Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

ลูกยังเดินเซ เดินล้มเพราะอะไร?

เมื่อลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่วัยเตาะแตะ ในช่วงแรกของการฝึกเดิน คุณพ่อคุณแม่อาจจะพบว่าลูกยังหาสมดุลไม่ได้และเดินเซ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปลูกจะค่อยๆพัฒนาและสามารถเดินได้มากขึ้น ซึ่งสำหรับเด็กบางคนไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าจะฝึกแล้วและอายุก็มากขึ้นแล้วก็ยังทรงตัวไม่ได้อยู่ ซึ่งเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไรและเราจะสามารถแก้ไขได้อย่างไรเราไปดูกันเลยค่ะ พัฒนาการการเดินของเด็กปกติเด็ก👶ที่เริ่มฝึกเดินจะมีการเดินไม่ยังไม่มั่นคง แขนและมือจะกางออกเพื่อพยายามทรงตัว และจะมีลักษณะขาที่โค้ง นอกจากนั้นการก้าวแต่ละก้าวยังมีความเร็วที่ยังไม่สม่ำเสมอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซและหกล้มนั่นเองค่ะ เราไปดูพัฒนาการการเดินที่ปกติของเด็กกันค่ะ✨เมื่ออายุ 6-8 เดือน จะสามารถนั่งได้โดยไม่ต้องพยุง✨เมื่ออายุ 9-11 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าคลาน✨เมื่ออายุ 11-12 เดือน จะสามารถเริ่มตั้งไข่✨เมื่ออายุ 12-14 เดือน จะสามารถเดินได้อย่างอิสระ ✨เมื่ออายุ 15 เดือน จะสามารถใช้มือและเข่าขึ้นบันได ✨เมื่ออายุ 16 เดือน จะสามารถวิ่งเล่นได้แต่ยังควบคุมได้ไม่ดีนัก✨เมื่ออายุ 20-24 เดือน จะสามารถขั้นลงบันไดทีละขั้น ✨เมื่ออายุ 3 ขวบ จะสามารถขึ้นลงบันไดแบบสลับเท้า✨เมื่ออายุ 4 ขวบ จะสามารถกระโดด และ กระโดดขาเดียว✨เมื่ออายุ 5 ขวบ จะสามารถกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง✨เมื่ออายุ 6-7 ขวบ จะสามารถยืนกระต่ายขาเดียวได้สาเหตุที่ลูกทรงตัวไม่ได้ เดินเซเกิดจากอะไร?สาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ลูกทรงตัวไม่อยู่และเดินเซ🚶คือผลจากที่ขาแข็งแรงลดลง หรือ เกิดจากความยาวของขาที่คลาดเคลื่อน หรือ เกิดจากระยะการเคลื่อนไหวที่มากขึ้นหรือลดลง หรือ เกิดจากการปัญหาการรับรู้ความสมดุล😐 ความเจ็บปวด หรือ การรู้สึก ซึ่งเหล่านี้สามารถปรับตัวและรักษาให้ได้ แต่จะต้องทำการวินิจจัยและทำการรักษาโดยแพทย์ สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ลูกเดินเซอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกเดินเซคือ ลูกมีปัญหาภายในร่างกาย เช่น ระบบการทำงานของสมอง🧠มีปัญหา หรืออาจมีปัจจัยจากเหตุการณ์หรือสิ่งรอบข้างที่ทำให้ลูกเดินผิดปกติอาการเมื่อลูกเดินเซ เดินสะดุดล้ม✨มีท่านั่งหรือท่าลุกที่ผิดท่า✨มีการบาดเจ็บจากการใช้งานมากเกินไป✨ภาวะกระดูกหักจากความเครียด (พบมากในเด็กที่มีพลังเหลือล้น)✨การบาดเจ็บที่ไม่คาดคิดจากอุบัติเหตุ✨โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก✨การบิดเบี้ยวของเท้าจนเห็นได้ชัดเมื่อมีอาการเมื่อยล้า✨การเจ็บปวดแบบเรื้อรัง จะมีอาการจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ✨ การเจ็บปวดแบบเรื้อรังจะแย่ลงในตอนเช้า

Content Image

ทารกใส่หน้ากากอนามัยได้ไหมนะ?

แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะดีขึ้นแล้ว แต่หลายๆคนก็ยังคงสวมหน้ากากอนามัยเวลาที่ต้องไปสถานที่ที่คนพลุกพล่าน รวมถึงหลายๆท่านก็ตัดสินใจที่จะให้เจ้าตัวน้อยใส่หน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัยด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่าแล้วความจริงแล้วเด็กสามารถสวมหน้ากากได้หรือไม่? และใส่หน้ากากได้ตอนอายุเท่าไหร่? วันนี้เราได้เอาคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะเด็กทารกใส่หน้ากากอนามัยได้หรือไม่?✨ทารกสามารถใส่หน้ากากได้หรือไม่?หลายๆคนอาจสงสัยว่าหากพาทารกน้อยออกจากบ้าน ต้องสวมหน้ากากป้องกันโควิดหรือไม่ ในความเป็นจริงผู้เชี่ยวชาญออกมากล่าวว่าเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีไม่ควรสวมหน้ากาก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กยังไม่แข็งแรงจึงอาจทำให้เด็กหายใจไม่ออกขณะสวมหน้ากาก😷นั่นเองค่ะ✨แล้วจะป้องกันโควิดได้อย่างไร?ทีนี้หากไม่สามหน้ากากป้องกันแล้วจะสามารถป้องกันลูกจากโควิด🦠ได้อย่างไรใช่ไหมคะ อันนี้แพทย์แนะนำว่าไม่ควรพาทารกออกไปข้างนอก เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิดค่ะหลีกเลี่ยงเชื้อโควิดอย่างไร?✨ผ้าคลุมรถเข็นหากให้ลูกน้อยอยู่บนรถเข็น ให้เลือกรถเข็นที่มีผ้าคลุมหรือพลาสติกป้องกันเชื้อที่อาจอยู่ในอากาศได้ และหากใช้เป้สะพายอุ้มลูก ให้หันหน้าลูก👶เข้าหาตัวเพื่อไม่ได้ลูกได้รับละอองการจามหรือไอโดยตรง✨หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นรวมถึงคอยดูว่าคนรอบตัวลูกสวมหน้ากาก😷อยู่หรือไม่ เพื่อลดการแพร่กระจายผ่านการจามหรือไอ หลีกเลี่ยงไม่ได้เข้าใจผู้ที่มีอาการ หรือเสี่ยงที่จะติดโควิด🦠 และหลีกเลี่ยงให้ผู้อื่นใกล้ชิดกับทารก เช่น การหอม การสัมผัสเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ✨หมั่นล้างมือลูกให้สะอาดหากเด็กโตพอแล้วคุณพ่อคุณแม่อาจอธิบายให้ลูกฟังว่าควรจะล้างมือบ่อยๆเพราะอะไร รวมถึงสอนวิธีการไอและจามให้ถูกต้องเพื่อที่จะไม่เป็นการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น โดยจะต้องเอาต้นแขนด้านในยกขึ้นมาบังนั่นเองค่ะ หน้ากากแบบไหนดี?✨หน้ากากแบบที่ลูกชอบหากน้อง👶มีอายุมากกว่า 2 ปีจะสามารถสวมหน้ากากอนามัยได้ โดยควรให้น้องใส่หน้ากากทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน แต่บางครั้งลูกก็อาจงอแงเพราะไม่อยากใส่หน้ากากก็อาจลองให้ลูกเลือกหน้ากากที่ตัวเองชอบเพื่อสร้างความอยากใส่มากขึ้น✨เลือกหน้ากากอย่างไรโดยควรเลือกหน้ากากอนามัย😷ที่เหมาะกับรูปหน้าของเด็ก มีสายคล้องหูแบบยืดหดได้ ไม่รัดแน่นจนเกินไป ผลิตจากผ้าที่ระบายอากาศได้หลายชั้น หรือหน้ากากแบบใช้ครั้งเดียวที่มีขนาดเหมาะกับใบหน้าของลูกน้อยค่ะประเภทของหน้ากากจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้หน้ากากเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นที่ต้องใช้เพื่อป้องกันโรค โดยจะมีหน้ากากอนามัยที่ฮิตใช้กันต่างๆ ดังนี้ค่ะ✨หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากาก😷 ชนิดนี้สามารถกรองฝุ่นและสามารถป้องกันละอองเล็กๆได้ถึง 60% (ข้อมูลจาก Aerosol Science and Technology) แต่เป็นหน้ากากชนิดที่ควรใช้แล้วทิ้งและไม่ควรใช้อันเดิมติดต่อกันหลายวันค่ะ ✨หน้ากากผ้าสำหรับบางคนที่ไม่อยากซื้อหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้ง สามารถใช้แบบผ้าได้ นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังเป็นมิตรต่อโลกอีกด้วย โดยแพทย์👩‍⚕️แนะนำให้ใช้ผ้าฝ้ายสองถึงสามชั้นจะทำให้ป้องกันเชื้อโรค🦠ได้ดีค่ะ โดยหน้ากากผ้าบางชนิดจะสามารถใส่แผ่นรองด้านใดได้ ซึ่งจะช่วยกรองฝุ่นได้อีกชั้นหนึ่งค่ะ ✨หน้ากาก N95 หรือ KN95นอกจากโควิดแล้ว PM2.5 ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เราต้องหาหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองที่มีอนุภาคเล็กมาก ซึ่งหน้ากากชนิดนี้จะมีราคาแพง💸กว่าหน้ากาก😷 ประเภทอื่นๆ โดย N95 และ KN95 นั้นจะสามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ถึง 95%เลยทีเดียวค่ะ แต่มีข้อเสียก็คือจะหายใจได้ค่อนข้างยากกว่าหน้ากากอนามัยข้างต้นนั่นเองค่ะ

Content Image

ให้ลูกนอนคนเดียว VS นอนกับพ่อแม่

     คุณแม่หลายๆท่านคงมีความสงสัยว่า ควรแยกห้องนอน🛌ให้เจ้าตัวน้อยนอนคนเดียว หรือควรให้เจ้าตัวน้อยนอนกับพ่อแม่เพื่อที่จะได้รู้สึกถึงความอบอุ่นดีกว่า แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ควรให้ลูกนอนคนเดียวตั้งแต่เกิดเลยดีไหม?💫ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็กสำหรับเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 2-3 เดือน แพทย์👩‍⚕️แนะนำให้ลูกควรนอนกับพ่อแม่ เพราะในช่วงกลางคืนเด็กจะนอนหลับได้ และมีอาการตื่นขึ้นในระหว่างคืน รวมไปถึงอาจหิวนมแม่อยู่🤱บ่อยๆนั่นเองค่ะ หากเมื่อลูกโตขึ้นคุณแม่สามารถพูดคุยกับลูกเพื่อพิจารณาว่าอายุเท่าไหร่ที่ลูกจะสามารถนอนคนเดียวและแยกห้องนอนได้โดยไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวข้อดีของการนอนห้องเดียวกันกับลูก✨ลูกรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัยเมื่อลูกน้อยได้นอนห้องเดียวกันกับคุณพ่อคุณแม่ ก็จะรู้สึกถึงความอบอุ่นและการได้รับความรักจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ลูกจะสามารถนอนหลับได้ดี😴และไม่วิตกกังวลใดๆ เมื่อเทียบกับการที่ลูกต้องนอนบนเตียงตามลำพัง✨เป็นการสานสัมพันธ์ในครอบครัวการที่ลูกได้นอนรวมกับคุณพ่อคุณแม่และพี่น้อง ถือเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวในเชิงบวก ทำให้สุขภาพจิตของเด็กดีขึ้น🥰 และเด็กที่โตมาจะมีนิสัยรักครอบครัว และมีจิตใจโอบอ้อมอารี✨ลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุเมื่อลูกนอนรวมกับพ่อแม่ก็จะเป็นการช่วยลดการเกิดอันตรายต่างๆระหว่างกลางคืนได้🌃 เพราะคุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างใกล้ชิดนั่นเองค่ะข้อเสียของการนอนห้องเดียวกันกับลูก👉ลูกติดว่าต้องนอนกับพ่อแม่เท่านั้น หากมีเหตุฉุกเฉินที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถนอนรวมกับลูก มีความจำเป็นต้องนำลูกไปฝากกับญาติหรือพี่เลี้ยง อาจจะทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง😢 น้อยใจคุณพ่อคุณแม่ และรู้สึกนอนไม่หลับเพราะคิดถึงพ่อแม่👉พ่อแม่อาจเผลอไปทับลูกหากว่าคุณพ่อคุณแม่นอนรวมเตียงเดียวกันกับลูกน้อย อาจมีเหตุที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่นอนกลิ้งไปทับลูก จนทำให้ลูกขาดอากาศหายใจ🤢และอาจจะอันตรายถึงชีวิตได้👉ขึ้นอยู่กับความพร้อมของตัวเด็กหากลูกของคุณแม่มีความพร้อมที่จะแยกห้องนอนได้เร็ว ก็จะเป็นการที่คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกนอนคนเดียวได้ แต่ในกรณีของลูกที่ค่อนข้างงอแง😭และติดการอยู่กับพ่อแม่ เด็กจะมีความพร้อมช้าที่จะแยกห้องนอนและปฏิเสธการแยกห้องนอนอยู่เสมอ     สรุปก็คือ การที่ให้ลูกนอนคนเดียวและการที่ให้ลูกนอนกับพ่อแม่นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ล้วนขึ้นอยู่กับการพูดคุยระหว่างพ่อแม่ รวมไปถึงความพร้อมของเด็ก👶แต่ละคน ทั้งนี้คุณแม่ควรพิจารณาว่าถึงในช่วงวัยไหนที่ควรฝึกให้ลูกแยกห้องนอน🛌 เพราะจะเป็นผลดีต่อตัวลูกเองในอนาคตค่ะ

Content Image

อายุเท่านี้ควรให้ทานไข่เท่าไหนดี?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจสงสัยว่าจะสามารถให้ลูกทานไข่ได้ตั้งแต่กี่ขวบ และควรจะให้ทานปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม วันนี้เรานำคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะ ไข่ไก่มีประโยชน์อะไรบ้างนะ?✨ประโยชน์ของไข่อย่างที่หลายๆ คนทราบว่าไข่🥚 เป็นแหล่งสารอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี ฟอสฟอรัส และอื่นๆอีกมากมาย ไข่เป็นอาหารที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยและยังหาซื้อทานได้ง่ายอีกด้วย✨ช่วยเสริมสร้างไข่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทและสมอง🧠ด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายที่อยู่ในไข่ โดยจะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี ต่อไข่ 1 ฟองโดยเด็กในวัยเรียนสามารถทานไข่ได้ทุกวันโดยควรดื่มนมควบคู่กันไปด้วย รวมถึงหากออกกำลังกายอย่างเป็นประจำจะทำให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัยค่ะอายุเท่าไหร่ ควรทานอย่างไร?✨การทานไข่ในแต่ละวัย(ข้อมูลจากแพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย) 🥚เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป สามารถให้เริ่มทานไข่วันละ 1/2-1ฟอง โดยควรให้แต่ไข่แดง และควรต้มจนสุก 🥚เด็กอายุ 7-12 เดือน ให้ทานไข่ได้วันละ 1/2- 1ฟอง สามารถให้ทั้งไข่แดงและไข่ขาวได้ แต่ต้องต้มสุกเช่นกันค่ะ 🥚เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และเด็กวัยเรียนสามารถให้ทานไข่วันละฟองได้✨รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แม้ว่าไข่จะอุดมไปด้วยสารอาหารมีประโยชน์หลายๆอย่าง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรให้ลูก👶ได้ทานอาหารที่หลากหลาย และให้อาหารที่ครบ 5 หมู่ อย่าลืมให้ลูกทานผักและผลไม้สดๆ โดยอาหารที่ให้ลูกทานไม่ควร เค็ม หวาน หรือมันจนเกินไปค่ะโดยหากเป็นไปได้ควรเสนอผักที่มีหลากหลายสีสันในมื้อข้าวทุกมื้อ รวมถึงผลไม้สดหลังมื้อข้าว โดยหากต้องการให้ลูกทานไข่พร้อมกับผัก ก็อาจสร้างสรรค์เมนูที่ดูน่ารับประทานเพื่อเป็นการเชิญชวนให้ลูกอยากกิน เช่น อาจจะสับผักอย่างละเอียดแล้วโรยในไข่เจียวเป็นต้น ซึ่งควรให้ลูกได้ทานไข่ควบคู่ไปกับอาหารที่หลากหลาย ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อที่ลูกจะได้รับสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับวัยของเขาค่ะแบบนี้ควรเลี่ยง✨หลีกเลี่ยงไข่ดิบการให้ลูกน้อยทานไข่ดิบอาจเป็นอันตรายเพราะไข่อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และยังทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไบโอติน (วิตามิน B ชนิดหนึ่ง) ไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นควรให้ลูกทานแบบสุก อาจนำไข่ไปต้ม นึ่ง ตุ๋นจะดีกว่า นำไปทอดนะคะ🍳 หรืออาจเสนอสลัดไข่ เพราะจะทำให้ลูกได้รับใยอาหาร และวิตามินต่างๆจากผักได้ด้วยค่ะ✨อาหารที่ควรเลี่ยงไม่ควรให้ลูกทานเมนูที่มีไขมันสูงเช่น ไข่ดาวเบคอน🥓ใส่ขนมปัง หรือ ขนมปังทาเนยใส่ไข่ดาวเมนูเหล่านี้มีไข่มันที่สูงและควรเลี่ยงไปก่อนนะคะ 

Content Image

ห่วงลอยคอสำหรับเด็กปลอดภัยจริงหรือ?

     การว่ายน้ำ🏊‍♀️นั้นถือทักษะอย่างหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กๆไม่น้อยเลยทีเดียว แน่นอนว่าสำหรับเจ้าตัวน้อยที่ยังมีอายุไม่มาก อาจยังเรียนว่ายน้ำไม่ได้ แต่การให้เด็กได้เล่นน้ำ💦หรือได้สัมผัสน้ำบ่อยๆก็จะทำให้เด็กคุ้นชิน เมื่อไปเรียนว่ายน้ำก็อาจทำให้ว่ายเป็นง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม อายุที่เหมาะสมในการเล่นน้ำขั้นต่ำควรอยู่ที่ 3 เดือนขึ้นไป หากเด็กมีอายุน้อยกว่านั้นจะมีอันตรายค่อนข้างสูง ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในแง่ของความปลอดภัยก็คือห่วงยาง บทความของเราจึงพามาดูห่วงยางรูปแบบต่างๆที่เหมาะกับเด็กในการเล่นน้ำกันค่ะ💁‍♀️รูปแบบของห่วงยางเด็ก🛟ห่วงสวมคอ หากดูตามชื่อคุณผู้อ่านก็น่าจะจินตนาการออกใช่ไหมคะ ว่าเป็นห่วงยางพลาสติกตามที่เราเห็นทั่วไป เพียงแค่รูตรงกลางมีขนาดเล็กพอที่จะเกาะบริเวณลำคอของเด็กได้ ห่วงยางรูปแบบนี้จะเหมาะกับเด็กเล็ก👶อายุประมาณ 3 เดือนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 4 ปี ซึ่งเป็นเด็กที่มีขนาดร่างกายยังไม่โตมากค่ะ🛟ห่วงยางเด็กแบบที่นั่ง ต่างจากแบบแรกตรงที่ห่วงยางจะไม่มีรูไว้เกาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเด็ก แต่มีลักษณะคล้ายกะละมังที่ให้เด็กลงไปนั่งได้แทน แต่บางอันก็จะมีรูให้เด็กสามารถสอดขาเข้าไปนั่งไปได้ ไม่ใช่นั่งในท่าขัดสมาธิ ซึ่งสองแบบนี้ล้วนเหมาะกับเด็กที่มีขนาดตัวโต👦ขึ้นมาหน่อยและช่วยเหลือตนเองได้ในระดับหนึ่งค่ะ🛟ห่วงยางเด็กแบบสวม ลักษณะจะเหมือนการสวมเสื้อชูชีพ🦺ค่ะ ห่วงยางประเภทนี้มักจะมีเข็มขัดล็อคตัวห่วงยาง หรือมีเข็มขัดล็อคทุ่นห่วงยางไว้กับร่างกายของเด็กโดยตรง เหมาะกับเด็กที่มีขนาดตัวโตเช่นเดียวกันค่ะเกณฑ์ในการเลือกห่วงยางเด็ก✨เลือกห่วงยางที่มีขนาดพอดีกับตัว มีความกระชับ ห้ามหลวมจนเกินไป✨ในขณะเดียวกันต้องไม่เลือกห่วงยางที่มีขนาดเล็กหรือแน่นกับตัวเด็กมากเกินไปเพราะอาจทำให้ห่วงยางพลิกคว่ำในน้ำ เด็กมีโอกาสจมน้ำ💧ลงไปตามค่ะ✨สามารถใช้แผ่นโฟมช่วยลอยตัวเพิ่มเติมได้ในเด็กโต👦ที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้แล้ว ระยะเวลาที่เหมาะสมในการให้ลูกว่ายน้ำ⏱️เด็กที่มีอายุในช่วง 3-6 เดือนควรใช้เวลาในน้ำค่อนข้างน้อย เวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 15 นาทีเท่านั้นค่ะ⏱️เด็กที่มีอายุมากขึ้น อยู่ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี สามารถมีระยะเวลาในการว่ายน้ำหรือเล่นน้ำที่ยาวนานขึ้นได้ถึง 30 นาทีค่ะ⏱️ในกรณีที่เด็กมีอายุมากกว่าที่เรากล่าวมาทั้งหมด สามารถอยู่ได้ตามดุลยพินิจของคุณพ่อคุณแม่👫เลยค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด ห้ามปล่อยให้เจ้าตัวน้อยเล่นน้ำคนเดียวเด็ดขาดค่ะ🙅‍♀️อันตรายจากห่วงยางเด็ก👉ห่วงยางที่รัดแน่นเกินไป รวมไปถึงห่วงยางที่พอดีกับร่างกายเด็กแต่ใช้เวลาว่ายน้ำที่นานเกินไป อาจส่งผลให้เด็กขาดอากาศหายใจจนถึงแก่ชีวิต💀ได้👉การสวมห่วงยางให้เด็กนานๆอาจทำให้เด็กเกิดความอึดอัดและความเครียด🤯👉ขอบของห่วงยางอาจบาดร่างกาย😭ของเด็กได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นห่วงยางแบบสวมคอก็อาจบาดผิวบริเวณคอ👉ในเด็กที่มีภาวะแทรกซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ทารกที่มีภาวะกระดูกสันหลังบกพร่อง หรือภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ห่วงยางอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บสาหัสขึ้นได้😿      จะเห็นแล้วนะคะว่า ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะใช้ห่วงยางในการช่วยพยุงตัวให้เด็กว่ายน้ำ🏊‍♀️แล้วก็ตาม แต่หากเลือกรูปแบบของห่วงยางไม่เหมาะสมกับเจ้าตัวน้อย จนไปถึงกำหนดระยะเวลาในการว่ายน้ำหรือเล่นน้ำนานเกินไป ก็จะส่งผลเสียต่อเจ้าตัวน้อยได้ นอกจากการเลือกห่วงยาง🛟อย่างเหมาะสมแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ปกครองต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดทุกครั้ง ต้องคอยอุ้มและคอยพยุงตัวในน้ำ หากสังเกตเห็นถึงอาการหรือพฤติกรรมที่แปลกไปควรพาเจ้าตัวน้อยขึ้นมาจากน้ำโดยทันทีค่ะ

Content Image

วิธีฝึกให้ลูกขับถ่าย (1-2ขวบ)

ทารกนั้นจะยังมีระบบประสาทที่ยังไม่สมบูรณ์ดังนั้นลูกจึงยังควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ แต่อาจจะมีการแสดงท่าทางและสีหน้าเช่น การทำเสียง เกร็งตัว หน้าแดงแต่จริงๆแล้วจะยังไม่สามารถควบคุมได้ค่ะฝึกให้ขับถ่ายอย่างไร?✨ควรฝึกให้ลูกขับถ่ายตอนไหน?เมื่อลูกอายุ 1-2 ปี ควรเริ่มฝึกให้ลูกขับถ่ายเอง โดยหากฝึกให้รู้จักรักษาความสะอาดได้🧻 ลูกก็จะเป็นคนรักความสะอาดเมื่อโตไปค่ะ โดยอาจลองชวนให้มาลองนั่งถ่าย ให้เหมือนการเข้าร่วมทำกิจกรรม โดยไม่ต้องเร่งเขามากไปค่ะ✨ช่วงไหนดีที่สุด?อายุที่เหมาะสมในการฝึกลูกในการขับถ่าย💩คือ 18-24 เดือนขึ้นไปค่ะ เพราะลูกจะเริ่มรับรู้แล้วว่ามีอะไรติดตามก้น และจะอยากกำจัดมันออกไป✨1 ขวบฝึกอย่างไร?แม้ว่าลูกจะยังควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ แต่ก็สามารถนั่งขับถ่ายได้ ดังนั้น ลองฝึกให้ทุกครั้งที่ทานนมเสร็จ ก็ให้ลูกนั่งที่กระโถน🚽 เพื่อให้ลูกถ่ายเป็นเวลา แต่หากลูกต่อต้านก็ยังไม่ต้องไปฝืนนะคะ เพราะจะทำให้ลูกอั้นอึหนักเข้าไปใหญ่ค่ะอายุ 2 ขวบ✨ควรฝึกอย่างไร?เมื่อลูกอายุ 2 ขวบ ลูกจะเริ่มเข้าใจความหมายได้ดีมากขึ้น ดังนั้น ให้ถามลูกได้ว่า ปวดอึ💩หรือเปล่า อึออกมาหรือยัง โดยถามในช่วงเวลาที่ลูกอึเป็นประจำนะคะ  ✨เมื่อลูกนั่งกระโถนหากลูกนั่งกระโถน🚽และมีสีหน้าท่าทางที่แสดงว่ากำลังจะอึ คุณแม่สามารถช่วยทำเสียงไปพร้อมๆกันลูกได้ เพื่อเป็นการช่วยลูกให้อึได้ง่ายขึ้นค่ะเทคนิคช่วยการฝึกขับถ่ายของลูก✨ลองทำเทคนิคเหล่านี้เมื่อลูกน้อยเปลี่ยนจากการขับถ่ายที่กระโถนมาใช้โถส้วมให้ใช้ฝารองนั่งสำหรับเด็กมารองให้ และหาที่รองเท้า👣เพื่อไม่ให้เท้าของลูกลอยจากพื้นเวลานั่งทำธุระ และเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกล้มโดยระหว่างการฝึกขับถ่ายลูกอาจถ่ายรดกางเกง🩳ได้ แต่ก็ไม่ควรไปหงุดหงิดหรือตำหนิลูก ในทางตรงกันข้ามหากลูกขับถ่ายถูกที่ให้ชมลูกที่ทำได้ ในการฝึกขับถ่ายควรฝึกอย่างสม่ำเสมอ✨พยายามให้ลูกทานอาหารเหล่านี้พยายามให้ลูกทานอาหารที่มีกากใย🥬และน้ำเปล่ามากๆ เพื่อให้อุจจาระมีความนุ่มและกระตุ้นให้ปวดอุจจาระ โดยไม่ควรให้ลูกดื่มนมมากเกินไป เนื่องจากจะทำให้การเคลื่อนตัวของลำไส้ช้าลงจากปริมาณไขมันจากนมค่ะ

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

การกินและการนอนของลูกวัย 13-18 เดือน

เมื่อลูกน้อยเข้าสู่อายุ 13-18 เดือนลูกจะเริ่มมีการนอนหลับที่เหมือนผู้ใหญ่มากขึ้น และมีสามารถทานอาหารได้หลากหลายมากขึ้น โดยลูกจะมีพัฒนาการอื่นๆอะไรอีกบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ!การกินและการนอนของลูกวัย 13-18 เดือน  ✨ทานอาหารได้บางประเภทเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 13-18 ขวบ คุณพ่อคุณแม่แบ่งอาหารหนูกินได้นะ!🥣 เพราะหนูเริ่มเหมือนผู้ใหญ่มากขึ้นหนูเริ่มกินอาหารได้บางประเภท ระบบย่อยอาหารและการเคี้ยวของหนูเตรียมความพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ✨ชอบทานของว่าง...ช่วงนี้หนูว่าของว่าง🍌มันอร่อยกว่าอาหารหลักนะ... คุณแม่อาจพบว่าลูกน้อยชอบกินของว่างมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ให้ลูกน้องทานของว่างที่มีประโยชน์โดยอาจให้คั้นระหว่างมื้อหลัก 2 มื้อ และ ทานมื้อหลัก เช้า กลางวัน เย็นค่ะ✨ การนอนหลับของลูกในช่วงนี้หนูจะนอนหลับ💤เหมือนผู้ใหญ่มากขึ้น แต่หากเผลอนอนกลางวันมากไปตอนกลางคืนหนูอาจนอนไม่หลับได้... ช่วงนี้จะสังเกตได้ว่าลูกจะตื่นนอนประมาณ 6-7 โมงเช้า โดยหลักทานอาหารกลางวัน🍲จะเริ่มง่วงอีกครั้งค่ะลองทำสิ่งเหล่านี้ดูนะคะ ✨ให้ลูกร่วมโต๊ะทานข้าวเมื่อลูกอายุครบ 16 เดือน คุณแม่อาจลองให้ลูกทานข้าว🍲พร้อมๆกับคนในครอบครัวบ่อยขึ้น โดยเด็กวัยนี้ต้องการพลังงานเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นคุณแม่อาจเน้นให้อาหารที่มีแคลเซียมและธาตุเหล็กเยอะหน่อย✨เปลี่ยนให้ลูกดื่มนมจากแก้วเมื่อเข้าเดือนที่ 17 ลูกจะต้องดื่มนมจากแก้ว🥛ให้เป็นแล้ว อาจลองทำการดื่มจากแก้วให้ลูกดูแล้วท้าให้ลูกดื่มตาม หรืออาจนำขวดนมเก็บออกให้หมดเพื่อให้ลูกดื่มจากแก้ว แรกๆ อาจจะเลอะเทอะบ้าง แต่ก็จะดีขึ้นในไม่ช้าค่ะ✨ ลองให้ลูกนอนแยกเตียงหรือแยกห้องหากคุณพ่อคุณแม่มีความพร้อมอาจให้ลูกเริ่มนอนเตียง🛏️แยกออกไป เพื่อเป็นการไม่รบกวนกันและกันเวลานอน หรืออาจให้ลูกแยกห้องออกไปเลยก็ได้ แต่ให้ทำใจว่าแรกๆ ลูกอาจจะงอแงเพราะไม่คุ้นชิน คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะต้องนอนเป็นเพื่อนไปก่อนจนกว่าเขาจะหลับ หรืออาจหาตุ๊กตาหรือของเล่นที่เขาชอบที่มีลักษณะนิ่มมานอนข้างๆด้วยเพิ่มความอุ่นใจค่ะเป็นยังไงบ้างค่ะ กับพัฒนาการการกินและการนอน💤 ของลูก เผลอแปปเดียวก็โตขึ้นขนาดนี้แล้ว เวลาผ่านไปไวมากๆเลยใช่ไหมคะ การพัฒนาของลูกจะเป็นอย่างไรอีกนั้น สามารถพบกันอีกได้ในบทความต่อไปเลยคะ~

Content Image

ปอดอักเสบในเด็ก

  โรคปอดอักเสบ🫁หรือปอดบวมในเด็กเป็นโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้ซึ่งส่งผลต่อปอดโดยตรงเลยค่ะ สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคปอดบวมนะคะ เนื่องจากการแทรกแซงและการป้องกันแต่เนิ่นๆ เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลลูก👶ของเราให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ โรคปอดอักเสบเกิดจากอะไรโรคปอดบวม🫁ในเด็กเกิดขึ้นเมื่อถุงลมในปอดเกิดการอักเสบและเต็มไปด้วยของเหลวหรือหนอง ทำให้หายใจลำบาก การติดเชื้อนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ แบคทีเรีย🦠 Streptococcus pneumoniae ไวรัสทางเดินหายใจ (RSV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคปอดบวม ซึ่งรวมถึงทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี หรือเด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ รวมถึงผู้ที่มีภาวะสุขภาพเรื้อรังด้วยนะคะ เช่น โรคหอบหืดหรือโรคหัวใจ🫀และเด็กที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดหรือเต็มไปด้วยควัน✨อาการของโรคปอดบวม อาการก็อาจแตกต่างกันไปค่ะ แต่สัญญาณทั่วไปที่ต้องระวัง ได้แก่ อาการไอ ซึ่งอาจสร้างเสมหะได้ค่ะ อาการหายใจเร็ว😮‍💨หรือลำบากเกินไป อาการเจ็บหน้าอกหรือไม่สบายบ่อยๆ อาการมีไข้ มักมีอาการหนาวสั่นร่วมด้ว อาการความเมื่อยล้าหรืออ่อนแรง😰 อาการเบื่ออาหาร รวมถึงการกินอะไรไม่ค่อยได้ด้วยค่ะ และอาการริมฝีปากหรือเล็บมีสีฟ้า อันนี้จัดอยู่ในกรณีที่รุนแรงมากค่ะวิธีรักษาปอดอักเสบการรักษาทั่วไป คือการใช้ยาปฏิชีวนะ💊 หากปอดบวมเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ บ้างก็ใช้ยาต้านไวรัส หากปอดบวมเกิดจากไวรัส อาจสั่งยาต้านไวรัสให้ผู้ป่วยได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการพักผ่อน😴 และดื่มน้ำให้เพียงพอค่ะจะสนับสนุนกระบวนการบำบัดของร่างกายได้ดีนะคะ อีกวิธีคือการใช้ยาบรรเทาปวดที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน สามารถช่วยบรรเทาอาการไข้🤒 ความเจ็บปวด และการอักเสบได้ บ้างก็ใช้ยาระงับอาการไอ หากอาการไอของคุณรุนแรงหรือต่อเนื่อง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาระงับอาการไอเพื่อบรรเทาอาการค่ะ และสุดท้ายคือการการบำบัดด้วยออกซิเจน ในกรณีที่รุนแรง อาจให้ออกซิเจนเสริมเพื่อให้แน่ใจว่าระดับออกซิเจนในเลือดเพียงพอค่ะ💊ใช้ยาต้านเชื้อราและอีกหนึ่งวิธีคือการรักษาจำเพาะ ซึ่งในบางกรณีผู้ป่วยมีอาการปอดบวมจากแบคทีเรีย🦠 มักใช้ในการรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย บางกรณีปอดอักเสบจากไวรัส อาจมีการกำหนดยาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัสที่เกิดจากไวรัสบางชนิด หรือบางกรณีเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อรา อาจมีการสั่งยาต้านเชื้อรา เช่น fluconazole หรือ amphotericin B เพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อรา และบางกรณีเป็นโรคปอดอักเสบจากการสำลัก การรักษาอาจรวมถึงยาปฏิชีวนะ💊 กายภาพบำบัดทรวงอก และการรักษา วิธีป้องกันโรคปอดอักเสบ👉1. รับวัคซีน ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณได้รับวัคซีน💉ป้องกันโรคปอดบวมที่แนะนำ เช่น วัคซีนนิวโมคอคคัสคอนจูเกต (PCV13) และวัคซีนนิวโมคอคคัสโพลีแซคคาไรด์ (PPSV23) วัคซีนเหล่านี้สามารถป้องกันสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคปอดบวมจากแบคทีเรีย👉2. รักษาสุขอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่🧼และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ หากไม่มีสบู่และน้ำ ให้ใช้เจลทำความสะอาดมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์👉3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โรคปอดบวมอาจเกิดจากไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดที่สามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองในทางเดินหายใจ พยายามหลีกเลี่ยง🙅‍♀️การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อทางเดินหายใจ 👉4. ปิดปากและจมูก เมื่อไอหรือจาม ให้ใช้ทิชชู่🧻หรือข้อศอกปิดปากและจมูก แทนที่จะใช้มือ ซึ่งจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค👉5. รักษาวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงสามารถช่วยป้องกันโรคปอดบวมได้ รับประทานอาหารที่สมดุล🍲 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ😴 และจัดการกับระดับความเครียด👉6 หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง การสูบบุหรี่🚬ทำลายปอดและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้คุณติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น👉7. ติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพทั่วไป ไปพบผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเป็นประจำเพื่อตรวจสุขภาพ และปฏิบัติตามการตรวจคัดกรองหรือการรักษาที่แนะนำเพื่อรักษาสุขภาพโดยรวม  เพื่อป้องกันโรคปอดบวมในเด็ก👶 สิ่งสำคัญคือต้องใช้มาตรการป้องกันบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อโรคที่ติดเชื้อได้และให้รักษาสภาพแวดล้อมในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอโดยการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงควันบุหรี่🚬 ควันไฟ🔥 ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด❄️ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจอ่อนแอลง และทำให้เด็กๆ ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นค่ะ รวมถึงการฝึกนิสัยด้านสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคปอดบวม  สนับสนุนให้เด็กๆ ล้างมือ🤲ให้สะอาดและบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้า ช่วยกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมากับมือ ได้ค่ะ

Content Image

บ้านสะอาดลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในเด็ก

     คุณแม่หลายๆ ท่านอาจมองข้ามสาเหตุหลักของโรคภูมิแพ้ ซึ่งมาจากการที่บ้านนั้นเต็มไปด้วยฝุ่น ฝุ่นในบ้านนั้นเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นอาการภูมิแพ้ต่อทารกและสมาชิกในครอบครัว ปัจจัยการเกิดภูมิแพ้โดยส่วนใหญ่นั้นมาจากไรฝุ่น แบคทีเรีย ขนสัตว์เลี้ยง🐈 เป็นต้น วันนี้ทางเราได้รวบรวมบริเวณสำคัญในบริเวณบ้านที่คุณแม่ควรใส่ใจในการทำความสะอาด🧹เพื่อลดภาวะภูมิแพ้🤧บริเวณในห้องนอนเตียงนอนและที่นอนเนื่องจากหมอนและตุ๊กตาเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่น คุณแม่ควรซักเครื่องนอน🛏️ อาทิตย์ละ 1 ครั้งและทำการดูดฝุ่นตามปลอกหมอนและผ้าคลุมที่นอนเป็นประจำเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านคุณแม่ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์🛋️ ที่ทำความสะอาดได้ง่าย เช่น หนังแท้ และ ไม้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากเบาะผ้า ใยสังเคราะห์ และกำมะหยี่ เพราะทำความสะอาดได้ยากและยังเป็นแหล่งสะสมฝุ่นซึ่งมีผลต่อโรคภูมิแพ้เป็นอย่างยิ่งของใช้และของเล่นของลูกทุกครั้งหลังจากลูกเลิกใช้ของเล่น🎮 คุณแม่ควรทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของเล่นและของใช้เด็กแล้วเก็บใส่กล่องให้มิดชิดบริเวณในห้องครัวตู้เย็นและตู้เก็บถ้วยจานคุณแม่ควรเช็ดทำความสะอาดตู้เย็นบ่อยๆ และหมั่นเช็ควันหมดอายุของวัตถุดิบในตู้เย็น หากมีสินค้าหมดอายุให้รีบนำออกทันที เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา🦠 ที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้โซนการทำอาหารคุณแม่ควรรีบทำความสะอาดเตาปรุงอาหารให้เรียบร้อยทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จและหมั่นเช็ดเครื่องดูดควัน เพื่อทำการระบายกลิ่นควันจากการทำอาหาร👩‍🍳กำจัดเศษอาหารคุณแม่ควรกำจัดเศษอาหารเหลือหลังทานเสร็จทุกครั้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด ทำการแยกชนิดของขยะและนำขยะออกไปทิ้งทุกวัน เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารตกค้าง เพราะอาจเป็นแหล่งของหนู🐀 และแมลงสาบได้บริเวณห้องน้ำติดตั้งพัดลมระบายอากาศห้องน้ำการติดตั้งพัดลมระบายอากาศในห้องน้ำนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากพัดลมระบายอากาศนั้นสามารถช่วยลดความอับชื้น ซึ่งเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรีย🦠หลีกเลี่ยงการติดวอลเปเปอร์การติดวอลเปเปอร์🎑 นั้นทำให้ห้องน้ำดูกว้างและบรรยากาศดี แต่ก็เป็นสาเหตุหลักของการเกิดเชื้อรา หากคุณแม่ไม่ได้เลือกใช้วอลเปเปอร์ที่เป็นวัสดุกันเชื้อราขยันทำความสะอาดสุขภัณฑ์คุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดห้องน้ำและสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ🛀 เป็นประจำด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ฆ่าเชื้อราและคราบฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ     เพียงคุณแม่ใส่ใจและหมั่นดูแลบริเวณภายในบ้าน🏠ให้สะอาด ปลอดภัยตามสุขอนามัย ก็สามารถช่วยลดปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้เป็นอย่างมากทีเดียวค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.