Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

Content Image

สีเทียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างไร?

ทราบหรือไม่ค่ะว่าสีเทียนนอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกแล้วยังเสริมสร้างพัฒนาการและทักษะต่างๆได้อีกด้วยค่ะ โดยสีเทียนมีประโยชน์อะไรกับลูกบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ ประโยชน์ของสีเทียนเมื่อลูกมีอายุ 3 ขวบ หรือเมื่อเข้าสู่วัยกำลังเจริญเติบโต ลูกจะเริ่มสนใจและเริ่มหยิบดินสอต่างๆมาขีดเขียนกัน ซึ่งหากให้ลูกได้ใช้สีเทียนระบายจะมีประโยชน์ต่างๆดังนี้ค่ะ ขั้นแรกของการจับดินสอสีเทียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าดินสอหรือปากกาทั่วไป ดังนั้น สีเทียนจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการฝึกจับเขียนที่ดี เพราะขนาดของสีเทียน🖍️จะเต็มพอดีกับมือเล็กๆของลูก และเมื่อลูกเริ่มชินในการจับแล้ว อาจจะลองเปลี่ยนขนาดของสีเทียนให้เล็กลงเพื่อเตรียมพร้อมลูกให้จับปากกาและดินสอได้นั่นเองค่ะการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาการให้ลูกได้ระบายสีเทียนจะช่วยเสริมสร้างการทำง่ายร่วมกันของกล้ามเนื้อมือ✋และตา เพราะเขาจะต้องใช้มือหยิบสีเทียนและนำไปวาดบนกระดาษที่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งในช่วงแรกลูกอาจจะยังวาดไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างเพราะกล้ามเนื้อมือของลูกจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะค่อยๆขีดเส้นให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเองค่ะทำความคุ้นเคยกับการขีดเขียนการระบายสีด้วยสีเทียน🖍️นั้นนอกจากจะช่วยในเรื่องของการฝึกประสานมือและตาแล้วยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การลงน้ำหนักบนกระดาษ🎨 เรียนรู้การควบคุมทิศทางในการลงสี และแรงกดแค่ไหนจึงเหมาะสมในการเคลื่อนไหว ซึ่งในการทำเช่นนี้จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนให้ลูก และเป็นพื้นฐานให้ลูกก่อนจะเริ่มฝึกเขียนตัวหนังสือโดยใช้ดินสอในอนาคตประโยชน์อื่นๆของสีเทียนเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เมื่อลูกอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตเขาจะมีจินตนาการเป็นของตัวเอง และบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าเขาจะอยู่กับจิตนาการของพวกเขา หรืออาจทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ซึ่งการที่ลูกได้ระบายสี🖌️นั้นจะเป็นการเสริมสร้างจินตานาการของเขาให้เขาได้เล่าเรื่องราวที่อยู่ในหัว กลายเป็นรูปร่างที่สามารถมองเห็นได้ โดยเมื่อลูกวาดเสร็จ คุณพ่อคุณแม่สามารถถามถึงความหมายของรูปที่ลูกวาดได้ค่ะเป็นการฝึกสมาธิกิจกรรมการวาดภาพระบายสีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าลูกน้อยเป็นเด็กที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ก็ลองให้ลูกจับดินสอเทียน🖍️ ดูนะคะ เพราะนอกจากที่ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องของชื่อสี รูปร่างเรขาคณิตต่างๆแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ลูกมีสมาธิได้อีกด้วย หรือคุณแม่อาจหาภาพที่มีการวาดมาให้แล้วเหลือเพียงลงสี เพื่อให้ลูกได้ฝึกความอดทนและความมีสมาธิที่จะระบายให้ครบและระบายไม่ออกนอกเส้นค่ะเรียนรู้เรื่องของสีการระบายสีเป็นการฝึกให้ลูกรู้จักกับชื่อของสีต่างๆ🎨 รวมถึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่างของภาพวาดที่ตนวาดระบายลงไป โดยคุณแม่สามารถสอดแทรกเนื้อหาเช่นการอาจวาดรูปทรงเรขาคณิตและค่อยๆบอกชื่อให้ลูกฟัง หรือ วาดแล้วนับจำนวนภาพที่วาดลงไปให้ลูกฟังเท่านี้ลูกก็จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นได้แล้วค่ะวิธีคลายเครียดการระบายสี🖍️เป็นกิจกรรมที่นักจิตวิทยาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ความคิด💡ของเด็ก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจให้กระดาษเปล่ากับลูกและให้ลูกใช้สีเทียนวาดระบายลงไป เพื่อที่ลูกจะได้ปลดปล่อยจินตนาการ ระบายอารมณ์และความเครียดของพวกเขาได้นั่นเองค่ะ 

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

👉 List บทความ13-18 เดือน

Content Image

ทารกต้องตรวจสุขภาพอะไรบ้าง?

การพาลูกไปตรวจสุขภาพเมื่ออยู่ในวัยทารกเป็นเรื่องที่สำคัญและไม่ควรละเลย เพราะวัยทารกเป็นวัยที่ยังไม่สามารถบอกความเจ็บป่วยของตนเองได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปตรวจก่อนที่ความเจ็บป่วยนั้นจะส่งผลต่อการพัฒนาการและสุขภาพของลูกค่ะควรพาลูกไปตรวจสุขภาพตอนอายุเท่าไหร่?ในแต่ละช่วงวัยของเด็ก👶จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรคอยดูแลและคอยสังเกตุอย่างใกล้ชิดว่าร่างกายของลูกมีการเจ็บป่วยในจุดใดหรือไม่ รวมถึงควรพาไปตรวจสุขภาพต่างๆด้วย โดยอายุที่ควรพาลูกไปตรวจที่โรงพยาบาล🏥ได้แก่💡1 เดือน💡2 เดือน 💡4 เดือน💡6 เดือน💡9 เดือน💡12 เดือน💡15 เดือน💡18 เดือน💡2 ขวบ💡ตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ตรวจสุขภาพปีละครั้งการตรวจสุขภาพเรื่อยๆ ยังเป็นการช่วยประเมินพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูก รวมถึงเป็นการป้องกันโรคต่างๆ และเป็นการรักษาได้อย่างรวดเร็วหากลูกป่วยเป็นอะไรตรวจสุขภาพทารก มีอะไรบ้าง✨ตรวจร่างกายทั่วไปในส่วนนี้แพทย์จะทำการตรวจสุขภาพเบื้องต้น โดยจะมีการตรวจร่างกายเช่น ตรวจชีพจร🫀 ความดันโลหิต การหายใจ อุณหภูมิร่างกาย รวมถึงจะตรวจดูการเจริญเติบโตของลูก เช่น วัดส่วนสูง น้ำหนัก และในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี จะมีการวัดรอบศีรษะด้วย  ✨ตรวจภาวะโภชนาการแพทย์จะตรวจประเมินภาวะโภชนาการของลูกโดยจะสอบถามประวัติในการรับประทานอาหาร🍲ของลูกจากคุณพ่อคุณแม่ และจะพิจารณาว่ามีปริมาณและสารอาหารว่าเพียงพอไหม โดยในบางรายแพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดเพื่อประเมินและรักษา รวมถึงแพทย์จะเช็คสัดส่วนของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงและอัตราการเติบโตของลูกน้อย👶 ด้วยค่ะ✨ตรวจประเมินพัฒนาการทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมลูกจะต้องได้รับการประเมินอารมณ์และพฤติกรรมด้วย เนื่องจากเมื่อลูกยังเล็กลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอามรณ์และพฤติกรรมเสมอ ดังนั้นแพทย์👩‍⚕️จะช่วยประเมินว่าลูกมีปัญหาหรือไม่ หรือควรช่วยเสริมพัฒนาการอย่างไร โดยหากพบปัญหาคุณหมอก็จะสามารถช่วยหาทางรักษาได้อย่างถูกต้องค่ะ✨ตรวจปัสสาวะเมื่อลูกอายุครบ 4 ขวบ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปตรวจคัดกรองปัสสาวะ🚻 เพื่อตรวจดูความผิดปกติของไต ซึ่งเป็นโรคที่อาจไม่แสดงอาการเมื่อลูกยังเด็กแต่จะส่งผลระยะยาวเมื่อเขาโตขึ้นค่ะตรวจอะไรอื่นๆอีกบ้าง?✨ตรวจการได้ยินการตรวจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการตรวจเด็กทารกคือการตรวจการได้ยิน👂โดยทารกควรได้รับการตรวจตั้งแต่แรกเกิด โดยหากพบว่าลูกมีความบกพร่องในการได้ยิน ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการในการพูด👄ด้วยเช่นกัน โดยลูกอาจพูดช้า หรือไม่พูดเลย หากได้รับการตรวจตั้งแต่แรกเกิดก็จะทำให้คุณหมอสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีและอาจทำให้ลูกสามารถฟังและพูดได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ✨ตรวจการมองเห็นลูกควรได้รับการตรวจการมองเห็น👀ด้วย โดยเมื่อลูกโตขึ้นมาหน่อย คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปตรวจสายตาสั้น ยาว เอียงได้ เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจมีผลให้เกิดโรคตาขี้เกียจ หรืออาจทำให้สายตาพิการได้ค่ะ✨ตรวจสุขภาพฟันและช่องปากเมื่อลูกอายุครบ 1 ขวบ ลูกจะสามารถตรวจสุขภาพช่องปากและฟันได้ เมื่อลูกมีฟันขึ้นซี่แรก🦷 ผู้ปกครองสามารถพาลูกไปพบทันตแพทย์👩‍⚕️เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ เมื่อลูกเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้น เขาจะเริ่มเคี้ยงอาหารเอง ดังนั้นการดูแลฟันลูกอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันโรคฟันผุได้✨ตรวจคัดกรองภาวะพร่องเอนไซม์และภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ เมื่อแรกเกิดลูกควรจะได้รับการตรวจภาวะพร่องเอนไซม์และภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อให้สามารถหาภาวะบกพร่องและรักษาได้ทันที เพราะหากลูก👶ไม่ได้รับการตรวจสองสิ่งนี้ อาจจะทำให้พัฒนาการของลูกล่าช้ากว่าวัยอันควร หรืออาจล่าช้าไปทั้งชีวิตเลยก็เป็นได้ค่ะ✨ตรวจภาวะขาดธาตุเหล็กและภาวะซีดการตรวจคัดกรองสองอย่างนี้จะทำในทารกที่อยู่ในช่วงอายุ 6-9 เดือน เพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเลือด ซึ่งในวัย 6-9เดือนนั้นลูกจะเริ่มทานอาหารที่นอกเหนือจากนม🥛และกำลังต้องการได้รับสารอาหารอย่างอื่นนอกเหนือจากนมด้วย ซึ่งลูกจะต้องการเวลาในการปรับตัวในการทานอาหาร และหากได้รับสารอาหาร🍲 ที่ไม่เพียงพอแล้วล่ะก็อาจทำให้ขาดธาตุเหล็ก ทำให้เกิดภาวะตัวซีดได้ในที่สุดค่ะ

Content Image

รับมืออย่างไรเมื่อลูกน้อยท้องเสีย?

อีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองหลายๆคนกังวลก็คือเมื่อลูกน้อยเกิดอาการท้องเสียขึ้นมา! ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านก็อาจจะยังไม่ทราบว่าจะต้องดูแลอย่างไรให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่แบบผู้ใหญ่หรือเปล่า? วันนี้เราไปพบคำตอบกันค่ะท้องเสียแบบไหนที่รุนแรง?ความจริงแล้วหากทารกถ่ายเหลว💩ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ เพราะทารกมักจะได้รับอาหารเหลวเป็นปกติ เวลาอุจจาระจึงมีลักษณะเหลว แต่ก็ต้องดูด้วยว่าลูกมีอาการดังนี้หรือไม่ เช่น✨มีลักษณะถ่ายเหลวเป็นน้ำ✨อุจจาระมีสีเขียวหรือสีเข้มกว่าปกติ✨ถ่ายมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ✨อุจจาระมีเลือดผสมหรือเป็นมูกโดยหากมีการอุจจาระลักษณะเหล่านี้ควรพาพบแพทย์โดยเร็วนะคะดูแลลูกน้อยอย่างไรเมื่อท้องเสีย?สำหรับทารกที่มีอาการท้องเสียไม่หนักมาก✨คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ทานนมแม่ตามปกติ หรือ นมสูตรที่กินอยู่เพื่อเติมน้ำที่หายไประหว่างการท้องเสีย โดยไม่ควรให้ทานน้ำเปล่าหากเป็นเด็กทารก✨เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ และพยายามทำให้ก้นของลูกแห้งที่สุด✨หากอายุลูกอยู่ในช่วงที่เริ่มทานอาหารแข็งได้ สามารถให้ทานข้าว กล้วย ขนมปัง พาสต้า หรือ ซีเรียลได้✨ไม่ควรให้ทานอาหารทอด อาหารปรุงรส นมวัว น้ำผลไม้✨และไม่ควรให้ทารกดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับผู้ใหญ่✨รวมถึงไม่ควรให้กินยาแก้ท้องร่วงหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์อาการแบบไหนที่ควรพาไปหาหมอ? ✨อุจจาระมีสีขาวหรือสีแดง เพราะอาจมีปัญหาในเรื่องของตัว หรืออาจมีเลือดออกภายใน✨มีการขับถ่ายมากกว่าวันละ 10 ครั้ง✨มีอาการท้องเสียรุนแรง✨มีอาการอื่นร่วมการอาการท้องเสีย เช่น มีไข้ น้ำหนักลด อาเจียน อุจจาระมีกลิ่นและสีที่แปลก✨ทั้งนี้ทั้งนั้นการเฝ้าระวังของคนในครอบครัวก็สำคัญมากนะคะ หากน้องมีอาการเหล่านี้ก็อย่าลืมพาไปพบคุณหมอ👨‍⚕️โดยด่วนนะคะ

Content Image

วิธีเลือกสบู่ให้ปลอดภัยกับลูกน้อย

เพราะทารกมีผิวที่บอบบางดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกสบู่ที่เหมาะสมกับผิวของลูกน้อย เพราะหากมีอาการแพ้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะกลายเป็นเรื่องปวดหัวไม่น้อยเลยล่ะคะ โดยเราจะมีวิธีการเลือกสบู่ได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ เลือกสบู่ให้ลูกอย่างไรจึงจะปลอดภัยของใช้เด็กไม่ว่าจะเป็นสบู่เด็ก แชมพู หรือโลชั่นล้วนแล้วแต่มีตัวเลือกมากมายมาให้เลือก ซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อยากมั่นใจว่าสิ่งที่เลือกมานั้นดีที่สุดสำหรับลูก ดังนั้นหลายๆคนจึงอาจกำลังหนักใจว่าควรจะซื้ออะไร ซึ่งสามารถดูเกณฑ์ง่ายๆได้ดังต่อไปนี้เลือกใช้สบู่เด็กออร์แกนิก🧼สบู่ออร์แกนิกคือสบู่ที่ทำมาจากส่วนผสมของธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีจึงเป็นสบู่ที่เหมาะกับผิวของลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เพราะลูกน้อยนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรงเท่าคุณพ่อคุณแม่ดังนั้นสบู่ที่นำมาใช้ก็ไม่ควรจะมีสารเคมีอยู่นะคะ  อ่านฉลากด้านหลังก่อนซื้อสบู่ให้คุณพ่อคุณแม่ลองพลิกหลังขวดเพื่ออ่านฉลากว่าสบู่นั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้าง โดยให้หาผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า "ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิก"🧾 จากแพทย์ผิวหนัง และเป็นไม่ได้ก็ไม่ควรมีน้ำหอมนะคะดูค่า pHเมื่อซื้อสบู่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องดูคือค่า pH🧪ของสบู่ เพราะหากซื้อสบู่ที่มีระดับ pHสูงผิวของลูกน้อยก็จะถูกทำลายได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าสบู่นั้นมีค่า pH ที่มีความเป็นกลาง หรือมีความใกล้เคียงกับผิวหรือไม่ค่ะทดสอบกับผิวของลูกก่อนใช้สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อซื้อสบู่มาแล้วก่อนนำมาใช้อาบน้ำให้ลูกคุณพ่อคุณแม่ควรทำการทดสอบการแพ้ก่อน โดยสามารถทดสอบที่แขนของลูก โดยหากใช้ที่แขน💪แล้วมีอาการแพ้ เช่น ผื่นขึ้น หรือมีอาการอื่นๆ ก็ควรหยุดการใช้ และปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ อ่านรีวิวอีกวิธีนึงที่สามารถทำได้คือ ขอคำแนะนำจากแพทย์หรืออ่านรีวิวของคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์💬ส่วนผสมที่เสี่ยงต่อการแพ้✨ซิลิโคน (Silicone)เป็นสารที่อาจเป็นสาเหตุให้ผิวอุดตัน และอาจทำให้มีปัญหาในการขับเหงื่อ💦ได้✨พาราเบน (Paraben)เป็นสารที่มีความอันตรายต่อร่างกายของลูกน้อย เพราะมันสามารถลูกมีพัฒนาการที่ผิดปกติ หรืออาจสะสมจนทำให้เกิดมะเร็งได้ค่ะ ✨เอสแอลเอส SLS (Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ทำให้เกิดฟอง🛁 แต่ลูกก็สามารถแพ้สารเคมีนี้ได้ และอาจมีการสะสมภายในร่างกาย✨โคคามิโด โพรพิว บีเทน (Cocamidopropyl Betaine)เป็นสารที่ทำให้เกิดฟองเช่นกัน ซึ่งหากเข้าตาลูกน้อยอาจทำให้ระยะเคืองหรือแพ้ได้ค่ะ✨รวมถึงยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกดังนี้💀กลูเตน โพแทสเซียมซอร์เบต ควอเทอร์เนียม-15 โซเดียมเบนโซเอต โทโคฟีริลอะซิเตท ฟีนอกซีเอธานอล โซเดียมแลคเตท ปิโตรเคมี เป็นต้นส่วนผสมที่ปลอดภัยต่อผิวของลูกน้ำมันอัลมอนด์🍂มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ และยังมีวิตามินอีที่ช่วยให้ผิวของลูกอ่อนนุ่มว่านหางจระเข้🎋เป็นส่วนผสมที่ดีสำหรับลูกน้อย ซึ่งช่วยให้ความเย็นและชุ่มชื่น ลดอาการคันตามร่างกาย และยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อราได้อีกด้วยค่ะดอกคาโมมายล์🌼กลิ่นของดอกคาโมมายล์จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขณะอาบน้ำ และมาจากธรรมชาติไม่มีสารอันตรายสบู่เด็กที่เหมาะสำหรับทารกนั้นนอกจากจะต้องอ่อนโยนและให้ความชุ่มชื้นแล้ว ก็จะต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วยนะคะ ซึ่งเมื่อคุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อก็อย่าลืมพลิกฉลากมาดูทุกครั้ง เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีส่วนผสมจากธรรมชาติ🍃 อาจจะผสมส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติจริงๆเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ก็ได้ค่ะ 

Content Image

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกหัวโน เป็นแผลฟกช้ำ

     การที่ลูกเผลอพลัดตก หกล้ม หัวฟาด จนหัวโน หรือเกิดเป็นแผลฟกช้ำนั้นเกิดขึ้นได้เสมอกับเด็ก โดยเฉพาะกับเด็กในวัยกำลังหัดเดิน หัดวิ่ง เผลอแป๊บเดียวก็อาจจะได้รอยปูดโปนมาฝาก แต่คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีปฐามพยาบาลเมื่อลูกหัวโน ต้องรับมือแบบนี้!💁‍♀️วิธีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการปฐมพยาบาลเมื่อลูกหัวโน👉หากลูกเกิดหัวโน เป็นแผลฟกช้ำ สามารถปฐมพยาบาลได้ดังต่อไปนี้ - ตั้งสติ ถ้าพ่อแม่ควบคุมสติได้ ก็จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ดี ไม่ตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ฉะนั้นต้องตั้งสติให้ดี ดูว่าลูกหกล้มแรงแค่ไหน หรือตกมาจากที่สูงมากน้อยแค่ไหนเพื่อประเมินสถานการณ์ - สำรวจลูก🔎 ดูว่าลูกได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง เลือดออกไหม ฟกช้ำ หรือหัวโนตรงไหนหรือเปล่า - หากมีบาดแผล ให้จัดการทำความสะอาดแผล และทำแผลให้เรียบร้อย🩹 - หากไม่มีมีแผล แต่หัวโน ให้ทำความสะอาดบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และทำการประคบเย็นโดยใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็ง🧊 หรือใช้เจลประคบเย็น - สังเกตอาการ แม้ว่าจะจัดการทำแผล และประคบเย็นเรียบร้อยแล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่ยังจำเป็นจะต้องติดตามอาการของลูกน้อยต่อไปค่ะ ดูว่าในช่วง 24 ชั่วโมงนั้นลูกน้อยมีอาการอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ เช่น อาเจียน🤮 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาเจียนพุ่ง หมดสติ ง่วงซึมผิดปกติ นอนนานขึ้นกว่าปกติ หรือปลุกยากกว่าปกติ ปวดศีรษะรุนแรง มีอาการชักเกร็ง เลือดไหลไม่หยุด หายใจไม่ออก พูดจาผิดปกติ หากลูกมีอาการดังที่กล่าวควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทันทีค่ะ - ไปโรงพยาบาลทันที🏥 อย่างที่บอกว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องสำรวจดูก่อนว่าลูกตกอย่างไร ตกสูงแค่ไหน ฟาดกับพื้นแข็งหรือไม่ ถ้าตกสูง และกระทบกับพื้นแข็งอย่างรุนแรง หลังจากทำแผลและประคบเย็นเสร็จ ให้พาลูกไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการค่ะ มีอะไรที่คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลอีกบ้างเมื่อลูกหัวโน?✨คุณพ่อคุณแม่ควรทำการประคบเย็นค่ะ หากลูกหกล้มหัวโน คุณพ่อคุณแม่ควรทำการประคบเย็นภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ  เพราะการประคบเย็น ครั้งละ 2-3 นาที แล้วหยุดพัก แล้วประคบต่อ ทำเช่นนี้ต่อไปอย่างน้อย 15 นาที หรือ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้เส้นเลือดหดตัวและลดอาการบวมที่บริเวณศีรษะค่ะ หรือควรจะมีเจลเย็นติดบ้านเอาไว้บ้าง เผื่อใช้ในกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน แต่ถ้าหากพ้น 24 ชั่วโมงไปแล้วลูกอาการบวมยังไม่ลดลง หรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันทีค่ะ ✨ใช้บาล์มเพื่อลดบวมและฟกช้ำค่ะ แต่ที่จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องทายาอะไรนะคะ ข้อสำคัญคือให้ลูกนอนพักผ่อนเยอะ ๆ😴 และประคบเย็นบ่อย ๆ ก็เพียงพอแล้วค่ะ แต่ก็สามารถยาทาแก้ปวด แก้บวม แก้ฟกช้ำต่าง ๆ อาจจะใช้บาล์มเพื่อลดบวมและฟกช้ำก็ได้ค่ะ หโดยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามจากแพทย์และเภสัชกรได้โดยตรงว่าควรใช้ยาทาชนิดไหนดีถึงจะเหมาะกับเด็ก      สรุปได้ว่าอาการหกล้ม หัวฟาด🤕 หัวโน แม้จะดูเป็นอุบัติเหตุโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นได้สำหรับเด็ก แต่บางครั้งการหกล้ม หรือหัวฟาดเพียงครั้งเดียวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางสมองได้ เพราะเป็นการกระทบกระเทือนที่ศีรษะโดยตรง และกะโหลกศีรษะของเด็กนั้นยังไม่ได้แข็งแรงเท่ากับผู้ใหญ่  ดังนั้นหากศีรษะของลูกยังมีอาการบวมอยู่ และไม่หายโน ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาทันทีค่ะ 

Content Image

ของสุดอันตราย! เมื่อลูกน้อยเริ่มคลานหรือเดิน

เมื่อลูกน้อยเริ่มคลานหรือเดินเพื่อสำรวจรอบๆ บ้าน เขาจะเริ่มหยิบจับอะไรเล่น และบางครั้งก็ยังนำเข้าปากด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องจัดบ้านให้เรียบร้อย รวมถึงสิ่งของอันตรายเหล่านี้ด้วยค่ะ เก็บของเหล่านี้ให้พ้นมือลูก✨น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ หลายๆคนอาจลืมนึกถึงผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด🧴ไป และวางไว้ตรงที่ๆ ลูกน้อยสามารถจับต้องได้ ขวดพวกนี้มีสีสันสดใสดึงดูดตา และยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย ดังนั้นลูกน้อยก็อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของกินและรับประทานเข้าไปก็ได้ค่ะ✨น้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหยควรจะตั้งน้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหย🛀ไว้ในที่ๆ ลูกน้อยหยิบไม่ถึงจะดีที่สุดนะคะ เพราะหากลูกเผลอหยิบมาแล้วนำเข้าปากแล้วล่ะก็จะเป็นอันตรายกับลูกมากๆเลยค่ะ✨ของที่แตกได้ไม่ว่าจะเป็นจานชาม🍽️ แก้ว แจกัน ก็ควรเก็บให้ออกห่างจากลูก รวมถึงไม่ควรใช้ผ้าปูโต๊ะด้วย เพราะทารกมือซนไปดึงผ้าปูโต๊ะจะทำให้ของบนโต๊ะตกลงมาอาจเป็นอันตรายได้กับลูกน้อยได้นะคะ เล็กและอันตราย!✨เหรียญคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรทิ้งเหรียญ🪙เอาไว้ตามจุดต่างๆของบ้านนะคะ เพราะลูกน้อยอาจเอื้อมไปหยิบเหรียญเข้าปากจนติดคอและเสียชีวิตได้ง่ายๆค่ะ✨ถ่านหากคุณพ่อคุณแม่เผลอทำถ่ายไฟฉาย🔋 หรือ ถ่ายกระดุมเม็ดเล็กๆตกไว้แล้วล่ะก็ สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นอันตรายต่อลูกน้อยอย่างมากเลยล่ะคะ เพราะลูกน้อยอาจกลืนถ่านเข้าไป ทำให้ติดทางเดินหายใจอาจทำให้เสียชีวิตได้นะคะ และนอกจากนั้นก็มีสารเคมีที่เป็นอันตรายมากๆอีกด้วยค่ะ✨ยาหลายๆคน เคยทำยา💊ตกตามพื้นแล้วหาไม่เจอและปล่อยทิ้งไว้ไหมคะ? หากมีเด็กทารกในบ้าน นี่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะทารกอาจไปค้นพบยาที่เคยทำตกไว้และอาจทานเข้าไปโดยนึกว่าเป็นขนมได้นั่นเองค่ะระวัง!✨ของใช้มีคมของใช้มีคมในทีนี้อาจไม่ได้หมายถึงมีด🔪เพียงอย่างเดียว รวมถึงคัดเตอร์ กรรไกร ที่บางครั้งเรานำไว้รวมกับเครื่องเขียนอื่นๆ และหากวันใดวันหนึ่งลูกน้อยหยิบถึงและนำมาเล่น ก็อาจเป็นอันตรายได้ค่ะ ดังนั้นควรจะเก็บของมีคมเหล่านี้ไว้ในตู้มิดชิดและควรล็อคเอาไว้เพื่อไม่ให้ลูกเผลอเปิดออกมาเล่นนะคะ✨ตู้ และ ชั้นวางของตู้และชั้นวางของอาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากลูกน้อยอาจหัวฟาดไปชนตู้ หรือขอบต่างๆของตู้ได้ รวมถึงหากลูกน้อยซนและมีการปีนป่ายก็อาจทำให้ตู้ล้มลงมาได้หากตู้ไม่แข็งแรงพอ ดังนั้นนอกจากจะต้องติดยางป้องกันตามมุมต่างๆแล้ว ก็ควรจะดูให้มั่นใจว่าเฟอร์นิเจอร์มีความแข็งแรงพอและจะไม่ล้มลงมาหรือไม่นะคะ🔐

Content Image

14 กิจกรรมก่อนนอน สานสายใยรักแม่ลูกให้แน่นแฟ้น

     การจัดกิจวัตรการเข้านอน😴เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใส่ใจกับลูกน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าลูกของคุณจะนอนหลับสบายตลอดทั้งคืนค่ะ การนอนหลับที่เพียงพอไม่เพียงแต่ช่วยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวมเท่านั้น แต่ยังช่วยในการพัฒนาทางร่างกายและสติปัญญาอีกด้วยนะคะ💁‍♀️ทำไมเราต้องนอนหลับการนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพโดยรวมและความเป็นอยู่ที่ดีของเรา ในระหว่างการนอนหลับ ร่างกายของเราจะผ่านกระบวนการฟื้นฟูที่สำคัญซึ่งช่วยให้เราทำงานได้อย่างเหมาะสมที่สุดค่ะ เพราะการนอนหลับเปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจของเราได้ฟื้นฟู ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย คืนระดับพลังงาน และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเรา🛡️ ซึ่งการนอนหลับมีบทบาทสำคัญในการทำงานของการรับรู้มากๆเลยนะคะ เช่น การเรียนรู้ การรวมหน่วยความจำ และการแก้ปัญหา ช่วยปรับปรุงสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการตัดสินใจ การนอนหลับที่เพียงพอเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของภาวะสุขภาพต่างๆ รวมถึงโรคหัวใจ🫀 เบาหวาน โรคอ้วน และความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีของเด็กและวัยรุ่นอีก ด้วยนะคะ การนอนหลับไม่เพียงพออาจทำให้อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด และควบคุมอารมณ์ได้ยาก การนอนหลับให้เพียงพอจะส่งเสริมความมั่นคงทางอารมณ์ เพิ่มความยืดหยุ่นในความเครียด🤯 และปรับปรุงสุขภาพจิตโดยรวมค่ะ และการนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหาร ระบบเผาผลาญ และการเจริญเติบโต การอดนอนอาจรบกวนสัญญาณฮอร์โมนเหล่านี้ ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนได้นะคะกิจกรรมที่ช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับสบายโยคะก่อนนอน การเล่นโยคะเบาๆ ก่อนนอนสามารถช่วยให้ลูกผ่อนคลายร่างกายและจิตใจได้นะคะ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยทำท่าผีเสื้อแล้วหายใจเข้าลึกๆ ยืดกล้ามเนื้อ และคลายความตึงเครียดที่สะสมตลอดทั้งวัน กิจกรรมนี้สามารถกระตุ้นให้ลูกน้อยผ่อนคลายได้ค่ะ😌การทำสมาธิ การแนะนำเทคนิคการทำสมาธิให้ลูก🧘‍♀️ ช่วยให้จิตใจสงบและกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย คุณพ่อคุณแม่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแอปหรือวิดีโอการทำสมาธิพร้อมคำแนะนำที่ออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะจะมีประโยชน์ในการสอนให้มีสติและช่วยให้พวกเขาเข้าสู่สภาวะสงบก่อนนอนค่ะเพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้เด็กๆ หลับเร็วขึ้นและหลับได้นานขึ้น การร้องเพลงหรือเล่นเพลงกล่อมเด็กเบาๆ🎼 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรเข้านอนของลูกสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย ส่งเสริมความรู้สึกปลอดภัยและความสบายใจค่ะนิทานก่อนนอน การอ่านนิทานก่อนนอนเป็นวิธีที่ดีในการผ่อนคลายก่อนนอน📖 คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกหนังสือที่เหมาะสมกับวัยที่ดึงดูดจินตนาการของลูกและดึงดูดความสนใจของพวกเขาค่ะ จังหวะเสียงที่ผ่อนคลายและนิทานอันน่าหลงใหลจะช่วยผ่อนคลายจิตใจของพวกเขา และเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับการหลับใหลนะคะความเงียบ การสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและเงียบสงบถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการนอนหลับสบายตลอดคืน🌃 ส่งเสริมให้ลูกน้อยยอมรับความเงียบสงบแห่งความเงียบ เนื่องจากจะช่วยให้พวกเขาผ่อนคลายและเข้าสู่การนอนหลับอย่างสงบได้ค่ะการกอด การสัมผัสทางกายภาพช่วยให้เด็กสงบได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถโอบกอดลูกของคุณด้วยอ้อมกอดอันอบอุ่นและสบายก่อนนอน🤗 เพื่อให้พวกเขารู้สึกถึงความรักและปลอดภัย การกระทำง่ายๆ นี้ช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับได้อย่างสงบค่ะการนับดวงดาว ส่งเสริมจินตนาการของลูกน้อยด้วยการนับดวงดาวในจินตนาการบนท้องฟ้า🌠 กิจกรรมนี้สามารถทำได้ขณะนอนบนเตียงและส่งเสริมความรู้สึกสงบและสันติค่ะนึกถึงคนที่ผูกพัน ก่อนนอนคุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นให้ลูกคิดถึงคนที่คุณรักที่ไม่ได้เจอมาสักพักแล้ว เช่นคุณตาคุณยายที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด การทำกิจกรรมนี้สามารถกระตุ้นอารมณ์เชิงบวกและสร้างความรู้สึกเชื่อมโยง💞 ซึ่งช่วยให้นอนหลับได้อย่างสงบมากขึ้นค่ะเพลงประกอบ เพลงที่นุ่มนวลและเงียบสงบที่เล่นอยู่เบื้องหลังสามารถช่วยสร้างบรรยากาศอันเงียบสงบที่เอื้อต่อการนอนหลับ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกท่วงทำนองที่นุ่มนวลหรือเพลงบรรเลงที่ผ่อนคลาย🎶ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับไปค่ะอาบน้ำก่อนนอนการอาบน้ำอุ่นก่อนนอน🛀ช่วยให้ลูกผ่อนคลายกล้ามเนื้อและขจัดความตึงเครียดในแต่ละวันได้ค่ะ การเล่าเรื่อง สนับสนุนให้ลูกๆแบ่งปันเรื่องราวของตนเองหรือสร้างเรื่องราวในจินตนาการก่อนนอน🗣️ กิจกรรมนี้ไม่เพียงกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา แต่ยังช่วยให้พวกเขาผ่อนคลายและเตรียมพร้อมสำหรับการนอนหลับพักผ่อนยามค่ำคืนด้วยนะคะเกมซ่อนตาดำ การเล่นผ่านการหลับตา🙈 คุณพ่อคุณแม่สามารถกล่อมลูกน้อยโดยการบอกลูกๆให้ซ่อนลูกตาดำของเขา ใครซ่อนได้นานกว่าชนะ แน่นอนค่ะว่าเด็กๆเวลาหลับตานานๆก็จะทำให้เคลิ้มและหลับไปในที่สุดค่ะการแย่งชิงหมอน การต่อสู้แย่งชิงหมอนอย่างสนุกสนานสามารถช่วยปลดปล่อยพลังงานที่ถูกกักขัง ช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการนอนหลับมากขึ้น💤 แต่คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเล่นต้องเป็นไปอย่างอ่อนโยนและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมหยาบหรือไม่ปลอดภัยนะคะการนวด การนวดเบาๆก่อนนอน🥱 ช่วยให้เด็กๆ ผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ใช้การลูบเบาๆ และใช้แรงกดเบาๆ บนหลัง แขน และขาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและให้ความรู้สึกสงบค่ะ

Content Image

บ้านสะอาดลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในเด็ก

     คุณแม่หลายๆ ท่านอาจมองข้ามสาเหตุหลักของโรคภูมิแพ้ ซึ่งมาจากการที่บ้านนั้นเต็มไปด้วยฝุ่น ฝุ่นในบ้านนั้นเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นอาการภูมิแพ้ต่อทารกและสมาชิกในครอบครัว ปัจจัยการเกิดภูมิแพ้โดยส่วนใหญ่นั้นมาจากไรฝุ่น แบคทีเรีย ขนสัตว์เลี้ยง🐈 เป็นต้น วันนี้ทางเราได้รวบรวมบริเวณสำคัญในบริเวณบ้านที่คุณแม่ควรใส่ใจในการทำความสะอาด🧹เพื่อลดภาวะภูมิแพ้🤧บริเวณในห้องนอนเตียงนอนและที่นอนเนื่องจากหมอนและตุ๊กตาเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่น คุณแม่ควรซักเครื่องนอน🛏️ อาทิตย์ละ 1 ครั้งและทำการดูดฝุ่นตามปลอกหมอนและผ้าคลุมที่นอนเป็นประจำเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านคุณแม่ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์🛋️ ที่ทำความสะอาดได้ง่าย เช่น หนังแท้ และ ไม้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากเบาะผ้า ใยสังเคราะห์ และกำมะหยี่ เพราะทำความสะอาดได้ยากและยังเป็นแหล่งสะสมฝุ่นซึ่งมีผลต่อโรคภูมิแพ้เป็นอย่างยิ่งของใช้และของเล่นของลูกทุกครั้งหลังจากลูกเลิกใช้ของเล่น🎮 คุณแม่ควรทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของเล่นและของใช้เด็กแล้วเก็บใส่กล่องให้มิดชิดบริเวณในห้องครัวตู้เย็นและตู้เก็บถ้วยจานคุณแม่ควรเช็ดทำความสะอาดตู้เย็นบ่อยๆ และหมั่นเช็ควันหมดอายุของวัตถุดิบในตู้เย็น หากมีสินค้าหมดอายุให้รีบนำออกทันที เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา🦠 ที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้โซนการทำอาหารคุณแม่ควรรีบทำความสะอาดเตาปรุงอาหารให้เรียบร้อยทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จและหมั่นเช็ดเครื่องดูดควัน เพื่อทำการระบายกลิ่นควันจากการทำอาหาร👩‍🍳กำจัดเศษอาหารคุณแม่ควรกำจัดเศษอาหารเหลือหลังทานเสร็จทุกครั้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด ทำการแยกชนิดของขยะและนำขยะออกไปทิ้งทุกวัน เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารตกค้าง เพราะอาจเป็นแหล่งของหนู🐀 และแมลงสาบได้บริเวณห้องน้ำติดตั้งพัดลมระบายอากาศห้องน้ำการติดตั้งพัดลมระบายอากาศในห้องน้ำนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากพัดลมระบายอากาศนั้นสามารถช่วยลดความอับชื้น ซึ่งเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรีย🦠หลีกเลี่ยงการติดวอลเปเปอร์การติดวอลเปเปอร์🎑 นั้นทำให้ห้องน้ำดูกว้างและบรรยากาศดี แต่ก็เป็นสาเหตุหลักของการเกิดเชื้อรา หากคุณแม่ไม่ได้เลือกใช้วอลเปเปอร์ที่เป็นวัสดุกันเชื้อราขยันทำความสะอาดสุขภัณฑ์คุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดห้องน้ำและสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ🛀 เป็นประจำด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ฆ่าเชื้อราและคราบฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ     เพียงคุณแม่ใส่ใจและหมั่นดูแลบริเวณภายในบ้าน🏠ให้สะอาด ปลอดภัยตามสุขอนามัย ก็สามารถช่วยลดปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้เป็นอย่างมากทีเดียวค่ะ

Content Image

3 โรคยอดฮิต บ่งบอกว่าลูกมีพฤติกรรมผิดปกติ!

     คุณแม่หลายๆท่านมักรู้สึกว่าลูก👶มีพฤติกรรมแปลกๆ และมีความสงสัยว่าพฤติกรรมเหล่านี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมปกติสำหรับเด็กไหม วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลที่คุณแม่ควรหมั่นสังเกตดูพฤติกรรมของลูกอยู่เสมอ เพราะถ้าหากลูกคุณแม่เข้าข่ายมีพฤติกรรมดังกล่าวจะถือว่าลูกไม่ปกติ จะมีพฤติกรรมอะไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️โรคสมาธิสั้น👉อาการหลักๆของโรคสมาธิสั้น  เด็กไม่สามารถอยู่นิ่งได้เป็นเวลานาน จะมีนิสัยซนมาก จนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อย อีกทั้งยังไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ จึงทำให้ทำงานไม่ค่อยสำเร็จได้ตามเวลา⏳สาเหตุของโรคสมาธิสั้น เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง🧠 ที่ทำหน้าที่ในการยับยั้งชั่งใจและควบคุมสมาธิของเด็ก อาจมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวและพันธุกรรมค่ะโรคออทิสติก👉อาการหลักๆของโรคออทิสติก เด็กจะมีความบกพร่องทางด้านการพูด🗣️ เช่น อาจจะพูดได้ช้า ซึ่งเด็กจะสามารถเริ่มพูดได้ตอนอายุ 2 ปี อีกทั้งยังชอบเล่นคนเดียว ชอบหลบสายตา และไม่ชอบมองหน้าเวลาคุยด้วยสาเหตุของโรคออทิสติก เกิดจากหลายๆปัจจัย ซึ่งปัจจัยสำคัญจะมาจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง และอาจเกิดขึ้นได้จากสารทางพันธุกรรม🧬โรคพฤติกรรมดื้อ ชอบต่อต้าน👉อาการหลักๆของโรคพฤติกรรมดื้อ ชอบต่อต้าน เด็กๆจะแสดงพฤติกรรมต่อต้านผู้ใหญ่ในหลายๆด้าน เช่น ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ใหญ่ มีอารมณ์โกรธฉุนเฉียวง่าย🤬ไปซะทุกเรื่อง รวมไปถึงจะเป็นเด็กที่ดื้อและซนมากกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกันสาเหตุของโรคพฤติกรรมดื้อ ชอบต่อต้านในเด็ก โรคนี้มักเกิดมาจากปัจจัยหลายๆด้านทางความผิดปกติของสารเคมีในระบบสมอง🧠 รวมไปถึงอาจเกิดมาจากสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงดูภายในครอบครัว เช่น หากครอบครัวมีการใช้ความรุนแรงกับเด็ก หรือเด็กได้ซึมซับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวระหว่างพ่อและแม่👨‍👩‍👦 อาจทำให้เด็กลอกเลียนพฤติกรรมต่างๆจนแสดงออกมาให้คุณพ่อคุณแม่เห็นนั่นเองค่ะ     สรุปได้ว่า หากคุณแม่สังเกตว่าลูกรักของตัวเองเข้าข่ายมีพฤติกรรมดังกล่าวมานี้ คุณแม่ควรรีบพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ👩‍⚕️ เพื่อเป็นการประเมินและวินิจฉัยว่าลูกของตนเองได้มีพฤติกรรมที่ผิดปกติจริงๆหรือไม่ หากลูกเป็นโรคดังกล่าวจริงๆ จะได้ทำการรักษาได้อย่างทันทีค่ะ

Content Image

ทารกใส่หน้ากากอนามัยได้ไหมนะ?

แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 จะดีขึ้นแล้ว แต่หลายๆคนก็ยังคงสวมหน้ากากอนามัยเวลาที่ต้องไปสถานที่ที่คนพลุกพล่าน รวมถึงหลายๆท่านก็ตัดสินใจที่จะให้เจ้าตัวน้อยใส่หน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัยด้วย แต่คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่าแล้วความจริงแล้วเด็กสามารถสวมหน้ากากได้หรือไม่? และใส่หน้ากากได้ตอนอายุเท่าไหร่? วันนี้เราได้เอาคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะเด็กทารกใส่หน้ากากอนามัยได้หรือไม่?✨ทารกสามารถใส่หน้ากากได้หรือไม่?หลายๆคนอาจสงสัยว่าหากพาทารกน้อยออกจากบ้าน ต้องสวมหน้ากากป้องกันโควิดหรือไม่ ในความเป็นจริงผู้เชี่ยวชาญออกมากล่าวว่าเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีไม่ควรสวมหน้ากาก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กยังไม่แข็งแรงจึงอาจทำให้เด็กหายใจไม่ออกขณะสวมหน้ากาก😷นั่นเองค่ะ✨แล้วจะป้องกันโควิดได้อย่างไร?ทีนี้หากไม่สามหน้ากากป้องกันแล้วจะสามารถป้องกันลูกจากโควิด🦠ได้อย่างไรใช่ไหมคะ อันนี้แพทย์แนะนำว่าไม่ควรพาทารกออกไปข้างนอก เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิดค่ะหลีกเลี่ยงเชื้อโควิดอย่างไร?✨ผ้าคลุมรถเข็นหากให้ลูกน้อยอยู่บนรถเข็น ให้เลือกรถเข็นที่มีผ้าคลุมหรือพลาสติกป้องกันเชื้อที่อาจอยู่ในอากาศได้ และหากใช้เป้สะพายอุ้มลูก ให้หันหน้าลูก👶เข้าหาตัวเพื่อไม่ได้ลูกได้รับละอองการจามหรือไอโดยตรง✨หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่นรวมถึงคอยดูว่าคนรอบตัวลูกสวมหน้ากาก😷อยู่หรือไม่ เพื่อลดการแพร่กระจายผ่านการจามหรือไอ หลีกเลี่ยงไม่ได้เข้าใจผู้ที่มีอาการ หรือเสี่ยงที่จะติดโควิด🦠 และหลีกเลี่ยงให้ผู้อื่นใกล้ชิดกับทารก เช่น การหอม การสัมผัสเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ✨หมั่นล้างมือลูกให้สะอาดหากเด็กโตพอแล้วคุณพ่อคุณแม่อาจอธิบายให้ลูกฟังว่าควรจะล้างมือบ่อยๆเพราะอะไร รวมถึงสอนวิธีการไอและจามให้ถูกต้องเพื่อที่จะไม่เป็นการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น โดยจะต้องเอาต้นแขนด้านในยกขึ้นมาบังนั่นเองค่ะ หน้ากากแบบไหนดี?✨หน้ากากแบบที่ลูกชอบหากน้อง👶มีอายุมากกว่า 2 ปีจะสามารถสวมหน้ากากอนามัยได้ โดยควรให้น้องใส่หน้ากากทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน แต่บางครั้งลูกก็อาจงอแงเพราะไม่อยากใส่หน้ากากก็อาจลองให้ลูกเลือกหน้ากากที่ตัวเองชอบเพื่อสร้างความอยากใส่มากขึ้น✨เลือกหน้ากากอย่างไรโดยควรเลือกหน้ากากอนามัย😷ที่เหมาะกับรูปหน้าของเด็ก มีสายคล้องหูแบบยืดหดได้ ไม่รัดแน่นจนเกินไป ผลิตจากผ้าที่ระบายอากาศได้หลายชั้น หรือหน้ากากแบบใช้ครั้งเดียวที่มีขนาดเหมาะกับใบหน้าของลูกน้อยค่ะประเภทของหน้ากากจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้หน้ากากเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นที่ต้องใช้เพื่อป้องกันโรค โดยจะมีหน้ากากอนามัยที่ฮิตใช้กันต่างๆ ดังนี้ค่ะ✨หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากาก😷 ชนิดนี้สามารถกรองฝุ่นและสามารถป้องกันละอองเล็กๆได้ถึง 60% (ข้อมูลจาก Aerosol Science and Technology) แต่เป็นหน้ากากชนิดที่ควรใช้แล้วทิ้งและไม่ควรใช้อันเดิมติดต่อกันหลายวันค่ะ ✨หน้ากากผ้าสำหรับบางคนที่ไม่อยากซื้อหน้ากากแบบใช้แล้วทิ้ง สามารถใช้แบบผ้าได้ นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้วยังเป็นมิตรต่อโลกอีกด้วย โดยแพทย์👩‍⚕️แนะนำให้ใช้ผ้าฝ้ายสองถึงสามชั้นจะทำให้ป้องกันเชื้อโรค🦠ได้ดีค่ะ โดยหน้ากากผ้าบางชนิดจะสามารถใส่แผ่นรองด้านใดได้ ซึ่งจะช่วยกรองฝุ่นได้อีกชั้นหนึ่งค่ะ ✨หน้ากาก N95 หรือ KN95นอกจากโควิดแล้ว PM2.5 ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เราต้องหาหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองที่มีอนุภาคเล็กมาก ซึ่งหน้ากากชนิดนี้จะมีราคาแพง💸กว่าหน้ากาก😷 ประเภทอื่นๆ โดย N95 และ KN95 นั้นจะสามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ถึง 95%เลยทีเดียวค่ะ แต่มีข้อเสียก็คือจะหายใจได้ค่อนข้างยากกว่าหน้ากากอนามัยข้างต้นนั่นเองค่ะ

Content Image

พัฒนาการด้านร่างกายของลูกวัย 13-18 เดือน+วัคซีน

เมื่อลูกน้อยเข้าสู่ช่วงอายุ 13-18 เดือนลูกจะเริ่มสลับการคลานและการเดินมากขึ้น และจะมีพัฒนาการอื่นๆอะไรอีกบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ13-18เดือนนี้จะมีอะไรเปลึ่ยนแปลงบ้างนะ?✨13-15 เดือนเมื่อเข้าสู่วัย 13 เดือน ลูกจะเริ่มหัดเดินด้วยตัวเอง🚶 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพัฒนาการช้าเร็วของเด็กแต่ละคน บางคนอาจเดินได้เร็ว แต่บางคนก็อาจต้องใช้เวลา ให้เวลาลูกอย่าไปใจร้อนเร่งให้เดินคะ หากมีพัฒนาที่ล่าช้ามากๆ อาจต้องพาลูกไปปรึกษากับคุณหมอนะคะ เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 14 ช่วงนี้ลูกจะคลานสลับกับเดินมากขึ้น ท้องของลูกจะอ้วนกลมน่ารัก ขาและปอดของลูก👶ก็จะแข็งแรงขึ้น กระดูกที่แขนขามีรูปร่างสมส่วนมากขึ้น เพราะได้มีการเจริญเติบโตเต็มที่✨16-18 เดือนเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 16 ในเดือนนี้หนูจะยังไม่รู้วิธีเดินอย่างถ่องแท้ คุณแม่อย่าทิ้งหนูไว้ในเปล หรือรถเข็นเด็กเลยนะ🛒 เพราะหนูอยากหัดเดินให้เก่งกว่านี้ การอุ้มหนูนานๆ หรือการอุ้มสะพายหลังก็จะทำให้หนูพลาดการหัดเดินไปด้วย และเมื่อหนูเข้าเดือนที่ 18 เดือน หนูจะสามารถเดินได้โดยไม่ต้องมีใครช่วย รวมถึงอาจวิ่งและปีนป่ายได้แต่ยังต้องใช้สมาธิอยู่พอควรเลย เรื่องของสุขภาพ✨การฉีดวัคซีนสิ่งสำคัญที่ต้องพาลูกไปทำเมื่ออายุครบ 1 ขวบคือการรับวัคซีน💉ตามกำหนด ไม่ว่าจะเป็นวัคซีน โรคหัด คางทูม หัดเยอะรมัน ไวรัสตับอักเสบบี เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และอื่นๆ และควรสอนให้ลูกเข้าใจความสะอาดและให้ลูกรักษาความสะอาดตั้งแต่เด็ก ✨ทำแบบนี้อาจป่วยบ่อยหากฝากลูกน้อยไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือ โรงเรียนเตรียมอนุบาล🏫 อาจทำให้ลูกเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อจากเด็กคนอื่นจากการทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นผลให้ลูกเป็นหวัดบ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกน้อยรับวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ให้ครบถ้วนนะคะ✨เมื่อป่วยเมื่อป่วยลูกอาจไม่มีอาการชัดเจน แต่อาจพบว่าลูกเงียบกว่าปกติ แม้จะยังไม่แสดงอาการว่าป่วย ลูกอาจงอแงมาก😭ผิดปกติ ไม่อยากอาหาร และอาจมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากเดิม

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.