Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ13-18 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

ทำยังไงถ้าลูกขาโก่ง

     ภาวะหรืออาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ในเจ้าตัวน้อยหลายคนอย่างอาการ 'ขาโก่ง' 🦵นั้น คงสร้างความลำบากใจให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย ภาวะนี้มีสาเหตุมาจากอะไร เกิดขึ้นแล้วมีความเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเองมากน้อยแค่ไหน ในอนาคตมีโอกาสหายได้เองหรือไม่ ผู้ปกครองสามารถรักษาได้เองหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบให้คุณผู้อ่านค่ะ💁‍♀️รู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนเรียกขาโก่งภาวะขาโก่งนั้นถูกระบุความหมายโดนชัดเจนไว้ว่า เป็นภาวะที่ลักษณะขาท่อนล่าง🦵ของเด็กนั้นมีความงอจนทำมุมกับขาท่อนบน (แม้จะยืนตรงๆ) จนดูเหมือนมีลักษณะบิดออกด้านนอกหรือบิดเข้าด้านใน ภาวะนี้มักพบหรือสังเกตได้ง่ายในเด็กเล็ก👶 ผู้ปกครองส่วนมากมักสังเกตได้ในช่วงที่เจ้าตัวน้อยมีอายุประมาณ 1 ขวบซึ่งเป็นช่วงพึ่งหัดเดิน🚶‍♂️นั่นเอง อาการขาโก่งนั้นไม่ได้🙅‍♀️บ่งบอกว่าลูกของเรากำลังเป็นโรคหรือมีความผิดปกติของร่างกายได้เพียงอย่างเดียว เพราะอันที่จริงแล้วเด็กอาจมีภาวะขาโก่งที่มาจากการเติบโตโดยธรรมชาติได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามวัย แต่ก็มีอาการขาโก่งที่นับว่าเป็นโรคเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นอาการขาโก่งจากการที่เนื้อเยื่อมีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติค่ะอาการขาโก่งแบบธรรมชาติ1️⃣สำหรับเด็กเล็กในช่วง 0-2 ปีแรก🚼 แทบทุกคนนั้นจะมีลักษณะกระดูกขาที่โก่งออกไปภายนอกเป็นปกติค่ะ เพราะเป็นท่าทางเดิมจากตอนที่อยู่ในครรภ์🤰 ประกอบกับเป็นท่าทางที่จะช่วยให้เด็กที่พึ่งเริ่มหัดยืนหรือหัดเดิน สามารถรักษาสมดุลการทรงตัวได้ง่ายที่สุด2️⃣สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาเล็กน้อย👶 มีอายุอยู่ในช่วง 2-5 ปี ขาที่ค่อนข้างโก่งจะบิดกลับมาเข้าด้านในมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้นของอาการขาโก่งโดยธรรมชาติค่ะ3️⃣สำหรับเด็กที่มีอายุมากขึ้น👦 มีช่วงอายุระหว่าง 4-7 ปี คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตว่าเด็กกลับมามีอาการขาโก่งอีกรอบ แต่รอบนี้เป็นลักษณะโก่งเข้าด้านในเล็กน้อยค่ะ4️⃣สำหรับเด็กที่ค่อนข้างโตแล้ว👨 หรือเด็กที่สามารถเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ได้อย่างเหมาะสม คล่องแคล่ว และมั่นคง ซึ่งก็คือเด็กที่มีอายุในช่วง 7 ปีขึ้นไปนั่นเอง แนวโน้มของขาที่โก่งเข้าไปด้านในจะมีความตรงขึ้น จนลักษณะขาโก่งนั้นหายไป มีท่อนขาที่เป็นแนวตรงในที่สุดค่ะอาการขาโก่งแบบเป็นโรคสังเกตได้อย่างไรวิธีการสังเกตลูกขาโก่งแบบเป็นโรค 👉ตามที่กล่าวไปก่อนหน้าว่า เด็กๆจะหายจากอาการขาโก่งได้เองเมื่อมีอายุประมาณ 7 ปีขึ้นไป แต่อันที่จริงแล้วแนวโน้มของอาการขาโก่งควรจะดีขึ้น พูดง่ายๆคือมันควรจะดูตรงขึ้นตั้งแต่ตอนที่เด็กมีอายุประมาณ 2 ปีค่ะ ดังนั้นหากเจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่👫ไม่มีทีท่าว่าอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเลย อาจเป็นสัญญาณผิดปกติของการเจริญเติบโตในร่างกายเด็กได้ค่ะ👉ปกติแล้วหากเด็กขาโก่งแบบธรรมชาติ ขาควรจะมีลักษณะโก่งเท่ากัน🦵หรือพอๆกันทั้ง 2 ข้าง ดังนั้นหากเจ้าตัวน้อยมีอาการโก่งข้างเดียว หรือโก่งทั้ง 2 ข้างแต่ระดับความโก่งไม่เท่ากันอย่างสังเกตได้ชัดเจน ก็อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของการเจริญเติบโตได้เช่นกันค่ะ👉หากเจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีภาวะขาโก่งร่วมกับภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน🐖 ก็จะมีความเสี่ยงสูงค่ะที่จะเป็นโรคขาโก่งแบบผิดปกติ👉สำหรับเจ้าตัวน้อยบางคนที่เริ่มเดินได้🚶‍♂️เร็วกว่าเด็กคนอื่นๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะขาโก่งแบบเป็นโรคเช่นเดียวกันค่ะสามารถดัดขาให้หายโก่งด้วยตนเองได้หรือไม่ต้องขอยืนยันว่าไม่ได้และไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ🙅‍♀️ เนื่องจากการดัดขาโดยผู้ที่ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเชิงกายภาพบำบัดจะก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อเด็ก สร้างอันตรายต่ออวัยวะในร่างกายเด็กได้ ซึ่งอาจร้ายแรงจนถึงกระดูกหัก🦴เลยค่ะ     ในด้านของความเชื่อสมัยก่อนที่ยังส่งต่อมาถึงตอนนี้ อย่างความเชื่อที่ว่า ถ้าให้ลูกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแล้วลูกจะขาโก่ง หรือการอุ้มเด็กในลักษณะเข้าสะเอว🤱จะทำให้เด็กขาโก่งนั้น ณ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนว่าจะทำให้ขาโก่งจริง เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวลนะคะ ตามที่กล่าวไปเลยค่ะ ว่าเมื่อเด็กโตขึ้นอาการขาโก่งก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง แต่หากไม่ดีขึ้นผู้ปกครองควรพาเด็กเข้าตรวจร่างกายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ👨‍⚕️โดยทันทีค่ะ

Content Image

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กเป็นโรคที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกาย ความฉลาดและอารมณ์ของลูกน้อยและผู้ปกครองควรระวังและคอยสังเกตถึงอาการ  เพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสมสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง✨สาเหตุภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก หรือที่เรียกว่า Pediatric Obstructive Sleep Apnea เกิดจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้นระหว่างการนอนหลับ💤 มักมากับต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ที่ขยายใหญ่ขึ้น โดยปกติกล้ามเนื้อบริเวณคอของร่างกายจะคลายตัวขณะนอนหลับ ทำให้ช่องลำคอยวบตัว ส่งผลเดินหายใจที่แคบลง กลายเป็นกีดขวางอย่างสมบูรณ์จนเกิดภาวะขาดออกซิเจนระหว่างการนอนหลับ😮‍💨 ส่งผลต่อการนอนไม่เต็มที่ระหว่างการนอนหลับ และส่งผลให้มีพัฒนาการทางร่างกาย ความฉลาดและอารมณ์ที่ผิดปกติ✨ปัจจัยเสี่ยงสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการแพ้หรือการเป็นหวัดซ้ำๆ ในเด็ก🤧โดยจากงานวิจัยพบว่า ร้อยละ1-5ของประชากรพบการเกิดโรคนี้ รวมถึง ร้อยละ 4-12 ของเด็กอายุ 2-6ปีพบอาการนอนกรนชนิดไม่หยุดหายใจ แต่เนื่องจากว่าอาการกรนนั้นเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการนอนหยุดหายใจดังนั้นควรรีบพาลูกมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คจะดีกว่าค่ะอาการและการตรวจวินิจฉัย✨อาการในระหว่างวัน เด็กมักจะอ้าปากเพื่อหายใจและหอบ ซึ่งอาจมีอาการน้ำมูกไหลหรือคัดจมูก🤧 รวมถึงเด็กที่อดนอนจะมีปัญหาเกี่ยวกับสมาธิ และแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในบางคนเด็กบางคนจะกรนบ่อยครั้งในเวลากลางคืน💤 เมื่อนอนหลับลึก เสียงก็จะดังขึ้น จะมีการหายใจลำบาก มีการดิ้นไปมา และมักจะเปลี่ยนท่านอน รวมถึงอาจมีการฉี่รดที่นอน และเมื่ออยู่ในท่าหงายอาการจะแย่ลง ✨การตรวจวินิจฉัยแพทย์👩‍⚕️จะซักประวัติของลูกน้อยและทำการตรวจร่างกาย หากสงสัยว่าต่อมอะดีนอยด์โต แพทย์จะตรวจเพิ่มเติมโดยใช้การเอ็กซ์เรย์ หากโตพออาจมีการส่องกล้องเพื่อตรวจจมูก โดยหากลูกมีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไปอาจเตรียมเพิ่มเติมด้วยการตรวจการนอนหลับ (sleep test) การรักษาและการป้องกัน✨การรักษาการรักษาแบบมาตรฐานและได้ผลดีมากที่สุด คือการผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์ เพื่อให้ทางเดินหายใจ😮‍💨กว้างขึ้น กำจัดแหล่งสะสมของเชื้อโรคในจมูกการผ่าตัดนี้มีความปลอดภัยและเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนน้อย ในกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้ หรือไม่มีต่อมอดีนอยด์หรือทอนซิลโต หรือเด็กที่อ้วนมาก อาจใช้เครื่องช่วยหายใจขณะหลับ💤ในกรณีที่ไม่ได้มีอาการรุนแรงมากแพทย์อาจขอเฝ้าติดตามอาการ และประเมินการนอนหลับทุกๆ 6 เดือน หรือหากมีอาการรุนแรงขึ้นอาจทำการประเมินถี่ขึ้นการดูแลสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญโดยลูกไม่ควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ😶‍🌫️ ควันบุหรี่ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ ✨การป้องกันหากลูกน้อยเป็นโรคภูมิแพ้ คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบคุณหมอ👩‍⚕️เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง และควรหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำและรอจนลูกน้อยมีอายุ 8 ขวบขึ้นไปเพื่อป้องกันการเป็นหวัดเรื้อรังให้ลูกมีภูมิต้านทานก่อนนะคะ 

Content Image

นั่งคาร์ซีทจำเป็นไหม?

หลายๆท่านชำนาญในการฝึกให้ลูกนั่งคาร์ซีทแล้ว แต่ก็ยังมีคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆท่านที่อาจจะยังไม่แน่ใจว่าควรจะฝึกให้ลูกนั่งคอร์ซีทอย่างไร ไม่ให้ลูกงอแง ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมคำตอบมาให้แล้วค่ะ คาร์ซีทมีประโยชน์อย่างไร?เหตุผลที่ควรให้ลูกนั่งคาร์ซีท💺คาร์ซีทนั้นถูกออกแบบมาให้สำหรับทารกโดยเฉพาะเพื่อไว้ใช้บนรถยนต์ โดยจะมีเข็มขัดนิรภัยคาดและมีขนาดที่เหมาะกับรูปร่างของเด็กทำให้ลดโอกาสหรือป้องกันความรุนแรงจากการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์🚗ได้อายุเท่าไหร่ที่เหมาะกับการนั่งคาร์ซีท?คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกเริ่มนั่งคาร์ซีทได้ตั้งแต่วันแรกที่กลับจากโรงพยาบาล🏥เลย โดยเพื่อให้ลูกชินคุณพ่อคุณแม่จะต้องฝึกตั้งแต่ลูกยังเด็ก และจะสามารถใช้คาร์ซีทได้ต่อเนื่องจนถึงอายุ 12 ขวบวิธีการเลือกคาร์ซีทวิธีการเลือกคาร์ซีทปัจจุบันมีการผลิตคาร์ซีทออกมาให้ได้เลือกกันหลายรูปแบบมากมาย ผู้ปกครองสามารถเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับลูกน้อยได้โดยวัดน้ำหนักและส่วนสูง ซึ่งหากลูกยังมีน้ำหนักไม่ถึง 9 กิโลกรัม ควรนั่งคาร์ซีท💺หันหน้าเข้าพนักพิงเบาะหลัง และเมื่ออายุได้ประมาณ 2 ขวบ (น้ำหนัก 9 ถึง 36 กิโลกรัม) สามารถเปลี่ยนไปใช้แบบหันทางหน้ารถ🚗ได้ค่ะ อายุกับการนั่งคาร์ซีท✨วัยแรกเกิด – 12 เดือนในวัยนี้ควรติดตั้งคาร์ซีทไว้ที่เบาะหลังโดยทำการหันหน้าเข้าเบาะ ยึดคาร์ซีทไว้กับตัวล็อคเข็มขัดนิรภัย นำสายเข็มขัดคล้องใส่ตัวล็อคของคาร์ซีทเอาไว้ ✨อายุ 1-3 ขวบเมื่ออายุ 1-3 ขวบคุณพ่อคุณแม่สามารถติดตั้งคาร์ซีทไว้ที่เบาะหลังโดยหันหน้าออก ✨อายุ 4-7 ขวบติดตั้งคาร์ซีทไว้เบาะหลังแล้วหน้าออกเช่นเดียวกัน โดยสามารถเปลี่ยนจากคาร์ซีทเป็น Booster seat ได้ค่ะ ซึ่งเป็นที่นั่งนิรภัยในการช่วยล็อกตัวลูกและที่นั่งไว้ด้วยกัน✨อายุ 7-8 ขวบวัยนี้ลูกสามาถนั่งที่ปกติได้แล้ว แต่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอวิธีฝึกให้ลูกนั่งคาร์ซีทเคล็ดลับในการฝึกให้ลูกนั่งคาร์ซีทให้ฝึกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากเป็นไปได้ควรฝึกตั้งแต่วันแรกที่พาออกจากโรงพยาบาลเพื่อให้ลูกได้คุ้นเคยกับการนั่งคาร์ซีท ไม่ว่าจะเดินทางในระยะใกล้หรือไกลก็ควรจับให้ลูกนั่งคาร์ซีทเพื่อป้องกันเวลาเกิดอุบัติเหตุเกิดค่ะเมื่อลูกโตขึ้น แล้วงอแงไม่ยอมนั่งคาร์ซีท💺ให้พูดคุยปรับความเข้าใจว่าเด็กที่นั่งคาร์ซีทและไม่ได้นั่งคาร์ซีทเวลาเกิดอุบัติเหตุจะเป็นอย่างไรเมื่อเห็นว่าลูกไม่สบายตัวให้เช็คดูว่าสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไรเช่น แดดอาจจะส่องตรงที่ๆลูกนั่งมากเกินไปอาจเปิดเพลงฟัง มีของเล่นให้ลูกเล่นบนรถ🚗 มีขนมทานเล่นให้ หรือ สลับไปนั่งด้านหลังเป็นเพื่อนลูกหากลูกงอแงไม่ยอมนั่งคาร์ซีทควรทำอย่างไร?การที่ให้ลูกนั่งตักและไม่นั่งคาร์ซีท💺 หากรถชนแรงๆ อาจจะเสี่ยงเสียชีวิตได้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้เลยนะคะ ดังนั้นคุณแม่ควรใจแข็งและให้ลูกนั่งคาร์ซีทเอาไว้เพื่อความปลอดภัย โดยอาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ นำของเล่นที่ลูกชอบมาให้เล่น หรือ นั่งด้านหลังเบาะเป็นเพื่อนลูกค่ะ

Content Image

แผลในใจในวัยเด็ก

     ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่าที่เราทุกคนจะเติบโตมาเป็นเราในทุกวันนี้ก็ต้องผ่านอะไรมาไม่น้อย อะไรที่ว่านั้นอาจเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ในส่วนที่ไม่ดีนั้นก็อาจสร้างความฝังใจจนเป็นแผลใจ❤️‍🩹ให้เราโดยไม่รู้ตัวได้ คงเป็นไปได้ยากที่จะเติบโตมาแบบไม่มีอะไรฝังใจเลย แต่จะเป็นการดีกว่าไหมคะหากเรามีเจ้าตัวน้อย👶ในอนาคตและหลีกเลี่ยงการสร้างแผลใจเหล่านั้นให้เขาได้มากที่สุด บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่อาจสร้างบาดแผลทางใจให้แก่เจ้าตัวน้อย และผลกระทบหากเจ้าตัวน้อยมีบาดแผลทางใจด้านนั้นๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดบาดแผลเหล่านั้นโดยที่เราไม่ตั้งใจหรือไม่รู้ตัวค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับคำว่าแผลใจอ้างอิงจากหน่วยงานสุขภาพจิตในประเทศอเมริกา The National  Institute of Mental Health ระบุไว้ว่า 'บาดแผลทางใจในวัยเด็ก' ❤️‍🩹👶 คือ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับความเจ็บปวดและความทุกข์ทางใจต่อเด็ก แม้จะเป็นความเจ็บปวดทางใจ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งทางใจและทางกายได้เช่นเดียวกัน โดยเราจะสามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดบาดแผลทางใจในวัยเด็กออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆดังต่อไปนี้เลยค่ะสาเหตุของบาดแผลทางใจในวัยเด็ก💔เด็กอาจถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก  เรามักเห็นคำว่าล่วงละเมิดไปประกอบรวมกับคำอื่น ยกตัวอย่างเช่นคำว่าล่วงละเมิดทางเพศ⚧️ แต่การล่วงละเมิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่ในเชิงเพศเท่านั้น ยังนับรวมไปถึงการถูกทำร้ายร่างกายและทำร้ายจิตใจอีกด้วย ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะมีผลต่อพฤติกรรม ทัศนคติ และการตัดสินใจของเด็กในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ💔บาดแผลทางใจของเด็กอาจมาจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความบาดหมางของสมาชิกในครอบครัว👨‍👩‍👧 บรรยากาศในครอบครัวมีความตึงเครียด😡 มีการใช้ความรุนแรงต่อกัน (ไม่จำเป็นต้องต่อเด็กเองโดยตรง) มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง สมาชิกในครบครัวมีอาการทางจิต มีปัญหาอาชญากรรม จนไปถึงการขาดความอบอุ่นในครอบครัวอันมาจากการแยกทางกันของผู้ปกครองและปัญหามือที่สาม💔บาดแผลทางใจอาจมาจากการถูกละเลยและถูกทอดทิ้งในวัยเด็ก คุณพ่อคุณแม่อาจไม่มีเวลาให้ความรัก ความเอาใจใส่และความอบอุ่นแก่ลูก👶เท่าที่ควร โดยที่ความเอาใจใส่และการดูแลนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การส่งเงินให้อย่างเดียว แต่หมายถึงการใช้เวลาคุณภาพ💞ด้วยกัน ได้ทำกิจกรมมที่ส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาการของเด็กด้วยกัน เด็กที่มีปัญหาในประเด็นนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเติบโตไปเป็นคนมีความมั่นใจต่ำ ไว้วางใจคนอื่นได้ยาก และโหยหาความรักความเข้าใจค่ะอาการที่แสดงออกเมื่อเด็กเติบโตอาการที่ 1️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีแนวโน้มหลีกหนีหรือต่อต้านสังคม เพราะรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขาเลยจนพยายามที่จะหลบซ่อนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เพราะการอยู่ในสังคมทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกไม่ปลอดภัยเหล่านั้นได้ จึงใช้วิธีการหลีกหนี หลีกเลี่ยง หรือซ่อนตัวเพื่อหนีปัญหาเลยดีกว่า สาเหตุมาจากการที่เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรในวัยเด็กที่ทำให้ตนเองรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้น เด็กก็ไม่ได้รับการปกป้องจากผู้ปกครอง เมื่อรู้สึกไม่สบายใจก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่หรือการตอบสนองที่ดีตามมา เมื่อโตขึ้นเด็กจึงมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธ🙅‍♀️การแสดงออกถึงความรู้สึกของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดหวังค่ะอาการที่ 2️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีมุมมองว่าตนเองเป็นเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำ สมควรแล้วและเป็นเรื่องปกติที่ตนเองจะได้รับการกระทำที่ไม่ดีเหล่านั้นจากผู้อื่น เพราะตอนเด็กถูกกระทำด้วยการกระทำแย่ๆ ถูกหล่อหลอมด้วยความคิดเชิงลบต่อตนเองอยู่เสมอ เมื่อเติบโตขึ้นจึงกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีทัศนคติแบบจำกัดต่อโลก🌍 (Fix mindset) ไม่คิดว่าเรื่องไม่ดีควรได้รับการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนอะไร เพราะมันก็เป็นปกติของโลกอยู่แล้ว มองเห็นถึงข้อจำกัดของตนเองอยู่เสมอจนอาจทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำอาการที่ 3️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเก็บกดทางด้านอารมณ์🤐มากกว่าปกติ แทนที่จะเลือกใช้วิธีการระบายอารมณ์อย่างเหมาะสมแทน หากอารมณ์ในเชิงลบถูกกดเอาไว้มากๆ สะสมกันเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสที่จะระเบิด💣ออกมาในการแสดงออกของการกระทำรูปแบบอื่น ที่อันตรายกว่าการแสดงว่าโกรธค่ะอาการที่ 4️⃣เด็กอาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สูญเสียอัตลักษณ์ในตนเอง พูดง่ายๆก็คือสูญเสียความเป็นตัวเองนั่นเองค่ะ เนื่องจากตอนเด็ก ตนเองอาจพยายามทำอะไรก็ตามเพื่อให้พ่อแม่ยอมรับและรู้สึกภูมิใจ ไม่จะชอบหรือเต็มใจทำอะไรเหล่านั้นหรือไม่ เมื่อเด็กโหยหาการยอมรับ👏จากพ่อแม่ตลอดเวลาเติบโตขึ้นมาก็มีแนวโน้มที่จะโหยหาการยอมรับจากผู้อื่นในสังคมด้วย จึงไหลไปตามกระแสสังคมที่เชื่อว่าทำตามแล้วจะถูกยอมรับ ทั้งที่สิ่งที่กำลังทำอาจไม่ใช่สิ่งที่ตนเองชอบค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าบาดแผลทางใจ❤️‍🩹ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กนั้นส่งผลในระยะยาวต่อเด็กได้ทั้งในด้านสุขภาพจิตและสุขภาพกายของเด็กเลย หากสังเกตหรือจดจำได้ว่าลูกของตนเองเคยผ่านประสบการณ์ตามที่กล่าวมา และมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมทางลบ แม้จะเป็นพฤติกรรมเล็กน้อยคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรมองข้าม และอาจพาลูกเข้ารับคำปรึกษาต่อจิตแพทย์👩‍⚕️เด็กโดยทันที เพื่อให้เด็กเติบโตมาเป็นประชากรที่ดีได้ในอนาคตค่ะ

Content Image

ตามใจลูกเกินไป กลายเป็นลูกเทวดา!?

เมื่อคุณพ่อคุณแม่ตามใจลูกเกินไปจนกลายเป็นลูกเทวดา👼... วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจของความหมายของลูกเทวดา ข้อเสียของการตามใจลูก และมาดูกันว่าเราควรจะรับมืออย่างถูกต้องได้อย่างไรค่ะทำความรู้จักกับลูกเทวดาลูกเทวดาคืออะไรคือการที่คุณพ่อคุณแม่เอาใจและตามใจลูกมากเกินไป เมื่อทำผิดก็ไม่กล่าวตักเตือน แถมให้ท้ายลูกจนลูกกลายเป็นเด็กที่ไม่รู้จักว่าอะไรถูกอะไรผิด และเมื่อทำอะไรก็ไม่มีใครว่าจึงทำให้เคยชิน แบบนี้เรียกว่าลูกเทวดา👼 ซึ่งเมื่อโตขึ้นอาจจะทําผิดกฎหมายและเป็นเรื่องติดคุกเลยก็เป็นได้ซึ่งการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่มักจะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูก ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ การเลือกการแสดงพฤติกรรมของพ่อแม่ รวมถึงปัจจัยของเหตุการณ์ต่างๆ และความสัมพันธ์เดิมในครอบครัว👪สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทำเพื่อไม่ให้ลูกเป็นลูกเทวดาตามใจไปซะทุกอย่างก็จริงที่หากคุณพ่อคุณแม่ยึดติดกับระเบียบมากเกินไปจนไม่ผ่อนปรนและคอยจู้จี้เด็กมากไป จะทำให้ลูก👶มีปมในใจว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีเมื่อเติบโตไป แต่หากพ่อแม่ยอมตามใจลูกทุกอย่าง ลูกอยากได้ของเล่น อยากได้อะไรก็หามาให้ ซึ่งการทำแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อลูกเลย ผู้ปกครองควรจะสอนลูกว่าสิ่งใดไม่ควรทำ และสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก การปล่อยให้ลูกทำตามใจชอบจะทำให้ลูกปรับตัวเข้ากับสังคมโลกภายนอก🌎ได้ยาก เพราะลูกจะชอบเอาแต่ใจ ขาดความอดทน และจะอยากเอาชนะเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็จะไม่สามารถรับกับสถานการณ์นั้นได้ ไม่รักลูกมากเกินไปเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนรักลูก และอยากแสดงความรัก❤️ต่อลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การแสดงความรักก็ควรจะมีขอบเขต หากอยากให้ลูกโตมาในแบบที่ลูกควรจเป็น การช่วยเหลือและเลี้ยงดูแบบประคบประหงมมากเกินไปจะทำให้ลูกมีปัญหาเวลาที่จะต้องเผชิญกับโลกแห่งความจริง🌎 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองบ้าง การที่กลัวว่าลูกจะเป็นอันตรายและไม่ให้ลูกทำอะไรเลยเพราะคิดว่ายังเด็กเกินไปนั้นจะทำให้ลูกขาดทักษะการช่วยเหลือตัวเอง รวมถึงทำให้ลูกไม่สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตนเองลูกจะกลายเป็นลูกเทวดาเมื่อ!?ทำโทษแบบไม่จริงจังการทำโทษอย่างถูกต้องจะช่วยปรับพฤติกรรมของเด็กได้ ซึ่งการทำโทษที่ถูกนั้นจะต้องไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้คำพูดรุนแรง รวมถึงต้องไม่ลงไม้ลงมือ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้วิธีลงโทษในเชิงบวกเช่นการ Time out 🕑เพราะการใช้อารมณ์รุนแรง หรือการให้รางวัลแบบพร่ำเพรื่อเช่น หากไปอาบน้ำจะให้ขนมทาน🍬 ลูกจะทำตามเพียงเพราะอยากได้รางวัล ไม่ได้ทำให้ลูกเกิดความภาคภูมิใจเมื่อทำสำเร็จและไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมลูกจากต้นเหตุ และเมื่อลูกไม่อยากได้รางวัลแล้วลูกก็จะไม่ทำตามเอาได้ค่ะไม่เคยฝึกให้ลูกทำงานบ้านผู้ปกครองหลายๆท่านกลัวว่าลูกจะลำบาก และหลายๆบ้านก็มีแม่บ้านคอยทำความสะอาดจัดการให้ทุกอย่างภายในบ้าน🏡 รวมถึงหลายๆท่านจะคิดว่าลูกมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียวก็พอ ซึ่งการมีคนคอยทำให้ตลอดและไม่เคยต้องทำงานบ้านเองเลยจะทำให้ลูกไม่รู้จักรับผิดชอบตนเองและไม่คุ้นเคยกับการทำงานบ้านจนทำอะไรไม่เป็น ขาดทักษะการใช้ชีวิต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นจะต้องสั่งงานบ้านที่หนักหนาอะไรให้ลูก อาจจะให้ลูกรับผิดชอบอะไรเล็กๆน้อยๆ เช่น การเก็บจาน🍽️ การจัดของ ก็จะทำให้ลูกมีความรับผิดชอบในตนเองค่ะจะเห็นได้ว่าการรักลูกและตามใจลูกมากเกินไปจะทำให้ลูกไม่สามารถมีทักษะการใช้ชีวิตได้😨 รวมถึงหากไม่ได้ลงโทษลูกเมื่อลูกทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้ลูกเคยชินและไม่รู้จักผิดถูก ดังนั้นหากรักลูกก็ต้องรักให้ถูกทางจึงจะเป็นผลดีต่อลูกนะคะ

Content Image

บ้านสะอาดลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในเด็ก

     คุณแม่หลายๆ ท่านอาจมองข้ามสาเหตุหลักของโรคภูมิแพ้ ซึ่งมาจากการที่บ้านนั้นเต็มไปด้วยฝุ่น ฝุ่นในบ้านนั้นเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นอาการภูมิแพ้ต่อทารกและสมาชิกในครอบครัว ปัจจัยการเกิดภูมิแพ้โดยส่วนใหญ่นั้นมาจากไรฝุ่น แบคทีเรีย ขนสัตว์เลี้ยง🐈 เป็นต้น วันนี้ทางเราได้รวบรวมบริเวณสำคัญในบริเวณบ้านที่คุณแม่ควรใส่ใจในการทำความสะอาด🧹เพื่อลดภาวะภูมิแพ้🤧บริเวณในห้องนอนเตียงนอนและที่นอนเนื่องจากหมอนและตุ๊กตาเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่น คุณแม่ควรซักเครื่องนอน🛏️ อาทิตย์ละ 1 ครั้งและทำการดูดฝุ่นตามปลอกหมอนและผ้าคลุมที่นอนเป็นประจำเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านคุณแม่ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์🛋️ ที่ทำความสะอาดได้ง่าย เช่น หนังแท้ และ ไม้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากเบาะผ้า ใยสังเคราะห์ และกำมะหยี่ เพราะทำความสะอาดได้ยากและยังเป็นแหล่งสะสมฝุ่นซึ่งมีผลต่อโรคภูมิแพ้เป็นอย่างยิ่งของใช้และของเล่นของลูกทุกครั้งหลังจากลูกเลิกใช้ของเล่น🎮 คุณแม่ควรทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของเล่นและของใช้เด็กแล้วเก็บใส่กล่องให้มิดชิดบริเวณในห้องครัวตู้เย็นและตู้เก็บถ้วยจานคุณแม่ควรเช็ดทำความสะอาดตู้เย็นบ่อยๆ และหมั่นเช็ควันหมดอายุของวัตถุดิบในตู้เย็น หากมีสินค้าหมดอายุให้รีบนำออกทันที เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา🦠 ที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้โซนการทำอาหารคุณแม่ควรรีบทำความสะอาดเตาปรุงอาหารให้เรียบร้อยทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จและหมั่นเช็ดเครื่องดูดควัน เพื่อทำการระบายกลิ่นควันจากการทำอาหาร👩‍🍳กำจัดเศษอาหารคุณแม่ควรกำจัดเศษอาหารเหลือหลังทานเสร็จทุกครั้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด ทำการแยกชนิดของขยะและนำขยะออกไปทิ้งทุกวัน เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารตกค้าง เพราะอาจเป็นแหล่งของหนู🐀 และแมลงสาบได้บริเวณห้องน้ำติดตั้งพัดลมระบายอากาศห้องน้ำการติดตั้งพัดลมระบายอากาศในห้องน้ำนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากพัดลมระบายอากาศนั้นสามารถช่วยลดความอับชื้น ซึ่งเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรีย🦠หลีกเลี่ยงการติดวอลเปเปอร์การติดวอลเปเปอร์🎑 นั้นทำให้ห้องน้ำดูกว้างและบรรยากาศดี แต่ก็เป็นสาเหตุหลักของการเกิดเชื้อรา หากคุณแม่ไม่ได้เลือกใช้วอลเปเปอร์ที่เป็นวัสดุกันเชื้อราขยันทำความสะอาดสุขภัณฑ์คุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดห้องน้ำและสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ🛀 เป็นประจำด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ฆ่าเชื้อราและคราบฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ     เพียงคุณแม่ใส่ใจและหมั่นดูแลบริเวณภายในบ้าน🏠ให้สะอาด ปลอดภัยตามสุขอนามัย ก็สามารถช่วยลดปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้เป็นอย่างมากทีเดียวค่ะ

Content Image

ทารกอัณฑะค้าง ทำไงดี?

     เราต่างทราบกันดีใช่ไหมคะว่าเด็กๆในวัยแรกเกิด👶นั้นเป็นวัยที่ร่างกายเองมีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม🍃มากกว่าวัยอื่นๆ บางรายอาจเกิดมาพร้อมกับโรคประจำตัวหรือความผิดปกติในรูปแบบที่เราไม่ได้พบเห็นกันบ่อยๆในวัยอื่นๆมากนัก วันนี้บทความของเราจะชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กชายแรกเกิด นั่นก็คือภาวะอัณฑะค้างหรือภาวะอัณฑะคาในช่องท้องนั่นเองค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับภาวะอัณฑะค้างเบื้องต้นภาวะอัณฑะค้างมีชื่อภาษาอังกฤษที่ว่า Undescended Testis ซึ่งก็เป็นชื่อที่สามารถสื่อถึงลักษณะของโรคได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา โดยปกติแล้วเราจะทราบกันว่าเพศชายจะมีถุงหุ้มอัณฑะอยู่ 1 คู่ (2 ข้าง) ในถุงหุ้มอัณฑะก็จะมีลูกอัณฑะวางตัวอยู่ แต่ในเด็กชาย👦ที่มีภาวะอัณฑะค้าง เขาจะมีถุงหุ้มอัณฑะตามปกติ แต่ไม่มีลูกอัณฑะอยู่ภายในถุงหุ้ม เพราะเจ้าตัวลูกอัณฑะยังคงค้างอยู่บริเวณช่องท้องหรืออุ้งเชิงกรานค่ะ โดยอาจไม่เคลื่อนตัวลงมาเพียงข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างเลยก็ได้ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือความผิดปกติในการปัสสาวะ🚽ค่ะ▶️ จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือไม่อันที่จริงแล้วภาวะนี้สามารถเกิดได้กับทั้งวัยผู้ใหญ่และเด็กแรกเกิด หากพบในเด็กแรกเกิด👶นั้น เจ้าลูกอัณฑะสามารถเคลื่อนตัวลงมาเองได้ค่ะ แต่หากรอเป็นระยะเวลามากกว่า 4-6 เดือนแล้วยังค้างอยู่ที่ช่องท้องอยู่นั้น เด็กก็จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเคลื่อนย้ายลงมา เพราะจะเสี่ยงให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้ในอนาคตค่ะหากไม่ได้รับการแก้ไขสาเหตุของการเกิดภาวะอัณฑะค้างในเด็กแรกเกิดสาเหตุที่ 1️⃣ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ คุณแม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์🥃หรือสูบบุหรี่🚬ร่วมด้วยสาเหตุที่ 2️⃣คุณแม่เป็นเบาหวาน🍰ในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2สาเหตุที่ 3️⃣คุณแม่จำเป็นต้องใช้ยา💊บางชนิดระหว่างตั้งครรภ์หรือได้รับสารเคมีอันตรายโดยบังเอิญ ยกตัวอย่างเช่นสารเคมีจากยาฆ่าแมลงสาเหตุที่ 4️⃣เกิดกับคุณพ่อคุณแม่👫ที่มีสมาชิกในครอบครัวประสบกับภาวะดังกล่าวสาเหตุที่ 5️⃣เกิดจากการคลอดอย่างผิดปกติหรือคลอดก่อนกำหนด🚼สาเหตุที่ 6️⃣เกิดจากความผิดปกติทางด้านพัฒนาการของร่างกายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ค่ะ🤰หากไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง👉มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งอัณฑะเพิ่มขึ้นในอนาคต👉เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์👨‍🦱 มีโอกาสที่จะประสบกับภาวะมีบุตรยาก ที่มาจากความผิดปกติของอสุจิที่ผลิตโดยอัณฑะ👉เกิดภาวะอัณฑะบิดขั้ว ซึ่งสร้างความเจ็บปวด🤢ให้กับเจ้าของอัณฑะได้👉มีโอกาสเกิดภาวะไส้เลื่อนควบคู่ไปด้วย วิธีการรักษาหากเกิดภาวะอัณฑะค้าง✨รักษาด้วยการทำการผ่าตัด ซึ่งก็ถือเป็นการศัลยกรรมตกแต่งนั่นเอง✨ใช้ฮอร์โมนในการรักษา โดยอาจใช้วิธีนี้เดี่ยวๆหรือใช้ควบคู่ไปกับการผ่าตัดก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์👨‍⚕️ โดยฮอร์โมนที่แพทย์จะใช้ฉีดก็คือเจ้าตัวที่มีชื่อว่า Human Chorionic Gonadotropin หรือสามารถเรียกสั้นๆได้ว่า HCG นั่นเองค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงจะรู้จักภาวะอัณฑะค้างในเด็กแรกเกิดมากขึ้นแล้วนะคะ และอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดกับคุณผู้ชาย👨ในวัยอื่นๆได้ด้วย ดังนั้นหากตนเองกำลังประสบกับภาวะนี้อยู่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเกิดให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่มีรุนแรงกว่ามากในอนาคต ควรรับรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ👨‍⚕️

Content Image

หลักการเลือกรองเท้าให้ลูก

เมื่อลูกน้อยเริ่มเดินเตาะแตะ การเลือกรองเท้าจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณเริ่มคำนึงถึง หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่าจะต้องเลือกรองเท้าแบบไหนถึงจะดีวันนี้เราไปหาคำตอบกันเลยค่ะตอนไหนถึงควรใส่รองเท้า✨ตอนไหนถึงควรใส่รองเท้าเมื่อลูกน้อยเริ่มหัดเดิน การเดินแบบเท้าเปล่านั้นจะดีที่สุด เพราะลูกจะได้สัมผัสฝ่าเท้ากับพื้นอย่างเต็มเท้า แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกนอกบ้าน การมีรองเท้า👟เด็กเตรียมไว้ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและของบนพื้นต่างๆ ค่อยเริ่มใส่รองเท้าให้ลูก👶 โดยเมื่อลูกเริ่มเดินแข็งแล้ว บางคนหากเดินได้ไวก็จะใส่รองเท้าได้ตั้งแต่ 7 เดือนเลย ลองให้เดินในที่ที่ไม่ขรุขระก่อนนะคะ✨การเลือกซื้อรองเท้าการเลือกซื้อรองเท้าเด็กเล็กนั้นเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาในการเลือกค่อนข้างนาน🤔 เพราะลูกไม่สามารถบอกได้ว่าใส่ได้พอดีหรือไม่พอดี สบายหรือไม่สบาย ซึ่งเราจะสามารถทำได้เพียงซื้อรองเท้ามาแล้วคอยสังเกตอาการของลูกเท่านั้นเลือกอย่างไรดี✨ไม่ควรแข็งเกินเวลาเลือกรองเท้าไม่ควรเลือกส้นที่มีความแข็งมากเกินไปเพราะจะทำให้ลูกรู้สึกไม่สบาย รวมถึงควรเลือกที่ใหญ่กว่าเท้าของลูกเล็กน้อยเผื่อเท้าของลูกโต👣✨ควรมีเชือกผูกที่สำคัญเลยคือรองเท้าของลูกควรมีเชือกผูกหรือมีที่รัดเพราะหากซื้อรองเท้าเปิดส้นอาจทำให้ลูกสะดุดได้ค่ะ✨ระบายอากาศได้ดีควรเลือกรองเท้าที่มีวัสดุที่ช่วยระบายอากาศได้ดี เพราะหากระบายอากาศได้ไม่ดีจะทำให้ลูกอึดอัด และรู้สึกร้อน♨️ ร่วมถึงทำให้เหงื่อออกและมีกลิ่นเหม็นได้นะคะ✨ใส่ใจช่วงเวลาในการเลือกซื้อการเลือกซื้อรองเท้าให้เด็กเล็กนั้นควรจะดูช่วงเวลาในการเลือกด้วย โดยในช่วงเที่ยงจนถึงช่วงเย็นจะเป็นช่วงเวลาที่เท้าจะขยายตัวมากที่สุด ✨ลงทุนสักนิดมีผลต่ออนาคตเราเข้าใจดีว่าในปีๆหนึ่งเด็กเล็กจะต้องเปลี่ยนรองเท้ากันบ่อยมาก และหลายๆท่านอาจไม่อยากลงทุนกับการซื้อรองเท้าเด็กมากเพราะรองเท้าดีๆ ราคาก็ไม่ได้ถูกเลย💸 แต่หากคิดถึงเรื่องของอนาคตแล้ว การซื้อรองเท้าเด็กที่ไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่าจะมีราคาที่ถูก แต่อาจทำให้ลูกมีปัญหาเรื่องการเดินในอนาคตได้ค่ะ และอาจมีปัญหาเรื่องกระดูก🦴ได้อีกด้วย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่ถูกจนเกินไปและไม่ได้ออกมาให้เข้ากับสรีระของเด็กนะคะเลือกรองเท้าตามช่วงวัยของลูก✨อายุต่ำกว่า 18 เดือนคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับช่วงอายุของลูกได้ เช่น หากลูกอายุไม่ถึง 12 เดือน ให้เลือกรองเท้า👟ที่มีความนุ่มเป็นพิเศษและมีด้านหน้าใหญ่ เพราะฝ่าเท้าด้านหน้าจะมีความกว้างมากกว่าและลงแรงทางด้านหน้ามากกว่านั่นเอง หากลูกน้อย👶มีอายุ 12 เดือนขึ้นไป ช่วงนี้ลูกจะลงน้ำหนักทั่งฝ่าเท้า ดังนั้นควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นเป็นคลื่นๆ จะช่วยในเรื่องของการทรงตัวได้ดี✨อายุมากกว่า 18 เดือนเมื่ออายุ 18 เดือน ขึ้นไปลูกจะชอบทำกิจกรรมกล้างแจ้ง☀️ ดังนั้นควรเลือกรองเท้าที่พื้นแข็งแรงและพยุงเท้าได้ดีเหมาะสำหรับเวลาเดินเล่น เมื่อเข้าสู่ช่วง 24 เดือนขึ้นไปลูกจะเดินคล่องและวิ่งได้ ควรเลือกรองเท้าที่มีความหนาและนุ่มเพื่อความสบายค่ะ

Content Image

โรคจูบ คืออะไร

  การแสดงความรัก ความห่วงใยด้วยการกอด🤗หรือจูบ😘ลูกน้อยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติมาก แต่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคจูบด้วยนะคะ เพราะโรคนี้สามารถแพร่กระจายผ่านทางน้ำลายได้ และสามารถพบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว แต่ก็อาจส่งผลต่อทารกและเด็กได้เช่นกันค่ะโรคจูบ คืออะไรโรคจูบ หรือ kissing disease หมายถึงการติดเชื้อไวรัส🦠ที่เรียกว่าเชื้อ mononucleosis หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า mono มีสาเหตุมาจากไวรัส Epstein-Barr (EBV) และติดต่อทางน้ำลายได้บ่อยที่สุด จึงมีคำว่า โรคจูบ💋 เชื้อโมโนสามารถส่งผลกระทบต่อคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวค่ะ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนะคะ หากคุณพ่อคุณแม่เคยเป็นโรคนี้ การกอด การจูบลูกน้อยก็เป็นการเสี่ยงติดโรคนี้ได้เช่นกันค่ะ👉อาการของโรคจูบอาการของโรคจูบโดยทั่วไปจะมีอาการต่างๆคล้ายๆกับการเป็นไข้ธรรมดาเลยค่ะ เช่น รู้สึกอ่อนเพลียมาก เจ็บคอ😮‍💨 ต่อมน้ำเหลืองบวม และมีไข้🤒 ซึ่งทารกและผู้ใหญ่อาจมีอาการคล้ายคลึงกันเมื่อเป็นโรคนี้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าความรุนแรงและการแสดงอาการอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและเงื่อนไขเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ให้สังเกตอาการทั่วไปของการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นหวัด ไข้หวัด และการติดเชื้อทางเดินหายใจ มีอาการไอ จาม มีไข้ และคัดจมูก🤧 สามารถสังเกตได้ทั้งในทารกและผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอเพื่อการวินิจฉัย🩺ที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมสำหรับทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังคงพัฒนาอยู่ และเด็กไม่สามารถพูดหรือบอกเราได้ว่าเขารู้สึกยังไงค่ะ อีกอย่างหนึ่งคืออาการป่วยด้วยโรคจูบจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 วัน หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีนะคะเพราะลูกน้อยของเราอาจมีโรคแทรกซ้อนได้ เช่น โรคดีซ่าน ตับอักเสบ โลหิตจาง และอาการหายใจติดๆขัดค่ะวิธีป้องกันโรคจูบโรคนี้เกิดขึ้นมานานแล้วก็จริงนะคะ แต่ทางการแพทย์ยังไม่มีวัคซีน💉รองรับหรือวิธีป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโดยตรง🦠 การดูแลลูกน้อยหรือแม้แต่ตัวของคุณพ่อคุณแม่เองจึงเป็นเรื่องสำคัญ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้มาตรการป้องกันบางอย่างเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ค่ะ ✨1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีโมโนคลิโอซิส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเฉียบพลันเมื่อมีอาการ✨2.รักษาสุขอนามัยที่ดี หลักๆเลยก็คือการกินร้อน ทานอาหารที่ปรุงสุก ถูกสุขอนามัย อีกอย่างคือการใช้ช้อนกลาง🥄 ถึงจะเป็นคนในครอบครัว เราก็ไม่ควรละเลยกับเรื่องการใช้ช้อนกลางทุกครั้งในการตักอาหารใส่จานของเรานะคะ และอีกเรื่องคือการล้างมือ🤲 เพราะบ่อเกิดของเชื้อโรคต่างๆก็มาจากมือของเราเนี่ยแหละค่ะ เพราะเราหยิบจับของ นู่น นั่น นี่ ทั้งวันเลย✨3.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือแปรงสีฟัน🪥ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ✨4.รักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงโดยการนอนหลับให้เพียงพอ😴 รับประทานอาหารที่สมดุล และออกกำลังกายอยู่เสมอนะคะ✨5.หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าคนที่คุณเคยสัมผัสใกล้ชิดมีโมโนคลิโอซิส ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการจูบ💋หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนน้ำลายจนกว่าพวกเขาจะฟื้นตัวเต็มที่ค่ะ  เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกน้อยติดเชื้อและป่วยด้วยโรคจูบ สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวไว้ข้างต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกับสุขภาพของลูกน้อยของเราค่ะ  อีกอย่างหนึ่งคือหากคุณพ่อคุณแม่หรือใครก็ตามในครอบครัวที่มีอาการ หรือความเสี่ยงเป็นโรคนี้ ให้เขาหลีกเลี่ยงสกินชิพกับลูกน้อยของเราเลยนะคะ พร้อมด้วยการใส่ใจเรื่องการฆ่าเชื่อ การสร้างภูมิคุ้มกันของลูกน้อย รวมถึงการแยกภาชนะสำหรับลูกน้อยเป็นพิเศษด้วยค่ะ 

Content Image

เด็กจำเป็นต้องทาครีมกันแดดไหม?

     คุณแม่ทุกท่านคงทราบดีว่าโทษของแสงแดด☀️ และรังสี UV นั้นส่งผลให้ผิวหมองคล้ำ โดยเฉพาะสภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนระอุในช่วงฤดูร้อนถึงขนาดทำให้ผิวแสบแดงและผิวไหม้ได้ โดยเฉพาะในผิวเด็กซึ่งมีลักษณะผิวที่เซนซิทีฟกว่าผิวผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลและวิธีปกป้องผิวลูกน้อยด้วยการทาครีมกันแดด🧴มาให้คุณแม่ทราบค่ะเคล็ดลับการป้องกันผิวไหม้แดดในทารกหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาบ่ายเนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่แดดจัด🌞 และมีปริมาณของรังสี UVA และ UVB อยู่มาก หากผิวของลูกได้รับแสงแดดต่อเนื่องในช่วงเวลานี้อาจทำให้เกิดอาการผิวแสบแดง และรวมไปถึงอาจทำให้ผิวไหม้ได้🥵ทาครีมกันแดดให้เป็นกิจวัตร คุณแม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยเป็นประจำทุกวัน ถึงแม้วันไหนจะไม่ได้ออกไปเจอแสงแดดข้างนอก แต่แสงยูวีจากสิ่งรอบตัวในบ้าน เช่น หลอดไฟ💡 โทรศัพท์มือถือ📱 ก็สามารถทำร้ายผิวของลูกน้อยได้เช่นกันเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพคุณแม่ควรเลือกใช้ครีมกันแดด🧴ที่มีประสิทธิภาพ โดยสังเกตจากค่า SPF (Sun Protection Factor)  คือค่าที่บ่งบอกว่าครีมกันแดดนี้สามารถปกป้องผิวจากอาการผิวไหม้ได้🥵 ควรเลือก SPF50+ ขึ้นไป เพราะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียู UVB ได้ถึง 98% เพื่อเป็นการปกป้องผิวของลูกน้อยให้ปลอดภัยการเลือกประเภทของครีมกันแดดChemical sunscreenสารกันแดดแบบเคมีคัล เป็นสารกันแดดที่พบได้ทั่วไป จะทำหน้าที่ดูดซับรังสีUV แล้วคายออกมาในรูปแบบของความร้อน มีข้อดีคือ ทาง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ ข้อเสียคืออาจเป็นอันตรายและไม่เหมาะ🙅‍♀️ กับผิวทารกที่มีความบอบบางมากPhysical sunscreenสารกันแดดสะท้อนรังสีUV ทำหน้าที่ป้องกันแสงแดด☀️โดยวิธีสะท้อนกลับ มีส่วนผสมหลักจากแร่ธาตุ เช่น zinc oxide และ titanium dioxide  ข้อดีคือ เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายของทารก👶 แต่ข้อเสียคือ ทายาก เพราะเหนียวเหนอะหนะและทิ้งร่องรอยของคราบขาว (white cast) บนบริเวณที่คุณแม่ทาครีมกันแดดให้ลูกเทคนิคการทาครีมกันแดดให้ได้ผลปริมาณของการครีมกันแดดคุณแม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูกในปริมาณที่เหมาะสม ปริมาณที่แนะนำสำหรับใบหน้าและลำคอ คือบีบครีมให้ยาวประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ 🖐🏼 จึงจะสามารถป้องกันแสงแดด☀️และแสงUV ได้จริงควรทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวันคุณแม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูกน้อย ก่อนออกไปเจอแสงแดด 30 นาที และควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หากพาลูกออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแดดจัด กิจกรรมทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำ 🏊‍♂️ เพราะมลพิษ เหงื่อและน้ำ💦 ทำให้ประสิทธิภาพของการกันแดดลดลงหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงถึงแม้ว่าแสงแดดในช่วงเช้าจะมีวิตามินดีซึ่งดีต่อลูกน้อย แต่อย่างไรก็ตามผิวของทารกนั้นมีความเซนซิทีฟเป็นอย่างมาก เนื่องจากผิวยังไม่แข็งแรงเต็มที่ คุณแม่ควรใส่หมวก หรือกางร่ม☂️ให้ลูก เพื่อเป็นการลดการที่ผิวลูกต้องโดนแสงแดดโดยตรง     ทราบแบบนี้แล้วคุณแม่ก็ควรให้ความสำคัญในการทาครีมกันแดดให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดอาการระคายเคืองของผิวจากแสงแดด ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่ผ่านการ  รับรองจากแพทย์👨‍⚕️ว่าปลอดภัยต่อผิวที่บอบบางของเด็ก และคุณแม่อย่าลืมทดสอบการแพ้ครีมกันแดดที่บริเวณท้องแขนลูกก่อนใช้ด้วยนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.