Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

👉 List บทความ7-9 เดือน

Content Image

วิธีตวงยาน้ำเด็กให้ได้ปริมาณยาที่ถูกต้อง

     คุณแม่หลาย ๆ ท่านคงเคยประสบกับปัญหาเมื่อลูกไม่สบาย🤒 แล้วคุณแม่จะต้องตวงตวงยาน้ำให้ลูกน้อย เพราะมีหน่วยวัดทั้งช้อนโต๊ะ ช้อนชา ทั้งมิลลิลิตรและซีซี ชวนปวดหัวอย่างมาก บทความนี้ได้รวบรวมวิธีง่ายๆในการตวงยาน้ำเด็กง่ายๆมาให้คุณแม่ทราบแล้วค่ะ💁‍♀️ทำความรู้จักช้อนโต๊ะ ช้อนชา และอุปกรณ์ตวงยาน้ำเด็กแต่ละแบบคุณพ่อคุณแม่จะต้องใส่ใจกับปริมาณของยาอย่างเคร่งครัดเวลาเด็กจะทานยาน้ำ เพราะถ้าให้ยามากไปก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของลูก👶 แต่ถ้าให้น้อยเกินไป ก็อาจทำให้อาการทางสุขภาพของลูกที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้น หรือใช้เวลารักษาตัวนานกว่าเดิม  โดยเฉพาะกับยาน้ำ ซึ่งกะปริมาณเองยากสุด ๆ คุณพ่อคุณแม่จำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์การวัดตวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นช้อนโต๊ะ ช้อนชา เพื่อให้ลูกได้กินยาในปริมาณที่เหมาะสมตามที่ฉลากบรรจุภัณฑ์หรือตามที่แพทย์แนะนำเอาไว้ 🥄 ช้อนโต๊ะ (Table Spoon)ช้อนโต๊ะ หรือช้อนกินช้าว เป็นช้อนที่ใหญ่สุดสำหรับชุดอาหารโดยทั่วไป แต่ในที่นี้ช้อนโต๊ะไม่ใช่สำหรับรับประทานอาหารนะคะ ช้อนโต๊ะทางการแพทย์ จะเท่ากับ 15 มิลลิลิตร หรือซีซี นั่นเอง และสามารถใช้สำหรับการตวง วัด สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แป้ง น้ำตาล เกลือ🧂 ผงปรุงรสต่าง ๆ รวมถึงยาน้ำชนิดต่าง ๆ ด้วย 🫖 ช้อนชา (Tea Spoon)ช้อนชา เป็นช้อนที่มีขนาดเล็กสุด เล็กกว่าช้อนโต๊ะมาก แต่ช้อนชาก็ยังถูกใช้เป็นมาตรวัดตวงสำหรับสิ่งต่าง ๆ เช่นเดียวกันกับช้อนโต๊ะ เพียงแต่สิ่งของที่ใช้ช้อนชาเป็นมาตรวัดนั้น ก็มักจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้ต้องการใช้ในปริมาณมากนัก หลายคนอาจจะสงสัยว่า 1 ช้อน ชา เท่ากับ กี่ ml คำตอบคือ ปริมาตร 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 มิลิลิตร หรือซีซี นั่นเอง🍵 ถ้วยตวงยา (Medicine Cup)ถ้วยตวงยา เป็นอุปกรณ์สำหรับตวงวัดที่ค่อนข้างจะได้มาตรฐานกว่าช้อนโต๊ะและช้อนชา มีลักษณะเป็นถ้วยใสคล้ายแก้วน้ำ🚰 และจะมีตัวเลขหน่วยวัดเป็นมิลลิลิตรหรือซีซีระบุไว้ที่ข้างถ้วยด้วย เมื่อเติมยาน้ำ หรืออาหารเสริมชนิดน้ำสำหรับเด็กลงไป ก็จะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าปริมาณยาที่เทลงไปนั้นอยู่ในปริมาณเท่าไหร่ และตรงตามที่แพทย์กำหนดหรือไม่ และรวมไปถึงอุปกรณ์การวัดตวงดังต่อไปนี้💉หลอดฉีดยา (Syringe)หลอดฉีดยา โดยมากจะคุ้นว่าใช้สำหรับการฉีดยา แต่จริง ๆ แล้ว หลอดฉีดยาก็สามารถใช้เพื่อป้อนยาให้กับเด็กได้เหมือนกันนะคะ โดยใช้หลอดฉีดยาดูดเอายาชนิดน้ำที่ต้องการ แล้วค่อย ๆ ฉีดอัดเบา ๆ เข้าไปที่ปากของเด็ก👄 ซึ่งหลอดฉีดยานั้นก็จะมีหลายขนาดค่ะ เล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ที่ข้างหลอดก็จะมีตัวเลขหน่วยวัดเป็นมิลลิลิตรกำกับเอาไว้ด้วย 🧪หลอดหยด (Dropper)หลอดหยด หรือดร็อปเปอร์ เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์การวัดตวงยาที่มีความแม่นยำสูง💯 โดยใช้สำหรับวัดยาน้ำหรือของเหลวต่าง ๆ โดยที่ข้างดร็อปเปอร์ก็จะมีตัวเลขหน่วยวัดกำกับเอาไว้ด้วย โดยหน่วยนั้นอาจจะเป็นซีซี หรือมิลลิลิตรก็ได้ เวลาใช้ก็เพียงดรอปเอายาน้ำหรือของเหลวนั้นให้ได้ในปริมาณที่กำหนด แล้วจึงป้อนเข้าปากลูก      สรุปได้ว่าการตวงด้วยช้อนโต๊ะกับยาน้ำนั้นแทบจะเป็นของคู่กัน เพราะเป็นอุปกรณ์วัดตวงยาน้ำที่ง่ายที่สุด✅ ทุกครัวเรือนก็จะต้องมีช้อนโต๊ะกินข้าวติดบ้านกันอยู่แล้ว เนื่องจากช้อนกินข้าวมีหลายขนาด จึงอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่สับสน ดังนั้นการตวงที่ดีควรเป็น มิลลิลิตร หรือ ซีซีนะคะ

Content Image

สอนลูกพูดสองภาษาพร้อมกันทำให้ลูกพูดช้าลงจริงหรือ?

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาว่าหากสอนลูกพูดสองภาษาอาจทำให้ลูกพูดช้ากว่าการสอนพูดภาษาเดียว ซึ่งในเรื่องนี้นั้นมีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนเราไปดูกันเลยค่ะ สาเหตุที่ทำให้ลูกพูดได้ช้า? สอนสองภาษาทำให้พูดช้าลงจริงไหม?เด็กพูดได้ช้าเกิดจากอะไร?เด็กที่พูดได้ช้า👶 คือเด็กที่มีพัฒนาการด้านการพูดที่ช้ากว่าเด็กทั่วไปที่มีอายุเท่ากัน ซึ่งการที่เด็กพูดได้ช้านั้นอาจมีสาเหตุเพราะ ลูกสูญเสียการได้ยิน👂 หรือ มีการรับรู้ที่ผิดปกติ หรือ มีสติปัญญาผิดปกติ แต่การที่สอนลูกพูดสองภาษานั้นไม่ได้เป็นต้นเหตุให้มีการพูดที่ช้าลงแต่อย่างใดสมองเด็กเหมือนฟองน้ำ🧽ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายๆคนกลัวว่าลูกจะสับสนและพูดช้าหากสอนสองภาษาพร้อมๆกัน แต่เด็กก็เหมือนฟองน้ำ สมองของเด็กจะซึมซัมความรู้ทุกอย่างได้ไวมากดังนั้นแม้ว่าจะสอนลูกสองภาษาพร้อมๆกัน ก็จะสามารถพูดไวได้เท่ากับการสอนพูดภาษา🔤เดียวอย่างไม่มีปัญหาค่ะ วิธีสอนลูกพูดสองภาษาหลักการในการสอนลูกพูดสองภาษาเมื่อทราบแล้วว่าการสอนลูกสองภาษา🔤พร้อมๆกันไม่ได้ทำให้ลูกพูดช้าลง แล้วหากอยากจะสอนลูกสองภาษาพร้อมกันล่ะ จะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่สำคัญในการสอนคือควรมีหลักในการสอนและควรสอนอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามพูดทั้งสองภาษาเรื่อยๆ💭 แล้วลูกจะทำความคุ้นเคยกับเสียงและความหมายของคำของแต่ละภาษาที่แตกต่างกัน ที่สำคัญคือจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และสามารถพูดทั้งสองภาษาได้ในที่สุด ประโยชน์ของการสอนสองภาษาประโยชน์ของการสอนลูกสองภาษา🔤ในครั้งเดียวกันคือ สมองของลูกจะได้รับการกระตุ้นให้เรียนรู้ได้มากขึ้นและดีขึ้น ลูกจะเข้าใจเรื่องอื่นๆที่เรียนได้มากขึ้นเมื่อลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนค่ะ🏫  ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ เพราะการสอนลูกสองภาษานอกจากจะไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกพูดช้าลงแล้ว ลูกยังพูดได้หลายภาษาและยังเป็นการกระตุ้นสมองของน้องให้ทำงานเรียนรู้ได้ดีอีกด้วยค่ะ 

Content Image

หลักการเลือกรองเท้าให้ลูก

เมื่อลูกน้อยเริ่มเดินเตาะแตะ การเลือกรองเท้าจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณเริ่มคำนึงถึง หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่าจะต้องเลือกรองเท้าแบบไหนถึงจะดีวันนี้เราไปหาคำตอบกันเลยค่ะตอนไหนถึงควรใส่รองเท้า✨ตอนไหนถึงควรใส่รองเท้าเมื่อลูกน้อยเริ่มหัดเดิน การเดินแบบเท้าเปล่านั้นจะดีที่สุด เพราะลูกจะได้สัมผัสฝ่าเท้ากับพื้นอย่างเต็มเท้า แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องออกนอกบ้าน การมีรองเท้า👟เด็กเตรียมไว้ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและของบนพื้นต่างๆ ค่อยเริ่มใส่รองเท้าให้ลูก👶 โดยเมื่อลูกเริ่มเดินแข็งแล้ว บางคนหากเดินได้ไวก็จะใส่รองเท้าได้ตั้งแต่ 7 เดือนเลย ลองให้เดินในที่ที่ไม่ขรุขระก่อนนะคะ✨การเลือกซื้อรองเท้าการเลือกซื้อรองเท้าเด็กเล็กนั้นเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาในการเลือกค่อนข้างนาน🤔 เพราะลูกไม่สามารถบอกได้ว่าใส่ได้พอดีหรือไม่พอดี สบายหรือไม่สบาย ซึ่งเราจะสามารถทำได้เพียงซื้อรองเท้ามาแล้วคอยสังเกตอาการของลูกเท่านั้นเลือกอย่างไรดี✨ไม่ควรแข็งเกินเวลาเลือกรองเท้าไม่ควรเลือกส้นที่มีความแข็งมากเกินไปเพราะจะทำให้ลูกรู้สึกไม่สบาย รวมถึงควรเลือกที่ใหญ่กว่าเท้าของลูกเล็กน้อยเผื่อเท้าของลูกโต👣✨ควรมีเชือกผูกที่สำคัญเลยคือรองเท้าของลูกควรมีเชือกผูกหรือมีที่รัดเพราะหากซื้อรองเท้าเปิดส้นอาจทำให้ลูกสะดุดได้ค่ะ✨ระบายอากาศได้ดีควรเลือกรองเท้าที่มีวัสดุที่ช่วยระบายอากาศได้ดี เพราะหากระบายอากาศได้ไม่ดีจะทำให้ลูกอึดอัด และรู้สึกร้อน♨️ ร่วมถึงทำให้เหงื่อออกและมีกลิ่นเหม็นได้นะคะ✨ใส่ใจช่วงเวลาในการเลือกซื้อการเลือกซื้อรองเท้าให้เด็กเล็กนั้นควรจะดูช่วงเวลาในการเลือกด้วย โดยในช่วงเที่ยงจนถึงช่วงเย็นจะเป็นช่วงเวลาที่เท้าจะขยายตัวมากที่สุด ✨ลงทุนสักนิดมีผลต่ออนาคตเราเข้าใจดีว่าในปีๆหนึ่งเด็กเล็กจะต้องเปลี่ยนรองเท้ากันบ่อยมาก และหลายๆท่านอาจไม่อยากลงทุนกับการซื้อรองเท้าเด็กมากเพราะรองเท้าดีๆ ราคาก็ไม่ได้ถูกเลย💸 แต่หากคิดถึงเรื่องของอนาคตแล้ว การซื้อรองเท้าเด็กที่ไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่าจะมีราคาที่ถูก แต่อาจทำให้ลูกมีปัญหาเรื่องการเดินในอนาคตได้ค่ะ และอาจมีปัญหาเรื่องกระดูก🦴ได้อีกด้วย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่ถูกจนเกินไปและไม่ได้ออกมาให้เข้ากับสรีระของเด็กนะคะเลือกรองเท้าตามช่วงวัยของลูก✨อายุต่ำกว่า 18 เดือนคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับช่วงอายุของลูกได้ เช่น หากลูกอายุไม่ถึง 12 เดือน ให้เลือกรองเท้า👟ที่มีความนุ่มเป็นพิเศษและมีด้านหน้าใหญ่ เพราะฝ่าเท้าด้านหน้าจะมีความกว้างมากกว่าและลงแรงทางด้านหน้ามากกว่านั่นเอง หากลูกน้อย👶มีอายุ 12 เดือนขึ้นไป ช่วงนี้ลูกจะลงน้ำหนักทั่งฝ่าเท้า ดังนั้นควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นเป็นคลื่นๆ จะช่วยในเรื่องของการทรงตัวได้ดี✨อายุมากกว่า 18 เดือนเมื่ออายุ 18 เดือน ขึ้นไปลูกจะชอบทำกิจกรรมกล้างแจ้ง☀️ ดังนั้นควรเลือกรองเท้าที่พื้นแข็งแรงและพยุงเท้าได้ดีเหมาะสำหรับเวลาเดินเล่น เมื่อเข้าสู่ช่วง 24 เดือนขึ้นไปลูกจะเดินคล่องและวิ่งได้ ควรเลือกรองเท้าที่มีความหนาและนุ่มเพื่อความสบายค่ะ

Content Image

รับมือท่อน้ำตาอุดตันในทารก

ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทารกแรกเกิด เพราะเป็นอวัยวะที่ช่วยเชื่อมโยงตัวทารกกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งการมองเห็นที่ดีจะส่งเสริมการพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น การประสานงานของมือและตา ซึ่งทำให้ทารกสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และมีความอยากรู้อยากเห็น รวมถึงการพัฒนาการอื่นๆ อย่างการคว่ำ คลาน นั่ง เดินภาวะท่อน้ำตาอุดตันสาเหตุของท่อน้ำอุดตันในเด็กท่อน้ำตาอุดตันในทารก😢 มักมีสาเหตุมาจากการที่ลิ้นเปิดปิดในท่อน้ำตามีพังผืดบางๆมาขวาง ทำให้ลิ้นไม่เปิด และทำให้น้ำตาเอ่อบริเวณดวงตาของทารกในที่สุด ซึ่งโดยทั่วไปช่วงครบกำหนดคลอดหรือหลังจากคลอดไม่กี่เดือน พังผืดนี้จะสามารถทะลุออกเองได้โดยธรรมชาติ และจะอาการดีขึ้นเอง แต่หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องอาการก็อาจจะไม่ดีขึ้นได้ และจะน้ำตาที่ขังอยู่นาน🌊ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อ และอาจทำให้กระจกตาและเยื่อบุตาอักเสบได้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลอย่างไร? วิธีการรักษาท่อน้ำตาอุดตันในทารก? หากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลอย่างไรบ้าง?หากปล่อยทิ้งไว้ การอุดตันจะทำให้เมือก น้ำตา และเชื้อโรคต่างๆสะสมอยู่ในท่อน้ำตา น้ำตาอาจไหลจนทำให้ทารกรำคาญและในบางรายอาจเป็นหนองอักเสบได้🦠 วิธีการรักษา90% ของทารกแรกเกิดสามารถหายเองได้โดยไม่จำเป็นต้องรักษา ในรายที่ไม่หายไปเองสามารถนวด💆‍♀️บริเวณท่อน้ำตาเพื่อให้เยื่อที่ปิดปลายท่อน้ำตาทะลุออกวิธีการนวดบริเวณท่อน้ำตา✨ก่อนอื่นล้างมือให้สะอาด✨จากนั้นใช้นิ้วกดบลงบริเวณหัวตา ให้นวดทิศทางเข้ามาทางสันจมูกของเจ้าตัวเล็กและลงด้านล่างอย่างเบามือ✨สามารถนวดได้วันละ 2-3 รอบ รอบละ 10-20 ครั้ง✨โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ยาหยอดปฏิชีวนะควบคู่ต่อการนวดเพื่อให้ผลที่ดี✨การนวดบริเวณท่อน้ำตาจะได้ผลดีในช่วงขวดปีแรกและจะได้ผลน้อยลงหากอายุมากกว่านั้น และอาจต้องทำการรักษาด้วยการแยงท่อน้ำตาซึ่งจะต้องให้ดมยมสลบ จึงจำเป็นต้องรอให้เด็กโตพอก่อน

Content Image

เตือน! มีลูกเล็กอย่าปล่อยให้คลาดสายตา อันตรายถึงชีวิต

     ลูกรักของคุณแม่หลายๆท่านคงกำลังอยู่ในวัยซน ชอบวิ่งไปวิ่งมาและอยากรู้อยากเห็นสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ จึงสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายหากคุณแม่คลาดสายตา👁️เพียงแค่วินาทีเดียว วันนี้ทางเราจะมาพูดถึงอันตรายจากการที่คุณแม่ปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ลำพังโดยคลาดสายตา เราไปรับฟังพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ความเสี่ยงจากการที่ปล่อยให้ลูกคลาดสายตา👉เสี่ยงพลัดตกจากที่สูงเด็กเล็กนั้นมีนิสัยชอบปีนป่ายขึ้นไปที่สูง เช่น ปีนขึ้นบันได เก้าอี้🪑 และโซฟา เป็นต้น  หากคุณแม่ปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ตามลำพังแล้วเด็กอาจหกล้มหรือตกจากที่สูงจนทำให้หัวฟาดพื้นจนบาดเจ็บรุนแรง🤕 หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ 👉เสี่ยงสิ่งของหรืออาหารติดคอเด็กๆมักชอบหยิบจับสิ่งของรอบตัวแล้วนำเข้าไปในปาก👄 ซึ่งหากถ้าคุณแม่ไม่ระวังอาจจะทำให้สิ่งของเรานั้นเข้าไปอุดหลอดลมลูก จนทำให้ลูกหายใจไม่ออก🤢และเสียชีวิตในที่สุด👉เสี่ยงต่อการจมน้ำคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นอยู่ในอ่างน้ำ ในสระว่ายน้ำ🏊‍♀️ หรือแม้กระทั่งบริเวณรอบๆบ้านที่มีบ่อน้ำต่างๆตามลำพัง เพราะเด็กอาจวิ่งเล่นแล้วพลัดตกลงน้ำ ทำให้อาจจมน้ำตายได้ ดังนั้นควรทำรั้วกั้นบริเวณไม่ให้เด็กๆเข้าใกล้บริเวณนั้นอย่างเด็ดขาด🙅‍♀️สถานที่อันตรายที่เสี่ยงต่อการเกิดเกิดอุบัติเหตุของลูก🏠สถานที่ภายในบ้านในบ้านที่ดูเหมือนจะปลอดภัยแต่จริงๆแล้วมีหลายจุดในบ้านที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อลูก เช่น ในห้องน้ำ🛀 บริเวณบันได และขอบมุมของโต๊ะทานข้าว🏞️สถานที่ข้างนอกบ้านเมื่อคุณแม่นำลูกๆไปเล่นนอกบ้าน คุณแม่ควรระมัดระวังสถานที่ข้างนอกเป็นพิเศษ ดังเช่น สวนสนุก🎡 สวนสัตว์🎪 และสถานที่ที่มีคนแออัด     สรุปก็คือคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อย👶เล่นอยู่ลำพังหรือคลาดสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว เพราะอาจทำให้เกิดการสูญเสียได้จากอุบัติเหตุที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้นควรเฝ้ามองลูกๆเล่นอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อเจ้าตัวน้อย

Content Image

รวม 7 ปลา โอเมก้า 3 สูง! เหมาะสำหรับเป็นอาหารเสริมให้ลูก

     ปลาถือว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์อย่างมาก และแน่นอนว่าไม่ใช่ปลาทุกชนิดที่เหมาะสำหรับการทำอาหารเสริมให้กับลูกน้อย เนื่องจากปลาบางชนิดอาจมีสารปรอทสูง เช่น ปลาคิงแมคเคอเรล ปลามาร์ลิน ปลาฉลาม🦈 เป็นต้น ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมสุดยอดปลา 7 ชนิดที่มีโอเมก้าสูง เหมาะที่จะเป็นอาหารเสริมให้กับลูกมาให้คุณแม่ทราบไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️ปลา 7 ชนิดที่มีความปลอดภัยสูงสำหรับทำอาหารเสริม มีดังต่อไปนี้อ้างอิงจากคำแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA)✨ปลาทูน่า (Tuna)คุณแม่สามารถเลือกปลาทูน่าสคิพแจ็ค🍣 (Skipjack Tuna ) มาทำอาหารเสริมให้กับลูกน้อยได้ เนื่องจากเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าปลาทูน่าชนิดอื่นๆ ปริมาณที่แนะนำ คือ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ค่ะ✨แซลมอน (Salmon)ปลาแซลมอน🍣 เป็นปลาที่มีการปนเปื้อนของสารปรอทต่ำและมี DHA สูง  DHA นั้นดีต่อการพัฒนาและการทำงานของสมอง🧠ของลูก โดยคุณแม่สามารถนำมาทำเป็นอาหารเสริมให้กับลูกน้อยทานได้ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์เช่นเดียวกันค่ะ✨ปลาเฮอริ่ง (Herring)ปลาเฮอร์ริ่ง หรือ ปลาหลังเขียว🐠 เป็นปลาทะเลที่สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักสำหรับการทำอาหารเสริมให้กับเจ้าตัวเล็กได้ เนื่องจากเป็นปลาที่มีการปนเปื้อนของสารปรอทต่ำและมี DHA สูง เช่นเดียวกับปลาแซลมอน โดยการบริโภคที่แนะนำ คือ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์นะคะและรวมไปถึงปลาชนิดเหล่านี้ด้วย✨ปลาดุก (Catfish)ปลาดุก ไม่เพียงแต่เป็นปลาที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คน แต่ยังดีสำหรับการนำมาทำอาหารเสริมให้กับเจ้าตัวเล็กของคุณแม่อีกด้วยค่ะ เนื่องจากมีโปรตีน วิตามิน B วิตามิน D และธาตุเหล็กสูง โดยคุณแม่สามารถนำปลาดุกมาทำเป็นอาหารเสริมให้กับลูกน้อย👶ทานได้ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์✨ปลาแอนโชวี่ (Anchovy)ปลาแอนโชวี่ แม้ว่าจะเป็นปลาที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ก็มีประโยชน์สำหรับเจ้าตัวน้อยเช่นกันค่ะ เพราะสามารถช่วยบำรุงหัวใจ🫀 ซ่อมแซมเนื้อเยื่อเซลล์ บำรุงสุขภาพผิว และเสริมสร้างกระดูก🦴ของเด็กๆ ให้แข็งแรงได้  โดยการบริโภคที่แนะนำคือ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์✨ปลาค็อด (Cod)คุณแม่หลายอาจจะคุ้นหูกับปลาชนิดนี้ในเรื่องของโยชน์ในการนำไปสกัดเป็นน้ำมันเพื่อบำรุงร่างกาย แม้แต่ตับของปลาค็อดก็ถูกนำไปสกัดเป็นอาหารเสริม💊อย่างน้ำมันตับปลา เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และมีวิตามิน A และ D สูง โดยคุณแม่สามารถนำปลาค็อดมาทำเป็นอาหารเสริมให้กับลูกน้อยทานได้ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์✨ปลาซาร์ดีน (Sardine)สุดท้าย คือ ปลาซาร์ดีน เห็นตัวเล็กๆ🐟 แบบนี้ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเช่นกันนะคะ  ไม่ว่าจะเป็นช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือด🩸 และป้องกันมะเร็ง โดยการบริโภคที่แนะนำ คือ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ เช่นเดียวกับปลาทุกชนิดที่เราได้กล่าวถึงไปแล้ว     คุณแม่สามารถนำปลามาเหล่านี้แปรรูปเป็นอาหารมื้อหลักหรืออาหารเสริมสำหรับเจ้าตัวเล็ก👶ที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปได้เท่านั้นค่ะ นอกจากนี้อย่าลืมเช็กให้แน่ใจด้วยว่า ได้ปรุงว่าสุดอย่างทั่วถึง และไม่มีก้างปลาหลงเหลืออยู่แล้ว เพราะมิฉะนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อเจ้าตัวน้อยได้ค่ะ

Content Image

ควรให้ลูกน้อยเริ่มทานปลาตอนไหนจึงจะเหมาะสม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนอาจมีข้อสงสัยว่าควรจะเริ่มให้ลูกทานปลาได้เมื่อไหร่? แล้วจะแพ้ไหม? เพราะปลานั้นก็เป็นหนึ่งในอาหารทะเลที่คนจำนวนมากมีอาการแพ้ แต่จริงๆแล้วปลานั้นเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับเด็กเริ่มหัดทานเพราะเป็นอาหารที่เคี้ยวง่ายนั่นเองค่ะ  ปลามีประโยชน์อย่างไรบ้าง?ประโยชน์ของปลาปลา🐟เป็นหนึ่งในอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันดี ซึ่งกรดไขมันมีประโยชน์ในการป้องกันโรคต่างๆ อย่างโรคไขมันในเลือดสูง หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจ นอกเหนื่อยจากนั้นเครื่องในตับปลายังมีแร่ธาตุ วิตามิน A D E K แถมปลาบางตัวก็ยังมีแคลเซียมอีกด้วยค่ะ ให้ทารกทานปลาได้หรือไม่?หลายๆท่านอาจมีคำถามว่าแท้จริงแล้วเราสามารถให้ลูกทานเมนูปลา🐟ได้เมื่ออายุเท่าใด เพราะบางคนก็บอกว่าให้ลูกเริ่มทานได้หลังลูกน้อยอายุ 6 เดือน บางคนก็บอกว่าต้องรอให้ลูกอายุครบ 1 ขวบก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกิดอาการแพ้มีงานวิจัยระบุว่าหากทารกอายุครบ 4-6 เดือน👶ก็สามารถให้ลูกทานปลาสุกได้ แต่มีคำแนะนำจาก ทางสถาบัน American Academy of Pediatrics (APP) ว่าควรจะให้ลูกน้อยกินปลาหลังจากได้ลูกของทานอาหารแข็งอย่างอื่นบ้างแล้ว นอกจากนั้นก่อนจะให้ลูกน้อยทานอาหารแข็งก็ควรเข้ารับคำปรึกษากับคุณหมอ👩‍⚕️เสียก่อนเมื่อให้คุณหมอช่วยประเมินว่าลูกน้อยพร้อมที่จะเริ่มทานอาหารแข็งได้หรือไม่อยากให้ลูกน้อยเริ่มทานปลาควรทำอย่างไรเมื่อเริ่มต้นให้ลูกน้อยทานปลาให้คุณพ่อคุณแม่ปรุงให้ปลาสุก🐟 เสียก่อน จากนั้นนำมาบดหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ลูกน้อยเคี้ยวสะดวก โดยอาจจะเสิร์ฟพร้อมกับผัก🥗ไปด้วยเพื่อสารอาหารที่ครบถ้วน เมื่อทดลองให้ลูกทานปลาแล้วให้สังเกตว่าลูกน้อยมีอาการแพ้ปลาหรือไม่ โดยหากมีอาการแพ้ลูกน้อยจะมีผื่น ท้องเสีย อาเจียน🤮 มีอาการบวม หรือมีอาการหายใจลำบากทันทีที่ทาน ซึ่งหากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ให้พาไปพบคุณหมอโดยด่วนค่ะซึ่งถ้าหากลูกไม่มีอาการแพ้ การให้ลูกทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็จะช่วยให้ลูกมีเชาวน์ปัญญา🧠ที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ทานปลา หรือทานน้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ก่อนจะให้ลูกทานปลาก็อย่าลืมว่าจะต้องปรุงให้ปลาสุกก่อนเท่านั้นค่ะ

Content Image

การนอนของทารกอายุ 7-9 เดือน

เผลอแปปเดียวผ่านไป 7 เดือนแล้ว ไวมากๆเลยใช่ไหมคะ ตอนนี้ลูกน้อยเริ่มขยับได้อย่างอิสระมากขึ้น หยิบจับของได้ถนัดขึ้น และกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นแล้ว เราจะมาดูกันว่าในช่วงวัยนี้ ลูกจะมีตารางการนอนอย่างไรกันบ้างค่ะ ตารางการนอนของทารกวัย 7-9 เดือน✨การนอนในวัยนี้ลูกน้อยจะนอนหลับ💤ลึกในตอนกลางวัน และจะหลับลึกยาวในตอนกลางคืน แปลว่านอนได้ดีทั้งกลางวันและกลางคืนนั่นเองค่ะ ดังนั้นคุณแม่จะมีเวลาทำอะไรอย่างอื่นมากขึ้น ยินดีด้วยนะคะ! ✨ชั่วโมงการนอนในวัยนี้ลูกจะนอนตอนกลางวันประมาณ 2 รอบ โดยนอนครั้งละ 1-2 ชั่วโมง และนอนในตอนกลางคืน🛌🏽 1 รอบ ประมาณ 10 ชั่วโมง แต่อาจตื่นขึ้นมาหลังหลับไปประมาณ 5-6 ชั่วโมงอย่างไม่มีเหตุผล (ไม่ได้หิวนม) โดยบางคนก็อาจหลับจนถึงเช้าโดยไม่ตื่นกลางดึกเลยก็ได้ค่ะการจัดตารางการนอนของลูก✨เสมอต้นเสมอปลายพยายามฝึกให้ลูกน้อย👶นอนเป็นเวลาอย่างเคร่งครัด โดยทำให้เป็นนิสัยและทำให้เกิดความเคยชิน เวลาลูกน้อยจะนอนอาจเปิดเพลงให้ฟัง และให้เปิดเพลงเดิมเพื่อเป็นสัญญาณว่าถึงเวลานอนแล้ว✨ตรงเวลาให้คุณพ่อคุณแม่กำหนดเวลาการนอน💤ให้ตรงเป๊ะ และให้ทำตามตาราง ทารกก็จะจดจำตารางและเกิดความเคยชิน ✨ให้นอนเองเมื่อถึงเวลานอนให้วางลูกน้อยบนเตียง🛌🏽 แล้วลูกน้อยจะกลิ้งไปกลิ้งมาสักพักและจะค่อยๆ หลับไปเองโดยไม่ต้องอุ้มกล่อมฝึกการนอน✨ไม่ต้องอุ้มเมื่องอแงหากลูกน้อยเรียกร้องความสนใจจากคุณ ให้ปลอบโยนด้วยคำพูดและลูบหัวหรือลูบหลังแต่ไม่ต้องอุ้มขึ้นมาปลอบ ลูกน้อย👶จะค่อยๆ ชินไปเองในคืนถัดๆไปค่ะ✨ให้นอนแต่หัวค่ำพาลูกเข้านอนก่อนเวลาที่ตั้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะลูกน้อยจะต้องมีเวลาในการกลิ้งไปมาเตรียมนอน🛌🏽นั่นเองค่ะ✨ไม่ต้องให้นมกินกลางดึกในวัยนี้เวลาตื่นกลางดึก คุณแม่ไม่จำเป็นต้องให้นมลูกทาน เพราะจะเป็นการทำให้ลูกติดนิสัยและร้องกินนมทุกคืน คุณแม่สามารถฝึกให้ลูกนอนยาว💤ได้ตลอดทั้งคืนค่ะ

Content Image

อาหารเสริมสำหรับลูก6-8เดือน

เมื่อลูกน้อยอายุได้ 6-8 เดือน จะเป็นวัยที่ลูกต้องการได้รับสารอาหารเสริมนอกจากการทานนม หลายๆคนอาจจะกังวลและไม่ทราบว่าควรจะให้ลูก👶ทานอะไรได้บ้างวันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้วค่ะ เวลาไหนที่เหมาะสมที่จะให้อาหารเสริมกับลูกน้อย✨พัฒนาการทางร่างกาย มีการแสดงความสนใจอาหาร🍲 มีการทำท่าอยากเคี้ยว เริ่มนั่งได้ มีการทำงานของกล้ามเนื้อการกลืน (อายุ 4 เดือนขึ้นไป)✨พัฒนาการระบบย่อยอาหาร เมื่อทารกอายุ 4-6 เดือน จะสามารถย่อยแป้ง🍚ได้ด้วยน้ำย่อย amylase และย่อยไขมันได้เมื่ออายุ 6-9 เดือน✨พัฒนาการระบบภูมิต้านทานเมื่อทารกอายุ 6 เดือน👶 ขึ้นไปจะมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น ทำให้แพ้อาหารน้อยลงค่ะ อาหารที่ควรเลือก✨ไข่แดง ควรให้ไข่ขาว🥚เมื่ออายุ 7 เดือนขึ้นไปเนื่องจากทารกมีโอกาสแพ้ไข่ขาวได้ โดยไม่ควรให้เป็นยางมะตูมควรต้มให้สุก ✨ตับสามารถให้ทั้งตับหมูและตับไก่🐔 เป็นแหล่งอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ได้ดีเลยล่ะค่ะ ✨เนื้อสัตว์ต่างๆสามารถให้เนื้อสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปลา🐟 หมู ไก่ ซึ่งมีโปรตีน และวิตามินต่างๆ และ กรดไขมัน DHA จากปลาด้วยค่ะ✨ถั่วสามารถให้ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองหรือถั่ว🥜เมล็ดแห้ง โดยควรต้มจนสุกและบดละเอียด เพื่อป้องกันท้องอืด✨ผลไม้ สามารถให้ลูกทาน ส้ม กล้วยน้ำว้า🍌 มะม่วงสุก มะละกอสุกเป็นของว่างได้✨ผักต่างๆ การให้ลูกทานผักจะช่วยเรื่องการขับถ่าย เพื่อมีใยอาหารและแร่ธาตุวิตามินต่างๆ มากมายค่ะ อาจให้เป็น ผักบุ้ง ฟักทอง ตำลึง🥬✨ข้าวสามารถให้ข้าวตุ๋น🍚  หรือ ข้าวต้มได้ โดยควรตำข้าวให้ละเอียดก่อนนำมาต้มการให้อาหารลูกวัยนี้✨ควรให้อาหารลูกอย่างไรดี?เมื่อลูกเข้าสู่อายุ 6 เดือน - 1 ปี ลูกจะต้องการอาหารเสริมมากขึ้น โดยคุณแม่ควรจะลดปริมาณน้ำนม🥛น้อยลงแต่อย่างไรก็ตามน้ำนมยังควรเป็นอาหารหลักของลูกในช่วงขวบแรก โดยควรจะได้รับวันละประมาณ 750-900ซีซี หรือ 25-30ออนซ์ต่อวันค่ะ ✨วิธีทำอาหารให้ลูกทานง่ายโดยเมื่อเริ่มให้อาหารลูกอาหารจะต้องค่อนข้างเปียก กึ่งเหลวกึ่งหนืด โดยอาจน้ำอาหารบด🥘ด้วยน้ำนมแม่🥛 หรือน้ำต้มสุกก็ได้ค่ะ ซึ่งคุณแม่จะต้องทำให้อาหารสุกนิ่มมากๆ เพื่อให้ลูกกลืนได้ง่ายค่ะ

Content Image

ฝึกลูกนอนยาว

     การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาและสุขภาพที่ดีของเด็ก การให้ลูกน้อยนอนหลับยาวนานและมีคุณภาพจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่เจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสม ทั้งทางร่างกาย จิตใจและอารมณ์ค่ะการฝึกลูกให้นอนยาวเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและความพยายาม แต่ก็คุ้มค่าอย่างแน่นอนค่ะ💁‍♀️ความสำคัญของการนอนหลับยาวนานการนอนพักผ่อนสำหรับเด็กเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพราะการนอนมีส่วนในการพัฒนาสมอง การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่สมอง🧠จะซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ การนอนหลับยาวนานจะช่วยให้สมองของลูกน้อยพัฒนาได้อย่างเต็มที่นั่นเองค่ะ อีกทั้งยังช่วยด้านการเจริญเติบโตทางร่างกาย ฮอร์โมนการเจริญเติบโตจะหลั่งออกมาในระหว่างการนอนหลับ การนอนหลับยาวนานจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณเติบโตได้ตามปกติค่ะ ไม่เพียงเท่านั้นการนอนหลับเต็มที่ก็ยังช่วยในการควบคุมอารมณ์ด้วยนะคะ การนอนหลับที่เพียงพอจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ลดความหงุดหงิดและอาการงอแงได้พอสมควรค่ะ และที่สำคัญช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้นด้วยค่ะ การนอนหลับจะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อย ทำให้พวกเขามีความต้านทานต่อการติดเชื้อได้ดีขึ้นนะคะ🛡️การเริ่มฝึกลูกนอนยาวเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มฝึกลูกนอนยาวคือเมื่อพวกเขาอายุประมาณ 4-6 เดือน เพราะในช่วงเวลานี้ ลูกน้อยของคุณจะเริ่มมีการนอนหลับเป็นช่วงเวลายาวนานขึ้นและสามารถแยกแยะระหว่างกลางวันและกลางคืนได้แล้วนั่นเองค่ะ🌙เคล็ดลับการฝึกลูกให้นอนยาวสำหรับวิธีการฝึกให้ลูกน้อยได้นอนอย่างยาวนานมากขึ้น ก็ควรจะเป็นเคล็ดลับหรือเทคนิคในการนอนที่คุณพ่อคุณแม่คุ้นเคยและคุ้นชินที่สุด ซึ่งได้แก่สร้างกิจวัตรประจำวัน กำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการนอนหลับ การกิน🍽️ และการเล่น และพยายามปฏิบัติตามตารางเวลานี้ให้มากที่สุดค่ะสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการนอนหลับ ห้องนอนของลูกน้อยควรเงียบ สลัว และเย็นสบายเพื่อสร้างบรรยากาศให้พร้อมในการพักผ่อนค่ะ💤ให้ลูกน้อยกินอิ่มก่อนนอน ลูกน้อยที่หิวจะนอนหลับได้ยากค่ะอาบน้ำอุ่นให้ลูกน้อยก่อนนอน การอาบน้ำอุ่น🛀จะช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลายและง่วงนอนค่ะนวดลูกน้อย การนวดจะช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลายและสงบลงค่ะร้องเพลงกล่อมลูกน้อย เสียงเพลง🎶จะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายค่ะอยู่กับลูกน้อยจนกว่าจะหลับ การที่คุณพ่อคุณแม่อยู่กับลูกน้อยจนกว่าจะหลับจะช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย🤗 และมั่นใจค่ะอย่าอุ้มลูกน้อยขึ้นมาเมื่อร้องไห้ หากลูกน้อยร้องไห้😭 ให้ปล่อยให้พวกเขาร้องไห้เป็นเวลาสั้นๆ แล้วค่อยกลับไปปลอบ พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะปลอบตัวเองและนอนหลับเองได้ในที่สุดค่ะ     การนอนหลับมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองของเด็ก🧠 ในระหว่างการนอนหลับ สมองจะซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ การนอนหลับที่เพียงพอจะช่วยให้สมองของลูกน้อยพัฒนาได้อย่างเต็มที่และมีสุขภาพดีค่ะ

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.