Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

บทความ4-6 เดือน | Baby Billy

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

👉 List บทความ4-6 เดือน

Content Image

ทารกจำเป็นต้องทานวิตามินเสริมหรือไม่?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจจะกำลังสงสัยว่าเราควรจะให้อาหารเสริมวิตามินกับลูกไหม วิตามินเด็กคืออะไร และจะต้องให้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ และให้ทานอะไรบ้าง รวมถึงวิตามินเด็กนั้นมีความปลอดภัยไหม วันนี้เราไปหาคำตอบกันค่ะ ทารกทุกคนจำเป็นต้องทานวิตามินหรือไม่?ส่วนใหญ่แล้วทารกที่ทานนมแม่หรือทานนมผงในช่วงอายุ 4-6 เดือน แพทย์จะแนะนำให้ทานวิตามินเสริมสำหรับเด็กปริมาณ 32 ออนซ์/วัน โดยหลังจากที่น้องเริ่มโตขึ้นและทานอาหารแข็ง🍲ได้มากขึ้น แพทย์อาจให้หยุดทานวิตามินเสริมสำหรับเด็กและอาจแนะนำให้ทานอาหารบดแทนทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณหมอ อย่างไรก็ตามทารกที่มีการคลอดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม จำเป็นที่จะต้องทานอาหารเสริมเพิ่มเติมอย่างวิตามินและแร่ธาตุ💊 แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรไปซื้อวิตามินมาให้ลูกรับประทานเองและควรที่จะปรึกษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์นะคะ วิตามินที่มีความสำคัญกับเด็กวิตามินเด็ก💊นั้นมีความแพร่หลายมากในปัจจุบัน ซึ่งก็มีทารกบางคนที่ต้องการวิตามินเสริมเหล่านี้ วิตามินที่ทารกแรกเกิดต้องการมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ โอเมก้า 3 / DHAช่วงในเรื่องของการพัฒนาการด้านสมอง🧠และดวงตา👀ของทารก ซึ่งจริงๆแล้วจะสามารถพบได้ในนมแม่ อาหารทะเล และเนื้อสัตว์ ดังนั้นสำหรับคุณแม่ที่ทานสวิรัติหรือวีแกนอยู่ จะต้องปรึกษากับคุณหมอว่าควรจะให้วิตามินเสริมกับลูกไหมนะคะ วิตามินเควิตามินเคจะถูกแนะนำให้ทารกที่มีการคลอดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักน้อยกว่ากำหนด ซึ่งจริงๆแล้วเด็กทั่วไปก็จะได้รับวิตามินเค💊หลังคลอด เพื่อลดความเสี่ยงของโรคเลือดออกนั่นเองค่ะ วิตามินเคนั้นจะมีส่วนช่วยให้เลือกสามารถจับตัวกันเป็นลิ่มได้วิตามินดีวิตามินดีนั้นจะช่วยให้กระดูก🦴แข็งแรง ซึ่งจริงๆแล้วจะสามารถพบได้ในนมแม่ แต่อย่างไรก็ตามปริมาณที่ได้นั้นอาจจะไปเพียงพอ เพราะทารกควรจะได้รับปริมาณวิตามินดีถึง 32 ออนซ์ต่อวันเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการค่ะ ธาตุเหล็กสำหรับทารกที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2.7 กิโลกรัม หรือมีการคลอดก่อนกำหนด หรือคุณแม่มีอาการเบาหวานขณะตั้งครรถ์ คุณหมอ👨‍⚕️ก็อาจจะพิจารณาให้ธาตุเหล็กเพิ่มค่ะวิตามินบี 12วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในเรื่องของเซลล์เม็ดเลือด ช่วยสร้างDNA🧬 และช่วยในเรื่องของระบบประสาท ซึ่งหากขาดวิตามินบี 12 จะทำให้ทารกรู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย และเมื่ออายุ 6-12 เดือน ลูกอาจมีอาการง่วงซึม อาเจียน เลือดจาง พัฒนาการล่าช้าให้ลูกทานนมผงจำเป็นต้องทานวิตามินหรือไม่?ดื่มนมผง ต้องทานวิตามินเสริมไหม?หากถามว่าให้ลูกทานนมผง🍼ในช่วงแรกเกิดถึง 4 เดือนแล้วจำเป็นจะต้องให้วิตามินเสริมอีกหรือไม่ จริงๆแล้ว อาหารนมผงนั้นมีการคำนวณมาแล้วว่าให้สารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของทารกและยังมีวิตามิน💊  ธาตุเหล็ก และสารอาหารต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งคุณพ่อคุณแม่แน่ใจว่าลูกได้รับปริมาณนม 32 ออนซ์/วัน เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่เพียงพอตามช่วงวัยของลูก ที่สำคัญคือเราไม่ควรนำนมไปผสมกับวิตามิน ธาตุเหล็ก หรืออาหารต่างๆที่ลูกทานลงในนมที่ทาน เพราะจะกลายเป็นว่าทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามินต่างๆลดลงนั่นเองค่ะ วิธีเลือก วิตามินเด็ก ควรเลือกอย่างไรดีเราจะมีหลักการเลือกวิตามินอาหารเสริมของเด็กได้อย่างไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ✨ปลอดภัยสำหรับทารกหรือไม่✨วิตามินที่ได้รับการแนะนำเด็กทานได้หรือไม่ (ทางที่ดีควรปรึกษากับคุณหมอนะคะ)✨ราคาของผลิตภัณฑ์✨มีการปรุงแต่งรสชาติหรือไม่ ✨มีการใส่สารอันตรายหรือไม่✨สารอาหารที่ถูกใส่มา✨ผลิตภัณฑ์เป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติหรือไม่หากคุณพ่อคุณแม่ได้รับคำแนะนำมาจากเภสัชกรหรือจากญาติพี่น้อง ก่อนให้ลูกทานก็ควรนำไปปรึกษากับแพทย์เพื่อความแน่ใจ เพราะแพทย์จะมีประวัติของลูกและเข้าใจความต้องการของทารกมากที่สุดนั่นเองค่ะ 

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

ยางกัด ตัวช่วยลูกน้อยปวดคันเหงือก

เพราะว่าเจ้าตัวเล็กยังไม่สามารถบอกกับเราได้ว่าเขากำลังคันเหงือก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็จะทำได้เพียงสังเกตอาการของลูกน้อย ซึ่งหากพบว่าลูกชอบเอามือเข้าไปในปากแล้วกัดน้ำลายยืด อันนี้แปลว่าลูกอาจกำลังมีอาการคันเหงือก ซึ่งในปัจจุบันก็มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า "ยางกัด" ที่จะช่วยลดอาการคันเหงือกให้ลูกน้อยได้ค่ะ สาเหตุและอาการทารกคันเหงือกฟันของลูกเริ่มงอกทารกจะเริ่มมีฟันซี่แรก🦷ขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 4-5 เดือน โดยฟันที่ขึ้นนั้นจะเป็นชุดฟันน้ำนมที่จะค่อยๆ โผล่พ้นเหงือกของเจ้าตัวน้อย ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกมีอาการคันเหงือกอาการที่พบได้✨ลูกน้อยชอบเอามือเข้าปาก✨ลูกน้อยมีน้ำลายไหลเกือบตลอด✨ลูกจะอยากกัดทุกอย่างที่ขวางหน้า (รวมถึงเต้านมของคุณแม่ด้วย)✨ลูกจะมีอาการหงุดหงิดจากการที่ตนเองรู้สึกเจ็บๆปวดๆ ที่ฟันกำลังงอกยางกัด ช่วยอะไรได้บ้าง?ยางกัดนั้นนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการคันเหงือกของลูกน้อยแล้วยังเป็นของเล่นที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการเรียนรู้ได้ด้วย โดยข้อดีของยางกัดมีดังต่อไปนี้ค่ะ✨บรรเทาอาการปวดคันเหงือก✨ช่วยดึงความสนใจของเจ้าตัวเล็กออกจากการอาการปวดคันเหงือก✨ช่วยนวดให้เหงือกนิ่มลง จึงมีส่วนช่วยในการส่งเสริมให้ฟันของเจ้าตัวน้อยขึ้น🦷 ✨มีส่วนช่วยในการพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กให้แข็งแรงขึ้น เพราะทารกจะต้องใช้มือและนิ้วเล็กๆ ในการหยิบจับยางกัดนั่นเอง✨มีส่วนช่วยในการกระตุ้นความสนใจ ให้ทารกได้เรียนรู้เรื่องของรูปทรง ขนาด สี ผิวสัมผัส เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์และสมอง🧠วิธีการทำความสะอาดยางกัด เพื่อสุขภาพของลูกน้อยต้องทำความสะอาดบ่อยแค่ไหน?แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำความสะอาดยางกัดทุกครั้งที่ลูกเล่น เพราะยางกัดเป็นอะไรที่จะต้องเข้าปากเจ้าตัวเล็ก👶 และหากมีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียแล้วล่ะก็ จะทำให้เจ้าตัวเล็กไม่สบายได้นะคะ วิธีการทำความสะอาด การทำความสะอาดนั้นไม่ได้ยุ่งยากเลยค่ะ เพียงนำยางกัดไปแช่ในน้ำอุ่นที่ผสมกับน้ำยาล้างขวดนม🍼เป็นเวลาประมาณ 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด🌊 เมื่อล้างเสร็จแล้วให้นำมาตากให้แห้งแล้วเก็บใส่ถุงซิปล็อกหรือกล่องสะอาด เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถทำตามคำแนะนำที่ข้างกล่องผลิตภัณฑ์ได้เลยนะคะ 

Content Image

โควิดในเด็กเล็ก (COVID-19)

โควิด-19 (COVID-19) หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV-2 ที่มีการคาดเดาว่าเกิดจากสัตว์กลุ่มค้างคาว ไวรัสนี้มีความรุนแรงและน่ากลัว รวมถึงมีอัตราการตายสูง โดยเราจะสามารถรับมือกับโควิด-19 นี้ในเด็กเล็กได้อย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะเราจะมีวิธีการดูแลลูกอย่างไรเมื่อโควิดระบาด?วิธีป้องกันโควิดในเด็กจริงๆแล้วการป้องกันโควิดในเด็กก็จะเหมือนกับการป้องกันของผู้ใหญ่เลยค่ะ โดยพยายาม Stay home stay safe หรือพยายามให้ลูกอยู่บ้านและออกไปเมื่อจำเป็นเท่าไหร่ เพราะการออกไปข้างนอกจะเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค🦠มาจากที่ต่างๆได้ค่ะ แต่หากมีความจำเป็นจะต้องออกข้างนอก หลังกลับเข้าบ้านก็ควรล้างมือและรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ🚿ทันทีค่ะเด็กส่วนใหญ่ติดโควิดจากไหน?และเราจะพบว่าเด็กเล็กส่วนใหญ่จะติดมาจากผู้ใหญ่ที่อาศัยร่วมกันได้บ้างเกือบ 100 ละ 100 เลยล่ะค่ะ ดังนั้นหากคนในบ้านเริ่มมีอากาศที่เหมือนจะเป็นหวัด🤧 มีน้ำมูก ไข้ต่ำ ครั่นเนื้อครั่นตัว ก็ให้แยกลูกออกมาทันที ความรุนแรงของโควิดในเด็กเล็กยิ่งเด็กเล็กก็ยิ่งมีความเสี่ยงในประเทศจีนพบว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี อาจมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหากมีอาการปอดอักเสบ🫁 จึงทำให้มีอาการรุนแรงได้ แต่เมื่อเด็กมีอายุ 2 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงน้อยลง เมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไปก็จะมีอาการที่รุนแรงน้อยลงไปอีก ร่วมถึงมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงด้วยข้อควรระวังอย่างไรก็ตามแม้ว่าเด็กจะแสดงอาการออกมาน้อย แต่สามารถแพร่เชื้อ🦠สู่คนอื่นๆได้ ดังนั้นหากลูกมีอาการเช่า เป็นหวัด🤧  มีน้ำมูก ไอ ก็ควรแยกออกจากผู้สูงอายุในบ้านที่มีอายุ 70 ขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุดก่อนค่ะวัคซีนปอดอักเสบในเด็กช่วยป้องกันโรคโควิดได้หรือไม่?แม้ว่าวัคซีนปอดอักเสบจะไม่ใช่วัคซีนภาคบังคับสำหรับเด็กไทย แต่วัคซีนนี้สามารถป้องกันเชื้อได้ ซึ่งไม่ได้ป้องกันโรคโควิดได้ แต่จะช่วยลดความรุนแรงเมื่อลูกติดเชื้อโควิด🦠ได้ค่ะ ดังนั้น จึงแนะนำให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีเข้ารับการฉีดวัคซีน💉ปอดอักเสบ โดยสามารถฉีดได้ เมื่อลูกอายุ 2, 4, 6 และ 15 เดือน รวมเป็น 4 ครั้งค่ะTips สำหรับคุณพ่อคุณแม่รับมือโควิด🦠คุณพ่อคุณแม่สามารถใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน รวมถึงให้ลูกใส่หน้ากากอนามัย😷 โดยเด็กจะสามารถใส่หน้ากากเริ่มได้ตอนกี่ขวบนั้นสามารถเข้าไปดูได้ที่บทความนี้เลยค่ะ รวมถึงสามารถใช้แอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบเจลหรือสเปรย์ รวมถึงควรเว้นระยะห่างจากคนอื่นเพื่อป้องกันสารคัดหลั่งหรือฝอยละอองประมาณ 1-2 เมตร และไม่ควรนำมือไปจับหน้า ตา จมูก ปาก และควรล้างมือบ่อยๆระหว่างวันด้วยสบู่🧼พาลูกออกนอกบ้านเมื่อจำเป็นได้ไหม?จริงๆแล้วแพทย์แนะนำว่ายังไม่ควรพาลูกน้อยออกนอกบ้าน เพราะเชื้อมีการแพร่จากคนสู่คน และทารกที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีจะยังมีภูมิคุ้มกันต่ำ แต่หากจำเป็นต้องพาลูกออกจากบ้าน🏠ก็ควร หลีกเลี่ยงการพาไปในที่ที่มีคนจำนวนมาก และหากเลือกได้ก็ควรจะเป็นสถานที่ที่ถ่ายเทอากาศได้ดีค่ะ

Content Image

ฝึกให้ลูกนอนเองได้หรือไม่?

เราจะฝึกทารกให้สามารถนอนเองได้หรือไม่? แล้วจะมีวิธีอย่างไร วันนี้เราได้รวบรวมเคล็ดลับต่างๆมาฝากคุณพ่อคุณแม่กันแล้วค่ะฝึกให้ลูกนอนเอง💤การตื่นนอนกลางคืนการตื่นนอนตอนกลางคืนในทารก👶เป็นเรื่องปกติ อาจตื่นบ่อยประมาณ 4-5 ครั้งเลยก็เป็นได้ หากจะฝึกให้ลูกน้อยนอนเองและไม่ตื่นขึ้นมาบ่อยๆ อาจต้องใช้เวลาฝึกประมาณ 3 วันถึง 1 สัปดาห์กันเลยทีเดียว💤ทารกไม่สามารถหลับเองได้เพราะอะไร?ทารกที่ไม่สามารถนอนหลับด้วยตัวเองได้ หรือ ไม่สามารถหลับต่อเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืนนั้น เกิดเพราะความเคยชินที่จะต้องมีคนมากล่อมให้หลับ หรือ ใช้จุกนมปลอม หรือ ต้องกินนมจนกว่าจะหลับ 💤 หากไม่อยากให้ลูกตื่นมาร้อง😭เรียกให้มากล่อมนอนทุกครั้งลองทำตามวิธีที่จะบอกได้ดังต่อไปนี้ค่ะ ✨เมื่อลูกน้อยเริ่มง่วงให้วางลูกบนที่นอน✨เช็คให้แน่ใจว่าห้องนอนของลูกมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการนอน เช่น ความสว่าง ความเงียบ ✨เมื่อคุณแม่มั่นใจว่าลูกน้อยง่วงจริงๆแล้ว ให้วางลงบนที่นอนแล้วออกจากห้องของลูกไป (ควรติดตั้งกล้องดูทารก เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยไว้ด้วยนะคะ)หากลูกร้องไห้ทำอย่างไร?💤 หากลูกร้องทำตามได้ดังนี้หากวางลูกน้อยลงบนที่นอนแล้วลูกร้องไห้😭คุณแม่สามารถเลือกปฎิบัติได้ตามนี้ อย่างแรกคือกลับไปดูลูกต่อประมาณ 10 นาที แต่ห้ามอุ้มหรือจับ และคอยปลอบอย่างเดียว หรือ เข้าไปลูบตบหลัง หรือ ก้น เพื่อให้ลูกสงบลงแต่ไม่อุ้ม หรือ ไม่เดินกลับไปดู💤 อาจยากหน่อยในช่วงแรกในครั้งแรกอาจเป็นครั้งที่ยากที่สุดของคุณพ่อคุณแม่เพราะลูก👶อาจร้องไห้งอแงอย่างยาวนานประมาณ 1-3 ชั่วโมง แต่อย่าถอดใจไปนะคะ เพราะในครั้งต่อๆมา ลูกจะร้องน้อยลงๆ จนชินและหลับเองได้ หากตื่นมาเพราะหิว ให้ป้อนนมจนเสร็จแล้วปล่อยให้นอนเองโดยไม่ต้องอุ้มกล่อมค่ะการพานอนในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย💤หาต้นเหตุว่าลูกกลัวอะไรเมื่อเริ่มฝึกให้ลูกนอนเองคนเดียวในห้อง คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องหาต้นตอว่าทำไมลูกถึงไม่อยากนอนคนเดียว เช่น กลัวผี👻 กลัวความมืด ก็อาจจะหาไฟกลางคืนมาเปิดให้ห้องสว่างเล็กน้อยก็จะทำให้ลดความกลัวลงได้ค่ะ💤ปรับเวลานอนของลูกในช่วงแรกๆที่ฝึกให้ลูกนอนคนเดียว เราจะต้องเผื่อเวลาให้ลูกเพราะ ลูกจะต้องปรับตัวและสร้างความคุ้นเคยที่จะต้องนอนคนเดียว โดยคุณพ่อคุณแม่อาจอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง📖 เพื่อที่จะให้ลูกไม่กลัวและไม่รู้สึกเดียวดายที่จะต้องนอนคนเดียวค่ะ💤อดทนกับการอ้อนของลูกลูกอาจจะอ้อนขอมานอนกับคุณพ่อคุณแม่ด้วย แต่เมื่อต้องฝึกให้ลูกนอนคนเดียว คุณพ่อคุณแม่ก็จะต้องใจแข็งและแสดงให้รู้ว่าคำอ้อนของลูกไม่ได้ผล💤ให้รางวัลเมื่อทำสำเร็จเมื่อลูกสามารถนอนเองได้ด้วยตนเองสำเร็จ ก็อย่าลืมให้รางวัลลูก🏆 อาจจะเป็นการให้รางวัลเป็นคำชม หรือให้รางวัลสติ๊กเกอร์ เพื่อให้เขาได้มีความภาคภูมิใจในตนเอง แต่หากลูกยังทำไม่ได้ก็ไม่ควรไปลงโทษเขานะคะ เพราะเขาจะรู้สึกว่ากำลังถูกบังคับนั่นเองค่ะ 

Content Image

ทารกอัณฑะค้าง ทำไงดี?

     เราต่างทราบกันดีใช่ไหมคะว่าเด็กๆในวัยแรกเกิด👶นั้นเป็นวัยที่ร่างกายเองมีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม🍃มากกว่าวัยอื่นๆ บางรายอาจเกิดมาพร้อมกับโรคประจำตัวหรือความผิดปกติในรูปแบบที่เราไม่ได้พบเห็นกันบ่อยๆในวัยอื่นๆมากนัก วันนี้บทความของเราจะชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กชายแรกเกิด นั่นก็คือภาวะอัณฑะค้างหรือภาวะอัณฑะคาในช่องท้องนั่นเองค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักกับภาวะอัณฑะค้างเบื้องต้นภาวะอัณฑะค้างมีชื่อภาษาอังกฤษที่ว่า Undescended Testis ซึ่งก็เป็นชื่อที่สามารถสื่อถึงลักษณะของโรคได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา โดยปกติแล้วเราจะทราบกันว่าเพศชายจะมีถุงหุ้มอัณฑะอยู่ 1 คู่ (2 ข้าง) ในถุงหุ้มอัณฑะก็จะมีลูกอัณฑะวางตัวอยู่ แต่ในเด็กชาย👦ที่มีภาวะอัณฑะค้าง เขาจะมีถุงหุ้มอัณฑะตามปกติ แต่ไม่มีลูกอัณฑะอยู่ภายในถุงหุ้ม เพราะเจ้าตัวลูกอัณฑะยังคงค้างอยู่บริเวณช่องท้องหรืออุ้งเชิงกรานค่ะ โดยอาจไม่เคลื่อนตัวลงมาเพียงข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างเลยก็ได้ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือความผิดปกติในการปัสสาวะ🚽ค่ะ▶️ จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือไม่อันที่จริงแล้วภาวะนี้สามารถเกิดได้กับทั้งวัยผู้ใหญ่และเด็กแรกเกิด หากพบในเด็กแรกเกิด👶นั้น เจ้าลูกอัณฑะสามารถเคลื่อนตัวลงมาเองได้ค่ะ แต่หากรอเป็นระยะเวลามากกว่า 4-6 เดือนแล้วยังค้างอยู่ที่ช่องท้องอยู่นั้น เด็กก็จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเคลื่อนย้ายลงมา เพราะจะเสี่ยงให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้ในอนาคตค่ะหากไม่ได้รับการแก้ไขสาเหตุของการเกิดภาวะอัณฑะค้างในเด็กแรกเกิดสาเหตุที่ 1️⃣ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ คุณแม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์🥃หรือสูบบุหรี่🚬ร่วมด้วยสาเหตุที่ 2️⃣คุณแม่เป็นเบาหวาน🍰ในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2สาเหตุที่ 3️⃣คุณแม่จำเป็นต้องใช้ยา💊บางชนิดระหว่างตั้งครรภ์หรือได้รับสารเคมีอันตรายโดยบังเอิญ ยกตัวอย่างเช่นสารเคมีจากยาฆ่าแมลงสาเหตุที่ 4️⃣เกิดกับคุณพ่อคุณแม่👫ที่มีสมาชิกในครอบครัวประสบกับภาวะดังกล่าวสาเหตุที่ 5️⃣เกิดจากการคลอดอย่างผิดปกติหรือคลอดก่อนกำหนด🚼สาเหตุที่ 6️⃣เกิดจากความผิดปกติทางด้านพัฒนาการของร่างกายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ค่ะ🤰หากไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง👉มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งอัณฑะเพิ่มขึ้นในอนาคต👉เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์👨‍🦱 มีโอกาสที่จะประสบกับภาวะมีบุตรยาก ที่มาจากความผิดปกติของอสุจิที่ผลิตโดยอัณฑะ👉เกิดภาวะอัณฑะบิดขั้ว ซึ่งสร้างความเจ็บปวด🤢ให้กับเจ้าของอัณฑะได้👉มีโอกาสเกิดภาวะไส้เลื่อนควบคู่ไปด้วย วิธีการรักษาหากเกิดภาวะอัณฑะค้าง✨รักษาด้วยการทำการผ่าตัด ซึ่งก็ถือเป็นการศัลยกรรมตกแต่งนั่นเอง✨ใช้ฮอร์โมนในการรักษา โดยอาจใช้วิธีนี้เดี่ยวๆหรือใช้ควบคู่ไปกับการผ่าตัดก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์👨‍⚕️ โดยฮอร์โมนที่แพทย์จะใช้ฉีดก็คือเจ้าตัวที่มีชื่อว่า Human Chorionic Gonadotropin หรือสามารถเรียกสั้นๆได้ว่า HCG นั่นเองค่ะ     อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงจะรู้จักภาวะอัณฑะค้างในเด็กแรกเกิดมากขึ้นแล้วนะคะ และอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดกับคุณผู้ชาย👨ในวัยอื่นๆได้ด้วย ดังนั้นหากตนเองกำลังประสบกับภาวะนี้อยู่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเกิดให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่มีรุนแรงกว่ามากในอนาคต ควรรับรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ👨‍⚕️

Content Image

ครีมกันแดด จำเป็นสำหรับเด็กเล็กไหม?

     แสงแดดนั้นถือเป็นสิ่งที่อันตรายกับผิวของเราหากได้รับมากๆหรือได้รับในระยะเวลานานๆ ไม่ได้มองในแง่ของการทำให้ผิวของเรามีสีคล้ำขึ้น แต่รังสี UV ในแสงแดดทำให้เซลล์ของเราเสื่อมสภาพเร็วขึ้น พูดง่ายๆก็คือเซลล์แก่ไวขึ้น และยังเพิ่มโอกาสทำให้เซลล์กลายพันธ์ุอีกด้วย🧬 ซึ่งการกลายพันธ์ุนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีอวัยวะที่ผิดแผกจากมนุษย์ทั่วไปงอกขึ้นมาอย่างในภาพยนตร์ หลายครั้งการกลายพันธ์ุของเซลล์อาจเป็นการกลายพันธุ์เงียบๆ ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อร่างกายของเราเลย แต่ในบางครั้งการกลายพันธ์เหล่านั้นเป็นจุดดำเนิดของการเกิดเซลล์มะเร็งตามมา เพื่อจะป้องกันหรือลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ เราจึงควรทาครีมกันแดดเป็นประจำเมื่อต้องสัมผัสกับแสงอาทิตย์ คำถามคือ แล้วในเด็กเล็กจำเป็นต้องทาครีมกันแดดไหม🧴 สามารถทาครีมกันแดดได้หรือไม่ หากทาได้จะมีวิธีการเลือกครีมกันแดดให้เข้ากับช่วงวัยอย่างไร เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ครีมกันแดดกับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือนแนะนำว่าหากเจ้าตัวน้อยยังมีอายุไม่ถึง 6 เดือนหรือประมาณครึ่งขวบปี ยังไม่ควรให้ทาครีมกันแดดค่ะ เนื่องจากผิวของเด็กนั้นมีความบอบบางกว่าผู้ใหญ่มากๆ ง่ายต่อการเกิดการแพ้😷 การระคายเคือง และการดูดซึมสารเคมีเข้าสู่ผิวผู้ปกครองอาจหลีกเลี่ยงการให้เด็กได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงเป็นระยะเวลานานๆไปก่อนแน่นอนว่าถึงเจ้าตัวน้อยจะยังไม่ถึงวัยที่สามารถทาครีมกันแดดได้ แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดได้อยู่ดี ดังนั้นในช่วงนี้ผู้ปกครองอาจหลีกเลี่ยงการให้เด็กได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงเป็นระยะเวลานานๆไปก่อน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว เพราะเด็กเล็กมากๆยังไม่ควรออกจากบ้านค่ะ หากมีความจำเป็นต้องพาลูกออกไปสัมผัสแสงแดด ควรเลือกแสงเช้าหรือแสงเย็นที่มีความเข้มข้นของรังสี UV หรือ อัลตร้าไวโอเลตไม่แรงมาก ยกตัวอย่างเช่นช่วงเช้าตรู่ไม่เกิน 9 นาฬิกา🕘 หรือเป็นแดดช่วงเย็นหลังช่วง 16 นาฬิกาเป็นต้นไปหากจำเป็นต้องพาเจ้าตัวน้อยออกจากบ้านในช่วงแดดแรง ให้สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายได้มิดชิด แต่เสื้อผ้า👕ก็ควรระบายอากาศได้ดีให้ผิวหนังของเด็กสัมผัสกับแดดโดยตรงให้น้อยที่สุดค่ะ ครีมกันแดดกับเด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปสำหรับเด็กในวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถให้เจ้าตัวน้อยรู้จักทาครีมกันแดดได้แล้วค่ะ เพราะเป็นช่วงที่ผิวหนังของเด็กจะเริ่มแข็งแรงขึ้นแล้วอย่างไรก็ตาม ครีมกันแดดนั้นสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆตามกลไลการป้องกันรังสี UV แบบแรกคือแบบ chemical sunscreen ซึ่งอาศัยการดูดซึมของผิวหนังในการป้องกันรังสี UV สำหรับครีมกันแดดประเภทนี้จะไม่เป็นที่แนะนำทั้งต่อเด็กเองและต่อกลุ่มคนที่มีผิวแพ้ง่ายค่ะ🙅‍♀️ครีมกันแดดกลุ่มที่ค่อนข้างปลอดภัยกับผิวของเด็กและคนที่มีผิวแพ้ง่ายจะเป็นครีมกันแดดประเภท physical sunscreen หรือเรียกอีกชื่อได้ว่าเป็นกลุ่ม inorganic filter ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นสารกลุ่มในกลุ่มซิงค์ออกไซด์ (zinc oxide) และไทเทเนียมไดออกไซด์ (Titanium dioxide) ค่ะ โดยจะสังเกตได้ว่าหลังทาครีมกันแดดในกลุ่มนี้ผิวหนังจะถูกปรับให้ขาวขึ้นเล็กน้อย โดยเราจะสามารถรู้ข้อมูลเหล่านี้ได้โดยการอ่านฉลากสารที่เป็นองประกอบที่ติดข้างขวดค่ะ✅เลือกยี่ห้อที่ไม่มีส่วนผสมของสารในกลุ่ม DEETสิ่งสำคัญเมื่ออ่านฉลากข้างขวดครีมกันแดดแล้ว ต้องเลือกยี่ห้อที่ไม่มีส่วนผสมของสารในกลุ่ม DEET ซึ่งเป็นส่วนผสมของยาไล่แมลงค่ะ🪰สามารถป้องกันได้ในระดับ SPF30 ขึ้นไป ในการเลือกครีมกันแดด ควรเลือกยี่ห้อและรุ่นที่รับประกันว่าสามารถป้องกันได้ในระดับ SPF30 ขึ้นไป☀️ ถึงจะถือว่ามีประสิทธิภาพสอดคล้องกับแสงแดดในประเทศไทยที่ค่อนข้างเข้มข้นค่ะอาการแพ้ครีมกันแดด✨เมื่อทาบ่อยๆ ถึงแม้เด็กจะไม่ได้มีอาการระคายเคืองในทันที แต่จะสังเกตได้ว่าเจ้าตัวน้อยมีผิวหนังที่แห้งลงเรื่อยๆ✨เด็กมีอาการระคายเคืองหลังทาครีมกันแดดได้ไม่นาน✨เด็กมีคุ่มผื่นขึ้นบริเวณที่มาครีมกันแดด✨เด็กมีอาการคันบริเวณที่ทาครีมกันแดด👶     อย่างไรก็ตาม แม้ครีมกันแดดที่คุณผู้ปกครองเลือกใช้จะเป็นครีมกันแดดในกลุ่ม physical sunscreen หรือเป็นครีมกันแดดยี่ห้องหรือรุ่นที่รับประกันว่าทำมาสำหรับเด็กแล้ว เจ้าตัวน้อยของเราก็ยังมีโอกาสที่จะแพ้อยู่ดี เนื่องจากเป็นสารที่ต้องสัมผัสกับผิวหนังบางๆของเด็กโดยตรง ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ว่าลูกของเรามีอาการที่เข้าข่ายการแพ้ตามที่เรากล่าวไปข้างต้นหลังทาครีมกันแดด ก็ควรให้ลูกหยุดทาทันทีและปรึกษากับแพทย์👨‍⚕️ผิวหนังว่าสามารถใช้วิธีใดป้องกันแสดงแดดแทนได้บ้างค่ะ

Content Image

ให้ลูกนอนคนเดียว VS นอนกับพ่อแม่

     คุณแม่หลายๆท่านคงมีความสงสัยว่า ควรแยกห้องนอน🛌ให้เจ้าตัวน้อยนอนคนเดียว หรือควรให้เจ้าตัวน้อยนอนกับพ่อแม่เพื่อที่จะได้รู้สึกถึงความอบอุ่นดีกว่า แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ควรให้ลูกนอนคนเดียวตั้งแต่เกิดเลยดีไหม?💫ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็กสำหรับเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุ 2-3 เดือน แพทย์👩‍⚕️แนะนำให้ลูกควรนอนกับพ่อแม่ เพราะในช่วงกลางคืนเด็กจะนอนหลับได้ และมีอาการตื่นขึ้นในระหว่างคืน รวมไปถึงอาจหิวนมแม่อยู่🤱บ่อยๆนั่นเองค่ะ หากเมื่อลูกโตขึ้นคุณแม่สามารถพูดคุยกับลูกเพื่อพิจารณาว่าอายุเท่าไหร่ที่ลูกจะสามารถนอนคนเดียวและแยกห้องนอนได้โดยไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวข้อดีของการนอนห้องเดียวกันกับลูก✨ลูกรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัยเมื่อลูกน้อยได้นอนห้องเดียวกันกับคุณพ่อคุณแม่ ก็จะรู้สึกถึงความอบอุ่นและการได้รับความรักจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ลูกจะสามารถนอนหลับได้ดี😴และไม่วิตกกังวลใดๆ เมื่อเทียบกับการที่ลูกต้องนอนบนเตียงตามลำพัง✨เป็นการสานสัมพันธ์ในครอบครัวการที่ลูกได้นอนรวมกับคุณพ่อคุณแม่และพี่น้อง ถือเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวในเชิงบวก ทำให้สุขภาพจิตของเด็กดีขึ้น🥰 และเด็กที่โตมาจะมีนิสัยรักครอบครัว และมีจิตใจโอบอ้อมอารี✨ลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุเมื่อลูกนอนรวมกับพ่อแม่ก็จะเป็นการช่วยลดการเกิดอันตรายต่างๆระหว่างกลางคืนได้🌃 เพราะคุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างใกล้ชิดนั่นเองค่ะข้อเสียของการนอนห้องเดียวกันกับลูก👉ลูกติดว่าต้องนอนกับพ่อแม่เท่านั้น หากมีเหตุฉุกเฉินที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถนอนรวมกับลูก มีความจำเป็นต้องนำลูกไปฝากกับญาติหรือพี่เลี้ยง อาจจะทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง😢 น้อยใจคุณพ่อคุณแม่ และรู้สึกนอนไม่หลับเพราะคิดถึงพ่อแม่👉พ่อแม่อาจเผลอไปทับลูกหากว่าคุณพ่อคุณแม่นอนรวมเตียงเดียวกันกับลูกน้อย อาจมีเหตุที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่นอนกลิ้งไปทับลูก จนทำให้ลูกขาดอากาศหายใจ🤢และอาจจะอันตรายถึงชีวิตได้👉ขึ้นอยู่กับความพร้อมของตัวเด็กหากลูกของคุณแม่มีความพร้อมที่จะแยกห้องนอนได้เร็ว ก็จะเป็นการที่คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกนอนคนเดียวได้ แต่ในกรณีของลูกที่ค่อนข้างงอแง😭และติดการอยู่กับพ่อแม่ เด็กจะมีความพร้อมช้าที่จะแยกห้องนอนและปฏิเสธการแยกห้องนอนอยู่เสมอ     สรุปก็คือ การที่ให้ลูกนอนคนเดียวและการที่ให้ลูกนอนกับพ่อแม่นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ล้วนขึ้นอยู่กับการพูดคุยระหว่างพ่อแม่ รวมไปถึงความพร้อมของเด็ก👶แต่ละคน ทั้งนี้คุณแม่ควรพิจารณาว่าถึงในช่วงวัยไหนที่ควรฝึกให้ลูกแยกห้องนอน🛌 เพราะจะเป็นผลดีต่อตัวลูกเองในอนาคตค่ะ

Content Image

การตรวจวัดสายตาเด็ก ป้องกันสายตาสั้น

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจจะกำลังสงสัยว่าเราจะสามารถสังเกตได้ยังไงว่าลูกน้อยของเรามีการมองเห็นที่เป็นปกติหรือเปล่าและจะต้องทำอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะพาไปดูกันค่ะ วิธีสังเกตลูกน้อยสายตาสั้นจะสังเกตว่าลูกน้อยมีสายตาสั้นได้อย่างไร?อาการสายตาสั้น👓นั้นมักจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กโตแล้ว และจะมีเด็กสายตาสั้นแต่กำเนิดไม่มากนัก หากทารกมีอาการสายตาสั้น👀แต่กำเนิด เมื่ออุ้มมาจะสังเกตได้ว่าน้อยจะไม่สบตา ไม่มองหน้าเมื่ออายุ 4-6เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกจะต้องมองหน้า หรือ สบตากับคุณพ่อคุณแม่แล้วอาการอื่นๆที่สังเกตได้✨ขยี้ตาบ่อยๆ✨ปวดหัวเป็นประจำ✨เวลาโยนรับ-ส่งลูกบอลมักพลาดบ่อยๆ⚽✨ไม่สามารถดูภาพยนตร์สามมิติได้✨เวลาอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์📺มักเพ่งหรือหยีตาหากพบว่าลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ควรจะพาพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่ามีเนื้องอกหรือต้อหินในตาหรือไม่ค่ะ  วิธีป้องกันลูกสายตาสั้นเราจะเห็นได้ว่าในเด็กบางคนเพิ่งอายุไม่ถึง 7 ขวบก็สวมแว่น👓แล้ว ซึ่งเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากพันธุกรรมอย่างเดียวแต่มาจากสภาพแวดล้อมด้วยเช่น จ้องจอเกม หรือเล่นเกมใน IPad ที่มีสีและแสงสว่างแสบตา👀เกินไป จ้องจอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ตลอดวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อสายตาของเด็กๆได้ ทำให้เด็กสมัยนี้มีปัญหาทางด้านสายตาก่อนวัยอันควรค่ะ ควรจะพาลูกไปตรวจวัดสายตาเมื่อไหร่? เตรียมตัวอย่างไร?อายุเท่าไหร่จึงควรพาไปตรวจวัดสายตา?จริงๆแล้วไม่ได้มีกำหนดอายุที่ต้องพาไม่ตรวจที่แน่นอนเพราะปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะตรวจวัดสายตามอายุเหมือนที่ต่างประเทศ แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสังเกตการมองเห็น👓ของลูกได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ว่าลูกสบตา👀ไหม มองวัตถุสีเด่นๆไหม และเมื่อลูกอายุ3-4 ขวบขึ้นไปซึ่งเป็นช่วงที่โตพ่อที่จะสื่อสารได้ก็สามารถพาไปวัดสายตาได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวการตรวจวัดสายตาในเด็กเล็ก✨น้องไม่ควรมีไข้🌡️ และมีร่างกายปกติ✨ไม่ควรมีการสอบในวันรุ่งขึ้นเพราะอาจต้องใช้ยาที่จะทำให้มองไม่ชัด 1 วัน✨เตรียมหมวกและแว่นดำ😎 เพราะม่านตาจะขยายหลังตรวจ และอาจแพ้แสงได้ 1 วัน✨หลังตรวจไม่ควรโดนไฟแสงสว่างๆ ✨ควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง☀️ และ พักผ่อนในบ้านค่ะ

Content Image

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยมีความสุขในแต่ละช่วงวัย

     คุณแม่ที่กำลังมีลูกในช่วงอายุ 1 ปี อาจจะยังไม่รู้ว่าลูกของเรากำลังรู้สึกยังไง นอกจากหงุดหงิดหรือหิวก็จะชัดเจนด้วย การร้องไห้ลั่น ถึงเขาจะพูดไม่ได้และยังยิ้มไม่ได้ในเดือนแรก ดังนั้นวันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมสัญญาณที่บอกว่าลูกของคุณแม่กำลังอยู่ในมู้ดแฮปปี้ที่สุด จะมีสัญญาณอะไรบ้าง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยมีความสุขในแต่ละช่วงวัย✨วัยแรกเกิดเน้นความอบอุ่นและความใกล้ชิดกับแม่                                         ถึงจะเพิ่งออกมาเจอโลกใบใหม่ ที่ไม่เคยรู้จัก สีหน้าและเสียงของคุณแม่จะทำให้เขาสงบลงได้จากทุกสิ่ง คุณแม่อย่าเพิ่งท้อใจว่าเวลาเล่นหรือยิ้มให้เจ้าตัวเล็กแล้วตอบมาด้วยใบหน้า นิ่งเฉยหรือเขาจ้องเราแบบง่วงๆ แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นสัญญาณที่ดีมากๆ! เขาอาจจะร้องไห้หรือนอนเล่นอยู่ แต่เมื่อเขาหันไปทางคุณแม่และจ้องหน้า คุณอยู่อย่างนั้น เหมือนเขากำลังหันมาทักทายผู้หญิงคนแรกที่เขารู้จัก อยู่ด้วยหัวใจที่ตื่นเต้น😍✨0-3 เดือน ปฏิกิริยาเวลาที่คุณแม่อุ้ม: ตอนที่ลูกอยู่ในอ้อมกอดของเราแล้วลูกปล่อยตัวสบายๆไม่ได้ดีดตัวแอ่นหลัง เหมือนอึดอัด เป็นสัญญาณว่าลูกกำลังรู้สึกสบายใจ ในอายุขนาดนี้ลูกมีความสุขเวลาที่ได้ในสิ่งที่คุณแม่ตอบสนองทันที เวลาที่ลูกร้องไห้ คุณแม่ก็รีบให้ดูดนม🤱 เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือกล่อมให้หลับ บางทีทารกอายุน้อยขนาดนี้เวลาที่คุณแม่เล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาก็เริ่มยิ้มหัวเราะและหลับไประหว่างที่คุณแม่อุ้มอยู่ได้ไม่ยากแล้ว✨1-3 เดือน แจกยิ้มไปทั่ว: คุณหมอเด็กจะบอกว่าเด็กในช่วง 4-10 สัปดาห์ เวลาที่เด็กยิ้มอาจจะไม่ได้ตั้งใจเพราะปฏิกิริยา ตอบสนองบางอย่าง เช่น เด็กๆ สามารถยิ้มเวลาที่รู้สึกสบายตัว เช่น ตอนที่ผายลมหรือหลับสบายแล้วยิ้มออกมา แต่วัย 1-3 เดือนพวกเขาจะตอบกลับด้วยการยิ้มโดยตรงเวลามีใครทำอะไรให้เขามีความสุข😊และรวมไปถึงสัญญาณเหล่านี้อีกด้วย✨3-6 เดือน หัวเราะร่า: คุณแม่ที่อยู่กับลูกอย่างใกล้ชิด มาโดยตลอด ลูกจะพัฒนาจากการยิ้มเป็นหัวเราะ😂เวลาที่คุณแม่ใช้เวลาด้วย ตอนที่คุณแม่ทำเสียงตลกๆ หรือเล่นกับเขา เช่น ปูไต่หรือปิดหน้า เปิดมาจ๊ะเอ๋ เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่มีคุณภาพมากๆ เลยนะคะ✨4-7 เดือน เริ่มอ้อแอ้ให้เข้าใจ: เด็กๆ ฟังคุณแม่คุยด้วย มาตลอดและอยากจะเลียนเสียงและเขาจะใช้น้ำเสียงแสดงอารมณ์🗣️ ออกมาได้ สังเกตดูว่าเวลาที่เขาอ้อแอ้ด้วยโทนเสียงสูงๆ แปลว่าเขากำลัง พอใจกับท่าทางของคุณแม่อยู่✨8-11 เดือน แม่ต้องอยู่ในสายตา: ถึงเด็กในวัยกำลังคลานกำลังตั้งไข่จะชอบซุกซนออกไปหาอะไรมาเล่น แต่ไม่ว่าเขาจะไปทางไหน ลองดูได้เลยว่าเขาจะหันมาเช็ค👀ว่าคุณแม่ยังนั่งตรงนั้นอยู่หรือเปล่าเพื่อความมั่นใจ ถึงเขาจะเข้าสู่วัยที่ต้องการออกไปเห็นโลกกว้าง แต่ก็ขอให้มีคุณพ่อคุณแม่ที่เขาไว้ใจและอุ่นใจคอยเคียงข้างเสมอ✨12-18 เดือน ขำกันอย่างจริงจัง: หลังจากเข้า 1 ขวบแล้วเด็กๆ จะมีอารมณ์ขันอย่างชัดเจน เขาจะเอาผ้าอ้อมมาวางไว้ บนหัวหรือพูดในแก้วน้ำเล่นพึมพำๆ ให้คุณแม่หัวเราะ ในหลายๆ งานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กบอกว่าตอนเด็กๆ เล่นตลกกับสิ่งของเป็นส่วนหนึ่งของมุขตลกที่พวกเขาอยากโชว์แค่คุณแม่แกล้งเอาหมวกใบเล็กของเขามาใส่ แค่นี้ลูกก็หัวเราะเฮฮาได้แล้ว😜     ทราบกันแล้วใช่ไหมคะว่าเจ้าตัวน้อย👶ในแต่ละช่วงวัยก็มักจะมีการแสดงออกถึงการมีความสุขที่แตกต่างกันออกไป คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นเติมความสุขด้วยการทำให้ลูกอารมณ์ดีบ่อยๆ ชวนลูกหัวเราะ เพื่อที่เขาจะได้เติบโตมาเป็นเด็กอารมณ์ดีนั่นไงล่ะคะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.