังหรือไหล่ของทารก หากหลังคลอดได้ประมาณ 3 วันผู้ปกครองสังเกตว่าผิวของทารกนั้นค่อนข้างเหลือง หรืออาจมีสีเหลืองเกิดขึ้นบริเวณตาขาว👁️ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการตัวเหลืองทันทีค่ะ และร่างกายบริเวณเต้านมนั้นจะค่อนข้างนูนทั้งในเด็กผู้ชายและผู้หญิงจนสามารถคลึงได้ อาจมีน้ำนมไหลออกมาซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ควรบีบเล่นเพราะอาจทำให้เกิดอาการอักเสบ ในส่วนของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงอาจมีเลือดไหลออกมาได้เล็กน้อยซึ่งไม่อันตรายค่ะเด็กควรเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้ทุกส่วน หากถูกจับให้อยู่ในท่าทางนอนคว่ำก็สามารถหันศีรษะของตนเองตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งให้ตนเองยังสามารถหายใจได้อย่างสะดวก เมื่อได้ยินเสียงดังๆหรือเสียงเรียกกระตุ้นทารกควรสะดุ้ง เพื่อเป็นการแสดงว่าได้ยินเสียง👂และสามารถตอบสนองต่อเสียงนั้นๆได้การหายใจของทารกแรกเกิดนั้นหลักๆจะใช้กล้ามเนื้อบริเวณท้อง ดังนั้นหากสังเกตด้วยตาเปล่าจะเห็นได้ว่าท้องมีการขยับมากกว่าบริเวณอก อัตราการหายใจของทารกปกติจะอยู่ที่ประมาณ 30-40 ครั้งต่อนาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างถี่กว่าเด็กโตมากๆ แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ ในส่วนของการขับถ่ายนั้นปกติแล้วทารกจะถ่ายอุจจาระหลังคลอดได้ประมาณ 24 ชั่วโมง หลายๆท่านอาจเรียกอุจจาระ💩ลักษณะนี้ว่าขี้เทาเพราะเป็นสีดำปนเทา ซึ่งจะไม่ค่อยมีกลิ่นเหม็นค่ะ แต่เมื่อทารกได้รับประทานน้ำนมของคุณแม่ สีของอุจจาระก็จะเปลี่ยนไปเป็นสีเขียว เขียวปนเหลือง และเหลืองในที่สุด โดยจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน และจะถ่ายอุจจาระประมาณ 3-6 ครั้งหลังได้ดื่มน้ำนมคุณแม่ค่ะการดูแลทารกแรกเกิดการอุ้มเด็กแรกเกิดนั้นสามารถทำได้ 3 แบบ แบบแรกคือการอุ้มทารกให้ทารกนอน ท้ายทอยของเด็กจะพิงอยู่บริเวณข้อพับแขนของคุณแม่ และลำตัวจะนอนบนท่อนแขน ต่อมาจะเป็นการอุ้มเรอ จะเป็นการอุ้มทารกในแนวยืน🤱 ทารกจะพิงร่างกายส่วนหน้าพาดบ่าของคุณแม่ ท้องจะอยู่ที่ไหล่เพื่อช่วยไล่ลม หากคุณแม่อยู่ในท่านั่งอาจใช้วิธีการให้ทารกนั่งบนตักแล้วหันหน้าออกจากคุณแม่ จากนั้นคุณแม่จึงใช้มือลูบหน้าอกและลูบหลังของทารกก็ได้ค่ะ ส่วนท่าสุดท้ายคือการอุ้มปลอบ อิริยาบถจะคล้ายกับวิธีอุ้มเรอท่ายืน แต่เปลี่ยนจากการไล่ลมโดยใช้ไหล่ เป็นการที่คุณแม่คุยกับลูกแทนค่ะการฉีดวัคซีนที่จำเป็นในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค หลังคลอดนั้น ทารกทุกคนต้องได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค💉 ไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งจะมีใบนัดให้คุณผู้ปกครองพาทารกมารับเข็มต่อๆไปของวัคซีนตามระยะเวลาที่เหมาะสมค่ะ นอกจากนี้ยังมีวัคซีนอีสุกอีใสซึ่งถือเป็นวัคซีนทางเลือก จะฉีดหรือไม่ฉีดก็ได้ค่ะ แต่หากฉีดก็จะลดโอกาสที่เด็กจะติดเชื้ออีสุกอีใสและเป็นแผลตามร่างกายในอนาคตได้ค่ะการดูแลสุขภาพช่องปาก ถึงแม้ว่าทารกแรกเกิดนั้นจะยังไม่สามารถรับประทานอาหารอะไรได้เลยนอกจากน้ำนมของคุณแม่ แต่ก็ต้องได้รับการทำความสะอาดอยู่ดี เพราะคราบน้ำนมนั้นสามารถกระตุ้นให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย🦠ในช่องปากได้เช่นกัน สามารถทำได้โดยใช้นิ้วของเราพันผ้านุ่มๆ แล้วชุบน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มเดือดแล้วปล่อยให้อุ่นมาเช็ดให้ทั่วช่องปากทารกอย่างสม่ำเสมอภายหลังการให้ทารกดื่มน้ำนมค่ะ อันที่จริงแล้วยังมีอีกหลายประเด็นที่ถือเป็นเรื่องน่าใส่ใจสำหรับการดูแลเจ้าตัวน้อยในวัยแรกเกิด🚼 สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการดูแลเด็กแรกเกิดคือการหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายทารก หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรมองข้ามเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยค่ะ

สายสะดือย้อย
คุณแม่🤰หลายๆคนมีความกังวลเกี่ยวกับสายสะดือที่พันรอบคอของทารกในช่วงไตรมาสที่สามใช่ไหมล่ะคะ โดยเฉพาะเวลาที่มาอัลตราซาวด์แล้วเห็นว่าสายสะดือพันกันไปมามักเกิดความกังวล😰 และเป็นห่วงลูก กลัวว่าลูกจะเป็นอันตรายหรือไม่ สิ่งนี้เรียกว่าสายนูชาล เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในประมาณ 20-30% ของการตั้งครรภ์ค่ะ สายสะดือย้อยคืออะไรโดยปกติแล้ว สายสะดือไม่เป็นสาเหตุของการเตือนภัยค่ะ เนื่องจากสายสะดือออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้ทารก🚼เคลื่อนไหวและเปลี่ยนตำแหน่งภายในครรภ์ได้ บางครั้งทารกอาจเคลื่อนไหวในลักษณะที่ส่งผลให้สายสะดือพันรอบคอหรือที่เรียกกันว่าสายสะดือย้อยนั่นเองค่ะ ในกรณีส่วนใหญ่ สายสะดือไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงใดๆ ต่อทารกค่ะ แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก หากสายสะดือพันแน่นหรือถูกบีบอัดระหว่างการคลอด อาจส่งผลต่อปริมาณออกซิเจนของทารก ในกรณีดังกล่าว ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจะติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ🫀ของทารกอย่างใกล้ชิดระหว่างการคลอดเพื่อให้แน่ใจว่าทารกมีความเป็นอยู่ที่ดีค่ะ✨สายสะดือย้อยสามารถเกิดขึ้นจากปัจจัยใดได้บ้าง มีอาการอย่างไรจริงๆแล้วมีความเป็นไปได้ในหลายกรณีที่คุณแม่ๆ🤰จะเกิดภาวะสายสะดือย้อยนะคะ สามารถสังเกตได้เมื่อสายสะดือหลุดผ่านปากมดลูกไปข้างหน้าทารกในระหว่างการคลอดค่ะ ซึ่งส่งผลให้เกิดการกดทับหรือการอุดตันของสายสะดือค่ะ สาเหตุที่แท้จริงของสายสะดือย้อยนั้นไม่ชัดเจนเสมอไป แต่ปัจจัยบางอย่างที่อาจเพิ่มความเสี่ยงก็มีนะคะได้แก่ ผังผืดแตกก่อนกำหนดหรือน้ำคร่ำแตก💦ก่อนเริ่มคลอด การแสดงเจตนาที่ไม่ถูกต้องของทารก เช่น นอนก้นหรือนอนขวาง หรือแม้แต่การตั้งครรภ์หลายครั้ง ตั้งครรภ์แฝด👯♂️ หรือ ภาวะ Polyhydramnios น้ำคร่ำมากเกินไป เรื่องของสายสะดือยาวก็มีส่วนเหมือนกันค่ะและบางกรณีก็เกิดความผิดปกติของรกหรือสายสะดือนั่นเองค่ะ ส่วนอาการต่างๆก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วยนะคะว่า ภาวะสายสะดือย้อยเกิดจากสาเหตุไหน ซึ่งคุณแม่บางท่านก็จะรู้สึกได้จากความเจ็บปวดอย่างฉับพลันและรุนแรงระหว่างการหดตัว หรือบางท่านสังเกตได้จากสายสะดือที่มองเห็นหรือคลำได้ที่ยื่นออกมาจากช่องคลอด บางท่านเห็นจากการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ลดลง หรือการวัดค่าหัวใจเต้นเร็ว🫀ของทารก หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบอัตราการเต้นของหัวใจของทารกบนจอภาพ🖥️ของทารกในครรภ์ค่ะวิธีป้องกันสายสะดือย้อยในระหว่างตั้งครรภ์และการคลอดลูกคุณแม่ๆสามารถดูแลก่อนคลอดโดยการตรวจสุขภาพ🩺ก่อนคลอดกับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเป็นประจำค่ะ เป็นสิ่งสำคัญในการระบุปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจพบและจัดการสภาวะที่อาจมีส่วนทำให้สายสะดือย้อยได้ตั้งแต่เนิ่นๆนะคะ หรือแม้แต่การวางตำแหน่งของทารกในครรภ์ เช่นการกระตุ้นให้ทารกตั้งศีรษะลงในมดลูกในช่วงระยะหลังของการตั้งครรภ์สามารถช่วยลดความเสี่ยงของสายสะดือได้ พูดคุยถึงเทคนิคต่างๆ เช่น ท่าคุกเข่ากับแพทย์👩⚕️ของคุณแม่ๆค่ะ และการหลีกเลี่ยงการแทรกแซงที่ไม่จำเป็น เช่น การตรวจภายในช่องคลอดมากเกินไปหรือการแตกของเยื่อเทียม สามารถช่วยป้องกันสายสะดือย้อยได้เช่นก้นนะคะ💥ในกรณีที่สายสะดือย้อยต้องได้รับการช่วยเหลือทันทีความช่วยเหลือฉุกเฉิน🚨ทันทีเป็นสิ่งจำเป็นมาก คุณแม่ๆสามารถโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน🚑ในพื้นที่ได้ค่ะเพื่อให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญ👩⚕️จะมาถึงโดยเร็วที่สุด ที่สำคัญคุณแม่ๆควรรักษาท่าทีที่สงบและผ่อนคลายและลดความวิตกกังวล โดยให้บุคคลรอบข้างช่วยคุณแม่ๆด้วยนะคะเช่นการจัดตำแหน่งของแม่ๆให้อยู่ในท่าคุกเข่าหรือท่า Trendelenburg โดยยกสะโพกขึ้นและศีรษะต่ำลง ซึ่งช่วยลดแรงกดบนสายสะดือและทำให้เลือดไหลเวียน🩸ไปยังทารกได้ดีขึ้นค่ะ และที่ลืมไม่ได้คือ ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือดันสายสะดือกลับเข้าไปในช่องคลอด เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อไปได้ค่ะ
กลุ่มชาวบิลลี่