Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ13-18 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

วิธีเลือกผ้าห่มสำหรับเด็ก

     ผ้าห่มถือเป็นข้าวของเครื่องใช้หนึ่งที่มีเราทุกคนต่างต้องเคยใช้กันใช่ไหมคะ จุดประสงค์หลักๆของการใช้งานก็คือกักเก็บความร้อน♨️ให้อยู่ภายในร่างกายได้นานขึ้น แต่คุณผู้อ่านเคยทราบไหมคะว่าสำหรับเจ้าตัวน้อยนั้น👶 การเลือกผ้าห่มมีจุดประสงค์ที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องตระหนักในการเลือกซื้อมากกว่าการซื้อผ้าห่มทั่วไป จะมีความพิเศษและข้อควรตระหนักอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เริ่มต้นจากการเลือกจุดประสงค์ของผ้าห่ม💫การเลือกซื้อผ้าห่มเพื่อการห่อร่างกายของทารก ในเด็กแรกเกิดที่พึ่งคลอดออกมา สังเกตว่าจะมีผ้าที่เอาไว้ใช้ห่อตัวทารก👶 นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าผ้าห่มสำหรับห่อตัวนั่นเองค่ะ ลักษณะจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน◽️หรือสี่เหลี่ยมจัตตุรัส จากนั้นคุณพ่อคุณแม่จะนำผ้ามาพับและห่อร่างกายของเจ้าตัวน้อยด้วยตนเอง แต่บางรุ่นก็จะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายถุงนอนสำหรับผู้ใหญ่ไปเลย เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อคุณแม่สะดวกที่จะใช้แบบไหนค่ะ ขนาดที่ใช้จะอยู่ที่ประมาณ 40 x 40 จนไปถึง 48 x 48 นิ้วค่ะ💫การเลือกซื้อผ้าห่มที่ใช้ในการห่มร่างกายทารกทั่วไป ก็จะเป็นผ้าห่มทั่วไปเหมือนผ้าห่มที่เราใช้ห่มกันในชีวิตประจำวันเลยค่ะ ผ้าห่มชนิดนี้ก็จะใช้กับเด็กที่โต👦ขึ้นมาหน่อย ไม่จำเป็นต้องใช้กับเด็กที่ยังใช้ผ้าห่มประเภทห่อตัวอยู่ค่ะ คำนึงถึงเนื้อผ้าที่ใช้ผลิต☁️ผ้าคอตตอนหรือที่เรียกกันสั้นๆง่ายๆว่าผ้าฝ้ายนั่นเองค่ะ ผ้าลักษณะนี้มักถูกใช้ทำเสื้อยืดที่เราพบเห็นได้ทั่วไป เนื่องจากมีความเบาและอ่อนนุ่ม☁️ มีคุณสมบัติในการซึมซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดีในระดับหนึ่ง เกิดขุยผ้าได้ค่อนข้างยากหากผ่านการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี และทำความสะอาดได้ง่าย สะดวกสบายกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ👫🌫️ผ้ามัสลิน เป็นผ้าที่มาจากเส้นใยฝ้ายเช่นเดียวกัน แต่ด้วยลักษณะการทอจะมีความละเอียดขึ้นค่ะ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เนื่องจากมีความบางเบา ระบายอากาศ🍃ได้ค่อนข้างดีค่ะ🎋ผ้าใยไผ่ ผ้าใยไผ่เป็นผ้าที่โดดเด่นในเรื่องของคุณสมบัติในการระบายอากาศ ดูดซับเหงื่อได้ค่อนข้างดี ที่สำคัญคือไม่ค่อยเก็บฝุ่น💨 ลดโอกาสในการเกิดภูมิแพ้ฝุ่นในเจ้าตัวน้อยค่ะ🧺ผ้าโพลีเอสเทอร์ เป็นอีกหนึ่งเนื้อผ้าที่มีความอ่อนนุ่มอ่อนโยนต่อผิวของเจ้าตัวน้อย👶 มีน้ำหนักที่เบา เหมาะกับการใช้งานในห้องที่มีอุณหภูมิต่างๆหรือมีอากาศเย็นนั่นเอง เพราะเป็นผ้าประเภทที่โดดเด่นในด้านของการกักเก็บความร้อน♨️ รักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ในบริเวณที่มีอากาศร้อนหรือใช้งานช่วงฤดูร้อน เพราะค่อนข้างด้อยในแง่ของการระบายอากาศค่ะ🐑ผ้าขนแกะ ผ้าขนแกะเป็นผ้าอีกหนึ่งชนิดที่มีพื้นผิวนุ่มลื่นแต่ยังมีความเบาสบาย ทำความสะอาดได้ง่าย และเป็นอีกหนึ่งชนิดผ้าที่โดดเด่นในแง่ของการกักเก็บความร้อน ระบายความร้อนได้ค่อนข้างต่ำกว่าชนิดอื่นๆ จึงเหมาะสมที่จะใช้งานในบริเวณหรือช่วงที่มีอากาศเย็น☃️นั่นเองค่ะคำนึงถึงขนาดผ้าห่ม▫️ผ้าห่มขนาดเล็ก มักเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัดตุรัส ขนาดประมาณ 20 - 24 นิ้ว หากใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยก็จะใหญ่ได้ถึงประมาณ 35 นิ้วค่ะ มักเป็นอัตราส่วนสำหรับผ้าห่มที่มีจุดประสงค์เพื่อห่อร่างกายเด็กทารก🚼ค่ะ◻️ผ้าห่มขนาดกลาง เริ่มตั้งแต่อัตราส่วนเล็กสุดคือประมาณ 35 นิ้วจนถึง 45 นิ้วค่ะ สามารถเลือกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ได้ เพราะใช้ได้กับทั้ง 2 จุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นใช้เพื่อห่อตัวเด็ก👶หรือใช้ห่มทั่วไปนั่นเองค่ะ⬜️ผ้าห่มขนาดใหญ่ เริ่มตั้งแต่ 40 นิ้วเป็นต้นไป มักมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะใช้งานในรูปแบบห่มทั่วไป เหมาะกับเจ้าตัวน้อยที่มีอายุตั้งแต่ 5 ขวบ👦ขึ้นไปค่ะ    น้ำหนักของผ้าห่มอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายๆท่านมองข้าม แต่อันที่จริงแล้วนับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะกดทับร่างกายของเจ้าตัวน้อยโดยตรง ผ้าห่มที่ดีและเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าไหร่ ทำจากเนื้อผ้าอะไร ก็ควรมีน้ำหนักโดยรวมของทั้งผืนไม่เกิน 10% ของเจ้าตัวน้อย ยกตัวอย่างเช่น หากลูกของเรามีน้ำหนักตัวประมาณ 5 กิโลกรัม น้ำหนักของผ้าห่มที่ใช้ก็ไม่ควรเกิน 500 กรัมหรือครึ่งหนึ่งของ 1 กิโลกรัมนั่นเองค่ะ ไม่เช่นนั้นผ้าผ่มที่หนักเกินไปอาจกดทับร่างกายเด็ก ทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก😮‍💨และอาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตจากการไหลตายในระหว่างนอนหลับ😴ได้ค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าการเลือกข้างของเครื่องใช้สำหรับเด็กนั้นมีข้อพิจารณาและข้อที่ควรตระหนักถึงมากกว่าข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป เนื่องจากร่างกายของเจ้าตัวน้อย👶นั้นมีความบอบบางและอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าวัยผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเด็กได้อย่างไม่ทันคาดคิดค่ะ

Content Image

ลูกน้อยมีพัฒนาการพูดช้า ทำอย่างไรดี?

หลายๆท่านกำลังมีความกังวลล่วงหน้าว่าหากลูกของเรามีพัฒนาการการพูดที่ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆจะเป็นอะไรไหม หรือ บางคนอาจกำลังสังเกตว่าลูกของเรากำลังพูดช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งในบทความนี้เราได้นำความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการการพูดช้าในเด็กและวิธีการรับมือมาฝากกันค่ะ พัฒนาการของลูกพัฒนาการของลูกในทุกๆด้านนั้นมีความสำคัญเพราะเป็นการแสดงออกว่ามีปัญหาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่ หรือควรเน้นพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งเพิ่มขึ้นหรือไม่ เด็กที่มีพัฒนาการทางด้านการพูดไว จะเป็นเด็กที่ช่างพูด👄 ผู้ใหญ่จะเอ็นดูแต่ในเด็กบางคนที่มีพัฒนาการการพูดช้า อาจจะพูดคำว่า พ่อ แม่ ป๊า ม๊ายังไม่ได้แม้ว่าจะกำลังหัดเดินแล้ว เด็กบางคนพูดติดอ่าง พูดไม่ชัด หรือพูดไม่รู้เรื่อง😐 ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาด้านอื่นๆ ด้วยค่ะ ปัญหาการพูดที่พบได้ส่วนใหญ่เมื่อเข้าสู่วัยที่ควรพูดได้แล้ว แต่ลูกยังพูดไม่ชัด พูดติดอ่างหรือไม่พูดเลย แปลว่าอาจมีความผิดปกติในด้านพัฒนาการพูด👄 และการสื่อสาร ซึ่งอันนี้อาจไม่ได้เป็นกับเด็กทุกคนเพราะแต่ละคนก็มีสปีดในการพัฒนาที่แตกต่างกันออกไป แต่แหล่งข้อมูลจาก สมาคมโสตสัมผัสวิทยาและการแก้ไขการพูดแห่งประเทศพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่พบได้ในเด็กไทยนั้นมีอยู่ประมาณ 9 ประเภท ดังนี้💡พูดไม่ชัด💡พูดเสียงแหบ💡พูดติดอ่าง💡พูดช้า💡ปัญหาการพูดของคนที่มีความบกพร่องทางสมอง💡กลุ่มดาวน์ซินโดรม💡กลุ่มของเด็กที่มีปัญหาด้านจิตใจ💡กลุ่มออทิสติก💡กลุ่มที่มีปัญหาเรื่องหูและการได้ยิน ควรทำอย่างไรเมื่อลูกมีพัฒนาการล่าช้า✨ไม่ควรไปคาดคั้นการที่จะช่วยให้เด็กมีความกล้าในการพูด และไม่เป็นปมในใจ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปคาดคั้น❌ เช่น หากลูกมีอาการติดอ่าง และมีการพูดช้า ก็ไม่ควรไปเร่งให้ลูกพูดไว เมื่อลูกถามคำถามก็ให้ตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้ หากไปดูลูกลูกก็จะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น😐 เพราะอาจจะไปทำให้ลูกมีปัญหาในการเข้าสังคมได้✨พาลูกปรึกษากับคุณหมอคุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปหาคุณหมอ เพื่อทดสอบพัฒนาการ โดยหากลูกน้อยมีพัฒนาการการพูดที่ล่าช้า ก็ไม่ต้องเครียดมากจนเกินไป คุณหมอจะคอยช่วยเหลือและบอกวิธีการที่จะค่อยๆกระตุ้นพัฒนาการด้านการพูดของลูก👄 และช่วยลดความกังวลของผู้ปกครองเองด้วยค่ะ 

Content Image

เทคนิคการพาเด็ก 2 ขวบขึ้นเครื่องบินอย่างราบรื่น เพียงทำตามนี้!

     คุณแม่บางท่านอาจจะคิดว่าการพาลูกขึ้นเครื่องบินนั้นเป็นสิ่งง่ายๆ สบายมาก เพราะเคยพาลูกขึ้นเครื่องบินมาแล้วตอนที่ยังอายุไม่กี่เดือนถึง 1 ขวบ แต่ความยากจริงๆที่คุณแม่จะต้องเจอคือการพาลูกขึ้นเครื่องบิน✈️ตอน 2 ขวบนั่นเอง เพราะลูกจะต้องนั่งบนที่นั่งของเขาเอง ไม่สามารถอุ้มนั่งที่ตักได้ และมักเผชิญกับปัญหาลูกเกิดอาการกลัว เลยอยากให้คุณแม่อุ้ม พอบังคับเขาก็เลยต้องร้องไห้ลั่นทำเอาผู้โดยสารคนอื่นหงุดหงิดกับเสียงเด็กร้องไห้ บทความนี้จึงได้รวบรวมเทคนิคการพาลูกนั่งเครื่องบินได้อย่างราบรื่นตลอดไฟล์ตกันค่ะ💁‍♀️8 เทคนิคการพาลูกนั่งเครื่องบินได้อย่างราบรื่นตลอดไฟล์ต มีดังต่อไปนี้✨1.สอนลูกก่อนขึ้นเครื่องว่าต้องรัดเข็มขัดนิรภัยคุณแม่เคยให้เขานั่งบนขาแล้วแกล้งทำเป็นเครื่องบินกำลังบินอยู่มั้ยคะ วิธีนี้เราลองมาแล้วและได้ผลจริงคือเราจะสอนลูกว่าก่อนขึ้นเครื่องบินต้องคาดเข็ดขัดนิรภัยนะคะ ไม่อย่างนั้นเครื่องบินจะไม่ออก🙅‍♀️ เด็กๆ ก็จะจำได้ว่าสเต็ปก่อนเครื่องบินจะขึ้นและลงต้องคาดเข็ดขัดนิรภัย พูดบ่อยๆ แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้นเอง✨2.เลือกบินไฟล์ตเช้าเพราะไฟล์ตบินจะไม่ค่อยดีเลย์ และไฟล์ตตอนนี้คนจะไม่ แออัดมาก บางทีลูกขึ้นมาก็ยังไม่สดชื่นเท่าไหร่ ทำให้เขาหลับเองง่ายสบายตลอดทริป😴✨3.ให้ลูกนั่งริมหน้าต่างเขาจะตื่นเต้นกับวิวสูงๆ🤩 ท้องฟ้าสีฟ้าจนลืมงอแงไปเลยในช่วงเครื่องกำลังขึ้นรวมทั้งยังช่วยป้องกันอันตรายจากคาร์ทอาหาร เพราะเด็กๆ อาจจะยื่นขาออกไป หรือโดนกาแฟร้อนๆ ไม่ก็น้ำหกใส่ได้ง✨4.พกของเล่นไว้ล่อตาล่อใจเครื่องขึ้นไปซักพัก ลูกจะเริ่มหมดความสนใจสิ่งต่างๆ เริ่มอยากปลดเข็มขัด ลุกขึ้นยืนยุกยิก ถ้าเป็นไฟล์ตนานหน่อยและสัญญาณรัดเข็ดขัดยังไม่แสดงก็ให้ลูกมานั่งตักคุณแม่ได้บ้างเปลี่ยนอิริยาบถ หรือถ้าอยากให้เขานั่งอยู่กับที่ได้นานๆ คุณแม่ต้องมีแผนไปซื้อของเล่นที่เขาชอบและไม่เคยเห็นมาก่อน สมุดนิทาน📖 สมุดสติกเกอร์ รับรองว่าวิธีนี้เวิร์คจริงในเส้นทางภายในประเทศสั้นๆรวมไปถึงเทคนิคเหล่านี้อีกด้วย✨5.ลูกอาจจะกลัวอาการหูอื้อสำหรับคุณแม่ที่พาลูกขึ้นเครื่องครั้งแรกอาจจะต้องเตรียมน้ำและนมในปริมาณที่นำขึ้นเครื่องได้ ให้ลูกคอยจิบตอนเครื่องเทคออฟและแลนดิ้ง จิบไปเรื่อยๆ ตลอด 30-45 นาทีแรก นอกจากช่วยเรื่องลดความดันในหู👂แล้วยังป้องกันอาการขาดน้ำอีกด้วย✨6.อย่าลืมให้รางวัลเมื่อลูกเป็นเด็กดีช่วงเวลาเดินทางที่เขาตื่นเต้นและมีความสุข คุณแม่ก็อาจจะมีข้อยกเว้นให้เขาได้รางวัลที่เป็นเด็กดีด้วยขนมหรือช็อกโกแลต🍫เล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง✨7.เปิดการ์ตูนให้ลูกดูบนเครื่องบินขอบคุณที่มี Personal TV ประจำทุกที่นั่ง เพราะทำให้เด็กๆ สงบลงและไม่เบื่อด้วยการ์ตูนเรื่องโปรด📺 อยู่ในโมเมนท์ของตัวเอง บ้างก็ดีเหมือนกัน✨8.เตรียมเสื้อกันหนาวและของติดตัวลูกไปด้วยเวลารีบๆ แล้วคุณแม่ดันโหลดทุกอย่างไว้ในกระเป๋า ใต้เครื่องอาจจะต้องเจอโหมดงอแงจากลูกได้ เพราะถ้าต้องขึ้นเครื่องนอนตอนกลางคืน เขาอาจอยากได้ห่มผ้าที่ติดหรือตุ๊กตาที่กอดบ่อยๆ🧸 ทำให้เขาหลับง่ายขึ้นและเร็วขึ้น คุณแม่ก็จะได้พักผ่อนไปด้วย ยังไงอย่าทำเช็คลิสต์ก่อนขึ้นเครื่อง ทั้งกระเป๋า carry-on และกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่แยกกัน     ทราบแล้วใช่ไหมคะว่าการที่จะพาเจ้าตัวน้อย👶อายุ 2 ขวบขึ้นเครื่องบินนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายและก็ไม่ใช่เรื่องยากเสมอไป เพียงแค่คุณแม่ประยุกต์ใช้ 8 เทคนิคดังกล่าวนี้ ก็สามารถทำให้การเดินทางบนเครื่องบินกับเจ้าตัวน้อยนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้ปัญหานั่นเองค่ะ

Content Image

วิธีป้องกันปัญหาสายตาให้ลูกน้อยของคุณ

ดวงตา เป็นอวัยวะที่สำคัญและบอบบางมาก ซึ่งเป็นบริเวณที่จะต้องได้รับการระมัดระวังและรักษาทันทีเมื่อมีความผิดปกติ ปัญหาสายตาในเด็กก็ควรได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างยิ่ง เพราะมีปัจจัยหลายๆอย่างที่อาจทำให้เกิดความผิดปกติได้ จึงควรพาลูกน้อยไปประเมินและวินิจฉัยกับจักษุแพทย์อย่างเหมาะสมนั่นเองค่ะ วิธีป้องกันปัญหาสายตาในเด็กคุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันปัญหาสายตาให้ลูกได้ดังนี้✨คอยบอกให้ลูกรักษาระยะห่างหน้าจอทีวี คอมพิวเตอร์🖥️ หรือ กระดานเรียนให้เหมาะสม✨อย่าให้อยู่หน้าจอนานจนเกินไป ส่งเสริมให้ลูกเล่นกลางแจ้ง เพราะการได้ออกไปนอกบ้านจะทำให้ตา👀เคลื่อนไหวตลอดเวลา และการสัมผัสกับแสงแดดก็ช่วยป้องกันสายตาสั้นได้บางกรณีอีกด้วย✨ให้ทานผักใบเขียว และ อาหารที่มีกรดอะมิโน และโปรตีน✨ตรวจตาเป็นประจำ✨ทานอาหารเพื่อสุขภาพ🥗✨หากสงสัยว่าลูกมีปัญหาทางสายตาให้พาไปตรวจทันที✨ไม่ให้ลูกสัมผัสดวงหน้าด้วยมือที่สกปรกและให้ลูกล้างมือทุกครั้งที่กลับจากข้างนอก✋✨หากตามีการติดเชื้อ เช่น ตาแดง ควรให้หยุดเรียนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ✨หากลูกมีอาการ ปวดหัว กะพริบตาถี่ๆ หรือ ตาเหล่ควรพาไปตรวจสายตาโดยเร็วที่สุดการตรวจสายตาตามวัยแรกเกิดในทารกแรกเกิด👶 แพทย์จะทำการทดสอบการสะท้อนสีแดงจากจอประสาทตาของทารกเพื่อประเมินการมองเห็น และดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ รวมถึงตรวจความผิดปกติของดวงตาและเปลือกตาภายนอก ประเมินลักษณะของรูม่านตา 6 เดือน – 1 ปีประเมินโดยการทดสอบการมองเห็น👀 ลักษณะของรูม่านตา ตรวจสุขภาพตาและตรวจหาโรคตาที่พบบ่อยในเด็กเป็นต้น3 ปี – 3 ปี ครึ่งในช่วงวัยนี้เด็กจะโตพอที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจวัดสายตา👓ได้ ดังนั้นควรพาลูกไปตรวจวัดเพื่อดูว่ามีสายตาสั้น ยาว เอียงหรือไม่ และควรตรวจภาวะตาสองข้างไม่มองในทิศทางเดียวกัน เช่น ตาเหล่ ตาเข ตาขี้เกียจ เป็นต้นเด็กวัยเรียนเมื่อเข้าสู่วัยเรียน และหากสงสัยว่าลูกมีปัญหาทางสายตา ผู้ปกครองก็ควรพาน้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวัดสายตา โดยปัญหาทางสายตาที่พบได้บ่อยๆในวัยนี้คือสายตาสั้นนั่นเอง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการตัดแว่นใส่ ซึ่งหากสงสัยว่ามีปัญหาทางสายตาอื่นๆ ก็ควรให้จักษุแพทย์👨‍⚕️ตรวจดวงตาอย่างละเอียดซึ่งหากผู้ปกครองสังเกตเห็นอาการผิดปกติแล้ว ก็ควรให้ลูกได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ทั้งนั้นโรคเกี่ยวกับตาบางอย่างก็จะต้องอาศัยการปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้ลูกน้อยเพื่อป้องกันโรคตาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเองค่ะ

Content Image

ปัญหาคราบฟันเหลืองในเด็ก จัดการอย่างไรดี?

     ปัญหาคราบฟันเหลือง🦷นับว่าเป็นปัญหาที่ทำลายความมั่นใจรอยยิ้มของลูกน้อย เนื่องจากลูกอาจจะโดนเพื่อนล้อเลียนเรื่องสีฟันจนขาดความมั่นใจที่จะยิ้ม อีกทั้งยังบ่งบอกถึงการมีสุขอนามัยในช่องปากและฟันที่ไม่ดี วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางการแก้ปัญหาคราบฟันเหลืองในเด็กมาให้คุณแม่ทราบค่ะ💁‍♀️คราบฟันเหลืองคืออะไรคราบฟันเหลือง (Yellow Teeth Stains) เกิดจากการที่ลูกแปรงฟันไม่สะอาด ทำให้เชื้อจุลินทรีย์🦠ตกค้างอยู่ในช่องปากและเกาะทับถมกันจนกลายเป็นคราบเชื้อจุลินทรีย์ (Bacterial plaque) และพัฒนากลายเป็นคราบหินปูนสีเหลือง และคราบหินปูนเหล่านี้ต้องกำจัดออกภายใต้การดูแลของทันตแพทย์🦷เฉดสีของคราบเหลืองที่ฟันเฉดสีของคราบเหลืองที่ฟันนั้นมีผลมาจากสีของฟัน สีฟันของเด็กแบ่งออกเป็นหลายเฉดสีมาก ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์เป็นหลัก เฉดสีของฟันแบ่งออกเป็น 4 เฉดหลัก ได้แก่ น้ำตาลอมแดง เหลืองอมแดง เทา และเทาอมแดง และจากงานวิจัยพบว่าคนไทย 70-80 % จะมีสีฟันอยู่ในเฉดสีเหลืองอมแดงเป็นส่วนใหญ่ จึงมองว่าลูกมีปัญหาฟันเหลืองและต้องการพาลูกไปพบแพทย์🧑‍⚕️เพื่อแก้ปัญหา สาเหตุของคราบฟันเหลือง✨การเปลี่ยนสีจากภายนอกตัวฟัน (Extrinsic Discoloration)การเกิดคราบบนชั้นเคลือบฟันมักมีสาเหตุมาจาก การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีสี เช่น ชา กาแฟ☕️ และรวมไปถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งกรดมีฤทธิ์ทำลายเคลือบฟัน (enamel) ทำให้ผิวฟันบางลงและเนื้อฟันถูกทำลาย ✨การเปลี่ยนสีจากภายในตัวฟัน  (Intrinsic Discoloration)เกิดคราบภายในโครงสร้างของฟันในส่วนของเนื้อฟัน🦷 ซึ่งคราบเหล่านี้ไม่สามารถขัดได้ด้วยการใช้ยาสีฟันสูตรไวท์เทนนิงแปรงฟัน การเปลี่ยนสีของฟันประเภทนี้มักเกิดจากกรรมพันธุ์และการรับประทานยาบางชนิด เช่นยาเตตร้าไซคลิน (Tetracycline)  ซึ่งมีปริมาณสารฟลูออไรด์มากกว่าปริมาณที่ควรได้รับ ทำให้ฟันผุกร่อนได้ง่ายและเกิดคราบฟันเหลืองวิธีการแก้ปัญหาคราบฟันเหลือง👉การแปรงฟันให้ถูกวิธีนับเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหาคราบเหลืองที่ฟัน คุณแม่ควรหมั่นสอนให้ลูกดูแลสุขภาพปากและฟันอย่างถูกต้อง โดยให้ความสำคัญกับการแปรงฟันให้สะอาดอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน🪥 และรวมไปถึงการแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ👉การขูดหินปูนคุณแม่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการขูดคราบหินปูนจากการแปรงฟันไม่สะอาดจากการรับประทานลูกอมและขนมขบเคี้ยว🍬 ควรพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อเป็นการกำจัดคราบสีเหลืองและลดการเกิดปัญหาฟันผุจากคราบหินปูน👉การเคลือบฟลูออไรด์คุณแม่ควรเลือกซื้อยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ให้ลูกใช้ และพาลูกไปเคลือบฟลูออไรด์เพื่อเป็นการลดการเกิดหินปูน การเคลือบฟลูออไรด์เป็นการเพิ่มความแข็งแรงของฟันในทนทานต่อกรดของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งสามารถเริ่มทำได้ในเด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป👶ที่เริ่มมีฟันซี่แรกงอกขึ้น     โดยทั่วไปแล้วปัญหาคราบฟันเหลืองเป็นปัญหาที่เกิดจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ คุณแม่ควรหมั่นให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทางช่องปากอย่างถูกต้องแก่ลูกน้อย เพื่อที่ลูกจะได้มีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง มีความมั่นใจที่จะยิ้มได้อย่างสดใส😁 เพราะการมีฟันขาวสะอาดนั้นยังบ่งบอกถึงการมีสุขภาพฟันที่ดีอีกด้วย

Content Image

วิธีเลือกสบู่ให้ปลอดภัยกับลูกน้อย

เพราะทารกมีผิวที่บอบบางดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกสบู่ที่เหมาะสมกับผิวของลูกน้อย เพราะหากมีอาการแพ้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะกลายเป็นเรื่องปวดหัวไม่น้อยเลยล่ะคะ โดยเราจะมีวิธีการเลือกสบู่ได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ เลือกสบู่ให้ลูกอย่างไรจึงจะปลอดภัยของใช้เด็กไม่ว่าจะเป็นสบู่เด็ก แชมพู หรือโลชั่นล้วนแล้วแต่มีตัวเลือกมากมายมาให้เลือก ซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อยากมั่นใจว่าสิ่งที่เลือกมานั้นดีที่สุดสำหรับลูก ดังนั้นหลายๆคนจึงอาจกำลังหนักใจว่าควรจะซื้ออะไร ซึ่งสามารถดูเกณฑ์ง่ายๆได้ดังต่อไปนี้เลือกใช้สบู่เด็กออร์แกนิก🧼สบู่ออร์แกนิกคือสบู่ที่ทำมาจากส่วนผสมของธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีจึงเป็นสบู่ที่เหมาะกับผิวของลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เพราะลูกน้อยนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรงเท่าคุณพ่อคุณแม่ดังนั้นสบู่ที่นำมาใช้ก็ไม่ควรจะมีสารเคมีอยู่นะคะ  อ่านฉลากด้านหลังก่อนซื้อสบู่ให้คุณพ่อคุณแม่ลองพลิกหลังขวดเพื่ออ่านฉลากว่าสบู่นั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้าง โดยให้หาผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า "ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิก"🧾 จากแพทย์ผิวหนัง และเป็นไม่ได้ก็ไม่ควรมีน้ำหอมนะคะดูค่า pHเมื่อซื้อสบู่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องดูคือค่า pH🧪ของสบู่ เพราะหากซื้อสบู่ที่มีระดับ pHสูงผิวของลูกน้อยก็จะถูกทำลายได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าสบู่นั้นมีค่า pH ที่มีความเป็นกลาง หรือมีความใกล้เคียงกับผิวหรือไม่ค่ะทดสอบกับผิวของลูกก่อนใช้สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อซื้อสบู่มาแล้วก่อนนำมาใช้อาบน้ำให้ลูกคุณพ่อคุณแม่ควรทำการทดสอบการแพ้ก่อน โดยสามารถทดสอบที่แขนของลูก โดยหากใช้ที่แขน💪แล้วมีอาการแพ้ เช่น ผื่นขึ้น หรือมีอาการอื่นๆ ก็ควรหยุดการใช้ และปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ อ่านรีวิวอีกวิธีนึงที่สามารถทำได้คือ ขอคำแนะนำจากแพทย์หรืออ่านรีวิวของคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์💬ส่วนผสมที่เสี่ยงต่อการแพ้✨ซิลิโคน (Silicone)เป็นสารที่อาจเป็นสาเหตุให้ผิวอุดตัน และอาจทำให้มีปัญหาในการขับเหงื่อ💦ได้✨พาราเบน (Paraben)เป็นสารที่มีความอันตรายต่อร่างกายของลูกน้อย เพราะมันสามารถลูกมีพัฒนาการที่ผิดปกติ หรืออาจสะสมจนทำให้เกิดมะเร็งได้ค่ะ ✨เอสแอลเอส SLS (Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ทำให้เกิดฟอง🛁 แต่ลูกก็สามารถแพ้สารเคมีนี้ได้ และอาจมีการสะสมภายในร่างกาย✨โคคามิโด โพรพิว บีเทน (Cocamidopropyl Betaine)เป็นสารที่ทำให้เกิดฟองเช่นกัน ซึ่งหากเข้าตาลูกน้อยอาจทำให้ระยะเคืองหรือแพ้ได้ค่ะ✨รวมถึงยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกดังนี้💀กลูเตน โพแทสเซียมซอร์เบต ควอเทอร์เนียม-15 โซเดียมเบนโซเอต โทโคฟีริลอะซิเตท ฟีนอกซีเอธานอล โซเดียมแลคเตท ปิโตรเคมี เป็นต้นส่วนผสมที่ปลอดภัยต่อผิวของลูกน้ำมันอัลมอนด์🍂มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ และยังมีวิตามินอีที่ช่วยให้ผิวของลูกอ่อนนุ่มว่านหางจระเข้🎋เป็นส่วนผสมที่ดีสำหรับลูกน้อย ซึ่งช่วยให้ความเย็นและชุ่มชื่น ลดอาการคันตามร่างกาย และยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อราได้อีกด้วยค่ะดอกคาโมมายล์🌼กลิ่นของดอกคาโมมายล์จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขณะอาบน้ำ และมาจากธรรมชาติไม่มีสารอันตรายสบู่เด็กที่เหมาะสำหรับทารกนั้นนอกจากจะต้องอ่อนโยนและให้ความชุ่มชื้นแล้ว ก็จะต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วยนะคะ ซึ่งเมื่อคุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อก็อย่าลืมพลิกฉลากมาดูทุกครั้ง เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีส่วนผสมจากธรรมชาติ🍃 อาจจะผสมส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติจริงๆเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ก็ได้ค่ะ 

Content Image

วิธีแก้ไขเมื่อลูกอารมณ์ร้าย

จะสังเกตได้ว่าช่วงนี้ลูกอารมณ์ร้าย และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีนัก เราจะสามารถช่วยลูกส่งเสริมการจัดการอารมณ์ได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ อารมณ์ของลูก✨อารมณ์ของลูกช่วงอายุวัย 1-5 ขวบนั้นลูกจะยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีนัก และยังสื่อสารในสิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ได้ แต่การแสดงความไม่พอใจ😤ก็เป็นหนึ่งในพัฒนาการทางอารมณ์ของลูกค่ะ ส่วนการจะแก้ไขปัญหาอารมณ์ร้ายนั้นต้องดูว่าลูกอยากเรียกร้องความสนใจ หรือเกิดจากนิสัยอารมณ์ร้อน แก้ไขอย่างไรดี✨พฤติกรรมของลูกเป็นเรื่องปกติหากลูกร้องไห้😭แล้วล้มตัวลงชักดิ้นชักงอ แต่หากลูกเริ่มทำลายข้าวของ จะต้องหาทางแก้ไขพฤติกรรมนั้นในทันที เพราะหากปล่อยไว้ลูกจะทำจนติดเป็นนิสัย และเมื่อโตขึ้นจะแก้ไขได้ยาก แม้ว่าอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที แต่การอธิบายด้วยเหตุผล และการทำโทษโดยการ Time out อย่างสม่ำเสมอก็จะค่อยๆทำให้ลูกจัดการอารมณ์😤ของตัวเองได้✨ร่วมมือกับคนรอบข้างที่สำคัญไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้นที่ต้องรับมือกับเรื่องนี้ แต่ทุกคนในครอบครัว เช่นปู่ย่าตายาย หรือแม้แต่พี่เลี้ยงก็ต้องช่วยเหลือกัน ไม่อย่างนั้นลูกจะสับสนว่าทำแบบไหนจึงจะถูกต้อง✅✨ไม่ดุซ้ำเมื่อลูกน้อยเริ่มแสดงการวีนอาละวาด ก็ไม่ควรไปกล่าวว่าดุซ้ำ❌ เพราะจะยิ่งทำให้ลูกอาละวาดมากกว่าเดิม รวมถึงไม่ควรให้ของที่ลูกอยากได้เมื่อลูกสงบลง เพราะเขาจะคิดว่าการอาละวาดของเขาได้ผลนั่นเองค่ะวิธีรับมืออื่นๆ✨สอนให้ลูกเข้าใจสอนให้ลูกเข้าใจว่าการโมโหโวยวาย😠 การปาสิ่งของต่างๆ และการทำร้ายคนอื่นไม่ใช่เรื่องดี รวมถึงการใช้คำพูดทำร้ายคนอื่นก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ✨หายใจเข้าลึกๆ ลองให้ลูกใช้การนับการหายใจเพื่อให้อารมณ์เย็นลง เช่น ให้ลูกหายใจเข้าลึกๆ และนับจาก 1-10 ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าอารมณ์เย็นลง และบอกให้ลูกสังเกตุตัวเองเวลาโกรธว่าร่างกายจะมีการเกร็งตัวต่างๆ มีการเต้นของหัวใจ💓ที่แรงขึ้น ✨ให้เวลาลูกแม้ว่าบางครั้งลูกจะทำตามสิ่งที่เราสอนแล้ว แต่ก็อาจจะยังมีความรู้สึกโกรธได้ ซึ่งจะต้องบอกให้ลูกได้เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติที่จะไม่หายโกรธ หรือผิดหวังในทันที ให้ลองหันไปทำอย่างอื่นเพื่อให้ลืมอารมณ์โกรธ🍃✨ลองถามลูกว่าต้องการอะไรจริงๆแล้วเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะให้เด็กเรียนรู้ไม่จะไม่โวยวาย ยิ่งสำหรับเด็กเล็ก👶แล้วยิ่งยากไปใหญ่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจถามลูกได้ว่า ลูกต้องการอะไร เพื่อให้ระบายความอั้นอกอั้นใจของตัวเองออกมา

Content Image

ระวัง! ผลเสียเมื่อลูกดื่มนมกล่องในปริมาณที่มากเกินไป

     เราทุกคนต่างเคยได้รับการปลูกฝังมาว่าฟันน้ำนมนั้นถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย เมื่อเราเกิดมาอาหารชนิดแรกของเราก็คือน้ำนม🍼 และเมื่อเราโตขึ้น นมกล่องก็ยังถือเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มประเภทที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาหารหรือเครื่องดื่มทุกอย่าง แม้จะถูกจัดว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไปนั้นก็ล้วนแต่ส่งผลเสียบางอย่างแทนทั้งสิ้นรวมถึงเครื่องดื่มอย่างนมกล่องด้วย วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงข้อควรระวังในการเลือกรับประทานนมกล่อง ว่าเท่าใดคือปริมาณที่เหมาะสม และหากรับประทานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อร่างกายได้บ้าง เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปริมาณสารอาหารในน้ำนม    เป็นที่ทราบกันดีว่า พอพูดถึงเครื่องดื่มประเภทนม เราจะนึกถึงประโยชน์ในแง่ของการบำรุงกระดูกและฟัน🦷 เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ดังนั้นการที่เราดื่มนมก็แปลว่าเราคาดหวังว่าจะได้รับแร่ธาตุแคลเซียมแน่นอน แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือไม่สามารถกะประมาณปริมาณแคลเซียมที่เราจะได้รับได้ อันที่จริงแล้วคุณผู้อ่านสามารถกะประมาณได้ง่ายๆ โดยให้จินตนาการว่าเราจะได้รับแคลเซียม 1 มิลลิกรัม หากเราดื่มนมปริมาตร 1 ซีซี หรือ 1 มิลลิลิตร จากนั้นจึงไปคำนึงถึงปริมาณแคลเซียมที่เจ้าตัวน้อยของเราควรได้รับในช่วงอายุที่ต่างกัน ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อถัดไปค่ะปริมาณแคลเซียมที่เด็กในแต่ละวัยควรได้รับสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี จะยังไม่แนะนำให้รับประทานนมกล่อง เพราะสามารถรับประทานน้ำนมของคุณแม่🤱 ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลายกว่านมกล่องหลายเท่าอยู่แล้วค่ะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1-3 ปี ต้องการแร่ธาตุแคลเซียมประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นก็ควรดื่มน้ำนมประมาณ 500 มิลลิลิตร เทียบเป็นกล่องก็คือการดื่มนมประมาณ 2 กล่องนั่นเอง🍼สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 4-8 ปี จะต้องการแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น อยู่ที่ประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นก็ควรดื่มนมให้ได้ประมาณ 800 มิลลิลิตรต่อวันหรือประมาณ 3 - 4 กล่องเป็นอย่างต่ำนั่นเอง🥛สำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 8 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยเด็กโต จนไปถึงช่วงที่กำลังจะเข้าวัยรุ่น นับเป็นช่วงที่แคลเซียมจะมีบทบาทมากในการเจริญเติบโต💪 เพราะเป็นช่วงที่เด็กจะสูงเร็วที่สุดค่ะ เด็กในช่วงนี้ควรได้รับแคลเซียมสูงถึงประมาณ 1,000 - 1,300 มิลลิกรัม นั่นหมายถึงเจ้าตัวน้อยของเราควรรับประทานนมกล่องมากถึงประมาณ 1 ลิตรต่อวันเลยทีเดียวค่ะข้อควรระวังในการรับประทานนมกล่องมากเกินไป    จากหัวข้อก่อนหน้า คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบไปแล้วนะคะว่าปริมาณที่เหมาะสมกับการดื่มนมของเจ้าตัวน้อยแต่ละวัยนั้นอยู่ที่ระดับใด หากว่ารับประทานเกินปริมาณที่ควรได้รับ ก็อาจส่งผลเสียต่อไปนี้ได้ค่ะเด็กมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มาจากการที่แก๊ส💨ในกระเพาะมีปริมาณที่มากเกินไปมีโอกาสทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด ไม่สบายท้อง อยากอาเจียน🤢เมื่อเกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว จะทำให้เด็กร้องไห้งอแง😭 นอนหลับยากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของธาตุเหล็ก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการได้รับแคลเซียมในระดับที่มากเกินไปเสี่ยงเป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานในเด็กบางคนที่คุณพ่อคุณแม่ให้รับประทานน้ำนมแทนน้ำจนติดนิสัย🥛 เสี่ยงทำให้ลูกเป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานของวัยได้ เพราะน้ำเปล่าไม่ให้พลังงาน แต่การดื่มนมนั้นให้พลังงานค่ะรู้จักกับประเภทของนม เลือกดื่มและเก็บรักษาอย่างถูกวิธีนมยูเอชที เป็นนมสดที่ผ่านการฆ่าเชื่อด้วยอุณหภูมิอย่างน้อย 133 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่สูงมากพอที่จะฆ่าเชื้อก่อโรคในนมได้🦠 ดังนั้นหากยังไม่เปิดกล่องก็จะสามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้นานถึงประมาณครึ่งปีเลยทีเดียวนมพาสเจอไรซ์ เป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนที่อุณหภูมิต่ำลงมา คือ 63 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลาขั้นต่ำ 30 นาที อายุขัยของนมจึงต่ำกว่านมยูเอชที ควรเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น และสามารถเก็บรักษาได้ในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น⏳ หากเก็บมานานกว่านั้น แม้กล่องหรือขวดจะยังไม่ถูกเปิดออกก็ไม่ควรดื่มค่ะนมสเตอรีไลซ์ เป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเช่นกัน ที่อุณหภูมิขั้นต่ำ 100 องศาเซลเซียส🌡️ นมชนิดนี้จะมีคุณสมบัติคล้ายนมยูเอชทีเนื่องจากผ่านอุณหภูมิที่สูงมากพอที่จะฆ่าเชื้อก่อโรคในนม ทำให้สามารถเก็บรักษาโดยที่ยังไม่เปิดกล่องได้ถึงประมาณ 1 ปีค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะได้ทราบถึงชนิดและปริมาณสารอาหารที่เจ้าตัวน้อยจะได้รับจากการดื่มนม🍼 รวมไปถึงปริมาณที่เหมาะสมในการดื่มนมสำหรับเจ้าตัวน้อยในวัยที่ต่างกัน และประเภทของนมเพื่อการตัดสินใจเก็บรักษาอย่างถูกวิธีไปเรียบร้อยแล้วนะคะ อย่างไรก็ตาม หากสังเกตว่าลูกของเราดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสม ภาชนะที่บรรจุนมไม่เสียหาย นมยังไม่หมดอายุ แต่มีอาการแปลกๆเกิดขึ้นกับร่างกายหรือรู้สึกไม่สบายตัวไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ควรเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อขอคำปรึกษาจากแพทย์👩‍⚕️ เพราะในบางท่านอาจมีภาวะแพ้น้ำนมได้ค่ะ

Content Image

ทำอย่างไรดีเมื่อลูกนอนหลับยาก

สำหรับผู้ปกครองที่พบปัญหาเรื่องการนอนของลูกเนื่องด้วยว่าลูกนอนหลับยาก ตื่นบ่อยๆ เหล่านี้มีสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้างเราไปดูกันเลยค่ะสาเหตุที่ลูกหลับยาก✨ให้นมลูกบ่อยเกินไป การนอนหลับยากมักเกิดจากการที่แม่ให้นมลูกบ่อยเกินไป เพราะธรรมชาติของทารกมักใช้ปากในการแสดงความต้องการ ทารกร้องไห้ทุกครั้งไม่ว่าจะรู้สึกหิว อิ่ม ง่วง เหนื่อย ร้อน หรือ เย็น ทารกมักจะร้องไห้และอ้าปากเพื่อดูด หากให้นมเพราะเข้าใจว่าลูกหิวทุกครั้งที่ร้องไห้😭 จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้หิวก็ได้นะคะ เพราะ ระบบประสาทของลูก มีหน้าที่ในการกระตุ้นเมื่อหัวนมของแม่สัมผัสกับปากก็จะดูดทันทีค่ะ เมื่อลูกไม่ได้หิวพอให้นมเยอะไปก็จะท้องอืด แน่นท้องนั่นเองค่ะ ✨สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยคุณพ่อคุณแม่ควรเช็คให้ดีกว่าสภาพแวดล้อมในห้องเหมาะสมกับการนอน💤ของลูกหรือไม่ โดยไม่ควรร้อนหรือหนาวจนเกิดไป 24-26 องศาเซลเซียส เป็นอากาศที่กำลังสบายสำหรับลูก และห้องไม่ควรมีเสียงดัง และควรมีอากาศถ่ายเทที่ดีสาเหตุอื่นๆ✨ไม่สบายสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนหลับ💤ยากอาจเกิดจากการป่วย เช่น อาการหวัด อาการจุกเสียด ปวดท้อง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เด็กหลับยากและตื่นมาร้องนั่นเองค่ะ✨ลูกแพ้นมเด็กที่มีปัญหาในการนอนหลับอาจเกิดจากการแพ้นม หากทานนมแม่อยู่อย่างเดียว อาจเกิดจากการแพ้อาหารที่คุณแม่ทาน เพราะมันสามารถส่งผ่านทางน้ำนมได้ อาหารที่อาจทำให้ลูกแพ้ เมื่อคุณแม่ทานเข้าไปได้แก่ นมวัว🥛 ถั่ว ชีส อาหารทะเล เป็นต้น หากลูกทานนมผงอยู่ก็อาจมาจากการแพ้ โปรตีนนมวัวที่เป็นส่วนผสมของนมผงค่ะวิธีแก้ไขเมื่อลูกหลับยากเมื่อทราบสาเหตุกันไปแล้ว เราก็มาดูวิธีแก้ไขเมื่อลูกน้อยหลับยากกันดีกว่าค่ะ💤อย่างแรกเลยคือให้กำหนดเวลาในการนอนที่แน่นอน เพราะการฝึกให้ลูกนอนและเวลาตื่นเวลาเดิมๆ จะทำให้ร่างกายของลูกเคยชิน 💤พยายามพาลูกไปเดินเล่น ให้สัมผัสกับแสงแดด☀️ และเมื่อตกกลางคืนก็สามารถสร้างบรรกาศที่เหมาะสมกับการนอน โดยห้องไม่ควรมีเสียงดัง💤ห้องนอนไม่ควรที่จะร้อนจนเกินไป เพราะเหงื่อจะทำให้ลูกไม่สบายตัว รวมถึงไม่ควรเปิดแอร์เย็นจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับยากได้และทำให้ไม่สบายตัวได้ค่ะ💤คุณพ่อคุณแม่อาจเปิดเพลงคลาสิค🎵ให้ลูกฟังเพื่อนให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและจิตใจสงบก่อนนอน จะทำให้ลูกอารมณ์ดีขึ้นได้นั่นเองค่ะ💤หรือคุณพ่อคุณแม่อาจใช้ตัวช่วยจุกปลอม! เพื่อให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น อย่าลืมค่อยๆดึงจุกปลอมออกเมื่อลูกหลับนะคะ💤เปิดไฟสลัวๆ💡 โดยไฟไม่ควรมีแสงจ้าจนเกินไป ลูกจะรู้สึกปลอดภัย และควรปิดไฟหลังลูกหลับเพราะความมืดจะส่งเสริมการนอนหลับที่ดีได้💤ไม่ควรให้ลูกนอนกลางวันนานจนเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับยากในตอนกลางคืน💤เลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย และไม่อึดอัด เพื่อให้ลูกนอนได้สบายๆค่ะ👚💤ควรนำมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆออก และไม่ควรให้ลูกเล่นเมื่อใกล้เวลานอน รวมถึงไม่ควรให้ลูกดูทีวี📺ด้วยค่ะ💤ไม่ควรให้ลูกทานเครื่องดื่มอย่างช็อกโกแลต🍫 หรือน้ำอัดลม ชา เพราะจะทำให้ลูกหลับยากขึ้นค่ะ💤พยายามงดกิจกรรมเล่นผาดโผน รุนแรง หรือ เล่าเรื่องที่น่ากลัวให้ลูกฟังเพราะจะทำให้ลูกตื่นเต้น ตื่นกลัวและนอนไม่หลับนั่นเองค่ะ

Content Image

แนะนำหนังน่าดูในวันแม่ (สุขสันต์วันแม่ ปี 2023!)

        ในวันที่ 12 สิงหาคมที่กำลังจะถึงในปีพ.ศ. 2566 นี้ไปตรงกับวันเสาร์ ทางรัฐบาลจึงประกาศให้วันจันทร์ที่ 14 เป็นวันหยุดชดเชยด้วยเช่นกัน คุณผู้อ่านหลายๆท่านมีแผนที่จะทำกิจกรรมอะไรกันบ้างคะในช่วงหยุดยาววันแม่🙋🏻‍♀️ บางท่านอาจกำลังวางแผนจัดทริปไปเที่ยวทั้งในต่างจังหวัดและในตัวเมือง บางท่านอาจวางแผนที่จะใช้เวลาในวันหยุดอยู่กับสมาชิกในครอบครัว และบางท่านอาจยังไม่มีแผนการในใจ💭 วันนี้บทความของเราจึงมาแนะนำภาพยนตร์ 2 เรื่องจากหลากหลายหมวดหมู่หนัง เกี่ยวกับความรัก💞ของแม่และสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ เหมาะทั้งกับคนที่กำลังหาหนังดู ไม่ว่าจะดูคนเดียวหรือดูกับครอบครัวก็น่าสนใจทั้งสิ้น จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะEverything Everywhere All at Once      คุณผู้อ่านหลายๆท่านอาจเคยผ่านหูผ่านตากับหนังเรื่องนี้กันมาบ้าง เนื่องจากเป็นหนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ครั้งที่ผ่านมาถึง 7 รางวัลด้วยกัน บางท่านอาจคุ้นเคยหนังเรื่องนี้ในชื่อภาษาไทยว่า ซือเจ๊ ทะลุมัลติเวิร์ส ตัวหนังจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูเรื่องย่อพร้อมๆกันเลยค่ะ🎥หนังเรื่องนี้ฉายให้เห็นถึง...ครอบครัวชาวเอเชียครอบครัวหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศแห่งความหลากหลายอย่างอเมริกา นำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครคุณแม่นามว่า เอเวอลีน หวัง ที่มีลูกสาววัยมัธยมหนึ่งคน👧🏻ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเรียนรู้ชีวิตของตนเอง และสามีของคุณแม่ที่ตัวคุณแม่เองมีความคิดเห็นว่าไม่เอาอ่าวเท่าไหร่นัก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างจืดชืดและน่าเบื่อในแต่ละวัน จู่ๆก็มีวันหนึ่งที่เอเวอลีนได้ค้นพบว่ายังมีตนเองอยู่ในอีกหลายๆพหุจักรวาล และคนรอบตัวจากพหุจักรวาลเหล่านั้นกำลังต้องการความช่วยเหลือของเธอจากศัตรูลึกลับ การผจญภัยอันแปลกประหลาดสุดเหวี่ยงของเอเวอลีนจึงเริ่มขึ้น💁🏻‍♀️🎞️จากเรื่องย่อแล้ว...คุณผู้อ่านอาจคิดว่าหนังที่ออกแนวแอคชั่นแฟนตาซีแบบนี้จะเป็นหนังครอบครัวได้อย่างไรกัน แต่ต้องบอกเลยค่ะว่าประเด็นของหนังมีเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นตัวจุดประกาย และยังสามารถผสมผสานระหว่างพาร์ทที่มีความแฟนตาซี แอคชั่น คอมมาดี้ รวมไปถึงประเด็นทางสังคมและครอบครัวได้อย่างลงตัว เรียกว่าเป็นหนังที่ครบรสเลยเรื่องหนึ่ง👍 อีกทั้งด้วยเนื้อเรื่องเองก็ไม่ได้ย่อยยากหรือเข้าใจยาก จะดูกับเจ้าตัวน้อยที่ยังค่อนข้างเด็กหรือดูกับคุณพ่อคุณแม่เองก็สนุกและอบอุ่นใจไม่แพ้กัน ทางเราจึงขอแนะนำ Everything Everywhere All at once เป็นเรื่องแรกที่ควรค่าแก่การใช้เวลาดูในช่วงวันหยุดพักผ่อนค่ะ🌿CODA    มาต่อกันที่หนังรางวัลออสการ์อีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ CODA รักนี้หัวใจไร้เสียง นั่นเองค่ะ จริงๆแล้วชื่อหนังย่อมาจาก Child of Deaf Adults แต่ตามภาษาดนตรี Coda หรือโคด้าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งทางดนตรีที่บ่งบอกว่านักดนตรีจะต้องย้อนกลับไปเล่นท่อนใดท่อหนึ่งในเพลงที่มีสัญลักษณ์โคด้าปรากฏอยู่เหมือนกัน ที่ต้องกล่าวถึงดนตรีเพราะหนังเรื่องนี้แม้จะไม่ใช่หนังในหมวดมิวสิคัล แต่ก็ดำเนินไปได้ด้วยเสียงเพลงเช่นเดียวกัน จะน่าสนใจและอบอุ่นหัวใจอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูเรื่องย่อกันต่อเลยค่ะ🎥หนังเรื่องนี้นำเสนอถึง...ครอบครัวชาวประมง ผ่านมุมมองของลูกสาววัยมัธยมปลายนามว่ารูบี้ ที่ครอบครัวของเธออันประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และพี่ชายอีก 1 คน ล้วนแล้วแต่พิการทางด้านการได้ยินทั้งสิ้น ตัวเธอเองจึงต้องทำหน้าที่หลักในการออกหาปลากับสมาชิกครอบครัวเพราะเป็นคนเดียวที่ได้ยินเสียงตอนล่องเรือ🛥️ ทางบ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวยมากนัก และคาดหวังให้ลูกสาวดำเนินธุรกิจหาปลาต่อจากครอบครัวเพราะเป็นสิ่งที่ครอบครัวถนัดที่สุด แต่รูบี้เองได้บังเอิญค้นพบว่าเธอมีความสนใจทางด้านการร้องเพลงและดนตรี รูบี้จึงต้องทบทวนกับตนเองอย่างหนักว่าจะทำตามความในของตนเองซึ่งก็คือการร้องเพลง🎶 ที่ครอบครัวจะไม่สนับสนุนแน่ๆเพราะล้วนแล้วแต่พิการทางการได้ยิน และดูจะไม่ใช่สามารถประกออาชีพที่มั่นคง หรือจะกลับมาสานต่อธุรกิจหาปลาของที่บ้านตามความจำเป็นและความคาดหวังของครอบครัว🎞️จากเรื่องย่อแล้ว...คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มีเนื้อหาหลักที่พูดถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ความฝันและการค้นหาตนเองของเด็กวัยรุ่นมาเกี่ยวข้อง แม้จะดูเป็นประเด็นที่จริงจัง แต่ตัวหนังเองก็ไม่ได้ทำให้เราในฐานะคนดูรู้สึกเครียดเกินไป👌🏻 เพราะมีเรื่องราวความรักของตัวเอกซึ่งก็พอให้ชุ่มชื่นหัวใจแทรกเข้ามาในปริมาณที่เหมาะสม บวกกับดนตรีเพราะๆ และมุกตลกที่ผสมผสานเข้ามาอย่างถูกจังหวะและลงตัว ด้วยตัวเนื้อหาหนังเองก็ค่อนข้างย่อยง่าย เข้าใจง่าย อบอุ่นหัวใจ CODA จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทางเราแนะนำสำหรับช่วงวันหยุดวันแม่ หนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผู้อ่านผิดหวังแน่นอนค่ะ🎉    จบกันไปแล้วนะคะสำหรับหนังรางวัลออสการ์ 2 รางวัลที่นับว่าอบอุ่นหัวใจมากพอที่จะดูกับครอบครัวในช่วงวันหยุดยาว แต่จะดูคนเดียวก็ไม่เป็นปัญหาอยู่ดี มั่นใจว่า 2 เรื่องดังกล่าวต้องสร้างความประทับใจให้คุณผู้อ่านได้แน่นอน สำหรับ 2 เรื่องที่พูดถึงนี้ยังมีฉายให้ดูผ่านแอพพลิเคชันสตรีมมิ่งอย่างเน็ตฟลิกซ์ เพราะฉะนั้นรับรองได้ว่าหาดูได้ไม่ยากอย่างแน่นอน หากคุณผู้อ่านได้ตามรอยหนังแล้วรู้สึกประทับใจก็อย่าลืมที่จะบอกต่อนะคะ ทางเรายินดีมากๆที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คุณผู้อ่านสร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัว หรืออย่างน้อยก็ได้ผ่อนคลายตนเองด้วยภาพยนตร์ดีๆ สวัสดีวันแม่ทุกๆท่านเลยนะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.