Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ13-18 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

เมลาโทนินปลอดภัยกับเด็กจริงหรือ!?

หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่าเมลาโทนินมีส่วนช่วยให้นอนหลับได้สบาย และบางคนอาจจะกำลังสงสัยว่าแล้วเมลาโทนินจะสามารถใช้กับเด็กได้หรือไม่ วันนี้เราไปดูกันค่ะ เมลาโทนิน คืออะไร?เมลาโทนินคือ?เมลาโทนิน (Melatonin)💊  เป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ💤ที่สมองของคนเราสามารถสร้างขึ้นได้ตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอนของมนุษย์ ซึ่งเมลาโทนินจะผลิตออกมาในตอนกลางคืน😴 และหยุดผลิตในตอนที่มีแสงสว่างในตอนกลางวัน พูดง่ายๆคือเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการตื่นนอนและนอนหลับของคนเรานั่นเองค่ะ เมลาโทนินใช้ใน...?ผู้ที่ใช้เมลาโทนินนี้คือผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับ💤 โดยจะนำมาใช้แก้ปัญหาในระยะสั้น อย่างผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับ หรือหลับช้า ผู้ที่มีอาการเจ็ตแล็ก ผู้ที่มีความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีอาการอื่นๆ เช่น หอบหืด สมาธิสั้น กลุ่มอาการออทิสติก เป็นต้น เมื่อใดที่ไม่ควรใช้เมลาโทนินในการจะใช้เมลาโทนินนั้นคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องปรึกษากับแพทย์เพื่อให้แพทย์ให้คำแนะนำและให้ปริมาณยาที่เหมาะสม ซึ่งก็มีบางกรณีทีที่แพทย์อาจจะไม่แนะนำให้ใช้เมลาโทนิน😴 เช่น✨ลูกมีอายุน้อยกว่า 3 ขวบ✨ลูกมีความวิตกกังวล ไม่สบายใจ คิดมากจากเหตุการณ์ต่างๆ✨ลูกมีปัญหาด้านการนอนไม่หลับจากสาเหตุการมีสิ่งรอบกวนที่หู หรือ ติดเชื้อที่หู✨ลูกมีปัญหาการเดินละเมอ✨ลูกมีปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เป็นต้นซึ่งหากไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่ควรนำเมลาโทนิน💊มาช่วยในการนอนหลับ💤  แต่ให้พยายามให้ลูกเข้านอนด้วยธรรมชาติของเขา พยายามไม่ให้ลูกเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก หรือทานคาเฟอีน เมื่อต้องเข้านอน และพยายามให้จัดเวลานอนให้เป็นตารางประจำเมลาโทนินสำหรับเด็ก ปลอดภัยจริงหรอ?การศึกษาส่วนใหญ่พบว่าหากใช้เมลาโทนิน💊ในระยะสั้นจะไม่มีผลข้างเคียงหรือ มีผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย และมีความปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจพบได้ มีดังต่อไปนี้ ✨อาเจียน✨ปวดหัว เวียนศีรษะ✨มีอาการมึนงงในตอนเช้า✨คลื่นไส้✨ปวดท้อง✨เหงื่อออกมาก✨ปัสสาวะรดที่นอนซึ่งปัจจุบันแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังไม่มั่นใจว่าเมลาโทนิน💤จะมีผลข้างเคียงหรือไม่หากใช้ในระยะยาว และยังขาดผลการวิจัยอย่างเพียงพอในเรื่องนี้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนและไม่ค่อยซื้อยามาให้ลูกทานเองนะคะ 

Content Image

ลูกเป็นเบาหวานตั้งแต่กำเนิด รับมือยังไง?

     เราทุกคนคงเคยผ่านหูผ่านตา👀กับโรคเบาหวานกันมาบ้างใช่ไหมคะ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะว่า การที่ใครสักคนจะเป็นเบาหวานนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่พฤติกรรมการรับประทานอาหาร🍽️และการใช้ชีวิตอย่างเดียว แต่เบาหวานสามารถเกิดได้ตั้งแต่ในเด็กแรกคลอด🚼 ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวมากับพันธุกรรม🧬ของเจ้าตัวน้อยเลยค่ะ นั่นหมายความว่าลูกๆของเราไม่จำเป็นต้องมีขนาดตัวที่ใหญ่ มีน้ำหนักตัวมาก ก็ยังสามารถเป็นเบาหวานได้อยู่ดีค่ะ หากถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแล้ว เราในฐานะผู้ปกครองจะมีแนวทางในการดูแลเด็กๆอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่าน แต่ก่อนอื่น เราไปทำความรู้จักกับโรคเบาหวานให้ลึกซึ้งขึ้นก่อนดีกว่าค่ะ💁‍♀️เบาหวานในเด็กสำหรับโรคเบาหวานที่มักเกิดขึ้นกับเด็กนั้น จะถูกแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆด้วยกันดังต่อไปนี้ค่ะ✨เบาหวานชนิดที่ 1 ชนิดนี้มักติดตัวกับเด็กมาตั้งแต่เกิด👶 แต่ยังไม่จำเป็นต้องแสดงอาการทันที ส่วนมากเด็กที่เป็นเบาหวานชนิดนี้มักไม่ได้มีขนาดตัวที่ใหญ่ น้ำหนักตัวเยอะ หรือเป็นโรคอ้วนแต่อย่างใดค่ะ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ที่เข้าใจว่าเซลล์ในกลุ่มเซลล์ตับอ่อนเป็นสิ่งแปลกปลอม🦠ในร่างกาย ซึ่งปกติแล้วเซลล์เหล่านี้จะเป็นตัวสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม หากถูกทำลายไปโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตนเอง ผู้ป่วยจะขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานนั่นเองค่ะ✨เบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดนี้มักจะเกิดได้กับทั้งเด็กและวัยรุ่น👦 แต่ไม่ได้ติดตัวผู้ป่วยมาตั้งแต่กำเนิดค่ะ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้มักมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานหรือโรคอ้วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สาเหตุของเบาหวานชนิดนี้โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร🍫และการใช้ชีวิตค่ะ ซึ่งจะทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมีการทำงานที่ผิดปกติ จนไปถึงร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านจะสามารถแยกชนิดของเบาหวานได้แล้ว เพราะฉะนั้นบทความนี้จะขอเน้นไปที่เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นพิเศษ ซึ่งเป็นชนิดที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดค่ะอาการของเบาหวานชนิดที่ 1อาการที่แสดงออกมีดังนี้👉มีอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย🚽ชัดเจน ไม่ว่าจะอาการหิวบ่อย กระหายน้ำ เมื่อกินน้ำปริมาณมากๆก็จะปัสสาวะบ่อยตามมา และกลิ่นปัสสาวะเป็นกลิ่นหวานๆ คล้ายกลิ่นของน้ำผลไม้ค่ะ🍇👉อาจมีอาการติดเชื้อร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง ในเด็กหญิง👧บางรายก็พบการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ👉มีภาวะเลือด🩸เป็นกรด อาการที่แสดงออกมาคืออาการคลื่นไส้ อยากอาเจียน🤮 เซื่องซึม หายใจหอบ😮‍💨 หากรุนแรงมากจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ช็อค และหมดสติในที่สุดค่ะแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1แนวทางที่ 1️⃣เนื่องจากเป็นชนิดที่เกิดจากการที่ร่างกายของผู้ป่วยไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เอง วิธีรักษาจึงมีวิธีเดียวคือการฉีด💉ฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปทดแทนค่ะ แต่ในปัจจุบันก็มีเครื่องมือที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วย จะได้ไม่ต้องพกเข็มไปฉีดยาตลอดเวลา แต่ใช้ 'อินซูลินปั๊ม' 🔴 ติดไว้กับตัว ซึ่งเป็นเครื่องจ่ายอินซูลินเข้าร่างกายแทนค่ะแนวทางที่ 2️⃣ถึงแม้เบาหวานชนิดนี้จะไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตโดยตรง แต่ผู้ป่วยก็ยังต้องการการดูแลเรื่องโภชนาการ🍲ค่ะ ต้องคอยระวังไม่ให้รับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป และควรออกกำลังกาย🏋️‍♀️ในรูปแบบที่เหมาะสมค่ะ     สำหรับแนวทางป้องกันการเกิดเบาหวานชนิดที่ 1 นั้น เป็นที่น่าเสียดายว่ายังไม่มีค่ะ🙅‍♀️ แต่ก็ไม่ใช่โรคที่เกิดได้บ่อยนักกับเจ้าตัวน้อยแรกคลอด👶 อย่างไรก็ตามหากลูกของเราเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จริงๆ ก็ยังสามารถใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปที่สุขภาพปกติได้ ไม่ใช่โรคที่นับเป็นข้อจำกัดของการใช้ชีวิตมากนัก เพียงแต่ต้องดูแลตนเองให้มากกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย หากมองในแง่ดีก็ถือว่าเป็นการทำให้ผู้ป่วยมีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างดูแลสุขภาพโดยอัตโนมัติค่ะ

Content Image

ทำไมเด็กถึงชอบแย่งของเล่นกัน

การที่เด็กชอบแย่งของเล่นกันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนั่นเป็นหนึ่งในพัฒนาการของเด็กนั่นเอง ซึ่งในแต่ละวัยก็จะมีพฤติกรรมการเล่นที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงเราจะสามารถรับมือเมื่อลูกแย่งของเล่นกันได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะการเล่นของเล่นของเด็กแต่ละวัยพัฒนาการเล่นของเด็กสามารถแบ่งได้ 5 ขั้นตอนดังนี้เล่นคนเดียว (Solitary Play)เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ขวบ👶จะมีรูปแบบการเล่นคนเดียว เดี่ยวๆ ซึ่งเป็นการเล่นในระยะแรก ลูกจะสามารถเล่นคนเดียว และสนุกคนเดียว ลูกจะชอบทำเสียงเลียนแบบหรือเสียงแปลกๆขณะเล่นของเล่น🧸 คุณพ่อคุณแม่สามารถเล่นกับลูกบ่อยๆในช่วงนี้ค่ะ ดูคนอื่นเล่น (Spectator Play)เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ - 2 ขวบครึ่งลูกจะชอบดูและสังเกตคนอื่นเล่น ก็ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้เขาเข้าไปเล่นกับพี่ๆ หรือเด็กอื่นๆ เพราะลูกไม่ต้องการเข้าร่วมแต่จะมีการชี้👆🏻และส่งเสียงเล่นแบบขนาน (Parallel Play)เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบครึ่ง - 3 ขวบ เด็กจะเริ่มเข้าไปนั่งเล่นใกล้ๆกับเด็กคนอื่น และเมื่อเห็นว่าพี่คนที่โต👧กว่าหยิบอะไรก็จะหยิบมาเล่น และบางครั้งอาจเกิดการแย่งของเล่นกัน ซึ่งเป็นการเล่นข้างกันแบบไม่คุยกันค่ะ เล่นแบบเชื่อมโยง (Associate Play)เมื่อเด็กอายุ 3-4 ขวบ ลูกจะเริ่มเข้าไปใกล้กับเด็ก👶คนอื่น แล้วเข้าไปเล่นด้วยนิดๆหน่อยๆ จากนั้นก็จะแยกตัวออกมา แล้วกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งลูกจะเลียนแบบเพื่อนหรือพี่👧คนอื่นๆในช่วงนี้ เป็นช่วงที่เหมาะสมที่จะสอนลูกเรื่องการแบ่งปันค่ะ เล่นแบบมีส่วนร่วม (Cooperative Play)เมื่อเด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไปจะเป็นวัยที่มีการทะเลาะกันบ่อยๆ เพราะเป็นวัยที่ลูกมักจะเล่นเป็นกลุ่ม👩🏾‍🤝‍👩ซึ่งการเล่นแบบนี้จะต้องมีกฎกติการ่วมกันซึ่งหากตกลงกันไม่ได้ก็จะทำให้ทะเลาะกันนั่นเองค่ะ ทำอย่างไรเมื่อลูกแย่งของเล่นกันคอยดูพฤติกรรมของลูกคอยดูพฤติกรรมของลูกไว้ให้ดี เพราะโดยส่วนใหญ่เด็กจะเริ่มทะเลาะกันจากการดึง แย่งของ หรืออาจมีการ ดึงผม💆🏻 กัด ต่อย ซึ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและควรจับแยกทันทีที่เห็นค่ะ ซื้อของเล่นสองชิ้นแม้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่หากพี่น้องชอบเล่นของเล่นชิ้นเดียวกัน และไม่ยอมให้อีกฝ่ายเอาไปอย่างเด็ดขาด การแยกซื้อให้คนละชิ้น🤖ก็อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ค่ะสอนให้ลูกเข้าใจสอนให้ลูกเข้าใจเรื่องของการแบ่งปันแม้ว่าการสอนเด็กเล็กให้เข้าใจเรื่องของการเข้าสังคม👩🏾‍🤝‍👩 และการแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่นจะเป็นเรื่องยาก และอาจไม่สำเร็จทันที แต่การค่อยๆสอนให้ลูกซึมซาบก็จะทำให้ลูกเข้าใจว่า ควรจะทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปขู่ ตี หรือ ทำร้ายร่างกายเด็ดขาด😣นะคะแบ่งเวลาเล่นวิธีสามารถใช้ได้กับเด็กที่โตพอจะเข้าใจและฟังรู้เรื่อง ซึ่งอาจแบ่งเวลาตามเข็มนาฬิกา🕐ว่าอาจจะให้คนน้องเล่น 5 นาทีหลังจากนั้นคนพี่ก็ผลัดเล่นอีก 5 นาที เพื่อเป็นการแบ่งว่าเวลานี้ใครได้เล่นค่ะ

Content Image

ทารกอัณฑะค้าง ทำไงดี?

     เราต่างทราบกันดีใช่ไหมคะว่าเด็กๆในวัยแรกเกิด👶นั้นเป็นวัยที่ร่างกายเองมีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม🍃มากกว่าวัยอื่นๆ บางรายอาจเกิดมาพร้อมกับโรคประจำตัวหรือความผิดปกติในรูปแบบที่เราไม่ได้พบเห็นกันบ่อยๆในวัยอื่นๆมากนัก วันนี้บทความของเราจะชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กชายแรกเกิด นั่นก็คือภาวะอัณฑะค้างหรือภาวะอัณฑะคาในช่องท้องนั่นเองค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับภาวะอัณฑะค้างเบื้องต้นภาวะอัณฑะค้างมีชื่อภาษาอังกฤษที่ว่า Undescended Testis ซึ่งก็เป็นชื่อที่สามารถสื่อถึงลักษณะของโรคได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา โดยปกติแล้วเราจะทราบกันว่าเพศชายจะมีถุงหุ้มอัณฑะอยู่ 1 คู่ (2 ข้าง) ในถุงหุ้มอัณฑะก็จะมีลูกอัณฑะวางตัวอยู่ แต่ในเด็กชาย👦ที่มีภาวะอัณฑะค้าง เขาจะมีถุงหุ้มอัณฑะตามปกติ แต่ไม่มีลูกอัณฑะอยู่ภายในถุงหุ้ม เพราะเจ้าตัวลูกอัณฑะยังคงค้างอยู่บริเวณช่องท้องหรืออุ้งเชิงกรานค่ะ โดยอาจไม่เคลื่อนตัวลงมาเพียงข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างเลยก็ได้ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือความผิดปกติในการปัสสาวะ🚽ค่ะ▶️ จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือไม่อันที่จริงแล้วภาวะนี้สามารถเกิดได้กับทั้งวัยผู้ใหญ่และเด็กแรกเกิด หากพบในเด็กแรกเกิด👶นั้น เจ้าลูกอัณฑะสามารถเคลื่อนตัวลงมาเองได้ค่ะ แต่หากรอเป็นระยะเวลามากกว่า 4-6 เดือนแล้วยังค้างอยู่ที่ช่องท้องอยู่นั้น เด็กก็จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเคลื่อนย้ายลงมา เพราะจะเสี่ยงให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้ในอนาคตค่ะหากไม่ได้รับการแก้ไขสาเหตุของการเกิดภาวะอัณฑะค้างในเด็กแรกเกิดสาเหตุที่ 1️⃣ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ คุณแม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์🥃หรือสูบบุหรี่🚬ร่วมด้วยสาเหตุที่ 2️⃣คุณแม่เป็นเบาหวาน🍰ในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2สาเหตุที่ 3️⃣คุณแม่จำเป็นต้องใช้ยา💊บางชนิดระหว่างตั้งครรภ์หรือได้รับสารเคมีอันตรายโดยบังเอิญ ยกตัวอย่างเช่นสารเคมีจากยาฆ่าแมลงสาเหตุที่ 4️⃣เกิดกับคุณพ่อคุณแม่👫ที่มีสมาชิกในครอบครัวประสบกับภาวะดังกล่าวสาเหตุที่ 5️⃣เกิดจากการคลอดอย่างผิดปกติหรือคลอดก่อนกำหนด🚼สาเหตุที่ 6️⃣เกิดจากความผิดปกติทางด้านพัฒนาการของร่างกายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ค่ะ🤰หากไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง👉มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งอัณฑะเพิ่มขึ้นในอนาคต👉เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์👨‍🦱 มีโอกาสที่จะประสบกับภาวะมีบุตรยาก ที่มาจากความผิดปกติของอสุจิที่ผลิตโดยอัณฑะ👉เกิดภาวะอัณฑะบิดขั้ว ซึ่งสร้างความเจ็บปวด🤢ให้กับเจ้าของอัณฑะได้👉มีโอกาสเกิดภาวะไส้เลื่อนควบคู่ไปด้วย วิธีการรักษาหากเกิดภาวะอัณฑะค้าง✨รักษาด้วยการทำการผ่าตัด ซึ่งก็ถือเป็นการศัลยกรรมตกแต่งนั่นเอง✨ใช้ฮอร์โมนในการรักษา โดยอาจใช้วิธีนี้เดี่ยวๆหรือใช้ควบคู่ไปกับการผ่าตัดก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์👨‍⚕️ โดยฮอร์โมนที่แพทย์จะใช้ฉีดก็คือเจ้าตัวที่มีชื่อว่า Human Chorionic Gonadotropin หรือสามารถเรียกสั้นๆได้ว่า HCG นั่นเองค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงจะรู้จักภาวะอัณฑะค้างในเด็กแรกเกิดมากขึ้นแล้วนะคะ และอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดกับคุณผู้ชาย👨ในวัยอื่นๆได้ด้วย ดังนั้นหากตนเองกำลังประสบกับภาวะนี้อยู่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเกิดให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่มีรุนแรงกว่ามากในอนาคต ควรรับรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ👨‍⚕️

Content Image

ลูกยังเดินเซ เดินล้มเพราะอะไร?

เมื่อลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่วัยเตาะแตะ ในช่วงแรกของการฝึกเดิน คุณพ่อคุณแม่อาจจะพบว่าลูกยังหาสมดุลไม่ได้และเดินเซ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปลูกจะค่อยๆพัฒนาและสามารถเดินได้มากขึ้น ซึ่งสำหรับเด็กบางคนไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าจะฝึกแล้วและอายุก็มากขึ้นแล้วก็ยังทรงตัวไม่ได้อยู่ ซึ่งเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไรและเราจะสามารถแก้ไขได้อย่างไรเราไปดูกันเลยค่ะ พัฒนาการการเดินของเด็กปกติเด็ก👶ที่เริ่มฝึกเดินจะมีการเดินไม่ยังไม่มั่นคง แขนและมือจะกางออกเพื่อพยายามทรงตัว และจะมีลักษณะขาที่โค้ง นอกจากนั้นการก้าวแต่ละก้าวยังมีความเร็วที่ยังไม่สม่ำเสมอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซและหกล้มนั่นเองค่ะ เราไปดูพัฒนาการการเดินที่ปกติของเด็กกันค่ะ✨เมื่ออายุ 6-8 เดือน จะสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องพยุง✨เมื่ออายุ 9-11 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าคลาน✨เมื่ออายุ 11-12 เดือน จะสามารถเริ่มตั้งไข่✨เมื่ออายุ 12-14 เดือน จะสามารถเดินได้อย่างอิสระ ✨เมื่ออายุ 15 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าขึ้นบันได ✨เมื่ออายุ 16 เดือน จะสามารถวิ่งเล่นได้แต่ยังควบคุมได้ไม่ดีนัก✨เมื่ออายุ 20-24 เดือน จะสามารถขั้นลงบันไดทีละขั้น ✨เมื่ออายุ 3 ขวบ จะสามารถขึ้นลงบันไดแบบสลับเท้า✨เมื่ออายุ 4 ขวบ จะสามารถกระโดด และ กระโดดขาเดียว✨เมื่ออายุ 5 ขวบ จะสามารถกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง✨เมื่ออายุ 6-7 ขวบ จะสามารถยืนกระต่ายขาเดียวได้สาเหตุที่ลูกทรงตัวไม่ได้ เดินเซเกิดจากอะไร?สาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ลูกทรงตัวไม่อยู่และเดินเซ🚶คือผลจากที่ขาแข็งแรงลดลง หรือ เกิดจากความยาวของขาที่คลาดเคลื่อน หรือ เกิดจากระยะการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นหรือลดลง หรือ เกิดจากการปัญหาการรับรู้ความสมดุล😐 ความเจ็บปวด หรือ การรู้สึก ซึ่งเหล่านี้สามารถปรับตัวและรักษาให้ได้ แต่จะต้องทำการวินิจจัยและทำการรักษาโดยแพทย์ สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ลูกเดินเซอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซคือ ลูกมีปัญหาภายในร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของสมอง🧠มีปัญหา หรืออาจมีปัจจัยจากเหตุการณ์หรือสิ่งรอบข้างที่ทำให้ลูกเดินผิดปกติอาการเมื่อลูกเดินเซ เดินสะดุดล้ม✨มีท่านั่งหรือท่าลุกที่ผิดท่า✨มีการบาดเจ็บจากการใช้งานมากเกินไป✨ภาวะกระดูกหักจากความเครียด (พบมากในเด็กที่มีพลังเหลือล้น)✨การบาดเจ็บที่ไม่คาดคิดจากอุบัติเหตุ✨โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก✨การบิดเบี้ยวของเท้าจนเห็นได้ชัดเมื่อมีอาการเมื่อยล้า✨การเจ็บปวดแบบเรื้อรัง จะมีอาการจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ✨ การเจ็บปวดแบบเรื้อรังจะแย่ลงในตอนเช้า

Content Image

สอนอย่างไรให้ลูกเชื่อฟังไม่ต่อต้าน?

     คุณแม่อาจจะพบเจอกับปัญหาที่ลูกไม่ยอมเชื่อฟังสิ่งที่สอน มีปฏิกิริยาต่อต้าน ในบางรายอาจจะปิดหูไม่ยอมฟัง หรืออาจจะเดินหนีไปเลยก็ได้ แต่ที่จริงแล้วก่อนที่จะคุณจะทำให้ลูก ๆ หันมาฟังคุณพ่อคุณแม่พูดนั้น พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่างก่อน และใช้จุดนี้เป็นสอนให้ลูกรู้จักทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี แล้วควรทำอย่างไรให้ลูกเชื่อฟังโดยไม่ต่อต้าน ทางเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️วิธีการสอนลูกให้เชื่อฟังโดยที่ลูกไม่ต่อต้าน ควรคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้น้ำเสียงที่ใช้ในการพูดทราบหรือไม่คะว่าน้ำเสียงที่คุณพ่อคุณแม่ใช้พูดนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลต่อปฏิกิริยาของลูก การใช้เสียงดัง การขึ้นเสียง  การจะโกน ลูกจะไม่เข้าใจว่าเราต้องการจะสื่ออะไร ลูกเข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังดุเขา ซึ่งอาจจะส่งผลให้ลูกไม่อยากฟัง🙉 หรือไม่ปฏิบัติตาม เพราะลูกรู้สึกว่าพ่อแม่เริ่มพูดจาจู้จี้จนเกินไป ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรใช้ระดับน้ำเสียงที่อ่อนโยนเพื่ออธิบายให้ลูกอย่างใจเย็นนะคะควรสบตาลูกขณะสอนรู้ไหมคะว่าใช้การสบตา👁️ การใช้คำพูดที่ชัดเจนและใช้ระดับน้ำเสียงที่อ่อนโยนจะทำให้ลูกอยากฟังแล้ว ภาษากายเองก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูก ๆ เรียนรู้ที่จะรับฟัง ดังนั้นเมื่อจะรับฟังสิ่งที่ลูกพูด ควรย่อตัวลงไปในระดับที่เท่ากันกับความสูงลูก เพื่อทำการสบตาและตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด เช่นเดียวกันกับเวลาที่พ่อแม่จะพูด ก็จะทำให้ลูกเข้าใจง่ายขึ้นและยินดีที่จะเชื่อฟัง👂ฝึกให้ลูกแก้ปัญหาด้วยตัวเองควรงดการใช้ประโยคคำสั่งอย่างคำว่า “ไม่” “อย่า” “ห้าม”🙅‍♀️ เพราะเมื่อเด็กรู้สึกว่าถูกกีดกันหรือถูก อาจจะทำให้เขากลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่น ไม่มั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง ในทางกลับกันคุณพ่อคุณแม่ควรทำคือการฝึกให้ลูกใช้ความคิดและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง🧠 เพื่อที่ลูกจะได้ฝึกการใช้ความคิดแก้ปัญหา และเมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าสิ่งที่ลูกทำไม่ถูกต้อง ควรยื่นมือเข้าไปชี้แนะเพื่อช่วยลูกแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องนะคะและรวมไปถึงวิธีเหล่านี้อีกด้วยสอนลูกให้รู้จักอดทนและใจเย็นคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักฝึกความอดทนและความใจเย็นตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ ลูกควรจะเป็นทางผู้พูดและผู้ฟังที่ดี และต้องรู้จักการพึ่งพาตัวเอง ก่อนขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเสมอ หากลูกเป็นเด็กที่ไม่มีความอดทน😡 หรือไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง อาจทำให้ลูกกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาและขอความช่วยเหลือจากคนอื่นอยู่ทุกเมื่อนั่นเอง ซึ่งอาจจะสร้างความลำบากใจโดยเฉพาะในเวลาที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ๆ สร้างข้อตกลงร่วมกันการที่คุณพ่อคุณแม่สร้างข้อตกลงร่วมกับลูก จะเป็นการช่วยลดการทะเลาะเบาะแว้งกันได้มากทีเดียว✅ เพราะการสร้างข้อตกลงร่วมกันจะเป็นการหาจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งฝั่งคุณพ่อคุณแม่และฝั่งลูก ซึ่งถือเป็นการประนีประนอมกัน แล้วลูกจะรับรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ยังเคารพในสิทธิของพวกเขา ไม่ทำตัวเป็นใหญ่แต่เพียงฝ่ายเดียว     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าการที่จะทำให้ลูกฟังสิ่งที่พ่อแม่พูดนั้นจัดเป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก และถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรฝึกเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังที่ดี และควรปลูกฝังสิ่งนี้ให้ลูกด้วยเช่นกัน เพราะพ่อแม่ย่อมจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ ดังนั้นเมื่อลูกเดินเข้ามาหาเพื่อต้องการจะพูดคุย หรือปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่🗣️ ควรหยุดการทำทุกอย่างที่ทำอยู่และหันมาสนใจฟังในสิ่งที่ลูกกำลังพูด คอยสบตาลูกระหว่างพูดคุย และไม่ขัดจังหวะในขณะที่ลูกพูด ลูกจะเห็นได้ถึงความห่วงใยและกล้าที่จะพูดคุยกับพ่อแม่อย่างเปิดใจ อีกเรื่องสำคัญคือน้ำเสียงที่ใช้ในขณะที่กำลังพูดคุยกับลูก เพราะถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ใช้น้ำเสียงที่ดุดัน ตะคอก หรือขึ้นเสียง จะทำให้ลูกเกิดการต่อต้าน และไม่อยากรับฟังนั่นเองค่ะ🙉

Content Image

เล่นมือถือก่อนวัย เสียสุขภาพจิตตอนโต

     ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โทรศัพท์มือ📱ถือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แพร่หลายในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะไปไหน มาไหน ก็จะเห็นหลายๆคนก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ จึงเป็นการยากที่จะจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีสื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ และยิ่งยากสำหรับเด็กๆ ที่เกิดมาในยุคสมัยนี้ แม้ว่าโทรศัพท์มือถือจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการศึกษาและการสื่อสาร แต่ก็สามารถเป็นแหล่งของการเสพติดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็ก จึงเป็นข้อกังวลอย่างหนึ่งสำหรับผู้ปกครองใช่ไหมคะ เดี๋ยวเราจะพูดถึงผลกระทบของการติดโทรศัพท์มือถือต่อสุขภาพจิตของเด็ก👶 เพื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะได้มีไอเดียในการจัดการกับพฤติกรรมการติดโทรศัพท์ของลูกๆได้ เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมกันเลยนะคะ💁‍♀️ผลกระทบของการติดมือถือ     💥ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของลูกการให้เด็กเล็กๆเล่นโทรศัพท์มือถือ📱ก่อนวัยอันควร จะส่งผลต่อสุขภาพจิตหรือไม่ แน่นอนค่ะคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลมากขึ้นว่าการปล่อยให้เด็กๆเล่นมือถือจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต อย่างไรก็ตาม การวิจัยในหัวข้อนี้ยังมีจำกัดนะคะ งานวิจัยบางชิ้นแนะนำว่าการใช้เวลาหน้าจอมากเกินไปอาจทำให้พัฒนาการล่าช้า โดยเฉพาะด้านภาษา🔠และทักษะทางสังคม รวมถึงการศึกษาอื่นๆ ผลกระทบของการติดโทรศัพท์มือถือที่มีต่อสุขภาพจิตของเด็ก โทรศัพท์มือถืออาจเป็นสาเหตุของการเสพติดของเด็ก👶 และสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิตของเด็ก การเสพติดโทรศัพท์มือถือสามารถนำไปสู่ผลเสียต่างๆ มากมาย รวมถึงความวิตกกังวล😰 ภาวะซึมเศร้า😢 การนอนหลับผิดปกติ😴 และผลการเรียนตกต่ำ เด็กที่ติดโทรศัพท์อาจรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคม เนื่องจากพวกเขาอาจใช้เวลาปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนน้อยลงและใช้เวลากับโทรศัพท์มากขึ้น การศึกษาพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไปอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสมอง🧠 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเปลือกนอกส่วนหน้าซึ่งมีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุมแรงกระตุ้น สิ่งนี้สามารถนำไปสู่การลดลงของการทำงานของการรับรู้และการเพิ่มขึ้นของความหุนหันพลันแล่น ซึ่งอาจทำให้การเสพติดรุนแรงขึ้นได้ค่ะวิธีการจัดการกับการติดมือถือของลูกๆ✨5 ไอเดียจัดการกับพฤติกรรมการติดโทรศัพท์ของลูกพูดคุยตั้งขีดจำกัดในการใช้โทรศัพท์ของลูกๆ ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดระยะเวลา⏳ที่พวกเขาใช้โทรศัพท์ในแต่ละวันและการตั้งเวลาเฉพาะเมื่อไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ เช่น ระหว่างมื้ออาหารหรือก่อนนอน และโทรศัพท์มือถือหลายรุ่นมาพร้อมกับการควบคุมโดยผู้ปกครองที่อนุญาตให้คุณพ่อคุณแม่จำกัด📵การเข้าถึงแอพหรือเนื้อหาบางอย่างของลูกๆ ได้ค่ะสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ การส่งเสริมให้บุตรหลานของคุณพ่อคุณแม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมอื่นๆ เช่น กีฬา⛹️‍♀️ ดนตรี🎻 หรือศิลปะ🎨 ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาความสนใจด้านอื่นๆ และลดการพึ่งพาโทรศัพท์ได้ค่ะสร้างโมเดลพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่ดี👫 เป็นตัวอย่างให้กับลูกๆ หากคุณพ่อคุณแม่ใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา ลูกๆก็จะมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามมากขึ้น ดังนั้นควรปรับทัศนคติการใช้โทรศัพท์ใหม่ค่ะ ตัวอย่างเช่น วางโทรศัพท์ไว้ในช่วงเวลาครอบครัวและทำกิจกรรมอื่นๆพูดคุย🗣️ สนทนาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมากับลูกๆได้เลยนะคะ เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์📱 อธิบายผลกระทบด้านลบที่อาจมีต่อสุขภาพจิตและให้การสนับสนุนในการช่วยลดการใช้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️ หากการเสพติดของลูกๆของคุณรุนแรง ลองขอความช่วยเหลือจากนักบำบัดหรือที่ปรึกษา พวกเขาสามารถให้การสนับสนุนและคำแนะนำในการช่วยให้ลูกๆของคุณพ่อคุณแม่เอาชนะการเสพติดได้ค่ะสร้างระบบการให้รางวัล🏆 การให้รางวัลที่กระตุ้นให้ลูกๆลดการใช้โทรศัพท์ ตัวอย่างเช่น คุณพ่อคุณแม่อาจให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับทุกชั่วโมงที่พวกเขาใช้โทรศัพท์ หรือสำหรับทุกๆ วันที่พวกเขาบรรลุเป้าหมายการใช้โทรศัพท์ค่ะ     สรุปแล้วการติดโทรศัพท์มือถืออาจส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพจิตของเด็ก ในฐานะผู้ปกครอง สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการเพื่อจัดการกับพฤติกรรมนี้ กำหนดขีดจำกัดในการใช้โทรศัพท์📵 และสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ การปฏิบัติตามเทคนิคที่ระบุไว้ในบทความนี้ได้นะคะ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกๆ พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับเทคโนโลยีและลดการพึ่งพาโทรศัพท์ของพวกเขา เพราะความสมดุลที่ดีระหว่างเทคโนโลยีและกิจกรรมอื่นๆ เป็นกุญแจสำคัญ🔑ในการเลี้ยงดูเด็กให้มีสุขภาพจิตที่ดีได้ค่ะ

Content Image

เด็กจำเป็นต้องทาครีมกันแดดไหม?

     คุณแม่ทุกท่านคงทราบดีว่าโทษของแสงแดด☀️ และรังสี UV นั้นส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ โดยเฉพาะสภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนระอุในช่วงฤดูร้อนถึงขนาดทำให้ผิวแสบแดงและผิวไหม้ได้ โดยเฉพาะในผิวเด็กซึ่งมีลักษณะผิวที่เซนซิทีฟกว่าผิวผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลและวิธีปกป้องผิวลูกน้อยด้วยการทาครีมกันแดด🧴มาให้คุณแม่ทราบค่ะเคล็ดลับการป้องกันผิวไหม้แดดในทารกหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาบ่ายเนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่แดดจัด🌞 และมีปริมาณของรังสี UVA และ UVB อยู่มาก หากผิวของลูกได้รับแสงแดดต่อเนื่องในช่วงเวลานี้อาจทำให้เกิดอาการผิวแสบแดง และรวมไปถึงอาจทำให้ผิวไหม้ได้🥵ทาครีมกันแดดให้เป็นกิจวัตร คุณแม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยเป็นประจำทุกวัน ถึงแม้วันไหนจะไม่ได้ออกไปเจอแสงแดดข้างนอก แต่แสงยูวีจากสิ่งรอบตัวในบ้าน เช่น หลอดไฟ💡 โทรศัพท์มือถือ📱 ก็สามารถทำร้ายผิวของลูกน้อยได้เช่นกันเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพคุณแม่ควรเลือกใช้ครีมกันแดด🧴ที่มีประสิทธิภาพ โดยสังเกตจากค่า SPF (Sun Protection Factor)  คือค่าที่บ่งบอกว่าครีมกันแดดนี้สามารถปกป้องผิวจากอาการผิวไหม้ได้🥵 ควรเลือก SPF50+ ขึ้นไป เพราะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียู UVB ได้ถึง 98% เพื่อเป็นการปกป้องผิวของลูกน้อยให้ปลอดภัยการเลือกประเภทของครีมกันแดดChemical sunscreenสารกันแดดแบบเคมีคัล เป็นสารกันแดดที่พบได้ทั่วไป จะทำหน้าที่ดูดซับรังสีUV แล้วคายออกมาในรูปแบบของความร้อน มีข้อดีคือ ทาง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ ข้อเสียคืออาจเป็นอันตรายและไม่เหมาะ🙅‍♀️ กับผิวทารกที่มีความบอบบางมากPhysical sunscreenสารกันแดดสะท้อนรังสีUV ทำหน้าที่ป้องกันแสงแดด☀️โดยวิธีสะท้อนกลับ มีส่วนผสมหลักจากแร่ธาตุ เช่น zinc oxide และ titanium dioxide  ข้อดีคือ เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายของทารก👶 แต่ข้อเสียคือ ทายาก เพราะเหนียวเหนอะหนะและทิ้งร่องรอยของคราบขาว (white cast) บนบริเวณที่คุณแม่ทาครีมกันแดดให้ลูกเทคนิคการทาครีมกันแดดให้ได้ผลปริมาณของการครีมกันแดดคุณแม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูกในปริมาณที่เหมาะสม ปริมาณที่แนะนำสำหรับใบหน้าและลำคอ คือบีบครีมให้ยาวประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ 🖐🏼 จึงจะสามารถป้องกันแสงแดด☀️และแสงUV ได้จริงควรทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวันคุณแม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูกน้อย ก่อนออกไปเจอแสงแดด 30 นาที และควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หากพาลูกออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแดดจัด กิจกรรมทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำ 🏊‍♂️ เพราะมลพิษ เหงื่อและน้ำ💦 ทำให้ประสิทธิภาพของการกันแดดลดลงหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงถึงแม้ว่าแสงแดดในช่วงเช้าจะมีวิตามินดีซึ่งดีต่อลูกน้อย แต่อย่างไรก็ตามผิวของทารกนั้นมีความเซนซิทีฟเป็นอย่างมาก เนื่องจากผิวยังไม่แข็งแรงเต็มที่ คุณแม่ควรใส่หมวก หรือกางร่ม☂️ให้ลูก เพื่อเป็นการลดการที่ผิวลูกต้องโดนแสงแดดโดยตรง     ทราบแบบนี้แล้วคุณแม่ก็ควรให้ความสำคัญในการทาครีมกันแดดให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดอาการระคายเคืองของผิวจากแสงแดด ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่ผ่านการ  รับรองจากแพทย์👨‍⚕️ว่าปลอดภัยต่อผิวที่บอบบางของเด็ก และคุณแม่อย่าลืมทดสอบการแพ้ครีมกันแดดที่บริเวณท้องแขนลูกก่อนใช้ด้วยนะคะ

Content Image

8 ความกลัวที่ลูกน้อยต้องเผชิญ

     เรื่องใกล้ตัวสำหรับคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับลูกน้อยมีหลายเรื่องที่ไม่ควรละเลย รวมถึงเรื่องที่จะทำให้เด็กกลัวด้วยนะคะ เพราะสิ่งนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน มีผลกระทบต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของลูกๆ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความตื่นเต้น แต่ก็มาพร้อมกับความกลัวด้วยเช่นกันค่ะ😱 สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักและเข้าใจความกลัวเหล่านี้ เนื่องจากสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเป็นอยู่ทางอารมณ์ของเด็กนะคะ💁‍♀️สิ่งที่ทำให้เด็กๆรู้สึกกลัวความกลัวที่จะถูกละทิ้งหรือไม่ได้รับความรัก บางครั้งเด็กๆ อาจกลัวการถูกพ่อแม่หรือผู้ดูแลทอดทิ้งหรือไม่ได้รับความรัก ความกลัวนี้อาจเกิดจากความวิตกกังวลในการแยกจากกันหรือการขาดการสนับสนุนทางอารมณ์ เพื่อจัดการกับความกลัวนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรทำให้ลูกมั่นใจในความรัก💞และความมุ่งมั่นที่พวกเขามี การใช้เวลาคุณภาพร่วมกันเป็นประจำ การแสดงความรัก และการรักษากิจวัตรที่สม่ำเสมอสามารถช่วยบรรเทาความกังวลเหล่านี้ได้ค่ะความกลัวผีและสัตว์ประหลาด สิ่งนี้เป็นความกลัวที่พบบ่อยในเด็ก จินตนาการอันสดใสของพวกเขาบางครั้งสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตในจินตนาการที่ดูเหมือนจริงสำหรับพวกเขาได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดการกับความกลัวนี้ได้ด้วยการทำให้ลูกมั่นใจว่าผี👻และสัตว์ประหลาดไม่มีจริง ส่งเสริมการสื่อสารที่เปิดกว้างและให้ความสะดวกสบายโดยตรวจดูห้องก่อนนอนหรือใช้ไฟกลางคืนเพื่อช่วยคลายความวิตกกังวลค่ะความกลัวความมืด นี่เป็นอีกหนึ่งความกลัวในวัยเด็กที่พบบ่อย ความมืดอาจดูน่ากลัวสำหรับเด็ก เนื่องจากมันปกปิดสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยได้ด้วยการค่อยๆ แนะนำให้ลูกรู้จักกับความมืดผ่านการสัมผัสอย่างอ่อนโยน การใช้ไฟกลางคืน🌌 เปิดประตูห้องนอนทิ้งไว้เล็กน้อย หรือให้ตุ๊กตาสัตว์ชนิดพิเศษเป็นเพื่อนที่ปลอบโยน ก็สามารถบรรเทาความกลัวได้ค่ะกลัวเสียงดัง เสียงดัง เช่น พายุฝนฟ้าคะนองหรือดอกไม้ไฟ🎆 อาจทำให้เด็กๆ หวาดกลัวได้เนื่องมาจากธรรมชาติที่ไม่คาดคิดและคาดเดาไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยโดยเตรียมบุตรหลานให้พร้อมรับมือกับเสียงเหล่านี้ล่วงหน้า อธิบายแหล่งที่มาของเสียงและให้ความมั่นใจว่าปลอดภัย การสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและสบายใจในช่วงเวลาเหล่านี้สามารถช่วยบรรเทาความกลัวของพวกเขาได้เช่นกันค่ะ                และรวมไปถึงความกลัวเหล่านี้อีกด้วยความกลัวแพทย์และพยาบาล เด็กหลายคนประสบกับความกลัวเมื่อไปพบแพทย์และพยาบาล👩‍⚕️ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยและขั้นตอนทางการแพทย์ เพื่อบรรเทาความกลัวนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับให้ลูกคุ้นเคยกับสถานพยาบาล🏥โดยเล่นบทบาทสมมติที่บ้าน การอ่านหนังสือหรือดูวิดีโอที่บรรยายถึงประสบการณ์เชิงบวกกับแพทย์และพยาบาลสามารถช่วยบรรเทาความวิตกกังวลได้เช่นกันค่ะ และสามารถส่งเสริมการสื่อสารอย่างเปิดเผย ตอบคำถาม และอำนวยความสะดวกในระหว่างการไปพบแพทย์ก็ช่วยได้นะคะความกลัวตำรวจ เด็กๆ อาจเกิดความกลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ👮เนื่องจากการรับรู้ถึงผู้มีอำนาจหรือการแสดงภาพเชิงลบในสื่อ คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดการกับความกลัวนี้ได้ด้วยการอธิบายบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังคม และเน้นย้ำบทบาทของพวกเขาในการรักษาผู้คนให้ปลอดภัย ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น เข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน หรือการเชิญเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมชมโรงเรียน🏫 เพื่อช่วยบรรเทาความกลัวของพวกเขาได้ค่ะการกลัวคนแปลกหน้า การกลัวคนแปลกหน้า👨🏻‍💼เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องเด็กๆ จากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม้ควรให้ความรู้แก่บุตรหลานเกี่ยวกับอันตรายจากคนแปลกหน้าโดยไม่ต้องกลัวโดยไม่จำเป็น สอนพวกเขาเกี่ยวกับขอบเขตส่วนบุคคลและความสำคัญของการขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้เมื่อรู้สึกไม่สบายใจหรือไม่ปลอดภัย สถานการณ์สมมติและการฝึกทักษะการสื่อสารที่กล้าแสดงออกสามารถช่วยให้เด็กๆ รับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างมั่นใจค่ะความกลัวตู้เสื้อผ้า ความกลัวตู้เสื้อผ้ามักเกี่ยวข้องกับความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ เด็กๆ อาจจินตนาการถึงสัตว์ประหลาด🦇หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใน คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดการกับความกลัวนี้ได้ด้วยการแสดงให้เห็นว่าตู้เสื้อผ้าเป็นพื้นที่ปลอดภัย แสดงให้ลูกของคุณเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกลัวด้วยการสำรวจตู้เสื้อผ้าด้วยกัน เปลี่ยนมันให้เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยจินตนาการ การติดตั้งไฟกลางคืนหรือเปิดตู้เสื้อผ้าไว้เล็กน้อยก็ช่วยบรรเทาความวิตกกังวลได้เช่นกันค่ะ หรือแม้แต่การพาลูกพับเสื้อผ้า👕ของพวกเขาเอง ฝึกจัดให้เป็นระเบียบ วางในตู้ที่มีสีสันที่พวกเขาชอบสามารถช่วยให้ลูกๆมีพัฒนาการและเพลิดเพลินจนลืมความกลัวไปได้เลยค่ะ

Content Image

เตือน! มีลูกเล็กอย่าปล่อยให้คลาดสายตา อันตรายถึงชีวิต

     ลูกรักของคุณแม่หลายๆท่านคงกำลังอยู่ในวัยซน ชอบวิ่งไปวิ่งมาและอยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ จึงสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายหากคุณแม่คลาดสายตา👁️เพียงแค่วินาทีเดียว วันนี้ทางเราจะมาพูดถึงอันตรายจากการที่คุณแม่ปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ลำพังโดยคลาดสายตา เราไปรับฟังพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ความเสี่ยงจากการที่ปล่อยให้ลูกคลาดสายตา👉เสี่ยงพลัดตกจากที่สูงเด็กเล็กนั้นมีนิสัยชอบปีนป่ายขึ้นไปที่สูง เช่น ปีนขึ้นบันได เก้าอี้🪑 และโซฟา เป็นต้น  หากคุณแม่ปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ตามลำพังแล้วเด็กอาจหกล้มหรือตกจากที่สูงจนทำให้หัวฟาดพื้นจนบาดเจ็บรุนแรง🤕 หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ 👉เสี่ยงสิ่งของหรืออาหารติดคอเด็กๆมักชอบหยิบจับสิ่งของรอบตัวแล้วนำเข้าไปในปาก👄 ซึ่งหากถ้าคุณแม่ไม่ระวังอาจจะทำให้สิ่งของเรานั้นเข้าไปอุดหลอดลมลูก จนทำให้ลูกหายใจไม่ออก🤢และเสียชีวิตในที่สุด👉เสี่ยงต่อการจมน้ำคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ในอ่างน้ำ ในสระว่ายน้ำ🏊‍♀️ หรือแม้กระทั่งบริเวณรอบๆบ้านที่มีบ่อน้ำต่างๆตามลำพัง เพราะเด็กอาจวิ่งเล่นแล้วพลัดตกลงน้ำ ทำให้อาจจมน้ำตายได้ ดังนั้นควรทำรั้วกั้นบริเวณไม่ให้เด็กๆเข้าใกล้บริเวณนั้นอย่างเด็ดขาด🙅‍♀️สถานที่อันตรายที่เสี่ยงต่อการเกิดเกิดอุบัติเหตุของลูก🏠สถานที่ภายในบ้านในบ้านที่ดูเหมือนจะปลอดภัยแต่จริงๆแล้วมีหลายจุดในบ้านที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อลูก เช่น ในห้องน้ำ🛀 บริเวณบันได และขอบมุมของโต๊ะทานข้าว🏞️สถานที่ข้างนอกบ้านเมื่อคุณแม่นำลูกๆไปเล่นนอกบ้าน คุณแม่ควรระมัดระวังสถานที่ข้างนอกเป็นพิเศษ ดังเช่น สวนสนุก🎡 สวนสัตว์🎪 และสถานที่ที่มีคนแออัด     สรุปก็คือคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อย👶เล่นอยู่ลำพังหรือคลาดสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว เพราะอาจทำให้เกิดการสูญเสียได้จากอุบัติเหตุที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้นควรเฝ้ามองลูกๆเล่นอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อเจ้าตัวน้อย

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.