Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

หนูร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน!

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมลูกถึงร้องไห้งอแงหนัก นอกจาก หิว หรือ รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกที่ทารกร้องไห้ เหตุผลเหล่านั้นคืออะไรเราไปดูกันค่ะเหตุผลที่ทารกร้องไห้✨ร้องเพราะหิวการร้องไห้เพราะหิวเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะนึกถึง เพราะนมแม่นั้นจะย่อยง่ายและเป็นปกติที่ลูกจะรู้สึกหิวบ่อย โดยควรให้นมแม่กับลูกทุกๆ 2-3 ชั่วโมงแล้วสังเกตว่าลูกหยุดร้องหรือไม่ หรือยังไม่หยุดร้องแปลว่าอาจมาจากสาเหตุอื่นและหากหยุดร้องแปลว่าถูกต้องแล้วค่ะ✨ร้องเพราะปวดท้องแต่ในเด็กบางคนที่ร้องไห้หนัก😭 อาจมีเหตุผลอื่นเช่น มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บางคนร้องไห้นาน 2-3 ชั่วโมงก็มีค่ะ ความเชื่อและงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าเหตุผลหลักที่ทารก👶ร้องมักมาจากการมีลม☁️ในกระเพาะอาหารมากทำให้รู้สึกอึดอัดท้อง จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ทารกทานนมแม่เท่านั้นในช่วง 0-3 เดือน เพราะนมแม่จะย่อยได้ง่ายกว่าจึงลดการเกิดลมในท้องได้✨ร้องเพราะผ้าอ้อมเปียกเวลาลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยเช็คผ้าอ้อมของลูกนะคะว่าเปียกหรือไม่ ✨ร้องเพราะง่วงนอนบางครั้งลูกอาจรู้สึกเหนื่อย หรือง่วงนอน แต่ไม่หลับ นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมรอบๆตัวอาจไม่เอื้ออำนวยให้ลูกนอน เช่นมีคนเยอะเสียงดัง อากาศร้อนเป็นต้นค่ะ✨ร้องโดยไม่มีเหตุผลโดยในทารก👶บางคนอาจร้องไห้วันละ 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีเหตุผล และ ไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งสามารถพบได้ในเด็กวัยก่อน 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ว่าทำไมลูกถึงไม่หยุดร้องไห้ ยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงดูลูกในช่วง 2-3 เดือนแรก มักพยายามหาเหตุผลต่างๆ ว่าลูกน้อยร้องเพราะอะไรจนเกิดความเครียด😞ร้องไห้โคลิก✨ร้องไห้โคลิกคืออะไร...?ทารกที่ร้องไห้มากๆ และร้องไห้เป็นช่วงเวลา🕐จะเรียกว่าร้องโคลิก ซึ่งทารกจะร้องไห้เก่งและจะร้องเป็นเวลาเดิม เช่น ทุกๆ 4 โมงเย็น โดยยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากสาเหตุใด✨จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกร้องโคลิกหากเป็นการร้องโคลิก😭  ทารกจะยังเจริญอาหารและยังทานนมได้เยอะ น้ำหนักของลูกน้อยก็จะขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยอาการโคลิกนี้จะหายไปเองหลังผ่าน 3 เดือนไปแล้วค่ะสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ✨สังเกตลูกน้อยให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์พื้นฐานของลูก โดยพยายามตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของลูกทันที (ใน 6 เดือนแรก) เพื่อที่ว่าลูกจะได้ไว้ใจและเกิดความผูกพันกับพ่อแม่ โดยให้พยายามสัมผัสลูกบ่อยๆจะทำให้ลูกร้องน้อยลงได้✨ไม่วิตกกังวลจนเกินไปคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินไป ให้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และอาจผลัดกันเลี้ยงดูลูกพร้อมกับเปิดเพลงเบาๆ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าลูกน้อยในช่วง 3 เดือนแรกอาจมีอาการร้องไห้หนัก😭 โดยอาจจะหาเหตุผลได้ หรือ หาเหตุผลไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คืออดทนและใจเย็น โดยหากยังรู้สึกไม่สบายใจ อาจลองพาน้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความผิดปกติของร่างกายได้นะคะ🏥

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

👉 List บทความ4-6 เดือน

Content Image

เทคนิคสอนให้ลูกแยกแยะว่าอะไรถูกอะไรผิด

     คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจเมื่อลูกทำอะไรผิด ไม่อธิบายว่าอะไรผิดและอะไรถูกสำหรับลูก เพียงแต่จะใช้อารมณ์ในการจัดการเรื่องนั้นให้จบๆไป แต่ความจริงแล้วในช่วง 2 ปีแรกของเด็กมีความสำคัญอย่างมากถึงการเรียนรู้ลักษณะนิสัย และสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ หากลูกไม่รู้จักถึงวิธีจัดการอารมณ์ ก็จะแสดงออกมาโดยการร้องไห้😭และโวยวาย วันนี้ทางเราได้รวบรวมถึงเทคนิคที่คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกเข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดมาให้ฟังค่ะ💁‍♀️การสอนลูกให้แยกแยะสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิดตามช่วงวัยในช่วง 5 ปีแรกถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด สำหรับเด็กที่จะเรียนรู้ ถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมและศีลธรรมที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เพื่อเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ดีและทำให้ลูกเติบโตไปเป็นเด็กที่มีศีลธรรม ดังต่อไปนี้✨เด็กอายุ 0-1 ปีลูกจะเรียนรู้ว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิดผ่านประสบการณ์ส่วนตัว เป็นการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของทารก เช่น การกินอาหาร🍽️ การอุ้ม การพูด และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว👨‍👩‍👧 รวมไปถึงการดูแลเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่✨เด็กอายุ 1-3 ปีวัยนี้ถือเป็นวัยที่ลูกกำลังหัดเดิน🚶‍♀️ ลูกจะเริ่มตระหนักว่าคนอื่นนั้นมีความรู้สึกและมีความต้องการที่แตกต่างกันไป และเรียนรู้ที่จะรับคำสั่งว่าสิ่งใดทำและสิ่งใดห้ามทำ แต่ในวัยนี้เด็กก็ยังยากที่จะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อแม่✨เด็กอายุ 4-5 ปีเด็กในวัยนี้จะเริ่มเรียนรู้และพัฒนาแนวคิดของตนเองเกี่ยวกับสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิดผ่านการเรียนรู้ของครอบครัวและจากการเข้าสังคม เด็กจะมีการพัฒนาเกี่ยวกับพฤติกรรมใดที่เป็นที่ยอมรับได้ผ่านทางการใช้ชีวิตประจำวันและการพูดคุยกับผู้อื่น🗣️ ✨เด็กอายุ 7-10 ปีในช่วงวัยนี้บุคคลที่มีอิทธิพลต่อลูกจะเป็นทั้งพ่อแม่ คุณครู👨‍🏫 หรือบุคคลอื่นๆ ซึ่งเด็กจะเรียนรู้วิธีรับผิดชอบ ตระหนักว่าตัวเองควรเชื่อฟังพ่อแม่ รวมไปถึงวิธีปฏิบัติตัวหากทำผิด สิ่งเหล่านี้มักเป็นสิ่งที่ลูกเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทางสังคมนั่นเองค่ะ วิธีสอนให้ลูกแยกแยะว่าอะไรผิดอะไรถูก👉ชื่นชมเมื่อลูกทำถูกต้องการชื่นชมและเน้นย้ำเมื่อลูกๆทำถูกแล้วจะเป็นการทำให้ลูกมั่นใจว่าสิ่งที่ทำนั้นทำให้คนข้างๆมีความสุข และลูกจะทำแบบนี้ซ้ำ เช่น เมื่อลูกแบ่งปันขนม🍬ให้เพื่อนแล้วคุณพ่อคุณแม่ชมเชย👏 ลูกก็จะรู้สึกว่าการกระทำนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง👉ปฏิบัติให้ลูกดูหากคุณแม่เอาแต่สอนว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิดโดยไม่เคยปฏิบัติให้ลูกดู อาจทำให้ลูกใช้เวลานานในการเรียนรู้และเข้าใจ ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือการแสดงออกให้ลูกดูโดยการปฏิบัติให้ลูกเห็น👀เป็นตัวอย่าง แล้วลูกก็จะสามารถเข้าใจได้เองค่ะ👉เรียนรู้จากการกระทำคุณแม่จะสามารถสอนลูกได้จากสิ่งที่ลูกกระทำผิด🥺 เพราะการปฏิบัติตัวของเขาเองคือสิ่งที่จะสะท้อนให้เขาได้รู้ว่าการกระทำนั้นถูกต้องหรือ และต่อไปลูกจะระมัดระวังการกระทำของตนเองมากขึ้น👉เพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่ผิดโดยทั่วไปเด็กนั้นต้องการความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่อยู่เสมอ แต่ถ้าหากเมื่อไรพฤติกรรมที่ลูกทำนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง คุณพ่อคุณแม่สามารถเพิกเฉยต่อพฤติกรรมแย่ๆเหล่านั้นได้ ลูกก็จะรับรู้ว่าไม่มีใครให้ความสนใจ😶พฤติกรรมนั้นและประโยชน์ทำสิ่งนั้นทันที👉ตั้งใจฟังลูกลูกมักต้องการความสนใจและเป็นจุดสำคัญของคุณแม่อยู่เสมอ เมื่อไหร่ที่ลูกอยากพูดหรืออธิบายสิ่งต่างๆให้แม่ฟัง👂 คุณแม่ควรเป็นผู้ฟังที่ดีและรับฟังอย่างตั้งใจอยู่เสมอ เพราะถ้าหากลูกรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งและเดียวดาย อาจทำให้เขาแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ไม่ดี     เทคนิคเหล่านี้สามารถใช้ได้ตั้งแต่ลูกยังอายุน้อยจนไปถึงลูกเริ่มโตขึ้น👶 คุณแม่ควรให้ความใส่ใจกับการสั่งสอนศีลธรรมและจริยธรรม เพื่อให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถแยกแยะว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ

Content Image

ใช้จุกหลอกดีหรือไม่?

วัยที่สามารถใช้จุกนมหลอกได้ คือทารกที่มีอายุตั้งแต่ 2 – 12 เดือน และห้ามใช้ในทารกแรกเกิดจนถึงช่วง 1 เดือนเพราะอาจทำให้ทารกสับสนระหว่างหัวนมของแม่และจุดหลอกและอาจทำให้ไม่ยอมดูดหัวนมแม่ได้จุกหลอกคืออะไร?✨จุกหลอกคือ?จุกนมปลอมที่ช่วยให้ทารกรู้สึกผ่อนคลายและช่วยเบี่ยงเบนความสนใจได้เวลาที่ทารกร้อง รวมถึงยังช่วยป้องกันทารกดูดนิ้ว👈 โดยมีทั้งวัสดุที่เป็นซิลิโคนและยาง ✨ควรให้ลูกเริ่มใช้จุกหลอกเมื่อไร?ควรจะรอให้ลูกอายุ 3-4 สัปดาห์ก่อนแล้วจึงค่อยให้ลูกใช้จุกหลอกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาทำความคุ้นเคยกับการดื่มนมจากอกของคุณแม่ แต่หากป้อนลูกโดยการใช้ขวดนม🍼ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา สามารถเริ่มใช้จุกหลอกได้เลยเพราะมีลักษณะคล้ายกันค่ะ✨ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อไร?คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกหยุดใช้จุกหลอกเมื่อลูกอายุ 6 เดือน - 1 ปี แต่ส่วนมากเด็กจะหยุดใช้ไปเองเมื่ออายุ 2-4 ปี โดยหากลูกติดจุกหลอกจนไม่สามารถเลิกได้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องหาวิธีช่วยให้ลูกเลิกติดจุกหลอก หรืออาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ👩‍⚕️เพื่อหาทางแก้ไขค่ะข้อดีข้อเสียของการใช้จุกนมหลอก✨ข้อดีมีอะไรบ้างหากใช้จุกนมหลอกจะสามารถลดการร้องไห้😭เมื่อลูกร้องกินนมหลังเพิ่งทานนมได้ไม่นาน ทั้งยังช่วยลดการดูดปากและการเล่นน้ำลายได้ รวมถึงยังลดการดูดนิ้วในเวลานอนได้อีกด้วยจุกนมหลอกจะช่วยให้ทารก👶ผ่อนคลายและไม่งอแง ทำให้คุณแม่มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้นระหว่างที่ลูกเพลินกับจุกนมหลอก และในเด็กที่ร้องโคลิก ก็จะสามารถใช้เพื่อช่วยลดการร้องได้ และยังช่วยลดอัตราการเสี่ยง SIDS ได้ด้วย✨ข้อเสียมีอะไรบ้างทารกอาจติดจุกนมหลอกมากจนทานนมแม่🥛น้อยลง และเมื่อดูดนมแม่น้อยลงอาจทำให้ขาดการดูดกระตุ้นจนทำให้ปริมาณน้ำนมของแม่ลดลงไปด้วย รวมถึงมีโอกาสที่ทารกจะกลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิมหลังเลิกจุกนมหลอก และหากติดมากๆ เวลานำไปเก็บ หรือ ทำความสะอาดลูกก็จะร้องไห้งอแงทันที😭หากใช้จุกนมหลอกเพื่อช่วยให้ลูกหลับ💤 เมื่อนมหลอกหลุดออกลูกอาจร้องไห้ทันที รวมถึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการใช้จุกนมหลอกหากรักษาความสะอาดไม่ดีพอ เช่น การติดเชื้อในหูชั้นกลางข้อแนะนำในการใช้✨ควรทำสิ่งเหล่านี้หากเลือกที่จะใช้จุกนมหลอกควรเลือกอันที่คล้ายจุกนมยางที่สุดและควรทำความสะอาดให้บ่อยครั้งเหมือนการใช้ขวดนม และพยายามใช้จุกนมหลอกเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างเวลาลูกงอแง😭มาก หรือ เวลาเข้านอน✨ไม่ควรทำสิ่งเหล่านี้หากลูกน้อย👶ไม่ได้ร้องอยากดูดก็ไม่ควรเสนอให้ลูกดูดก่อน และไม่ควรให้ลูกดูดจุกนมหลอกนานเกินไป ควรให้ลูกน้อยเลิกก่อนอายุครบ 1 ขวบเพราะจะเลิกยากขึ้นหากเกินจากนั้น ให้พยายามหากิจกรรมเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยเมื่อลูกน้อยโตขึ้น

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

ให้ทารกทานน้ำนมแม่แล้ว ทำไมยังป่วยง่ายอยู่?

ทารกที่ทานนมแม่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ป่วยเลยนะคะ แต่ทารกที่ทานนมแม่จะมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าและเมื่อเป็นโรคก็จะมีความรุนแรงที่น้อยกว่าทารกที่ไม่ได้ทานนมแม่นั่นเองค่ะ เมื่อลูกน้อยของเราโตขึ้นและถึงวัยต้องเข้าโรงเรียนก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอลูกคนอื่นๆมาแพร่เชื้อใส่ลูกของเรา เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ที่รวมตัวกันของเด็กนั่นเองค่ะ นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้อย่างไร? แน่นอนว่าการที่เราทานอาหารดีๆก็มีส่วนในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน🛡️ให้แก่ร่างกายของเรา ซึ่งสำหรับทารกที่ร่างกายยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน สิ่งที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่เขาก็คือ น้ำนมของแม่นั่นเอง เมื่อทารกได้ทานนม ร่างกายของเขาก็จะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ทำให้ทารกป่วยยาก และเป็นเด็กที่แข็งแรง เมื่อเจ็บป่วยก็จะอาการเบากว่าเด็กที่ไม่ได้รับน้ำนมแม่ น้ำนมแม่ยังมี special growth factorsหรือ ปัจจัยการเจริญเติบโตแบบพิเศษ ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นลำไส้ สมองเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถเห็นได้ว่าเด็กที่ทานนมแม่ที่ถูกเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็ก มีการติดเชื้อ🦠ที่น้อยและเบากว่า เพราะเด็กเหล่านี้ได้รับการพัฒนาภูมิคุ้มกันที่ไวกว่าจากการทานนมนั่นเองค่ะ พาเจ้าตัวเล็กฉีดวัคซีนพื้นฐานตามกำหนด ฉีดวัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกันนอกเหนือจากการให้ลูกทานนมแม่แล้ว การฉีดวัคซีนวัคซีนพื้นฐานตามกำหนดจะช่วยไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน💉ของเด็กๆ ลดความรุนแรงของโรค และอัตราการเจ็บป่วยที่เป็นอันตราย ทำไมวัคซีนจึงมีส่วนช่วย?เมื่อเด็กๆได้รับวัคซีน ร่างกายก็จะสร้างแอนติบอดี้จากเชื้อในวัคซีน ซึ่งทารกควรจะได้รับวัคซีนทันทีที่คลอด และควรจะรับวัคซีน💉ให้ครบตามอายุที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลยนะคะ พยายามให้ลูกได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ร่างกายซ่อมแซมตนเองได้เมื่อเรานอนหลับร่างกายของคนเรามักจะทำงานตลอดวันโดยไม่หยุดพัก ซึ่งเวลาที่ร่างกายจะฟื้นฟูและซ่อมแซมตนเองนั้นจะเป็นตอนที่เรานอนหลับ💤นั่นเอง ซึ่งหากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ และภูมิคุ้มกันตกลง จึงทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น หากไม่ได้รับการพักผ่อนเต็บที่จะสังเกตได้ว่าหากเราหรือลูกน้อยได้พักผ่อนเต็มที่ ร่างกายก็จะแข็งแรงและไม่ค่อยติดโรคอะไรง่ายๆ เพราะการพักผ่อนช่วยให้มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง💪 ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องให้ลูกน้อยได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเติบโตสมวัยค่ะ

Content Image

วิธีเลือกสบู่ให้ปลอดภัยกับลูกน้อย

เพราะทารกมีผิวที่บอบบางดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกสบู่ที่เหมาะสมกับผิวของลูกน้อย เพราะหากมีอาการแพ้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะกลายเป็นเรื่องปวดหัวไม่น้อยเลยล่ะคะ โดยเราจะมีวิธีการเลือกสบู่ได้อย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ เลือกสบู่ให้ลูกอย่างไรจึงจะปลอดภัยของใช้เด็กไม่ว่าจะเป็นสบู่เด็ก แชมพู หรือโลชั่นล้วนแล้วแต่มีตัวเลือกมากมายมาให้เลือก ซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อยากมั่นใจว่าสิ่งที่เลือกมานั้นดีที่สุดสำหรับลูก ดังนั้นหลายๆคนจึงอาจกำลังหนักใจว่าควรจะซื้ออะไร ซึ่งสามารถดูเกณฑ์ง่ายๆได้ดังต่อไปนี้เลือกใช้สบู่เด็กออร์แกนิก🧼สบู่ออร์แกนิกคือสบู่ที่ทำมาจากส่วนผสมของธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีจึงเป็นสบู่ที่เหมาะกับผิวของลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เพราะลูกน้อยนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรงเท่าคุณพ่อคุณแม่ดังนั้นสบู่ที่นำมาใช้ก็ไม่ควรจะมีสารเคมีอยู่นะคะ  อ่านฉลากด้านหลังก่อนซื้อสบู่ให้คุณพ่อคุณแม่ลองพลิกหลังขวดเพื่ออ่านฉลากว่าสบู่นั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้าง โดยให้หาผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า "ผ่านการทดสอบไฮโปอัลเลอร์เจนิก"🧾 จากแพทย์ผิวหนัง และเป็นไม่ได้ก็ไม่ควรมีน้ำหอมนะคะดูค่า pHเมื่อซื้อสบู่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องดูคือค่า pH🧪ของสบู่ เพราะหากซื้อสบู่ที่มีระดับ pHสูงผิวของลูกน้อยก็จะถูกทำลายได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าสบู่นั้นมีค่า pH ที่มีความเป็นกลาง หรือมีความใกล้เคียงกับผิวหรือไม่ค่ะทดสอบกับผิวของลูกก่อนใช้สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อซื้อสบู่มาแล้วก่อนนำมาใช้อาบน้ำให้ลูกคุณพ่อคุณแม่ควรทำการทดสอบการแพ้ก่อน โดยสามารถทดสอบที่แขนของลูก โดยหากใช้ที่แขน💪แล้วมีอาการแพ้ เช่น ผื่นขึ้น หรือมีอาการอื่นๆ ก็ควรหยุดการใช้ และปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ อ่านรีวิวอีกวิธีนึงที่สามารถทำได้คือ ขอคำแนะนำจากแพทย์หรืออ่านรีวิวของคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์💬ส่วนผสมที่เสี่ยงต่อการแพ้✨ซิลิโคน (Silicone)เป็นสารที่อาจเป็นสาเหตุให้ผิวอุดตัน และอาจทำให้มีปัญหาในการขับเหงื่อ💦ได้✨พาราเบน (Paraben)เป็นสารที่มีความอันตรายต่อร่างกายของลูกน้อย เพราะมันสามารถลูกมีพัฒนาการที่ผิดปกติ หรืออาจสะสมจนทำให้เกิดมะเร็งได้ค่ะ ✨เอสแอลเอส SLS (Sodium Lauryl Sulfate) เป็นสารที่ทำให้เกิดฟอง🛁 แต่ลูกก็สามารถแพ้สารเคมีนี้ได้ และอาจมีการสะสมภายในร่างกาย✨โคคามิโด โพรพิว บีเทน (Cocamidopropyl Betaine)เป็นสารที่ทำให้เกิดฟองเช่นกัน ซึ่งหากเข้าตาลูกน้อยอาจทำให้ระยะเคืองหรือแพ้ได้ค่ะ✨รวมถึงยังมีส่วนผสมอื่นๆ ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับลูกดังนี้💀กลูเตน โพแทสเซียมซอร์เบต ควอเทอร์เนียม-15 โซเดียมเบนโซเอต โทโคฟีริลอะซิเตท ฟีนอกซีเอธานอล โซเดียมแลคเตท ปิโตรเคมี เป็นต้นส่วนผสมที่ปลอดภัยต่อผิวของลูกน้ำมันอัลมอนด์🍂มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ และยังมีวิตามินอีที่ช่วยให้ผิวของลูกอ่อนนุ่มว่านหางจระเข้🎋เป็นส่วนผสมที่ดีสำหรับลูกน้อย ซึ่งช่วยให้ความเย็นและชุ่มชื่น ลดอาการคันตามร่างกาย และยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อราได้อีกด้วยค่ะดอกคาโมมายล์🌼กลิ่นของดอกคาโมมายล์จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขณะอาบน้ำ และมาจากธรรมชาติไม่มีสารอันตรายสบู่เด็กที่เหมาะสำหรับทารกนั้นนอกจากจะต้องอ่อนโยนและให้ความชุ่มชื้นแล้ว ก็จะต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วยนะคะ ซึ่งเมื่อคุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อก็อย่าลืมพลิกฉลากมาดูทุกครั้ง เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีส่วนผสมจากธรรมชาติ🍃 อาจจะผสมส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติจริงๆเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ก็ได้ค่ะ 

Content Image

ลูกเพิ่งเริ่มทานอาหารเสริม ให้เริ่มทานผักอะไรดีนะ?

ตอนนี้ลูกน้อยของคุณอายุถึง 6 เดือนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเริ่มให้ลูกน้อยทานอาหารเสริมต่างๆ โดยควรจะเริ่มจากอะไรก่อนนั้นเรามาดูกันค่ะ เริ่มจากอะไรดี?✨เริ่มให้ลูกทานอะไรดีในช่วงแรกให้ลูกน้อยทานข้าวตุ๋นหรือข้าวครูดเพราะเป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีใครแพ้ และต่อมาให้ฝึกทานผักผลไม้สด อาจเป็นผักอ่อน🥬 หรือ กล้วยน้ำว้าโดยแนะนำฝึกให้กินผักก่อนเพราะมีบางความเห็นว่าหากให้ทานผลไม้ก่อนเด็ก👶อาจไม่ต่อต้านการทานผัก✨เริ่มทานผักประเภทไหนดีช่วงที่สอนลูกให้ทานผัก ควรเลือกผักที่มีรสหวานโดยธรรมชาติ เช่น แครอท🥕 มันเทศ มันฝรั่ง แล้วนำมาบดให้ละเอียดจะได้ง่ายต่อการกินเทคนิคฝึกลูกกินผัก✨ไม่ควรให้อาหารค้างคุณควรเตรียมอาหารของลูกน้อย👶ด้วยตัวเองเสมอ โดยไม่ควรให้อาหารที่เก็บค้างไว้ และไม่ควรให้อาหารสำเร็จรูป เพื่อให้ลูกได้ทานของอร่อยไปพร้อมๆ กับ ได้รับสารอาหารอย่างเต็มเปี่ยมค่ะ✨ทางผักตามฤดูกาลหากเลือกผักตามฤดูกาลมาทำอาหารให้ลูกน้อยจะทำให้ผัก🥬มีรสชาติที่ดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ  โดยควรล้างผักให้สะอาด ปอกเปลือก และแยกเม็ดออก และนำมาบดละเอียดให้ลูกน้อย👶รับประทาน✨มีความหลากหลายเพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและหลากหลาย ควรซื้อผักหลากสีให้ได้รับประทาน โดยอาจผสมผักและผลไม้🥕เพื่อที่จะได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่หลากหลายค่ะ✨ลองทีละอย่างควรให้ลูกลองทานผักทีละอย่างเพื่อดูว่าลูก👶สามารถกินผักชนิดไหนและแพ้ผัก🥬ชนิดไหน โดยควรได้จนครบ 4 วัน หากไม่มีอาการแพ้ก็ให้ลูกทานผักชนิดอื่นต่อได้ค่ะเทคนิคอื่นๆ✨เป็นตัวอย่างให้ลูกคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างในการทานผัก🥬 ให้ลูก โดยเมื่อลูกเห็นคุณพ่อคุณแม่ทานผักทุกวัน เมื่อลูกถึงวัยที่เริ่มทานอาหารได้ ลูกก็จะอยากทานผักตาม โดยคุณแม่สามารถทานผักที่หลากหลายในช่วงให้นมลูก🥛 เพราะรสชาติและกลิ่นของผักที่คุณแม่ทานนั้น สามารถส่งไปหาลูกทางน้ำนมได้นั่นเองค่ะ!✨ให้ผักเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารคุณพ่อคุณแม่ควรให้ผักเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารทุกมื้อ🍲และควรให้ทั้งครอบครัวทานผักพร้อมๆกัน และให้พูดให้ลูกฟังว่าผักนั้นอร่อยมากพร้อมทั้งแสดงท่าทาง😋 รวมถึงควรจะชมเชยลูกหากลูกทานผักได้เพื่อให้ลูกได้มีกำลังใจในการทานต่อไปค่ะ

Content Image

สารพิษที่ควรเก็บให้พ้นมือลูก

     เด็กเล็ก👶ถือเป็นวัยที่กำลังซุกซน ต้องการสำรวจสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ การสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัวนั้นมีประโยชน์ในแง่ของการส่งเสริมพัฒนาการในเด็กแน่นอน แต่หากสำรวจในสิ่งที่เป็นอันตราย☢️โดยที่ไม่รู้ตัวก็จะก่อให้เกิดโทษเช่นเดียวกัน วันนี้บทความของเราพาคุณผู้อ่านมาดูถึงสิ่งของอันตรายหมวดหนึ่ง ซึ่งก็คือสารเคมีที่พบได้ง่ายในบ้านของเรา ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูพร้อมกันเลยค่ะ💁‍♀️สารที่ใช้ทำความสะอาดกลุ่มที่ใช้กับร่างกายโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น สบู่🧼 ยาสระผม โฟมล้างหน้า เป็นกลุ่มที่สามารถใช้ภายนอกได้แต่ไม่ควรรับเข้ามาภายในร่างกาย หากจะเก็บสิ่งเหล่านี้ให้พ้นมือเด็ก🖐️👶นั้นก็คงไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก เพราะเจ้าตัวน้อยเองก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้เป็นประจำเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรสอนว่าสิ่งเหล่านี้สามารถใช้ภายนอกได้เท่านั้น ห้ามนำเข้าปาก👄 แต่สำหรับน้ำยาย้อมผมหรือน้ำยาทาเล็บ💅ที่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กๆจะได้ใช้บ่อยๆอยู่แล้ว ของเหล่านี้ก็ควรเก็บให้พ้นมือเด็กค่ะ เพราะนอกจากจะใช้ภายในร่างกายไม่ได้แล้ว ก็ต้องระมัดระวังในการใช้ภายนอกเช่นเดียวกัน เพราะเป็นสารที่ก่อความระคายเคืองต่อผิวได้ค่ะกลุ่มที่ไม่ได้ใช้กับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างสุขภัณฑ์ห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า🧴 ปรับผ้านุ่ม น้ำยาเช็ดกระจก เป็นกลุ่มที่ก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังได้ นอกจากนี้ยังอาจมีไอระเหยซึ่งก่อให้เกิดความระคายเคืองเมื่อสูดดม👃อีกด้วย ส่งผลเสียต่อระบบผิวหนังและระบบหายใจ🤧โดยตรง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เจ้าตัวน้อยจะไม่ได้ใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นการเก็บในที่ที่เข้าถึงได้ยากสำหรับเด็กก็จะเป็นวิธีการป้องกันความเสี่ยงที่ดีค่ะสารที่เป็นสารพิษโดยตรง    สารในกลุ่มนี้ยกตัวอย่างเช่นยาฆ่าแมลงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแบบสเปรย์ เป็นแบบขวดหยด จนไปถึงเป็นชิ้นที่จับต้องได้อย่างลูกเหม็นและชอล์คกำจัดแมลง🪳 สารกลุ่มนี้เป็นสารที่เด็กๆจะไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกัน ดังนั้นก็ควรเก็บในที่มิดชิด ทำให้เด็กๆเข้าถึงยาก เพื่อป้องกันอันตราย☠️ต่อการที่เด็กๆจะรับเข้าร่างกายค่ะสารในกลุ่มยา    ยา💊ในที่นี้คือยาที่ผู้ปกครองมีในครัวเรือน จะเป็นยาสามัญประจำบ้านหรือยาเฉพาะโรคของคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวก็ได้ นับรวมทั้งยาที่ใช้ภายนอกและภายใน และยังนับรวมถึงขวดอาหารเสริมด้วย ขึ้นชื่อว่ายาก็ต้องมีข้อบังคับและข้อแนะนำในการใช้งาน การจะใช้แต่ละครั้งคุณพ่อคุณแม่หรือสมาชิกครอบครัวอื่นๆที่เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว เจ้าตัวน้อยจึงไม่มีโอกาสได้ใช้ยาเหล่านี้ด้วยตนเองหรือตามลำพังอย่างแน่นอน ดังนั้นการเก็บในที่ที่มิดชิดก็จะตัดปัญหาเรื่องที่เด็กจะหยิบเข้าปากมั่วๆ🤤ได้ค่ะวิธีป้องกันอันตรายจากสารพิษในครัวเรือนวิธีที่ 1️⃣เก็บสารที่ก่อให้เกิดพิษ☠️ และเจ้าตัวน้อยไม่ได้มีโอกาสจะได้ใช้บ่อยๆให้พ้นมือเด็ก หากเป็นตู้ควรเลือกตู้ที่มีฝาตู้ปิดมิดชิดหรือล็อคกุญแจ🔒ไว้หากไม่ได้ใช้บ่อยๆวิธีที่ 2️⃣ในกรณีที่ใช้สารหมดนั้นหมดแล้ว ไม่ควร🙅‍♀️เก็บภาชนะที่ใส่สารไว้ด้วยความเสียดาย เพราะสารเหล่านั้นก็จะยังปนเปื้อนหรือเกาะอยู่บนภาชนะ หากเจ้าตัวน้อยเล่นภาชนะเหล่านั้นก็จะได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายได้วิธีที่ 3️⃣หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองต้องทำงานที่ใช้สารเหล่านี้ในชีวิตประจำวัน ควรเลือกทำในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท🍃 แบ่งพื้นที่กับเด็กชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าตัวน้อยเข้ามาใกล้สารเหล่านี้ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังใช้สารอยู่ และอาจรับสารเหล่านี้👃เข้าร่างกายไปได้อย่างไม่รู้ตัวค่ะวิธีที่ 4️⃣สำหรับสารในกลุ่มยา💊 ควรหาภาชนะใส่แยกและทำฉลากไว้ให้ชัดเจนที่สุด🔖 ควรแยกพื้นที่ไว้ ไม่ควรนำไปอยู่ในบริเวณที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย หรือนำไปอยู่รวมกับอาหาร เพราะอาจทำให้เด็กเข้าใจว่าเป็นขนมและนำเข้าปากได้ค่ะ ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรนำของกิน เช่น ขนมขบเคี้ยว ลูกอม ไปวางไว้บริเวณที่จัดไว้เพื่อเก็บยา ยกตัวอย่างเช่นตู้ยานั่นเองค่ะวิธีที่ 5️⃣ให้ความรู้กับเจ้าตัวน้อย ว่าอะไรรับประทานได้อะไรรับประทานไม่ได้ สารตัวไหนใช้ภายนอกได้เท่านั้น ห้ามรับประทาน🙅‍♀️ สารตัวไหนห้ามใช้ ถ้าจะใช้ต้องมาบอกคุณพ่อคุณแม่     อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็จะเห็นแล้วนะคะว่าสารเคมี🧪ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย☠️ต่อเจ้าตัวน้อยนั้นล้วนอยู่รอบตัวเรา สามารถพบเจอได้ง่ายมากกว่าที่คิด ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจที่จะเก็บสารเคมีเหล่านี้ให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ห่างไกลจากเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กวัยกำลังเรียนรู้ให้มากที่สุดค่ะ

Content Image

อาหารต้องห้ามเด็กแรกเกิด - 3 ขวบ

ลูกน้อยวัยแรกเกิด-3 ขวบนั้นเป็นวัยที่ควรได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และควรให้อาหารที่หลากหลายเพื่อที่ลูกจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แต่ก็มีอาหารบางอย่างที่ไม่ควรให้ลูกทาน จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ!อาหารที่ควรเลี่ยงไม่ให้ลูกทาน✨ขนมปังไส้กรอกขนมปังไส้กรอกหรือฮ๊อตดอกที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ ร้านข้างทาง หรือในห้าง แม้ว่าจะเป็นอาหารที่สามารถหาซื้อได้ง่ายและสะดวก แต่ก็ไม่ควรให้ลูกทาน เพราะในไส้กรอกนั้นมีสารกันอาหารเน่าเสียอยู่ ซึ่งยังไม่เหมาะที่จะให้ลูกทานค่ะ✨ผักดิบแม้ว่าผัก🥬จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ก็ไม่ควรให้ผักดิบกับลูกในตอนนี้ ควรจะต้มสุกทุกครั้ง นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงผักที่มีลักษณะแข็ง เพราะลูกจะยังไม่สามารถเคี้ยวได้ดีเหมือนผู้ใหญ่ค่ะ✨เนื้อสัตว์ไม่สุก หรือ ติดมันการให้ลูกทานเนื้อสัตว์ติดมัน🥩นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรนะคะ เพราะลูกน้อยจะได้รับคอเลสเตอรอลตั้งแต่เด็ก และไม่ได้มีผลดีต่อร่างกาย ดังนั้นให้หลีกเลี่ยงมัน และควรปรุงให้สุกจนเปื่อย เพื่อให้ลูกน้อยทานได้สะดวกค่ะเลี่ยงอาหารเหล่านี้✨ป๊อบคอนเป็นอาหาร🍿ที่ไม่เหมาะกับเด็กเล็กมากๆ เพราะนอกจากจะเหนียว แข็ง แล้ว ก็จะทำให้ลูกคันคอ และ ไอได้ค่ะ  ✨เนยถั่วลิสงยังไม่ควรให้ลูกทานเนยถั่วลิสง นอกจากลูกน้อยอาจจะแพ้ถั่วได้แล้ว รสหวานของถั่วที่ปรุงมาเหล่านี้ก็ไม่ดีต่อร่างกายของลูกนะคะ✨ขนมหวานต่าง ๆขนมที่มีรสหวานต่างๆ เช่น มีส่วนผสมของช็อกโกแลต คาราเมล ลูกหวาดต่างๆ เหล่านี้ไม่ดีต่อร่างกายของลูก และยังทำให้ฟันฝุได้ด้วยนะคะ  อาหารเหล่านี้ No No!✨น้ำอัดลมน้ำอัดลม🥤 มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณสูง และยังทำให้เกิดลมในท้องได้อีกด้วย น้ำอัดลมนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับร่างกายของลูกน้อยเลย ดังนั้นก็ไม่ควรให้ลูกดื่มนะคะ✨ขนมกรุปกรอบที่ใส่ผงชูรสขนมกรุปกรอบใส่ผงชูรสเหล่านี้🌰 มีไขมันไม่ดีสูงจึงไม่ดีต่อร่างกายของลูกอย่างมาก และอาจทำให้ลูกติดขนมจนไม่ยอมทานข้าวก็ได้ค่ะ✨ผลไม้ขนาดเล็กผลไม้ที่มีขนาดเล็กเกินไปเช่น ลูกองุ่น🍇 อาจติดคอลูกได้ระหว่างที่ทาน หากอยากให้ทานควรบดให้บี้ และคอยดูระหว่างที่ลูกทานอย่างระมัดระวังค่ะ

Content Image

ลูกน้อยคลานแบบไหนได้บ้าง

ทารกส่วนใหญ่จะเริ่มคลานได้เมื่ออายุ 6-10 เดือน โดยอาจพบว่าทารกบางคนไม่ยอมคลานแต่ข้ามไปเดินเลยก็มีค่ะ วันนี้เราจะมาดูว่าท่าคลานมีอะไรบ้าง และเราจะสามารถช่วยกระตุ้นลูกน้อยได้อย่างไรบ้างนะคะท่าคลานต่างๆของลูก✨คลานแบบปกติท่านี้จะเป็นท่ามาตรฐานที่ใช้มือและเข่าในคลาน โดยลูกน้อย👶 จะมีจังหวะการประสานมือและการใช้เข่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ✨คลานด้วยท้องเป็นท่าที่ลูกจะเอาท้องติดกับพื้นแล้วไถตัวเองไปข้างหน้า ท่านี้เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นในการคลาน โดยลูกจะมีการวางแบะมือ✋ และเท้ากว้าง✨คลานท่าปูลูกจะเริ่มคลานในท่านั่ง และใช้มือกับขาเพียงข้างเดียวเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้า เป็นความพยายามของลูกที่จะขยับเขยื้อนตัวไปข้างหน้านั่นเองค่ะ ✨คลานด้วยก้นใช่แล้วค่ะ ท่านี้เป็นการคลานในท่านั่ง โดยลูกน้อยจะเอามือดึงตัวไปเรื่อยๆ และมีการโน้มตัวไปข้างหน้า ลูกน้อย👶 อาจใช้ท่านี้เพราะเริ่มคลานจนเจ็บเข่าแล้ว ฉลาดมากๆเลยใช่ไหมคะ✨คลานไปกลิ้งไปท่านี้จะเป็นการคลานผสมกับการกลิ้ง โดยหากอยากได้อะไรลูกน้อยก็จะทำท่ากลิ้งไปเอาของสิ่งๆนั้น คลับคล้ายคลับคลากับการกลิ้งของขวดนมไหมคะ?🍼จะช่วยกระตุ้นได้อย่างไร?✨วิธีกระตุ้นให้เริ่มคลานการกระตุ้นที่ดีที่สุดคือ จับให้ลูกน้อยนอนคว่ำขณะที่เล่น เพื่อให้เจ้าตัวเล็ก👶 ได้ออกกำลังแขน ศีรษะ หลัง ไหล่ และยังเป็นการทำให้ลูกน้อยคุ้นเคยท่านอนคว่ำอีกด้วย คุณแม่สามารถลองนำของเล่นที่มีไฟ💡หรือเสียงมาล้อให้ลูกเคลื่อนไหวไปคว้าของเล่นที่เขาชอบ โดยอาจจะลองคลานให้ลูกดูก่อนก็ได้ค่ะ✨วิธีช่วยลูกคุณแม่ยังสามารถช่วยสอดแขนของคุณแม่ใต้แขนของลูกน้อยเพื่อเป็นการพยุงช่วยยืน ให้ลูกน้อย👶ได้ลงน้ำหนักลงบนขา รวมถึงอาจพยายามช่วยให้ลูกนั่งตัวตรง ลูกน้อยจะได้ใช้กล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้ออุ้มเชิงกรานเพราะการคลานจะต้องใช้กล้ามเนื้อท้องและขาที่แข็งแรงค่ะ🦵สุขอนามัยเมื่อคลาน? ลูกยังไม่ยอมคลาน?  ✨สุขอนามัยของลูกเมื่อลูกเริ่มคลานไปตามที่ต่างๆ เช่น ใต้โต๊ะ ตามมุมห้อง ปีนป่ายนู่นนี้ ลูกก็มักจะเจอกับฝุ่น💨 ไรต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ โดยเฉพาะผิวของลูกที่มีความบอบบางมากกว่าผู้ใหญ่จึงทำให้เกิดอาการคันและแพ้ได้ง่ายค่ะ นอกจากนั้นในวัยนี้ลูกจะชอบหัดกินข้าว🍲ด้วยตนเองโดยใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก ดังนั้นหากปล่อยให้ลูกคลานไปมาแล้วก็อย่าลืมล้างมือลูกให้สะอาดก่อนการรับประทานอาหารนะคะ✨จะทำอย่างไรหากลูกยังไม่ยอมคลาน?คุณพ่อคุณแม่ต่างใจจดใจจ่อรอวันที่ลูกจะคลานได้ และอาจจะกำลังกังวลว่าทำไมลูกถึงยังไม่คลานสักที🤔 ทั้งๆที่เพื่อนวัยเดียวกันก็เริ่มคลานกันแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วในเด็กบางคนเขาจะไม่คลานแต่อาจจะข้ามเดินเลยก็มีค่ะ แต่ว่าหากเจ้าตัวเล็กมีอายุ 7 เดือน แต่ยังตัวอ่อน และทิ้งน้ำหนักลงบนเท้า👣ด้วยตนเองไม่ได้ ก็แนะนำให้พาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่ามีความผิดปกติของพัฒนาการหรือไม่นะคะ 

Content Image

รู้หรือไม่? ต้มขวดนมก่อนใช้ อันตรายสุดๆ!

หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่าการที่คุณพ่อคุณแม่ต้มขวดนมให้เจ้าตัวเล็กเพื่อความสะอาดนั้นความจริงแล้วกลับกลายเป็นทำไมมีไมโครพลาสติกหลุดออกมามาก! และที่น่าตกใจคือไมโครพลาสติกเหล่านั้นสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ด้วยไมโครพลาสติกอันตรายใกล้ตัวไมโครพลาสติกในขวดนมโดยเรื่องนี้มีการวิจัยโดยนักวิจัยในต่างประเทศ พบไมโครพลาสติกรั่วจากขวดนม🍼เมื่อนำขวดนมทารกไปต้มก่อนใช้งาน ซึ่ง มักเป็นพฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่มักจะทำเพื่อหวังว่าขวดน้ำที่ให้ลูกใช้จะสะอาด โดยที่ไม่รู้เลยว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ลูกน้อยอาจต้องรับไมโครพลาสติกในปริมาณมาก และอาจมากถึง 1.6 ล้านอนุภาคต่อวันเลยทีเดียว😨ซึ่งภายในปีหลังๆมานี้ผู้คนทั่วโลกก็ตื่นตกใจกับข่าวที่ว่าไมโครพลาสติดสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ ทุกเพศทุกวัย ซึ่งสามารถผ่านได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นจากอากาศที่เราหายใจ จากขวดน้ำ จากน้ำประปา🚰 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารทะเลและอื่นๆ โดยนักวิจัยได้ออกมากล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่เมื่อนำขวดนมไปฆ่าเชื้อก็มีความเป็นไปได้ที่ขวดนมจะปล่อยไมโครพลาสติกออกมา ซึ่งนักวิจัยได้ทดลองนำขวดนมทารกมาหาไมโครพลาสติก โดยแช่ในน้ำร้อนที่ร้อนถึง 90 องศา🌡️ หลังจากนั้นก็ชงนมผงในน้ำร้อน 70 องศา ซึ่งผลพบว่ามีไมโครพลาสติกออกมาเป็นจำนวนมาก และยังมีขนาดเล็กมากๆอีกด้วยเปลี่ยนวิธีการล้างขวดนมอย่างไรดี?เมื่อทราบถึงความอันตรายของไมโครพลาสติกแล้วเราก็มาดูถึงวิธีการรับมือกันดีกว่าคะ ซึ่งนักวิจัยได้ให้การแนะนำในการดูแลรักษาขวดนม🍼  และการชงนมอย่างปลอดภัยจากไมโครพลาสติกได้ดังนี้ วิธีการทำความสะอาดขวดนมแบบปลอดไมโครพลาสติก✨หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการจะฆ่าเชื้อขวดนมด้วยความร้อนให้ต้มในภาชนะที่ไม่ใช่พลาสติกอย่างสเตนเลสหรือแก้ว✨เมื่อต้มเสร็จแล้วให้นำขวดนมไปล้างน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้องอย่างน้อย 3 ครั้งเพื่อขจัดไมโครพลาสติกออกไป✨เตรียมนมแม่หรือนมผงตามปกติวิธีการชงนมผงแบบปลอดไมโครพลาสติก✨ให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมน้ำต้มสุกใส่ในภาชนะที่เป็นแก้วหรืออื่นๆที่ไม่ใช่พลาสติก✨จากนั้นให้ผสมนมผงลงกับน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 70 องศาเซลเซียส✨รอให้นมเย็นลงจนถึงอุณหภูมิห้องแล้สจึงเทลงในขวดนม เพื่อป้องกันการหลุดออกมาไมไมโครพลาสติก✨รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเขย่ขวดนมแรงๆ หรือ นำนมที่ใส่ลงในขวดนมไปแล้วมาอุ่นซ้ำเพราะอาจทำให้ไมโครพลาสติกปนเปื้อนออกมาได้ค่ะ✨เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบถึงความอันตรายของไมโครพลาสติกแล้วก็อย่าลืมนำข้อแนะนำของนักวิจัยไปปฏิบัติตามกันได้นะคะ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.