Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

👉 List บทความ4-6 เดือน

Content Image

ที่ดูดน้ำมูกทารก เลือกแบบนี้ถึงปลอดภัยต่อลูกน้อย!

     พ่อแม่มือใหม่ควรรู้วิธีเลือกเครื่องช่วยหายใจทางจมูกสำหรับลูก เพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก🤧และปรับปรุงการหายใจของลูกได้ อาการคัดจมูกเป็นเรื่องปกติในทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและไข้หวัดใหญ่ การเลือกที่ดูดน้ำมูกที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่สามารถกำจัดน้ำมูกออกจากจมูกของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบรรเทาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อในหู หรือป้อนนมได้ยาก สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเครื่องดูดน้ำมูกที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และอ่อนโยนต่อช่องจมูกที่บอบบางของทารกนะคะ💁‍♀️วิธีเลือกเครื่องดูดน้ำมูกสำหรับทารกอย่างปลอดภัยพิจารณาประเภทของที่ดูดน้ำมูกที่มีกระบอกฉีดยาแบบหลอด ไม่ว่าจะเป็นที่ดูดน้ำมูกแบบมือ🤧 หรือเครื่องช่วยหายใจแบบไฟฟ้า แต่ละประเภทมีข้อดีและข้อควรพิจารณาที่แตกต่างกันค่ะประเมินอายุและความต้องการของลูกของคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ ที่ดูดน้ำมูกแต่ละประเภทเหมาะสำหรับกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น หลอดฉีดยามักใช้สำหรับทารก💉 ในขณะที่เครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบใช้มือและแบบไฟฟ้าจะเหมาะสำหรับเด็กโตมากกว่าค่ะตรวจสอบคุณสมบัติด้านความปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่สามารถมองหาเครื่องช่วยหายใจทางจมูกที่มีคุณสมบัติ เช่น ปลายอ่อน วาล์วป้องกันการไหลย้อนกลับ และการออกแบบที่ทำความสะอาดง่าย ความปลอดภัยถือเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกอุปกรณ์สำหรับลูกๆนะคะ✅อ่านรีวิวและคำแนะนำ ใช้เวลาอ่านความคิดเห็น🗣️และขอคำแนะนำจากผู้ปกครองหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคนอื่นๆ เพราะประสบการณ์ของพวกเขาสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับประสิทธิภาพและการใช้งานของเครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบต่างๆได้มากค่ะประเภทของที่ดูดน้ำมูกหลอดฉีดยาเป็นอุปกรณ์รูปทรงกระบอกที่เรียบง่ายที่ใช้การดูดเพื่อล้างจมูก👃 มีราคาไม่แพง ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับทารก อย่างไรก็ตาม อาจไม่ได้ให้พลังดูดมากเท่ากับประเภทอื่นๆค่ะเครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบมือ อุปกรณ์เหล่านี้เป็นอุปกรณ์พกพาที่ต้องมีการดูดด้วยตนเองจากผู้ดูแล มักมาพร้อมกับตัวกรองแบบใช้แล้วทิ้ง🗑️ เพื่อดักจับเสมหะ และเหมาะสำหรับทั้งทารกและเด็กโต ให้การควบคุมและการดูดที่แรงกว่าเมื่อเทียบกับกระบอกฉีดค่ะเครื่องช่วยหายใจแบบไฟฟ้า อุปกรณ์เหล่านี้ใช้พลังงานแบตเตอรี่เพื่อสร้างแรงดูด โดยทั่วไปแล้วจะมีพลังมากกว่าหลอดฉีดยาหรือเครื่องช่วยหายใจแบบมือ เครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบไฟฟ้ามักจะมีหัวฉีดหลายขนาดเพื่อรองรับกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน ใช้งานได้สะดวกแต่อาจมีราคาแพงกว่าค่ะ💵ประโยชน์ของการใช้ที่ดูดน้ำมูกและวิธีรักษาสุขอนามัยเครื่องดูดน้ำมูกจะช่วยขับเสมหะออกจากจมูกของลูก ทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นและลดความรู้สึกไม่สบาย ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อลูกๆของคุณพ่อคุณแม่เป็นหวัด🤧 คัดจมูก หรือภูมิแพ้ค่ะการใช้เครื่องดูดน้ำมูกอย่างถูกสุขลักษณะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความสะอาดในขณะที่ใช้เครื่องช่วยหายใจทางจมูก ไม่ว่าจะเป็นล้างมือให้สะอาด🤲ก่อนและหลังการใช้เครื่องดูดน้ำมูกค่ะ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้น้ำเกลือหรือสเปรย์น้ำเกลือเพื่อคลายน้ำมูกก่อน เพื่อไม่ให้ลูกเกิดการสำลักนะคะ ค่อยๆ สอดปลายเข้าไปในรูจมูกของเด็กแล้วดูดตามคำแนะนำ ที่สำคัญควรทำความสะอาดเครื่องดูดน้ำมูกหลังการใช้งานแต่ละครั้ง โดยการแยกชิ้นส่วนและล้างชิ้นส่วนด้วยน้ำสบู่อุ่น ๆ ล้างให้สะอาดและปล่อยให้แห้งสนิทก่อนประกอบกลับนะคะข้อควรระวังในการล้างจมูกของลูก✨ในการใช้น้ำเกลือ ก่อนที่จะพยายามล้างจมูกของลูก👶 ขอแนะนำให้ใช้น้ำเกลือเพื่อทำให้น้ำมูกคลายตัว หยดน้ำเกลือหรือสเปรย์หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาส่วนใหญ่ค่ะ✨เลือกเทคนิคที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่สามารถลองใช้เทคนิคต่างๆ ในการล้างจมูกได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของลูกด้วยนะคะ สำหรับทารก สามารถใช้น้ำเกลือหยดตามด้วยการดูดเบาๆ ด้วยกระบอกฉีดยา💉 เด็กโตอาจสั่งน้ำมูกได้โดยมีคำแนะนำค่ะ✨เมื่อล้างจมูกของลูก ควรอ่อนโยนเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรู้สึกไม่สบายหรือการบาดเจ็บค่ะ      สังเกตอาการไม่พึงประสงค์หรือความรู้สึกไม่สบายในระหว่างหรือหลังการล้างจมูกของลูก หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการผิดปกติใดๆ โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทันทีนะคะ👨‍⚕️

Content Image

ควรแยกห้องนอนให้ลูกหรือไม่

     สำหรับครอบครัว👨‍👩‍👧ที่มีพื้นที่ในบ้านเพียงพอที่จะจัดห้องใหม่อีกหนึ่งห้อง เป็นห้องนอนหรือห้องส่วนตัวขอเจ้าตัวน้อยโดยเฉพาะ อาจกำลังกังวลว่าจริงๆแล้วควรให้ห้องส่วนตัวกับลูกหรือไม่ หากตัดสินใจว่าจะให้ควรแยกห้องนอน🛌กับลูกตอนไหนดี และควรจัดห้องนอนของเด็กๆอย่างไร บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านมาดูเกี่ยวกับความจำเป็นในการแยกห้องนอนกับลูก และข้อดีข้อเสียของการแยกห้องนอนกัน เราไปเริ่มพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️การแยกห้องนอนเป็นสิ่งจำเป็นไหม ถ้าแยกควรแยกตอนไหนดี?    ต้องบอกว่าเป็นประเด็นทางเลือกแล้วกันค่ะ ผู้ปกครองที่มีพื้นที่ในบ้าน🏡ก็สามารถแยกได้ หรือจะไม่แยกก็ได้ แต่ในกรณีที่ผู้ปกครองไม่มีพื้นที่เหลือในบ้านเพื่อเอาไปทำเป็นห้องนอนได้แล้ว การแยกห้องนอน🛌ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถนอนรวมกันกับเจ้าตัวน้อยได้ตามสะดวกเลยค่ะ หากตัดสินใจว่าจะแยกห้อง ควรเริ่มเมื่อทารกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไปค่ะ เหตุผลเพราะในช่วงสามเดือนแรก เด็กๆจะยังต้องการดื่มนมแม่บ่อยๆ หากแยกกันนอนก็จะไม่สะดวกเวลาให้นม และเด็กเล็กยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหลับ😴ไม่ตื่นในทารกอีกด้วย ซึ่งก็คือการที่ทารกนอนหลับและเสียชีวิต💀ไปเลยนั่นเองค่ะ🩷ข้อดีของการนอนห้องเดียวกับลูก✨ข้อดีที่เป็นรูปธรรมที่สุดข้อแรกก็คือ หากทารกกำลังมีภาวะหลับไม่ตื่น คุณพ่อคุณแม่จะสามารถให้ความช่วยเหลือ🤗ได้อย่างทันท่วงทีค่ะ✨ลูกมีแนวโน้มจะนอนหลับได้ดีและหลับสนิท😴กว่าการนอนคนเดียว เพราะการที่เด็กมีผู้ปกครองอยู่ห้องเดียวกันหรืออยู่เตียงเดียวกัน จะทำให้เขารู้สึกปลอดภัยค่ะ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพัน💞ระหว่างเด็กกับผู้ปกครองด้วยค่ะ✨อันตรายต่างๆที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นน้อยลง เพราะมีผู้ปกครอง👨‍👩‍👧ที่อยู่ห้องเดียวกันหรืออยู่บนเตียงด้วยกันคอยดูแลค่ะ✨ในเด็กที่โตขึ้นมาอยู่ในวัยที่พอจะสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว หากนอนห้องเดียวกันหรือเตียงเดียวกันก็จะมีโอกาสได้พูดคุย🗣️กันก่อนนอน เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านการสื่อสารให้เด็ก และทำให้เด็กไว้ใจเชื่อใจคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ผู้ปกครองจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็กค่ะ💕ข้อดีของการแยกห้องนอนกับลูก✨อันที่จริงแล้วเมื่อเด็กๆโตขึ้น ความต้องการในการที่จะมีพื้นที่ส่วนตัวหรือข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว👛ก็จะเริ่มเพิ่มขึ้น การแยกห้องนอนให้เจ้าตัวน้อยตั้งแต่ยังเด็กๆจึงค่อนข้างตอบโจทย์ความต้องการของเด็กที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ค่ะ และยิ่งเริ่มแยกเร็วเท่าไหร่ (แต่ก็ไม่ควรต่ำกว่าช่วงอายุ 6 เดือน) เด็กๆก็จะสามารถปรับตัวกับการอยู่คนเดียวได้รวดเร็วมากขึ้น มีอาการงอแง😭หรือติดคุณพ่อคุณแม่น้อยลงค่ะ✨ทำให้เด็กนอนหลับพักผ่อนได้สนิท💤 เพราะไม่มีคุณพ่อคุณแม่ทำเสียงดังรบกวนตอนนอนอย่างไม่ได้ตั้งใจ และป้องกันการที่คุณพ่อคุณแม่จะกลิ้งทับลูกสำหรับครอบครัวที่นอนเตียงเดียวกันด้วยค่ะ✨หากคุณพ่อคุณแม่มีเหตุจำเป็นต้องฝากเด็กๆไว้กับพี่เลี้ยง👩‍💼 หรือต้องไปนอนบ้านอื่น เด็กจะสามารถหลับได้ง่ายกว่าเด็กที่นอนกับคุณพ่อคุณแม่ตลอดค่ะควรเริ่มต้นอย่างไรหากจะแยกห้องนอนกับลูก👉ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่นอนเตียงเดียวกันกับทารกมาก่อน อาจเริ่มต้นจากการแยกเตียงแต่ยังอยู่ภายในห้องเดียวกันได้ค่ะ เพื่อให้ทารกคุ้นชินกับการที่ไม่ต้องอยู่ใกล้ชิดผู้ปกครองมาก แต่ยังรับรู้ว่ามีผู้ปกครองอยู่ใกล้ๆให้รู้สึกปลอดภัย🤗 เมื่อแยกเตียงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับท่านอนของลูก ควรจัดให้ลูกนอนหงาย อย่าจัดให้ลูกนอนคว่ำโดยเด็กขาดเพราะเด็กอาจขาดอากาศหายใจ🤢และถึงแก่ชีวิตได้👉เลือกฟูกคุณภาพดีให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่แยกเตียงหรือแยกห้องนอนควรเป็นฟูก🧽ที่มีความแข็งเล็กน้อย ไม่อ่อนยวบ ผ้าปูเรียบตึงไม่หลุดรุ่ยง่าย ป้องกันการที่ผ้าปูที่นอนอาจหลุดมาปิดจมูก👃ของเด็กระหว่างนอนหลับ ไม่ควรมีสิ่งของอื่นๆอยู่บนฟูก และห้ามให้เด็กนอนบนอะไรก็ตามที่มีซอกมีหลืบและอ่อนนุ่ม เพราะเด็กอาจเข้าไปติดบริเวณซอกเหล่านั้นแล้วเกิดอาการหายใจลำบากได้👉อธิบายข้อดีของห้องนอนส่วนตัวให้ลูกฟัง เมื่อเตรียมห้องนอนแยกให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ควรพูดถึงข้อดีของห้องนอนส่วนตัวให้เจ้าตัวน้อยฟัง ให้เขารู้สึกตื่นเต้น🤩ที่จะมีห้องของตนเอง และควรเป็นห้องที่ไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์📱 เพราะเด็กอาจเล่นก่อนนอนและรบกวนคุณภาพการนอนของเด็กได้ค่ะ👉หาตุ๊กตาคู่ใจหรือหมอนข้างให้ลูกนอนกอดในช่วงแรกๆของการแยกห้องนอน เป็นธรรมดาที่เจ้าตัวน้อยจะหลับได้ยาก สามารถแก้ปัญหาโดยการให้เด็กมีตุ๊กตาคู่ใจ🧸หรือหมอนข้างให้เขานอนกอด ก่อนนอนผู้ปกครองอาจเข้าไปอยู่ด้วยเพื่อทำกิจกรรมส่งเข้านอนในช่วงเวลาสั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นการเล่านิทาน📖 ก็จะทำให้เด็กๆสามารถหลับได้ง่ายขึ้น จากนั้นผู้ปกครองจึงค่อยๆออกจากห้องมาเบาๆค่ะ👉ชื่นชมลูกเสมอ เมื่อแต่ละคืนผ่านไป เจ้าตัวน้อยสามารถแยกห้องนอนกับคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างราบรื่น ผู้ปกครองควรชื่นชมเขาเสมอ👏 เพื่อให้เขารู้สึกว่าตนเองสามารถนอนคนเดียวได้ดีค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าทั้งการนอนห้องเดียวกับลูกและการแยกห้องนอนกับลูก ก็มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกพิจารณาข้อดีข้อเสียของการนอนในแต่ละแบบ และปรับใช้ตามความเหมาะสมกับลักษณะบ้าน🏡และครอบครัว👨‍👩‍👧ของทุกท่านได้เลยค่ะ

Content Image

ทำความรู้จักกับผดร้อน ผื่นเม็ดเล็กๆ ของทารก

     อีกหนึ่งปัญหาสุขภาพผิวหนังของลูกที่กวนใจคุณพ่อคุณแม่ในช่วงฤดูร้อน คือ ผดร้อนทารก ยิ่งเห็นผดผื่นเล็ก ๆ ลุกลามขึ้นตามตัวของลูก ก็ยิ่งตกใจ กลัวว่าลูกจะเป็นอันตรายรุนแรงหรือเปล่า วันนี้ทางเราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับผดร้อนในเด็กพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ผดร้อนทารก คืออะไร?✨ผดร้อนทารก (Heat rash) คือ ผดสีแดงเม็ดเล็ก ๆ ที่ขึ้นตามร่างกายของทารก ซึ่งผดเม็ดเล็ก ๆ เหล่านี้จะส่งผลให้ทารกมีอาการคัน ไม่สบายตัว😟 ยุกยิกตลอดเวลา อย่างไรก็ตามผดร้อนก็ไม่ได้เป็นอันตรายทางสุขภาพที่รุนแรงนะคะ ที่เราเห็นกันว่าผดร้อนนั้นขึ้นตามตัวทารกจนน่ากลัว นั่นก็เป็นเพราะทารกมีผิวบอบบางมาก จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดผดร้อนลุกลามมากกว่าในผู้ใหญ่✨สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดผดร้อนในทารกสาเหตุหลัก คือ ต่อมเหงื่ออุดตัน💦 เมื่อต่อมเหงื่อเกิดการอุดตัน จะทำให้เหงื่อไม่สามารถไหลออกมาภายนอกได้ และเหงื่อก็ไม่สามารถจะระเหยบนผิวหนังได้ด้วย เมื่อเหงื่อระบายออกมาไม่ได้ หยดเหงื่อเหล่านั้นก็จะติดอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบและกลายเป็นผื่นขึ้นมาส่วนสาเหตุที่ทำให้ต่อมเหงื่ออุดตันนั้น ก็มาจากหลายปัจจัยเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น:สภาพอากาศที่ร้อนชื้นหรือร้อนมาก🥵ทารกมีไข้สูง🤒ทารกที่อยู่ในตู้อบหลังเกิด มีโอกาสเสี่ยงที่ต่อมเหงื่อจะอุดตันสวมใส่เสื้อผ้าหลายชั้น หรือเสื้อผ้าหนามากเกินไป ทำให้เหงื่อไม่สามารถระเหยออกมาได้การเสียดสีระหว่างผิวหนังและเสื้อผ้าผดร้อนนั้น จะมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ หรือตุ่มแดงขนาดเล็ก เหมือนหยดเหงื่อที่ติดอยู่ใต้ผิวหนัง ของเหลวในตุ่มใสนั้นอาจเป็นสีขาวใสหรือสีน้ำนม สามารถพบได้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หน้าผาก คอ รักแร้ ก้น🍑 ขาหนีบ ไหล่หน้าอก ข้อพับ ข้อศอก หลังเข่า และผดเหล่านี้ก็จะก่อให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง ไม่สบายเนื้อ ไม่สบายตัววิธีการรักษาผดร้อนในเด็ก👉สามารถหายเองได้เมื่ออุณหภูมิในร่างกายและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเย็นลง จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาเฉพาะทาง🙅‍♀️ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้อาการผดร้อนของทารกค่อย ๆ ดีขึ้นได้ ดังนี้พยายามเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทารกบ่อย ๆเลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่รัดแน่น และไม่สวมเสื้อผ้าให้ลูกหลายชั้นจนเกินความจำเป็นอาบน้ำเด็กทารกด้วยน้ำอุ่น🛀 เพื่อเปิดรูขุมขนหลังอาบน้ำไม่ต้องเช็ดตัวทารก แต่ซับเบา ๆ เท่านั้นพอดูแลอากาศภายในบ้านหรือในห้องของทารกให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม และมีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนอบอ้าวหลีกเลี่ยงการใช้ครีม น้ำมันหอมระเหย หรือขี้ผึ้ง เพราะเสี่ยงจะทำให้อาการต่อมเหงื่ออุดตันแย่ลงเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิในร่างกายของทารกสูง🥵 หรือรู้สึกร้อน เพราะยิ่งอากาศร้อนมากเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงจะทำให้ต่อมเหงื่ออุดตันเพิ่มขึ้นให้ทารกดื่มน้ำอย่างเพียงพอ💧 เพื่อป้องกันการขาดน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย และช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายเย็นลง     สรุปได้ว่าโดยปกติแล้วผดร้อนจะหายเองได้เมื่ออุณหภูมิในร่างกายและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเย็นลง โดยอาจใช้ระยะเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น แต่ร่างกายของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เด็กบางคนอาจมีอาการดีขึ้นเพียง 1-2 วัน เด็กบางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้น แต่ถ้าผ่านไป 3 วัน หรือนานกว่านั้น แล้วผดร้อนไม่มีท่าทีว่าจะทุเลาลง หรือมีผดร้อนเพิ่มมากขึ้น ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️ทันที

Content Image

สาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยนอนสะดุ้ง เกิดอาการกระตุกขณะนอนหลับ

     คุณแม่อาจสังเกตได้ในขณะที่เจ้าตัวเล็กกำลังนอนหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข😴 บางครั้งลูกมีอาการนอนสะดุ้ง หรือกระตุกตัวขึ้น อาการเช่นนี้คืออาการอะไร เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️เมื่อลูกนอนสะดุ้ง ถือว่าเป็นอาการผิดปกติหรือไม่ และมีสาเหตุมาจากอะไร?หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีอาการกระตุกขณะนอนหลับ หรือพบว่าลูกนอนผวา ไม่ต้องตกใจไปนะคะ นั่นเป็นอาการปกติของร่างกายที่มีการตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ที่กระทบกับทารก เช่น แสง เสียง🔉 ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นได้ทั่วไป ไม่ส่งผลต่อการเรียนรู้หรือพัฒนาการ👉อาการทารกนอนกระตุกนั้น อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ระบบประสาท🧠ของทารกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้ระบบการส่งสัญญาณต่าง ๆ ของสมองไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำได้ไม่เต็มที่ จนมีการตอบสนองเป็นการกระตุกให้เห็น อาจเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของทารกในตอนนอน ขณะทารกนอนหลับ😴อาจจะมีการเคลื่อนไหวที่แปลกตาไปบ้าง แต่นั่นก็สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะบ่อยครั้งเวลาที่ผู้ใหญ่นอนหลับ ก็มักจะมีการเปลี่ยนท่าทางต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน ปฏิกิริยาตอบสนองขณะนอนหลับ บางครั้งอาจมีแสงสว่างส่อง💡 หรือมีเสียงดังเกิดขึ้น กระบวนการตอบสนองทางร่างกายของทารกจึงอาจแสดงออกมาเป็นการกระตุกได้ ได้รับคาเฟอีนจากน้ำนมแม่🍼 คุณแม่ให้นมลูกที่กินอาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง บางครั้งอาจสะสมจนสามารถส่งต่อไปยังลูกผ่านนมแม่ได้ คาเฟอีนจะมีผลต่อการนอนหลับของทารก และยังอาจส่งผลให้ทารกมีอาการนอนสะดุ้งได้ด้วย ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการกระตุก หรืออาการสั่น อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณแรก ๆ ของอาการระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าทารกอาจมีปัญหาสุขภาพ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด🩸โซเดียมต่ำ การขาดโซเดียม สามารถส่งผลให้ร่างกายมีอาการกระตุกได้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากคุณแม่กินอาหารที่มีโซเดียมน้อย ทำให้ทารกมีโซเดียมในร่างกายไม่เพียงพอ วิธีรับมือเมื่อลูกนอนสะดุ้งคุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีแก้อาการนอนผวาของลูกได้ง่าย ๆ คือ เวลาวางลูกลงบนที่นอน🛌ให้ค่อย ๆ วางลูกลงเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกรู้สึกว่าโล่งบริเวณหลัง และทำให้เกิดการผวาได้เมื่อลูกมีอาการนอนสะดุ้ง ให้ค่อย ๆ อุ้มลูกขึ้นมาแนบกับอก🤱 แล้วลูบปลอบโยนเบา ๆ เมื่อลูกสงบลงแล้ว จึงนำลูกวางบนเบาะหรือเปล แล้วกล่อมให้หลับต่อไป ห่อตัวทารกด้วยผ้า เพื่อให้ลูกนอนหลับได้สนิท💤 และสบายตัวมากขึ้น การห่อผ้าช่วยให้ทารกรู้สึกสบายตัวเหมือนกำลังนอนหลับอยู่ในท้องแม่อีกครั้ง ดูแลบริเวณห้องนอนของทารกให้มีบรรยากาศที่เงียบสงบ🌃 อุณหภูมิเหมาะสม และไม่มีแสงจ้าตกกระทบ กอดลูกเบา ๆ เพื่อให้ลูกรับรู้ถึงอ้อมกอดที่อบอุ่น🤗 โดบสังเกตว่าลูกมักจะมีอาการผวาช่วงไหน และคอยกอดลูกเมื่อถึงช่วงเวลาดังกล่าว✨ท่านอนหงายสามารถช่วยลดอาการนอนสะดุ้งได้เพราะท่านอนหงายจะช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง😮‍💨 ทารกสามารถรับออกซิเจนได้อย่างเต็มที่ การนอนคว่ำ หรือนอนตะแคง อาจเสี่ยงที่ทารกจะได้รับออกซิเจนน้อย หรืออาจนำไปสู่ปัญหาการหายใจไม่ออก หายใจไม่สะดวก เสี่ยงต่อโรคไหลตายในเด็ก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิดค่ะ      สรุปได้ว่าวิธีแก้อาการนอนผวาที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งก็คือ การสังเกต👀ดูว่าลูกมีอาการนอนกระตุก หรือนอนสะดุ้งบ่อยแค่ไหน หากลูกเป็นเช่นนั้นบ่อย ๆ ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์👩‍⚕️เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยว่าอาการนอนสะดุ้งของลูกนั้น เป็นความผิดปกติทางร่างกายหรือไม่ หรือเป็นเพียงการตอบสนองของระบบประสาทและร่างกายตามปกติ 

Content Image

4 สไตล์การเลี้ยงลูกที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบ

     แน่นอนว่าเราทุกคนล้วนเติบโตมาจากสิ่งแวดล้อมและครอบครัว👨‍👩‍👧ที่หลากหลาย ซึ่งหล่อหลอมให้เราทุกคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านบุคลิกภาพ อารมณ์ รวมไปถึงแนวทางการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งเราไม่สามารถกำหนดอย่างตรงตัวได้ว่าการที่เราเป็นแบบนี้มาจากวิธีการดูแลจากพ่อแม่ของเราแบบใดโดยชัดเจน แต่ก็มีคนที่พยายามแบ่งหรือจัดกลุ่มไว้เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น บทความนี้จะพาไปดูถึงกลุ่มเหล่านั้นกันค่ะ💁‍♀️4 สไตล์ของการเลี้ยงลูก1️⃣การเลี้ยงลูกแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style)สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูกแบบนี้นั้น นับว่าเป็นพ่อแม่ที่คาดหวังในตัวเจ้าตัวน้อยสูงพอสมควรเลยค่ะ  แต่จะไม่เคร่งครัดกับเด็กมากจนเกินไปจนกลายเป็นความกดดันค่ะ หากบรรยายให้เห็นภาพก็จะเป็นการที่ผู้ปกครองเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองทำอะไรใหม่ๆ (ที่ประเมินแล้วว่าไม่เป็นอันตราย) ด้วยตัวของเด็กเอง แต่ยังคงคอยดูแลและให้คำแนะนำในระยะห่างที่เหมาะสม การเลี้ยงแบบนี้นับว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด👍 เพราะมักจะหล่อหลอมให้เด็กเป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง🤓 ควบคุมและจัดการอารมณ์ตนเองได้ดี และให้ความไว้ใจต่อครอบครัวค่ะ หากต้องแบ่งรูปแบบนี้ย่อยๆลงไปอีก การเลี้ยงลูกด้วยวินัยเชิงบวก แบบผูกพันด้วยสายใยทางใจ💞 แบบไม่มีเงื่อนไข แบบให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณ แบบให้อิสระภาพและพร้อมปกป้อง และแบบให้อิสระอย่างมีขอบเขต ก็เข้าข่ายการเลี้ยงลูกแบบเอาใจใส่เช่นเดียวกันค่ะ2️⃣การเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด (Authoritarian Parenting Style)สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้วิธีการนี้นั้น มักมีความคาดหวังในตัวเด็กสูงมากเช่นกัน จนต้องวางระบบระเบียบ กฎเกณฑ์ และแบบแผนในการปฏิบัติตัวที่เจ้าตัวน้อยจะต้องทำตามอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อแม้ ไม่มีการตั้งคำถามและไม่มีการอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องทำตาม หากอธิบายให้เห็นภาพ ผู้ปกครองจะบังคับให้ลูกทำตามที่ตนเองคาดหวังด้วยคำสั่ง📑 หากไม่ได้ตามนั้นก็จะดุด่าว่ากล่าว🤬 ซึ่งส่งผลให้เด็กเติบโตเป็นคนไม่มีความมั่นใจในตนเอง😞 มีความก้าวร้าวอยู่ลึกๆ ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมได้ยากและมีความอ่อนไหวทางอารมณ์ค่อนข้างสูง หากแบ่งการเลี้ยงดูแบบนี้ย่อยๆลงไปอีก  การเลี้ยงลูกแบบเผด็จการ แบบบงการทุกอย่าง และการเลี้ยงลูกแบบเป็นพิษ ก็นับเป็นรูปแบบที่เข้าข่ายการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดเช่นเดียวกันค่ะ3️⃣การเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style)คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้การเลี้ยงดูรูปแบบนี้นั้นก็มีความคาดหวังต่อตัวลูกเช่นกัน แต่กลับแสดงความคาดหวังออกมารูปแบบของการตามใจอย่างไม่มีข้อแม้ ไม่มีกฏเกณฑ์ ไม่มีการว่ากล่าวตักเตือนหรือการสั่งสอนเมื่อกระทำผิด อาจเนื่องมาจากการอยากเห็นลูกมีความสุข🤩เพียงในระยะเวลาสั้นๆหรือปัจุบันก็พอใจแล้ว หรือลึกๆต้องการให้ลูกรู้สึกพอใจที่ได้รับการตามใจและกลับมารักคุณพ่อคุณแม่ให้มากๆ เจ้าตัวน้อยมีแนวโน้มจะเติบโตเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง😤 ไม่มีระเบียบวินัย ความอดทน ความรับผิดชอบ🫡 และไม่รู้จักการเสียสละ หากจะแบ่งรูปแบบนี้เป็นรูปแบบย่อยๆ การเลี้ยงลูกแบบไม่มีเงื่อนไขและแบบหลงตัวเอง ก็เป็นรูปแบบที่เข้าข่ายการเลี้ยงแบบตามใจเช่นกันค่ะ4️⃣การเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย (Uninvolved Parenting Style)หากเปรียบเทียบกับทุกรูปแบบที่ผ่านมา รูปแบบนี้จะมาจากคุณพ่อคุณแม่ที่คาดหวังในตัวลูกต่ำที่สุด ซึ่งก็ไม่ใช่ข้อดีค่ะ เพราะผู้ปกครองจะมีความห่างเหินกับเด็ก😶‍🌫️ ไม่ให้ความสำคัญหรือการตอบสนองเวลาที่เด็กต้องการมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เน้นสนใจแค่เรื่องของตนเองเป็นหลักจนดูเหมือนไม่ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก สำหรับเจ้าตัวน้อยที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบนี้ มีแนวโน้มที่จะเติบโตมาแล้วมีปัญหาเรื่องพัฒนาการในด้านการปฏิสัมพันธ์กับสังคม การจัดการอารมณ์ของตนเอง ไม่ไว้วางใจผู้อื่น และเสี่ยงที่จะเป็นโรคจิตเภทได้ค่ะ😈     อันที่จริงแล้วเราทุกคนล้วนเติบโตมาจากการเลี้ยงดูหลายๆแบบผสมรวมกัน ไม่จำเป็นว่าต้องเลือกใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่หลังจากเลือกใช้แล้วคุณพ่อคุณแม่👫ต้องคำนึงถึงข้อดีข้อเสียที่จะเกิดขึ้น เลือกใช้ตามความเหมาะสม และเตรียมวิธีรับมือให้พร้อม เพื่อให้เจ้าตัวน้อย👶เติบโตมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพและมีความสุขไปพร้อมกันได้อย่างดีที่สุดค่ะ

Content Image

เทคนิคการเลือกน้ำยาล้างขวดนมลูก

     ขวดนมนับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของทารกแรกเกิด👶 คุณแม่ควรให้ความสำคัญในการดูแลรักษาความสะอาดของขวดนม เพราะเชื้อโรคและแบคทีเรีย🦠ต่างๆที่สะสมในขวดนมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกน้อยคุณแม่เป็นอย่างมาก วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อน้ำยาล้างขวดนมและขั้นตอนในการทำความสะอาดขวดนมอย่างถูกต้องมาให้คุณแม่ทราบค่ะข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อน้ำยาล้างขวดนมส่วนผสมของน้ำยาล้างขวดนมคุณแม่ควรเลือกซื้อน้ำยาล้างขวดนมที่เป็นสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายของทารก เน้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นออร์แกนิค🌱 มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสารเคมี🧪 เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมมาจากสารเคมีมีแนวโน้มที่จะทิ้งสารตกค้างไว้ในขวดนมพลาสติกได้ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ มี keyword ว่า Hypoallergenic และ Sensitive skinขนาดของน้ำยาล้างขวดนมคุณแม่ควรเลือกน้ำยาล้างขวดนม🧴ขนาดที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ควรเลือกซื้อในปริมาณที่พอดี คำนึงถึงการใช้งานตามความเป็นจริง และพื้นที่ในการเก็บรักษา หากซื้อน้ำยาล้างขวดนมขนาดใหญ่เกินไปอาจถือเป็นการสิ้นเปลืองมากกว่าความคุ้มค่า และอาจจะใช้ไม่สินค้าไม่ทันก่อนสินค้าหมดอายุ 3 ขั้นตอนในการทำความสะอาดขวดนมขั้นตอนที่ 1 แยกชิ้นส่วนของขวดนมแยกชิ้นส่วนของขวดนมออกเป็นชิ้นๆ จะประกอบไปด้วยจุกนม ฝาและขวดนมตามลำดับ คุณแม่ควรสังเกตคราบนมที่แห้งติดอยู่ในซอกขวดนมและขจัดคราบนั้นออก เพราะคราบเหล่านั้นเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย🦠ที่อาจแพร่เชื้อสู่ทารกได้ขั้นตอนที่ 2 ล้างด้วยน้ำยาล้างขวดนมหลังจากถอดชิ้นส่วนของขวดนมออกแล้ว ให้คุณแม่เตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการล้าง โดยเปิดน้ำร้อนลงในกะละมัง แล้วจึงเทน้ำยาล้างขวดนม🧴ลงไปผสมกับน้ำร้อนจนเป็นฟอง🫧 หลังจากนั้นจึงนำชิ้นส่วนทั้งหมดลงไปแช่ในกะละมังขั้นตอนที่ 3 นำแปรงมาขัดขวดนมหลังจากที่ทุกชิ้นส่วนถูกแช่ลงในกะละมัง🪣 ที่เต็มไปด้วยฟองจากน้ำยาล้างขวดนมแล้ว ให้คุณแม่นำแปรงขัด🪥ขวดนมมาทำความสะอาดขวดนม โดยคุณแม่ควรเลือกแปลงที่มีได้มีด้ามจับถนัดมือ สามารถเข้าไปทำความสะอาดตามซอกของขวดนมได้ หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้ว คุณแม่สามารถนำขวดนมลูกไปต้มหรือนึ่ง♨️ในเครื่องหนึ่งขวดนมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีกรอบความเสี่ยงจากการใช้ขวดนมที่ไม่สะอาดติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารในกรณีที่คุณแม่ขจัดคราบในขวดนมได้ไม่หมดและคราบนั้นยังติดอยู่ในขวดนม เชื้อโรคและแบคทีเรีย🦠ที่สะสมอยู่ในลักษณะของคราบฝังลึกในขวดนมจะส่งผลให้น้ำนมที่ชงเสียเร็วขึ้นและอาจก่อให้เกิดอาการอาเจียน🤮 ท้องเสีย หรือติดเชื้อในทางเดินอาหารของทารกในที่สุด     น้ำยาล้างขวดนมนั้นถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อทารกเป็นอย่างมาก  คุณแม่จึงควรให้ความสำคัญในการเลือกน้ำยาล้างขวดนมที่ปราศจากสารเคมี SLS (Sodium Lauryl Sulfate) พาราเบน (Paraben) และได้ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนัง👨‍🔬ว่าปลอดภัยต่อทารก เพื่อให้มั่นใจว่าขวดนมของลูกนั้นปราศจากสารตกค้างที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาในภายหลัง

Content Image

ของเล่นเสริมพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย

     คุณแม่ทุกท่านคงอยากให้ลูกเป็นเด็กฉลาดอยู่แล้วใช่ไหมคะ การให้ลูกเล่นของเล่นช่วยเสริมความฉลาดและ พัฒนาการด้านต่างๆ นั้นมีให้เลือกมากมาย และเห็นผลชัดเจนว่าลูกจะกล้าคิด กล้าทำ ภูมิใจในตัวเอง👏 จากการเล่นของเล่นที่มีประโยชน์เหล่านี้ ของเล่นที่ดีไม่จำเป็นต้องซื้อเสมอไป สามารถปรับจากของใกล้ตัวที่มีในบ้านมาให้ลูกเล่นก็สนุกได้เหมือนกัน บทความนี้จึงได้รวบรวมของเล่นเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัยมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️ของเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด - 6 เดือน✨ของเล่นที่มีสีสันสดใส     ทารกน้อยขนาดนี้คงยังไม่ได้หยิบจับอะไรมาก เขาชอบมอง ผู้คนและใช้สายตามองตามสิ่งต่างๆ สิ่งที่เขาอยากเห็นก็คือใบหน้า และสีสันสดใส เด็กๆ เริ่มจะเรียนรู้การใช้มือและเท้าแตะให้ถึงของ พยายามยกศีรษะตัวเองขึ้น หันไปตามเสียง เอาของเข้าปาก - ของที่เขาสามารถจับ มากัดและอม เขย่า มีเสียง เช่น ห่วงมีเสียงกรุ๊งกริ๊ง ของเล่นนิ่มๆ บีบได้ ของที่ใช้ฟันกัด สมุดนิทานแผ่นแข็ง ลูกบอล🎾ที่มีผิวสัมผัสแปลกใหม่ให้เขาสนใจ- ของที่ฟังแล้วมีเสียง สมุดนิทาน📖ที่เปิดมาแล้วมีเสียงเพลงเด็ก มีเพลงลัลลาบายกล่อมนอน- ของที่ให้เขามอง เช่น ภาพหน้าสัตว์หรือกระจกที่ไม่แตก เขาจะเอามานั่งมองเงาสะท้อนของตัวเองของเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 7-12 เดือน✨ของเล่นที่เคลื่อนไหวได้    เจ้าตัวเล็กเริ่มหัดคว่ำ หัดนั่งและเดิน อยากขยับยุกยิกไปมา บางทีก็กลิ้งแล้วนั่ง อยากกระโดดดึ๋งๆ เกาะยืนตั้งไข่ พวกเขาเริ่มรู้จัก ชื่อของเขาเองและคำศัพท์ง่ายๆ บอกส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ หาของที่ซ่อนเจอ และหยิบของใส่ในกล่องได้ ของเล่นสำหรับเด็กตั้งไข่คือ...- ของเล่นให้เขาสมมติบทบาท เช่น ตุ๊กตาเด็กทารก หุ่นมือ รถที่มีล้อเป็นพลาสติกหรือไม้🚙- ของที่ใช้มือจับเล่นไปมา เช่น ลูกบอล ชามพลาสติกหลายๆ สีไล่ขนาดจากเล็กไปใหญ่- ของที่เป็นโครงสร้าง เช่น บล็อกบุนวมนุ่มๆ และบล็อกไม้วางตามรูปทรง🚂- ของที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น ลูกบอลใบใหญ่ ตุ๊กตาล้มลุกของเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1 ขวบ✨ของเล่นที่ต้องใช้ความคิดมาเกี่ยวข้อง     ลูกๆ จะเริ่มเดินได้อย่างมั่นคงและปีนขึ้นบันไดได้ เขาชอบฟังเรื่องที่คุณแม่เล่า พูดเป็นคำๆ และเล่นกับเด็กคนอื่นได้บ้าง ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ แต่คุณพ่อคุณแม่ยังต้องเล่นด้วยอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เขาเผลอกลืนโดยไม่ได้ตั้งใจของเล่นสำหรับเด็กขวบปีแรกคือ...- หนังสือที่มีภาพวาดประกอบน่ารักๆ มีรูปถ่ายของจริง- อุปกรณ์วาดรูปเล่นหาปากกาหรือดินสอแบบ non-toxic ล้างออกได้ กระดาษแผ่นใหญ่ๆ ให้เขาใส่จินตนาการไปเต็มที่- ของที่เอามาเล่นเป็นเรื่องราว เช่น โทรศัพท์ของเล่นบ้านตุ๊กตา รถเข็นที่มีตุ๊กตาสวมบทเป็นน้องๆ อุปกรณ์แต่งตัวตุ๊กตา ตุ๊กตานุ่มๆ🧸- ของที่ต้องใช้ความคิด เช่น บล็อกไม้ที่ต่อได้ยากขึ้นเป็นตัวเลขหรือมีโจทย์ต่างๆ ขนาดจะเล็กกว่าของเด็กเล็ก- ของที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และเล็ก เช่น เกมต่อปริศนา🧩 ของเล่นที่ต้องใช้มือทำหลายๆ อย่าง เช่น เป็นสวิทช์กดเปิดปิดเป็นลูกบิด เป็นที่กดปุ่ม ลูกบอลเล็กใหญ่ในขนาดต่างๆ     เพียงเท่านี้คุณแม่ก็สามารถเลือกซื้อของเล่นให้ลูก👶ได้เหมาะตามในแต่ละช่วงวัยแล้วนะคะ พัฒนาการทางด้านปัญญาและการเรียนรู้ของลูกนั้นมีความสำคัญอย่างมาก และของใช้ภายในบ้านหลายๆอย่างสามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นของเล่นได้ ทำให้คุณแม่ประหยัดค่าใช้จ่าย💳ในการซื้อของเล่นได้ด้วยเช่นกันค่ะ    

Content Image

ทิชชูเปียก เลือกแบบนี้สิถึงปลอดภัยต่อลูก!

     ในฐานะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่👨‍👩‍👧 การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงการดูแลผิวที่บอบบางของลูกน้อย ทิชชูเปียกเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำความสะอาดและดูแลลูกน้อยในชีวิตประจำวัน แต่การเลือกทิชชูเปียกที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องท้าทายค่ะ💁‍♀️ปัจจัยในการเลือกทิชชูเปียกสำหรับลูกน้อยส่วนผสม ควรหลีกเลี่ยงสารเคมีที่รุนแรง คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกทิชชูเปียกที่ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบน และสารเคมีรุนแรงอื่นๆ ที่อาจระคายเคืองผิวที่บอบบางของลูกน้อย ส่วนผสมจากธรรมชาติจะดีที่สุดค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถมองหาทิชชูเปียกที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น ว่านหางจระเข้ คาโมมายล์🌼 และวิตามินอี ซึ่งช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและปลอบประโลม มีค่า pH ที่เหมาะสม เลือกทิชชูเปียกที่มีค่า pH ที่ใกล้เคียงกับผิวของลูกน้อย ประมาณ 5.5 เพื่อรักษาสมดุล pH ตามธรรมชาติของผิวค่ะเนื้อสัมผัส ควรมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและอ่อนโยน ทิชชูเปียกควรนุ่มและอ่อนโยนต่อผิวที่บอบบางของลูกน้อย หลีกเลี่ยงทิชชูเปียกที่หยาบหรือมีส่วนประกอบที่อาจขีดข่วนผิวนะคะ คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกทิชชูเปียกที่หนาและทนทานพอที่จะทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ฉีกขาดง่ายด้วยค่ะ✅การใช้งาน เน้นเรื่องการทำความสะอาดได้หลากหลาย คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกทิชชูเปียกที่สามารถใช้ทำความสะอาดได้หลากหลายวัตถุประสงค์ เช่น เช็ดก้น🍑 เปลี่ยนผ้าอ้อม และเช็ดมือ และสะดวกในการพกพา เลือกทิชชูเปียกที่มีบรรจุภัณฑ์แบบพกพาและใช้งานง่าย เพื่อความสะดวกในการใช้งานนอกบ้านค่ะความปลอดภัย ควรเลือกทิชชูเปียกที่ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกทิชชูเปียกที่ผ่านการทดสอบทางการแพทย์และได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยสำหรับผิวที่บอบบาง และปราศจากสารก่อภูมิแพ้🤧 เลือกทิชชูเปียกที่ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ทั่วไป เช่น น้ำยาง ข้าวสาลี และถั่วเหลืองค่ะคำแนะนำเพิ่มเติมอ่านฉลากอย่างระมัดระวัง คุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจสอบฉลากทิชชูเปียกอย่างละเอียดเพื่อดูส่วนผสมและคำเตือนค่ะ⚠️ทดสอบกับผิวลูกน้อย ก่อนใช้ทิชชูเปียกกับลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถทดสอบกับบริเวณผิวเล็กๆ👶 ก่อนเพื่อดูว่ามีอาการแพ้หรือระคายเคืองหรือไม่ค่ะเปลี่ยนทิชชูเปียกบ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนทิชชูเปียกเป็นประจำเพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย🦠และการติดเชื้อค่ะเก็บให้พ้นมือเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรเก็บทิชชูเปียกให้พ้นมือเด็ก🖐️เพื่อป้องกันการกลืนกินโดยไม่ได้ตั้งใจค่ะเหตุผลที่ควรเลือกทิชชูเปียกที่ปลอดภัยสำหรับลูกน้อยปกป้องผิวบอบบางของลูกน้อย ทิชชูเปียกที่ปลอดภัยจะไม่ระคายเคืองหรือทำให้ผิวของลูกน้อยแพ้🥴 เนื่องจากปราศจากสารเคมีที่รุนแรง เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอม และพาราเบนค่ะป้องกันการติดเชื้อ ทิชชูเปียกที่ปลอดภัยจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียออกจากผิวของลูกน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการระคายเคืองค่ะอ่อนโยนต่อดวงตา ทิชชูเปียกที่ปลอดภัยจะไม่ทำให้ดวงตา👁️ของลูกน้อยระคายเคืองหรือแสบตาค่ะสะดวกและใช้งานง่าย ทิชชูเปียกเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายดายในการทำความสะอาดลูกน้อยในทุกสถานการณ์ค่ะ🚘ช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัว ทิชชูเปียกที่ปลอดภัยจะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวและสดชื่นหลังจากทำความสะอาดค่ะ🥳     คุณสมบัติที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกทิชชูเปียกที่ปลอดภัยสำหรับลูกน้อย ต้องปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม และพาราเบน ผ่านการทดสอบทางผิวหนังและการแพ้ มีค่า pH ที่สมดุลกับผิว มีส่วนผสมจากธรรมชาติ🍀 เช่น ว่านหางจระเข้ หรือคาโมมายล์ และควรมีความนุ่มและอ่อนโยนต่อผิวของลูกน้อยด้วยนะคะ

Content Image

อาการผมร่วงหลังคลอด แก้ได้ด้วยวิธีเหล่านี้!

     อีกหนึ่งปัญหาที่คุณแม่อาจจะต้องเผชิญหลังคลอด จากการสำรวจพบว่าประมาณ 96% ของแม่ที่ให้นมบุตร 518 คนมีอาการผมร่วง วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาผมร่วงหลังคลอดบุตร ให้ผมกลับมานุ่นสลวยอีกครั้ง จะมีวิธีไหนบ้าง เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️อาการผมร่วงหลังคลอดมีสาเหตุมาจากอะไร?👉มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพราะฮอร์โมนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณแม่ผมร่วงหลังคลอดลูก🤱 เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วคุณแม่จะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ดังนั้นผมของคุณแม่จึงดูมีสุขภาพดีและหนาขึ้น แต่พอหลังคลอดลูกบุตรแล้วฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทำให้ผมของคุณแม่ขาดหลุดร่วงมากกว่าเดิมนั่นเองค่ะ อาการผมร่วงหลังคลอดลูกอาจจะเป็นไปยาวนานถึง 1 ปี🗓️ และหากคุณท่านใดที่มีผมยาว ก็จะทำให้เกิดอาการผมร่วงมากยิ่งขึ้น ระยะเวลาของอาการผมร่วงของคุณแม่แต่ละท่านจะมีระยะเวลายาวนานแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ซึ่งโดยปกติแล้วอาการผมร่วงมักเกิดหลังจากที่คลอดลูกไปแล้ว 4 เดือน7 วิธีแก้ปัญหาผมร่วงหลังคลอด ให้ผมกลับหนานุ่มเหมือนเดิม✨1. รับประทานอาหารที่ดีต่อผมการที่คุณแม่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย รวมถึงได้รับแหล่งของสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุเหล็ก วิตามินดี และไบโอติน จะช่วยให้ผมมีสุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะการรับประทานอาหารเหล่านี้สามารถช่วยบำรุงเส้นผมของคุณแม่ และยังสามารถป้องกันผมหลุดร่วงที่เกิดขึ้นได้ เพราะสารอาหารจะเข้าไปทดแทนวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายสูญเสียไปหลังคลอดลูก โดยเน้นไปที่อาหารที่มีวิตามิน A, C, D, E และมีไบโอติน ตัวอย่างอาหารที่ช่วยให้ผมหนาขึ้น ลดอาการผมร่วงหลังคลอด เช่น อาหารทะเล🦐 ไข่  ผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่🫐 ผักใบเขียว เช่น ผักโขม มันหวาน🍠 ถั่วและเมล็ดแฟล็กซ์ (flax seeds) เป็นต้น✨2. หยุดใช้เครื่องทำผมที่ใช้ความร้อนคุณแม่ควรลดการใช้ความร้อนกับเส้นผมไปก่อนนะคะ เช่น ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผม เครื่องม้วนผม หรืออุปกรณ์อื่นๆ เพราะมันอาจจะทำให้คุณแม่ผมร่วงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ ดังนั้นทางที่ดีช่วงหลังคลอดลูกคุณแม่ควรปล่อยให้ผมแห้งเองตามธรรมชาติ และอย่าหวีผมแรงเกินไปค่ะ🪮✨3. เปลี่ยนมาไว้ผมสั้นแทนชั่วคราวการตัดผมสั้น💇🏻‍♀️ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้นะคะ ถึงแม้การตัดผมจะดูเป็นการแก้ปัญหาทางอ้อม แต่การที่ผมสั้นลงจะทำให้คุณแม่ดูแลผมง่ายขึ้น ได้กำจัดผมที่แห้งเสียออกไป แถมยังทำให้คุณแม่ดูอ่อนวัยลงอีกด้วยนะ✨4. ลดความเครียดลงความเครียด🤯ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่เกิดอาการผมร่วงได้ ดังนั้นคุณแม่อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองได้ผ่อนคลายบ้างนะคะ โดยอาจจะชวนคุณพ่อมานวดออกซิโทซินให้ ซึ่งมีประโยชน์ทั้งเรื่องการผ่อนคลายและการกระตุ้นน้ำนม หรือถ้าคุณแม่มีอ่างอาบน้ำ🛁อยู่ที่บ้าน ก็รองน้ำอุ่นๆ แล้วลงไปแช่ให้กล้ามเนื้อคลายตัว โดยอย่าลืมหยดน้ำมันอโรมาลงไป 3-4 หยด เพื่อเพิ่มความผ่อนคลายและเหมือนได้ทำอโรมาเทอราพีไปในตัวค่ะ ✨5.ใช้การบำรุงแบบธรรมชาติเข้าช่วยคุณแม่สามารถเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่ใช้ส่วนผสมจากน้ำมันธรรมชาติต่างๆ🌿 บำรุงผมหลังคลอด เพราะว่าน้ำมันธรรมชาติเหล่านี้สามารถช่วยกระตุ้นให้ผมเกิดใหม่ และลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ เช่น สารสกัดจากน้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันแคสเตอร์ เป็นต้น สารสกัดเหล่านี้สามารถช่วยกระตุ้นให้ผมงอกใหม่เร็วขึ้นได้นั่นเอง✨6. ใช้แชมพูที่ปราศจากสารเคมีแชมพูสระผม🧴บางยี่ห้อมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเส้นผมของคุณแม่ ทำให้คุณแม่เกิดอาการผมหลุดร่วง เส้นผมอ่อนแอลง คุณแม่สามารถเช็คส่วนดังกล่าวได้ดังต่อไปนี้ SLS (โซเดียมลอริลซัลเฟต)แอลกอฮอล์พาราเบน (methylparaben, ethylparaben, butylparaben, propylparaben)ใส่สีโซเดียมคลอไรด์ADBAC และ DDACหากแชมพูที่คุณแม่ใช้อยู่มีส่วนผสมเหล่านี้ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงหรือหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผมยี่ห้อนั้นไปก่อนนะคะ🙅‍♀️ เพราะสารเคมีเหล่านั้นทำให้ผมของคุณแม่แห้งเสียและทำให้ผมร่วงมากยิ่งขึ้น และหากใช้ติดต่อเป็นเวลานาน อาจจะทำให้เป็นโรค เช่นโรคมะเร็งได้เลยทีเดียว✨7.บำรุงผมด้วยครีมนวดเป็นประจำครีมนวดผมนั้นมีประโยชน์อย่างมาก เพราะสามารถป้องกันความเสียหายของเส้นผม ทำให้ผมนุ่ม👩🏻‍🦰 เงางาม มีน้ำหนัก ช่วยให้ผมไม่พันกัน และยังสามารถเปลี่ยนผมที่แห้งกรอบ ให้กลับกลายเป็นผมที่สลวย น่าสัมผัสได้      สรุปได้ว่าตอนนี้คุณแม่ก็ทราบถึงวิธีที่สามารถช่วยลดปัญหาผมร่วงหลังคลอดแล้วใช่ไหมคะ คุณแม่คงเข้าใจแล้วนะคะว่าการดูแลให้ผมสวยสุขภาพดีนั้น ไม่ใช่แค่เพียงการสระผมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการที่เส้นผมควรได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์🍲ทั้งจากภายในและภายนอกเช่นกัน รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงไม่ให้เส้นผมต้องเผชิญกับสารเคมี ความเครียด และความร้อนด้วย

Content Image

ลูกเดินได้ช้า ทำยังไงดี?

     หนึ่งในปัญหาที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจมีความกังวลก็คือปัญหาพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวน้อย👶ใช่ไหมคะ และสิ่งหนึ่งที่จะบ่งบอกได้คือความสามารถในการเดิน🚶‍♂️ หากเจ้าตัวน้อยเดินได้ช้าก็จะสร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองว่าลูกของเรามีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกายด้านไหนเป็นพิเศษหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าวกันค่ะ💁‍♀️เมื่อไหร่ถึงบอกได้ว่าเด็กเดินได้ช้าอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าเจ้าตัวน้อย👶จะสามารถเดินได้เองตอนอายุประมาณ 14 เดือนหรือช่วงอายุประมาณปีนิดๆนั่นเองค่ะ แต่กับเด็กบางคนนั้นก็สามารถเดินได้เร็วหรือช้ากว่านั้นได้ บางคนอาจเริ่มเดินได้ตั้งแต่มีอายุประมาณ 12 เดือนหรือหนึ่งปีเต็ม บางคนนั้นอาจเดินได้ช้าถึงขนาด 16-17 เดือนหรือประมาณปีครึ่งเลยก็เป็นไปได้เช่นเดียวกันค่ะ แต่หากเลยช่วงระยะเวลานั้นไปแล้ว และเจ้าตัวน้อยยังเดินไม่ได้ ประเด็นปัญหาเรื่องพัฒนาการการเคลื่อนที่ของเด็กก็จะเป็นที่น่ากังวล แต่อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่👫ก็อาจต้องดูปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเด็กร่วมด้วย ปัจจัยดังกล่าวจะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันต่อเลยค่ะพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงพัฒนาการการเคลื่อนไหวโดยปกติของเด็ก✨เด็กที่มีอายุในช่วง 3-4 เดือนจะสามารถพยุงตัวขึ้นจากพื้น เตรียมทำท่าคลาน🚼ได้ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นการนั่งและการยืนด้วยตนเองต่อไปในช่วงอายุประมาณ 5 เดือนค่ะ✨เด็กที่มีอายุในช่วง 6-10 เดือนจะสามารถนั่งด้วยตนเองได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องพิงพนัก และสามารถคลานได้อย่างคล่องแคล่วในระดับหนึ่งค่ะ✨เด็กที่มีอายุในช่วง 9-15 เดือนจะสามารถทำให้ตนเองลุกยืนขึ้นได้ค่อนข้างมั่นคง หรือเรียกว่าการตั้งไข่🥚นั่นเองค่ะ✨เด็กที่มีอายุในช่วง 14-15 เดือนจะเริ่มเดิน🚶‍♂️ได้ด้วยตนเองแล้ว แต่อาจยังไม่คล่องแคล่วและไม่มั่นคงมากค่ะ ข้อควรปฏิบัติหากสงสัยว่าลูกมีปัญหาด้านพัฒนาการของร่างกาย👉คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาและประเมินทักษะการเคลื่อนไหวรูปแบบอื่นๆของลูกประกอบความสามารถในการเดินค่ะ ยกตัวอย่างเช่นความสามารถในการเกาะและยืนได้ด้วยตนเอง ยืดตัวขึ้นลง ทักษะการจับสิ่งของ🧸 การคลาน การหมุนตัว การพลิกกลับตัว หากลูกทำได้ดี ไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไรก็อาจบ่งบอกได้ว่า เจ้าตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่เพียงแค่ต้องการเวลา🕓ในการหัดเดินมากกว่าเด็กคนอื่นๆนั่นเองค่ะ👉หากคุณพ่อคุณแม่ได้พิจารณาและประเมินความสามารถต่างๆทางด้านการเคลื่อนไหวตามที่ได้กล่าวมาในหัวข้อด้านบนเรียบร้อยแล้ว และพบว่ามีบางทักษะที่เป็นปัญหา ผู้ปกครองควรเข้ารับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ค่ะ👨‍⚕️👉หากคุณแม่มีประวัติที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับสุขภาพการตั้งครรภ์🤰ครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ จนไปถึงการคลอดก่อนกำหนด สิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยทางด้านพัฒนาการของเด็กไ้ด้ค่ะ อาจทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวที่ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ หากคุณพ่อคุณแม่รู้สึกเป็นกังวลสามารถพาเจ้าตัวน้อยเข้ารับการประเมินพัฒนาการทางด้านกานเคลื่อนไหวกับกุมารแพทย์ได้เช่นเดียวกันค่ะวิธีการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านการเดินของลูกวิธีที่ 1️⃣ตามที่ได้กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้าว่า ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะเริ่มลุกขึ้นและเดินได้ เด็กๆต้องเริ่มฝึกทรงตัวมาจากการเกาะเสียก่อนค่ะ ดังนั้นหากในบ้านมีเครื่องเล่นหรือมีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ🪑ที่มั่นคง ปลอดภัย และเอื้ออำนวยต่อการเกาะ ก็จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวอย่างการเกาะได้ และหากเริ่มเกาะได้เด็กก็จะเริ่มเดินไปเกาะไป เป็นการฝึกฝนทักษะการเดินไปในตัวค่ะวิธีที่ 2️⃣หากลูกเริ่มเกาะเดินได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจทำให้ลูกเลิกเกาะสิ่งของรอบตัว โดยการเปลี่ยนมาจับมือ🤝ลูกแล้วค่อยๆฝึกประคองให้เขาค่อยๆก้าวขาด้วยตนเอง จะทำให้ลูกกล้าปล่อยมือจากสิ่งของและเริ่มเดินด้วยขา🦵ตนเองอย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะวิธีที่ 3️⃣หากเริ่มสงสัยว่าลูกมีพัฒนาการทางด้านการเดินที่ช้า ให้ลองหาสาเหตุที่ช้า เพราะสาเหตุอาจมาจากพฤติกรรมของผู้ปกครองเองก็ได้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่นผู้ปกครองอาจอุ้มเด็ก🤱มากเกินไป ไม่ปล่อยให้เขาเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้รถช่วยเดิน เพราะเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้ค่อนข้างง่ายค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าเด็กที่มีพัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหวอย่างการเดิน🚶‍♂️ที่ค่อนข้างช้านั้น ตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เขาเดินได้เร็วขึ้นได้ แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลใจ เพราะกระตุ้นให้เด็กเดินเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควรแล้วเด็กยังเดินไม่ได้ ก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์👨‍⚕️ค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.