Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ13-18 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

โรคซางในเด็กเกิดขึ้นจากอะไรนะ?

เราจะสามารถพบโรคซางในเด็กเล็กโดยเด็กจะมีไข้🌡️ ซึ่งมีสาเหตุที่เด็กเกิดการขาดสารอาหารจนทำให้เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน มีอาการเบื่ออาหาร ทานน้อย หากเป็นหนักก็จะมีไข้ ซึ่งโรคซางในเด็กเล็กนั้นมีสาเหตุและมีวิธีรับมืออย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กโรคซางคืออะไร?โรคซาง คือ โรคที่มักพบในเด็กที่ขาดสารอาหาร🍲 แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอาการร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็กได้ ซึ่งจะมีอาการอย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ อาการของโรคซาง✨ช่องปากมีแผลหรือเม็ด✨บริเวณลิ้น👅และโคนลิ้นมีการเกิดของฝ้า✨น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด✨มือเท้าเย็น🦶✨มีผื่นขึ้นตามตัวในบางราย✨มีลักษณะพุงโรก้นปอด✨ทารกมีเหงื่อ💦ออกมากกว่าปกติ✨เบื่ออาหาร ไม่ทานนมและข้าว✨ปวดศีรษะ✨มีไข้สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กสาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กมักจะเกิดมาจากการขาดความเข้าใจในการให้อาหารลูกน้อยอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการที่ลูกน้อยควรได้รับดังนี้✨ในช่วง 6 เดือนแรก ทารกได้รับนมแม่🍼ไม่เพียงพอ✨มีการให้นมผสมอย่างไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ปริมาณ ชนิดนม หรือวิธีผสมที่ไม่เหมาะกับลูกน้อย✨เริ่มให้ลูกทานอาหารเสริมเร็วหรือช้าเกินไป✨เกิดจากความยากจน จนไม่สามารถหาอาหารประเภทโปรตีนเช่น เนื้อ🍖 นม ให้ลูกทานได้อย่างเพียงพอ ✨เมื่อเด็กป่วยก็จะเบื่ออาหาร รวมถึงมีการย่อยและการดูดซึมบกพร่องทำให้ได้อาหารน้อยลงไปอีก✨ให้ลูกทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์🍬 กินจุกจิก ทำให้อิ่มจากขนมและไม่ยอมทานอาหารมื้อหลักผู้ปกครองสามารถดูแลและป้องกันได้ตามนี้✨ นมแม่เป็นแหล่งอาหาร และจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ลูกจนถึงตอนโต ดังนั้นควรให้ลูกทานนมแม่มากกว่า 6 เดือน✨ ฝึกนิสัยการกินที่ดีให้กับลูก ฝึกให้ลูกกินเป็นเวลา⏲️นั่งเรียบร้อยอยู่กับที่ ไม่กินไปเล่นไป ไม่กินจุบจิบก่อนถึงมื้อหลัก✨ สอนให้ลูกทานอาหารให้เป็นเวลา นั่งอยู่กับที่ และไม่ทานของทานเล่นก่อนถึงมื้ออาหารหลัก✨ ควรให้ลูกทานอาหารเสริม🍲 ให้เหมาะสมกับวัยของลูก โดยเมื่อลูกเข้าสู่อายุ 6 เดือนก็สามารถเริ่มให้ลูกทานได้ดีละน้อย โดยค่อยๆ เพิ่มความหลากหลาย เพิ่มความหยาบ และไม่ควรไปบังคับให้ลูกกิน และพยายามจูงใจลูกด้วยวิธีต่างๆแทน ✨ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาถ่ายพยาธิแก่เด็ก👶หากเด็กมีอาการพุงโรก้นปอดจากการมีพยาธิในลำไส้ เพื่อกำจัดพยาธิที่กำลังแย่งสารอาหารจากเด็กไปโรคซางนั้นนอกจากจะทำให้เด็กมีกล้ามเนื้อลีบไม่แข็งแรงผอมแห้งแล้ว ระบบทางเดินหายใจ ระบบขับถ่ายก็ยังถูกส่งผลกระทบ และยังมีพัฒนาการที่ช้าอีกด้วย ซึ่งผู้ปกครองสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยการดูแลการกินให้ลูกน้อย เท่านี้ก็สามารถทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงได้แล้วค่ะ 

Content Image

5 พฤติกรรมที่ลูกเลียนแบบจากพ่อแม่

     มีคำโบราณบอกว่าพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกมานั้นล้วนมาจากการเลียนแบบสิ่งที่พ่อแม่ทำ ทำให้คุณแม่หลายๆท่านรู้สึกสงสัยว่าพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกมานั้นตุ๊กคล้ายกับพฤติกรรมตัวเองในบางที เพราะเด็ก👶จะเรียนรู้โดยวิธีการสังเกต บทความนี้ได้รวบรวม 5 พฤติกรรมที่ลูกชอบลอกเลียนแบบจากการสังเกตคุณพ่อคุณแม่ มีพฤติกรรมอะไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️พฤติกรรมหลักที่ลูกชอบเลียนแบบตามพ่อแม่ มีดังนี้✨พฤติกรรมการโต้ตอบ ลูกมักชอบลอกเลียนแบบวิธีการตอบสนองของพ่อแม่ และคำอุทานที่พ่อแม่ชอบพูดอยู่บ่อย เช่น “Oh My God “ “ให้ตายสิ” “จริงหรอเนี่ย” ซึ่งลูกๆอาจพูดคำเหล่านี้🗣️มาพร้อมกับการใส่อารมณ์เข้าไปด้วย  ✨พฤติกรรมการกินอาหารลูกมักจะลอกเลียนพฤติกรรมการกินอาหารจากพ่อแม่ โดยเฉพาะสุขอนามัยและโภชนาการของอาหาร รวมไปถึงส่วนประกอบบางชนิดที่ลูกจะชอบกินและไม่ชอบกิน ล้วนมาจากการดูว่าพ่อแม่ชอบสั่งอะไรบ้าง เช่น พ่อแม่ชอบใส่ผักเยอะๆ🥦 ✨พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินนั้นส่งผลต่อนิสัยของลูกด้วย การที่คุณแม่ชอบซื้อของออนไลน์หรือชอบช้อปปิ้งนั้น🛍️ ทำให้ลูกสามารถทำตามได้ เช่น การที่คุณแม่ชอบซื้อสินค้าผ่าน Lazada บ่อยๆให้ลูกเห็น ก็ทำให้ลูกมักจะพูดถึงการซื้อสินค้าผ่านแอป📱ดังกล่าวเช่นเดียวกันและรวมไปถึงพฤติกรรมเหล่านี้อีกด้วย💫มารยาททางสังคม หากคุณพ่อคุณแม่มีมารยาททางสังคมที่ดี ก็จะทำให้ลูกมีมารยาทดีเช่นเดียวกัน เพราะลูกจะสังเกตพฤติกรรมดังกล่าวและเลียนแบบตามคุณพ่อคุณ เช่น มารยาทในการพูดจาอย่างสุภาพ การเคารพผู้ใหญ่🙏 และการกล่าวขอบคุณอยู่เสมอ💫กิจกรรมในยามว่างการที่ลูกมีกิจกรรมยามว่าง เช่น การชอบออกกำลังกาย การชอบอ่านหนังสือ📕 หรือแม้แต่การชอบดูหนัง📽️ ล้วนมาจากอิทธิพลของการเรียนแบบพฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ชอบทำให้ลูกเห็นค่ะ     คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับว่าเราเป็นเหมือนต้นแบบของลูก👨‍👩‍👦 หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกมีพฤติกรรมที่ดี เป็นคนดีของสังคม ก็ควรแสดงออกแต่สิ่งดีๆให้ลูกเห็น รวมไปถึงการพาลูกไปอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะบุคคลรอบข้างก็ล้วนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของลูกด้วยเช่นกันค่ะ

Content Image

วิธีแก้ปัญหาลูกนอนดึกจนติดเป็นนิสัย

     คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะเจอปัญหาที่ต้องหาสารพัดวิธีพาเจ้าตัวเล็กเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่ลูกก็ยังไม่หลับ ง่าย ๆ แถมยังเข้านอนตอน 4-5 ทุ่มตลอด ดังนั้นวันนี้ทางจึงได้รวบรวมวิธีที่จะช่วยคุณพ่อและคุณแม่แก้ปัญหา ลูกนอนดึก ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปกติแล้วเด็กควรนอนกี่ชั่วโมง?👉เด็ก ๆ ควรจะมีเวลานอนเต็มที่ ที่ 9 - 13 ชั่วโมง หากสังเกตว่าเวลาเดินทางไปไหนใกล้ ๆ พอพาขึ้นรถปุ๊บ ลูกหลับฟุบไปทันที ขยี้ตา หงุดหงิด😫 ก้าวร้าวงอแง แปลว่าลูกกำลังนอนไม่พอ ด็อกเตอร์โจดี้บอกว่าข้างในร่างกายของเรา มีนาฬิกาชีวิต⏰ที่ตรงมาก ๆ โดยลูกอาจจะตื่นประมาณ 6-7 โมง ทั้งที่เมื่อคืนนอนดึก หากพ่อแม่คิดว่าสามารถปล่อยให้ลูกนอนดึกตั้งแต่ 1-3 ขวบ จากนั้นค่อยปรับนิสัยการนอนในวัยก่อนที่จะไปโรงเรียน ก็อาจจะช้าไปได้ เพราะการนอนดึกจนเป็นนิสัยจะทำให้ลูกไม่ยอมตื่นไปโรงเรียน และทำให้เกลียดการไปโรงเรียนได้เลยวิธีแก้ปัญหาลูกนอนดึก ทำแบบนี้จะช่วยให้ลูกนอนเร็วขึ้น!โดยปกติแล้วเด็กอายุ 2-3 ปี ควรจะมีเวลานอนอยู่ที่ 9-13 ชั่วโมงต่อคืน ถ้าอยากให้ลูกตื่นเช้าขึ้นก็ต้องให้นอนเร็วขึ้นตามหลักการดังต่อไปนี้✨พาลูกนอนเร็วขึ้น 15 นาทีทุกวัน หรือเร็วขึ้น 15 นาทีทุก ๆ 2-3 วันควบคุมแสงไฟให้ดี💡 เพราะผู้เชี่ยวชาญบอกว่าแสงมีผลกับฮอร์โมนที่ควบคุมนาฬิกาชีวิตของเรา ถ้าอยากให้ตื่นสดใส พยายามทำให้แสงสว่างจัดๆ ตอนเช้า เปิดม่าน🪟ให้ลูกลุกขึ้น อาจจะพาลูกไปเดินเล่นที่สนามในหมู่บ้านหลังกินอาหารเช้าแล้ว ตอนกลางคืนก็ปรับไฟสลัว ๆ✨หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้ลูกอยากเล่น ปิดโทรทัศน์ งดการเล่นกันกรี๊ดกร๊าด หรือมือถือ📱ออกไปให้ห่างจากมือลูก ทำห้องให้เงียบ อาจจะให้ลูกดื่มนม ก่อนนอน เล่านิทานน่ารักฟังสบายเด็กนอนดึกส่งผลเสียต่อพัฒนาการอย่างไร?👉ส่งผลให้โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยฮอร์โมนชนิดนี้เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตได้เองในช่วงเวลาที่ลูกนอนหลับ😴 โกรทฮอร์โมนจะหลั่งในชั่วโมงแรกของการนอนหลับและจะมีการผลิตอีกครั้งในช่วงห้าทุ่มถึงประมาณตีสาม ดังนั้นหากลูกนอนดึกจะทำให้ฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตนี้ทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ไม่สูงสมวัย อาจเกิดอาการแคระแกร็นได้ นอกจากนี้ยังส่งผลถึงการพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของลูกอีกด้วยนอกจากนี้การนอนที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มสารนิวโรโทรฟินส์ (Neurotrophins) ซึ่งมีผลต่อการงอกของเส้นประสาท ดังนั้นหากลูกนอนไม่เพียงพอก็อาจจะเป็นส่วนทำให้พัฒนาการด้านการเรียนรู้ของลูกเป็นไปอย่างเชื่องช้าได้ ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิ😵 ความสามารถในการจดจำลดลง🧠 และส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอีกด้วย     สรุปได้ว่าปัญหาลูกนอนดึก ถือเป็นปัญหาที่ยังสามารถแก้ไขได้ด้วยความเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่ และเมื่อคุณพ่อและคุณแม่ทราบถึงผลเสียของการนอนดึกอย่างนี้แล้ว ไม่ควรละความพยายามในการปรับเวลานอนของเจ้าตัวน้อย เพื่อที่ลูกจะได้มีพัฒนาสมวัย🥳 โตมาเป็นเด็กที่สมบูรณ์นะคะ

Content Image

แผลในใจในวัยเด็ก

     ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่าที่เราทุกคนจะเติบโตมาเป็นเราในทุกวันนี้ก็ต้องผ่านอะไรมาไม่น้อย อะไรที่ว่านั้นอาจเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ในส่วนที่ไม่ดีนั้นก็อาจสร้างความฝังใจจนเป็นแผลใจ❤️‍🩹ให้เราโดยไม่รู้ตัวได้ คงเป็นไปได้ยากที่จะเติบโตมาแบบไม่มีอะไรฝังใจเลย แต่จะเป็นการดีกว่าไหมคะหากเรามีเจ้าตัวน้อย👶ในอนาคตและหลีกเลี่ยงการสร้างแผลใจเหล่านั้นให้เขาได้มากที่สุด บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่อาจสร้างบาดแผลทางใจให้แก่เจ้าตัวน้อย และผลกระทบหากเจ้าตัวน้อยมีบาดแผลทางใจด้านนั้นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดบาดแผลเหล่านั้นโดยที่เราไม่ตั้งใจหรือไม่รู้ตัวค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับคำว่าแผลใจอ้างอิงจากหน่วยงานสุขภาพจิตในประเทศอเมริกา The National  Institute of Mental Health ระบุไว้ว่า 'บาดแผลทางใจในวัยเด็ก' ❤️‍🩹👶 คือ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับความเจ็บปวดและความทุกข์ทางใจต่อเด็ก แม้จะเป็นความเจ็บปวดทางใจ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งทางใจและทางกายได้เช่นเดียวกัน โดยเราจะสามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดบาดแผลทางใจในวัยเด็กออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆดังต่อไปนี้เลยค่ะสาเหตุของบาดแผลทางใจในวัยเด็ก💔เด็กอาจถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก  เรามักเห็นคำว่าล่วงละเมิดไปประกอบรวมกับคำอื่น ยกตัวอย่างเช่นคำว่าล่วงละเมิดทางเพศ⚧️ แต่การล่วงละเมิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่ในเชิงเพศเท่านั้น ยังนับรวมไปถึงการถูกทำร้ายร่างกายและทำร้ายจิตใจอีกด้วย ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะมีผลต่อพฤติกรรม ทัศนคติ และการตัดสินใจของเด็กในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ💔บาดแผลทางใจของเด็กอาจมาจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความบาดหมางของสมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👧 บรรยากาศในครอบครัวมีความตึงเครียด😡 มีการใช้ความรุนแรงต่อกัน (ไม่จำเป็นต้องต่อเด็กเองโดยตรง) มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง สมาชิกในครบครัวมีอาการทางจิต มีปัญหาอาชญากรรม จนไปถึงการขาดความอบอุ่นในครอบครัวอันมาจากการแยกทางกันของผู้ปกครองและปัญหามือที่สาม💔บาดแผลทางใจอาจมาจากการถูกละเลยและถูกทอดทิ้งในวัยเด็ก คุณพ่อคุณแม่อาจไม่มีเวลาให้ความรัก ความเอาใจใส่และความอบอุ่นแก่ลูก👶เท่าที่ควร โดยที่ความเอาใจใส่และการดูแลนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การส่งเงินให้อย่างเดียว แต่หมายถึงการใช้เวลาคุณภาพ💞ด้วยกัน ได้ทำกิจกรมมที่ส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาการของเด็กด้วยกัน เด็กที่มีปัญหาในประเด็นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเติบโตไปเป็นคนมีความมั่นใจต่ำ ไว้วางใจคนอื่นได้ยาก และโหยหาความรักความเข้าใจค่ะอาการที่แสดงออกเมื่อเด็กเติบโตอาการที่ 1️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีแนวโน้มหลีกหนีหรือต่อต้านสังคม เพราะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขาเลยจนพยายามที่จะหลบซ่อนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เพราะการอยู่ในสังคมทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกไม่ปลอดภัยเหล่านั้นได้ จึงใช้วิธีการหลีกหนี หลีกเลี่ยง หรือซ่อนตัวเพื่อหนีปัญหาเลยดีกว่า สาเหตุมาจากการที่เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรในวัยเด็กที่ทำให้ตนเองรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้น เด็กก็ไม่ได้รับการปกป้องจากผู้ปกครอง เมื่อรู้สึกไม่สบายใจก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่หรือการตอบสนองที่ดีตามมา เมื่อโตขึ้นเด็กจึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธ🙅‍♀️การแสดงออกถึงความรู้สึกของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังค่ะอาการที่ 2️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีมุมมองว่าตนเองเป็นเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำ สมควรแล้วและเป็นเรื่องปกติที่ตนเองจะได้รับการกระทำที่ไม่ดีเหล่านั้นจากผู้อื่น เพราะตอนเด็กถูกกระทำด้วยการกระทำแย่ๆ ถูกหล่อหลอมด้วยความคิดเชิงลบต่อตนเองอยู่เสมอ เมื่อเติบโตขึ้นจึงกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีทัศนคติแบบจำกัดต่อโลก🌍 (Fix mindset) ไม่คิดว่าเรื่องไม่ดีควรได้รับการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนอะไร เพราะมันก็เป็นปกติของโลกอยู่แล้ว มองเห็นถึงข้อจำกัดของตนเองอยู่เสมอจนอาจทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำอาการที่ 3️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเก็บกดทางด้านอารมณ์🤐มากกว่าปกติ แทนที่จะเลือกใช้วิธีการระบายอารมณ์อย่างเหมาะสมแทน หากอารมณ์ในเชิงลบถูกกดเอาไว้มากๆ สะสมกันเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสที่จะระเบิด💣ออกมาในการแสดงออกของการกระทำรูปแบบอื่น ที่อันตรายกว่าการแสดงว่าโกรธค่ะอาการที่ 4️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สูญเสียอัตลักษณ์ในตนเอง พูดง่ายๆก็คือสูญเสียความเป็นตัวเองนั่นเองค่ะ เนื่องจากตอนเด็ก ตนเองอาจพยายามทำอะไรก็ตามเพื่อให้พ่อแม่ยอมรับและรู้สึกภูมิใจ ไม่จะชอบหรือเต็มใจทำอะไรเหล่านั้นหรือไม่ เมื่อเด็กโหยหาการยอมรับ👏จากพ่อแม่ตลอดเวลาเติบโตขึ้นมาก็มีแนวโน้มที่จะโหยหาการยอมรับจากผู้อื่นในสังคมด้วย จึงไหลไปตามกระแสสังคมที่เชื่อว่าทำตามแล้วจะถูกยอมรับ ทั้งที่สิ่งที่กำลังทำอาจไม่ใช่สิ่งที่ตนเองชอบค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าบาดแผลทางใจ❤️‍🩹ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กนั้นส่งผลในระยะยาวต่อเด็กได้ทั้งในด้านสุขภาพจิตและสุขภาพกายของเด็กเลย หากสังเกตหรือจดจำได้ว่าลูกของตนเองเคยผ่านประสบการณ์ตามที่กล่าวมา และมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมทางลบ แม้จะเป็นพฤติกรรมเล็กน้อยคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรมองข้าม และอาจพาลูกเข้ารับคำปรึกษาต่อจิตแพทย์👩‍⚕️เด็กโดยทันที เพื่อให้เด็กเติบโตมาเป็นประชากรที่ดีได้ในอนาคตค่ะ

Content Image

หลักการเลือกรองเท้าให้ลูก

เมื่อลูกน้อยเริ่มเดินเตาะแตะ การเลือกรองเท้าจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณเริ่มคำนึงถึง หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่าจะต้องเลือกรองเท้าแบบไหนถึงจะดีวันนี้เราไปหาคำตอบกันเลยค่ะตอนไหนถึงควรใส่รองเท้า✨ตอนไหนถึงควรใส่รองเท้าเมื่อลูกน้อยเริ่มหัดเดิน การเดินแบบเท้าเปล่านั้นจะดีที่สุด เพราะลูกจะได้สัมผัสฝ่าเท้ากับพื้นอย่างเต็มเท้า แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกนอกบ้าน การมีรองเท้า👟เด็กเตรียมไว้ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและของบนพื้นต่างๆ ค่อยเริ่มใส่รองเท้าให้ลูก👶 โดยเมื่อลูกเริ่มเดินแข็งแล้ว บางคนหากเดินได้ไวก็จะใส่รองเท้าได้ตั้งแต่ 7 เดือนเลย ลองให้เดินในที่ที่ไม่ขรุขระก่อนนะคะ✨การเลือกซื้อรองเท้าการเลือกซื้อรองเท้าเด็กเล็กนั้นเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาในการเลือกค่อนข้างนาน🤔 เพราะลูกไม่สามารถบอกได้ว่าใส่ได้พอดีหรือไม่พอดี สบายหรือไม่สบาย ซึ่งเราจะสามารถทำได้เพียงซื้อรองเท้ามาแล้วคอยสังเกตอาการของลูกเท่านั้นเลือกอย่างไรดี✨ไม่ควรแข็งเกินเวลาเลือกรองเท้าไม่ควรเลือกส้นที่มีความแข็งมากเกินไปเพราะจะทำให้ลูกรู้สึกไม่สบาย รวมถึงควรเลือกที่ใหญ่กว่าเท้าของลูกเล็กน้อยเผื่อเท้าของลูกโต👣✨ควรมีเชือกผูกที่สำคัญเลยคือรองเท้าของลูกควรมีเชือกผูกหรือมีที่รัดเพราะหากซื้อรองเท้าเปิดส้นอาจทำให้ลูกสะดุดได้ค่ะ✨ระบายอากาศได้ดีควรเลือกรองเท้าที่มีวัสดุที่ช่วยระบายอากาศได้ดี เพราะหากระบายอากาศได้ไม่ดีจะทำให้ลูกอึดอัด และรู้สึกร้อน♨️ ร่วมถึงทำให้เหงื่อออกและมีกลิ่นเหม็นได้นะคะ✨ใส่ใจช่วงเวลาในการเลือกซื้อการเลือกซื้อรองเท้าให้เด็กเล็กนั้นควรจะดูช่วงเวลาในการเลือกด้วย โดยในช่วงเที่ยงจนถึงช่วงเย็นจะเป็นช่วงเวลาที่เท้าจะขยายตัวมากที่สุด ✨ลงทุนสักนิดมีผลต่ออนาคตเราเข้าใจดีว่าในปีๆหนึ่งเด็กเล็กจะต้องเปลี่ยนรองเท้ากันบ่อยมาก และหลายๆท่านอาจไม่อยากลงทุนกับการซื้อรองเท้าเด็กมากเพราะรองเท้าดีๆ ราคาก็ไม่ได้ถูกเลย💸 แต่หากคิดถึงเรื่องของอนาคตแล้ว การซื้อรองเท้าเด็กที่ไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่าจะมีราคาที่ถูก แต่อาจทำให้ลูกมีปัญหาเรื่องการเดินในอนาคตได้ค่ะ และอาจมีปัญหาเรื่องกระดูก🦴ได้อีกด้วย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่ถูกจนเกินไปและไม่ได้ออกมาให้เข้ากับสรีระของเด็กนะคะเลือกรองเท้าตามช่วงวัยของลูก✨อายุต่ำกว่า 18 เดือนคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับช่วงอายุของลูกได้ เช่น หากลูกอายุไม่ถึง 12 เดือน ให้เลือกรองเท้า👟ที่มีความนุ่มเป็นพิเศษและมีด้านหน้าใหญ่ เพราะฝ่าเท้าด้านหน้าจะมีความกว้างมากกว่าและลงแรงทางด้านหน้ามากกว่านั่นเอง หากลูกน้อย👶มีอายุ 12 เดือนขึ้นไป ช่วงนี้ลูกจะลงน้ำหนักทั่งฝ่าเท้า ดังนั้นควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นเป็นคลื่นๆ จะช่วยในเรื่องของการทรงตัวได้ดี✨อายุมากกว่า 18 เดือนเมื่ออายุ 18 เดือน ขึ้นไปลูกจะชอบทำกิจกรรมกล้างแจ้ง☀️ ดังนั้นควรเลือกรองเท้าที่พื้นแข็งแรงและพยุงเท้าได้ดีเหมาะสำหรับเวลาเดินเล่น เมื่อเข้าสู่ช่วง 24 เดือนขึ้นไปลูกจะเดินคล่องและวิ่งได้ ควรเลือกรองเท้าที่มีความหนาและนุ่มเพื่อความสบายค่ะ

Content Image

สร้างความมั่นใจให้ลูกน้อยกันเถอะ!

ในบทความนี้เราจะมาดูถึงเรื่องความมั่นใจในตนเองของลูกค่ะ คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจสังเกตว่าทำไมลูกถึงขาดความมั่นใจในตนเอง และเราจะสามารถเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกได้อย่างไรนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้วค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่มีความมั่นใจในตัวเองสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่มั่นใจนั้นมักจะมีต้นตอมาจากการกระทำของบุคคลรอบตัว เช่น💡ดูแลมากเกินไปเมื่อลูกเจอกับปัญหาคุณพ่อคุณแม่มักเข้าไปช่วยเหลือลูกในทุกๆเรื่อง ซึ่งการช่วยเหลือดูแลที่มากเกินไปจะเป็นการขัดขวางการเรียนรู้และสัมผัสของลูก😥 ซึ่งเมื่อลูกไม่ได้ทำการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองบ่อยๆ ก็จะเกิดความไม่กล้าและความกังวลเมื่อต้องทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองค่ะ 💡กลัวคำพูด💨คำพูดของคนรอบตัวมีผลอย่างมากสำหรับเด็กเล็ก คำพูดเล็กๆน้อยๆก็สามารถทำให้ลูกเกินความกลัวและขาดความมั่นใจได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะ เช่นหากบอกให้ลูกถือแก้ว แล้วกำชับกับลูกว่า ระวังตกแตกนะ🥛 ก็จะทำให้ลูกเกิดความกังวลและคิดว่าถ้าทำตกแตกจะทำให้มีปัญหารุนแรง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อาจลองพูดคำว่า จับแน่นๆนะลูก ค่อยๆถือนะลูก ก็จะทำให้ลูกรู้สึกกลัวน้อยลงค่ะ 💡ตั้งกฎเข้มงวดเกินไปการตั้งกฎต่างๆให้ลูกก็อาจช่วยให้ลูกมีระเบียบวินัยมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหากมีการตั้งกฎที่เข็มงวดจนเกินไปก็จะทำให้ลูกเครียด เช่น ต่อว่าเมื่อลูกแสดงความคิดเห็นที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย🗣️ หรือ การลงโทษบ่อยๆ เมื่อลูกกระทำผิด หากทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ลูกขาดความมั่นใจได้ค่ะ สาเหตุอื่นๆ💡กลัวคนที่บ้านผิดหวังเด็กบางคนได้รับแรงกดดันจากพ่อแม่ว่าจะต้องทำให้ได้ดี และเมื่อตัวเองเป็นที่คาดหวังของครอบครัวก็จะทำให้ลูกไม่มีความมั่นใจในตนเองและกลัวว่าตนเองจะทำให้ที่บ้าน👪ผิดหวัง💡ไม่มีที่ปรึกษาลูกยังอยู่ในวัยที่เริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และในบางครั้งลูกก็อาจจะไม่รู้ว่าจะต้องรับมือหรือไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ทำให้ลูกอาจจะถามคุณพ่อคุณแม่แต่คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจมองไม่เห็นปัญหาของลูกหรืออาจทำงานจนไม่มีเวลา🕐ให้ลูก ทำให้ลูกเกิดความไม่มั่นใจในตนเองว่ากำลังทำอย่างถูกต้องหรือไม่ค่ะ 💡ถูกวิจารณ์บ่อย😡คุณพ่อคุณแม่วิจารณ์การกระทำของลูกจนติดเป็นนิสัย และวิจารณ์แม้ว่าลูกจะทำถูกต้อง หรือ วิจารณ์ก่อนที่ลูกจะตัดสินใจทำอะไรซะอีกค่ะ ซึ่งการวิจารณ์ของคุณพ่อคุณแม่จะทำให้ลูกหมดกำลังใจที่จะทำรวมถึงสูญเสียความมั่นใจในตนเองด้วยค่ะ ซึ่งเหล่านี้จะส่งผลไปถึงอนาคตของลูกด้วยวิธีทำให้ลูกมีความมั่นใจในตนเอง💡ปล่อยให้ลูกได้มีประสบการณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ช่วยเหลือลูก👶มากเกินไปลองปล่อยให้ลูกเจอปัญหาและเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยตนเองบ้าง โดยไม่ใช่ว่าจะห้ามช่วยเลย คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเหลือได้ โดยอาจช่วยเป็นการให้คำแนะนำและให้ลูกตัดสินใจเองเป็นต้นค่ะ 💡ให้กำลังใจบ่อยๆ❤️การวิจารณ์ลูกบ่อยๆ หรือการลงโทษลูกบ่อยๆ จะทำลายความมั่นใจของลูก ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดที่รุนแรงในการสั่งสอนเมื่อลูกกระทำผิด เราสามารถกล่าวบอกในสิ่งที่ถูกต้องได้ และหากลูกทำถูกต้องก็อาจให้รางวัล🎁เล็กๆน้อยๆ 💡ไม่วางกฎเกณฑ์ที่ตึงเครียดจนเกินไปการวางกฎเกณฑ์และข้อจำกัดต่างๆมากเกินไปนอกจากจะทำให้ลูกรู้สึกเครียดและอึดอัดแล้ว ลูกยังเกิดความกลัว😨ที่จะทำสิ่งต่างๆด้วยค่ะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรห้ามเฉพาะเรื่องที่จำเป็นอย่างเช่น เรื่องความปลอดภัยของลูก แต่ไม่ควรห้ามจนลูกไม่กล้าคิดกล้าทำ ควรปล่อยให้เขาได้ทำอย่างที่อยากทำจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้ลูกได้ค่ะ 💡ให้ความเข้าใจและให้เวลากับลูก🕐คุณพ่อคุณแม่ควรจะเข้าใจว่าไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะสามารถสำเร็จได้ทันที และบางคนก็ต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น การที่คุณพ่อคุณแม่วิจารณ์และซ้ำเติมลูกจะทำให้ลูกขาดความมั่นใจในตนเองเข้าไปอีก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจ และบอกลูกว่าลูกสามารถฝึกฝน⚔️และแก้ตัวได้ในอนาคตค่ะ  

Content Image

แยกห้องนอนลูกตอนไหนดีนะ?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจจะกำลังตัดสินใจว่าจะแยกห้องนอนลูกดีไหม แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถให้ลูกนอนแยกห้องได้ตอนอายุเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม หรือไม่ทราบวิธีการฝึกให้ลูกนอนคนเดียว วันนี้เราได้เอาคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะ เริ่มให้ลูกแยกห้องนอนตอนไหนดี?✨ให้ลูกนอนแยกห้องเมื่อไหร่ดีนะ?จริงๆ แล้วเราสามารถให้ลูกนอนแยกห้องได้ตั้งแต่ลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่หากยังไม่พร้อมจะให้ลูกนอนแยก🛏️ ห้องสามารถรอให้อายุประมาณ 3 ขวบแล้วค่อยลองถามลูกว่าอยากแยกห้องหรือไม่✨ แยกเตียงล่ะ ดีไหม?สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ยังไม่พร้อมปล่อยให้ลูก🚼นอนแยกห้องก็อาจให้ลูกนอนแยกเตียงไปก่อนก็ได้ค่ะ การให้ลูกนอนแยกเตียงนั้นก็จะทำให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจได้ว่าจะไปเผลอกลิ้งไปนอนทับลูกอย่างแน่นอนวิธีแยกลูกให้นอนคนเดียว✨เริ่มจากการ...หากยังเป็นกังวลอยู่ให้เลือกห้องนอนที่ติดกับห้องนอน🛏️ ของคุณพ่อคุณแม่ และหากลูกโตขึ้นมาหน่อยและเริ่มรู้เรื่อง ก็จะต้องให้เวลาลูกทำใจสักหน่อย อาจพาลูกสำรวจดูห้องนอนใหม่ว่ามีอะไรบ้าง ในช่วงแรกๆให้นอนเป็นเพื่อนลูกจนกว่าลูกจะหลับ อาจหาตุ๊กตา🧸มาวางใกล้ๆลูกเพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ลูกร้องกลางดึก ก็ควรเข้าไปเช็คดูให้ลูกรู้สึกอุ่นใจว่ายังมีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ แต่หากร้องถี่และเข้าไปหาทุกๆครั้งอาจติดเป็นนิสัยของลูก ดังนั้นก็ไม่ควรตามใจบ่อยเกินไปค่ะถ้าลูกกลัวอาจหาไฟ night light 💡(ไฟสำหรับกลางคืน) ที่มีแสงไม่จ้ามาก หรืออาจเปิดประตูแง้มเพื่อให้มีไฟส่องก็ได้ค่ะ✨จัดห้องนอนเลือกของใช้ที่ปลอดภัยสำหรับลูก หากลูกยังเล็กก็ควรเอาที่กั้นขอบกันตกเตียง🛏️ มาติดตั้ง และควรนำของอันตรายต่างๆ ที่อาจเสี่ยงต่อการแตก และของมีคมออกจากห้องของลูก หากเป็นเด็กโตอาจพาลูกไปเลือกซื้อของใช้ต่างๆในห้อง เพื่อให้ลูกรู้สึกตื่นเต้นและพอใจกับห้องใหม่ของตนเอง ถึงเวลาแยกห้อง✨ค่อยๆปรับเปลี่ยนหากเป็นเด็กที่โตมาหน่อย ให้อธิบายว่าเพื่อนๆอายุเท่าหนูเขานอนในห้องของตัวเองกันทั้งนั้น โดยคืนแรกๆ อาจจะต้องพาลูกเข้านอนให้ไวกว่าปกติ เพราะอาจต้องใช้เวลากว่าลูกจะคลายกังวลและหลับไป💤 โดยไม่ควรให้ลูกดูทีวีเมื่อใกล้เวลาจะเข้านอน และควรพาลูกเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยด้วยนะคะ ✨ชื่นชมลูกหากเป็นเด็กโต เมื่อลูกสามารถนอนคนเดียวในห้อง🛏️ ได้สำเร็จ ให้กล้าวคำชื่นชมลูก เช่น นอนคนเดียวได้ด้วยเก่งจังเลย! สุดยอดไปเลย! การปล่อยให้ลูกนอนคนเดียวจะเป็นการส่งเสริมให้ลูกกล้ามากขึ้น และภูมิใจที่ตนเองทำได้ด้วยค่ะ เมื่อลูกน้อยนอนแยกห้องได้ คุณพ่อคุณแม่ก็จะมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น อย่าลืมเติมความหวานกันนะคะ💗

Content Image

ให้ทารกทานน้ำนมแม่แล้ว ทำไมยังป่วยง่ายอยู่?

ทารกที่ทานนมแม่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ป่วยเลยนะคะ แต่ทารกที่ทานนมแม่จะมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าและเมื่อเป็นโรคก็จะมีความรุนแรงที่น้อยกว่าทารกที่ไม่ได้ทานนมแม่นั่นเองค่ะ เมื่อลูกน้อยของเราโตขึ้นและถึงวัยต้องเข้าโรงเรียนก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอลูกคนอื่นๆมาแพร่เชื้อใส่ลูกของเรา เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ที่รวมตัวกันของเด็กนั่นเองค่ะ นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้อย่างไร? แน่นอนว่าการที่เราทานอาหารดีๆก็มีส่วนในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน🛡️ให้แก่ร่างกายของเรา ซึ่งสำหรับทารกที่ร่างกายยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน สิ่งที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่เขาก็คือ น้ำนมของแม่นั่นเอง เมื่อทารกได้ทานนม ร่างกายของเขาก็จะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ทำให้ทารกป่วยยาก และเป็นเด็กที่แข็งแรง เมื่อเจ็บป่วยก็จะอาการเบากว่าเด็กที่ไม่ได้รับน้ำนมแม่ น้ำนมแม่ยังมี special growth factorsหรือ ปัจจัยการเจริญเติบโตแบบพิเศษ ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นลำไส้ สมองเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถเห็นได้ว่าเด็กที่ทานนมแม่ที่ถูกเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็ก มีการติดเชื้อ🦠ที่น้อยและเบากว่า เพราะเด็กเหล่านี้ได้รับการพัฒนาภูมิคุ้มกันที่ไวกว่าจากการทานนมนั่นเองค่ะ พาเจ้าตัวเล็กฉีดวัคซีนพื้นฐานตามกำหนด ฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันนอกเหนือจากการให้ลูกทานนมแม่แล้ว การฉีดวัคซีนวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดจะช่วยไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน💉ของเด็กๆ ลดความรุนแรงของโรค และอัตราการเจ็บป่วยที่เป็นอันตราย ทำไมวัคซีนจึงมีส่วนช่วย?เมื่อเด็กๆได้รับวัคซีน ร่างกายก็จะสร้างแอนติบอดี้จากเชื้อในวัคซีน ซึ่งทารกควรจะได้รับวัคซีนทันทีที่คลอด และควรจะรับวัคซีน💉ให้ครบตามอายุที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลยนะคะ พยายามให้ลูกได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ร่างกายซ่อมแซมตนเองได้เมื่อเรานอนหลับร่างกายของคนเรามักจะทำงานตลอดวันโดยไม่หยุดพัก ซึ่งเวลาที่ร่างกายจะฟื้นฟูและซ่อมแซมตนเองนั้นจะเป็นตอนที่เรานอนหลับ💤นั่นเอง ซึ่งหากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ และภูมิคุ้มกันตกลง จึงทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น หากไม่ได้รับการพักผ่อนเต็บที่จะสังเกตได้ว่าหากเราหรือลูกน้อยได้พักผ่อนเต็มที่ ร่างกายก็จะแข็งแรงและไม่ค่อยติดโรคอะไรง่ายๆ เพราะการพักผ่อนช่วยให้มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง💪 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องให้ลูกน้อยได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเติบโตสมวัยค่ะ

Content Image

อายุเท่านี้ควรให้ทานไข่เท่าไหนดี?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจสงสัยว่าจะสามารถให้ลูกทานไข่ได้ตั้งแต่กี่ขวบ และควรจะให้ทานปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม วันนี้เรานำคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะ ไข่ไก่มีประโยชน์อะไรบ้างนะ?✨ประโยชน์ของไข่อย่างที่หลายๆ คนทราบว่าไข่🥚 เป็นแหล่งสารอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี ฟอสฟอรัส และอื่นๆอีกมากมาย ไข่เป็นอาหารที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยและยังหาซื้อทานได้ง่ายอีกด้วย✨ช่วยเสริมสร้างไข่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทและสมอง🧠ด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายที่อยู่ในไข่ โดยจะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี ต่อไข่ 1 ฟองโดยเด็กในวัยเรียนสามารถทานไข่ได้ทุกวันโดยควรดื่มนมควบคู่กันไปด้วย รวมถึงหากออกกำลังกายอย่างเป็นประจำจะทำให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัยค่ะอายุเท่าไหร่ ควรทานอย่างไร?✨การทานไข่ในแต่ละวัย(ข้อมูลจากแพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย) 🥚เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป สามารถให้เริ่มทานไข่วันละ 1/2-1ฟอง โดยควรให้แต่ไข่แดง และควรต้มจนสุก 🥚เด็กอายุ 7-12 เดือน ให้ทานไข่ได้วันละ 1/2- 1ฟอง สามารถให้ทั้งไข่แดงและไข่ขาวได้ แต่ต้องต้มสุกเช่นกันค่ะ 🥚เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และเด็กวัยเรียนสามารถให้ทานไข่วันละฟองได้✨รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แม้ว่าไข่จะอุดมไปด้วยสารอาหารมีประโยชน์หลายๆอย่าง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรให้ลูก👶ได้ทานอาหารที่หลากหลาย และให้อาหารที่ครบ 5 หมู่ อย่าลืมให้ลูกทานผักและผลไม้สดๆ โดยอาหารที่ให้ลูกทานไม่ควร เค็ม หวาน หรือมันจนเกินไปค่ะโดยหากเป็นไปได้ควรเสนอผักที่มีหลากหลายสีสันในมื้อข้าวทุกมื้อ รวมถึงผลไม้สดหลังมื้อข้าว โดยหากต้องการให้ลูกทานไข่พร้อมกับผัก ก็อาจสร้างสรรค์เมนูที่ดูน่ารับประทานเพื่อเป็นการเชิญชวนให้ลูกอยากกิน เช่น อาจจะสับผักอย่างละเอียดแล้วโรยในไข่เจียวเป็นต้น ซึ่งควรให้ลูกได้ทานไข่ควบคู่ไปกับอาหารที่หลากหลาย ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อที่ลูกจะได้รับสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับวัยของเขาค่ะแบบนี้ควรเลี่ยง✨หลีกเลี่ยงไข่ดิบการให้ลูกน้อยทานไข่ดิบอาจเป็นอันตรายเพราะไข่อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และยังทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไบโอติน (วิตามิน B ชนิดหนึ่ง) ไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นควรให้ลูกทานแบบสุก อาจนำไข่ไปต้ม นึ่ง ตุ๋นจะดีกว่า นำไปทอดนะคะ🍳 หรืออาจเสนอสลัดไข่ เพราะจะทำให้ลูกได้รับใยอาหาร และวิตามินต่างๆจากผักได้ด้วยค่ะ✨อาหารที่ควรเลี่ยงไม่ควรให้ลูกทานเมนูที่มีไขมันสูงเช่น ไข่ดาวเบคอน🥓ใส่ขนมปัง หรือ ขนมปังทาเนยใส่ไข่ดาวเมนูเหล่านี้มีไข่มันที่สูงและควรเลี่ยงไปก่อนนะคะ 

Content Image

ทำไมลูกถึงโวยวายเอาแต่ใจ

1-6 ปีเป็นวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็น และกำลังลองผิดลองถูก โดยลูกจะสังเกตว่าคนรอบข้างทำอะไรโดยยังไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมไหนถูกผิด รวมถึงลูกยังมีความเอาแต่ใจอีกด้วย อะไรเป็นเหตุที่ทำให้ลูกเอาแต่ใจและจะมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง เราไปดูกันค่ะ อะไรที่ทำให้ลูกดื้อ?✨เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการตามวัย จริงๆแล้วการดื้อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการตามวัยของ ลูกอายุ 1-6 ขวบ โดยลูกจะแสดงอาการต่อต้านพ่อแม่และกรอบที่พ่อแม่วางไว้ ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแย่เพราะการแสดงเหล่านี้บ่งบอกถึงการพัฒนาทางจิตใจของลูก ว่าลูกสามารถตัดสินใจ ใช้เหตุผล💡 และคิดได้ด้วยตนเอง ✨อาศัยความเข้าใจโดยคุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจพัฒนาการของลูกในแต่ละวัย เพื่อที่จะได้รับมือลูกอย่างถูกต้อง และเปลี่ยนพฤติกรรมการเป็นเด็กดื้อ ให้กลับมาเป็นเด็กดี🙂ซึ่งการที่ลูกดื้อนั้นมีสาเหตุได้มาจากหลายๆอย่าง เช่น พื้นฐานอารมณ์ของเด็กคนนั้นๆ การเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อมรอบๆตัวทำไมลูกถึงโวยวาย✨ร้องแล้วได้ของตั้งแต่เล็กลูกจะร้องไห้เพื่อขอกินนม🥛 และลูกก็ได้เรียนรู้และจดจำว่าเมื่อร้องไห้ก็จะได้สิ่งที่ต้องการ ดังนั้นในช่วงนี้ลูกก็จะชอบร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจ อยากได้อะไรก็จะร้องตลอด ดังนั้นเวลาออกไปเที่ยงข้างนอก หรือไม่ห้าง หากอยากได้ของเล่นอะไรก็จะงอแงเอาให้ได้นั่นเองค่ะ ✨เพิกเฉยต่อการร้องเมื่อร้องไห้แล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่สนใจ ลูกก็จะเพิ่มระดับร้องไห้โวยวาย😭หนักขึ้นอีก โดยในขั้นตอนนี้หากพ่อแม่ตามใจแล้วล่ะก็ คราวต่อไปลูกก็จะเรียนรู้ว่าต้องโวยวายให้หนัก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการใจแข็งและเพิกเฉยต่อพฤติกรรมของลูกวิธีรับมือ✨อธิบายให้ลูกฟังเมื่อลูกทำผิดก่อนดุหรือตีให้พยายามใจเย็นและอธิบายกับลูกก่อนว่าทำไมถึงโดนทำโทษ อาจใช้วิธีการทำโทษแบบ Time out⏱️ โดยให้แยกลูกออกไปนั่งอยู่คนเดียวเพื่อให้ลูกทบทวนว่าทำอะไรผิดไป รวมถึงอธิบายให้เขาฟังว่าทำไม เมื่อทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ลูกจะรู้จักรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และรู้จักการใช้เหตุผลมากขึ้นค่ะ✨เรียนรู้ในการใช้เหตุผลพยายามสอนลูกในการใช้เหตุผลไม่ใช้อารมณ์เช่น เวลาอยากได้ของเล่น ให้สอนลูกบอกเหตุผลว่าทำไมถึงอยากได้ โดยอาจตั้งคำถามกับลูกบ่อยๆ ว่าทำไมถึงอยากได้หุ่นยนต์ตัวนี้🤖 แล้วรับฟังเหตุผลของลูก โดยให้ลูกฝึกทักษะการต่อรองและไม่ใช้อารมณ์

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.