Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

👉 List บทความ7-9 เดือน

Content Image

วิธีรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

แม้ว่าการคลอดลูกจะเป็นเรื่องน่ายินดีและน่าชื่นใจ แต่ในขณะเดียวกัน คุณแม่ก็สามารถเกิดโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้ จากการรับความเครียดและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งในวันนี้เราจะไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอดได้กันค่ะ ทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้าหลังคลอดโรคซึมเศร้าหลังคลอดคือ?โรคซึมเศร้าหลังคลอด หรือ Postpartum Depression นั้นความจริงแล้วเป็นภาวะที่คุณแม่หลายๆคนกำลังเผชิญ ซึ่งผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า😔นั้นจะมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า อ่อนเพลียจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน หรือ เลี้ยงลูกได้ตามปกติ ดังนั้นหากคุณแม่กำลังมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาจิตแพทย์👩‍⚕️เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งในบางรายอาจมีอาการอยากทำร้ายตนเอง หรือมีอาการอยากจบชีวิตตนเอง ก็ควรจะพบคุณหมอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่อยากให้เกิด และรับการรักษาอย่างทันท่วงทีค่ะ สาเหตุของโรคซึมเศร้าหลังคลอดโรคซึมเศร้าหลังคลอดนั้นสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้เกิดจากการเปลี่ยนของระดับฮอร์โมนที่รวดเร็วเพราะหลังจากที่คุณแม่คลอด ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่เคยสูงระหว่างตั้งครรภ์ก็จะลดลง📉อย่างรวดเร็ว  ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของเคมีในสมองจึงเป็นผลให้คุณแม่มีอารมณ์แปรปรวนนั่นเองค่ะ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆกลุ่มที่ 1 : คุณแม่ซึมเศร้าเพราะยังปรับตัวหลังคลอดไม่ได้ เนื่องจากคุณแม่มีความกังวลเรื่องลูก👶 ซึ่งส่วนมากจะเป็นเฉพาะในช่วงอาทิตย์แรก และจะหายเองได้โดยที่ไม่ต้องรับการรักษากลุ่มที่ 2 : โรคซึมเซร้าหลังคลอด โดยจะมีอาการอ่อนไหวง่าย ร้องไห้บ่อย😢 นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร บางครั้งก็จะมีอาการขี้หงุดหงิด รู้สึกไม่ผูกพันกับลูก และอาจอยากทำร้ายตนเองหรือทำร้ายลูก โดยอาการจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 2 อาทิตย์ หรือ หลายเดือน ซึ่งไม่สามารถหายเองได้และคุณแม่จะต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง🏥กลุ่มที่ 3 : โรคจิตหลังคลอด ซึ่งจะพบว่าคุณแม่จะมีอาการร้องไห้ง่าย อาการฉุนเฉียว😠 มีอาการคล้ายไบโพล่าร์ ประสาทหลอน หูแว่ว หรืออาจได้ยินเสียงบอกให้จบชีวิตลูก ซึ่งมีความอันตรายและควรจะเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาการรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดพบจิตแพทย์หากสงสัยว่าตนเองมีอาการของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดแล้วล่ะก็ อย่าเพิ่งตื่นตกใจกลัวจนเกินเหตุ ทำใจสบายๆ และพบจิตแพทย์👩‍⚕️หรือนักจิตบำบัดเพื่อรับการรักษา โดยแพทย์อาจมีกิจกรรมทางจิตวิทยาที่จะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายความเครียดที่มีอยู่ และอาจใช้ยา💊ช่วยด้วยในบางรายคนรอบข้างสำคัญไม่ว่าจะเป็นสามี พ่อแม่ หรือเพื่อนๆ คนรอบข้างสามารถเป็นกำลังใจที่สำคัญของคุณแม่ สามารถพูดคุย รับฟังความเครียดต่างๆ แบ่งเบาภาระการเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยบรรเทาความเครียดของคุณแม่👩ได้ค่ะ

Content Image

ควรให้ลูกน้อยเริ่มทานปลาตอนไหนจึงจะเหมาะสม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนอาจมีข้อสงสัยว่าควรจะเริ่มให้ลูกทานปลาได้เมื่อไหร่? แล้วจะแพ้ไหม? เพราะปลานั้นก็เป็นหนึ่งในอาหารทะเลที่คนจำนวนมากมีอาการแพ้ แต่จริงๆแล้วปลานั้นเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับเด็กเริ่มหัดทานเพราะเป็นอาหารที่เคี้ยวง่ายนั่นเองค่ะ  ปลามีประโยชน์อย่างไรบ้าง?ประโยชน์ของปลาปลา🐟เป็นหนึ่งในอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันดี ซึ่งกรดไขมันมีประโยชน์ในการป้องกันโรคต่างๆ อย่างโรคไขมันในเลือดสูง หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจ นอกเหนื่อยจากนั้นเครื่องในตับปลายังมีแร่ธาตุ วิตามิน A D E K แถมปลาบางตัวก็ยังมีแคลเซียมอีกด้วยค่ะ ให้ทารกทานปลาได้หรือไม่?หลายๆท่านอาจมีคำถามว่าแท้จริงแล้วเราสามารถให้ลูกทานเมนูปลา🐟ได้เมื่ออายุเท่าใด เพราะบางคนก็บอกว่าให้ลูกเริ่มทานได้หลังลูกน้อยอายุ 6 เดือน บางคนก็บอกว่าต้องรอให้ลูกอายุครบ 1 ขวบก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกิดอาการแพ้มีงานวิจัยระบุว่าหากทารกอายุครบ 4-6 เดือน👶ก็สามารถให้ลูกทานปลาสุกได้ แต่มีคำแนะนำจาก ทางสถาบัน American Academy of Pediatrics (APP) ว่าควรจะให้ลูกน้อยกินปลาหลังจากได้ลูกของทานอาหารแข็งอย่างอื่นบ้างแล้ว นอกจากนั้นก่อนจะให้ลูกน้อยทานอาหารแข็งก็ควรเข้ารับคำปรึกษากับคุณหมอ👩‍⚕️เสียก่อนเมื่อให้คุณหมอช่วยประเมินว่าลูกน้อยพร้อมที่จะเริ่มทานอาหารแข็งได้หรือไม่อยากให้ลูกน้อยเริ่มทานปลาควรทำอย่างไรเมื่อเริ่มต้นให้ลูกน้อยทานปลาให้คุณพ่อคุณแม่ปรุงให้ปลาสุก🐟 เสียก่อน จากนั้นนำมาบดหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้ลูกน้อยเคี้ยวสะดวก โดยอาจจะเสิร์ฟพร้อมกับผัก🥗ไปด้วยเพื่อสารอาหารที่ครบถ้วน เมื่อทดลองให้ลูกทานปลาแล้วให้สังเกตว่าลูกน้อยมีอาการแพ้ปลาหรือไม่ โดยหากมีอาการแพ้ลูกน้อยจะมีผื่น ท้องเสีย อาเจียน🤮 มีอาการบวม หรือมีอาการหายใจลำบากทันทีที่ทาน ซึ่งหากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้ให้พาไปพบคุณหมอโดยด่วนค่ะซึ่งถ้าหากลูกไม่มีอาการแพ้ การให้ลูกทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็จะช่วยให้ลูกมีเชาวน์ปัญญา🧠ที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ทานปลา หรือทานน้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ก่อนจะให้ลูกทานปลาก็อย่าลืมว่าจะต้องปรุงให้ปลาสุกก่อนเท่านั้นค่ะ

Content Image

ของเล่นเสริมพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย

     คุณแม่ทุกท่านคงอยากให้ลูกเป็นเด็กฉลาดอยู่แล้วใช่ไหมคะ การให้ลูกเล่นของเล่นช่วยเสริมความฉลาดและ พัฒนาการด้านต่างๆ นั้นมีให้เลือกมากมาย และเห็นผลชัดเจนว่าลูกจะกล้าคิด กล้าทำ ภูมิใจในตัวเอง👏 จากการเล่นของเล่นที่มีประโยชน์เหล่านี้ ของเล่นที่ดีไม่จำเป็นต้องซื้อเสมอไป สามารถปรับจากของใกล้ตัวที่มีในบ้านมาให้ลูกเล่นก็สนุกได้เหมือนกัน บทความนี้จึงได้รวบรวมของเล่นเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัยมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันแล้วค่ะ💁‍♀️ของเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด - 6 เดือน✨ของเล่นที่มีสีสันสดใส     ทารกน้อยขนาดนี้คงยังไม่ได้หยิบจับอะไรมาก เขาชอบมอง ผู้คนและใช้สายตามองตามสิ่งต่างๆ สิ่งที่เขาอยากเห็นก็คือใบหน้า และสีสันสดใส เด็กๆ เริ่มจะเรียนรู้การใช้มือและเท้าแตะให้ถึงของ พยายามยกศีรษะตัวเองขึ้น หันไปตามเสียง เอาของเข้าปาก - ของที่เขาสามารถจับ มากัดและอม เขย่า มีเสียง เช่น ห่วงมีเสียงกรุ๊งกริ๊ง ของเล่นนิ่มๆ บีบได้ ของที่ใช้ฟันกัด สมุดนิทานแผ่นแข็ง ลูกบอล🎾ที่มีผิวสัมผัสแปลกใหม่ให้เขาสนใจ- ของที่ฟังแล้วมีเสียง สมุดนิทาน📖ที่เปิดมาแล้วมีเสียงเพลงเด็ก มีเพลงลัลลาบายกล่อมนอน- ของที่ให้เขามอง เช่น ภาพหน้าสัตว์หรือกระจกที่ไม่แตก เขาจะเอามานั่งมองเงาสะท้อนของตัวเองของเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 7-12 เดือน✨ของเล่นที่เคลื่อนไหวได้    เจ้าตัวเล็กเริ่มหัดคว่ำ หัดนั่งและเดิน อยากขยับยุกยิกไปมา บางทีก็กลิ้งแล้วนั่ง อยากกระโดดดึ๋งๆ เกาะยืนตั้งไข่ พวกเขาเริ่มรู้จัก ชื่อของเขาเองและคำศัพท์ง่ายๆ บอกส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ หาของที่ซ่อนเจอ และหยิบของใส่ในกล่องได้ ของเล่นสำหรับเด็กตั้งไข่คือ...- ของเล่นให้เขาสมมติบทบาท เช่น ตุ๊กตาเด็กทารก หุ่นมือ รถที่มีล้อเป็นพลาสติกหรือไม้🚙- ของที่ใช้มือจับเล่นไปมา เช่น ลูกบอล ชามพลาสติกหลายๆ สีไล่ขนาดจากเล็กไปใหญ่- ของที่เป็นโครงสร้าง เช่น บล็อกบุนวมนุ่มๆ และบล็อกไม้วางตามรูปทรง🚂- ของที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น ลูกบอลใบใหญ่ ตุ๊กตาล้มลุกของเล่นที่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1 ขวบ✨ของเล่นที่ต้องใช้ความคิดมาเกี่ยวข้อง     ลูกๆ จะเริ่มเดินได้อย่างมั่นคงและปีนขึ้นบันไดได้ เขาชอบฟังเรื่องที่คุณแม่เล่า พูดเป็นคำๆ และเล่นกับเด็กคนอื่นได้บ้าง ชอบทดลองอะไรใหม่ๆ แต่คุณพ่อคุณแม่ยังต้องเล่นด้วยอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เขาเผลอกลืนโดยไม่ได้ตั้งใจของเล่นสำหรับเด็กขวบปีแรกคือ...- หนังสือที่มีภาพวาดประกอบน่ารักๆ มีรูปถ่ายของจริง- อุปกรณ์วาดรูปเล่นหาปากกาหรือดินสอแบบ non-toxic ล้างออกได้ กระดาษแผ่นใหญ่ๆ ให้เขาใส่จินตนาการไปเต็มที่- ของที่เอามาเล่นเป็นเรื่องราว เช่น โทรศัพท์ของเล่นบ้านตุ๊กตา รถเข็นที่มีตุ๊กตาสวมบทเป็นน้องๆ อุปกรณ์แต่งตัวตุ๊กตา ตุ๊กตานุ่มๆ🧸- ของที่ต้องใช้ความคิด เช่น บล็อกไม้ที่ต่อได้ยากขึ้นเป็นตัวเลขหรือมีโจทย์ต่างๆ ขนาดจะเล็กกว่าของเด็กเล็ก- ของที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และเล็ก เช่น เกมต่อปริศนา🧩 ของเล่นที่ต้องใช้มือทำหลายๆ อย่าง เช่น เป็นสวิทช์กดเปิดปิดเป็นลูกบิด เป็นที่กดปุ่ม ลูกบอลเล็กใหญ่ในขนาดต่างๆ     เพียงเท่านี้คุณแม่ก็สามารถเลือกซื้อของเล่นให้ลูก👶ได้เหมาะตามในแต่ละช่วงวัยแล้วนะคะ พัฒนาการทางด้านปัญญาและการเรียนรู้ของลูกนั้นมีความสำคัญอย่างมาก และของใช้ภายในบ้านหลายๆอย่างสามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นของเล่นได้ ทำให้คุณแม่ประหยัดค่าใช้จ่าย💳ในการซื้อของเล่นได้ด้วยเช่นกันค่ะ    

Content Image

วิธีรับมือเมื่อทารกมีปัญหาทางด้านสายตา ก่อนจะสายเกินไป!

   คุณผู้อ่านหลายๆท่านอาจเคยทราบมาบ้างว่า หลังจากจากคุณแม่คลอดเจ้าตัวน้อยมาหมาดๆ สายตาของทารกแรกเกิดจะยังไม่พัฒนาเต็มที่ ส่งผลให้ความสามารถในการมองเห็นนั้นไม่เต็มที่เช่นเดียวกัน แต่สายตาของทารกก็จะค่อยๆดึขึ้นเองตามช่วงอายุที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น นั่นแปลว่า หากสายตาของทารกไม่ดีขึ้น หรืออาการแปลกๆของดวงตา👁️ ยกตัวอย่างเช่นตาเหล่ตาเขนั้นไม่ได้หายไปตามช่วงวัย อาจเป็นเรื่องที่น่ากังวลได้ วันนี้บทความของเราจะพาคุณผู้อ่านมาดูถึงปัญหาสายตาในทารกว่าจะมีปัญหาใดบ้าง หากเด็กๆในครอบครัวมีอาการเข้าข่ายควรทำอย่างไร เราไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ปัญหาที่เกิดได้ในทารกช่วงอายุ 0-2 ปีปัญหาตาเหล่หรือตาเข ดวงตาสองข้างทำงานไม่สอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน โดยปกติแล้วปัญหานี้เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทารกแรกเกิดที่มีอายุไม่เกิน 4 เดือน👶 หากเกินแล้วยังไม่หายถือเป็นสัญญาณที่ผิดปกติค่ะน้ำตาเอ่อบนดวงตา โดยปกติแล้ว เด็กทารกจะสามารถผลิตน้ำตาได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 เดือน แต่ปริมาณน้ำตาที่ผลิตได้ก็ไม่ควรที่จะมากเกินไป หากมีน้ำตาเอ่อเหมือนคนกำลังจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลาบริเวณดวงตา😢 ก็อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติได้ค่ะภายในดวงตามีลักษณะผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการที่ทารกมีจุดขาวจุดดำ จนไปถึงจุดห้อเลือด🩸ภายในดวงตา หรือการที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ว่าบริเวณตาดำกินพื้นที่มากกว่าบริเวณตาขาวมากกว่าคนปกติการที่หนังตาตกทั้งข้างเดียวหรือสองข้าง อาจเป็นสัญญาณของโรคตาล้าหรือตาขี้เกียจได้ค่ะ😵‍💫เมื่อเด็กมีอายุได้ประมาณ 3 เดือนแล้วยังไม่สามารถมองตามวัตถุหรือคุณพ่อคุณแม่ได้ จนไปถึงดวงตาไม่ไวต่อแสง☀️ เกิดแสงสว่างวาบแล้วทารกไม่ปิดตาตามในเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะดาวน์ซินโดรม มักมีความผิดปกติของค่าสายตาตั้งแต่ยังยังเป็นทารกปัญหาที่เกิดได้ในทารกอายุ 2-5 ปีตาเหล่ตาเข🥴 ดวงตาทั้งสองข้างไม่ทำงานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกันแน่นอนว่าหากเกิดปัญหาเกี่ยวกับสายตา ทำให้เด็กใช้สายตาไม่ได้เต็มที่ พัฒนาการทางด้านการมองเห็นก็อาจจะล่าช้า ส่งผลให้พัฒนาการทางด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้องกันล่าช้าตาม ยกตัวอย่างเช่นพัฒนาการทางด้านการจดจำ🧠 การเลียนแบบ การเคลื่อนไหว เนื่องจากดวงตาไม่สามารถรับภาพเพื่อส่งต่อให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ได้เด็กไม่สามารถมองตรงๆได้ ต้องเอียงคอเวลามอง🧐เด็กมีอาการคันตา ตาแดง ห้อเลือด ระคายเคืองตา ทำให้ขยี้ตาบ่อยหรือกะพริบตามากผิดปกติ😉 มีขี้ตาเกาะบริเวณรอบเวงตามากในช่วงวัยนี้ เด็กที่มีคุณพ่อคุณแม่หรือมีประวัติรอบตัวเป็นคนสายตาสั้นมากๆ มีโอกาสที่ค่าสายตาเด็กจะเริ่มมีปัญหาได้ตั้งแต่ช่วงวัยนี้เด็กบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะหนักมาก🤕 เมื่อต้องใช้สายตา ทั้งๆที่ไม่ได้ใช้สายตาหนักโรคที่ยอดฮิตอย่าง “ตาขี้เกียจ” (Lazy eye)        หากดูจากโรคแล้วเราอาจเดาอาการของโรคได้ค่อนข้างยาก โรคตาขี้เกียจนั้นไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยขี้เกียจใช้สายตาหรือลืมตาขึ้นมามองสิ่งรอบตัว แต่เป็นโรคที่เกิดจากการที่ดวงตาแต่ละข้างของผู้ป่วย มีความสามารถในการรับแสงและทำให้เกิดการหักเหของแสงไม่เท่ากัน นั่นทำให้ความสามารถในการรับภาพของตาแต่ละข้างไม่เท่ากันค่ะ ปกติแล้วเราไม่สามารใช้ชีวิตด้วยการมองด้วยตาข้างเดียวได้👁️ เมื่อตาข้างหนึ่งมองเห็นได้ปกติแต่อีกข้างนั้นขุ่นมัวจึงก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กในอนาคตได้ค่ะคำถามคือ แล้วควรทำอย่างไรหากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะตาขี้เกียจ😵‍💫 แน่นอนว่าเด็กควรได้รับการดูแลรักษาจากจักษุแพทย์อย่างเร็วที่สุดค่ะ ช่วงอายุที่เมื่อได้รับการรักษาแล้วมีโอกาสหายดี ส่งผลต่ออนาคตของเด็กได้น้อยคือช่วงอายุไม่เกิน 8 ขวบค่ะหากได้รับการรักษาช้านั้น ตาของเด็กก็อาจจะพร่ามัว😵 แม้ในอนาคตจะรักษาให้ดีขึ้นได้แต่ก็อาจไม่กลับมามีความสามารถในการมองเห็นเท่าคนปกติ 100% อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ความสามารถในการมองเห็นจะลดลงไปเรื่อยๆหรือไม่สามารถรักษาได้โดยถาวรค่ะ     จะเห็นแล้วนะคะว่าปัญหาสุขภาพดวงตา👁️ของเจ้าตัวน้อยนั้นมีค่อนข้างหลากหลายไม่แพ้พวกเราในวัยผู้ใหญ่เลย ทางที่ดีควรหมั่นสังเกตพัฒนาการการมองเห็นของเด็ก และพาเด็กๆไปตรวจค่าสายตาเป็นประจำ เหมือนที่พวกเราในวัยผู้ใหญ่มีการตรวจสุขภาพประจำปีกัน หากมีรอยโรคหรือสัญญาณผิดปกติของดวงตา แพทย์จะได้ช่วยวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงทีค่ะ

Content Image

ฟันน้ำนมลูกขึ้นแล้ว เริ่มแปรงฟันให้ลูกได้เลยไหม?

     คุณผู้อ่านหลายท่านเคยสงสัยหรือจดจำได้กันไหมคะว่า เราเริ่มแปรงฟันกันตอนไหน🪥 เชื่อว่าหลายๆท่านก็คงรู้สึกหรือจำได้เลือนรางว่าตนเองเริ่มถูกหัดให้แปรงฟันตั้งแต่เด็กๆเพื่อป้องกันฟันผุ แต่ก็ไม่สามรถบอกเป็นช่วงเวลาที่แน่นอนกันได้ใช่ไหมคะ วันนี้บทความของเราพามาดูกันค่ะ ว่าจริงๆแล้ว หากคุณผู้อ่านมีเจ้าตัวน้อยหรือวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยในอนาคต จะสามารถให้เขาแปรงฟันได้ตั้งแต่ตอนไหน หากฟันยังไม่ขึ้นจำเป็นต้องแปรงฟันหรือไม่ จำเป็นต้องกังวลเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพฟันหรืออาการฟันผุฟรือเปล่า💁‍♀️ทำความเข้าใจกับลักษณะฟันของเด็กอย่างที่พวกเราทราบกันว่าฟันชุดแรกของเจ้าตัวน้อยนั้นก็คือฟันน้ำนมนั่นเอง ซึ่งเมื่อเด็กโตขึ้น เจ้าฟันน้ำนมเหล่านี้ก็จะค่อยๆหลุดออกทีละซี่ๆจนครบทั้งช่องปาก จากนั้นก็จะมีฟันชุดต่อไปซึ่งถือเป็นชุดสุดท้ายของทนุษย์ทุกคน (ถ้าไม่นับฟันปลอม) งอกขึ้นมาทดแทนนั่นเองค่ะ แม้ว่าสำหรับเด็กๆแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับฟันน้ำนม🦷แล้วจะมีฟันแท้ชุดถัดไปงอกขึ้นมาแทน ทำให้คุณผู้ปกครองบางท่านอาจคิดว่าเดี๋ยวค่อยใส่ใจเรื่องสุขภาพฟันหรือพาเด็กๆไปตรวจฟันตอนที่มีฟันแท้งอกขึ้นมาแล้วก็ได้ เสี่ยงให้ฟันน้ำนมมีปัญหา อาจหลุดออกก่อนระยะเวลาอันเหมาะสม ซึ่งก็จะส่งผลให้ฟันแท้ของซี่นั้นมีปัญหาต่างๆตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฟันซ้อนหรือฟันเกค่ะการดูแลช่องปากสำหรับเด็กที่ฟันยังไม่ขึ้นแม้ว่าเด็กเล็กนั้นจะยังไม่มีฟันในช่องปาก แต่ระหว่างนั้นพวกเขาก็ยังต้องดื่มนน้ำนมของคุณแม่อยู่ดี ซึ่งในน้ำนมนั้นก็มีสารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนน้ำนมหรือน้ำตาลธรรมชาติในน้ำนม🍼 ซึ่งก็เป็นแหล่งอาหารอันโอชะของเจ้าแบคทีเรียในช่องปากเช่นเดียวกัน เจ้าแบคทีเรียเหล่านี้ แม้จะยังทำอะไรช่องปากของทารกไม่ได้ แต่ก็ส่งผลให้ช่องปากมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ และเมื่อใดก็ตามที่ฟันซี่แรกของทารกขึ้นมา แบคทีเรีย🦠เหล่านี้ก็พร้อมจะทำให้มันผุได้ทันที ดังนั้นทารกที่ยังไม่มีฟันในช่องปาก ก็ควรได้รับการดูแลสุขภาพช่องปากเช่นกัน ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ค่ะ✨ใช้ผ้านุ่มๆ หรือแปรงสีฟันสำหรับเด็ก (ควรเลือกประเภทที่ขนแปรงนุ่ม) จุ่มน้ำอุ่นๆเช็ดทำความสะอาด โดยการถูเบาๆไปที่เหงือกทุกครั้งหลังจากที่เด็กดื่มน้ำนมของคุณแม่เสร็จ🤱✨เมื่อทำความสะอาดเหงือกเสร็จแล้ว ให้เริ่มทำความสะอาดบริเวณกระพุ้งแก้ม จากนั้นให้ทำความสะอาดบริเวณลิ้นของเล็กด้วย👅 เพราะเป็นบริเวณที่มีแบคทีเรียสะสมเช่นเดียวกัน✨นอกจากประโยชน์ในแง่ของการรักษาความสะอาดของช่องปาก ณ ช่วงเวลานั้นๆแล้ว การที่คุณพ่อคุณแม่ทำความสะอาดช่องปากให้เด็กๆด้วยวิธีการดังกล่าว จะทำให้เจ้าตัวน้อยเกิดความเคยชิน ง่ายต่อการฝึกให้พวกเขาใช้แปรงสีฟันแปรงฟันเองได้โดยอนาคตอีกด้วยค่ะ🪥การดูแลช่องปากสำหรับเด็กที่ฟันขึ้นแล้วโดยปกติแล้ว ฟันน้ำนมซี่แรกของเจ้าตัวน้อยจะขึ้นในช่วงอายุไม่เกิน 1 ขวบ (12 เดือน)ดังนั้น สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำหลังจากฟันน้ำนมซี่แรกของเด็กขึ้นคือการพาเด็กไปพบทันตแพทย์ภายใน 6 เดือนหลังจากฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น หรือหากไม่ต้องการนับวันเวลา ก็ควรพาเด็กมาพบทันตแพทย์เป็นครั้งแรกในช่วงที่เด็กมีอายุประมาณ 12-18 เดือนหรือไม่เกิน 1 ขวบครึ่งนั่นเองค่ะ👶ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของสารฟลูออไรด์หลังจากฟันซี่แรกขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถหัดให้เด็กแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของสารฟลูออไรด์ได้เลยค่ะ โดยใช้ปริมาณของยาสีฟันที่น้อยกว่าวัยผู้ใหญ่ และหัดให้ลูกบ้วนยาสีฟันหลังจากการแปรงฟันแล้วทิ้งค่ะการเคลือบหลุมร่องฟันสำหรับข้อนี้อาจไม่ใช่ข้อบังคับที่คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านจำเป็นต้องให้เด็กทำ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันหรือลดโอกาสในการเกิดฟันผุของเจ้าตัวน้อยขึ้นในอนาคตได้ นั่นก็คือการเคลือบหลุมร่องฟันนั่นเองค่ะ อันที่จริงแล้ววิธีนี้สามารถทำได้กับทั้งฟันชุดแรกของเด็กอย่างฟันน้ำนม และเมื่อฟันน้ำนมของเด็กหลุดไป ก็สามารถทำได้อีกครั้งหลังฟันชุดถัดไปซึ่งก็คือฟันแท้ขึ้นมาทดแทนได้ค่ะ นอกจากจะช่วยลดโอกาสในการเกิดฟันผุแล้ว ก็ยังทำให้เด็กสามารถทำความสะอาดช่องปากได้ง่ายขึ้น เพราะมีร่องฟันให้เศษอาหาร🥦เข้าไปอุดตันได้น้อยลงนั่นเองค่ะ     อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าตัวน้อยที่ยังดื่มน้ำนมของคุณแม่อยู่🍼 คุณผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกดื่มน้ำนมอย่างไม่เป็นกิจวัตร โดยเฉพาะช่วงกลางดึก🌃 เพราะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดฟันผุในเด็กได้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรทำความสะอาดช่องปากทุกครั้งหลังรับประทานหรือดื่มอะไรก็ตามที่ไม่ใช่น้ำเปล่าค่ะ

Content Image

ลูกติดจอมือถือ! มีผลเสียอย่างไร?

ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวไกลไปมากและได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเราไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตการทำงาน และผู้ปกครองบางคนก็ใช้เทคโนโลยีนี้เข้ามาเป็นตัวช่วยให้การเลี้ยงลูก โดยให้ลูกเล่นมือถือ แท๊บแล็ตเหล่านี้ ซึ่งหลายๆครั้งเครื่องเหล่านี้ก็มีโทษมากกว่าประโยชน์เมื่อลูกยังไม่มีวุฒิภาวะพอ และยังอาจส่งผลต่อร่างกายอีกด้วยวัยรุ่นและผู้ใหญ่อยู่นิ่งกันเยอะขึ้น รายงานของกรมสุขภาพจิตจากรายงานของกรมสุขภาพจิตพบว่าวัยรุ่นมากกว่า 80% และผู้ใหญ่มากกว่า 23% พบว่าขาดกิจกรรมทางกายภาพและมีพฤติกรรมนิ่งมากกว่าที่ควรจะเป็น กรมสุขภาพจิตได้ให้คำแนะนำให้ปฏิบัติตามคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก🌎ที่ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งอย่างการนั่งเฉยๆ หรือการดูโทรศัพท์ โทรทัศน์ นั่งติดกับสายรัดในรถเข็น แล้วให้เปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น อย่างการออกกำลังกาย🏃 รวมถึงให้กำหนดเวลาในการเล่นหน้าจอ📱 อย่างจริงจังและควรให้ลูกได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ รวมถึงคุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างความผูกพันกับลูกโดยการพาไปเดินเล่น การติดเทคโนโลยีมีข้อเสียผลการศึกษายังพบว่าเด็กเล็ก👶ที่ติดหน้าจอ📱  หรือมีพฤติกรรมใช้มือถือต่างๆ มีแนวโน้มที่จะได้คะแนนพัฒนาการทางอารมณ์และปัญญาที่ค่อนข้างต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้อยู่กับเทคโนโลยีเหล่านี้เวลาการทำกิจกรรมที่แนะนำ ข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลกได้แนะนำให้เด็กแต่ละวัยมีกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ช่วงอายุ 1-5 ขวบ ซึ่งแบ่งกิจกรรมได้ทั้งหมด 3 รูปแบบคือ การเคลื่อนไหว การนอน การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีประเภทที่มีจอ โดยแบ่งได้เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ เด็กอายุ 1-2 ขวบ เด็กอายุ 3-4 ขวบ เด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบการเคลื่อนไหว🏃ควรจะมีการเคลื่อนไหวหลายๆครั้งและควรจะเคลื่อนไหวติดต่อกันประมาณ 30 นาทีการนอน💤เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ขวบควรนอนวันละประมาณ 14-17 ชั่วโมงการใช้หน้าจอ📱เด็กในวัยนี้ไม่ควรให้ใช้มือถือหรืออุปกรณ์ใดๆเด็ดขาด โดยให้คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้ฟังแทนจะดีกว่าเด็กอายุ 1-2 ขวบการเคลื่อนไหว🏃เด็กในวัยนี้ควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อย 180 นาที ต่อวัน การใช้หน้าจอ📱สำหรับเด็กอายุ 1 ขวบนั้นยังไม่แนะนำให้ใช้หน้าจอ และสำหรับเด็กที่มีอายุ 2 ขวบ ควรจำกัดไม่ให้ลูกเล่นเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน การนอน 💤เด็กอายุ 1-2 ขวบ ควรได้รับการนอนหลับพักผ่อนประมาณ 11-14 ชั่วโมงต่อวันเด็กอายุ 3-4 ขวบการเคลื่อนไหว🏃เด็กที่มีอายุ 3-4 ขวบควรมีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยเน้นกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก อย่างน้อยวันละ 180 นาทีการใช้หน้าจอ📱ควรจำกัดการใช้หน้าจอเพียง 1 ชั่วโมงต่อวันการนอน💤ควรให้เด็กได้มีการนอนประมาณ 10-13 ชั่วโมงต่อวันสรุปแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ลูกได้เคลื่อนไหวมากกว่าการให้ใช้มือถือเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ลูกได้พัฒนาความฉลาดทางปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ ดังนั้นเป็นไปได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ยังเล็ก เพราะการส่งเสริมสุขภาพที่ดีควรจะทำตั้งแต่ลูกยังเล็กเพราะมันจะส่งผลไปยังสุขภาพกายและสุขภาพจิตในตอนโตนั่นเองค่ะ

Content Image

ฝึกการนอนให้กับลูกน้อยได้อย่างไรบ้าง?

     บางทีเจ้าตัวน้อยนั้นยังอยากเล่น ไม่ยอมนอนหลับหากไม่มีคุณแม่นอนพร้อมกับเขา และมีอีกหลายเหตุผลที่ลูกน้อยของคุณแม่ไม่อยากไปนอนคนเดียวในห้องนอนที่เตรียมเอาไว้🛌 เพราะเคยชินกับการนอนกับคุณพ่อคุณแม่มาตลอด ดังนั้นการฝึกการนอนจะช่วยให้ลูกน้อยสามารถนอนหลับได้อย่างเป็นเวลา ซึ่งการฝึกให้ลูกนอนเองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก มาดูกันดีกว่าว่าคุณแม่สามารถทำได้อย่างไรบ้าง💁‍♀️5 วิธีง่ายๆในการฝึกการนอนให้กับลูกน้อย1️⃣ ค่อยๆ ลดเวลาการอุ้มกล่อมให้ลูกเข้านอนคุณแม่สามารถค่อยๆ ลดเวลาการอุ้มกล่อม หรืออะไรก็ตามที่ปกติคุณพ่อคุณแม่ทำช่วยให้ลูกน้อยหลับได้ ค่อยๆ ทำน้อยลงเรื่อยๆ ทุกวัน เช่น จากกล่อม 10 นาที ก็ลดลงเหลือ 8 นาที⏰ สักอาทิตย์หนึ่ง ก่อนจะลดเวลาลงเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ จนไม่อุ้มกล่อมอีกเลย วิธีนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น มีความอดทน และชีวิตมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน ไม่มีปัจจัยอื่นมากระทบกับการฝึก เพราะเมื่อหลุดจากแบบแผนการฝึกแล้ว ก็ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดทันที2️⃣ อย่าลืมอยู่ข้างๆ ระหว่างฝึกลูกนอนเสมอวิธีนี้เหมาะสำหรับใช้กับเด็กทารกเมื่อถึงเวลานอน โดยให้คุณแม่วางลูกน้อยของคุณลงในเปลหรือที่นอนที่เตรียมไว้ เมื่อลูกร้องก็อุ้มขึ้นมาปลอบให้หยุดร้องแล้ววางกลับลงไปอีกครั้ง ทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกจะหลับ ข้อดีของวิธีนี้คือ ลูกจะรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง🥰 และมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ข้างๆ เสมอ ระยะเวลาที่ใช้ในการฝึก จะขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคนค่ะและรวมไปถึงวิธีเหล่าอีกด้วย 3️⃣ เช็คดูเป็นระยะหลังจากส่งลูกเข้านอน วางลูกน้อยลงในเปลหรือที่นอนที่เตรียมไว้ แล้วเดินออกจากห้องทันทีโดยไม่ต้องกล่อม แต่เข้าไปดูลูกเป็นระยะๆ จนกว่าลูกจะหลับแทน อาจแบ่งช่วงเข้าไปหาลูกทุกๆ 15 นาที ไปปลอบลูก ลูบหัวลูก หรือบอกราตรีสวัสดิ์🌙แล้วกลับออกมาโดยไม่อุ้มลูกขึ้นมาอีก เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากได้ผลดีในเด็กหลายคน👶4️⃣ เฝ้าดูลูกอยู่ห่างๆ จนลูกหลับไปคล้ายกับวิธีที่ 2 แต่สามารถใช้ได้ในเด็กวัยอื่นด้วย โดยให้คุณพ่อหรือคุณแม่นั่งเฝ้าลูกอยู่ข้างๆ รอจนกว่าลูกจะหลับ😴 แล้วค่อยออกจากห้องไป โดยค่อยๆย้ายที่นั่งให้ออกห่างจากที่นอนของลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละคืน5️⃣ ปล่อยให้ลูกร้องไห้แล้วหลับไปเองวิธีสุดท้ายนี้ดูจะค่อนหักดิบไปหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ได้ผลดีเลยทีเดียวค่ะ เมื่อถึงเวลานอน คุณแม่วางลูกน้อยลงในเปลหรือที่นอนที่เตรียมไว้ แล้วออกจากห้องทันทีโดยไม่ต้องกล่อม หากลูกร้อง😭 ให้รอจนถึงเวลาที่กำหนดไว้แล้วค่อยเข้าไปดู ในคืนแรกให้รอนาน 5 นาทีและเพิ่มเวลารอให้นานขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเข้าไปดูลูก ให้เข้าไปเพียงครู่เดียวแล้วกลับออกมาทันที แม้ว่าลูกจะยังร้องอยู่ก็ตาม โดยระหว่างที่เข้าไปอาจลูบหลังหรือปลอบโยนลูกบ้าง แต่ห้ามอุ้มลูกขึ้นมาอีกเด็ดขาด     สรุปได้ว่าสำหรับเด็กทารกนั้น การฝึกให้ลูกนอนเองถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว คุณแม่ควรใช้ความอดทนเพื่อฝึกลูกนอนเองอย่างใจเย็น โดยอาจจะพาลูกทำกิจกรรมร่วมกันก่อนเข้านอน เช่น ให้ลูกอาบน้ำ แปรงฟัน และฟังนิทานก่อนเข้านอนทุกคืน📖 เมื่อเวลาผ่านไป ลูกจะรับรู้ได้ว่าเมื่อฟังนิทานเสร็จแล้วก็ได้เวลาเข้านอนนั่นเองค่ะ  

Content Image

4 สไตล์การเลี้ยงลูกที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบ

     แน่นอนว่าเราทุกคนล้วนเติบโตมาจากสิ่งแวดล้อมและครอบครัว👨‍👩‍👧ที่หลากหลาย ซึ่งหล่อหลอมให้เราทุกคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านบุคลิกภาพ อารมณ์ รวมไปถึงแนวทางการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งเราไม่สามารถกำหนดอย่างตรงตัวได้ว่าการที่เราเป็นแบบนี้มาจากวิธีการดูแลจากพ่อแม่ของเราแบบใดโดยชัดเจน แต่ก็มีคนที่พยายามแบ่งหรือจัดกลุ่มไว้เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น บทความนี้จะพาไปดูถึงกลุ่มเหล่านั้นกันค่ะ💁‍♀️4 สไตล์ของการเลี้ยงลูก1️⃣การเลี้ยงลูกแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style)สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้วิธีการเลี้ยงลูกแบบนี้นั้น นับว่าเป็นพ่อแม่ที่คาดหวังในตัวเจ้าตัวน้อยสูงพอสมควรเลยค่ะ  แต่จะไม่เคร่งครัดกับเด็กมากจนเกินไปจนกลายเป็นความกดดันค่ะ หากบรรยายให้เห็นภาพก็จะเป็นการที่ผู้ปกครองเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองทำอะไรใหม่ๆ (ที่ประเมินแล้วว่าไม่เป็นอันตราย) ด้วยตัวของเด็กเอง แต่ยังคงคอยดูแลและให้คำแนะนำในระยะห่างที่เหมาะสม การเลี้ยงแบบนี้นับว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด👍 เพราะมักจะหล่อหลอมให้เด็กเป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง🤓 ควบคุมและจัดการอารมณ์ตนเองได้ดี และให้ความไว้ใจต่อครอบครัวค่ะ หากต้องแบ่งรูปแบบนี้ย่อยๆลงไปอีก การเลี้ยงลูกด้วยวินัยเชิงบวก แบบผูกพันด้วยสายใยทางใจ💞 แบบไม่มีเงื่อนไข แบบให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณ แบบให้อิสระภาพและพร้อมปกป้อง และแบบให้อิสระอย่างมีขอบเขต ก็เข้าข่ายการเลี้ยงลูกแบบเอาใจใส่เช่นเดียวกันค่ะ2️⃣การเลี้ยงลูกแบบเข้มงวด (Authoritarian Parenting Style)สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้วิธีการนี้นั้น มักมีความคาดหวังในตัวเด็กสูงมากเช่นกัน จนต้องวางระบบระเบียบ กฎเกณฑ์ และแบบแผนในการปฏิบัติตัวที่เจ้าตัวน้อยจะต้องทำตามอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อแม้ ไม่มีการตั้งคำถามและไม่มีการอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องทำตาม หากอธิบายให้เห็นภาพ ผู้ปกครองจะบังคับให้ลูกทำตามที่ตนเองคาดหวังด้วยคำสั่ง📑 หากไม่ได้ตามนั้นก็จะดุด่าว่ากล่าว🤬 ซึ่งส่งผลให้เด็กเติบโตเป็นคนไม่มีความมั่นใจในตนเอง😞 มีความก้าวร้าวอยู่ลึกๆ ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมได้ยากและมีความอ่อนไหวทางอารมณ์ค่อนข้างสูง หากแบ่งการเลี้ยงดูแบบนี้ย่อยๆลงไปอีก  การเลี้ยงลูกแบบเผด็จการ แบบบงการทุกอย่าง และการเลี้ยงลูกแบบเป็นพิษ ก็นับเป็นรูปแบบที่เข้าข่ายการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดเช่นเดียวกันค่ะ3️⃣การเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style)คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้การเลี้ยงดูรูปแบบนี้นั้นก็มีความคาดหวังต่อตัวลูกเช่นกัน แต่กลับแสดงความคาดหวังออกมารูปแบบของการตามใจอย่างไม่มีข้อแม้ ไม่มีกฏเกณฑ์ ไม่มีการว่ากล่าวตักเตือนหรือการสั่งสอนเมื่อกระทำผิด อาจเนื่องมาจากการอยากเห็นลูกมีความสุข🤩เพียงในระยะเวลาสั้นๆหรือปัจุบันก็พอใจแล้ว หรือลึกๆต้องการให้ลูกรู้สึกพอใจที่ได้รับการตามใจและกลับมารักคุณพ่อคุณแม่ให้มากๆ เจ้าตัวน้อยมีแนวโน้มจะเติบโตเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง😤 ไม่มีระเบียบวินัย ความอดทน ความรับผิดชอบ🫡 และไม่รู้จักการเสียสละ หากจะแบ่งรูปแบบนี้เป็นรูปแบบย่อยๆ การเลี้ยงลูกแบบไม่มีเงื่อนไขและแบบหลงตัวเอง ก็เป็นรูปแบบที่เข้าข่ายการเลี้ยงแบบตามใจเช่นกันค่ะ4️⃣การเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย (Uninvolved Parenting Style)หากเปรียบเทียบกับทุกรูปแบบที่ผ่านมา รูปแบบนี้จะมาจากคุณพ่อคุณแม่ที่คาดหวังในตัวลูกต่ำที่สุด ซึ่งก็ไม่ใช่ข้อดีค่ะ เพราะผู้ปกครองจะมีความห่างเหินกับเด็ก😶‍🌫️ ไม่ให้ความสำคัญหรือการตอบสนองเวลาที่เด็กต้องการมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เน้นสนใจแค่เรื่องของตนเองเป็นหลักจนดูเหมือนไม่ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก สำหรับเจ้าตัวน้อยที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบนี้ มีแนวโน้มที่จะเติบโตมาแล้วมีปัญหาเรื่องพัฒนาการในด้านการปฏิสัมพันธ์กับสังคม การจัดการอารมณ์ของตนเอง ไม่ไว้วางใจผู้อื่น และเสี่ยงที่จะเป็นโรคจิตเภทได้ค่ะ😈     อันที่จริงแล้วเราทุกคนล้วนเติบโตมาจากการเลี้ยงดูหลายๆแบบผสมรวมกัน ไม่จำเป็นว่าต้องเลือกใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่หลังจากเลือกใช้แล้วคุณพ่อคุณแม่👫ต้องคำนึงถึงข้อดีข้อเสียที่จะเกิดขึ้น เลือกใช้ตามความเหมาะสม และเตรียมวิธีรับมือให้พร้อม เพื่อให้เจ้าตัวน้อย👶เติบโตมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพและมีความสุขไปพร้อมกันได้อย่างดีที่สุดค่ะ

Content Image

อายุเท่านี้ควรให้ทานไข่เท่าไหนดี?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจสงสัยว่าจะสามารถให้ลูกทานไข่ได้ตั้งแต่กี่ขวบ และควรจะให้ทานปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม วันนี้เรานำคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะ ไข่ไก่มีประโยชน์อะไรบ้างนะ?✨ประโยชน์ของไข่อย่างที่หลายๆ คนทราบว่าไข่🥚 เป็นแหล่งสารอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี ฟอสฟอรัส และอื่นๆอีกมากมาย ไข่เป็นอาหารที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยและยังหาซื้อทานได้ง่ายอีกด้วย✨ช่วยเสริมสร้างไข่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทและสมอง🧠ด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายที่อยู่ในไข่ โดยจะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี ต่อไข่ 1 ฟองโดยเด็กในวัยเรียนสามารถทานไข่ได้ทุกวันโดยควรดื่มนมควบคู่กันไปด้วย รวมถึงหากออกกำลังกายอย่างเป็นประจำจะทำให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัยค่ะอายุเท่าไหร่ ควรทานอย่างไร?✨การทานไข่ในแต่ละวัย(ข้อมูลจากแพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย) 🥚เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป สามารถให้เริ่มทานไข่วันละ 1/2-1ฟอง โดยควรให้แต่ไข่แดง และควรต้มจนสุก 🥚เด็กอายุ 7-12 เดือน ให้ทานไข่ได้วันละ 1/2- 1ฟอง สามารถให้ทั้งไข่แดงและไข่ขาวได้ แต่ต้องต้มสุกเช่นกันค่ะ 🥚เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และเด็กวัยเรียนสามารถให้ทานไข่วันละฟองได้✨รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แม้ว่าไข่จะอุดมไปด้วยสารอาหารมีประโยชน์หลายๆอย่าง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรให้ลูก👶ได้ทานอาหารที่หลากหลาย และให้อาหารที่ครบ 5 หมู่ อย่าลืมให้ลูกทานผักและผลไม้สดๆ โดยอาหารที่ให้ลูกทานไม่ควร เค็ม หวาน หรือมันจนเกินไปค่ะโดยหากเป็นไปได้ควรเสนอผักที่มีหลากหลายสีสันในมื้อข้าวทุกมื้อ รวมถึงผลไม้สดหลังมื้อข้าว โดยหากต้องการให้ลูกทานไข่พร้อมกับผัก ก็อาจสร้างสรรค์เมนูที่ดูน่ารับประทานเพื่อเป็นการเชิญชวนให้ลูกอยากกิน เช่น อาจจะสับผักอย่างละเอียดแล้วโรยในไข่เจียวเป็นต้น ซึ่งควรให้ลูกได้ทานไข่ควบคู่ไปกับอาหารที่หลากหลาย ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อที่ลูกจะได้รับสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับวัยของเขาค่ะแบบนี้ควรเลี่ยง✨หลีกเลี่ยงไข่ดิบการให้ลูกน้อยทานไข่ดิบอาจเป็นอันตรายเพราะไข่อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และยังทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไบโอติน (วิตามิน B ชนิดหนึ่ง) ไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นควรให้ลูกทานแบบสุก อาจนำไข่ไปต้ม นึ่ง ตุ๋นจะดีกว่า นำไปทอดนะคะ🍳 หรืออาจเสนอสลัดไข่ เพราะจะทำให้ลูกได้รับใยอาหาร และวิตามินต่างๆจากผักได้ด้วยค่ะ✨อาหารที่ควรเลี่ยงไม่ควรให้ลูกทานเมนูที่มีไขมันสูงเช่น ไข่ดาวเบคอน🥓ใส่ขนมปัง หรือ ขนมปังทาเนยใส่ไข่ดาวเมนูเหล่านี้มีไข่มันที่สูงและควรเลี่ยงไปก่อนนะคะ 

Content Image

ปลาที่เหมาะสำหรับทารกเพิ่งหัดทาน

เป็นที่รู้ๆกันว่าปลานั้นเป็นแหล่งของสารอาหารอันอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย ในปลานั้นมีโปรตีนที่ช่วยในการเติบโตของลูกแล้ว และมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมองและการมองเห็นของลูกได้อีกด้วย รวมถึงยังย่อยง่ายจึงเหมาะจะให้ ลูกน้อยที่เริ่มทานอาหารเสริม โดยเราจะสามารถให้ปลาอะไรให้ลูกน้อยที่มีอายุ 7 เดือนได้บ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ  ปลาสําหรับทารกหัดทาน✨ปลาทับทิมเป็นปลาที่มีเนื้อเยอะ และอุดมไปด้วย โอเมก้า 3 และกรดไขมันอิ่มตัว ปลาชนิดนี้มีก้างที่ค่อนข้างน้อย จึงเหมาะที่จะนำมาทำเป็นอาหารให้กับเด็ก👶 โดยอาจนำมาบดผสมกับข้าวได้ค่ะ✨ปลาช่อนเป็นปลา🐟ที่มีโอเมก้าสูง มีรสหวาน ทำให้ทานง่าย แต่ก็ต้องระวังก้างติดคอนะคะ ควรเช็คให้ดีก่อนให้ลูกรับประทานค่ะ ✨ปลาแซลมอนปลาแซลมอน🍣นอกจากจะมีโอเมก้าและวิตามินดีแล้วยังมีสีสันและรสชาติที่อร่อยด้วย ทำให้เด็กๆหลายคนติดใจชอบกินกันเลยล่ะค่ะ แม้จะมีราคาแพงแต่ก็เป็นเมนูที่มีประโยชน์สำหรับลูกน้อยไม่น้อยเลยล่ะค่ะปลาอื่นๆ✨ปลาทูเป็นปลาที่มีทั้งไอเมก้า 3 และไขมันดี ช่วยบำรุงสมอง จึงเหมาะกับการนำมาทำอาหารให้ทารกมากๆ👶 แต่ควรระวังเรื่องก้างหน่อยนะคะ เพราะมีก้างเล็กๆเยอะเลยล่ะค่ะ✨ปลาอินทรีจะมีรสชาติหวานและหาซื้อได้ง่าย เป็นปลาที่อุดมไปด้วยโอเมก้าและ โปรตีน DHA สูง และยังมีส่วนช่วยให้ระบบหมุนเวียนของเลือดดีขึ้นอีกด้วยค่ะ แต่หากลูกน้อยแพ้อาหารทะเลควรระวังว่าอาจแพ้ปลาอินทรี🐟ได้นะคะ วิธีการทำเมนูปลา✨เลือกปลาสดใหม่ควรเลือกปลาที่มีความสดใหม่เสมอ ให้สังเกตตาของปลาว่าตาและเกล็ดมีสีใส มีเหงือกสีแดง และเนื้อจะต้องไม่ยุ้ย รวมถึงไส้จะต้องไม่ทะลัก เพื่อให้ลูกน้อย👶ได้ทานปลาที่สดใหม่อยู่เสมอค่ะ✨กำจัดกลิ่นคาวปลาด้วยสมุนไพรก่อนนำปลา🐟มาทำอาหารก็ควรกำจัดกลิ่นคาวของปลาเพื่อให้ลูกทานง่าย ใช้มะนาวหรือเกลือขัดตัวปลา และล้างออก หมักด้วยสมุนไพรอย่าง ตะไคร้ ใบขิง หรืออื่นๆ เพื่อลดความคาวของปลาลง✨นึ่งและต้มให้สุกควรจะนำปลาไปต้มหรือนิ่งให้สุกดีก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาหารเป็นพิษ และเป็นการดับกลิ่นคาว เท่านี้เราก็ได้เมนูสุดแสนจะมีประโยชน์เพื่อลูกน้อยแล้วล่ะค่ะ☺️ 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.