Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ13-18 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

ยาน้ำลดไข้สำหรับเด็ก มีแบบไหนบ้าง?

     ลูกมักมีอาการไม่สบาย🤒ได้บ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านที่เป็นห่วงลูกคงเลือกใช้ยาน้ำลดไข้เพื่อบรรเทาอาการป่วยสำหรับลูก โตยยาน้ำที่เป็นลักษณะน้ำเชื่อมใสนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นยาที่เด็กสามารถทานได้ง่าย แต่จริงๆแล้วยาน้ำนี้สามารถช่วยลดไข้เด็กได้จริงๆไหม และมียาน้ำประเภทไหนบ้าง ทางเราได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️3 ประเภทของยาน้ำเด็ก✨ยาเชื่อมน้ำใส (Syrups)น่าจะมีลักษณะเป็นของเหลว ไม่มีตะกอน และตัวยาจะละลายเท่ากันทั้ง คุณแม่จึงไม่ต้องเขย่าขวดก่อนทำการรินยาให้ลูก👶✨ยาแขวนตะกอน (Suspensions)คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำการเขย่าขวดทุกครั้งก่อนใช้ยาแขวนตะกอน เพื่อให้ตัวยาเกิดการกระจายก่อนการรินยาให้ลูกทาน และควรเขย่ายาให้ดี เพื่อให้ได้ปริมาณตัวยาที่ครบตามต้องการ✅✨ยาน้ำเชื่อมชนิดผงแห้ง (Dry Syrup)ยาน้ำเชื่อมชนิดผงแห้งจะเป็นตัวยาที่เสื่อมสลายได้ง่าย ก่อนใช้ทุกครั้งคุณพ่อคุณแม่จึงต้องผสมน้ำดื่มสะอาด💧ในปริมาณที่กำหนด และจะต้องไม่ลืมเขย่าขวดก่อนทุกครั้งก่อนให้ลูกรับประทาน ซึ่งยาประเภทนี้จะมีโอกาสหกเลอะเทอะได้ง่ายในขณะเขย่า วิธีการเลือกยาน้ำสำหรับเด็ก💫ยาพาราเซตามอลชนิดน้ำยาพาราเซตามอลชนิดน้ำถือว่าเป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการปวด ลดไข้🤒 และปลอดภัยต่อสุขภาพเด็ก ต่างจากยาในกลุ่มแอสไพรินหรือยาลดสำหรับลดไข้สูง ที่อาจมีผลข้างเคียงทำให้กระเพาะอาหารของลูกเกิดการระคายเคือง กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศไม่ให้ใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เด็ดขาด💫เลือกยาที่มีรสชาติหวานคล้ายรสผลไม้เด็กๆมักจะปฏิเสธการทานยาอยู่เสมอ ซึ่งสร้างปัญหาให้คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้เวลาหลอกล่อให้ลูกกินยา ดังนั้นการเลือกยาน้ำที่มีสีสันสดใส มีรสชาติคล้ายๆรสผลไม้ เช่น รสองุ่น🍇 รสสตอเบอรี่ และรสส้ม เป็นต้น จะช่วยทำให้ลูกรู้สึกว่ายานั้นมีรสชาติอร่อย และลืมไปว่าตัวเองกำลังทานยาอยู่ 💫เลือกยาที่มีลักษณะขวดขุ่นยาน้ำที่มีลักษณะขวดขุ่นจะช่วยป้องกันแสงจากภายนอกที่ทำให้ยาเสื่อมสภาพเร็ว เมื่อเทียบกับขวดยาน้ำแบบใสและขวดยาน้ำแบบสีชา และยาน้ำที่มีขวดสีขุ่นยังทำให้คุณแม่สามารถเห็น👀ปริมาณยาที่เหลืออยู่ในขวด และถ้าหากขวดยาทำมาจากพลาสติก ก็จะพกพาสะดวกมากขึ้นและไม่เสี่ยงต่อการตกแตกวิธีการเก็บรักษายาน้ำ👉เก็บไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิเหมาะสมคุณพ่อคุณแม่ควรเก็บยาน้ำไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 25 องศาเซลเซียส🌡️ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เย็น👉ระยะเวลาในการเก็บก็สำคัญโดยทั่วไปเภสัชกรและแพทย์จะแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเก็บยาน้ำไว้ได้นานถึง 6 เดือน⏳ นับจากวันแรกที่ทำการเปิดใช้ยาแล้ว อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ควรต้องศึกษาผ่านทางฉลากยาและหมั่นสังเกตวันหมดอายุของยาด้วย เพราะตัวยาบางชนิดอาจจะมีฤทธิ์เสื่อมสภาพลงได้เร็ว เช่น กลุ่มยาฆ่าเชื้อ👉สังเกตสีและกลิ่นของยาหากคุณพ่อคุณแม่พบว่ายาน้ำมีสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น มีสีขุ่นขึ้น หรือมีกลิ่นที่เหม็นเปรี้ยวผิดปกติ🙊 ไม่ควรใช้ยาต่อไปและควรนำยาทิ้งทันที เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพเจ้าตัวน้อย      คุณแม่และคุณพ่อควรหมั่นดูแลสุขภาพของลูกน้อยให้เป็นเด็กที่แข็งแรง ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ห่างไกลจากความเจ็บป่วย แต่ถ้าหากเจ้าตัวน้อยเกิดอาการเป็นไข้ขึ้นมา คนมันเฝ้าสังเกตอาการ และให้ลูกรับประทานยาตามอาการ หากพบว่าลูกอาการไม่ดีขึ้น ควรพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีค่ะ

Content Image

เตือน! มีลูกเล็กอย่าปล่อยให้คลาดสายตา อันตรายถึงชีวิต

     ลูกรักของคุณแม่หลายๆท่านคงกำลังอยู่ในวัยซน ชอบวิ่งไปวิ่งมาและอยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ จึงสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายหากคุณแม่คลาดสายตา👁️เพียงแค่วินาทีเดียว วันนี้ทางเราจะมาพูดถึงอันตรายจากการที่คุณแม่ปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ลำพังโดยคลาดสายตา เราไปรับฟังพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ความเสี่ยงจากการที่ปล่อยให้ลูกคลาดสายตา👉เสี่ยงพลัดตกจากที่สูงเด็กเล็กนั้นมีนิสัยชอบปีนป่ายขึ้นไปที่สูง เช่น ปีนขึ้นบันได เก้าอี้🪑 และโซฟา เป็นต้น  หากคุณแม่ปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ตามลำพังแล้วเด็กอาจหกล้มหรือตกจากที่สูงจนทำให้หัวฟาดพื้นจนบาดเจ็บรุนแรง🤕 หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ 👉เสี่ยงสิ่งของหรืออาหารติดคอเด็กๆมักชอบหยิบจับสิ่งของรอบตัวแล้วนำเข้าไปในปาก👄 ซึ่งหากถ้าคุณแม่ไม่ระวังอาจจะทำให้สิ่งของเรานั้นเข้าไปอุดหลอดลมลูก จนทำให้ลูกหายใจไม่ออก🤢และเสียชีวิตในที่สุด👉เสี่ยงต่อการจมน้ำคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ในอ่างน้ำ ในสระว่ายน้ำ🏊‍♀️ หรือแม้กระทั่งบริเวณรอบๆบ้านที่มีบ่อน้ำต่างๆตามลำพัง เพราะเด็กอาจวิ่งเล่นแล้วพลัดตกลงน้ำ ทำให้อาจจมน้ำตายได้ ดังนั้นควรทำรั้วกั้นบริเวณไม่ให้เด็กๆเข้าใกล้บริเวณนั้นอย่างเด็ดขาด🙅‍♀️สถานที่อันตรายที่เสี่ยงต่อการเกิดเกิดอุบัติเหตุของลูก🏠สถานที่ภายในบ้านในบ้านที่ดูเหมือนจะปลอดภัยแต่จริงๆแล้วมีหลายจุดในบ้านที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อลูก เช่น ในห้องน้ำ🛀 บริเวณบันได และขอบมุมของโต๊ะทานข้าว🏞️สถานที่ข้างนอกบ้านเมื่อคุณแม่นำลูกๆไปเล่นนอกบ้าน คุณแม่ควรระมัดระวังสถานที่ข้างนอกเป็นพิเศษ ดังเช่น สวนสนุก🎡 สวนสัตว์🎪 และสถานที่ที่มีคนแออัด     สรุปก็คือคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อย👶เล่นอยู่ลำพังหรือคลาดสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว เพราะอาจทำให้เกิดการสูญเสียได้จากอุบัติเหตุที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้นควรเฝ้ามองลูกๆเล่นอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อเจ้าตัวน้อย

Content Image

สอนลูกแปรงลิ้นขณะแปรงฟัน

     คุณแม่หลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงความสำคัญของการแปรงลิ้น โดยเฉพาะการแปรงฟันสำหรับเด็กที่อยู่ในช่วงดื่มนม🍼 เพราะคราบนมอาจจะติดอยู่ที่ลิ้นของเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้ทำความสะอาด จะส่งผลต่อสุขภาพปากและฟันของลูกได้ วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีสอนให้ลูกแปรงลิ้นหลังแปรงฟันมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️เทคนิคการสอนให้ลูกแปรงลิ้นอย่างไรให้สะอาดการเริ่มทำความสะอาดภายในช่องปากของทารกหรือเด็กสามารถทำได้ทันทีหลังจากที่ลูกเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นมา🦷 คุณแม่ควรค่อยๆสอนให้ลูกรู้จักแปรงลิ้น โดยค่อยๆสอนให้ลูกทำตามอย่างถูกวิธี เพราะถ้าหากลูกทำอย่างไม่ถูกวิธี อาจทำให้ลิ้นของพวกเขาได้รับบาดเจ็บ เทคนิคง่ายๆในที่คุณแม่สามารถสอนให้ลูกแปรงลิ้นเพื่อสุขภาพในช่องปากที่ดี มีดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1️⃣ไม่ควรใช้ที่ขูดลิ้นจนกว่าลูกของคุณจะอายุประมาณ 5 ขวบ คุณแม่อาจเริ่มจากการให้ลูกให้ลูกใช้แปรงขนนุ่มก่อน🪥ข้อที่ 2️⃣เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เพราะเด็ก ๆ มันจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ ซึ่งนั่นเป็นผลดีหากคุณมีการทำเป็นแบบอย่างให้พวกเขาปฏิบัติตาม🫡ข้อที่ 3️⃣สอนให้ลูกของคุณรู้จักกับลำดับของการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟัน สอนให้พวกเขาทำความสะอาดลิ้น👅ก่อนแล้วจึงจะแปรงฟันข้อที่ 4️⃣ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกของคุณไม่มีการแปรงลิ้นอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้พื้นผิวของลิ้นนั้นได้รับบาดเจ็บได้🩸ข้อที่ 5️⃣สอนให้ลูกของคุณทำความสะอาดแปรง หรือที่ขูดลิ้นหลังจากที่ใช้งาน เพราะการที่ไม่ทำความสะอาดหลังใช้อาจทำให้แบคทีเรีย🦠กระจายไปทั่วปากได้หลังจากหยิบมาใช้งานครั้งต่อไปประโยชน์ของการแปรงลิ้น✨เพื่อการรับรสที่ดียิ่งขึ้นหากลิ้นของลูกเต็มไปด้วยแบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอม อาจทำให้ต่อมรับรสที่อยู่เหนือลิ้นนั้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้เด็ก ๆ ไม่ยอมรับประทานอาหาร เพราะว่าไม่ได้รับรสชาติที่แสนอร่อยของอาหาร ดังนั้นการทำความสะอาดลิ้น👅จะทำให้พวกเขาสามารถลิ้มรสอาหารได้มากยิ่งขึ้น และสามารถแยกแยะรสชาติของอาหารแต่ละรสได้อย่างแม่นยำ และสามารถทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น เจริญเติบโตได้อย่างสมวัย✨เพื่อลดแบคทีเรียในช่องปากแบคทีเรีย🦠เป็นต้นเหตุของปัญหาทางช่องปาก เช่น ฟันผุ กลิ่นปาก หรือแม้แต่โรคเหงือกอักเสบ เป็นต้น ซึ่งการทำความสะอาดลิ้นอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดการเพิ่มจำนวนแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) มิวแทน (mutans) และแลคโตบาซิลลัส (Lactobacilli) ภายในช่องปากของเราได้ เพราะแบคทีเรียเหล่านั้นจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นแผ่นฟิล์มสีขาว ทำให้เกิดลิ้นขาว เพื่อทำหน้าที่ปกป้องตัวมันเอง ซึ่งวิธีที่จะขจัดได้คราบขาวเหล่านั้นได้คือการแปรงลิ้นนั่นเอง✨เพื่อเสริมความมั่นใจการมีเศษอาหารติดฟัน มีคราบนมหรือสีของลิ้นที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้เด็ก ๆ รู้สึกเสียความมั่นใจ😥เมื่อถูกเพื่อนล้อเลียน ดังนั้นการแปรงลิ้นหลังแปรงฟันนั้นสามารถช่วยให้ลิ้นของลูกสะอาด ปราศจากคราบขาว และยังเสริมความมั่นใจให้กับพวกเขาได้✨เพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในช่องปากกลิ่นปาก🙊เกิดมาจากการไหลของน้ำลายที่ลดลง ทำให้เกิดแบคทีเรียสะสม หากลิ้นไม่สะอาดก็จะทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียด้วยเช่นกัน ส่งผลทำให้สุขภาพช่องปากของลูกแย่ลง ซึ่งน้ำยาบ้วนปากไม่สามารถช่วยได้ ดังนั้นการแปรงลิ้นจึงเป็นวิธีเดียวที่ทำความสะอาดลิ้นได้ดีที่สุด และช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในช่องปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ✨เพื่อช่วยเพิ่มการทำงานของระบบในร่างกายแบคทีเรียทุกชนิดล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูก ไม่ใช่เพียงแค่ในช่องปากเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอันตรายต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ หากเกิดเกิดแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ผ่านระบบไหลเวียนเลือด ดังนั้นการกำจัดแบคทีเรียจึงไม่เพียงแค่ปรับปรุงสุขภาพภายในช่องปากเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้สุขภาพโดยรวมของลูก👶ดีขึ้นด้วยนั่นเอง     สรุปได้ว่าคุณแม่ไม่ควรละเลยการสอนลูกแปรงลิ้น👅ให้สะอาด เพราะการทำความสะอาดลิ้นนั้นช่วยลดการสะสมของคราบแบคทีเรียที่ติดอยู่ที่ลิ้น และยังช่วยเลิกการเกิดกลิ่นปากได้อีกด้วย แต่ถ้าพบว่าลูกมีปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก เช่น ฟันผุ และปัญหาช่องเหงือก คุณแม่ควรพาลูกไปปรึกษาทันตแพทย์👨‍⚕️ทันทีเพื่อรับการรักษาได้อย่างตรงจุดนั้นเอง

Content Image

คาร์ซีทเด็ก เลือกยังไงให้เหมาะกับช่วงวัยของลูก?

     คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินหรือเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์กันมาบ้างใช่ไหมคะ🚙 หากลองคิดว่าบนรถยนต์ทุกคันที่เราขับขี่กันในชีวิตประจำวันตามท้องถนนนั้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เด็กๆนั่ง พูดง่ายๆคือที่นั่งอาจไม่ได้เอื้ออำนวยต่อสรีระและขนาดตัวของเด็กๆ ในเด็กเล็กนั้น ผู้ปกครองอาจใช้วิธีการให้นั่งตักบนที่นั่งที่เดียวกับผู้ปกครองเสียด้วยซ้ำ หากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้น แม้จะคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วแต่เด็กๆก็ยังมีโอกาสเป็นอันตรายอยู่ดี สิ่งที่เรียกว่า 'คาร์ซีท' (Car seat) นั้นจึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวค่ะ คาร์ซีทถูกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท มีวิธีการใช้งานอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของการใช้คาร์ซีทถึงแม้เราจะทราบกันดีว่าคาร์ซีทสามารถลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้ในระดับหนึ่ง และหลายๆครอบครัวก็เริ่มสนใจที่จะใช้มากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าคาร์ซีทนั้นเป็นสินค้าที่ค่อนข้างมีราคา ซึ่งมีตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว บางครัวเรือนจึงอาจแก้ปัญหาด้วยการอุ้มเด็กหรือให้เด็กนั่งตักอยู่ขณะขับขี่ อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565 ได้มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปีหรือสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ผู้ปกครองจำเป็นต้องจัดหาที่นั่งนิรภัยหรือที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) เพื่อป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับ 2,000 บาทตามกฎหมาย💵 ซึ่งหากเทียบราคาดูแล้ว ยอมลงทุนซื้อคาร์ซีทหลักพันสักตัวหนึ่งดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการเสียค่าปรับสูงถึง 2,000 บาทใช่ไหมล่ะคะ👉หลักเกณฑ์เบื้องต้นในการเลือกคาร์ซีทควรเลือกรูปแบบคาร์ซีทให้เหมาะสมตามช่วงอายุ สรีระ น้ำหนัก ส่วนสูงของเด็กที่จะใช้งานเป็นคาร์ซีทที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยจากบริษัทผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ🤝 หากเป็นมือสองให้สังเกตว่าสินค้ามีลักษณะสมบูรณ์ ไม่มีรอยบุบร้าวแตก สายรัดและเข็มขัดยังสามารถใช้งานได้ในสภาพดี ไม่ยืดย้วย ไม่ขาด อายุของสินค้าแม้จะผ่านการใช้งานมาแล้วก็ไม่ควรเกิน 6 ปีค่ะในกรณีที่ผู้ปกครองใช้พาหนะเป็นรถยนต์ประเภทรถเก๋ง ควรติดตั้งคาร์ซีทบริเวณเบาะหลัง ไม่แนะนำให้ติดตั้งบริเวณเบาะด้านหน้าหรือเบาข้างที่นั่งคนขับ🚘 เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น มีโอกาสที่เด็กจะได้รับอันตรายจากแรงกระแทกของถุงลมนิรภัยค่ะอายุของเด็กมีผลต่อคาร์ซีทที่เลือกสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงเมื่อเด็กมีอายุได้ 3 ขวบ 🚼 หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ควรเลือกใช้คาร์ซีทที่เป็นที่นั่งแบบหันหน้าไปทางด้านหลังรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Rear-facing นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นประเภทที่ปรับเอนไปกับที่นั่งได้ค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุได้ประมาณ 2-6 ปี 👶 ซึ่งถือว่าโตขึ้นมาหน่อย มีน้ำหนักตัวในช่วง 10-25 กิโลกรัม สามารถเลือกใช้คาร์ซีทแบบหันหน้ามาทางหน้ารถได้ หรือที่เรียกว่าแบบ Forward-facing ค่ะ โดยปกติแล้วคาร์ซีทประเภทนี้จะมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยในตัวเอง สามารถใช้ได้ค่ะสำหรับเด็กที่เริ่มโตขึ้นมาหน่อย มีอายุได้ประมาณ 4-12 ปี👦 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทที่หันหน้ามาทางด้านหน้าของรถ หรือที่เรียกว่าแบบ Booster forward-facing นั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้วคาร์ซีทรูปแบบนี้ก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับแบบ Forward-facing ทั่วไป ต่างกันที่บางรุ่นจะมีการเสริมพนักพิงด้านหลังเรียกว่า Highback-Booster ซึ่งจะเพิ่มความสบายให้เด็กๆเวลานั่ง หรือแบบ Backless-Booster ที่ไม่มีพนักพิงเสริมด้านหลัง แต่สามารถใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์เองได้ค่ะสำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยเช่นกัน👧 สามารถเลือกใช้คาร์ซีทรูปแบบผสมระหว่างหันหน้าและหันหลังได้ เรียกว่าแบบ Combination ค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าคาร์ซีทนั้นถือเป็นสิ่งทำเป็นที่ผู้ปกครองที่สัญจรด้วยการขับรถยนต์นั้นต้องมี เป็นปฏิบัติตามกฎหมาย🚏และเพิ่มความปลอดภัยในเรื่องของอุบัติเหตุจากรถยนต์ให้เจ้าตัวน้อยได้ไปในตัว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้บทความของเราจะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกคาร์ซีทตามช่วงอายุของเด็ก แต่สุดท้ายแล้วคุณผู้ปกครองควรเลือกคาร์ซีทที่เหมาะกับสรีระ ความสูง และน้ำหนักของเด็กเป็นหลัก เนื่องจากอายุที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น มีโอกาสที่เจ้าตัวน้อยของเราจะไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงควรเลือกตามความเหมาะสมของลูกเราเป็นหลักค่ะ

Content Image

ลูกเดินได้ช้า ทำยังไงดี?

     หนึ่งในปัญหาที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจมีความกังวลก็คือปัญหาพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวน้อย👶ใช่ไหมคะ และสิ่งหนึ่งที่จะบ่งบอกได้คือความสามารถในการเดิน🚶‍♂️ หากเจ้าตัวน้อยเดินได้ช้าก็จะสร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองว่าลูกของเรามีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกายด้านไหนเป็นพิเศษหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าวกันค่ะ💁‍♀️เมื่อไหร่ถึงบอกได้ว่าเด็กเดินได้ช้าอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าเจ้าตัวน้อย👶จะสามารถเดินได้เองตอนอายุประมาณ 14 เดือนหรือช่วงอายุประมาณปีนิดๆนั่นเองค่ะ แต่กับเด็กบางคนนั้นก็สามารถเดินได้เร็วหรือช้ากว่านั้นได้ บางคนอาจเริ่มเดินได้ตั้งแต่มีอายุประมาณ 12 เดือนหรือหนึ่งปีเต็ม บางคนนั้นอาจเดินได้ช้าถึงขนาด 16-17 เดือนหรือประมาณปีครึ่งเลยก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันค่ะ แต่หากเลยช่วงระยะเวลานั้นไปแล้ว และเจ้าตัวน้อยยังเดินไม่ได้ ประเด็นปัญหาเรื่องพัฒนาการการเคลื่อนที่ของเด็กก็จะเป็นที่น่ากังวล แต่อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่👫ก็อาจต้องดูปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเด็กร่วมด้วย ปัจจัยดังกล่าวจะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันต่อเลยค่ะพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงพัฒนาการการเคลื่อนไหวโดยปกติของเด็ก✨เด็กที่มีอายุในช่วง 3-4 เดือนจะสามารถพยุงตัวขึ้นจากพื้น เตรียมทำท่าคลาน🚼ได้ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นการนั่งและการยืนด้วยตนเองต่อไปในช่วงอายุประมาณ 5 เดือนค่ะ✨เด็กที่มีอายุในช่วง 6-10 เดือนจะสามารถนั่งด้วยตนเองได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องพิงพนัก และสามารถคลานได้อย่างคล่องแคล่วในระดับหนึ่งค่ะ✨เด็กที่มีอายุในช่วง 9-15 เดือนจะสามารถทำให้ตนเองลุกยืนขึ้นได้ค่อนข้างมั่นคง หรือเรียกว่าการตั้งไข่🥚นั่นเองค่ะ✨เด็กที่มีอายุในช่วง 14-15 เดือนจะเริ่มเดิน🚶‍♂️ได้ด้วยตนเองแล้ว แต่อาจยังไม่คล่องแคล่วและไม่มั่นคงมากค่ะ ข้อควรปฏิบัติหากสงสัยว่าลูกมีปัญหาด้านพัฒนาการของร่างกาย👉คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาและประเมินทักษะการเคลื่อนไหวรูปแบบอื่นๆของลูกประกอบความสามารถในการเดินค่ะ ยกตัวอย่างเช่นความสามารถในการเกาะและยืนได้ด้วยตนเอง ยืดตัวขึ้นลง ทักษะการจับสิ่งของ🧸 การคลาน การหมุนตัว การพลิกกลับตัว หากลูกทำได้ดี ไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไรก็อาจบ่งบอกได้ว่า เจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่เพียงแค่ต้องการเวลา🕓ในการหัดเดินมากกว่าเด็กคนอื่นๆนั่นเองค่ะ👉หากคุณพ่อคุณแม่ได้พิจารณาและประเมินความสามารถต่างๆทางด้านการเคลื่อนไหวตามที่ได้กล่าวมาในหัวข้อด้านบนเรียบร้อยแล้ว และพบว่ามีบางทักษะที่เป็นปัญหา ผู้ปกครองควรเข้ารับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ค่ะ👨‍⚕️👉หากคุณแม่มีประวัติที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับสุขภาพการตั้งครรภ์🤰ครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ จนไปถึงการคลอดก่อนกำหนด สิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยทางด้านพัฒนาการของเด็กไ้ด้ค่ะ อาจทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวที่ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกเป็นกังวลสามารถพาเจ้าตัวน้อยเข้ารับการประเมินพัฒนาการทางด้านกานเคลื่อนไหวกับกุมารแพทย์ได้เช่นเดียวกันค่ะวิธีการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการเดินของลูกวิธีที่ 1️⃣ตามที่ได้กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้าว่า ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะเริ่มลุกขึ้นและเดินได้ เด็กๆต้องเริ่มฝึกทรงตัวมาจากการเกาะเสียก่อนค่ะ ดังนั้นหากในบ้านมีเครื่องเล่นหรือมีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ🪑ที่มั่นคง ปลอดภัย และเอื้ออำนวยต่อการเกาะ ก็จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวอย่างการเกาะได้ และหากเริ่มเกาะได้เด็กก็จะเริ่มเดินไปเกาะไป เป็นการฝึกฝนทักษะการเดินไปในตัวค่ะวิธีที่ 2️⃣หากลูกเริ่มเกาะเดินได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจทำให้ลูกเลิกเกาะสิ่งของรอบตัว โดยการเปลี่ยนมาจับมือ🤝ลูกแล้วค่อยๆฝึกประคองให้เขาค่อยๆก้าวขาด้วยตนเอง จะทำให้ลูกกล้าปล่อยมือจากสิ่งของและเริ่มเดินด้วยขา🦵ตนเองอย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะวิธีที่ 3️⃣หากเริ่มสงสัยว่าลูกมีพัฒนาการทางด้านการเดินที่ช้า ให้ลองหาสาเหตุที่ช้า เพราะสาเหตุอาจมาจากพฤติกรรมของผู้ปกครองเองก็ได้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่นผู้ปกครองอาจอุ้มเด็ก🤱มากเกินไป ไม่ปล่อยให้เขาเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้รถช่วยเดิน เพราะเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้ค่อนข้างง่ายค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าเด็กที่มีพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวอย่างการเดิน🚶‍♂️ที่ค่อนข้างช้านั้น ตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เขาเดินได้เร็วขึ้นได้ แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลใจ เพราะกระตุ้นให้เด็กเดินเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควรแล้วเด็กยังเดินไม่ได้ ก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์👨‍⚕️ค่ะ

Content Image

กลากน้ำนมคืออะไรกันแน่? อันตรายขนาดไหน?

กลากน้ำนม หรือ กลากน้ำลายที่ขึ้นบนใบหน้าของทารกมีสาเหตุจากอะไรและจะสามารถป้องกันได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันค่ะลักษณะอาการและสาเหตุ✨ลักษณะอาการกลากน้ำนม หรือ กลากน้ำลาย เป็นกลากที่ขึ้นบนใบหน้าของทารกซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้ำนม🥛หรือนมที่เลอะปาก กลากน้ำนมเป็นอาการของผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายน้ำนมติดแห้งอยู่บริเวณแก้ม ซึ่งสามารถเกิดทั้งในทารกและเด็กโต👶 โดยอาการเริ่มแรกจะสังเกตุเห็นได้ว่ามีจุดแดงๆ🔴เล็กๆ และลูกอาจรู้สึกคันบริเวณที่ผื่นขึ้นได้ หลังจากนั้นจุดแดงจะขยายวงเป็นดวงๆ ออกไป ซึ่งขนาดและขอบเขตของการกระจายนั้นไม่ชัดเจน และมีขุยบางๆ ซึ่งหากมีสีผิวที่เข้มจะสังเหตุได้ง่ายกว่า บริเวณที่กลากน้ำนมขึ้นบ่อยๆ ได้แก่ บริเวณใบหน้า แก้ม รอบปาก👄 รวมถึงบริเวณหน้าผาก รวมถึงอาจเกิดบริเวณร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็น คอ หน้าอก ไหล่ หลัง แขน ขา ลำตัว แต่ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ และเมื่อโตจะหายไปเอง✨สาเหตุแม้ว่าในปัจจุบันเราจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของกลากน้ำนม แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจมีสาเหตุจากการแพ้แดด☀️หรือลม หรืออาจเกิดจากการขาดอาหาร ติดเชื้อแบคทีเรีย น้ำเหลืองไม่ดี หรือมีโรคภูมิแพ้ แต่ไม่ใช่โรคที่ติดต่อได้ และไม่ได้เกิดจากเชื้อราการป้องกันไม่ให้ลูกเป็นกลากน้ำนมแม้ว่าเราจะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของกลากน้ำนม แต่ก็มีวิธีป้องกันโรคนี้ได้บ้าง ให้หลีกเลี่ยงการตากแดดหรือลมนานเกินไป  โดยเฉพาะในทารกที่มีภูมิแพ้ และให้ใช้สบู่🧼ที่เหมาะสำหรับผิวของทารก รวมถึงหมั่นทาครีมหลังอาบน้ำเพื่อบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอวิธีการรักษากลากน้ำนม✨เช็ดน้ำลายและเปลี่ยนผ้าทุกครั้งที่ลูกทานนมเสร็จ ให้เช็ดน้ำลายและน้ำนมให้สะอาด รวมถึงเปลี่ยน ผ้ากันเปื้อน ผ้าอ้อม และ เสื้อผ้า👚ให้ลูกบ่อยๆ เพื่อป้องกันกลากน้ำนม✨ใช้ผ้าเปียกใช้ผ้าเปียกหมั่นเช็ดทำความสะอาดลูกหลังทานนมเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้นและกำจัดกลากน้ำนมได้อีกด้วย✨นมแม่จริงๆแล้วนมแม่สามารถรักษากลากน้ำนมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ให้ชุบน้ำนมแม่🥛โดยใช้ลำสีก้อนและเช็ดบริเวณที่เป็นกลากน้ำนม ลูกก็จะอาการค่อยๆดีขึ้นค่ะ✨ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าสูตรอ่อนโยนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว🧼ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อย ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม แล้วลองล้างหน้าดูอาจทำให้อาการกลากน้ำนมดีขึ้นค่ะโดยปกติแล้วกลากน้ำนมมักจะหายไปเองโดยไม่ต้องรักษา เพียงแต่อาจอยู่นานในเด็กบางคน หากผู้ปกครองมีความกังวลก็สามารถพาลูกน้อย👶ไปหาหมอเพื่อตรวจและรับการรักษาได้ค่ะ

Content Image

ต่อจิ๊กซอว์กันดีกว่า!

การต่อจิ๊กซอว์เป็นกิจกรรมที่หลายๆคนเคยเล่นมากันมาก่อน ซึ่งช่วยให้เพลิดเพลินและยังช่วยพัฒนาการสมองได้อีกด้วย ซึ่งเราสามารถชวนลูกน้อยให้มาเล่นต่อจิ๊กซอว์ด้วยกันได้ โดยการต่อจิ๊กซอว์จะมีประโยชน์กับลูกอย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะทำความรู้จักกับจิ๊กซอว์จิ๊กซอว์คืออะไร?🧩หลายๆท่านอาจจะทราบกันอยู่แล้วว่าจิ๊กซอว์คือเกมภาพที่มีลักษณะเป็นแผ่นกระดาษหนาและมีความแข็งพอสมควร ซึ่งจะถูกแยกเป็นส่วนต่างๆ เพื่อให้ผู้เล่นนำมาประกอบกันใหม่ ซึ่งเกมจิ๊กซอว์จะช่วยฝึกการคิดและจินตนาการ🎨ของผู้ต่อได้ด้วยเด็กอายุเท่าไหร่จึงจะเหมาะกับการเล่นจิ๊กซอว์?ในปัจจุบันมีจิ๊กซอว์ที่ทำขึ้นมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะซึ่งจิ๊กซอว์🧩เหล่านี้จะมีลวดลายและสีสันสดใสน่ารัก โดยลูกสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่ลูกจะเริ่มนั่งด้วยตนเองแล้ว และยังเป็นวัยที่สมอง🧠กำลังเริ่มเรียนรู้ ซึ่งจิ๊กซอว์ที่ซื้อให้ลูกจะต้องเป็นจิ๊กซอว์ที่มีขนาดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเผลอกลืนเข้าไปนั่นเองค่ะ ซึ่งก่อนการซื้อจิ๊กซอว์ผู้ปกครองสามารถดูระดับความยากตามอายุเด็กได้ที่หน้ากล่องได้เลยค่ะ  ประโยชน์ของการต่อจิ๊กซอว์ได้ใช้สมองสองซีกพร้อมกันหลายๆคนคงได้ยินกันมาบ้างแล้วว่าสมองทางด้านขวาของเราจะถูกใช้เมื่อต้องคิดงานศิลปะ หรือความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ และจะใช้ซีกซ้ายเมื่อต้องใช้ตรรกะ หรือการแก้ปัญหา ซึ่งในการเล่นจิ๊กซอว์🧩ลูกจะได้ฝึกทั้งสองซีกพร้อมๆกัน เพราะจะต้องใช้ สมองในการแก้ปัญหา และใช้จินตนาการในการมองภาพกว้างและสีช่วยฝึกสมาธิและการจดจำเมื่อลูกต้องต่อจิ๊กซอว์ลูกจะต้องจดจำรูปร่างและสี🎨ของตัวต่อและนำมาประกอบกันเป็นรูปเป็นร่าง รวมถึงจะต้องให้สมาธิเพื่อให้ประกอบออกมาได้แต่ละชิ้น ฝึกทักษะการคิดการต่อจิ๊กซอว์ยังช่วยให้ลูกได้ฝึกทักษะการคิดเพื่อที่ว่าจะต่อจิ๊กซอว์ไหนกับจิ๊กซอว์ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเด็ก👶มากช่วยให้ลูกไม่ติดโทรศัพท์📱การต่อจิ๊กซอว์จะช่วยดึงความสนใจลูกจากการมองจอทีวีทั้งวัน นอกจากจะได้ประโยชน์แล้วยังสนุกอีกด้วย!ประโยชน์อื่นๆพัฒนาการการเคลื่อนไหวของมือและการมองเห็นเนื่องจากลูกจะต้องใช้การขยับมือและการฝึกสายตา👀ไปด้วย ทำให้ลูกได้ฝึกกล้ามเนื้อมือทำให้หยิบของได้ดีขึ้น เป็นการเตรียมพร้อมลูกสำหรับการจับดินสอเมื่อต้องไปโรงเรียนล่วงหน้านั่นเองค่ะ ฝึกการจัดระเบียบเมื่อต่อจิ๊กซอว์ลูกจะต้องวางตัวจิ๊กซอว์🧩ให้เป็นระเบียบ และเรียงสีและรูปร่างของตัวต่อให้เข้ากัน ซึ่งเป็นการฝึกจัดระเบียบและเป็นมิชชั่นที่ท้าทายสำหรับลูกเลยทีเดียวค่ะเพิ่มความภูมิใจในตนเองเมื่อลูกสามารถต่อจิ๊กซอว์ออกมาได้สำเร็จ ลูกก็จะรู้สึกภูมิใจและเป็นการเพิ่ม Self-esteem ของลูกด้วย โดยคุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชมลูกเพื่อเป็นการให้กำลังใจ💗เมื่อทำสำเร็จนะคะ 

Content Image

แพ้ถั่วในทารกและเด็ก

อาการแพ้ถั่ว🥜เป็นอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่ไม่เหมือน โดยในวันนี้เราจะมีดูว่าอาการแพ้ถั่วนั้นมีลักษณะอย่างไรบ้าง และจะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรกันบ้างค่ะ มารู้จักกับอาการแพ้ถั่วกันเถอะการแพ้อาหาร🥜จะเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของคนๆนั้นมีปฏิกิริยาตอบสนองกับอาหารบางอย่างที่ทานเข้าไป ซึ่งแต่ละคนก็มีการแพ้อาหารที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่คน เมื่อเจออาหารที่ร่างกายคิดว่าเป็นภัยคุกคามต่อร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเพื่อป้องกันอาหาร🍲เหล่านั้น ทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้นั่นเอง แพ้ถั่ว สามารถเกิดขึ้นกับการทานถั่วชนิดใดบ้าง?การแพ้ถั่ว🥜นั่นสามารถพบได้ง่ายกว่าการแพ้อาการอื่นๆ ซึ่งทารกส่วนใหญ่จะพบอาการแพ้ถั่วเมื่อเข้าสู่ช่วงที่เริ่มทานอาหารแข็ง โดยถั่วที่มักจะแพ้ได้แก่ ถั่วลิสงและถั่วเหลือง✨ถั่วเหลืองอาการแพ้ถั่วเหลืองอาการที่พบได้บ่อยมากทั่วโลกซึ่งอาการแพ้ถั่วเหลืองจะไม่ได้มีความรุนแรงเท่าถั่วชนิดอื่น โดยจะมีอาการเกิดขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้นเช่น อาการบวมในปาก👄 อาการลมพิษบนผิวหนัง✨ถั่วลิสงเป็นถั่วที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ โดยเฉพาะกับเด็ก ซึ่งจะพบปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงกว่าถั่วชนิดอื่น เมื่อได้รับถั่วลิสงเพียงเล็กน้อย ก็อาจถึงขั้นเสียชีวิต💀ได้ในบาคนที่แพ้ เมื่อทารกแพ้ถ้่วจะมีอาการอย่างไรบ้าง?อาการของการแพ้ถั่ว🥜นั้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยทารกบางคนอาจมีอาการรุนแรกมาก บางคนก็รุนแรงน้อย จะมีอาการดังต่อไปนี้ ✨มีอาการเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังของร่างกาย เช่น มีอาการผื่นลมพิษ ผื่นบวมแดง✨คันทั่วใบหน้า ในลำคอ ริมฝีปาก หรือ ปาก👄✨รู้สึกไม่สบายตัว✨ปวดท้องเหมือนท้องเสีย✨อาการคล้ายลำไส้บีบตัว✨ไอ✨อาเจียน🤮✨หายใจมีเสียงดังฮืด ๆ✨หายใจลำบาก✨อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มมากขึ้น❤️✨เกิดภูมิแพ้อย่างรุนแรง(Anaphylaxis) มีอาการหายใจไม่ออกวิธีป้องกันลูกจากการแพ้ถั่วทำอาหารทานเองดีที่สุดการทำอาหารเองนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการแพ้ถั่วได้ เพราะคุณพ่อคุณแม่สามารถมั่นใจได้ว่าอาหารนั้นทำมาจากอะไรบ้าง และสามารถเลือกอาหารที่ปลอดภัยปราศจากถั่ว🥜ได้ รวมถึงสามารถเลือกเมนูที่มีผักผลไม้🍊เพื่อสุขภาพของลูกน้อยได้อีกด้วยเลี่ยงถั่วที่แพ้🥜 คุณพ่อคุณแม่ควรจะให้ลูกอยู่ห่างจากถั่วมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากพบว่าลูกแพ้ถั่วบางชนิด ก็สามารถนำถั่วอื่นๆมาให้รับประทานได้ หรือสามารถปรึกษากับแพทย์👨‍⚕️เพื่อหาอาหารที่สามารถมาทดแทนถั่วได้ค่ะตรวจสอบฉลากก่อนซื้อให้คุณพ่อคุณแม่ตรวจสอบฉลากทุกครั้งที่ซื้ออาหารมาเพราะอาหารต่างๆมักจะมีถั่วผสมอยู่โดยที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะคาดไม่ถึง ดังนั้นเมื่อคุณพ่อ👨คุณแม่👩ซื้ออาหารใดๆมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตก็ควรจะพลิกตรวจสอบฉลากด้วย เพราะหากมีส่วนผสมของถั่ว🥜ก็จะได้เลี่ยงได้นั่นเองค่ะ

Content Image

ทำอย่างไรดีเมื่อลูกนอนหลับยาก

สำหรับผู้ปกครองที่พบปัญหาเรื่องการนอนของลูกเนื่องด้วยว่าลูกนอนหลับยาก ตื่นบ่อยๆ เหล่านี้มีสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้างเราไปดูกันเลยค่ะสาเหตุที่ลูกหลับยาก✨ให้นมลูกบ่อยเกินไป การนอนหลับยากมักเกิดจากการที่แม่ให้นมลูกบ่อยเกินไป เพราะธรรมชาติของทารกมักใช้ปากในการแสดงความต้องการ ทารกร้องไห้ทุกครั้งไม่ว่าจะรู้สึกหิว อิ่ม ง่วง เหนื่อย ร้อน หรือ เย็น ทารกมักจะร้องไห้และอ้าปากเพื่อดูด หากให้นมเพราะเข้าใจว่าลูกหิวทุกครั้งที่ร้องไห้😭 จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้หิวก็ได้นะคะ เพราะ ระบบประสาทของลูก มีหน้าที่ในการกระตุ้นเมื่อหัวนมของแม่สัมผัสกับปากก็จะดูดทันทีค่ะ เมื่อลูกไม่ได้หิวพอให้นมเยอะไปก็จะท้องอืด แน่นท้องนั่นเองค่ะ ✨สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยคุณพ่อคุณแม่ควรเช็คให้ดีกว่าสภาพแวดล้อมในห้องเหมาะสมกับการนอน💤ของลูกหรือไม่ โดยไม่ควรร้อนหรือหนาวจนเกิดไป 24-26 องศาเซลเซียส เป็นอากาศที่กำลังสบายสำหรับลูก และห้องไม่ควรมีเสียงดัง และควรมีอากาศถ่ายเทที่ดีสาเหตุอื่นๆ✨ไม่สบายสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนหลับ💤ยากอาจเกิดจากการป่วย เช่น อาการหวัด อาการจุกเสียด ปวดท้อง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เด็กหลับยากและตื่นมาร้องนั่นเองค่ะ✨ลูกแพ้นมเด็กที่มีปัญหาในการนอนหลับอาจเกิดจากการแพ้นม หากทานนมแม่อยู่อย่างเดียว อาจเกิดจากการแพ้อาหารที่คุณแม่ทาน เพราะมันสามารถส่งผ่านทางน้ำนมได้ อาหารที่อาจทำให้ลูกแพ้ เมื่อคุณแม่ทานเข้าไปได้แก่ นมวัว🥛 ถั่ว ชีส อาหารทะเล เป็นต้น หากลูกทานนมผงอยู่ก็อาจมาจากการแพ้ โปรตีนนมวัวที่เป็นส่วนผสมของนมผงค่ะวิธีแก้ไขเมื่อลูกหลับยากเมื่อทราบสาเหตุกันไปแล้ว เราก็มาดูวิธีแก้ไขเมื่อลูกน้อยหลับยากกันดีกว่าค่ะ💤อย่างแรกเลยคือให้กำหนดเวลาในการนอนที่แน่นอน เพราะการฝึกให้ลูกนอนและเวลาตื่นเวลาเดิมๆ จะทำให้ร่างกายของลูกเคยชิน 💤พยายามพาลูกไปเดินเล่น ให้สัมผัสกับแสงแดด☀️ และเมื่อตกกลางคืนก็สามารถสร้างบรรกาศที่เหมาะสมกับการนอน โดยห้องไม่ควรมีเสียงดัง💤ห้องนอนไม่ควรที่จะร้อนจนเกินไป เพราะเหงื่อจะทำให้ลูกไม่สบายตัว รวมถึงไม่ควรเปิดแอร์เย็นจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับยากได้และทำให้ไม่สบายตัวได้ค่ะ💤คุณพ่อคุณแม่อาจเปิดเพลงคลาสิค🎵ให้ลูกฟังเพื่อนให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและจิตใจสงบก่อนนอน จะทำให้ลูกอารมณ์ดีขึ้นได้นั่นเองค่ะ💤หรือคุณพ่อคุณแม่อาจใช้ตัวช่วยจุกปลอม! เพื่อให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น อย่าลืมค่อยๆดึงจุกปลอมออกเมื่อลูกหลับนะคะ💤เปิดไฟสลัวๆ💡 โดยไฟไม่ควรมีแสงจ้าจนเกินไป ลูกจะรู้สึกปลอดภัย และควรปิดไฟหลังลูกหลับเพราะความมืดจะส่งเสริมการนอนหลับที่ดีได้💤ไม่ควรให้ลูกนอนกลางวันนานจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับยากในตอนกลางคืน💤เลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย และไม่อึดอัด เพื่อให้ลูกนอนได้สบายๆค่ะ👚💤ควรนำมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆออก และไม่ควรให้ลูกเล่นเมื่อใกล้เวลานอน รวมถึงไม่ควรให้ลูกดูทีวี📺ด้วยค่ะ💤ไม่ควรให้ลูกทานเครื่องดื่มอย่างช็อกโกแลต🍫 หรือน้ำอัดลม ชา เพราะจะทำให้ลูกหลับยากขึ้นค่ะ💤พยายามงดกิจกรรมเล่นผาดโผน รุนแรง หรือ เล่าเรื่องที่น่ากลัวให้ลูกฟังเพราะจะทำให้ลูกตื่นเต้น ตื่นกลัวและนอนไม่หลับนั่นเองค่ะ

Content Image

สอนลูกใส่ถุงเท้าอย่างไรดี?

เคล็ดลับ! สอนลูกใส่ถุงเท้า ด้วยวิธีง่าย ๆ ต้องทำยังไง? มาดูกัน หากใครที่อยากจะให้ลูกของตัวเองโตมาเป็นเด็กที่เก่งและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ นอกจากสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องใส่ใจแล้ว เชื่อไหมว่าการสอนลูกใส่ถุงเท้าด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นอะไรที่สำคัญเช่นกัน ส่วนเคล็ดลับที่เราได้นำมาฝากให้ทุกคนได้รู้กันนั้นจะเป็นยังไงบ้าง เรามา สอนลูกใส่ถุงเท้า ไปพร้อมกันเลือกซื้อถุงเท้าให้ลูกต้องดูอะไรบ้าง?✨วิธีการเลือกเลือกซื้อถุงเท้า🧦ระบายอากาศได้ เพราะหากระบายอากาศได้ไม่ดี ลูกอาจรู้สึกอึดอัดและรู้สึกอึดอัดได้ รวมถึงดูว่าขอบถุงเท้าหลวมหรือไม่ เพราะหากหลวมเกินไปอาจทำให้ไม่อำนวจสะดวกต่อการเคลื่อนไหวของลูก✨ควรคำนึงถึงสิ่งนี้ด้วยถุงเท้าจะต้องซับเหงื่อได้ดี💦 เพราะเมื่อลูกทำกิจกรรมต่างๆ ก็จะทำให้เกิดเหงื่อบริเวณเท้าได้ การเลือกถุงเท้าที่ซับเหงื่อได้ก็จะช่วยลดกลิ่นเท้าให้ลูกได้ วิธีสอนลูกใส่ถุงเท้าเอง✨เตรียมถุงเท้าให้เรียบร้อยสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนที่เราจะสอนให้ใส่ถุงเท้า เราต้องเตรียมถุงเท้าให้ หรือถ้าลูก👶ของคุณโตพอ เราก็ให้เขาเลือกถุงเท้าเองได้ ในขั้นตอนนี้ พ่อแม่แค่ต้องดูว่าถุงเท้าของเด็กนั้นเหมาะสมหรือเปล่าค่ะ✨อธิบายอย่างนุ่มนวลในขั้นตอนนี้ เราต้องอธิบายรายละเอียดให้ลูกฟัง โดยไม่ควรใช้น้ำเสียงที่รุนแรง เพราะเวลาเราใช้น้ำเสียงดุ หรือน้ำเสียงที่ค่อนข้างรุนแรง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกๆ ของเรารู้สึกกลัวและไม่มั่นใจในตัวเอง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสอนให้เด็กสวมถุงเท้า🧦การอธิบายให้ลูกฟัง✨อย่าอธิบายวกไปวนมาอะไรก็ตามที่เราสอนเด็ก เช่น การสอนให้เด็ก👶สวมถุงเท้า กระบวนการสอนของเราจะต้องมีการอธิบายอย่างดี เรียงตามลำดับภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ควรมีการกลับไปกลับมาหรือพูดไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าเราพูดไปเรื่อย ๆ ไม่สำคัญว่าลูก ๆ ของเราจะเข้าใจวิธีการนั้นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เขาไม่เข้าใจและไม่อยากทำเลย✨ไม่ดุและคอยให้กำลังใจในขณะที่เรากำลังฝึกหรือสอนลูกให้ใส่ถุงเท้าเอง เราอาจจะต้องอยู่กับลูก และให้กำลังใจ💖ลูกแม้ว่าลูกอาจจะยังทำไม่ได้ ก็ไม่ควรไปดุลูก✨ช่วยเมื่อยามจำเป็นเท่านั้น เมื่อลูกฝึกใส่ถุงเท้า🧦 เป็นครั้งแรก เป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกจะยังใส่ได้ไม่ถูก ดังนั้นเราก็อาจจะดูว่าลูกทำยังไงและมีขั้นตอนไหนที่ทำผิดหรือเปล่า หากมีช่วงที่ทำผิดก็อาจเข้าไปช่วยแค่ตรงนั้นแต่ให้ระลึกไว้ว่าเราไม่ควรไปสอนเขาหมดทุกอย่าง เพราะจะทำให้ลูกไม่สามารถใส่ถุงเท้าได้นั่นเองค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.