Baby Image

ที่แอป Baby Billy คุณสามารถดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้!

📖 บทความที่ถูกอ่านมากที่สุด

Content Image

ท้องแล้วฉีดน้ำหอมอยู่ระวัง! อันตรายกับลูกในครรภ์

น้ำหอมหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่หลายๆคนใช้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและเสน่ห์ให้กับเรา แต่เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะสามารถใช้น้ำหอมต่อไปได้หรือไม่ จะมีผลกระทบอะไรต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า เราไปดูกันเลยค่ะท้องแล้วยังสามารถใช้น้ำหอมได้ไหม?หลีกเลี่ยงน้ำหอม?จากงานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอม เทียนหอม สเปร์หอม ไมโครเวฟ รวมถึงการใช้พลาสติก👃หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผสมน้ำหอมไม่เพียงเท่านั้นคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำหอมที่ถูกผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่🧼 ผงซักฟอง น้ำยาซักผ้า ของใช้ในครัวเรือนและของใช้ต่างๆงานวิจัยบ่งบอกว่าอย่างไร?งานวิจัยจาก University Of Illinois พบว่าสารเคมีที่อยู่ในน้ำหอมนั้นมีผลต่อการพัฒนาสมอง🧠 โดยได้ทำการทดลองในหนูที่ตั้งครรภ์ และพบว่าหนูที่ใช้ชีวิตอยู่กับน้ำหอมและพลาสติกนั้น ลูกหนูที่เกิดมามีระดับปัญญาที่แย่กว่าโดยการทดลองยังสรุปได้ว่าแม้ว่าแม่หนู🐁จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ลูกหนูนั้นได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ต่างๆ และพลาสติกนั่นเองค่ะหลังคลอดล่ะ ใช้น้ำหอมได้ไหม?หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกแล้วก็ยังไม่ควรใช้น้ำหอมเพราะผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอม โคโลญจน์ สเปรย์ฉีดตัวหลายๆตัวมีส่วนผสมของสารเคมีที่สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้ โดยหายลูกยังอ่อน👶อยู่ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจากน้ำหอมเหล่านี้โดยการศึกษาของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในปี 1991 พบว่าสารเคมี 95% ในน้ำหอมเป็นสารประกอบที่ทำมาจากปิโตเลียม รวมถึง Greenpeace ยังพบว่าแบรนด์น้ำหอมชื่อดังกว่า 36 แบรนด์ มีส่วนประกอบของสารเคมีที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างพาทาเลต และ มัสค์สังเคราะห์ ซึ่งสารเคมีสองตัวนี้สามารถมีผลกระทบต่อกระแสเลือด🩸ในสมอง🧠  รวมถึงยังทำให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้สุดท้ายนี้สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสารเคมี Linalool ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในน้ำหอมสามารถกระทบต่อระบบหายใจและยังก่อให้เกิดอาการง่วงและซึมเศร้าได้อีกด้วย😴 (ขอบคุณข้อมูลจาก Anna O'rourke,her)ทราบอย่างนี้แล้วหากเป็นไปได้ก็ควรเลี่ยงการฉีดน้ำหอมกันไปก่อนเพื่อพัฒนาการและสุขภาพที่แข็งแรงของลูกน้อยนะคะ

Content Image

พาลูกตากแสงแดดยามเช้าดีไหม?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคน ไม่กล้าพาลูกไปตากแดดข้างนอกเพราะกลัวว่าแสงแดดจะเป็นตัวทำร้ายผิวของลูก เพราะทารกยังมีผิวที่บอบบาง แต่ความจริงแล้วหากเลือกช่วงเวลาการพาลูกน้อยออกไปตากแดดได้อย่างเหมาะสม แสงแดดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับลูกน้อยได้นะคะ ข้อดีของการตากแดดยามเช้าช่วงไหนที่ควรพาลูกตากแดด?แม้ว่าผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะกังวลอยู่ว่าจะพาลูกน้อยตากแดด⛅ได้จริงหรอ แต่ผิวของลูกบอบบางนะ แต่จริงๆแล้ว หากเลือกที่จะตากแดดในยามเช้าซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อทารกได้นะคะ แสงแดดดีอย่างไร?🌞วิตามินดีหากพาลูกน้อยตากแดดในยามเช้าลูกก็จะได้รับวิตามินดีค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของทารกจะต้องการโดนรังสียูวีอย่างน้อย 15 นาทีแต่ไม่ควรเกิน 30 นาทีในแต่ละวัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสีโทนผิวของทารกโดยในทารกที่มีผิวคล้ำก็จะต้องการเวลาในการตากแดด⛅มากกว่าค่ะ ข้อดีเมื่อลูกน้อยได้รับวิตามินดีคือ มันจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างกระดูก🦴และฟัน รวมถึงเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย🌞ลดอาการตัวเหลืองในทารกแสงแดดจะสามารถช่วยลดอาการตัวเหลืองในทารก👶ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของบิลิรูบินเมื่อแรกเกิด หากผู้ปกครองพาลูกไปรับแสงแดดประมาณ 15-20 ต่อวันในช่วงเช้า จะสามารถลดอาการตัวเหลืองของลูกได้🌞ช่วยควบคุมระดับอินซูลินแม้ว่าแสงแดดจะไม่ได้เป็นตัวช่วยให้ระดับของอินซูลินดีโดยตรง แต่วิตามินดีที่ได้รับมาจากแสงแดดสู่ร่างกายนั้นจะเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของอินซูลิน📉 ฉะนั้นหากลูกได้รับแสงแดดตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถช่วยป้องกันภาวะโรคเบาหวานได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้ค่ะ🌞ฮอร์โมนเซโรโทนินนอกจากนั้นแสงแดดยังช่วยในเรื่องของการผลิตเซโรโทนินให้ดีขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเซโรโทนินเป็นที่รู้จักกันในนามของฮอร์โมนแห่งความสุขนั่นเอง ซึ่งจะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร และการนอนหลับในทารก💤อีกด้วยค่ะ 🌞เพิ่มระดับพลังงานแสงแดดธรรมชาติจะเป็นตัวควบคุมการผลิตเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับและตื่นนอน เมื่อทารกได้รับแสงแดด⛅ระหว่างวันก็จะทำให้ระดับของเมลาโทนินลดลงและเพิ่มระดับพลังงานในที่สุดค่ะพาทารก 0-6 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพาลูกน้อยแรกเกิดถึง 6 เดือนการเดินเล่นคือช่วงเวลาก่อน 10 โมงเช้า🕐 หรือช่วงเวลาหลังบ่าย 4 โมง แต่ไม่ควรให้ลูกโดนแสงโดยตรง ให้ใช้รถเข็นเด็กที่มีผ้าคลุมกันแดด และไม่ควรทาครีมกันแดดให้ลูก เพราะผิวของทารกจะไม่สามารถขับเคมีในครีมกันแดดได้ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดดควรสวมใส่ชุดมีความเบาบางเพื่อให้หายใจได้สะดวก โดยควรจะใส่หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดโดนใบหน้า หู คอ และศรีษะของลูกน้อย👶โดยตรง รวมถึงใส่เสื้อผ้าที่มีความยาวคลุมแขนและขาของทารกรวมถึงควรซื้อแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันยูวีเอและยูวีบีได้ เพื่อลดการสัมผัสของแสงยูวี⛅กับดวงตาของลูกน้อย การป้องกันตั้งแต่ยังเล็กจะลดโอกาสจอประสาทตาถูกทำลาย ต้อกระจกและปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับดวงตาเมื่อออกไปข้างนอกให้กางร่ม☂️ให้ลูก หรือเปิดร่มในรถเข็นเด็ก รวมถึงเมื่อให้ลูกนั่งรถยนต์ส่วนตัวก็ควรจะมีที่บังแสงแดดแบบตาข่าย รวมถึงควรใช้ฟิมล์หน้าต่างที่สามารถกรองยูวีได้มากที่สุดหากเป็นไปได้พาทารก 6-12 เดือนตากแดดอย่างไรดีช่วงเวลาที่เหมาะสมผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่วงเวลาในการพาทารกออกแสงแดดไว้คือช่วงเวลา 7 ถึง 10 โมงเช้า โดยควรตากแดดเวลาประมาณ 10-15 นาที🕐 ซึ่งช่วงเวลาที่ทารกจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดคือช่วงหลังพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ควรให้ลูกตากนานเกิน 30 นาที เพราะหากเกินกว่านั้นอาจทำให้ลูกเกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง เกิดรอยแดงได้ค่ะ วิธีเตรียมตัวเมื่อพาลูกไปเดินตากแดด⛅ ควรจะยังใส่เสื้อผ้า หมวก ร่มตามข้างต้นเพื่อป้องกันลูกน้อย👶อยู่แต่ให้เพิ่มครีมกันแดดให้ลูกด้วย โดยตอนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถทาครีมกันแดดให้ลูกน้อยได้แล้ว ซึ่งควรเลือกครีมกันแดดสำหรับทารกโดยเฉพาะ และควรมีค่า SPF อย่างน้อย 30 และสามารถป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้ค่ะ

Content Image

สารให้ความหวานในน้ำอัดลมก่อให้เกิดมะเร็ง?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยืนยันการจำแนกสารให้ความหวานเทียม แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans' ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  📢 ในขณะที่ข้อโต้แย้งด้านความปลอดภัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็กล่าวได้ว่าแอสปาร์แตมสามารถพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนัก เจลาติน หมากฝรั่ง ไอศกรีม ยาสีฟัน ยาอมแก้ไอ ผลิตภัณฑ์จากนม แล้วแบบนี้เราจะมีโอกาสเป็นมะเร็งหรือไม่ สารนี้จะหายไปจากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเลยหรือไม่ คุณแม่หลายๆท่านกำลังสับสนกับเรื่องนี้🤰🏻 บิลลี่ จึงขออาสามาเช็กข้อเท็จจริงค่ะ!😉ทำความรู้จักกับแอสปาร์แตม🍹แอสปาร์แตม.....มีรสหวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า แทบไม่มีแคลอรีเลย🙅🏻‍♀️ หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อของแอสปาร์แตม ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพบเจ้าแอสปาร์แตมนี้ในชีวิตประจำวันของเราได้ โดยสารนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 จึงเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้อาหารมีรสหวาน 👅 ในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกโดยปัจจุบันยังคงมีการใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ อย่าง Coke Zero, Diet Coke หมากฝรั่ง ลูกอม โยเกิร์ต ไอศรีม ซอส และขนมอีกหลากหลายชนิด แต่ไม่นานมานี้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ประกาศให้เจ้าสารที่ถูกใช้ในเชิงเพื่อสุขภาพ กลายเป็นสารก่อมะเร็งแทน ข่าวนี้ทำให้ผู้อ่านหลายๆท่านหนักใจ เพราะเราต่างต้องเคยบริโภคสารนี้กันทั้งนั้น รู้จักประเภทของสารก่อมะเร็งองค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ WHO ได้ประกาศให้แอสปาร์แตมเป็นสารที่ 'มีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' หรือ 'Possibly carcinogenics to humans'💥 ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้  โดย IARC ได้ระบุให้แอสปาร์แตมเป็นสารก่อมะเร็งในระดับ 2B ซึ่งการนิยามสารก่อมะเร็งของ IARC สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับใหญ่ๆดังนี้ระดับที่ 1 เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอในเชิงสถิติ ว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ สารกลุ่มนี้ตามกฎหมายและข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาในแต่ละประเทศ จะต้องไม่ถูกเติมหรือมีการปนเปื้อนในอาหารอยู่แล้ว มักเป็นสารที่ถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูหรืออาร์เซนิค หรือสารในกลุ่มเบนซีนค่ะระดับที่ 2A เป็นสารกลุ่มที่มีหลักฐานงานวิจัยออกมายืนยันเช่นกันว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังถือว่ามีจำนวนงานวิจัยที่น้อย จึงได้แต่ใช้คำว่า 'มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในมนุษย์' แทน ยังไม่สามารถยืนยันได้เพราะยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่เพียงพอค่ะ อย่างไรก็ตามสารในกลุ่มนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งชี้เพียงพอว่าก่อมะเร็งได้ในสัตว์ทดลองค่ะ ยกตัวอย่างเช่นซิลิกาที่ใช้ทำซองดูดความชื้นนั่นเองค่ะระดับที่ 2Bเป็นสารที่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ส่วนหนึ่งบ่งชี้ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะยืนยัน ในกรณีของการก่อมะเร็งในสัตว์ก็มีแต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถก่อมะเร็งได้เช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งเจ้าแอสปาร์แตมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ นั่นทำให้เราสามารถตีความได้ว่า ทางองค์กรอนามัยโลกให้ข้อมูลว่าแอสปาร์แตมอาจจะก่อมะเร็งทั้งในสัตว์และในคน แต่ยังเป็นหลักฐานที่มีจำนวนน่าเชื่อถือไม่เพียงพอ เมื่อคำนวณความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติค่ะระดับที่ 3 เป็นสารที่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถก่อมะเร็งได้ทั้งในร่างกายมนุษย์เองและร่างกายของสัตว์ค่ะสรุปแล้วแอสปาร์แตมอันตรายแค่ไหนแอสปาร์แตมก่อมะเร็งจริงหรือไม่?โดยความจริงแล้วสารระดับ 2B นั้นสามารถพบได้ในส่วนผสมในของที่เรารับประทานหรือใช้กันในชีวิตประจำวัน🍽️ อย่าง กรดคาเฟอิกในกาแฟ ว่างหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว รวมถึงกิมจิและผักดองอื่นๆด้วย ซึ่งคนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับสารทดแทนความหวาน หลักฐานจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแอสปาร์แตมจะทำให้เราเป็นมะเร็งจริงๆ แม้กระทั่งหลักฐานในสัตว์ทดลองเองก็ยังไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะยืนยันได้ จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ได้ห้ามบริโภคเป็นอาหาร และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานแอสปาร์แตมจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณในการรับประทานสารให้ความหวานเทียมค่ะ🙌🏻  ยังสามารถรับประทานน้ำอัดลม 0% ได้หรือไม่?ยังสามารถรับประทานได้ค่ะ โดยค่าที่ปลอดภัยในการรับประทานแอสปาร์แตมจะอยู่ที่ไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม👀 หากจะพูดให้เห็นภาพ หากคุณผู้อ่านมีน้ำหนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมนั่นหมายความว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานแอสปาร์แตมได้ในปริมาณที่ปลอดภัยไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ในน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหนึ่งกระป๋อง มักใส่แอสปาร์แตมไม่เกิน 300 มิลลิกรัม นั่นแปลว่าคุณผู้อ่านสามารถรับประทานน้ำอัดลมชนิดนั้นได้ประมาณ 6-7 กระป๋องโดยประมาณเลย ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างเยอะมากต่อวัน หากไม่ได้ติดน้ำอัดลมกลุ่มนี้ เรามักจะกินไม่ถึงปริมาณที่มีความเสี่ยงว่าจะก่อมะเร็งอยู่แล้วค่ะ🫡 ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง🍹สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จากการศึกษาที่ประกาศโดย American Society for Reproductive Medicine ในปี 2559 📑 สารให้ความหวานเทียมในเครื่องดื่ม 0% จะลดความสามารถของผู้หญิงในการปฏิสนธิและส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ไข่ โดยหากบริโภคในระหว่างตั้งครรภ์ ว่ากันว่าอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์และทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่มีระดับน้ำตาลสูงหากเป็นไปได้นะคะ!🙅🏻‍♀️🍹 แล้วคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ล่ะ?หากคุณมีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่าฟีนิลคีโตนูเรีย (PKU) ซึ่งไม่สามารถเผาผลาญแอสปาร์แตมได้ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานสิ่งที่มีแอสปาร์แตม 🚫 โดยไม่ใช่เพียงคุณแม่และลูกน้อยเท่านั้นที่ควรเลี่ยง แต่ยังรวมถึงแม่ที่วางแผนหรือกำลังตั้งครรภ์ด้วย ในกรณีของทารกแรกเกิด ทารกจะได้รับการทดสอบที่โรงพยาบาลหลังคลอด ดังนั้นหากมีความผิดปกติก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นไม่ต้องกังวลจนมากเกินไปนะคะ!แม้ว่ากระทรวงความปลอดภัยด้านอาหารและยาจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวาน แต่คุณพ่อคุณแม่บางคนก็ยังคงกังวล ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องแอสปาร์แตม หัวหน้าสำนักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหารของ WHO แนะนำว่าควรพิจารณา 'การดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีรสหวาน🥛' แทนที่จะมองหาของหวานอื่นทดแทน ลองเลิกนิสัยชอบความหวานและพึ่งพาอาหารแปรรูป แล้วหันมาใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพกันดูนะคะ 💖

Content Image

เคล็ดลับฝึกให้ลูกพูดสองภาษาตั้งแต่เด็ก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยจากคนต่างชาติได้ง่ายขึ้น รวมถึงเมื่อทำงานก็มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ดังนั้นการสอนให้ลูกพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษาก็จะทำให้ลูกได้เปรียบ ซึ่งเราจะมีวิธีสอนลูกอย่างไรให้ลูกสามารถพูดสองภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เราไปดูกันเลยค่ะ กลยุทธ์การสอนภาษาที่สองให้ลูกควรจะสอนลูกพูดภาษาที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่ดี?คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกพูดภาษาที่สอง🔤ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ได้เลยค่ะ โดยอาจอ่านนิทาน หรือ เปิดเพลงให้ฟังโดยใช้ภาษาที่สองก็จะทำให้ลูกทำความคุ้นเคยและเริ่มรับรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพราะหากคุณแม่พูดกับลูกในครรภ์🤰บ่อยๆ ลูกก็จะเกิดการเรียนรู้และมีความคุ้นเคยกับมันค่ะ หลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนต่อได้เลยจนลูกอายุ 7 ขวบ เพราะหลังจากนั้นลูกจะมีความคิดเป็นของตนเองและอาจต่อต้าน หรือ อาจรู้สึกสับสน รวมถึงยังเป็นวัยที่เข้าเรียนและได้รับการเรียนจากโรงเรียน🏫แล้วด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่คือกุญแจสำคัญเทคนิคที่ดีที่สุดในการสอนลูกพูดสองภาษาคือตัวคุณพ่อ👨และคุณแม่👩เองค่ะ เพราะหากคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวันทุกๆวันๆ ทำให้เป็นเรื่องปกติลูกก็จะสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งภาษา🔤ที่ใช้ในทุกๆวัน โดยเวลาคุยกับลูกก็ไม่ควรแปลให้ลูก ให้เริ่มพูดคำง่ายๆก่อนเช่น Dog, Go, Yes, No แล้วค่อยพูดยาวๆเป็นประโยคก็จะทำให้ลูกค่อยๆเข้าใจเองค่ะ วิธีทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้นเปิดการ์ตูนให้ลูกดู📺คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดการ์ตูนที่เป็นภาษาที่สองให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกซึมซึบสำเนียงและการออกเสียงที่ถูกต้อง อาจเปิดเพลงที่เป็นภาษาที่สอง หรือ อ่านนิทานภาษาที่สองให้ลูกฟัง เมื่อลูกได้ฟังบ่อยๆก็จะทำให้ลูกจดจำคำศัพท์ต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ โปสเตอร์ภาษา หนัง หนังสืออ่าน📖ก็เป็นอีกตัวช่วยที่เป็นประโยชน์เมื่อสอนภาษาที่สองให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอดแทรกภาษาที่สองผ่านกิจกรรมต่างๆได้ โดยไม่ควรทำให้เป็นเรื่องที่จริงจังเพราะลูกจะเกิดการต่อต้านและจะไม่อยากเรียนรู้ค่ะ ทำกิจกรรมอื่นพร้อมกับสอนภาษาไปด้วยเมื่อทำกิจกรรมพร้อมๆกับการเรียนรู้ภาษา🔤จะทำให้เด็กเรียนรู้และจดจำได้มากกว่า ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปข้างนอกลองชวนลูกพูดคุยและลองบอกคำศัพท์ต่างๆ เมื่อพบสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆระหว่างทาง หรืออาจเปิดเพลง🎶ภาษาที่สองให้ลูกเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วย หรือจะชวนลูกดูหนังที่เป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีซับ เพื่อให้ลูกได้ดูและฟังการกระทำของตัวละคร และจับความหมายของคำพูดนั้นๆอยากให้พูดเก่งต้องให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษวิธีทำให้ลูกคิดเป็นภาษาที่สองเทคนิคสำคัญที่ทำให้ลูกเก่งพูดสองภาษาคือการฝึกให้ลูกคิดเป็นภาษาอังกฤษ🔤แล้วสื่อสารออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลกลับจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยพยายามสื่อสารกับลูกด้วยภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องแปลความหมายให้ฟัง แม้ว่าในช่วงแรกของการพูดลูกอาจจะไม่เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่พูดถึงอะไร คุณพ่อ👨คุณแม่👩สามารถบอกใบ้โดยการชี้หรือทำท่าทางประกอบเพื่อให้ลูกเข้าใจ แทนการแปลหรือบอกให้ลูกฟังแล้วลูกจะเข้าใจได้เองค่ะ ใช้ความอดทนการจะฝึกให้ลูกพูดภาษาที่สองนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ความอดทน และรอให้ลูกเรียนรู้ คอยพูดคุยกับลูกเป็นภาษาที่สอง และชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จลูกก็จะมีกำลังใจในการพูดและเรียนรู้เองค่ะ 

Content Image

การพัฒนาสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์เป็นยังไงนะ?

     ทารกในครรภ์มีการก่อตัวของของระบบประสาทและสมอง🧠ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ในครรภ์ และเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุครรภ์ โดยคุณพ่อคุณแม่👫สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอดของลูกได้เลยค่ะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่อาจจะตื่นเต้นและรอวันที่ได้เจอหน้าลูกน้อย ดังนั้นทางเราจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการกระตุ้นการพัฒนาสมองของทารกเพื่อให้ทารกมีพัฒนาการที่ดีสมวัยมาให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ทราบค่ะการกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี?นับตั้งแต่กระบวนการปฏิสนธิสมบูรณ์ ไข่กับสเปิร์มจะสร้างเป็นตัวอ่อน ซึ่งตัวอ่อนในท้องของคุณแม่🤰ก็จะเริ่มพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างอวัยวะรวมทั้งเซลล์สมองที่มีการเพิ่มจำนวนและขนาดอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเส้นใยประสาทเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่👫ควรเริ่มกระตุ้นการพัฒนาการสมองของลูกน้อยตั้งแต่อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คุณพ่อคุณแม่จะใส่ใจเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาของลูกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดีการที่ลูกจะมีพัฒนาการที่ดีนั้นมักเกี่ยวข้องกับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ การพัฒนาการของวัยทารก รวมไปถึงการพัฒนาของระดับสติปัญญา🧠✨และการเรียนรู้ตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดมีดังนี้พันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากคุณพ่อคุณแม่พันธุกรรมของลูกน้อยนอกจากหน้าตา👶 สีผิว และสีผมที่ได้รับการถ่ายทอดมาแล้ว ยีน🧬ทั้งหมดในร่างกายยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาทด้วยการรับประทานอาหารและสารอาหารที่คุณแม่ได้รับในขณะตั้งครรภ์ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ต้องใส่ใจกับสุขภาพมากที่สุด ดังนั้นการใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารในช่วงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสารอาหารต่างๆ🥗 ที่คุณแม่รับประทานเข้าไปจะส่งผลกับทารกในครรภ์ ระบบการทำงานของร่างกายคุณแม่เสียงการทำงานของหัวใจ🫀 เสียงการบีบตัวของลำไส้ หรือเสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิตล้วนมีความสำคัญ เพราะลูกน้อยในท้องของคุณแม่สามารถได้ยิน👂เสียงพวกนี้ ซึ่งจะกระตุ้นเรื่องการพัฒนาการได้ยินของลูกน้อยอารมณ์ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีความเครียดมาก😡ในระหว่างตั้งครรภ์จะส่งผลกระทบกับการพัฒนาสมองของลูกน้อยในครรภ์ด้วยวิธีการช่วยกระตุ้นให้ลูกฉลาดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ลูบหน้าท้องกระตุ้นความรู้สึกการที่คุณแม่ลูบหน้าท้องเบาๆ🤰จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองส่วนความรู้สึกได้ชวนลูกคุยบ่อยๆ หรือเปิดเสียงดนตรีให้ลูกฟังลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่สามารถได้ยินเสียงผ่านผนังหน้าท้อง🎧🤰 ซึ่งทารกในครรภ์จะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป การที่คุณพ่อคุณแม่มีการพูดคุยกับลูกส่งผลให้ทารกมีความคุ้นเคยจากเสียง และคุณแม่สามารถหยิบหนังสือ📖🗣️มาอ่านออกเสียงให้ลูกน้อยฟัง โดยเสียงจากคุณแม่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อสมองที่มีความซับซ้อนของการได้ยิน ตีความเสียง และส่วนความทรงจำ นอกจากนี้การเปิดเพลง🎶ให้ลูกฟังทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ดีด้วย😄ส่องไฟฉายบริเวณผิวท้องของคุณแม่เพื่อกระตุ้นการมองเห็นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการส่วนการมองเห็น👁️ ด้วยการดึงดูดความสนใจของทารกในครรภ์ โดยการส่องไฟฉาย🔦 เลื่อนไป-มา หรือ เปิด-ปิดไฟฉาย พร้อมกับพูดคุยและเล่นกับลูกน้อยไปด้วย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทำในที่มืด🌌จะช่วยเรื่องการมองเห็นได้ดีกว่าที่สว่าง และควรเริ่มทำตั้งแต่ทารกเริ่มดิ้นไปจนถึงวันที่คลอด การนั่งโยกเก้าอี้ หรือการออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหวของลูกคุณแม่สามารถนั่งโยกเก้าอี้🪑หน้า-หลัง พร้อมเอามือลูบหน้าท้องไปพรางๆ และเปิดเพลงฟัง🎵 หรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยกระตุ้นเรื่องการพัฒนาด้านเซลล์ประสาทการทรงตัวและพัฒนาเรื่องระบบประสาทการสัมผัสของทารก     คุณแม่ควรใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์🍲 หมั่นดูแลร่างกายให้พร้อมจนถึงวันคลอด และนอกจากการบำรุงร่างกายที่ดีแล้ว คุณแม่ควรออกกำลังกาย🚶‍♀️แต่พอเหมาะ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ รวมไปถึงการให้ความสำคัญต่อการเสริมพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อเป็นการช่วยให้ลูกมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี โดยเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกระตุ้นสมอง🧠และระบบประสาทตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ไปจนถึงหลังการคลอด🤱

👉 List บทความ7-9 เดือน

Content Image

อายุเท่านี้ควรให้ทานไข่เท่าไหนดี?

คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจสงสัยว่าจะสามารถให้ลูกทานไข่ได้ตั้งแต่กี่ขวบ และควรจะให้ทานปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม วันนี้เรานำคำตอบมาฝากกันแล้วค่ะ ไข่ไก่มีประโยชน์อะไรบ้างนะ?✨ประโยชน์ของไข่อย่างที่หลายๆ คนทราบว่าไข่🥚 เป็นแหล่งสารอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี ฟอสฟอรัส และอื่นๆอีกมากมาย ไข่เป็นอาหารที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยและยังหาซื้อทานได้ง่ายอีกด้วย✨ช่วยเสริมสร้างไข่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทและสมอง🧠ด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายที่อยู่ในไข่ โดยจะให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี ต่อไข่ 1 ฟองโดยเด็กในวัยเรียนสามารถทานไข่ได้ทุกวันโดยควรดื่มนมควบคู่กันไปด้วย รวมถึงหากออกกำลังกายอย่างเป็นประจำจะทำให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัยค่ะอายุเท่าไหร่ ควรทานอย่างไร?✨การทานไข่ในแต่ละวัย(ข้อมูลจากแพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย) 🥚เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป สามารถให้เริ่มทานไข่วันละ 1/2-1ฟอง โดยควรให้แต่ไข่แดง และควรต้มจนสุก 🥚เด็กอายุ 7-12 เดือน ให้ทานไข่ได้วันละ 1/2- 1ฟอง สามารถให้ทั้งไข่แดงและไข่ขาวได้ แต่ต้องต้มสุกเช่นกันค่ะ 🥚เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และเด็กวัยเรียนสามารถให้ทานไข่วันละฟองได้✨รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แม้ว่าไข่จะอุดมไปด้วยสารอาหารมีประโยชน์หลายๆอย่าง แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรให้ลูก👶ได้ทานอาหารที่หลากหลาย และให้อาหารที่ครบ 5 หมู่ อย่าลืมให้ลูกทานผักและผลไม้สดๆ โดยอาหารที่ให้ลูกทานไม่ควร เค็ม หวาน หรือมันจนเกินไปค่ะโดยหากเป็นไปได้ควรเสนอผักที่มีหลากหลายสีสันในมื้อข้าวทุกมื้อ รวมถึงผลไม้สดหลังมื้อข้าว โดยหากต้องการให้ลูกทานไข่พร้อมกับผัก ก็อาจสร้างสรรค์เมนูที่ดูน่ารับประทานเพื่อเป็นการเชิญชวนให้ลูกอยากกิน เช่น อาจจะสับผักอย่างละเอียดแล้วโรยในไข่เจียวเป็นต้น ซึ่งควรให้ลูกได้ทานไข่ควบคู่ไปกับอาหารที่หลากหลาย ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อที่ลูกจะได้รับสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมกับวัยของเขาค่ะแบบนี้ควรเลี่ยง✨หลีกเลี่ยงไข่ดิบการให้ลูกน้อยทานไข่ดิบอาจเป็นอันตรายเพราะไข่อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และยังทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไบโอติน (วิตามิน B ชนิดหนึ่ง) ไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นควรให้ลูกทานแบบสุก อาจนำไข่ไปต้ม นึ่ง ตุ๋นจะดีกว่า นำไปทอดนะคะ🍳 หรืออาจเสนอสลัดไข่ เพราะจะทำให้ลูกได้รับใยอาหาร และวิตามินต่างๆจากผักได้ด้วยค่ะ✨อาหารที่ควรเลี่ยงไม่ควรให้ลูกทานเมนูที่มีไขมันสูงเช่น ไข่ดาวเบคอน🥓ใส่ขนมปัง หรือ ขนมปังทาเนยใส่ไข่ดาวเมนูเหล่านี้มีไข่มันที่สูงและควรเลี่ยงไปก่อนนะคะ 

Content Image

ระวัง! BPA สารเคมีอันตรายที่อาจพบได้ในขวดนมลูก

     คุณแม่รู้ไหมคะว่าบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดนม🍼  อาจไม่ปลอดภัยสำหรับลูกน้อยเสมอไป เพราะในขวดนมบางชนิดอาจปนเปื้อนสารเคมีที่ชื่อว่า Bisphenol A หรือเรียกสั้นๆ ว่า “BPA” นั่นเอง สารนี้จัดว่าเป็นอันตรายต่อร่างกายของทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลยค่ะ วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาร BPA มาให้คุณแม่ทราบไปพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาร BPA คืออะไร?✨BPA (Bisphenol A)คือ สารเคมีประกอบตัวหนึ่งที่ถูกใช้กันมากในวงการอุตสาหกรรมผลิตพลาสติกโพลีคาร์บอเนต (polycarbonate) เพื่อให้ได้วัสดุที่มีความใส แข็งแรง💪 ไม่แตกหักง่าย โดยพลาสติกชนิดนี้ นิยมนำมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ อย่างเช่น ขวดนม🍼 ขวดน้ำ กล่องพลาสติก📦 และอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น สาร BPA ยังใช้เป็นสารเคลือบบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ตัวอย่างเช่น ใบเสร็จชำระเงิน กระป๋องน้ำอัดลม กระป๋องนม🧃 เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการกัดกร่อน สึกหรอ หรือเกิดสนิมบนพื้นผิววัสดุเหล่านั้นอันตรายของ BPA ในขวดนมต่อร่างกายของทารก👉ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและเซลล์สมอง สาร BPA จะส่งผลกระทบต่อการสร้างเซลล์สมอง🧠รวมไปถึงระบบประสาทของเด็กๆ ทำให้ร่างกายของมีศักยภาพในการทำงานลดลง ส่งผลต่อความจำและการเรียนรู้อีกด้วย👉ส่งผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ หากลูกได้รับสาร BPA ที่มากจนเกินไป อาจส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมน และระบบสืบพันธุ์ของลูกน้อย ส่งผลให้เด็กโตเร็วกว่าวัยอันควร👦👉ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เด็กๆ ที่ได้รับสารBPA เสี่ยงในการเกิดโรคหอบหืด โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ🫀 โรคไฮเปอร์แอคทีฟ และรวมไปถึงโรคสมาธิสั้นด้วย👉ส่งผลต่อความผิดปกติของพฤติกรรม สาร BPA อาจส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กๆ ทำให้ลูกของคุณแม่มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ไม่มีสมาธิ🤪 และยังขาดทักษะในการปรับตัวกับปัญหาอื่นๆอีกด้วย      ดังนั้นก่อนทำการซื้อขวดนมให้เจ้าตัวน้อย คุณแม่ควรมองหาขวดนม🍼ที่มีฉลากเขียนว่า “BPA Free” นะคะ เพื่อให้มันใจว่าขวดนมนั้นปลอดภัยและไม่เกิดอันตรายต่อร่างกายของเด็กๆ นอกจากนี้คุณแม่อย่าลืมมองหาขวดนมที่มีความโค้งเว้ายังช่วยให้เจ้าตัวเล็กสามารถจับถือได้อย่างถนัดมือ ประกอบกับขวดนมที่มีฝาปิดที่แน่นหนาเสมอ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของน้ำนมได้ 

Content Image

ห่วงลอยคอสำหรับเด็กปลอดภัยจริงหรือ?

     การว่ายน้ำ🏊‍♀️นั้นถือทักษะอย่างหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเด็กๆไม่น้อยเลยทีเดียว แน่นอนว่าสำหรับเจ้าตัวน้อยที่ยังมีอายุไม่มาก อาจยังเรียนว่ายน้ำไม่ได้ แต่การให้เด็กได้เล่นน้ำ💦หรือได้สัมผัสน้ำบ่อยๆก็จะทำให้เด็กคุ้นชิน เมื่อไปเรียนว่ายน้ำก็อาจทำให้ว่ายเป็นง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม อายุที่เหมาะสมในการเล่นน้ำขั้นต่ำควรอยู่ที่ 3 เดือนขึ้นไป หากเด็กมีอายุน้อยกว่านั้นจะมีอันตรายค่อนข้างสูง ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในแง่ของความปลอดภัยก็คือห่วงยาง บทความของเราจึงพามาดูห่วงยางรูปแบบต่างๆที่เหมาะกับเด็กในการเล่นน้ำกันค่ะ💁‍♀️รูปแบบของห่วงยางเด็ก🛟ห่วงสวมคอ หากดูตามชื่อคุณผู้อ่านก็น่าจะจินตนาการออกใช่ไหมคะ ว่าเป็นห่วงยางพลาสติกตามที่เราเห็นทั่วไป เพียงแค่รูตรงกลางมีขนาดเล็กพอที่จะเกาะบริเวณลำคอของเด็กได้ ห่วงยางรูปแบบนี้จะเหมาะกับเด็กเล็ก👶อายุประมาณ 3 เดือนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 4 ปี ซึ่งเป็นเด็กที่มีขนาดร่างกายยังไม่โตมากค่ะ🛟ห่วงยางเด็กแบบที่นั่ง ต่างจากแบบแรกตรงที่ห่วงยางจะไม่มีรูไว้เกาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเด็ก แต่มีลักษณะคล้ายกะละมังที่ให้เด็กลงไปนั่งได้แทน แต่บางอันก็จะมีรูให้เด็กสามารถสอดขาเข้าไปนั่งไปได้ ไม่ใช่นั่งในท่าขัดสมาธิ ซึ่งสองแบบนี้ล้วนเหมาะกับเด็กที่มีขนาดตัวโต👦ขึ้นมาหน่อยและช่วยเหลือตนเองได้ในระดับหนึ่งค่ะ🛟ห่วงยางเด็กแบบสวม ลักษณะจะเหมือนการสวมเสื้อชูชีพ🦺ค่ะ ห่วงยางประเภทนี้มักจะมีเข็มขัดล็อคตัวห่วงยาง หรือมีเข็มขัดล็อคทุ่นห่วงยางไว้กับร่างกายของเด็กโดยตรง เหมาะกับเด็กที่มีขนาดตัวโตเช่นเดียวกันค่ะเกณฑ์ในการเลือกห่วงยางเด็ก✨เลือกห่วงยางที่มีขนาดพอดีกับตัว มีความกระชับ ห้ามหลวมจนเกินไป✨ในขณะเดียวกันต้องไม่เลือกห่วงยางที่มีขนาดเล็กหรือแน่นกับตัวเด็กมากเกินไปเพราะอาจทำให้ห่วงยางพลิกคว่ำในน้ำ เด็กมีโอกาสจมน้ำ💧ลงไปตามค่ะ✨สามารถใช้แผ่นโฟมช่วยลอยตัวเพิ่มเติมได้ในเด็กโต👦ที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้แล้ว ระยะเวลาที่เหมาะสมในการให้ลูกว่ายน้ำ⏱️เด็กที่มีอายุในช่วง 3-6 เดือนควรใช้เวลาในน้ำค่อนข้างน้อย เวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 15 นาทีเท่านั้นค่ะ⏱️เด็กที่มีอายุมากขึ้น อยู่ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี สามารถมีระยะเวลาในการว่ายน้ำหรือเล่นน้ำที่ยาวนานขึ้นได้ถึง 30 นาทีค่ะ⏱️ในกรณีที่เด็กมีอายุมากกว่าที่เรากล่าวมาทั้งหมด สามารถอยู่ได้ตามดุลยพินิจของคุณพ่อคุณแม่👫เลยค่ะ แต่สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด ห้ามปล่อยให้เจ้าตัวน้อยเล่นน้ำคนเดียวเด็ดขาดค่ะ🙅‍♀️อันตรายจากห่วงยางเด็ก👉ห่วงยางที่รัดแน่นเกินไป รวมไปถึงห่วงยางที่พอดีกับร่างกายเด็กแต่ใช้เวลาว่ายน้ำที่นานเกินไป อาจส่งผลให้เด็กขาดอากาศหายใจจนถึงแก่ชีวิต💀ได้👉การสวมห่วงยางให้เด็กนานๆอาจทำให้เด็กเกิดความอึดอัดและความเครียด🤯👉ขอบของห่วงยางอาจบาดร่างกาย😭ของเด็กได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นห่วงยางแบบสวมคอก็อาจบาดผิวบริเวณคอ👉ในเด็กที่มีภาวะแทรกซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ทารกที่มีภาวะกระดูกสันหลังบกพร่อง หรือภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ห่วงยางอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บสาหัสขึ้นได้😿      จะเห็นแล้วนะคะว่า ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่จะใช้ห่วงยางในการช่วยพยุงตัวให้เด็กว่ายน้ำ🏊‍♀️แล้วก็ตาม แต่หากเลือกรูปแบบของห่วงยางไม่เหมาะสมกับเจ้าตัวน้อย จนไปถึงกำหนดระยะเวลาในการว่ายน้ำหรือเล่นน้ำนานเกินไป ก็จะส่งผลเสียต่อเจ้าตัวน้อยได้ นอกจากการเลือกห่วงยาง🛟อย่างเหมาะสมแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ปกครองต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดทุกครั้ง ต้องคอยอุ้มและคอยพยุงตัวในน้ำ หากสังเกตเห็นถึงอาการหรือพฤติกรรมที่แปลกไปควรพาเจ้าตัวน้อยขึ้นมาจากน้ำโดยทันทีค่ะ

Content Image

ช่วงให้นมลูก แบบนี้ NO NO!

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยให้คุณแม่ใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น เพราะนมแม่ที่อุดมด้วยสารอาหารที่ทารกสามารถดื่มได้โดยเฉพาะสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกันของลูกน้อยสิ่งที่ไม่ควรทำ✨ล้างบริเวณหัวนมมากเกินไปการล้างบริเวณหัวนมด้วยสบู่อาจทำให้ผิวแห้งได้ นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้แกะ หรือเกาหัวนม เพราะเสี่ยงหัวนมแตกเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่🥛 และยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ✨ทำความสะอาดหัวนมบ่อยๆคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดหัวนมก่อนให้นมลูกทุกครั้งนะคะ ควรจะเช็ดด้วยน้ำสะอาดหรืออาจล้างด้วยสบู่🧼เมื่อคุณแม่มีเหงื่อออกมาก หรือมีคราบน้ำลายของลูก หรือคราบน้ำนมเท่านั้นค่ะ เพราะการล้างหรือเช็ดบ่อยๆ จะทำให้ผิวแห้งและทำให้หัวนมแตกง่ายขึ้น ซึ่งหากเจ็บมากอาจถึงขั้นต้องงดให้นมจากเต้า และต้องปั๊มนมแทนค่ะ✨ใช้ครีมทาที่หัวนมการใช้ครีมทาบริเวณหัวนมอาจทำท่อน้ำนมเกิดการอุดตันได้นะคะ!! และเมื่อท่อนมอุดตันก็จะส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการเจ็บบริเวณเต้านมเพราะเต้านมเกิดการอักเสบนั่นเองค่ะ ซึ่งอาจทำให้คุณแม่ไม่สามารถให้นม🍼ลูกได้ และยังมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารเคมีบริเวณหัวนมได้อีกด้วย หลีกเลี่ยงการ✨หยุดทานนมก่อน 6 เดือนไม่ควรให้ลูกของคุณหยุดทานนมแม่ก่อน 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรก ลูกน้อยของคุณควรกินนมแม่🥛 อย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารอื่น เนื่องจากระบบย่อยอาหารของเด็กเล็กยังไม่พัฒนาเพียงพอที่จะย่อยอาหารอื่นๆ นมแม่ดีที่สุดสำหรับระบบย่อยอาหารของทารก ในน้ำนมแม่ รวมถึงมี MFGM ที่ช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและพัฒนาสมองของทารก👶✨ไม่ควรอุ่นด้วยไมโครเวฟการอุ่นนมแม่อย่างเหมาะสมเป็นการอุ่นขวดนม🍼ในเครื่องอุ่นนมหรือในหม้อ ไม่ควรอุ่นไมโครเวฟ เพราะความร้อนเป็นการทำลายสารอาหารในน้ำนมอย่าง DHA หรือ MFGM✨ให้ดูดนมจากเต้าสลับกับดูดจากขวดไม่ควรทำอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากอาจทำให้ทารกสับสนได้😕 การดูดจากเต้านมต้องใช้กล้ามเนื้อมากในการทำงาน การดูดขวดนมคือการกัดหัวนมเพื่อไม่ให้น้ำนมไหลออกมาในขณะที่ทารกกลืนเข้าไป การกินจากขวดนมนั้นง่ายกว่าดังนั้นอาจทำให้ทารก👶หยุดดูดเต้า นอกจากนี้เด็กที่ดื่มนมจากเต้ายังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วยรวมถึง✨การอดอาหารหลังคลอดไม่ควรอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักเพราะคุณแม่มีกิจกรรมที่ต้องทำมากขึ้น เช่น ต้องตื่นมาป้อนอาหารและเปลี่ยนผ้าอ้อม ดังนั้นอย่าอดอาหารและพยายามทำการควบคุมน้ำหนัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรีสูงแต่ให้สารอาหารต่ำ เช่น  อาหารที่มีไขมันสูง🍲 น้ำอัดลม ของหวาน โดยทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การทำเช่นนี้อาจมีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดีกว่าค่ะ🏃✨รับประทานทานยาเองคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกไม่ควรจะรับประทานยา💊เองโดยที่ไม่ได้สอบถามจากแพทย์นะคะ เพราะยาที่รับประทานเข้าไปอาจจะส่งผ่านไปยังลูกได้จากน้ำนมของคุณแม่นั่นเองค่ะ หากคุณแม่จำเป็นจะต้องรับประทานยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งว่ากำลังอยู่ในช่วงให้นมลูกค่ะ✨หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีนเพราะหากทานแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมันจะถูกส่งผ่านไปยังทารก👶ผ่านทางน้ำนมแม่ ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยของคุณหงุดหงิด และคาเฟอีนในระดับสูงก็สามารถลดธาตุเหล็กในน้ำนมของคุณแม่ได้อีกด้วย

Content Image

เทคนิคการแก้ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับ

     คุณแม่รู้ไหมคะว่าปัญหาทารกนอนไม่หลับ💤 อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์ของเจ้าตัวน้อยได้อย่างมาก วันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเจ้าตัวน้อยนอนไม่หลับมาให้คุณแม่ทราบพร้อมๆกันค่ะ💁‍♀️สาเหตุที่ทำให้เด็กทารกนอนไม่หลับ👉เกิดจากการที่ลูกนอนไม่เพียงพอสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ทารกนอนไม่เป็นเวลา😴 เพราะคุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้ฝึกให้ลูกเข้านอนเวลาเดียวกันทุกคืนนั่นเอง👉เกิดจากสภาพแวดล้อมเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการนอนหลับ เช่น ห้องนอนที่อุ่น หรือเย็นจนเกินไป, ห้องที่มีแสงไฟสว่าง💡 หรือมืดจนเกินไป หรือแม้กระทั่งเตียงหรือหมอนที่นุ่ม หรือแข็งเกิน🛌 เป็นต้น สามารถทำให้ทารกรู้สึกกลัวหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ สะดุ้งตกใจร้องไห้ได้ด้วยเช่นกัน😭👉เกิดจากทารกได้รับนมในปริมาณที่ไม่เหมาะสมปัญหาการให้น้ำนมมากไปหรือน้อยไปอาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายและทำให้นอนหลับได้ยาก เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องใส่ใจอยู่เสมอ ร่วมกับรูปแบบการให้นมของลูกน้อยด้วยเช่นกัน คุณแม่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าทารกได้รับนมในปริมาณที่เพียงพอหรือไม่🤱👉เกิดจากสุขภาพของทารกในกรณีที่ทารกมีสุขภาพผิดปกติ จนทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับไม่สนิท ซึ่งอาจจะมาจากอาการต่างๆ เช่น กรดไหลย้อน, ภูมิแพ้😷 และอาการอื่น ๆ เป็นต้น หาคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าอาการป่วยเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนไม่หลับ แนะนำให้รีบเข้ารับการปรึกษากับกุมารแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล🏥ทันทีค่ะ เพราะปัญหานี้อาจจะส่งผลเสียกับลูกในระยะยาวได้วิธีแก้ปัญหาเมื่อทารกนอนไม่หลับ✨หาหมอนที่ทำให้ลูกหลับสบายการที่ลูกได้นอนหนุนหมอนที่ดี จะสามารถช่วยให้ทารกรู้สึกปลอดภัย สบายตัวและนอนหลับได้ดีขึ้นได้ ซึ่งหมอนที่ดีนั้นควรจะให้สัมผัสนุ่มและอบอุ่น เหมือนกับสัมผัสของแม่นั่นเอง ทำให้ลูกรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดจากแม่🤗 ทารกก็จะรู้สึกปลอดภัยจนหลับสนิทนั่นเอง✨ฝึกให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาการจัดกิจวัตรเข้านอนของทารกให้เป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ🕗 จะทำให้แม่สามารถควบคุมวงจรการนอนหลับและตื่นนอนของเจ้าตัวน้อย ส่งผลให้ทารกหลับได้ง่ายและสนิทมากยิ่งขึ้น✨จัดสภาพแวดล้อมให้น่านอนยิ่งขึ้นการจัดสภาพแวดล้อมงั้นถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีจะเอื้อต่อการนอนหลับของทารก แถมยังทำให้ทารกรู้สึกสบายอีกด้วย🥰 โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์ช่วยนอน ดังเช่น “ผ้าห่อตัวเด็ก” จากงานวิจัยพบว่าการใช้ผ้าห่อตัวทารกขณะนอนหลับจะช่วยให้เด็กหลับได้นานขึ้น 1-3 ชั่วโมงเลย เพราะช่วยเลียนแบบความรู้สึกเหมือนอยู่ในครรภ์แม่ สามารถลดการสะดุ้งตื่นตกใจจนร้องไห้จากการถูกกระตุ้น ขณะนอนหลับได้อีกด้วย     ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับ ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทารก👶 แต่คุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจไปนะคะ เพราะการนอนหลับที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกในระยะยาวนั่นเองค่ะ เมื่อคุณแม่เข้าใจถึงสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเด็กทารกนอนไม่หลับแล้ว คุณแม่ก็สามารถปฏิบัติตามได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเลยนะคะ!

Content Image

โรคซางในเด็กเกิดขึ้นจากอะไรนะ?

เราจะสามารถพบโรคซางในเด็กเล็กโดยเด็กจะมีไข้🌡️ ซึ่งมีสาเหตุที่เด็กเกิดการขาดสารอาหารจนทำให้เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน มีอาการเบื่ออาหาร ทานน้อย หากเป็นหนักก็จะมีไข้ ซึ่งโรคซางในเด็กเล็กนั้นมีสาเหตุและมีวิธีรับมืออย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยค่ะ สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กโรคซางคืออะไร?โรคซาง คือ โรคที่มักพบในเด็กที่ขาดสารอาหาร🍲 แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอาการร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็กได้ ซึ่งจะมีอาการอย่างไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ อาการของโรคซาง✨ช่องปากมีแผลหรือเม็ด✨บริเวณลิ้น👅และโคนลิ้นมีการเกิดของฝ้า✨น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด✨มือเท้าเย็น🦶✨มีผื่นขึ้นตามตัวในบางราย✨มีลักษณะพุงโรก้นปอด✨ทารกมีเหงื่อ💦ออกมากกว่าปกติ✨เบื่ออาหาร ไม่ทานนมและข้าว✨ปวดศีรษะ✨มีไข้สาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กสาเหตุของโรคซางในเด็กเล็กมักจะเกิดมาจากการขาดความเข้าใจในการให้อาหารลูกน้อยอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการที่ลูกน้อยควรได้รับดังนี้✨ในช่วง 6 เดือนแรก ทารกได้รับนมแม่🍼ไม่เพียงพอ✨มีการให้นมผสมอย่างไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ปริมาณ ชนิดนม หรือวิธีผสมที่ไม่เหมาะกับลูกน้อย✨เริ่มให้ลูกทานอาหารเสริมเร็วหรือช้าเกินไป✨เกิดจากความยากจน จนไม่สามารถหาอาหารประเภทโปรตีนเช่น เนื้อ🍖 นม ให้ลูกทานได้อย่างเพียงพอ ✨เมื่อเด็กป่วยก็จะเบื่ออาหาร รวมถึงมีการย่อยและการดูดซึมบกพร่องทำให้ได้อาหารน้อยลงไปอีก✨ให้ลูกทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์🍬 กินจุกจิก ทำให้อิ่มจากขนมและไม่ยอมทานอาหารมื้อหลักผู้ปกครองสามารถดูแลและป้องกันได้ตามนี้✨ นมแม่เป็นแหล่งอาหาร และจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ลูกจนถึงตอนโต ดังนั้นควรให้ลูกทานนมแม่มากกว่า 6 เดือน✨ ฝึกนิสัยการกินที่ดีให้กับลูก ฝึกให้ลูกกินเป็นเวลา⏲️นั่งเรียบร้อยอยู่กับที่ ไม่กินไปเล่นไป ไม่กินจุบจิบก่อนถึงมื้อหลัก✨ สอนให้ลูกทานอาหารให้เป็นเวลา นั่งอยู่กับที่ และไม่ทานของทานเล่นก่อนถึงมื้ออาหารหลัก✨ ควรให้ลูกทานอาหารเสริม🍲 ให้เหมาะสมกับวัยของลูก โดยเมื่อลูกเข้าสู่อายุ 6 เดือนก็สามารถเริ่มให้ลูกทานได้ดีละน้อย โดยค่อยๆ เพิ่มความหลากหลาย เพิ่มความหยาบ และไม่ควรไปบังคับให้ลูกกิน และพยายามจูงใจลูกด้วยวิธีต่างๆแทน ✨ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาถ่ายพยาธิแก่เด็ก👶หากเด็กมีอาการพุงโรก้นปอดจากการมีพยาธิในลำไส้ เพื่อกำจัดพยาธิที่กำลังแย่งสารอาหารจากเด็กไปโรคซางนั้นนอกจากจะทำให้เด็กมีกล้ามเนื้อลีบไม่แข็งแรงผอมแห้งแล้ว ระบบทางเดินหายใจ ระบบขับถ่ายก็ยังถูกส่งผลกระทบ และยังมีพัฒนาการที่ช้าอีกด้วย ซึ่งผู้ปกครองสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยการดูแลการกินให้ลูกน้อย เท่านี้ก็สามารถทำให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงได้แล้วค่ะ 

Content Image

สูตรมาส์กหน้าจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อคุณแม่ให้นมบุตร

     ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ทุกท่านก็คงทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจไปกับการเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อยกันใช่ไหมคะ และเมื่อเจ้าตัวน้อยได้ลืมตาออกมาดูโลกแล้ว คุณแม่ก็ยังต้องวุ่นวายกับการเลี้ยงดูลูกจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย ทำให้คุณแม่หลายๆท่านพบเจอกับปัญหาสภาพผิวที่หมองคล้ำ ผิวแห้งและอ่อนล้า และยังรวมไปถึงปัญหาสิวต่างๆ ซึ่งปัญหาผิวเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากกิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ การไม่ได้ใช้เวลาดูแลผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเช่นเดิม ดังนั้นวันนี้ทางเราจึงได้รวบรวมสูตรมาร์คหน้าจากธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อคุณแม่ขณะที่คุณแม่ให้นมเจ้าตัวน้อยด้วย จะมีสูตรไหนบ้าง เรามาดูไปพร้อมๆกันเลยค่ะ💁‍♀️ ปัญหาผิวที่คุณแม่คลอดบุตรต้องพบเจอ👉สภาพผิวแห้งขาดน้ำเรียกได้ว่าเป็นปัญหาผิวยอดฮิตที่คุณแม่หลังจากคลอดบุตรหลายๆท่านต้องเผชิญ เพราะผิวที่ขาดน้ำ💧จะมีลักษณะผิวหยาบ แตกเป็นขุยและรู้สึกตึงเจ็บ ซึ่งปัญหาผิวแห้งนี้แท้จริงแล้วเป็นผลพวงจากการที่ร่างกายขับเอาน้ำที่สะสมในระหว่างตั้งครรภ์ออกไปในช่วงหลังคลอดนั่นเองค่ะ นอกจากนี้การขาดการพักผ่อน😴 การนอนหลับไม่ได้ออย่างเพียงพอในช่วงเลี้ยงลูกเล็กก็ทำให้ผิวพรรณของคุณแม่ดูทรุดโทรม อ่อนล้า และดูมีริ้วรอยขึ้นได้เช่นกันสูตรมาส์กหน้าจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อผิวของคุณแม่ให้นม🥒มาส์กแตงกวาขึ้นชื่อว่าเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมด้วยคุณสมบัติบำรุงผิวพรรณ และมักพบเจอเป็นส่วนผสมในสกินแคร์ทั้งหลาย สูตรมาส์กหน้าที่เราจะนำเสนอกันในวันนี้จึงหนีไม่พ้นต้องเอ่ยถึงแตงกวากับเขาด้วย✨ประโยชน์ของแตงกวาต่อผิวพรรณแตงกวามีคุณสมบัติเติมความชุ่มชื้นคืนสู่ผิว เพราะในแตงกวามีปริมาณ “น้ำ”💦อยู่มาก อีกทั้งยังมีเอนไซม์อีเรปซิน (Erepsin) ที่สามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าออกไปและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวที่สวยและอ่อนเยาว์ขึ้นมาใหม่แตงกวายังมีฤทธิ์เย็น อีกทั้งยังมีวิตามินและเอนไซม์ช่วยในการทำความสะอาดใบหน้า เราสามารถนำแตงกวามาใช้ประโยชน์เพื่อการขจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยหากนำมาใช้บำรุงผิวพรรณแตงกวาสามารถช่วยเรื่องการทำความสะอาดใบหน้า ลดความอุดตัน ป้องกันการเกิดสิวโดยเฉพาะสิวหัวดำได้ดีแตงกวาช่วยชะลอวัยและลดเลือนริ้วรอยได้เนื่องจากในแตงกวามีสารต้านอนุมูลอิสระ 2 ชนิด ได้แก่ วิตามินซี🍊และสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic Compound) ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวบนใบหน้าแตงกวามีโพแทสเซียม ซัลเฟต และวิตามินเอ ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการผิวไหม้🔥 ผิวระคายเคืองได้ดี ผู้คนจึงนิยามนำแตงกวามาใช้เพื่อบรรเทาผิวแห้งกร้านจากผิวขาดน้ำ รวมถึงฟื้นฟูผิวไหม้แดดและผิวระคายเคือง✏️วิธีการทำมาส์กแตงกวาสูตรแตงกวาลดหน้ามัน ลดความเหนื่อยล้าให้คุณแม่ สำหรับคุณแม่ที่เหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เป็นธรรมดาที่อาจมีปัญหาหน้ามันและสิวเสี้ยนเกิดขึ้นได้ ปัญหานี้แก้ได้ด้วยสูตรลดหน้ามันจากแตงกวา เพียงนำวัตถุดิบได้แก่ แตงกวา 1 ลูก ไข่ขาว 1🥚 ฟอง และมะนาวประมาณครึ่งซีก ให้คุณแม่ปั่นแตงกวากับไข่ขาว แล้วบีบมะนาวลงไปผสม ปั่นจนส่วนผสมทั้งหมดกลายเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด สูตรนี้ช่วยแก้ปัญหาหน้ามัน คืนความกระจ่างใส อีกทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขน ป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนได้ดีค่ะสูตรแตงกวาน้ำผักผลไม้บำรุงหน้าขาวสะอาดใส นำน้ำแตงกวา น้ำมะเขือเทศ🥫 และน้ำแตงโม ชนิดละ 1 ช้อนชามาผสมเข้ากัน ชุบด้วยสำลีแล้วเช็ดลงบนใบหน้าเบาๆ มาส์กทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที น้ำผักผลไม้เหล่านี้อุดมไปด้วยกรด AHA และวิตามินธรรมชาติ สามารถช่วยกำจัดสิ่งสกปรกตกค้างบนใบหน้า และช่วยผลัดเซลล์ผิวให้กระจ่างใส อีกทั้งยังสามารถลดเลือนรอยดำ และกระชับรูขุมขนให้เล็กลงได้ด้วยค่ะสูตรแตงกวาลดสิว หากคุณแม่มือใหม่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวๆ แต่ไม่อยากพึ่งพายาทาสิวที่เป็นสารเคมีเพราะกลัวว่าจะอันตรายต่อลูกน้อย เราแนะนำให้ลองมาส์กหน้าด้วยสูตรแตงกวาลดสิวค่ะ เพียงขูดแตงกวาให้เป็นเส้นจากนั้นคั้นน้ำออกมา ใช้สำลีชุบน้ำแตงกวาทาให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก ฤทธิ์เย็นจากน้ำแตงกวาสามารถช่วยลดการอักเสบของสิว ช่วยให้ผิวผ่อนคลาย และขจัดเซลล์ผิวคืนความอ่อนเยาว์ให้คุณแม่ 🍯มาสก์น้ำผึ้งนอกจากจะมีรสหวานอร่อย😋 นำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ยังมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะดีต่อร่างกาย คุณแม่ทราบกันหรือไม่ว่าน้ำผึ้งสามารถนำมาใช้ดูแลผิวพรรณได้ด้วยนะคะ✨ประโยชน์ของน้ำผึ้งอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ที่ดีต่อร่างกาย โดยส่วนประกอบโดยเฉลี่ยของน้ำผึ้งนั้นได้แก่ คาร์โบไฮเดรต 80% ในรูปน้ำตาลฟรุกโตสและน้ำตาลกลูโคส น้ำผึ้งมีน้ำเป็นส่วนประกอบอีกราว 18% นอกจากนี้ในอีก 2% ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโน วิตามิน และเกลือแร่ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจค่ะที่มนุษย์เรานำน้ำผึ้งมาใช้ทั้งรับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย และใช้ภายนอกสำหรับการดูแลรักษาแผลและบำรุงผิวพรรณกันมาอย่างยาวนานน้ำผึ้งถูกเรียกว่ายาอายุวัฒนะ💊 เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติช่วยดูแลสุขภาพและแก้ไขปัญหาผิวต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำผึ้งช่วยมอบความเนียนนุ่ม และเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว เหมาะสำหรับการนำมาบำรุงผิวเพื่อแก้ไขปัญหาผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ รวมไปถึงลดเลือนริ้วรอย และเพิ่มความอ่อนเยาว์น้ำผึ้งมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย🦠และจุลินทรีย์ได้ ในทางการแพทย์สมัยโบราณมีการใช้น้ำผึ้งมารักษาบาดแผลเพื่อสมานแผลและป้องกันการอักเสบ ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น ดังน้ำสำหรับสาวๆ หรือคุณแม่ท่านไหนที่มีปัญหาสิวก็สามารถเลือกใช้น้ำผึ้งแต้มบริเวณที่เป็นสิวเพื่อลดการอักเสบและลดบวมได้น้ำผึ้งสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยแมกนีเซียม แคลเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวใหม่ การใช้น้ำผึ้งเพื่อบำรุงผิวหน้าสามารถทำให้ใบหน้าแลดูกระจ่างใส ลดปัญหาผิวหมองคล้ำ และสีผิวไม่สม่ำเสมอที่เกิดจากแสงแดด☀️ ฮอร์โมน และการพักผ่อนไม่เพียงพอได้น้ำผึ้งอุดมด้วยแอนตี้เซปติก (Antiseptic) ที่เป็นเอนไซม์จากธรรมชาติมีฤทธิ์กำจัดสิ่งสกปรก แก้ไขปัญหาผิวสิวอุดตัน✏️วิธีการทำมาส์กน้ำผึ้งสูตรน้ำผึ้งมะนาวเพิ่มความกระจ่างใส สำหรับคุณแม่ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำจากฮอร์โมน แสงแดดหรือจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ😵‍💫 เราขอแนะนำสูตรนี้ค่ะ เพียงเตรียมวัตถุดิบ ได้แก่ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมเข้ากันมาส์กลงบนใบหน้า สูตรนี้มีคุณสมบัติเร่งการผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้สีผิวกระจ่างใสพร้อมขจัดเชื้อสิวได้ดีสูตรน้ำผึ้งและกล้วยหอม🍌ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวแม่ คุณแม่หลังคลอดท่านไหนเผชิญกับปัญหาผิวแห้ง ลอกเป็นขุยจนรู้สึกเจ็บ ลองมาส์กหน้าด้วยน้ำผึ้งและกล้วยดูกันดีกว่าค่ะ สูตรนี้ขึ้นชื่อเรื่องการปลอบประโลมผิว ช่วยเติมความชุ่มชื้นแก่ผิวขาดน้ำได้ดีเยี่ยม เพียงผสมน้ำผึ้ง 2–3 ช้อนโต๊ะกับกล้วยหอมสุกบดครึ่งลูก นำมาพอกบางๆ ลงบนใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก คุณสมบัติดีๆ จากน้ำผึ้งและกล้วยช่วยคืนผิวนุ่มสวยพร้อมฟื้นฟูความชุ่มชื้นสูตรน้ำผึ้งน้ำตาลใช้มาส์กผิวได้ ใช้สครับผิวดี คงจะดีไม่น้อยถ้าทวงคืนผิวหน้าเนียนนุ่มได้ด้วยวิธีง่ายๆ ได้สิคะคุณแม่ ลองทำตามสูตรนี้ดูกันเถอะ! เพียงผสมน้ำผึ้ง 2–3 ช้อนโต๊ะ เข้ากับน้ำตาลทราย 1 ถ้วย นำมามาส์กและสครับผิวหน้าเบา ๆ ก่อนล้างออกให้สะอาด สูตรนี้ช่วยผลัดเซลล์ผิว คืนความกระจ่างใสพร้อมให้ผิวสวยเนียนนุ่มกลับคืนมา🍀มาส์กใบบัวบกนอกเหนือจากน้ำผึ้ง และแตงกวาแล้วนั้น คุณแม่ทราบไหมคะว่า ใบบัวบก (Centella Asiatica หรือ Cica) ยังเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่เหมาะสำหรับนำมามาส์กหน้าดูแลผิวพรรณในช่วงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดได้ด้วยค่ะ✨ประโยชน์ของใบบัวบกต่อผิวพรรณอุดมไปด้วยกรดอะมิโน เบต้าแคโรทีน มีกรดไขมันและไฟโตเคมิคอล (Phytochemicals) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสารอาหารดีเยี่ยมสำหรับผิว การใช้ใบบัวบกเพื่อปรนนิบัติผิวพรรณจึงมีประโยชน์ในเรื่องการต่อต้านริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพใบบัวบกมีคอลลาเจนช่วยคืนความอ่อนเยาว์ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่เซลล์ผิวโดยการกระตุ้นการไหลเวียนเลือด🩸บริเวณชั้นผิวหนังให้ทำงานได้ดี การนำใบบัวบกมาใช้ปรนนิบัติดูแลผิวจึงสามารถช่วยให้ผิวหน้าดูดีมีความเปล่งปลั่งยิ่งกว่าเดิมใบบัวบกช่วยเรื่องปัญหาผิวแห้งแตก สามารถช่วยเพิ่มความกระชับของผิวหน้าและลดปัญหารอยด่างดำรวมไปถึงแผลต่าง ๆ ในปัจจุบันมีการนำใบบัวบกมาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ลดการแตกลายของท้องแม่หลังคลอดมากมายด้วยค่ะ✏️วิธีการทำมาส์กใบบัวบกสูตรใบบัวบกโยเกิร์ตลดเลือนริ้วรอย ต่อไปนี้คุณแม่ไม่จำเป็นต้องซื้อผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยราคาแพงๆ เพราะมาส์กหน้าด้วยใบบัวบกสูตรลดเลือนริ้วรอยเป็นประจำ ปัญหาผิวแก่ก่อนวัยก็แก้ไขได้ง่ายๆ เพียงเตรียมวัตถุดิบได้แก่ ใบบัวบก 1 กำมือ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะและน้ำเปล่า 1 แก้ว นำใบบัวบกสดมาล้างทำความสะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาปั่นหรือบดกับน้ำ แล้วเติมโยเกิร์ตลงไปก่อนผสมให้เข้ากัน นำส่วนผสมมาพอกไว้ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15- 20 นาที⏳ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำคุณแม่ก็จะสัมผัสได้ถึงผิวเนียนนุ่ม ที่ดูอ่อนเยาว์ลงกว่าเคยสูตรใบบัวบกขมิ้นชันกำจัดสิว ปัญหาสิวๆ ที่ทำให้คุณแม่ไม่สวยเหมือนเก่า เราแก้ไขได้ เตรียมวัตถุดิบ ได้แก่ น้ำใบบัวบก 2 ช้อนโต๊ะ ผงขมิ้นชัน 1 ช้อนชา🫚 และน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมเข้ากันแล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 15- 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรลับนี้ช่วยลดการเกิดสิว และแก้ปัญหาสิวอักเสบ หรือสิวหนองให้แห้งเร็วสูตรใบบัวบกใส่นมลดฝ้าให้คุณแม่ตั้งครรภ์ อย่างที่แจ้งไปแล้วนั้นว่าฮอร์โมนและแสงแดดอาจทำให้คุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาฝ้ากระได้ สำหรับการแก้ไขจัดการได้ด้วยส่วนผสมใบบัวบก 2 กำมือ และนมสด 3 ช้อนโต๊ะ🥛 ให้คุณแม่นำใบบัวบกมาล้างให้สะอาดแล้วปั่นพอหยาบ จากนั้นเติมนมลงไปแล้วปั่นต่อให้วัตถุดิบเข้ากันดี นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้จะช่วยให้ผิวได้รับคุณค่าดีๆ จากใบบัวบกและน้ำนม ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส ลดฝ้า กระ รอยหมองคล้ำลงไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว     ทราบกันแล้วถึงประโยชน์และวิธีทำมาส์กสูตรธรรมชาติใช่ไหมคะ สามารถทำได้ง่ายๆและปลอดภัยต่อผิวที่บอบบางของคุณแม่ในช่วงให้นมบุตร🤱 ทีนี้ก็อย่าลืมมาส์กหน้าอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งและหมั่นบำรุงผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์กันด้วยนะคะ เพียงเท่านี้ผิวของคุณแม่ก็จะกลับมาชุ่มชื้นอีกครั้งค่ะ

Content Image

อาการร้องกลั้นคืออะไรกันแน่นะ?

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยเห็นว่าลูกร้องไห้หนักๆ แบบกลั้นจนตัวเขียวจนหมดสติไป ซึ่งแบบนี้จะเรียกว่าอาการร้องกลั้นค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่ได้มีอันตรายรุนแรงอะไร วันนี้เราจะมาดูให้ลึกขึ้นกันว่าอาการร้องกลั้นเป็นอย่างไรกันดีกว่าค่ะการร้องกลั้นคืออะไรกันแน่นะ?ร้องกลั้น...จนหน้าเขียว🤢การร้องกลั้นของเด็กทารก ในภาษาอังกฤษเรียกว่า breath holding spell คือ การที่ทารกร้องไห้หนักมากจนช่วงจังหวะของการหายใจออกยาว☁️จนเหมือนกับลูกกลั้นหายใจประมาณ 10-20 วินาที จึงทำให้มีลักษณะนิ่งและเหมือนหมดสติไปช่วงเวลาสั้นๆ โดยบางครั้งลูกอาจมีลักษณะปากเขียว ใบหน้าเขียวและเล็บเขียวได้เมื่อลูกนิ่งไป ลูกจะตื่นขึ้นมาร้องใหม่😭เอง และสีผิวต่างๆก็จะกลับมามีสีแดงเหมือนเดิม ซึ่งการร้องกลั้นนั้นจะเป็นคนละอย่างกับอาการชักการร้องกลั้นอันตรายไหม?การร้องกลั้นนั้นเป็นการตอบสนองที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ แปลว่าอาการร้องกลั้นนั้นไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของลูกนั่นเองค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วการร้องกลั้นนั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อสมอง🧠หรือร่างกายของทารก👶 และไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงใดๆ เว้นแต่ว่าทารกมีโรคระบบหลอดเลือดหรือโรคหัวใจ ก็ควรอยู่ในความดูแลของคุณหมอนะคะพบได้ในเด็กอายุประมาณเท่าไหร่?การร้องกลั้นจะสามารถพบได้ในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปจนถึงประมาณ 3 ขวบ และอาการนี้จะหายไปเองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรค่ะลูกน้อยจะร้องกลั้นเมื่อไหร่?มีคนมาขัดใจหากเลี้ยงลูกด้วยการเอาใจและตามใจทุกอย่าง เมื่อโดนขัดใจก็จะร้องออกมาไม่หยุดจนปากหรือตัวเขียว🤢 และหมดสติไปประมาณ 1 นาที อันนี้คือการที่ลูกน้อยร้องกลั้นเพราะโดนขัดใจนั่นเองค่ะจากการเจ็บอาการร้องกลั้น😭นั้นส่วนใหญ่จะพบบ่อยในทารกที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน จนถึงเด็กอายุ 2 ปี โดยมีสาเหตุได้จากหลายรูปแบบ เช่นอาจร้องจากการเจ็บปวดจากประตูหนีบนิ้ว หรือ โดยกระแทกแรงๆ หรือเจ็บจากอุบัติเหตุมาก ควรทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยร้องกลั้นตั้งสติ 👀หากลูกน้องร้องกลั้น ให้คุณพ่อคุณแม่ตั้งสติ เพราะหากตื่นตระหนกจะทำให้ลูกตกใจมากขึ้น อุ้มขึ้นมาเมื่อลูกร้องกลั้นให้อุ้มลูกขึ้นมาแนบกับอกและสังเกตว่าบริเวณนั้นมีแมลง🐜 หรือสิ่งอื่นๆที่อาจเป็นสาเหตุให้ลูกร้องหรือไม่ผ้าชุบน้ำนำน้ำผ้าชุบเช็ดหน้าและนวดสัมผัสเบาๆ ให้รู้ ไม่ควรไปเขย่าตัวลูกรุนแรง เพราะอาการร้องกลั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติ แต่หากลูกน้อยมีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ ก็อาจจะต้องปรึกษาคุณหมอเพิ่มเติม👩‍⚕️พยายามเบี่ยงเบนความสนใจหากลูกมีการร้องกลั้น😭เพราะเจ็บ หรือ โดยขัดใจ ให้พยายามเบี่ยงเบนความสนใจ อาจกอดลูกพาลูกไปดูอะไรตื่นตาตื่นใจ หรืออาจนวดเบาๆบรรเทาความเจ็บ และไม่ควรไปดุซ้ำ เพราะจะยิ่งทำให้กลัวและร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่ค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นและหายไปเองเมื่ออายุครบ 2 ขวบค่ะอาจมีสาเหตุจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ😴การพักผ่อนไม่พออาจเป็นสาเหตุ ให้ลูกโมโห ร้องไห้และขี้วีนอยู่บ่อยๆได้นะคะ ดังนั้นควรให้แน่ใจว่าลูกได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอค่ะ

Content Image

ที่ดูดน้ำมูกทารก เลือกแบบนี้ถึงปลอดภัยต่อลูกน้อย!

     พ่อแม่มือใหม่ควรรู้วิธีเลือกเครื่องช่วยหายใจทางจมูกสำหรับลูก เพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก🤧และปรับปรุงการหายใจของลูกได้ อาการคัดจมูกเป็นเรื่องปกติในทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและไข้หวัดใหญ่ การเลือกที่ดูดน้ำมูกที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่สามารถกำจัดน้ำมูกออกจากจมูกของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบรรเทาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อในหู หรือป้อนนมได้ยาก สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเครื่องดูดน้ำมูกที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และอ่อนโยนต่อช่องจมูกที่บอบบางของทารกนะคะ💁‍♀️วิธีเลือกเครื่องดูดน้ำมูกสำหรับทารกอย่างปลอดภัยพิจารณาประเภทของที่ดูดน้ำมูกที่มีกระบอกฉีดยาแบบหลอด ไม่ว่าจะเป็นที่ดูดน้ำมูกแบบมือ🤧 หรือเครื่องช่วยหายใจแบบไฟฟ้า แต่ละประเภทมีข้อดีและข้อควรพิจารณาที่แตกต่างกันค่ะประเมินอายุและความต้องการของลูกของคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะ ที่ดูดน้ำมูกแต่ละประเภทเหมาะสำหรับกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น หลอดฉีดยามักใช้สำหรับทารก💉 ในขณะที่เครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบใช้มือและแบบไฟฟ้าจะเหมาะสำหรับเด็กโตมากกว่าค่ะตรวจสอบคุณสมบัติด้านความปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่สามารถมองหาเครื่องช่วยหายใจทางจมูกที่มีคุณสมบัติ เช่น ปลายอ่อน วาล์วป้องกันการไหลย้อนกลับ และการออกแบบที่ทำความสะอาดง่าย ความปลอดภัยถือเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกอุปกรณ์สำหรับลูกๆนะคะ✅อ่านรีวิวและคำแนะนำ ใช้เวลาอ่านความคิดเห็น🗣️และขอคำแนะนำจากผู้ปกครองหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคนอื่นๆ เพราะประสบการณ์ของพวกเขาสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับประสิทธิภาพและการใช้งานของเครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบต่างๆได้มากค่ะประเภทของที่ดูดน้ำมูกหลอดฉีดยาเป็นอุปกรณ์รูปทรงกระบอกที่เรียบง่ายที่ใช้การดูดเพื่อล้างจมูก👃 มีราคาไม่แพง ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับทารก อย่างไรก็ตาม อาจไม่ได้ให้พลังดูดมากเท่ากับประเภทอื่นๆค่ะเครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบมือ อุปกรณ์เหล่านี้เป็นอุปกรณ์พกพาที่ต้องมีการดูดด้วยตนเองจากผู้ดูแล มักมาพร้อมกับตัวกรองแบบใช้แล้วทิ้ง🗑️ เพื่อดักจับเสมหะ และเหมาะสำหรับทั้งทารกและเด็กโต ให้การควบคุมและการดูดที่แรงกว่าเมื่อเทียบกับกระบอกฉีดค่ะเครื่องช่วยหายใจแบบไฟฟ้า อุปกรณ์เหล่านี้ใช้พลังงานแบตเตอรี่เพื่อสร้างแรงดูด โดยทั่วไปแล้วจะมีพลังมากกว่าหลอดฉีดยาหรือเครื่องช่วยหายใจแบบมือ เครื่องช่วยหายใจทางจมูกแบบไฟฟ้ามักจะมีหัวฉีดหลายขนาดเพื่อรองรับกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน ใช้งานได้สะดวกแต่อาจมีราคาแพงกว่าค่ะ💵ประโยชน์ของการใช้ที่ดูดน้ำมูกและวิธีรักษาสุขอนามัยเครื่องดูดน้ำมูกจะช่วยขับเสมหะออกจากจมูกของลูก ทำให้หายใจได้ง่ายขึ้นและลดความรู้สึกไม่สบาย ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อลูกๆของคุณพ่อคุณแม่เป็นหวัด🤧 คัดจมูก หรือภูมิแพ้ค่ะการใช้เครื่องดูดน้ำมูกอย่างถูกสุขลักษณะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความสะอาดในขณะที่ใช้เครื่องช่วยหายใจทางจมูก ไม่ว่าจะเป็นล้างมือให้สะอาด🤲ก่อนและหลังการใช้เครื่องดูดน้ำมูกค่ะ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ด้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้น้ำเกลือหรือสเปรย์น้ำเกลือเพื่อคลายน้ำมูกก่อน เพื่อไม่ให้ลูกเกิดการสำลักนะคะ ค่อยๆ สอดปลายเข้าไปในรูจมูกของเด็กแล้วดูดตามคำแนะนำ ที่สำคัญควรทำความสะอาดเครื่องดูดน้ำมูกหลังการใช้งานแต่ละครั้ง โดยการแยกชิ้นส่วนและล้างชิ้นส่วนด้วยน้ำสบู่อุ่น ๆ ล้างให้สะอาดและปล่อยให้แห้งสนิทก่อนประกอบกลับนะคะข้อควรระวังในการล้างจมูกของลูก✨ในการใช้น้ำเกลือ ก่อนที่จะพยายามล้างจมูกของลูก👶 ขอแนะนำให้ใช้น้ำเกลือเพื่อทำให้น้ำมูกคลายตัว หยดน้ำเกลือหรือสเปรย์หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาส่วนใหญ่ค่ะ✨เลือกเทคนิคที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่สามารถลองใช้เทคนิคต่างๆ ในการล้างจมูกได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของลูกด้วยนะคะ สำหรับทารก สามารถใช้น้ำเกลือหยดตามด้วยการดูดเบาๆ ด้วยกระบอกฉีดยา💉 เด็กโตอาจสั่งน้ำมูกได้โดยมีคำแนะนำค่ะ✨เมื่อล้างจมูกของลูก ควรอ่อนโยนเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรู้สึกไม่สบายหรือการบาดเจ็บค่ะ      สังเกตอาการไม่พึงประสงค์หรือความรู้สึกไม่สบายในระหว่างหรือหลังการล้างจมูกของลูก หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการผิดปกติใดๆ โปรดปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทันทีนะคะ👨‍⚕️

Content Image

คุณพ่อควรเล่นกับลูกทารกอย่างไรถึงจะไม่รุนแรงไป?

คุณพ่อส่วนใหญ่มีวิธีเล่นกับลูกน้อยที่มีความโลดโผนอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการ ยกลูกน้อยขึ้นสูงๆ หรือจับลูกน้อยห้อยหัวลง หรือจะเป็นการแกว่งลูกไปมา ซึ่งลูกๆก็มักจะหัวเรอะชอบใจกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งจริงๆแล้วการเล่นโลดโผนแบบนี้มีความอันตรายไหมเราไปพบคำตอบกันค่ะ การจับลูกโยนสูงๆ บนอากาศแล้วรับตัวลูกทุกครั้งที่ทำท่าโยนหรือท่าจับลูกห้อยหัวลง ลูกน้อยก็มักจะหัวเราะคิกคัก😝สนุกสนาน ซึ่งจริงอยู่ที่เด็กๆมันจะชอบให้พ่อโยนขึ้นสูงๆ และท่าห้อยหัว แต่สมอง🧠ของทารกนั้นมีเซลประสาทที่กำลังสร้างเส้นใยประสาท เพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งการเล่นแบบนี้มีความเสี่ยงอันตราย และควรที่จะระมัดระวังอย่างมากค่ะ เพราะว่าหากพลาดพลั้งตกลงมาแล้วล่ะก็ เจ้าตัวเล็กอาจจะหัวปูด หัวแตก หรือหากเป็นรุนแรงก็อาจถึงขั้นมีเลือด🩸คั่งในสมอง🧠ได้ ซึ่งมีความน่ากลัวตรงที่ว่าเพื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วเราจะยังไม่สามารถสังเกตได้ เพราะไม่เห็นบาดแผลอะไร ซึ่งการไม่ได้ส่งไปตรวจรักษาจะทำให้เสี่ยงอันตรายมากๆเลยค่ะการจับเจ้าตัวเล็กเขย่าแรงๆการยกตัวทารกมาเขย่าแรงๆมีความอันตรายมากกว่าที่คิดเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อเกิดเลือดออกในเส้นประสาทตา👀 หรือทำให้ตาบอดแล้ว ยังเสี่ยงที่หัวของทารกจะไปกระแทกกับพื้นหรือของแข็งต่างๆรอบตัว ซึ่งทารกนั้นยังมีกระดูกส่วนคอที่ไม่ค่อยแข็งและมีศีรษะที่บอบบางอยู่ ดังนั้น การถูกกระทบกระเทือนจะทำให้สมองของเด็กได้รับอันตรายอย่างมาก โดยทารกอาจเสี่ยงพิการหรือเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นอาจทำให้เกิดอาการเลือด🩸คั่งใต้เยื่อหุ้มสมอง🧠 ได้อีกด้วยระวังเกิดอุบัติเหตุขณะวิ่งไล่จับคุณพ่อหลายๆคนมักจะมีความคิดสร้างสรรค์นำกิจกรรมต่างๆมาช่วยพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และการทรงตัวของลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นการโยนลูกบอล⚽ การวิ่งเล่น การเตะบอล การวิ่งไล่จับ ซึ่งในการวิ่งไล่จับนั้น คุณพ่อก็ใส่ความตื่นเต้น และทำเสียงฮึ่มใส่ ลูกน้อยก็จะวิ่งด้วยความเร็วด่วนจี๋ ซึ่งการเร่งรีบของเด็กๆก็อาจทำให้พลั่งลื่นล้มลงไปได้ โดยอาจจะทำให้เจ้าตัวเล็กเกิดการบาดเจ็บได้ตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อยอย่างมีแผลถลอก ขาแพลง🦵 เอ็นข้อบาดเจ็บ หรืออาจถึงขั้นกระดูกหักเลยก็ได้ค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเล่นสนุกอย่างไร แต่ก็ต้องคำนึกถึงความปลอดภัย ของเจ้าตัวเล็กเป็นสำคัญ เพราะคงไม่มีคุณพ่อคนไหนที่อยากให้ลูกน้อยเจ็บตัวใช่ไหมคะ ทราบอย่างนี้แล้วคุณพ่อก็อาจจะปรับวิธีการเล่นให้มีความรุนแรงน้อยลง แต่ยังคงความสนุกไว้ก็จะทำให้เจ้าตัวเล็กยิ้มได้แล้วล่ะค่ะ🙂 

Village Baby Co., Ltd.

4F, 83 Uisadang-daero, Yeongdeungpo-gu, Seoul, Republic of Korea

Partnership inquiries babybilly.global@villagebaby.kr

|

|

Language

Copyright Baby Billy. All rights reserved.